Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 92 ถึง 228« First...9091929394...Last »

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่รัฐสภา สำนักงานทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมรณรงค์ “ใส่ใจล้างมือ ห่างไกลไข้หวัดใหญ่ 2009” โดย ท.พ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ นำทีมกลุ่มศิลปินจากบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) อาทิ แคล – คาโลรีน นีมะโยธิน, ดิว เดอะสตาร์ 5 – พงศ์ธร สุภิญโญ ร่วมรณรงค์การป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ด้วยการมอบเจลล้างมือให้กับ ส.ส. พร้อมกับแจกชุดความรู้ในการป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก่อนเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมใช้เจลล้างมือ ก่อนเข้ามายังอาคารรัฐสภา

           ท.พ.กฤษดา กล่าวว่า สสส.ได้จับมือกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยกระดับให้รัฐสภาเป็นสถานที่ต้นแบบสถานที่ราชการปลอดไข้หวัด 2009 ผ่าน 5 มาตรการที่สำคัญ คือ 1. การทำความสะอาดอย่างต่อเนื่อง 2. สุขอนามัยในการรับประทานอาหาร 3. การให้ความรู้ในการป้องกันไข้หวัด 4. รณรงค์ล้างมือและสวมหน้ากาก และ 5. ลาหยุดเมื่อเป็นไข้

           ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจัดมหกรรมทำความสะอาดก่อนเปิดสมัยประชุมสภา เพื่อลดการแพร่ระบาด และในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาจำเป็นต้องมีการรณรงค์เรื่องการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเชื้อหวัด 2009 เมื่อออกสู่ร่างกายสามารถอยู่ได้นานถึง 2 – 6 ชั่วโมง ตามสถานที่ต่างๆ โดยพาหะสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายคือ มือ ที่เข้าไปสัมผัสปาก จมูก และตา ดังนั้นจึงได้รณรงค์การล้างมืออย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการติดเชื้ออีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่องการป้องกันและวิธีดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ที่มา สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ตามไปดูเยาวชนหัวใจรักคณิตศาสตร์ ประกวดผลงานสร้างสรรค์ด้วยโปรแกรม GSP ระดับภูมิภาค

เมื่อวันที่  วันที่ 7-8 สิงหาคม 2552  ที่ผ่านมา  เยาวชนที่มีใจรักคณิตศาสตร์   ได้มารวมตัวกันอย่างคึกคัก  เพื่อร่วมกันประกวดผลงานสร้างสรรค์ของคนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์  โดยใช้โปรแกรม The  Geometer’s  Sketchpad (GSP) ของ สสวท.  ระดับภูมิภาค จำนวน 20 ศูนย์ทั่วประเทศ

 

         ศูนย์ประกวดดังกล่าว ได้แก่ ศูนย์โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช  สตรีสิริเกศ  ศรีสงครามวิทยา  สตรีราชินูทิศ  กาฬสินธิ์พิทยาสรรพ์  ขอนแก่นวิทยายน  เฉลิมขวัญสตรี  นวมินทราชูทิศพายัพ  สามัคคีวิทยาคม  ท่าใหม่ “พูลสวัสดิ์ราษฎร์นุกูล”  รัตนราษฎร์บำรุง  ธัญรัตน์  พิบูลวิทยาลัย  สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี  สุราษฏร์ธานี  หาดใหญ่วิทยาลัย  ศรียาภัย  เมืองถลาง  กัลยาณีศรีธรรมราช  และโรงเรียนพรหมานุสรณ์ ซึ่งมีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   (สสวท.)  เป็นหน่วยงานหลักในการจัดประกวดครั้งนี้

 

 

          โดยกรรมการของแต่ละศูนย์ ฯ ได้คัดเลือกผลงานที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต้นเข้ามานำเสนอผลงานในวันแรกของการประกวด (7 ส.ค. 2552) และคัดเลือกไว้เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันที่สองของการประกวด  (8 ส.ค. 2552)    สำหรับการประกวดรอบแรก ระดับประถมศึกษา สร้างผลงาน หัวข้อ โรงเรียนของฉัน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สร้างผลงานหัวข้อ บ้านประหยัดพลังงาน  และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  สร้างผลงานหัวข้อ เมืองประหยัดพลังงาน และรอบชิงชนะเลิศตามโจทย์ของคณะกรรมการ

 

         โรงเรียนธัญรัตน์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เป็นหนึ่งในศูนย์ประกวดผลงานสร้างสรรค์ของคนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์  โดยใช้โปรแกรม The  Geometer’s  Sketchpad   ซึ่งเปิดรับสมัครนักเรียนจากจังหวัดปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา  นครนายก  ปราจีนบุรีและสุพรรณบุรี เข้าร่วมประกวด  ทีมละ 2 คน โรงเรียนละไม่เกิน 2 ทีม นอกจากนั้นเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 2  ยังได้ติดต่อเขตพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา ส่งกรรมการมาร่วมคัดเลือกและตัดสินการประกวด จังหวัดละ 3 ท่าน

 

 

           ไปดูการนำเสนอผลงานรอบแรก  ในหัวข้อโรงเรียนของฉัน ของวัยซน ชั้นประถมศึกษากันบ้าง ว่าเขาสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้โปรแกรม GSP กันอย่างไร เช่น   โรงเรียนวัดเขียนเขต ทีม 2 เล่าว่า ใช้หลักการเลื่อนขนาน การทำซ้ำ การหมุน มาออกแบบสนามเด็กเล่น ชิงช้า และกระดานหก ในโรงเรียน  โรงเรียนวัดอัยยิการาม  ทีม 1 อธิบายว่า การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ทำใช้หลักการการแปลงทางเรขาคณิต การเลื่อนขนาน การหมุน  การสร้างก้อนเฆฆ  สร้างส่วนโค้งผ่านจุด 3 จุดให้เคลื่อนที่  ตัวนักเรียนสร้างจากเมนูการแปลง  การเลื่อนขนาน สะท้อนเพื่อเพิ่มจำนวนนักเรียน แล้วสั่งให้เคลื่อนที่  สร้างจักรยานจากรูปวงกลม การแปลง การเลื่อนขนาน สั่งให้จักรยานเคลื่อนที่แล้วใช้การสะท้อนเพิ่มจำนวน  ประตูเปิดปิดได้ สร้างจากการยืดหดและการสะท้อน  เป็นต้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ฝึกปฏิบัติถูกหลักอนามัย ห่างไกลโรคร้าย

 

          หลัง จากที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังขวัญเสียไม่หาย แต่ขณะนี้ชาวโลกต้องหันมาตื่นตระหนกกับกระแสการระบาดครั้งใหม่ของ   “กาฬโรคปอด” ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ โดยทางองค์การอนามัยโลกออกมา เตือนว่า เชื้อที่พบเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับ “กาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนในยุโรปมาแล้วถึง 25 ล้านคนเมื่อหลายร้อยปีก่อน

 

          หาก ถึงคราวที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายนี้อีกครั้งหนึ่ง เราควรทำความรู้จัก รวมถึงวิธีการป้องกัน ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรค อันตรายนี้ โดย นพ.โอภาส การ์ย กวินพงศ์ ผอ.สำนักโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ว่า กาฬโรคปอดเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เยอซิเนีย เพสทิส (Yersinia Pestis) มี ลักษณะเป็นแท่ง อยู่ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะเพราะทำให้เชื้อเข้าสู่ เยื่อในปากได้ง่าย เช่น หนู กระรอก กระต่าย กระแต แมว และสุนัข มีพาหะที่สำคัญ คือ “หมัดหนู” มีขนาดเล็กไม่กี่มิลลิเมตร สามารถ กระโดดได้ไกลถึง 1 เมตร หรือ 200 เท่าของขนาดตัวของมันเอง

 

          วิธีการติดต่อจากสัตว์สู่คนมี 2 ทาง คือ 1. ทางมูลหมัด เชื้อแบคทีเรียที่ถูกถ่ายออกมาพร้อมกับมูลของหมัดอาจเข้าสู่ร่างกายของคนทางบาดแผลได้ และ 2. หมัดกัด เมื่อหมัดไปกัดสัตว์ฟันแทะต่างๆ เช่น กัดหนูที่มีเชื้อโรคก็จะทำให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนในตัวหมัดอย่างรวด เร็ว ก่อให้เกิดการอุดตันและหากหมัดไปกัดคนเพื่อดูดเลือดอีก ก็จะทำให้กลืนเลือดไม่เข้าจึงต้องคายหรือสำรอกเลือดที่ผสมเชื้อแบคทีเรียออก มาเข้าสู่บาดแผลของคนที่มันกำลังดูดเลือดอยู่ จึงทำให้เชื้อโรคเข้าสู่คนได้ 2 ทางหลักๆ ได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด

 

          สำหรับเชื้อโรคที่เข้าทางต่อมน้ำเหลือง หากถูกหมัดกัดที่บริเวณขาจะทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตและหากถูกกัด บริเวณแขนก็จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือคอโต โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 1 – 7 วัน จากนั้นจะเริ่มแสดงอาการด้วยการมีไข้ ตามด้วยต่อมน้ำเหลืองโตและแตก เชื้อกระจายเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เลือดเป็นพิษในที่สุด หากไม่รีบรักษาอาจลุกลามเข้าไปที่เนื้อเยื่อของปอด ทำให้เกิดปอดบวมและเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายใน 24 – 48 ชั่วโมง  ส่ง ผลให้ กาฬโรคปอดมีอัตราการป่วยและเสียชีวิตประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

 

          นอกจากกาฬโรคปอดจะติดต่อจากสัตว์สู่คนแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากคนสู่คน โดยวิธีการติดต่อเหมือนกับโรคปอดหรือไข้หวัดใหญ่ คือ หลัง จากที่เชื้อเข้าปอดคนหนึ่งแล้วจะสามารถติดต่อไปสู่อีกคนหนึ่งได้จากทางเดิน หายใจด้วยการไอหรือจาม หรือจากสิ่งของปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ แต่จะแตกต่างกันตรงที่กาฬโรคปอดติดต่อได้ยากกว่า เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงมากถ้าไม่เสียชีวิตทันที ก็จะต้องนอนพักรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาล ไม่มีโอกาสไปคลุกคลีกับผู้อื่นหรือออกไปเดินนอกบ้านเพื่อแพร่เชื้อ ไปสู่ผู้อื่นได้ ส่วนกลุ่มเสี่ยงคือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดหรือบุคคลที่อยู่ในบ้านเดียวกันกับ ผู้ป่วยขณะติดเชื้อ เช่น พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ขณะนี้ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยาแผนโบราณ ยาสมุนไพร กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งแพทย์ เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์ ก็เริ่มตื่นตัวหันมาทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับยาสมุนไพรมากขึ้น เนื่องจากพบว่ามีตัวยาบางชนิดสามารถรักษาโรคได้ผลดีเกือบเท่ายาแผนปัจจุบัน จึง พยายามศึกษาค้นคว้าทดลองเพื่อที่จะได้นำมาใช้เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องอาศัยยา จากต่างประเทศเสียทุกชนิด พร้อมกับมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากขึ้นและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนรู้จักและเริ่มใช้ยาแผนโบราณกันมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีนักฉวยโอกาสนำเอายาแผนปัจจุบันชนิดที่เป็นอันตรายผสมเข้าไปด้วย โดยหวังผลเฉพาะหน้าที่ผู้นั้นคิดเองว่าดีโดยไม่มีความรู้ว่าจะเกิดอันตราย ต่อผู้ใช้ได้มากมาย โดยมาผสมทำเป็นยาในรูปสมุนไพรแปรรูป เช่น ยาลูกกลอน และนำไปโฆษณาชวนเชื่อรักษาคนไข้

           ก่อนที่จะเรียนท่านผู้อ่านว่ายาตัวนั้นคืออะไร มีผลร้ายต่อร่างกายและชีวิตของท่านมากมายเพียงไร จะขอยกตัวอย่างเรื่องจริงของผู้ป่วยเด็กชายไทย อายุ 6 ปี เป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เล็ก เป็นๆ หายๆ ตลอดมา เวลาหอบก็ไปรักษาตามคลีนิค อาการก็ดีขึ้น แต่เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาผิดปกติของร่างกาย และเกิดจากการแพ้สารบางอย่าง เพราะฉะนั้นเมื่อค้นหาสารที่แพ้ไม่ได้ อาการก็จะไม่หายขาด เป็นๆ หายๆ ตลอดมา พ่อแม่ของเด็กก็เกิดความทุกข์ยากทรมานใจเมื่อลูกหอบแต่ละครั้ง ทำให้ต้องพยายามเสาะแสวงหาการรักษาโดยวิธีต่างๆ ที่มีคนแนะนำว่าดี ว่าจะหายขาด เพื่อลูกของตน จนกระทั่งมีเพื่อนของพ่อเด็กได้แนะนำยาโบราณชนิดหนึ่งซึ่งเคยเห็นคนอื่นท้วน สมบูรณ์ขึ้นหลายคนในระยะที่กินใหม่ๆ แต่เพื่อนคนนั้นไม่เคยติดตามผลในระยะต่อมา แม่เด็กจึงฝากคนรู้จักไปซื้อยานี้ การซื้อยานี้ผู้ขายจะขายเฉพาะคนที่รู้จัก หรือได้รับการแนะนำจากคนที่รู้จักและต้องบอกล่วงหน้า 1 วัน คือต้องบอกวันเสาร์และเปิดขายวันอาทิตย์ในระยะเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น รูปของยาเป็นลูกกลอนขาย เป็นกิโล ๆละ 250 บาท เวลากินก็กินครั้งละ 1 ก้อน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้วฟุต โดยแบ่งปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ กินวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น เด็กลดลงเหลือครึ่ง หรือหนึ่งในสาม หลังจากที่ผู้ป่วยเด็กนี้กินยา อาการหอบก็ดีขึ้น ไม่ค่อยหอบอีกเพราะกินยาประจำกลับกินอาหารได้มาก อ้วนท้วนขึ้นมากผิดหูผิดตา เคราะห์ดีที่ผลของยาทราบไปถึงแพทย์ที่เคยรักษาเด็กคนนี้มาก่อน แพทย์ผู้นั้นก็สามารถเดาได้ว่าเด็กได้กินยาชนิดใดไป ส่งไปกองวิเคราะห์ยา กรมวิทยาศาสตร์ทางแพทย์ เพื่อตรวจค้นยาชนิดที่สงสัยว่าปนอยู่ในยาไทยโบราณนั้น ก็พบว่ามีจริง

 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Aug-14-09

มดคันไฟอิวิคต้า

posted by Bubble B

มดคันไฟตัวใหม่ หรือ มดคันไฟอิวิคต้า (Solenopsis invicta)

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ต่อมาได้แพร่กระจายไปเกือบทั่วโลก และเริ่มขยายพันธุ์เข้ามาในเอเชียเมื่อสองถึงสามปีนี้พบได้ในไต้หวันและ ฮ่องกง และคาดว่าจะเข้ามาสู่ประเทศไทยในไม่ช้านี้ มดคันไฟอิวิคต้าสามารถปรับตัวและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

 

จนประเทศที่มีการระบาดของมดคันไฟอิวิคต้าต้องมีการจัดตั้งศูนย์เตือนภัยขึ้นมา เพื่อยับยั้งการขยายพันธุ์ บรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่โดนต่อย และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการกัดกินพืชผักต่าง ๆ มดคันไฟอิวิคต้าชอบสร้างถิ่นอาศัยบริเวณที่มีน้ำไหลเวียน มีปริมาณ น้ำฝนมากกว่า 550 มิลลิเมตรต่อปี อาทิ พื้นที่การเกษตร สวนป่า ทุ่งหญ้า ฝั่งแม่น้ำลำคลอง ชายฝั่งทะเล ทะเลทราย และสนามกอล์ฟ มักสร้างถิ่นอาศัยแบบเป็นรังหรือเป็นจอมโดยใช้มูลดิน ซึ่งจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1 เมตร ความสูงประมาณ 4-24 นิ้ว ส่วนมดคันไฟที่มีอยู่ในไทยจะสร้างรังเรียบ ๆ กับพื้น ไม่มีจอม และมีจำนวนประชากรมากถึง 500,000 ตัวต่อรัง ขณะที่มดคันไฟธรรมดาจะมีเพียง 10,000 ตัวต่อรัง สำหรับรูปร่างหน้าตาภายนอกของมดคันไฟอิวิคต้านี้แทบจะไม่มีความแตกต่างจากมด คันไฟที่พบเห็นในประเทศไทย แต่จะมีผิวลำตัวเรียบและสดใสกว่า และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีฟันตรงกลางริมฝีปากบน ซึ่งส่วนใหญ่จะมองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยเห็นต้องอาศัยแว่นขยายช่วย… รศ.ดร.เดชา วิวัฒน์วิทยา แห่งภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าให้ฟังถึงเรื่องของมดคันไฟอิวิคต้า

 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 92 ถึง 228« First...9091929394...Last »