Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 92 ถึง 230« First...9091929394...Last »

ค่ายวิถีชีวิตไตรสิกขา บทพิสูจน์เด็กพิเศษก็ “มีดี”

ความบกพร่องทางกายภาพอาจยัดเยียดข้อห้ามบางอย่างในสิ่งที่ต้องแสดงออกทางร่างกาย แต่สำหรับกิจกรรมที่มุ่งพัฒนา ‘จิตใจ’ เป็นสำคัญ

          ในขณะที่เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่เริ่มมีพื้นที่เรียน รู้เพื่อพัฒนาตัวเองผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่มากขึ้นตามโอกาสและฐานะทางสังคม ทว่า ‘เด็กพิเศษ’ ที่บกพร่องทางสติปัญญา หรือกลุ่มเด็กที่เรียกกันว่า ‘ออทิสติก’ แทบไม่มีสิทธิ์ได้รับโอกาสเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

           “เด็กพิเศษถูกผลักออกจากสังคม ถูกละเลยในเรื่องการบ่มเพาะที่เด็กทุกคนควรจะได้รับ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องคุณธรรม อาจเป็นเพราะสังคมเห็นว่าเด็กเหล่านี้เป็นคนไร้ความสามารถ พิการ เป็นเด็กปัญญาอ่อน ไม่สามารถเรียนรู้หรือเข้าถึงหลักธรรมที่ลึกซึ้งเป็นนามธรรมได้ โดยเฉพาะเรื่องความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเสียสละ” โต้ง พรมกุล พ่อพิมพ์โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล โรงเรียนประจำสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก สะท้อนปัญหา

          จริงอยู่ที่สารพัดปัจจัยซึ่งถูกยกเป็นเหตุผลพร้อมกับทำหน้าที่แบ่งคั่นระหว่าง ‘เด็กปกติ’ กับ ‘เด็กพิเศษ’ ในเวลาเดียวกันจะเป็นจริงอยู่บ้าง แต่หากสังคมรู้จักสร้างสรรค์และจริงใจที่จะพัฒนากลุ่มเยาวชนเหล่านี้ การเกิดกิจกรรมดีๆ เพื่อเด็กพิเศษเหล่านี้ไม่น่าจะยากเกินกำลัง

           ‘ค่ายวิถีชีวิตไตรสิกขา’ ที่โรงเรียนฉะเฉิงเทราปัญญานุกูลได้ริเริ่มขึ้น โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนและเครือข่ายพุทธิกาเป็นพี่เลี้ยง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี

           “ค่ายวิถีฯ คือกิจกรรมที่ต้องการสร้างให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและเด็กออทิสติก มีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น รู้จักสร้างวิถีชีวิต การกินอยู่ ดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม รู้จักเกื้อกูลกันระหว่างเพื่อนโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังคุณธรรมที่บูรณาการระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน ทั้งการ อยู่ค่ายพักแรม ที่ใช้ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน และการให้เด็กได้ร่วมทำบุญและบำเพ็ญประโยชน์ที่วัดทุกวันพระ โดยใช้ระยะเวลาตลอดปีการศึกษา เพื่อฝึกจนเป็นนิสัย” ครูโต้งในฐานะผู้จัดการโครงการ ให้นิยาม

          เขามองว่า กิจกรรมที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นย้ำถึงการทำความดี เพื่อให้เด็กพิเศษพัฒนาตนเองผ่านการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม ผสมผสานระหว่างการบรรยายธรรม การฝึกสติ ตระหนักและรู้จักฝึกฝนให้มีจิตที่เป็นประโยชน์กับสังคม ปฏิบัติศาสนพิธีเพื่อเป็นชาวพุทธที่ดี รวมถึงช่วยสร้างเสียงหัวเราะ และความสุขให้แก่เด็กๆ ด้วย

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

งานศพ คือ โอกาสครั้งสุดท้ายที่คนเป็น จะได้แสดงความอาลัยรัก และรำลึกถึงความดีของผู้เสียชีวิต แต่งานศพหลายงานกลับมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้อง เกิดคนเมา กระทั่งเกิดการทะเลาะวิวาทในงานศพ จนทำลายความหมายของงานไปอย่างน่าเสียดาย

โครงการวัฒนธรรมนำสุขงานศพงดเหล้าและการพนัน ต.ทุ่งกวาว จ.แพร่ ตระหนักในปัญหาชาวบ้านในชุมชนที่มองค่านิยมการดื่มสุราตามงานบุญ งานบวช งานศพ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย จึงหาวิธีง่ายๆ โดยอาศัยเครือข่ายประชาสังคมในชุมชนกันเองเพื่อสร้างค่านิยม “ปลอดเหล้า” ในงานศพและงานสำคัญต่างๆ

คุณธาดา เจริญกุศล หัวหน้าโครงการฯ ให้รายละเอียดว่าโครงการฯ ได้ไปสำรวจพฤติกรรมครัวเรือน 6 หมู่บ้าน ในตำบลทุ่งกวาว และพบว่า การดื่มสุรา ทำให้ครอบครัวทะเลาะกัน คณะทำงานจึงปรึกษากับผู้นำชุมชน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และเจ้าอาวาสวัด ว่าควรทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ชาวบ้านตระหนักถึงพิษภัยของการดื่มสุราที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นภัยต่อสุขภาพ และภัยต่อสังคม อันเกิดจากการทะเลาะวิวาทในงาน อีกทั้ง การดื่มสุรายังเป็นการสิ้นเปลืองของเจ้าภาพงาน

วิธีที่โครงการทำ คือ อาศัยพระเทศน์ในงานศพในประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งมีการประกาศเสียงตามสายว่า ถ้าบ้านไหนจัดงานศพ แล้วไม่มีการดื่มสุรา โครงการฯ จะมอบเงินช่วยเหลือทันที 1,000 บาท นอกจากนี้มีการติดป้ายงดเหล้าในที่บริเวณหน้างานและในคืนสุดท้ายของงาน ก็จะร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพ ในขณะที่เงินปัจจัยที่ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ในคืนสุดท้ายก็จะมอบให้แก่เจ้าภาพ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษมาแล้วที่ประเทศไทยและเกือบทุกประเทศทั่วโลก ใช้  ‘จีดีพี เป็นตัวชี้วัดการพัฒนาของประเทศ แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่สามารถสะท้อนการความอยู่ดีมีสุขของคนอย่างแท้จริง ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เกิดภาวะโลกร้อน สารเคมีปนเปื้อนในดิน น้ำ อากาศ คนเป็นโรคเครียด ปัญหาสุขภาพจิต…แล้วความสุขของคนอยู่ที่ไหน?

ประเทศอังกฤษใช้เวลา 30 ปี พัฒนาจีดีพี หรือผลผลิตมวลรวมประชาชาติให้เติบโตพุ่งไปถึง 300% แต่ในเวลาเดียวกันความพึงพอใจในชีวิตเติบโตน้อยกว่า 10% ล่าสุดยังมีผลสำรวจออกมาอีกว่าเป็นประเทศที่ติดอันดับมีความสุขน้อยที่สุดในยุโรป

เมื่อจีดีพีไม่อาจชี้วัดความสุขของคน ดังนั้น อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยน วัดความเจริญของประเทศด้วยตัวชี้วัด “อื่น”

ขณะนี้ หลายประเทศกำลังให้ความสนใจกับการพัฒนาตัวชี้วัดที่จะสามารถสะท้อนมิติต่างๆ ของสังคม สิ่งแวดล้อมคุณภาพชีวิต ในระดับสากลได้มีความพยายามจากหลากหลายองค์กรในการจัดทำตัวชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริงของสังคมที่ครอบคลุมมิติต่างๆ ที่หายไปจากจีดีพี

ประเทศภูฎาณได้นำเสนอ ‘ความสุขมวลรวมประชาชาติ’ ในฐานะของการพัฒนาทางเลือกหนึ่ง และได้รับความสนใจอย่างมากไปทั่วโลก

            เดือนที่ผ่านมามีการประชุมโต๊ะกลมระดับชาติ เรื่อง ‘ทิศทางและการวัดความก้าวหน้าของสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน’ โดย ดร.จอห์น ฮอล หัวหน้าโครงการการวัดความก้าวหน้าทางสังคมจากองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวในการปาฐกถา เรื่อง “การวัดความก้าวหน้าของสังคม” ว่าวิกฤตการเงินที่ผ่านมา ปลุกให้ทั่วโลกตื่น หวนกลับมาคิดว่าการใช้จีดีพีก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง

“หกสิบปีที่ผ่านมา จีดีพี ดึงให้เราต้องสร้างนั่นสร้างนี่ แต่ไม่เห็นมีความสุข เราใช้เวลาทำงานมากกว่าอยู่กับครอบครัว แปลว่า มีอะไรบางอย่างผิดพลาด ดังนั้นเราต้องนิยามการพัฒนาใหม่ ซึ่งขณะนี้เรามีองค์การระดับโลกซึ่งมีกระบวนการทั่วโลกที่พยายามให้ภาคประชาสังคมสร้างตัวชี้วัดใหม่ขึ้นมา โดยมีคำถามหลักๆว่า วัดอะไร วัดอย่างไร และวัดแล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร”

หากถามว่า ประเทศไทยจะวัดความก้าวหน้าได้อย่างไรขึ้นกับคนไทยด้วยกันที่ต้องคุยกัน ภายในสังคม เพราะทุกคนที่อยู่ที่นี่มีทัศนะของตัวเองว่าความก้าวหน้าของประเทศคืออะไร และเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบไหนถ้าต้องการการพัฒนาที่ยั่งยืนในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

 สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมาก็ได้มีความพยายามในหลายองค์กรที่จะทำงานด้านตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน ดัชนีทางเลือกต่างๆ อยู่ไม่น้อย

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการวัดจีดีพีไม่เคยมีการวัดผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็คือต้นทุนที่ต้องเสียไป สภาพัฒน์ฯ เองลองศึกษา ดูว่าสิ่งแวดล้อมมีผลมากน้อยเพียงใด โดยเอาตัวเลขปี 2548 คิดหักต้นทุนการใช้ทรัพยากรพลังงาน ป่าไม้ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและค่าใช้จ่ายในการรักษาสภาพทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของรัฐและเอกชน รวมแล้วคิดเป็น 7.3% ของจีดีพี ซึ่งหมายถึงว่า จีดีพี 5.4 ล้านล้านบาท เรามีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุน 4 แสนล้านบาท ดังนั้นที่แท้จริงจึงเหลือเพียงประมาณ 5 ล้านล้านบาท ซึ่งแท้ที่จริงต้นทุนยังมีมากกว่านั้นอีกแน่นอน

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

งาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2552
(National Science and Technology Fair 2009)
ระหว่างวันที่ 08 ส.ค. 2552 – 23 ส.ค. 2552
Impact Exhibition Center เมืองทองธานี Hall 2-8



                  ไดโนเสาร์หลายหลายชนิด รอต้อนรับน้องๆ อยู่ค่ะ

 
สุดยอดงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “วิทยาศาสตร์ก้าวไกล นำไทยก้าวหน้า”
นำเสนอพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กษัตริย์นักพัฒนาเกี่ยวกับหลักการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร
นิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
นิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”
นิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”
นิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
นิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

- เอกภพวิทยา ดาราศาสตร์ และเทคโนโลยีอวกาศ
- กู้วิกฤติโลก ลด Global Warming
- เปิดโลกมหัศจรรย์แห่งวิวัฒนาการ
- พลังงานทางเลือกใหม่
- นาโนเทคโนโลยีรอบตัวเรา

 

ทีมงานวิชาการดอทคอมได้ไปเยี่ยมชมและเก็บภาพบรรยากาศในงานมาฝากกันค่ะ เป็นสุดยอดงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ควรจะต้องไปชมกันให้ได้ค่ะ เพราะภายในงานจะได้พบกับความสุดยอดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกแขนง ตื่นตาตื่นใจกับประสบการณ์เสมือนจริงมากมาย มีกิจกรรมมากมาย รอน้องๆ ได้เรียนรู้ตามบู้ธต่างๆ ค่ะ

เจ้าหน้าที่จะอัดควันลงไปในเครื่องทำควัน แล้วให้น้องๆ ลองตบที่ก้นเครื่อง จะมีควันเป็นวงกลมลอยขึ้นมา

 

มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มีอีก 6 กระทรวงร่วมงาน คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้ง 34 หน่วยงาน จาก 21 สถาบันการศึกษาจากทั่วประเทศ 10 ภาคเอกชน และมากกว่า 10 ผลงานจากต่างประเทศ โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะร่วมกันจัดกิจกรรมและนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด “สร้างงาน สร้างเงิน สร้างคุณภาพชีวิต : ผลงานกระทรวงวิทย์ฯ คิดเพื่อคนไทย”

 

โดยในปีนี้ งานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อฉลองการครบรอบ 30 ปี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งยังเป็นการครบรอบ 400 ปี กาลิเลโอ ใช้กล้อง โทรทรรศน์ศึกษาดาราศาสตร์ และ 150 ปี การเผยแพร่หนังสือ The Origin of Species ของ ชาร์ลส ดาร์วิน เจ้าของทฤษฎี “วิวัฒนาการ” และ ตำนานเกาะกาลาปากอส ภายในงานจะนำผลงานมาจัดแสดงให้ได้ชมอย่างเสมือนจริงอีกด้วย

การจัดนิทรรศการและกิจกรรม
นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ Royal Pavilion แสดงพระอัจฉริยภาพ “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และพระอัจฉริยภาพ “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” รวมทั้งผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของพระบรมวงศานุวงศ์ 30 ปี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงผลงานเด่นของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องในโอกาสวาระครบ 30 ปี

เอกภพวิทยา (Cosmology)
นิทรรศการและกิจกรรมที่ให้ความเข้าใจเรื่องการกำเนิดจักรวาลความรู้เกี่ยวกับ จักรวาล การสำรวจอวกาศ ความก้าวหน้าและการใช้ประโยชน์จาก Space Technology และกิจกรรมเนื่องในปีดาราศาสตร์สากล (International year of Astronomy) เนื่องในโอกาสครบรอบ 400 ปี ที่กาลิเลโอ ใช้กล้องโทรทัศน์สำรวจดวงดาว

 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

สวทช. หนุนทุนนักวิจัยแกนนำ 2 ทุน รวม 40 ล้านบาท

สวทช. หนุนทุนนักวิจัยแกนนำเป็นปีที่สอง เฟ้นหานักวิจัยแกนนำสร้างสรรค์ผลงานตอบโจทย์ปัญหาสังคม และเป็นแกนหลักพัฒนากำลังคนสู่แวดวงวิชาการ

โครงการทุนนักวิจัยแกนนำ (Research Chair Grant) เป็นโครงการที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์นักวิจัยแกนนำให้กับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดย สวทช. สนับสนุนทุนวิจัยจำนวน 20 ล้านบาท จำนวน 2 ทุน เป็นทุนต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งงานวิจัยจะต้องมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ การลดปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน หรือการปรับตัวเข้ากับสภาวะโลกร้อนและด้านพลังงานทดแทน รวมถึงการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม การเพิ่มความเข้มแข็งของชุมชน ชนบทและผู้ด้อยโอกาส โดยขอบเขตงานวิจัยอยู่ภายใต้ 4 สาขาเทคโนโลยี และ 8 คลัสเตอร์/โปรแกรมของ สวทช. ได้แก่
- อาหารและการเกษตร
- การแพทย์และสาธารณสุข
- ซอฟต์แวร์ ไมโครชิป อิเล็กทรอนิกส์
- ยานยนต์และการขนส่ง
- พลังงานและสิ่งแวดล้อม
- เซรามิกส์
- สิ่งทอและเคมีภัณฑ์
- การวิจัยพัฒนาเพื่อพัฒนาชุมชนชนบทและผู้ด้อยโอกาส

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 92 ถึง 230« First...9091929394...Last »