Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 92 ถึง 248« First...9091929394...Last »

แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ เชิญร่วมเวที “สานจิตรเสวนา : มหกรรมความรู้การพัฒนาจิต” วันที่ 10-11 ก.ย. นี้

บุคลากรในระบบสุขภาพคุ้นเคยกับเรื่องสุขภาวะทางกาย ทางจิต ทางสังคม แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือตระหนักเกี่ยวกับสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าสุขภาวะทางปัญญาน่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถเติมเต็มหรือช่วยขับเคลื่อนระบบสุขภาพเพื่อให้สุขภาวะที่ดีนั้นครบองค์รวมอย่างแท้จริง ทำให้ระบบมีคุณภาพ สร้างความสุขให้แก่ทุกคนทั้งผั้ให้บริการหรือผู้รับบริการ

          แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายที่มีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางปัญญา จัดเวที “สานจิตรเสวนา : มหกรรมความรู้การพัฒนาจิต” ในวันที่ 10-11 กันยายน 2552 เวลา 9.00 น.-16.30 น. เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และรวบรวมข้อค้นพบหลากหลายให้เป็นระบบ ระหว่างผู้คนในระบบสาธารณสุข เครือข่ายที่มีการดำเนินงานทางด้านสุขภาวะทางปัญญาและผู้ที่สนใจ

เรื่องเด่นความรู้การพัฒนาจิต

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2552

          ครั้งแรกของไทยและนักคิดทางสังคม ราษฎรอาวุโสพูดถึง การพัฒนาจิตวิญญาณในประเทศไทยและความสุขจากการทำงาน

          – เวลา 9.30-10.30 น. ศ.นพ.ประเวศ วะสี บรรยายภาพรวมการเคลื่อนไหว Spiritual Health in Thailand ต่อด้วยเวลา 10.30-12.00น. วงสนทนาของคลื่นความคิดจิตวิวัฒน์ สะท้อนสิ่งที่เป็นสุขภาวะทางจิตวิญญาณในสังคมร่วมสมัย การสร้างจิตสำนึกใหม่ของการเปลี่ยนแปลง ผู้ร่วมเสวนา อาทิ ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

          – เวลา 13.30-16.30 น. การเสวนาห้องย่อย ถ่ายทอดประสบการณ์ บทเรียนจากการทำงานแม้เจอปัญหา เผชิญความยากลำบากและเสี่ยงภัยอันตราย แต่ทำงานได้อย่างมีความสุขด้วยเห็นคุณค่าของคนทุกคน

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Sep-10-09

กาลาปากอส

posted by Bubble B

กาลาปากอส บ่อเกิดแห่ง “ทฤษฎีวิวัฒนาการ และการคัดเลือกตามธรรมชาติ”

ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) เกิดเมื่อ 12  กุมภาพันธ์  ค.ศ. 1809 ที่เมืองชรูว์ส์เบอรี (Shrewsbury) ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวที่ถือว่าร่ำรวยทีเดียว เพราะมีพ่อเป็นถึงนายแพทย์  มีคลีนิกใหญ่ตั้งอยู่นอกเมืองลอนดอน ทางฟากของแม่ก็มาจากครอบครัวของคหบดีเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผา ดาร์วินจึงเติบโตมาอย่างสุขสบายในคฤหาสน์หลังใหญ่ และเป็นธรรมดาของครอบครัวมีอันจะกิน ดาร์วิน จึงได้รับการศึกษาอย่างดี

        เมื่ออายุได้ 16 ปี ก็ได้ เข้าเรียนแพทย์ ในมหาวิทยาลัยเมืองเอดินเบอร์ก(Edinburg University) ตามรอยพ่อและปู่ แต่ด้วยความที่ไม่ชอบเมื่อขึ้นปีที่ 2 จึงได้เปลี่ยนไปเรียนต่อทางด้าน “เทววิทยา (Theology)” ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แทน พร้อมกันนั้นก็ได้ศึกษาทั้งวิชาชีววิทยา ธรณีวิทยา และฟอสสิส ไปด้วย กับศาสตราจารย์ 2 ท่าน คือศาสตราจารย์จอห์น เฮนสโลว์ (John Henslow) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤษฏศาสตร์ และศาสตราจารย์อดัม เซดจ์วิค (Adam Sedgwick) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ที่คอยพาดาร์วิน ออกสำรวจตามสถานที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ นอกจากนี้ ดาร์วินยังเป็นนักอ่านตัวยง เขาอ่านหนังสือของของนักวิวัฒนาการในยุคปลายศตวรรษที่ 18 เป็นจำนวนมาก

        หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี 1831 ดาร์วินรู้ตัวเองว่า เขาต้องการเป็นนักชีววิทยามากกว่าที่จะเป็นนักการศาสนาตามที่ได้ร่ำเรียนมา ทำให้เขาต้องการที่จะได้ออกเดินทางท่องโลกเพื่อศึกษาวิทยาศาสตร์ และด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อน จอห์น เฮนสโลว์ช่วยให้ ดาร์วินได้ร่วมทีมสำรวจแห่งราชนาวีอังกฤษเพื่อการร่างแผนที่โลก ในฐานะนักธรรมชาติวิทยา

       กัปตัน โรเบิร์ต ฟิทซ์รอย (Robert FitzRoy)  พร้อมลูกเรืออีก 74 ชีวิต และดาร์วิน เดินทางออกจากอังกฤษในเดือน ธ.ค. 2374   ระหว่างการเดินทางผ่านภูมิประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่สำรวจชายฝั่งอเมริกาใต้เป็นหลัก แม้จะต้องเผชิญคลื่นลมแรง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและยากลพบาก ดาร์วินก็อดทนและสนใจจดบันทึกเรื่องราวความแปลกใหม่ทางธรรมชาติที่ได้พบเจอ และศึกษาตำราเกี่ยวกับชีวะวิทยาอยู่ตลอดเวลา

 


ภาพ Charles Darwin – that young explorer of  the ship HMS Beagle
ที่มา nayagam.wordpress.com

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ในปัจจุบันกระแสความนิยมวัฒนธรรมต่างชาตของวัยรุ่นไทยมีมากขึ้น วัยรุ่นไทยมักมีความนิยมในตัวศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นดารา หรือนักร้อง โดยเฉพาะระยะหลังนี้กระแสนิยมเกาหลีและญี่ปุ่นมีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตัวการ์ตูน เพลง ละครซีรี่ย์ นอกจากความชื่นชอบในตัวศิลปินแล้ว บางกลุ่มก็มีความสนใจในวัฒนธรรมประจำซาตินั้นมากขึ้นด้วย   ที่มองเห็นได้ชัดเจน ได้แก่ การแต่งกาย อาหาร สังเกตได้จากแฟชั่นเสื้อผ้าและร้านอาหารเกาหลี ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีมากขึ้น

        ถ้าเรานั่งดูซีรี่ย์เกาหลีหลายๆ เรื่อง จะสังเกตเห็นว่า มีอาหารชนิดหนึ่งที่ชาวเกาหลีรับประทานและต้องมีไว้ประจำบ้าน นั่นคือ กิมจิ ซึ่งสมัยก่อนเราคุ้นเคยคำว่ากิมจิจากตำราเรียน   ที่อธิบายไว้ว่า กิมจิ คืออาหารหมักดองชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอาหารประจำชาติเกาหลี แต่ทุกวันนี้นอกจากจะทำเป็นอาหารสำหรับครอบครัวแล้ว ยังทำเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารอีกด้วยโดยมีการวางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่ว ไป

 

           หากใครคิดไม่ออกว่า กิมจิ คืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ให้ลองนึกถึง แกงส้มบ้านเรา มีเพื่อนผู้เขียนคนนึงมักชอบเรียกกิมจิว่าแกงส้มแห้ง ซึ่งจริงๆ แล้วกกิมจินอกจากจะใช้ผักกาดขาวแล้ว ยังมีการใช้ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม ของทะเลต่างๆ มาทำด้วย หลังจากได้ลองรับประทานอาหารเกาหลีรวมทั้งกิมจิมาหลายที่รู้สึกว่า รสชาติใกล้เคียง แกงส้มแบบที่เพื่อนเรียกจริงๆ แต่บางที่รสชาติก็เหมือนเอาน้ำส้มสายชูผสมพริกแดงมาคลุกและหมักผักาดขาวเท่า นั้น ทำให้ต้องลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับกิมจิดูว่ามีวิธีการทำอย่างไร

 

 

        ก่อนที่จะดูวิธีการทำกิมจิ มาดูประวัติความเป็นมาของกิมจิก่อน เชื่อกันว่า กิมจิเริ่มมาจากการนำผักมาดองเค็มด้วยเกลือ หมักในไหแล้วนำไปฝังดิน และยังมีการพบฐานเกี่ยวกับกิมจิจากตำรารักษาโรคทางภาคตะวันออกของประเทศที่ เรียกว่า “ฮันยักกูกึบบัง” (Hanyakgugeupbang) ในตำรายากล่าวถึงกิมจิอยู่ 2 ชนิด ชนิด แรกคือหัวผักกาดฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลืองเรียกว่า “กิมจิ-จางอาจิ” (kimchi-jangajji) ชนิดที่สองใช้หัวไชโป๊เรียกว่า “ซุมมู โซกึมซอลรี” (Summu Sogeumjeori)

 

          ในราวงศ์โซซอน ภายในราชสำนักมีการทำกิมจิเพื่อใช้ถวายต่อกษัตริย์ มีอยู่ด้วยกันสามชนิดได้แก่ “ชอทกุกจิ” (Jeotgukji) เป็นกิมจิทำจากกะหล่ำปลีผสมกับปลาหมัก (ปลาหมักจะใช้เฉพาะคนชั้นสูงในสมัยนั้น) “คุกดูกิ” (kkakdugi) เป็นกิมจิทำจากหัวผักกาด ส่วนชนิดสุดท้ายคือ “โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ” (Joseon massangsansik yorijebeop) เป็นกิมจิน้ำตามตำราอาหารของราชสำนักโชซอน โดยมีเรื่องเล่ากันว่ามีการทำกิมจิน้ำโดยมีลูกแพร์เป็นส่วนผสมใช้ทำ ก๋วยเตี๋ยวเย็นโดยเฉพาะ เพื่อทำถวายกษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน เพราะพระองค์ทรงโปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำพร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

นายร้อยตำรวจหญิง รุ่นแรก พลิกประวัติศาสตร์วงการตำรวจไทย

“เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน เข้าประจันเหล่าร้ายเพื่อประชา….”

ส่วนหนึ่งของบทเพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราฎร์หรือที่รู้จักกันในนามของ เพลงมาร์ชตำรวจ เมื่อก่อนคงมีแต่เหล่านายตำรวจหุ่นล่ำบึ้กเปล่งเสียงร้องกัน เพื่อปลุกใจให้พึงตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของตน แต่นับจากนี้ไปวงการตำรวจไทย จะร้องเพลงนี้ โดยมีเสียงหวานๆ และหนักแน่นเกิดขึ้น !

 

ภาพกิจกรรมรับน้องใหม่ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม เพิ่งจะผ่านไปหมาดๆ ซึ่งในปีนี้ แปลกหูแปลกตาไปจากปีก่อนๆ โดยสิ้นเชิง เนื่องจากนักเรียนนายร้อยตำรวจแบ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารที่เข้ามาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจชาย (นรต.ชาย) รุ่นที่ 66 จำนวน 178 นาย และข้าราชการตำรวจที่สอบเข้ามาเป็น นรต.อีก 30 นาย และที่ฮือฮา จะอยู่ในส่วนของ นรต. หญิง รุ่นที่ 1 จำนวน 70 นาย ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลังจากที่ก่อตั้งมา 107 ปี โดยพวกเธอเข้ารายงานตัว โดยไม่มีใครถอดใจหรือสละสิทธิแม้แต่คนเดียว

 

รศ.พ.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เล่าถึงชีวิตของ นรต.หญิง ภายใต้รั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้ฟังว่า นรต.หญิง ทั้ง 70 นาย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นบุคคลภายนอกที่มีอายุระหว่าง 16-21 ปี มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่า ม.6 หรือเทียบเท่า จำนวน 60 คน ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นข้าราชการตำรวจหญิง อายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ โดยนับถึงวันที่เปิดรับสมัครเหมือนกันทั้งสองกลุ่ม จำนวน 10 คนโดยมีความสูงไม่น้อยกว่า 160 ซม. สภาพร่างกายปกติ สายตาไม่สั้น และตาไม่บอดสี

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

 

           ขบวนรถเรียงรายเป็นสายยาว  เสมือนสายใยทางการศึกษาที่นำคณะจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ประมาณสามร้อยชีวิต  เดินทางไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี “เติมฝัน ปันน้ำใจ จากพี่สู่น้อง” ที่โรงเรียนป่าเด็งวิทยา  อ.แก่งกระจาน  จ.เพชรบุรี  เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2552  ที่ผ่านมา  นับว่าเป็นการนำเสนอกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนตามปกติ 

 

          นาย สมเกียรติ  เพ็ญทอง นักวิชาการสาขาคณิตศาสตร์ประถมศึกษา สสวท. หัวหน้าทีมส่งเสริมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของงานนี้ กล่าวว่า   “กิจกรรมในวันดังกล่าวนอกเหนือจากนักเรียนของโรงเรียนป่าเด็งวิทยาเองแล้ว ยังมีนักเรียนระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนที่อยู่ละแวกใกล้เคียงอีก 5 โรงเรียนมาเข้าร่วมกิจกรรม รวมมีนักเรียนประมาณ 800 คน  ซึ่ง สสวท. นั้น  ได้จัดทำหนังสือคู่มือการร่วมกิจกรรมของฐานต่าง ๆ   เพื่อให้โรงเรียนป่าเด็งวิทยาและสถานศึกษาในละแวกใกล้เคียงได้ใช้เป็นแนวทาง ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในโรงเรียนในโอกาสต่อไปด้วย”  

 

          ภายในงานได้พิธีมอบสื่ออุปกรณ์การศึกษาให้แก่ โรงเรียนป่าเด็งวิทยา  โรงเรียนบ้านป่าเด็ง  โรงเรียนอานันท์  โรงเรียน ตชด. นเรศวรบ้านห้วยโสก  โรงเรียน ตชด. นเรศวรป่าละอู  โรงเรียน ตชด. นเรศวรห้วยผึ้ง  รวม 6 โรงเรียน   การเสวนาเพื่อเรียนรู้แนวทางการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก  โดยมีคณะผู้บริหารและครูจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้บริหารและนักวิชาการ สสวท. ร่วมเสวนา   กิจกรรมปลูกต้นไม้ “รักษ์โลก  ลดร้อน”   โดยผู้บริหาร สสวท.  แขกผู้มีเกียรติ และคณะครูของโรงเรียนร่วมปลูกต้นไม้

 

 

         ไฮไลท์ หรือ กิจกรรมสำคัญในงาน ก็คือ ฐานการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของ สสวท.    ซึ่งพี่ ๆ ชาว สสวท.  คัดสรรมาจัดกิจกรรมแก่น้อง ๆ  รวม 23 ฐาน  และตั้งใจจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และเห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี อย่างใกล้ชิด  และแต่ละฐาน ต่างก็มีของติดไม้ติดมือให้นำกลับไปเป็นของที่ระลึก หรือนำไปเรียนรู้ต่อที่บ้านได้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 92 ถึง 248« First...9091929394...Last »