นักปฏิบัติอย่าหลงกิเลสอย่างละเอียด ให้รู้ปัญญาอริยสัจให้มากๆ ประกอบความเท็จจริง อริยสัจและไตรลักษณ์มีขอบเขตล้างกิเลสทั้งหลายให้พินาศไป เมื่อเห็นความไม่เที่ยงแล้ว จะเห็นความเที่ยงของจิตที่กลั่นมา ความไม่เที่ยง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ปฏิบัติทำให้เข้มแข็งต่อการทรมานจิตของตน ไม่ให้กระทบกระเทือน อัตตกิลมถานุโยคและกามสุขลลิกานุโยคโดยให้เป็นสายกลาง
อยู่วิเวกคืออยู่ป่านั้นสบายที่สุด สุขที่สุด อยู่กรุงเทพ ฯ ทุกข์ที่สุด ทุกข์ทั้งกายทั้งวาจา ทุกข์ทั้งใจ จะเอาเงินมาให้วันละหมื่นๆ ก็ไม่ต้องการเสียแล้ว การที่อยู่กรุงเทพฯ เป็นการจำเป็นอดทนเพราะเห็นแก่ศาสนา

การภาวนากองลม เป็นใหญ่กว่ากรรมฐาน ๔๐ ทัศ เพราะลมหายใจพัดไปทั่วสกลกาย เกิดธาตุรู้ทั่วไปของร่างกายดีกว่ากรรมฐานส่วนอื่นๆ ลมหยาบ ลมอย่างกลาง ลมอย่างละเอียด มีการเข้าออก รู้ด้วยสติสัมปชัญญะ ฟอกให้บริสุทธิ์หมดจดเป็นอย่างดี ลมเป็นอาหารของร่างกาย สติเป็นอาหารของจิต ความดีเป็นอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
อำนาจไตรลักษณ์ที่บุคคลชำนิชำนาญแล้ว ไม่มีเวลาดับ สว่างเรื่อยๆ เพราะกำจัดมืดคืออวิชชา กำจัดมืดเป็นสมบัติของพระอริยเจ้า จิตคงที่ จิตไม่กลับกลอก เพราะท่านมีญาณและมีปัญญา ผลิมาจากไตรลักษณ์
อมตจิตของพระอรหันต์ นิพพานธาตุตายไปแล้ว ตัวอมตะยังมีอยู่ ดุจบุคคลเขียนตัวอักษรไว้ในที่มืด จุดประทีปเสียก่อนเขียนแล้วดับไฟ มืดอยู่ก็จริง ตัวอักษรนั้นยังมีอยู่ฉันใด สิ่งที่รู้ด้วยปัญญาเอง เป็นอมตธรรม สติก็เรียกได้ เรียกนิพพานก็ได้ ต่อตายดับไปอมตธรรมยังมีอยู่
สัตว์เกิดมาในโลกมีนิมิต ๕ คือ ชีวิตนั้นกำหนดไม่ได้ พยาธิป่วยไข้กำหนดไม่ได้ ๑ กาลมรณะกำหนดไม่ได้ ๑ สถานที่ทิ้งศพกำหนดไม่ได้ ๑ คติที่จะไปเกิดภพหน้ากำหนดไม่ได้ ๑นี้แหละนักปราชญ์เขาไม่ไว้ใจในชีวิต ฯ
สมบัติโลกีย์และโลกุตระเป็นของเก่าคือ พระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลาย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ก็เอาของเก่ามาใช้ทั้งนั้น ๑ สมบัติของพระบรมจักรพรรดิเอาของเก่ารัตนแก้ว ๗ ประการมาใช้ทั้งนั้น ๑ สมบัติโลกีย์และโลกุตระไม่สูญไปจากโลก เป็นสมบัติประจำอยู่ในโลกนี้ทั้งนั้น สุคติ ทุคติ มีประจำอยู่เช่นนั้น ฯ
ผู้เจริญภาวนาใช้อารมณ์ธรรมต่างๆ กัน แต่ละกิเลสอย่างเดียวกัน ดุจเสนาม้า เสนารถ เสนาเดินด้วยเท้า เพื่อทำสงคราม แต่เอาชัยชนะอย่างเดียวกัน
พระอรหันต์ไม่รู้เป็นบางสิ่งบางอย่าง หลงสิ่งที่ไม่เคยได้สดับ หลงทิศที่ไม่เคยไปก็มี ในนามบัญญัติที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็มี ขีณาสพท่านไม่หลงรู้ไตรลักษณ์ ทำอาสวะให้สิ้น
สัตว์เดรัจฉานเมื่อพักจิตแล้วก็ปฏิบัติตามกิเลสของตัว ส่วนมนุษย์นั้นนักค้นคว้า มีเพียร มีปัญญา อคฺคํ ฐานํ มนุสฺเสสุ เรื่องอดีตอนาคตเป็นเรื่องที่ยืดยาว เป็นตัววัฏฏะ เป็นนิวรรณธรรม ทำให้จิตเศร้าหมอง เรื่องปัจจุบันเป็นเรื่องสั้นๆ มีแต่กายกับจิตที่ประกอบไปด้วยไตรทวาร เป็น ทุกฺขํ อนิจฺจํอนตฺตา พระสรรเสริญปัจจุบัน ทำให้มากๆ เพื่อตรัสรู้สวรรค์ นิพพานการภาวนาชำระในดวงจิตนั้นเป็นมหากุศล
พระไตรสรณาคมน์ดับทุกข์ได้นั้น เช่น บุคคลบางคนใจไม่ดีด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งเมื่อเข้าไปวัดฟังเทศนาก็ใจดี ไม่อย่างนั้น เข้าสมาธิภาวนา กลับเป็นคนใจดี แลเห็นคุณและโทษได้ นี่แหละพระรัตนตรัยดับทุกข์ได้จริง ไม่อย่างนั้นบุคคลมีราคะโทสะ โมหะ มีทุกข์มาก เมื่อมาบวชแล้ว ภาวนาชำระกิเลสได้ ก็เป็นอันที่ดับทุกข์ได้จริง
นักปฏิบัติต้องผ่านมาร ใกล้ต่ออันตรายมาก่อนทั้งหมดทีเดียว ต่อไปจิตจึงกล้า จึงอาจหาญ ปฏิบัติเห็นความจริงของศาสนา
คนจะตายนั้นจิตกับรูปปรากฏในที่อื่น

ภาวนาก็ดี รักษาศีลก็ดี บำเพ็ญทานก็ดี ทำได้ ทั้งคนจนก็ทำได้ คนโง่ก็ทำได้ คนฉลาดก็ทำได้ไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกบุคคล นั่ง นอน ยืน เดิน ทำได้หมดทั้งนั้น เป็นคติที่จะประพฤติในศาสนา
ภายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก เหล่านี้ดี ไม่ได้ยึดทั้งเหตุผล เมื่อรู้แล้วปล่อยตามสภาพที่เป็นเองของมัน ก็รู้แล้วสังขารทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์อยู่แล้ว บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องของเขา เมื่อตายก็เป็นเรื่องของเขา
บุญนั้นเป็นแก้วสารพัดนึก ความทุกข์บางอย่าง ถ้าไม่มีบุญแล้วช่วยไม่ได้จริงๆ ส่วนความทุกข์ธรรมดา ทุกข์หนาว ทุกข์ร้อน เป็นต้น ดังนี้ คนจนเขาก็ช่วยตนเองได้ บุญ บุญนี้ไม่เป็นของที่จะซื้อขายได้ หรือขอกันได้ เป็นของประจำใจทุกๆ คน ไม่เหมือนสิ่งภายนอก เช่นอยู่กรุงเทพฯ บางคนขอทานทั้งผัวทั้งเมียทั้งลูกขอจนเป็นเศรษฐี บุญนี้ไม่เป็นเช่นนั้น
การผิดถูกอย่างไร ข้อปฏิบัติอย่าให้ผิดธรรมวินัย ก็เป็นอันที่แล้วกัน ธรรมวินัยเป็นรากแก้วของศาสนา เป็นปฏิปทา ปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง












