คำปรารภ

ผู้เขียนมีโอกาสได้ศึกษาแนวทางปฏิบัติของสำนักปฏิบัติสำคัญๆมาหลายแห่ง และทุกวันนี้ก็ยังมีเพื่อนนักปฏิบัติจากสำนักต่างๆ ให้ความเมตตาแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ทำให้ได้เห็นว่าคนไทย เรามีบุญวาสนาที่มีโอกาสได้อยู่บนแผ่นดินที่ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ พวกเราจึงมีแนวทางปฏิบัติที่ดีๆให้เลือกปฏิบัติได้ตั้งหลายแนวทาง ในขณะที่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่มี โอกาสเลย
จาการที่ได้สัมผัสกับเพื่อนนักปฏิบัติจำนวนมากทำให้สังเกตเห็นได้ว่า มีหลายสำนักที่ครูบาอาจารย์สอนได้ถูกตรงตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมเรื่องกิจในอริยสัจและวิธีการเจนิญสติปัฏบาน แต่พวกเราเป็นศิษย์ส่วนหนึ่งกลับไปติดอยู่แค่เปลือกหรือรูปแบบของการปฏิบัติ แล้วเข้าไม่ถึงแก่นคำสอนของพระพุทธจ้าที่ครูบาอาจารย์ต้องการสื่อ สำนักต่าง ๆ จึงมีทั้งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วผู้ที่ปฏิบัติผิดพลาด และความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติจากทุก ๆ สำนักก็คล้ายคลึงกัน คือถ้าไม่หลุดโต่งไปในโลกของความคิด ก็หลงโต่งสุดอยู่ในข้างการบังคับกดข่มตนเองทำให้เราไม่สามารถจะเดินทางสายกลางคือการรู้รูปนามตามความเป็นจริงได้
ผู้เขียนยังพบว่า ถ้าผู้ใดเข้าใจและไม่หลงไปในความสุดโต่งทั้งสองอย่างนี้แล้ว ไม่ว่าผู้นั้นจะใช้อารมณ์รูปนามชนิดใดในสติปัฏฐานจิตใจของผู้นั้นย่อมมีพัฒนาการสัมมาสติ สัมมาสมาธิและวิปัสสนาปัญญายาได้อย่างเดียวกัน จึงไม่ต้องเถียงกันเลยว่าแนวทางปฏิบัติของสำนักใดดีกว่าสำนักใด แต่ถ้าไม่รู้อารมณ์รูปนามสุดโต่งไปข้างบังคับกดข่มตนเอง เราต่างก็ผิดพลาดเหมือน ๆ กันได้ทั้งนั้น
ขอเชิญเพื่อนนักปฏิบัติลองมาฟังเรื่องความสุดโต่งกันดูสักทีก็แล้วกัน
๑. ทางผิดสองสายที่ต้องทำความรู้จัก
มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายล้วนแต่รักสุขและเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่วิธีการแสวงหาความสุขและการหลีกหนีความทุกข์ของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันไปตามกำลังของสติปัญญา บางคนก็ใช้วิธีการตื้นๆ ในขณะที่บางคนคิดได้เองก็หลีกหนีจากหนทางที่ผิดอันเป็นความสุดโต่งสองด้านไปไม่พ้น มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงค้นพบทางสายกลางอันไม่ข้องแวะกับความสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นได้ด้วยพระองค์เอง
การทำความเข้าใขทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะพวกเราเคยชินอยู่กับวิธีหาความสุขและหนีความทุกข์เป็นความสุดโต่งสองด้านนั้น แต่หากเรามาทำความเข้าใจทางที่ผิดให้ชัดเจนเสียก่อนจนสามารถลดละความยึดถือในความคิดเห็นเดิม ๆ ลงได้บ้างแล้ว เราก็จะเข้าใจทางที่ถูกได้ไม่ยากนักเพราะเพียงแค่ไม่ผิด ก็ถูกแล้ว เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบให้นายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งฟังว่า ถ้าท่านจะยิงข้าศึกสักคนหนึ่ง หากยิงไม่ผิดก็ถูกเองแหละ
ขอให้พวกเราลองศึกษา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าให้ดี เราจะพบว่าพระองศ์ท่านไม่ได้เริ่มแสดงธรรมเทศนาด้วยการประกาศทางที่ถูก หากแต่ทรงชี้ให้นักบวชปัญจวัคีย์รู้จักทางที่ผิดอันเป็นความสุดโต่งสองด้านนั้นเสียก่อนดังนี้
“ดูกรภิษษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันพรรชิตไม่ควรเสพ คือ การปะกอบคนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลวเป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ แล้วการประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเป็นความ ลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑”
เมื่อนักบวชปัญจวัคคีย์รู้จักทางที่ผิดแล้ว จึงทรงแสดงทางที่ถูกได้แก่อริยอันมีองค์ ๘ ประการในภายหลัง ซึ่งท่านทั้ง ๕ ก็ เข้าใจได้โดยง่ายเพราะท่านลดความยึดถือในความคิดเห็นเดิม ๆ ลงได้ แล้วจิตใจของท่านเปรียนเหมือนถ้วยชาที่ว่างเปล่า พร้อมจพรองรับน้ำชาร้อนๆ ที่รินลงใหม่ได้ทันที
๒. ความสุดโต่งในข้างตามใจกิเลส
เรามาพูดกันถึงเรื่องความสุดโต่งอย่างแรก คือความสุดโต่งในด้านการพัวพันด้วยกามสุขเสียก่อน ทางนี้เป็นวิธีหาความสุขหรือหนีความทุกข์ที่ธรรมดาที่สุด กระทั้งสัตว์ต่าง ๆ ก็รูปจักหาความสุขด้วยวิธีนี้ ความคิดพื้นฐานของวิธีนี้ก็คือ หากเราได้รับอามรณ์ที่ดีจะไม่มีความสุข แต่หากได้รับอามรณ์ที่ไม่ดีเราจะมีความทุกข์ มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายจึงว่าหาอารมณ์ที่ดี และพยายามหลีกหนีจากอารมณ์ที่ไม่ดี
อารมณ์ที่ดีได้แก่อารมณ์ที่น่าชอบใจ เช่นรูปที่สวยงามหรือรูปของสิ่งที่เรารัก เสียงที่เพราะหรือเสีนงที่เราพอใจเช่นเสียงของคนที่รักหรือเสียงยกย่องสรรเสริญ กลิ่นหอมกลิ่นที่ชอบใจ รสที่อร่อยหรือรสที่ชอบใจ สัมผัสนุ่มนวลหรือถูกใจ ทั้งนี้รวมไปถึงความคิดนึกในเรื่องที่พึงพอใจด้วย เช่นคนที่อายุมากได้คิดถึงความหลังแล้วพอใจ ส่วนเด็กวัยรุ่นได้ฝันถึงอนาคตแล้วพอใจเป็นต้อนทั้งนี้อารมณ์ที่ดีของคน ๆ หนึ่ง อาจจะเป็นอารมณ์ที่เลวของอีกคนหนึ่งก็ได้
ถ้าใครได้อารมณ์ที่น่าเพลิดเพลินพอใจก็จะมีความสุข แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะมีความทุกข์ และเมื่อมีความสุข ราคะก็มักจะแทรกตัวเข้ามาคือเกิดความพึงพอใจในอารมณ์และความสุขนั้น เมื่อมีความทุกข์โทสะก็จะแทรกตัวเข้ามาคือเกิดความไม่พอใจในอารมณ์และความทุกข์นั้นดัง้นั้นวิธีหาความสุขหรือหนีจากความทุกข์ด้วยการเที่ยวแสวงหาอารมณ์ที่ดีและหนีอารมณ์ที่ไม่ดี จึงเป็นความสุดโต่งไปในข้างการสนองกิเลสการตามใจกิเลส และทำให้เราเดินทางสายกลางไม่ได้
ถึงตรงนี้ขอกล่าวถึงทางสายกลางไว้เสียเลยว่า ทางสายกลางอันเป็นข้อปฏิบ้ติเพื่อความพ้นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ได้แก่ การเจริญวิปัสสนา หรือการมีสติตามรู้รูปนามหรือกายใจของตนตามความเป็นจริงนั่นเอง
อารมณ์รูปนามเป็นอารณ์ชนิดที่เรียกว่าอารมณ์ปรมัตถ์ คือเป็นอารมณ์ที่มีอยู่จริงๆ ตรงข้ามกับอารมณ์อีกชนิดหนึ่งเรียกว่าอารมณ์บัญญัติ อันได้แก่เรื่องที่คิดนึกปรุงแต่งขึ้นเอง ยกตัวอย่างเช่นสีที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ การตีความสีนั้นว่าเปนรูป ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ คน สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ เป็นสื่งที่สมมุติบัญญัติกันขึ้นเพื่อสื่อความเข้าใจกันในชุ่มชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งบัญญัติออกมาแตกต่างกันไปได้ หรือเสียงที่หูได้ยินเป็นอารมณ์ปรมันต์ การตีความเสียงนั้นว่าเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชายเสียงลมพัด เสียงสุนัขเห่า เสียงนกร้อง ถ้อยคำนั้นสุภาพ ถ้อยคำนี้ไม่สุภาพ ฯลฯ เป็นสมมุติบัญญะติ ความรู้สึกทางใจเช่นความโกรธ ความโลภ ความหดหู่ เป็นอารมณ์ปรมันต์ การเรียกขานว่านี่คือความโกรธ นี่คือความโลภนี่คือความหดหู่ เป็นอารมณ์บัญญัติ คือคนแต่ละชาติแต่ละภาษาก็บัญญัติ เรียกขานแตกต่างกันออกไป ทั้งที่เป็นความรู้สึกอย่างเดียวกันเป็นต้น

การเจริญวิปัสนานั้นต้องมีสติระลึกรู้อารมณ์ปรมันต์ หากเป็นอารมณ์ในฝ่านรูปธรรมจะต้องรู้ลงอย่างเป็นปัจุบัน แต่หากเป็นอารมณ์ ในฝ่ายนามธรรมเช่นความรู้สึกต่างๆจะต้องตามรู้ คืออารมณ์นั้นเกิดขั้นก่อนจึงค่อยรู้ในภายหลัง แต่เป็นเป็นภายหลังที่กระชันชิดโดยไม่มีอารมณ์อย่างอื่นมาคันเสียก่อน เมื่อรู้ปรมันต์แล้ว อารมรณ์ปรมันต์แล้ว อารมณ์ประมันต์จะแสดงความจริงคือไตรลักษณ์ให้ดู การรู้ความจริงของรูปนามนี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าวิปัสสนาปัญญา เมื่อจิตรู้ความจริงแล้วว่ารูปนามไม่เที่ยง หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตาแล้ว จิตจะปล่อยวางความถือมั่นในรูปนาม ซึ่งก็คือการปล่อยวางก้อนทุกข์ลงได้นั่นเองเพราะรูปนามนั่นแหละคือตัวทุกข์ตามนัยของอริยสัจที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
เมื่อใดจิตของเราสุดโต่งไปในข้างวิ่งตามกิเลสเสียแล้ว เราจะตามรู้กายหรือตามรู้ใจของตนเองอันเป็นอารมณ์ปรมันต์ภายในไม่ได้และแม้แต่อารมณ์ปรมันต์อันเป็นอายตนะภสยนอกอันได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และธัมมารมณืก็เห็นไม่ได้ จะเห็นได้เฉพาะอารมณ์บัญญัติเท่านั้น เช่น เราเห็น “คน” เดินมา เราได้ฟังเสียง “นก” ร้องเราได้กลิ่น “ดอกมะลิ” เรารู้รส “ก๋วยเตี๋ยว” เท้าของเรากระทบ “ก้อนหิน” เราคิดถึง “เพื่อน” เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อเกิดอยากได้อารมณ์ที่ดีทางตาหรืออยากดูจิตก็จะส่งออกไปดูแล้วลืมรูปนามหรือกายใจของตนเอง เมื่ออยากฟัง จิตจะก็จะส่งไปแล้วลืมรูปนามหรือกายใจของตนเอง และเมื่ออยากรู้เรื่องจิตก็กระโจนเข้าไปในโลกของความคิด ไปรู้เรื่องที่คิด แล้วลืมรูปนามหรือกายใจของต้นเอง เป็นต้น เมื่อใดลืมกายลืมใจของตนเอง เอาแต่รู้อารมณ์ บัญญัติที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อนั้นเราก็ไม่สามารถเจริญวิปัสสนาอันเป็นทางสายกลางได้
อย่างไรก็ตามการรู้อารมณ์ภายนอกนั้น หากมีสติปัญญารู้ลักษณะของรูปนามภายนอก ไม่ไปหลงอยู่บัญญัติ ก็เป็นทางเจริญวิปัสสนาได้เช่นกัน เพราะจะเห็นโลกภายนอกเป็นความว่างเปล่าปราศจากสัตว์บุคคลตัวตนเรา แล้วจึงค่อยเห็นนามภายในหรือกายใจของตนเป็นความว่างเปล่าในภายหลัง อย่างนี้ก็สามารถกระทำได้เพียงแต่อ้อมค้อมมากไปสักหน่อย เพราะสิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นตัวตนของเราอย่างเหนียวแน่นนั้น ได้แก่กายใจของตนนี้ ไม่ใช่ สิ่งภายนอกซึ่งถึงจะยึดถือก็ไม่ใช่สิ่งภายนอกซึ่งถึงจะยึดถือก็ไม่มากเท่ากับความยึดถือตนเอง
อนึ่ง เรื่องวิปัสสนา เรื่องอารมณ์ปรมันต์ และอารมณ์บัญญัติที่กล่าวมานี้ หากเพื่อนนักปฏิบัติยังไม่เข้าใจก็ขอให้กลับไปอ่านหนังสือประทีปส่องธรรม ที่เคยแจกให้เพื่อนนักปฏิบัติได้อ่านมาก่อนหน้านี้แล้ว
๓. ความสุดโต่งในข้างการบังคับกดข่มตนเอง
ความนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องความสุดโต่งอย่างที่สอง ได้แก่การทำตนให้ลำบาก วิธีการนี้มีความคิดพื้นฐานอยู่ว่า การเที่ยวแสวงหาอารมณ์ที่ดีและหลีกหนีอารมณ์ที่เลวนั้นไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงและถาวรได้ เพราะอารมณ์เป็นของแปรปรวน ย่อมจะมรดีบ้างเลวบ้างเป็นของธรรมดา เราจะเลือกรู้แต่อารมณ์ที่ดีๆ ไม่ได้ แต่ถ้าเราควบคุมคนเองได้ โดยเฉาะอย่างยิ่งถ้าเราควบคุมจิตในของตนเองไว้ในอำนาจได้ หรือทำให้จิตใจสงบสุขอยู่ตลอดกาล เราก็จะเกิดความสุขที่ถาวรและลำล้ำยิ่งกว่าการแสวงหาอารมณ์ที่ดีเป็นไหนๆ
ภายใต้ความคิดพื้นฐานดังกล่าว พวกเรานักปฏิบัติซึ่งมักจะเป็นคนดีหรือคนที่พยายามจะดี จึงเลือกทางที่จะควบคุมจิตใจของตนเองเป็นทางแสวงหาความสุขหรือเป็นทางพ้นทุกข์ แทนการปล่อยตัว ปล่อยใจตามกิเลสอย่างที่ชาวโลกเขาทำกัน โดยหวังว่าถ้าเราสามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เราจะบรรลุมรรคผลนิพพานหรือได้รับบรมสุขอันถาวร เพราะจิตใจจะมีแต่ความสงบความสุข และความดีอย่างถาวร
วิธีการควบคุมตนเองที่ทำกันมาตั้งแต่ก่อนครั้งพุทธกาลก็คือการทรมานกาย เช่นการอดอาหาร การอยู่ในอิริยาบถเดียว การกลั้นลมหายใจ การรับประทานอาหารพิเศษพิสดารต่างๆ เช่น อุจจาระและการประพฤติวัตรปฏิบัติแปลกๆ เช่นการเลียนแบบกิริยาอาการของสัตว์ เป็นต้น แต่สำหรับพวกเรานักปฏิบัติในยุคนี้ เราได้ทราบจากคำสอนของพระพุทธเจ้ากันแล้วว่านั้นไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เราจึงไม่ทรมานกายโดยตรงเช่นนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเราจะข้ามพันการปฏิบัติที่เป็นการทรมานกายและใจไปได้เสียทีเดียว เพียนเพียนแต่เป็นการทรมานที่ละเอียดประณีตมากขึ้นเท่านั้นเอง
การทำตนให้ลำบากนั้นพอจะแบ่งออกไปได้สองกลุ่มใหญ่ๆคือการทรมานหรือบังคับกายกับการทรมานหรือบังคับใจ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการปฏิบัติที่เป็นการทรมานกายและใจอย่างประณีตจนนึกกันไม่ถึงให้เพื่อนนักปฏิบัติได้รับฟังกันดังนี้
๓.๑ การทรมานกาย
ตัวอย่างของการทรมานหรือบังคับกายก็เช่น การดัดแปลงจังหวะการหายใจ การดัดแปลงจังหวะการยืดเดินนั่งนอน การทำจังหวะการเคลื่อนไหวร่างกายบางส่วน การอยู่ในอิริยาบถเดียวและการมีข้อวัตรที่เป็นการกดข่มต่างๆ เช่น การอดอาหารและการอดนอน เป็นต้น
ขอให้พวกเราลองสังเกตตนเองดูก็ได้ว่า เมื่อเราคิดที่จะปฏิบัติธรรมนั้น เรามีสติรู้กายอย่างตรงไปมาตามที่กายเป็นอยู่หรือเรามีการดัดแปลง ควบคุม หรือบังคับกายให้ต่างออกไปจากในยามปกติหรือไม่ เช่นเราเคยหายใจอย่างสบายๆ มาตั่งแต่เกิด พอเราคิดจะปฏิบัติธรรม เราก็เริ่มเข้าไปควบคุมจังหวะการหายใจของตนเองเช่นพยายามหายใจให้ยาวขึ้น พยามยามหายใจให้ลึกขึ้น และพยายาม ตามรู้ลมหายใจอย่างตั้งอกตั้งใจมากพิเศษ เป็นต้น เราจะเกิดความรู้สึกว่าการหายใจเป็นเรื่องที่น่าเหน็ดเหนื่อย และจิตในที่เคยปลอดโปร่งโงเบาก็เริ่มรู้สึกหนักๆแน่นๆถ้ามีอาการอย่างที่ว่านี้ก็พึงทราบเถิดว่า เราไม่มีสติรู้ลมหายใจอย่างถูกต้อง แต่มีโลภะหรือตัณหาหรือความอยากที่จะปฏิบัติเกิดขึ้น แล้วเกิดการกระทำกรรมคือเกิดความจงใจบังคับเพ่งจ้องลมหายใจด้วยความอยากที่จะมีสติบ้างอยากให้บรรลุคุณธรรมพิเศษต่างๆบ้าง และผลที่ตามมาก็คือคือความทุกข์กายและความทุกข์ใจ อันเป็นวิบากจากพยามยามปฏิบัติด้วยอำนาจบงการของตัณหา
ส่วนเพื่อนนักปฏิบัติบางท่านที่หัดตามรู้อิริยาบถ ๔ หรือพยายามจำจังหวะในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ หากจิตเกิดความหนัก ๆ แน่นๆ ดังกล่าวแล้วในเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจก็พึ่งทราบว่าได้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นแล้วเช่นเดียวกันคือมีตัณหาที่จะปฏิบัติรม แล้วลงมือดัดแปลงหรือควบคุมกายของตน ไม่ใช่มีความรู้สึกตัวและมีสติตามรู้กายอย่างถูกต้องด้วยที่เป็นจิต ที่เป็นมหากุศลจิต ทั้งนี้จิตที่เป็นมหากุศลจิตนั้น จะต้องมีความเบาไม่ใช้ความหนัก มีความอ่อนไม่ใช่ความแข็ง มีความควรแก่ง่านไม่ใช่ถูกนิวรณ์ครอบงำ มีความคล่องแคล่วไม่ใช่ซึมทื่อ และมีความซื่อตรงในการรู้อารมณ์ไม่ใช่พยายามเข้าไปควบคุมอารมณ์ จิตจะต้องมีความรู้อารมณ์ไม่ใช่พยายามเข้าไปควบคุมอารมณ์ จิตจะต้องมีสภาวะแห่งความรู้ ตื่น และเบิกบาน มีความสงบ สะอาด และสว่าง ถ้าลงมือปฏิบัติ แล้วเกิดสภาวะที่ตรงกันข้ามนี้ก็แสดงว่าเราปฏิบัติแล้วเกิดสภาวะที่ตรงกันข้ามนี้ก็แสดงว่าเราปฏิบัติผิดพลาดไปแล้ว คือมีตัณหาที่จะปฏิบัติธรรม แล้วเกิดการสร้างภพคือมีการกระทำกรรมบางอย่างซึ่งก็คือการบังคับกดข่มทำตนเองให้ลำบาก แล้วความทุกข์กายทุกข์ใจก็ตามมาในที่สุด
แทรกเรื่องอัตตกิลมถานุโยคกับทุกขาปฏิปาทา
ในเรื่องการบังคับกายนี้ท่านผู้อ่านโปรดอ่านด้วยความระมันระวังเพราะอาจจะเข้าใจผิดว่าผู้เขียนปฏิเสธแนวทางปฏิบัติของหลายๆสำนักสิ่งที่ผู้เขียนปฏิเสธได้แก่การทำกายให้ลำบากโดยมุ่งหวังว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นเหตุให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสแนวทางการปฏิบัติของท่านให้ตนลำบาก เพราะพบว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้สิ่งสติสัมปชัญญะเกิดได้บ่อยๆ และเกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติของท่าน
ผู้ปฏิบัติบางท่านจำเป็นต้องใช้ทุกขาปฏฺปทา คือปฏิบัติให้เคร่งตึงสักหน่อยก่อนในเบื้องต้น มิฉะนั้นสติสัมปชัญญะจะไม่คล่องตัว เป็นการเลือกหนทางปฏิบัติที่ค่อยข้างเข้มงวดเพราะมีปัญญาพอว่า นั้นเป็นทางที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ทุกขาปฏิปทาจึงไม่ใช่หนทางของอัตตกิลมถานุโยคที่เป็นการทำตนให้ลำบากอย่างไร้เดียงสาโดยหวังว่าลำบากมากๆแล้วจะพ้นทุกข์ได้ในที่สุด โดยที่การกระทำทั้งหมดนั้นไม่ใช่การเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้องตรงตามคำสอนของพระพุทธเข้าอัตตกิลมถานุโยคกับทุกขาปฏิปทาเป็นคนละเรื่องกัน เพราะอัตตกิลถานุประโยคเป็นทางสุดโต่งอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่สายกลาง ส่วนทุกขาปฏิปทาเป็นการดำเนินทางกลางสำหรับท่านที่ยังมีกิเลสแรงกล้า
ตัวอย่างเช่นท่านที่ปฏิบัติด้วยการทำจังหวะในการเดินทำจังหวะในการเคลื่อนไหวมือ จงใจตามรู้อิริยาบถ ๔ จงใจอดอาหารและอดนอนเป็นครั้งคราว อยู่ในอิริยาบถเดียวนานๆ เช่น เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน หรือนั่งนานๆ เหื่อพิจารณาเวทรา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์และควรทำทั้งสิ้นหากทำแล้วสติปัญญาเกิดได้คล่องตัว เช่นบางท่านถ้ารับประทานอาหารแล้วมักจะซึม ท่านก็จะอดอาหารบ้างเพราะเจริญสติได้คล่องตัว บางท่านเดินจงกลมแล้วรู้สึกตัวได้ดี ท่านก็ขยันเดิน บางท่านต้องทำจังหวะหรือจงใจตามรู้อิริยาบถไปก่อนเพื่อหัดเรียนรู้ตัวสภาวธรรมคือรูปนาม อย่างนี้ทำได้ แต่ถ้าทำไปด้วยความรู้สึกมรมานกายทรมานใจ โดยหวังว่าถ้าทรมานได้ที่แล้วจะละกิเลสและบรรลุมรรคผลนิพพานได้เองโดยไม่รู้ไม่เจ้าใจเรื่องของการเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้อง นั่นจึงเป็นการทรมานกายหรือการปฏิบัติที่สุดโต่งข้างการทำตนเองให้ลำบาก
ส่วนท่านที่มีสุขาปฏิปทาหากไปพยายามปฏิบัติด้วยวิธีการที่ลำบาก แทนที่สติปัญญาจะคล่องตัวก็อาจจะเกิดผลตรงกันข้าม คือจิตจะมีความฟุ้งซ่านมากยิ่งขึ้น ดังนั้นท่านใดเกิดปฏิปทาใดก็ควรพิจารณาตนเอง ว่าทำอย่างไรแล้วสติปัญญาเกิดได้คล่องตัวก็ควรทำอย่างนั้นเนืองๆ แต่ก็พึงทราบว่าสุขาปฏิปทาไม่ได้แปลว่าให้กินๆ นอนๆ แล้วรอเวลาบรรลุมรรคผลนิพพาน สุขาปฏิปทาหมายถึงการปฏิบัติที่สาบเนี่องจากผุ้ปฏิบัติมีราคะ โทสะ และโมหะไม่แรงกล้า แค่เลือกใช้อารมณ์กรรมฐานที่สบายๆ หรือทำความสงบที่ยังมีกิเลสแรงกล้า ต้องเสวยทุกข์โทมนัสเพราะอำนาจของกิเลสอยู่เนื่องจำเป็นต้องใช้อารมณ์กรรมฐานที่ไม่น่าชื่นใจ เช่นต้องรู้ทุกข์แวทนาหนักๆจิตจึงจะยอมปล่อยวางความยึดถือในรูปนามหรือกายใจเป็นต้น
อนึ่งผู้ที่มีสุขปฏิปทาเพราะมีกิเลสไม่แรงกล้า กับผู้ที่มีทุกขปฏิปทาเพราะมีกิเลสแรงกล้านั้น อาจจะบรรลุธรรมได้ช้าหรือเร็วก็ได้ไม่ใช่ว่าผุ้ที่มีกิเลสเบาบางจะต้องบรรละรรมก่อน และไม่ใช่ว่าปฏิบัติลำบากแล้วจะต้องรู้ธรรมก่อน ทั้งนี้เนื่องจากการบรรลุช้าหรือเร็วไม่ได้ขึ้นอยู้กับอินทรีย์ว่าแก่อ่อนเพียงใด ถ้ามีอินทรีย์กล้าเช่นมีสติสมาธิและปัญญาแก่กล้าก็บรรลุเร็ว แต่ถ้ามีอินทรีย์อ่อนบรรลุได้ช้า ทั้งนี้บุคคลอาจะมีกิเลสกล้าพร้อมทั้งมีอินทรีย์กล้าด้วยก็ได้ อันจะให้ต้องปฏิบัติด้วยความลำบากแต่บรรลุเร็ว หรืออาจจะมีกิเลสเบาบางแต่อินทรีย์ยังอ่อนก็ได้ อันจะทำให้ปฏิบัติได้สบายแต่รู้ธรรมได้ช้า เพราะผลของกุศลและอกุศลนั้นไม่ได้ลบล้างกัน แต่ต่างก็จะให้ผลของตนเมือถึงจังหวะเวลาอันสมควร
๓.๒ การทรมานใจ
ได้กล่าวถึงการปฏิบัติที่สุดโต่งในข้างการทรมานกายไปแล้ว ต่อไปนี้จะกล่าวถึงความสุดโต่งที่เป็นการทำจิตใจให้ลำบากบ้าง เท่าที่สังเกตดูผู้ไม่ได้ปฏิติบัติธรรมมักจะมความสุขโต่งไปในข้างการหลงตามกิเลส แล้วเที่ยวแสวงหาอารมณ์ที่ดีหรือหลีกหนีอารมณ์ที่เลวเพื่อให้จิตเกิดความสุขสงบหมดความหวั่นไหวเมื่อต้องกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดีต่างๆ สามารถลดกิเลสลงได้ และช่วยให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด เท่าที่สังเกตดูเห็นว่าการพยายามควบคุมหรือบังคับจิตใจนั้นมีอยุ่ ๔ ลักษณะ ดังนี้คือ
๓.๒.๑ การพยายามปิดกั้นกิเลสไม่ไห้เกิดขึ้น
ผู้ปฏิบัติส่วนมากมักเกลียดกิเลส เห็นกิเลสเป็นศัตรูผู้ทำลายความสงบสุขใน “จิตใจของเรา” จึงพยายามปิดกั้นหรือหาทางป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นด้วยวิธีต่างๆ นานา เช่น
(๑) การพยายามหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖
ด้วยการพยายามไม่ดูรูป ไม่ฟังเสียง ไม่ดมกลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่กระทบสัมผัส และไม่คิดนึก เป็นต้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเราหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ ไม่ได้จริง คอืเมื่อมีตาก็ต้องเห็นรูป เมื่อมีหูก็ตัองฟังเสียง เมื่อมีจมูกก็ต้องดมกลิ่น เมื่อมีลิ้นก็ต้องการทบรส เมื่อมีกายก็ต้องสัมผัสทางกาย และเมื่อมีใจก็ต้องคิดนึกปรุงแต่ง จะหลีกเลี่ยงอารมณ์ไปไม่ได้เลย แต่พวกเราบางคนก็พยายามเลี่ยงอารมณ์ไม่ได้เลย แต่พวกเราบางคนก็พยายามเลี่ยงอารมณ์ด้วยวิธีต่างๆ เช่นการเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อจะได้ไม่ตอ้งได้เห็นหรือได้ยินสิ่งที่รบกวนจิตใจการเอาน้ำร้อนล้างอาหารให้จืดชืดเพื่อทำลายรสก่อนจะรับประทานการเพ่งใส่ความคิดเพื่อให้หยุดคิด และการทำสมถกรรมฐานเพื่อให้จิตแนบแน่นสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นต้น
แท้จริงความพยายามที่จะไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ก็เป้นไปด้วยอำนาจของตัณหาและทิฏฐินั่นเอง คือเป็นไปตามความอยากที่จะไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น และเป้นไปตามความเห็นผิดที่ว่า เราสามารถบังคับควบคุมจิตใจไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นได้เพราจิตใจเป็นตัวของเราดังนั้นวิธีการเช่นนี้จึงไม่ใช้การปิดกั้นอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น แต่เป็นการกระทำก้วยอำนาจบงการของอกุศลตือตัณหาและทิฏฐินั่นเองนอกจากนี้อกุศลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ด็ไม่ได้เป็นไปตามใจอยาก แต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันนั่นเอง เช่น โทสะจะเกิดขึ้นได้หากจิตมีปฏิฆานุสัยหรือความเคยใจที่จะขัดเคืองเป็นทุนเดิมอยุ่แล้ว เมื่อเกิดการกระทบอารมณ์ที่ไม่ดี จิตก็จะปรุงแต่งโทสะขึ้นมาได้ หากจิตไม่มีปฏิฆานุสัย หรือได้การกระทบอารมณ์ที่ดี โทสะก็ไม่เกิดขึ้นเป็นต้น

หากการหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์เป้นวิธีการปฏิบัติทางธรรมที่ถูกต้อง บรรดาท่านที่พิการทางสายตาหรือทางหูก็น่าจะบรรลุธรรมได้เร็วกว่าคนปกติ เพราสามารถลดการกระทบอารมณ์ลงได้บางทวาร แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย บุคคลผู้บ้าใบ้บอดหนวกมาแต่กำเนิดกลับไม่สามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุมัคผลนิพพานได้ เพราะหากไม่มีการกระทบอารมณ์ ผู้ปฏิบัติก็ไม่สามารถเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้ เนื่องจากวิปัสสนากรรมฐานจะเริ่มต้นขึ้นได้ เมือ่ผู้ปฏิบัติมีสติระลึกรู้สภาวะของอารมณ์เป็นรูปนามที่ปรากฎทางทวารทั้ง ๖ และมีปัญญาเข้าใจลักษณะของรูปนามนั้นได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ดังนั้นการหลีกหนีอารมณ์แม้จะนำความสงบสุขมาให้ได้ก็จริง แต่ก็ปิดกั้นการเจริญปัญญาคือการรู้รูปนามตามความเป็นจริงไปด้วย พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ได้สอนให้ผู้ปฏิบัติหลีกเลี่ยงอารมณ์ แต่ท่าสอนให้สำรวมอินทรีย์คือมีสติรู้เท่าทันจิตของตนเมื่อมีการกระทบอารมณ์
Read the rest of this entry »
Related posts