Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 91 ถึง 231« First...8990919293...Last »

เลี่ยง…หนี…4 เสี่ยง…

 

เครียด

การดูแลสุขภาพ เลี่ยง…หนี…4 เสี่ยง…

         ต้นตอของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่พึงประสงค์นี้ บางทีอาจจะเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่ขาดสมดุลทำให้พวกเรากำลังก้าวเข้าสู่ความเสี่ยงนึกไม่ถึง
เสี่ยงแรก เกิดจาก “ความเครียด” ต้นตอที่ส่งผลกระทบ ต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากที่สุด 

         
ใครที่มีอาการเหล่านี้ กำลังวิตกกังวลมากเกินปกติ หรือนอนไม่หลับ หรือใจสั่น ตื่นเต้น ตกใจง่าย หรือเหงื่อออกมากผิดปกติ หรือปวดหัว แน่นหน้าอก แน่นท้อง ชาตามตัว ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ฯลฯ อะไรทำนองนี้ นี่แหละขอบอกว่า เครียดมาเยือนแล้ว ดังนั้นโปรดระวังโรคเหล่านี้โรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหอบหืด, โรคปวดศีรษะไมเกรน 

          ส่วนการผ่อนคลายความเครียดนั้น ควรบำรุงจิตใจและกำลังใจให้แข็งแรง รู้จักการปล่อยวาง ทำจิตใจให้สงบ อาจใช้    สวดมนต์ ทำสมาธิ ไปทำบุญเข้าช่วย อีกอย่างควรมองโลกในแง่บวก รู้จักแบ่งเวลาทำงานและเวลาผ่อนคลาย หันไปใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน สร้างสุขด้วยเสียง ดนตรี และพักผ่อนหย่อนใจก็ดี ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้เกิน 20 นาทีขึ้นไป สารเอ็นโดฟินส์จะทำให้สดชื่นสบายเนื้อสบายตัว ปลอดจากโรคภัยต่างๆ เป็นปลิดทิ้ง
เสี่ยงที่สอง “อ้วน” ต้นทางที่ทำให้เกิดโรคร้าย อาทิ โรคหัวใจ เส้นเลือดตีบตัน คอเลสเตอรอลสูง เบาหวาน เป็นต้น

         
สาเหตุง่ายๆ ที่ทำให้อ้วนนั้นเกิดจากการกินอย่างไม่บันยะบันยัง แถมยังนั่งทั้งวันไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย เรียกว่า ใครที่เริ่มมีอาการเหนื่อยหอบเมื่อเดือนขึ้นบันใดสักชั้น 2 ชั้น ขอได้โปรดพึงระวังได้แล้ว

         
ส่วนการหลีกหนีอ้วนให้ไกลห่างนั้น ควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อเผาผลาญส่วนเกินที่จะกลายเป็นไขมัน ควรเคร่งครัดในการเลือกอาหารการกิน อย่าตามใจปากมากเกินไปอาจใช้วิธีการงดน้ำตาล งดแป้งในมื้อสุดท้ายของวัน งดเครื่องดื่มที่มีแคลอรี และอีกวิธีที่ได้ผลคือ จดบันทึกสิ่งที่กินไปในแต่ละวันด้วย 

         
ข้อสำคัญคือ อย่าไว้วางใจ เมตาโบลิซึ่มหรือกระบวนการสันดาปของร่างกายมากเกินไป ควรดูแลพฤติกรรมของตัวเราเองจะดีที่สุด

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Aug-19-09

ทางผิดที่ติดตาย

posted by Bubble B

คำปรารภ

 

 

          ผู้เขียนมีโอกาสได้ศึกษาแนวทางปฏิบัติของสำนักปฏิบัติสำคัญๆมาหลายแห่ง และทุกวันนี้ก็ยังมีเพื่อนนักปฏิบัติจากสำนักต่างๆ ให้ความเมตตาแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ทำให้ได้เห็นว่าคนไทย เรามีบุญวาสนาที่มีโอกาสได้อยู่บนแผ่นดินที่ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ พวกเราจึงมีแนวทางปฏิบัติที่ดีๆให้เลือกปฏิบัติได้ตั้งหลายแนวทาง ในขณะที่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่มี โอกาสเลย

 

          จาการที่ได้สัมผัสกับเพื่อนนักปฏิบัติจำนวนมากทำให้สังเกตเห็นได้ว่า มีหลายสำนักที่ครูบาอาจารย์สอนได้ถูกตรงตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมเรื่องกิจในอริยสัจและวิธีการเจนิญสติปัฏบาน แต่พวกเราเป็นศิษย์ส่วนหนึ่งกลับไปติดอยู่แค่เปลือกหรือรูปแบบของการปฏิบัติ แล้วเข้าไม่ถึงแก่นคำสอนของพระพุทธจ้าที่ครูบาอาจารย์ต้องการสื่อ สำนักต่าง ๆ จึงมีทั้งผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วผู้ที่ปฏิบัติผิดพลาด และความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติจากทุก ๆ สำนักก็คล้ายคลึงกัน คือถ้าไม่หลุดโต่งไปในโลกของความคิด ก็หลงโต่งสุดอยู่ในข้างการบังคับกดข่มตนเองทำให้เราไม่สามารถจะเดินทางสายกลางคือการรู้รูปนามตามความเป็นจริงได้

 

          ผู้เขียนยังพบว่า ถ้าผู้ใดเข้าใจและไม่หลงไปในความสุดโต่งทั้งสองอย่างนี้แล้ว ไม่ว่าผู้นั้นจะใช้อารมณ์รูปนามชนิดใดในสติปัฏฐานจิตใจของผู้นั้นย่อมมีพัฒนาการสัมมาสติ สัมมาสมาธิและวิปัสสนาปัญญายาได้อย่างเดียวกัน จึงไม่ต้องเถียงกันเลยว่าแนวทางปฏิบัติของสำนักใดดีกว่าสำนักใด แต่ถ้าไม่รู้อารมณ์รูปนามสุดโต่งไปข้างบังคับกดข่มตนเอง เราต่างก็ผิดพลาดเหมือน ๆ กันได้ทั้งนั้น 

 

          ขอเชิญเพื่อนนักปฏิบัติลองมาฟังเรื่องความสุดโต่งกันดูสักทีก็แล้วกัน

 

๑.    ทางผิดสองสายที่ต้องทำความรู้จัก
          มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายล้วนแต่รักสุขและเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่วิธีการแสวงหาความสุขและการหลีกหนีความทุกข์ของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันไปตามกำลังของสติปัญญา บางคนก็ใช้วิธีการตื้นๆ  ในขณะที่บางคนคิดได้เองก็หลีกหนีจากหนทางที่ผิดอันเป็นความสุดโต่งสองด้านไปไม่พ้น มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงค้นพบทางสายกลางอันไม่ข้องแวะกับความสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นได้ด้วยพระองค์เอง

 

          การทำความเข้าใขทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะพวกเราเคยชินอยู่กับวิธีหาความสุขและหนีความทุกข์เป็นความสุดโต่งสองด้านนั้น แต่หากเรามาทำความเข้าใจทางที่ผิดให้ชัดเจนเสียก่อนจนสามารถลดละความยึดถือในความคิดเห็นเดิม ๆ ลงได้บ้างแล้ว เราก็จะเข้าใจทางที่ถูกได้ไม่ยากนักเพราะเพียงแค่ไม่ผิด ก็ถูกแล้ว เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบให้นายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งฟังว่า ถ้าท่านจะยิงข้าศึกสักคนหนึ่ง หากยิงไม่ผิดก็ถูกเองแหละ

 

          ขอให้พวกเราลองศึกษา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าให้ดี เราจะพบว่าพระองศ์ท่านไม่ได้เริ่มแสดงธรรมเทศนาด้วยการประกาศทางที่ถูก หากแต่ทรงชี้ให้นักบวชปัญจวัคีย์รู้จักทางที่ผิดอันเป็นความสุดโต่งสองด้านนั้นเสียก่อนดังนี้

 

          “ดูกรภิษษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันพรรชิตไม่ควรเสพ คือ การปะกอบคนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลวเป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ แล้วการประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเป็นความ ลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑”

 

      เมื่อนักบวชปัญจวัคคีย์รู้จักทางที่ผิดแล้ว จึงทรงแสดงทางที่ถูกได้แก่อริยอันมีองค์ ๘ ประการในภายหลัง ซึ่งท่านทั้ง ๕ ก็ เข้าใจได้โดยง่ายเพราะท่านลดความยึดถือในความคิดเห็นเดิม ๆ ลงได้ แล้วจิตใจของท่านเปรียนเหมือนถ้วยชาที่ว่างเปล่า พร้อมจพรองรับน้ำชาร้อนๆ ที่รินลงใหม่ได้ทันที

 

๒.    ความสุดโต่งในข้างตามใจกิเลส
          เรามาพูดกันถึงเรื่องความสุดโต่งอย่างแรก คือความสุดโต่งในด้านการพัวพันด้วยกามสุขเสียก่อน ทางนี้เป็นวิธีหาความสุขหรือหนีความทุกข์ที่ธรรมดาที่สุด กระทั้งสัตว์ต่าง ๆ ก็รูปจักหาความสุขด้วยวิธีนี้ ความคิดพื้นฐานของวิธีนี้ก็คือ หากเราได้รับอามรณ์ที่ดีจะไม่มีความสุข แต่หากได้รับอามรณ์ที่ไม่ดีเราจะมีความทุกข์  มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายจึงว่าหาอารมณ์ที่ดี และพยายามหลีกหนีจากอารมณ์ที่ไม่ดี

 

          อารมณ์ที่ดีได้แก่อารมณ์ที่น่าชอบใจ เช่นรูปที่สวยงามหรือรูปของสิ่งที่เรารัก เสียงที่เพราะหรือเสีนงที่เราพอใจเช่นเสียงของคนที่รักหรือเสียงยกย่องสรรเสริญ กลิ่นหอมกลิ่นที่ชอบใจ รสที่อร่อยหรือรสที่ชอบใจ สัมผัสนุ่มนวลหรือถูกใจ ทั้งนี้รวมไปถึงความคิดนึกในเรื่องที่พึงพอใจด้วย เช่นคนที่อายุมากได้คิดถึงความหลังแล้วพอใจ ส่วนเด็กวัยรุ่นได้ฝันถึงอนาคตแล้วพอใจเป็นต้อนทั้งนี้อารมณ์ที่ดีของคน ๆ หนึ่ง อาจจะเป็นอารมณ์ที่เลวของอีกคนหนึ่งก็ได้

 

          ถ้าใครได้อารมณ์ที่น่าเพลิดเพลินพอใจก็จะมีความสุข แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะมีความทุกข์ และเมื่อมีความสุข ราคะก็มักจะแทรกตัวเข้ามาคือเกิดความพึงพอใจในอารมณ์และความสุขนั้น เมื่อมีความทุกข์โทสะก็จะแทรกตัวเข้ามาคือเกิดความไม่พอใจในอารมณ์และความทุกข์นั้นดัง้นั้นวิธีหาความสุขหรือหนีจากความทุกข์ด้วยการเที่ยวแสวงหาอารมณ์ที่ดีและหนีอารมณ์ที่ไม่ดี จึงเป็นความสุดโต่งไปในข้างการสนองกิเลสการตามใจกิเลส และทำให้เราเดินทางสายกลางไม่ได้

 

          ถึงตรงนี้ขอกล่าวถึงทางสายกลางไว้เสียเลยว่า ทางสายกลางอันเป็นข้อปฏิบ้ติเพื่อความพ้นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ได้แก่ การเจริญวิปัสสนา หรือการมีสติตามรู้รูปนามหรือกายใจของตนตามความเป็นจริงนั่นเอง

 

          อารมณ์รูปนามเป็นอารณ์ชนิดที่เรียกว่าอารมณ์ปรมัตถ์ คือเป็นอารมณ์ที่มีอยู่จริงๆ ตรงข้ามกับอารมณ์อีกชนิดหนึ่งเรียกว่าอารมณ์บัญญัติ อันได้แก่เรื่องที่คิดนึกปรุงแต่งขึ้นเอง ยกตัวอย่างเช่นสีที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ การตีความสีนั้นว่าเปนรูป ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ คน สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ เป็นสื่งที่สมมุติบัญญัติกันขึ้นเพื่อสื่อความเข้าใจกันในชุ่มชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งบัญญัติออกมาแตกต่างกันไปได้ หรือเสียงที่หูได้ยินเป็นอารมณ์ปรมันต์ การตีความเสียงนั้นว่าเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชายเสียงลมพัด เสียงสุนัขเห่า เสียงนกร้อง ถ้อยคำนั้นสุภาพ ถ้อยคำนี้ไม่สุภาพ ฯลฯ เป็นสมมุติบัญญะติ ความรู้สึกทางใจเช่นความโกรธ ความโลภ ความหดหู่ เป็นอารมณ์ปรมันต์ การเรียกขานว่านี่คือความโกรธ นี่คือความโลภนี่คือความหดหู่ เป็นอารมณ์บัญญัติ คือคนแต่ละชาติแต่ละภาษาก็บัญญัติ เรียกขานแตกต่างกันออกไป ทั้งที่เป็นความรู้สึกอย่างเดียวกันเป็นต้น

 

 

          การเจริญวิปัสนานั้นต้องมีสติระลึกรู้อารมณ์ปรมันต์ หากเป็นอารมณ์ในฝ่านรูปธรรมจะต้องรู้ลงอย่างเป็นปัจุบัน แต่หากเป็นอารมณ์ ในฝ่ายนามธรรมเช่นความรู้สึกต่างๆจะต้องตามรู้ คืออารมณ์นั้นเกิดขั้นก่อนจึงค่อยรู้ในภายหลัง แต่เป็นเป็นภายหลังที่กระชันชิดโดยไม่มีอารมณ์อย่างอื่นมาคันเสียก่อน เมื่อรู้ปรมันต์แล้ว อารมรณ์ปรมันต์แล้ว อารมณ์ประมันต์จะแสดงความจริงคือไตรลักษณ์ให้ดู การรู้ความจริงของรูปนามนี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าวิปัสสนาปัญญา เมื่อจิตรู้ความจริงแล้วว่ารูปนามไม่เที่ยง หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตาแล้ว จิตจะปล่อยวางความถือมั่นในรูปนาม ซึ่งก็คือการปล่อยวางก้อนทุกข์ลงได้นั่นเองเพราะรูปนามนั่นแหละคือตัวทุกข์ตามนัยของอริยสัจที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

 

          เมื่อใดจิตของเราสุดโต่งไปในข้างวิ่งตามกิเลสเสียแล้ว เราจะตามรู้กายหรือตามรู้ใจของตนเองอันเป็นอารมณ์ปรมันต์ภายในไม่ได้และแม้แต่อารมณ์ปรมันต์อันเป็นอายตนะภสยนอกอันได้แก่รูป เสียง  กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และธัมมารมณืก็เห็นไม่ได้ จะเห็นได้เฉพาะอารมณ์บัญญัติเท่านั้น เช่น เราเห็น “คน” เดินมา เราได้ฟังเสียง “นก” ร้องเราได้กลิ่น “ดอกมะลิ” เรารู้รส “ก๋วยเตี๋ยว” เท้าของเรากระทบ “ก้อนหิน” เราคิดถึง “เพื่อน” เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อเกิดอยากได้อารมณ์ที่ดีทางตาหรืออยากดูจิตก็จะส่งออกไปดูแล้วลืมรูปนามหรือกายใจของตนเอง เมื่ออยากฟัง จิตจะก็จะส่งไปแล้วลืมรูปนามหรือกายใจของตนเอง และเมื่ออยากรู้เรื่องจิตก็กระโจนเข้าไปในโลกของความคิด ไปรู้เรื่องที่คิด แล้วลืมรูปนามหรือกายใจของต้นเอง เป็นต้น เมื่อใดลืมกายลืมใจของตนเอง เอาแต่รู้อารมณ์ บัญญัติที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อนั้นเราก็ไม่สามารถเจริญวิปัสสนาอันเป็นทางสายกลางได้

 

          อย่างไรก็ตามการรู้อารมณ์ภายนอกนั้น หากมีสติปัญญารู้ลักษณะของรูปนามภายนอก ไม่ไปหลงอยู่บัญญัติ ก็เป็นทางเจริญวิปัสสนาได้เช่นกัน เพราะจะเห็นโลกภายนอกเป็นความว่างเปล่าปราศจากสัตว์บุคคลตัวตนเรา แล้วจึงค่อยเห็นนามภายในหรือกายใจของตนเป็นความว่างเปล่าในภายหลัง อย่างนี้ก็สามารถกระทำได้เพียงแต่อ้อมค้อมมากไปสักหน่อย เพราะสิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นตัวตนของเราอย่างเหนียวแน่นนั้น ได้แก่กายใจของตนนี้ ไม่ใช่ สิ่งภายนอกซึ่งถึงจะยึดถือก็ไม่ใช่สิ่งภายนอกซึ่งถึงจะยึดถือก็ไม่มากเท่ากับความยึดถือตนเอง

 

          อนึ่ง เรื่องวิปัสสนา เรื่องอารมณ์ปรมันต์ และอารมณ์บัญญัติที่กล่าวมานี้ หากเพื่อนนักปฏิบัติยังไม่เข้าใจก็ขอให้กลับไปอ่านหนังสือประทีปส่องธรรม ที่เคยแจกให้เพื่อนนักปฏิบัติได้อ่านมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

๓.    ความสุดโต่งในข้างการบังคับกดข่มตนเอง
          ความนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องความสุดโต่งอย่างที่สอง ได้แก่การทำตนให้ลำบาก วิธีการนี้มีความคิดพื้นฐานอยู่ว่า การเที่ยวแสวงหาอารมณ์ที่ดีและหลีกหนีอารมณ์ที่เลวนั้นไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงและถาวรได้ เพราะอารมณ์เป็นของแปรปรวน ย่อมจะมรดีบ้างเลวบ้างเป็นของธรรมดา เราจะเลือกรู้แต่อารมณ์ที่ดีๆ ไม่ได้ แต่ถ้าเราควบคุมคนเองได้ โดยเฉาะอย่างยิ่งถ้าเราควบคุมจิตในของตนเองไว้ในอำนาจได้ หรือทำให้จิตใจสงบสุขอยู่ตลอดกาล เราก็จะเกิดความสุขที่ถาวรและลำล้ำยิ่งกว่าการแสวงหาอารมณ์ที่ดีเป็นไหนๆ

 

          ภายใต้ความคิดพื้นฐานดังกล่าว พวกเรานักปฏิบัติซึ่งมักจะเป็นคนดีหรือคนที่พยายามจะดี จึงเลือกทางที่จะควบคุมจิตใจของตนเองเป็นทางแสวงหาความสุขหรือเป็นทางพ้นทุกข์ แทนการปล่อยตัว ปล่อยใจตามกิเลสอย่างที่ชาวโลกเขาทำกัน โดยหวังว่าถ้าเราสามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เราจะบรรลุมรรคผลนิพพานหรือได้รับบรมสุขอันถาวร เพราะจิตใจจะมีแต่ความสงบความสุข และความดีอย่างถาวร   

 

          วิธีการควบคุมตนเองที่ทำกันมาตั้งแต่ก่อนครั้งพุทธกาลก็คือการทรมานกาย เช่นการอดอาหาร การอยู่ในอิริยาบถเดียว การกลั้นลมหายใจ การรับประทานอาหารพิเศษพิสดารต่างๆ เช่น อุจจาระและการประพฤติวัตรปฏิบัติแปลกๆ เช่นการเลียนแบบกิริยาอาการของสัตว์ เป็นต้น แต่สำหรับพวกเรานักปฏิบัติในยุคนี้ เราได้ทราบจากคำสอนของพระพุทธเจ้ากันแล้วว่านั้นไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เราจึงไม่ทรมานกายโดยตรงเช่นนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเราจะข้ามพันการปฏิบัติที่เป็นการทรมานกายและใจไปได้เสียทีเดียว เพียนเพียนแต่เป็นการทรมานที่ละเอียดประณีตมากขึ้นเท่านั้นเอง

 

          การทำตนให้ลำบากนั้นพอจะแบ่งออกไปได้สองกลุ่มใหญ่ๆคือการทรมานหรือบังคับกายกับการทรมานหรือบังคับใจ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างการปฏิบัติที่เป็นการทรมานกายและใจอย่างประณีตจนนึกกันไม่ถึงให้เพื่อนนักปฏิบัติได้รับฟังกันดังนี้

 

๓.๑ การทรมานกาย
          ตัวอย่างของการทรมานหรือบังคับกายก็เช่น  การดัดแปลงจังหวะการหายใจ การดัดแปลงจังหวะการยืดเดินนั่งนอน การทำจังหวะการเคลื่อนไหวร่างกายบางส่วน การอยู่ในอิริยาบถเดียวและการมีข้อวัตรที่เป็นการกดข่มต่างๆ เช่น การอดอาหารและการอดนอน เป็นต้น

 

          ขอให้พวกเราลองสังเกตตนเองดูก็ได้ว่า เมื่อเราคิดที่จะปฏิบัติธรรมนั้น เรามีสติรู้กายอย่างตรงไปมาตามที่กายเป็นอยู่หรือเรามีการดัดแปลง ควบคุม หรือบังคับกายให้ต่างออกไปจากในยามปกติหรือไม่ เช่นเราเคยหายใจอย่างสบายๆ มาตั่งแต่เกิด พอเราคิดจะปฏิบัติธรรม เราก็เริ่มเข้าไปควบคุมจังหวะการหายใจของตนเองเช่นพยายามหายใจให้ยาวขึ้น พยามยามหายใจให้ลึกขึ้น และพยายาม ตามรู้ลมหายใจอย่างตั้งอกตั้งใจมากพิเศษ เป็นต้น เราจะเกิดความรู้สึกว่าการหายใจเป็นเรื่องที่น่าเหน็ดเหนื่อย และจิตในที่เคยปลอดโปร่งโงเบาก็เริ่มรู้สึกหนักๆแน่นๆถ้ามีอาการอย่างที่ว่านี้ก็พึงทราบเถิดว่า เราไม่มีสติรู้ลมหายใจอย่างถูกต้อง แต่มีโลภะหรือตัณหาหรือความอยากที่จะปฏิบัติเกิดขึ้น แล้วเกิดการกระทำกรรมคือเกิดความจงใจบังคับเพ่งจ้องลมหายใจด้วยความอยากที่จะมีสติบ้างอยากให้บรรลุคุณธรรมพิเศษต่างๆบ้าง และผลที่ตามมาก็คือคือความทุกข์กายและความทุกข์ใจ อันเป็นวิบากจากพยามยามปฏิบัติด้วยอำนาจบงการของตัณหา

 

          ส่วนเพื่อนนักปฏิบัติบางท่านที่หัดตามรู้อิริยาบถ ๔ หรือพยายามจำจังหวะในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ หากจิตเกิดความหนัก ๆ แน่นๆ ดังกล่าวแล้วในเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจก็พึ่งทราบว่าได้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นแล้วเช่นเดียวกันคือมีตัณหาที่จะปฏิบัติรม แล้วลงมือดัดแปลงหรือควบคุมกายของตน ไม่ใช่มีความรู้สึกตัวและมีสติตามรู้กายอย่างถูกต้องด้วยที่เป็นจิต ที่เป็นมหากุศลจิต ทั้งนี้จิตที่เป็นมหากุศลจิตนั้น จะต้องมีความเบาไม่ใช้ความหนัก มีความอ่อนไม่ใช่ความแข็ง มีความควรแก่ง่านไม่ใช่ถูกนิวรณ์ครอบงำ มีความคล่องแคล่วไม่ใช่ซึมทื่อ และมีความซื่อตรงในการรู้อารมณ์ไม่ใช่พยายามเข้าไปควบคุมอารมณ์ จิตจะต้องมีความรู้อารมณ์ไม่ใช่พยายามเข้าไปควบคุมอารมณ์ จิตจะต้องมีสภาวะแห่งความรู้ ตื่น และเบิกบาน มีความสงบ สะอาด และสว่าง ถ้าลงมือปฏิบัติ แล้วเกิดสภาวะที่ตรงกันข้ามนี้ก็แสดงว่าเราปฏิบัติแล้วเกิดสภาวะที่ตรงกันข้ามนี้ก็แสดงว่าเราปฏิบัติผิดพลาดไปแล้ว คือมีตัณหาที่จะปฏิบัติธรรม แล้วเกิดการสร้างภพคือมีการกระทำกรรมบางอย่างซึ่งก็คือการบังคับกดข่มทำตนเองให้ลำบาก แล้วความทุกข์กายทุกข์ใจก็ตามมาในที่สุด

แทรกเรื่องอัตตกิลมถานุโยคกับทุกขาปฏิปาทา

          ในเรื่องการบังคับกายนี้ท่านผู้อ่านโปรดอ่านด้วยความระมันระวังเพราะอาจจะเข้าใจผิดว่าผู้เขียนปฏิเสธแนวทางปฏิบัติของหลายๆสำนักสิ่งที่ผู้เขียนปฏิเสธได้แก่การทำกายให้ลำบากโดยมุ่งหวังว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นเหตุให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสแนวทางการปฏิบัติของท่านให้ตนลำบาก เพราะพบว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้สิ่งสติสัมปชัญญะเกิดได้บ่อยๆ และเกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติของท่าน

 

           ผู้ปฏิบัติบางท่านจำเป็นต้องใช้ทุกขาปฏฺปทา คือปฏิบัติให้เคร่งตึงสักหน่อยก่อนในเบื้องต้น มิฉะนั้นสติสัมปชัญญะจะไม่คล่องตัว เป็นการเลือกหนทางปฏิบัติที่ค่อยข้างเข้มงวดเพราะมีปัญญาพอว่า นั้นเป็นทางที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ทุกขาปฏิปทาจึงไม่ใช่หนทางของอัตตกิลมถานุโยคที่เป็นการทำตนให้ลำบากอย่างไร้เดียงสาโดยหวังว่าลำบากมากๆแล้วจะพ้นทุกข์ได้ในที่สุด โดยที่การกระทำทั้งหมดนั้นไม่ใช่การเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้องตรงตามคำสอนของพระพุทธเข้าอัตตกิลมถานุโยคกับทุกขาปฏิปทาเป็นคนละเรื่องกัน เพราะอัตตกิลถานุประโยคเป็นทางสุดโต่งอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่สายกลาง ส่วนทุกขาปฏิปทาเป็นการดำเนินทางกลางสำหรับท่านที่ยังมีกิเลสแรงกล้า

 

           ตัวอย่างเช่นท่านที่ปฏิบัติด้วยการทำจังหวะในการเดินทำจังหวะในการเคลื่อนไหวมือ จงใจตามรู้อิริยาบถ ๔ จงใจอดอาหารและอดนอนเป็นครั้งคราว อยู่ในอิริยาบถเดียวนานๆ เช่น เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน หรือนั่งนานๆ เหื่อพิจารณาเวทรา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์และควรทำทั้งสิ้นหากทำแล้วสติปัญญาเกิดได้คล่องตัว เช่นบางท่านถ้ารับประทานอาหารแล้วมักจะซึม ท่านก็จะอดอาหารบ้างเพราะเจริญสติได้คล่องตัว บางท่านเดินจงกลมแล้วรู้สึกตัวได้ดี ท่านก็ขยันเดิน บางท่านต้องทำจังหวะหรือจงใจตามรู้อิริยาบถไปก่อนเพื่อหัดเรียนรู้ตัวสภาวธรรมคือรูปนาม อย่างนี้ทำได้ แต่ถ้าทำไปด้วยความรู้สึกมรมานกายทรมานใจ โดยหวังว่าถ้าทรมานได้ที่แล้วจะละกิเลสและบรรลุมรรคผลนิพพานได้เองโดยไม่รู้ไม่เจ้าใจเรื่องของการเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้อง นั่นจึงเป็นการทรมานกายหรือการปฏิบัติที่สุดโต่งข้างการทำตนเองให้ลำบาก

 

          ส่วนท่านที่มีสุขาปฏิปทาหากไปพยายามปฏิบัติด้วยวิธีการที่ลำบาก แทนที่สติปัญญาจะคล่องตัวก็อาจจะเกิดผลตรงกันข้าม คือจิตจะมีความฟุ้งซ่านมากยิ่งขึ้น ดังนั้นท่านใดเกิดปฏิปทาใดก็ควรพิจารณาตนเอง ว่าทำอย่างไรแล้วสติปัญญาเกิดได้คล่องตัวก็ควรทำอย่างนั้นเนืองๆ แต่ก็พึงทราบว่าสุขาปฏิปทาไม่ได้แปลว่าให้กินๆ นอนๆ แล้วรอเวลาบรรลุมรรคผลนิพพาน สุขาปฏิปทาหมายถึงการปฏิบัติที่สาบเนี่องจากผุ้ปฏิบัติมีราคะ โทสะ และโมหะไม่แรงกล้า แค่เลือกใช้อารมณ์กรรมฐานที่สบายๆ หรือทำความสงบที่ยังมีกิเลสแรงกล้า ต้องเสวยทุกข์โทมนัสเพราะอำนาจของกิเลสอยู่เนื่องจำเป็นต้องใช้อารมณ์กรรมฐานที่ไม่น่าชื่นใจ เช่นต้องรู้ทุกข์แวทนาหนักๆจิตจึงจะยอมปล่อยวางความยึดถือในรูปนามหรือกายใจเป็นต้น

 

          อนึ่งผู้ที่มีสุขปฏิปทาเพราะมีกิเลสไม่แรงกล้า กับผู้ที่มีทุกขปฏิปทาเพราะมีกิเลสแรงกล้านั้น อาจจะบรรลุธรรมได้ช้าหรือเร็วก็ได้ไม่ใช่ว่าผุ้ที่มีกิเลสเบาบางจะต้องบรรละรรมก่อน และไม่ใช่ว่าปฏิบัติลำบากแล้วจะต้องรู้ธรรมก่อน ทั้งนี้เนื่องจากการบรรลุช้าหรือเร็วไม่ได้ขึ้นอยู้กับอินทรีย์ว่าแก่อ่อนเพียงใด ถ้ามีอินทรีย์กล้าเช่นมีสติสมาธิและปัญญาแก่กล้าก็บรรลุเร็ว แต่ถ้ามีอินทรีย์อ่อนบรรลุได้ช้า ทั้งนี้บุคคลอาจะมีกิเลสกล้าพร้อมทั้งมีอินทรีย์กล้าด้วยก็ได้ อันจะให้ต้องปฏิบัติด้วยความลำบากแต่บรรลุเร็ว หรืออาจจะมีกิเลสเบาบางแต่อินทรีย์ยังอ่อนก็ได้ อันจะทำให้ปฏิบัติได้สบายแต่รู้ธรรมได้ช้า เพราะผลของกุศลและอกุศลนั้นไม่ได้ลบล้างกัน แต่ต่างก็จะให้ผลของตนเมือถึงจังหวะเวลาอันสมควร

 

๓.๒ การทรมานใจ
         ได้กล่าวถึงการปฏิบัติที่สุดโต่งในข้างการทรมานกายไปแล้ว ต่อไปนี้จะกล่าวถึงความสุดโต่งที่เป็นการทำจิตใจให้ลำบากบ้าง เท่าที่สังเกตดูผู้ไม่ได้ปฏิติบัติธรรมมักจะมความสุขโต่งไปในข้างการหลงตามกิเลส  แล้วเที่ยวแสวงหาอารมณ์ที่ดีหรือหลีกหนีอารมณ์ที่เลวเพื่อให้จิตเกิดความสุขสงบหมดความหวั่นไหวเมื่อต้องกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดีต่างๆ สามารถลดกิเลสลงได้ และช่วยให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด เท่าที่สังเกตดูเห็นว่าการพยายามควบคุมหรือบังคับจิตใจนั้นมีอยุ่ ๔ ลักษณะ ดังนี้คือ

 

         ๓.๒.๑ การพยายามปิดกั้นกิเลสไม่ไห้เกิดขึ้น
         ผู้ปฏิบัติส่วนมากมักเกลียดกิเลส เห็นกิเลสเป็นศัตรูผู้ทำลายความสงบสุขใน “จิตใจของเรา”  จึงพยายามปิดกั้นหรือหาทางป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นด้วยวิธีต่างๆ นานา เช่น

 

          (๑)    การพยายามหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖
          ด้วยการพยายามไม่ดูรูป ไม่ฟังเสียง ไม่ดมกลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่กระทบสัมผัส และไม่คิดนึก เป็นต้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเราหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ ไม่ได้จริง คอืเมื่อมีตาก็ต้องเห็นรูป เมื่อมีหูก็ตัองฟังเสียง เมื่อมีจมูกก็ต้องดมกลิ่น เมื่อมีลิ้นก็ต้องการทบรส เมื่อมีกายก็ต้องสัมผัสทางกาย และเมื่อมีใจก็ต้องคิดนึกปรุงแต่ง จะหลีกเลี่ยงอารมณ์ไปไม่ได้เลย แต่พวกเราบางคนก็พยายามเลี่ยงอารมณ์ไม่ได้เลย แต่พวกเราบางคนก็พยายามเลี่ยงอารมณ์ด้วยวิธีต่างๆ เช่นการเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อจะได้ไม่ตอ้งได้เห็นหรือได้ยินสิ่งที่รบกวนจิตใจการเอาน้ำร้อนล้างอาหารให้จืดชืดเพื่อทำลายรสก่อนจะรับประทานการเพ่งใส่ความคิดเพื่อให้หยุดคิด และการทำสมถกรรมฐานเพื่อให้จิตแนบแน่นสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นต้น

 

          แท้จริงความพยายามที่จะไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ก็เป้นไปด้วยอำนาจของตัณหาและทิฏฐินั่นเอง คือเป็นไปตามความอยากที่จะไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น และเป้นไปตามความเห็นผิดที่ว่า เราสามารถบังคับควบคุมจิตใจไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นได้เพราจิตใจเป็นตัวของเราดังนั้นวิธีการเช่นนี้จึงไม่ใช้การปิดกั้นอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น แต่เป็นการกระทำก้วยอำนาจบงการของอกุศลตือตัณหาและทิฏฐินั่นเองนอกจากนี้อกุศลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ด็ไม่ได้เป็นไปตามใจอยาก แต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันนั่นเอง เช่น โทสะจะเกิดขึ้นได้หากจิตมีปฏิฆานุสัยหรือความเคยใจที่จะขัดเคืองเป็นทุนเดิมอยุ่แล้ว เมื่อเกิดการกระทบอารมณ์ที่ไม่ดี จิตก็จะปรุงแต่งโทสะขึ้นมาได้ หากจิตไม่มีปฏิฆานุสัย หรือได้การกระทบอารมณ์ที่ดี โทสะก็ไม่เกิดขึ้นเป็นต้น

 

 

          หากการหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์เป้นวิธีการปฏิบัติทางธรรมที่ถูกต้อง บรรดาท่านที่พิการทางสายตาหรือทางหูก็น่าจะบรรลุธรรมได้เร็วกว่าคนปกติ เพราสามารถลดการกระทบอารมณ์ลงได้บางทวาร แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย บุคคลผู้บ้าใบ้บอดหนวกมาแต่กำเนิดกลับไม่สามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุมัคผลนิพพานได้ เพราะหากไม่มีการกระทบอารมณ์ ผู้ปฏิบัติก็ไม่สามารถเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้ เนื่องจากวิปัสสนากรรมฐานจะเริ่มต้นขึ้นได้ เมือ่ผู้ปฏิบัติมีสติระลึกรู้สภาวะของอารมณ์เป็นรูปนามที่ปรากฎทางทวารทั้ง ๖ และมีปัญญาเข้าใจลักษณะของรูปนามนั้นได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ดังนั้นการหลีกหนีอารมณ์แม้จะนำความสงบสุขมาให้ได้ก็จริง แต่ก็ปิดกั้นการเจริญปัญญาคือการรู้รูปนามตามความเป็นจริงไปด้วย พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ได้สอนให้ผู้ปฏิบัติหลีกเลี่ยงอารมณ์ แต่ท่าสอนให้สำรวมอินทรีย์คือมีสติรู้เท่าทันจิตของตนเมื่อมีการกระทบอารมณ์

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เปิดเผยข้อมูลวิจัยที่พบว่า ผู้สูบบุหรี่จัดที่หันมาสูบบุหรี่น้อยลงโดยไม่ยอมเลิก ไม่ได้ลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคต่างๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่

            โดยคณะนักวิจัยจากสถาบันสาธารณสุขประเทศนอร์เวย์ ทำการศึกษาโดยการติดตามประชากร 50,000 คน ที่มีอายุ 20 ถึง 49 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2546 เป็นเวลา 30 ปี โดยเปรียบเทียบสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ผลพบว่า อัตราการเสียชีวิตในคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ เท่ากับ 507 คน ในคนที่เลิกสูบบุหรี่ 575 คน ในคนที่สูบบุหรี่จัด 1,462 คน และในคนสูบบุหรี่จัดที่ลดการสูบบุหรี่ลง 1,498 คนต่อ 100,000 ประชากรตามลำดับ คณะผู้วิจัยสรุปว่า ความเชื่อที่ว่า การลดการสูบบุหรี่ลงโดยไม่ต้องเลิก จะลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

            ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า จากการติดตามพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทยภายหลังการมีมาตรการต่างๆ เช่น การมีคำเตือนเป็นรูปภาพ การขึ้นภาษียาสูบ การออกสปอตรณรงค์ผ่านทีวี ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เพียงแต่ลดการสูบบุหรี่ แต่ไม่พยายามที่จะเลิก ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ชี้แนะว่า ต้องเลิกบุหรี่เท่านั้น จึงจะลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งที่อื่นๆ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมอง และโรคถุงลมปอดโป่งพอง ทั้งนี้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ด้วยตนเองไม่ได้ สามารถขอความช่วยเหลือจากคลินิกเลิกบุหรี่ตามโรงพยาบาลต่างๆ หรือโทรปรึกษาที่หมายเลข 1600 สายเลิกบุหรี่แห่งชาติ

โทร.สายด่วน 1600 ช่วยคุณได้!!

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

พระพุทธเจ้าสอนให้คบคนอย่างไร

     ในมงคลสูตร ที่เราเคยได้ยินกันมานั้น คำสอนประโยคแรกในพระสูตรนี้คือ “การไม่คบคนพาล และให้คบแต่บัณฑิต” แต่ก็มีคำถามถัดมาว่าจะแยกแยะได้อย่างไร ในการคบคนนั้น เราควรจะเลือกคบคนเช่นใด  ?

     ในเสวิสูตร ทรงมีพุทธดำรัสตอบว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ไม่ควรคบเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเลว โดย ศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ไม่ควรคบ ไม่ควรเสพ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ นอกจากจะเอ็นดูอนุเคราะห์กัน

     “บุคคลที่ควรคบ… คืออย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเสมอกับตนด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ควรคบ…เพราะเหตุไร เพราะเราผู้เสมอกับตนด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา จักมีการสนทนากัน เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา การสนทนานั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความผาสุกแก่พวกเรา

     “บุคคลที่ควรสักการะ เคารพแล้วคบ…คืออย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ยิ่งกว่าเราโดยศีล โดยสมาธิ โดยปัญญา บุคคลเช่นนี้ควรสักการะ เคารพแล้วจึงคบ…เพราะเหตุไร เพราะอาจหวังได้ว่า จักบำเพ็ญศีลขันธ์….. สมาธิขันธ์…. ปัญญาขันธ์…. ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือจักสนับสนุนศีลขันธ์….. สมาธิขันธ์…. ปัญญาขันธ์…. ที่บริบูรณ์แล้วด้วยปัญญาในที่นั้น ๆ….

     “บุรุษคบคนเลว ย่อมเลวลง คบคนเสมอกัน ย่อมไม่เสื่อมในกาลใด ๆ คบคนที่สูงกว่าย่อมพลันเด่นขึ้น ฉะนั้นจึงควรคบคนที่สูงกว่าตน..”

เสวิสูตร ติก. อํ. (๔๖๕)

การปรับใช้ในการบริหารอย่างไร
     ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะระบบการบริหารสมัยใหม่ นั้น มีแนวคิดในการพัฒนาคน คือระบบ Mentoring /Coaching ซึ่งต้องอาศัยคนที่เหนือกว่า มีประสบการณ์ ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาก่อน มาช่วยพัฒนาคนที่มีจุดอ่อนในแต่ละเรื่องตามต้องการ ระบบ Mentoring  และ Coaching นี้จึงต้องหาคนที่สูงกว่าเท่านั้นจึงจะสามารถยกระดับการพัฒนาของอีกคนหนึ่งได้ บางที่ก็เรียกวิธีการนี้ว่า เทียบเท้าช้าง Benchmarking เพื่อยกระดับความรู้หรือการยกระดับการพัฒนาตนเองให้สูงยิ่ง ๆ ข้นไป บางทีอาจจะจ้างที่ปรึกษาข้างนอกมาช่วยก็ได้แต่ก็อยู่ในข่ายนี้ทั้งสิ้น

ที่มา  โอเคเนชั่น

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ประกอบเข้าด้วยกัน แล้วนำไปสู่ความดูดีของคนคนหนึ่ง

      อยากให้ทุกคนได้มีแนวทางเริ่มต้นสิ่งที่ดีๆ เพื่อความสุขและความสมบูรณ์ในชีวิต เรียกอย่างผิวเผินก็ต้องบอกว่า สิ่งที่จะแนะนำต่อไปนี้ จะนำความดูดีมาสู่ตัวคุณ

   1.ความคิด
      เป็นรากฐานสำคัญของความเป็นคนคนหนึ่ง บุคลิกภาพงอกงามออกมาจากความคิดค่ะ เช่น คิดว่าจะอยู่แบบพอเพียงเรียบง่าย เขาก็จะแสดงออกผ่านการแต่งกาย การซื้อข้าวซื้อของ เครื่องประดับ บ้านช่องห้องหับ และวิถีชีวิตแบบพอเพียง แต่ถ้าคิดอยากเด่นอยากดัง ก็จะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวอีกแบบหนึ่ง พาตัวเองไปอยู่ในวงสังคมอีกแบบหนึ่ง ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต้องชัดเจนในตัวเองเสียก่อน ว่าเรามีความคิดแบบใด คำแนะนำของดิฉันก็คือ “นกน้อยทำรังแต่พอตัว” จึงต้องมองเห็นตัวเองแล้วกำหนดความคิดว่า เราควรจะมีชีวิตและดำเนินชีวิตแบบใด
   2.เสื้อผ้า
      ก่อนที่เสื้อผ้าจะช่วยเสริมความดูดี คนคนนั้นต้องมีรูปร่างที่ดีเสียก่อน ดังนั้นต้องดูแลรูปร่างให้กระชับ สมส่วน จากนั้นจึงหาเสื้อผ้าที่ส่งเสริมรูปร่างและผิวพรรณมาสวมใส่ ช่วยให้ดูสดใส สวยงามสมวัย แม้รูปร่างไม่เพอร์เฟกต์ แต่เสื้อผ้าก็ช่วยลดจุดด้อยในตัวได้ เช่น ปิดบังสะโพกที่ใหญ่เกินไป แก้ไขเรื่องเอวที่ไม่มี ก้นที่แบน ขาที่ใหญ่ แขนที่อวบ คอที่สั้นหรือยาว ฯลฯ โดยเลือกแบบและลวดลายที่เหมาะสม คือไม่เน้นส่วนด้อย ให้ยิ่งโดดเด่น เช่น ไม่สวมกางเกงหรือกระโปรงรัดรูปจนบั้นท้ายมหึมายิ่งตำตาผู้คน ไม่สวมกางเกงหรือกระโปรงสั้น จนขาติดมันของคุณเป็นที่หัวเราะ

 

   3.ทรงผม
      เลือกทรงผมที่ส่งเสริมความโดดเด่นของใบหน้า และแก้ปัญหาส่วนด้อยไปด้วย เช่น หน้าผากกว้าง กรามใหญ่ ตาเล็ก คางสั้น ฯลฯ ขณะเดียวกันทรงผมก็ควรทันสมัย เสริมบุคลิกให้โดดเด่น น่ามอง และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

   4.เครื่องประดับ

      อย่าให้รกรุงรัง จนดูเหมือนหุ่นตั้งเครื่องประดับในร้าน เลือกเครื่องประดับที่ทันสมัย แบบจะหวือหวาหรือเรียบง่ายก็ดูจากชุดที่สวมใส่ สถานที่ และงานที่เรากำลังจะไป

   5.กระเป๋า
      รวมหมดทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋าหนีบ กระเป๋าหิ้ว กระเป๋าสะพาย และเป้ ทุกชนิดที่ว่านี้ช่วยให้ดูดีก็ได้ ช่วยให้ดูแย่ก็ได้ หลักคิดง่ายๆ ในการเลือกกระเป๋าก็คือ กะทัดรัด ไม่พะรุงพะรัง ง่ายต่อการถือและดูแล ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว และกลมกลืนกับเสื้อผ้าที่สวมใส่

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 91 ถึง 231« First...8990919293...Last »