Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 5 ถึง 231« First...34567...Last »

09-05_0

 

     ในอดีต ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น มักจะไม่ค่อยกล้าออกไปนอกบ้านตามลำพัง จึงได้แต่นั่งเฉยๆ อยู่กับบ้าน และต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่แท้ที่จริงแล้ว บ้านใดที่มีลูก หรือคนในบ้านมีความบกพร่องทางการมองเห็น พ่อแม่ หรือญาติ สามารถสอน และฝึกให้เดินทางด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัย ทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านได้ โดยเฉพาะการเดินตาม และการใช้ไม้เท้านำทาง

     ดังนั้น ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ต้องสามารถรับรู้ได้ว่า ตัวเองอยู่ที่ใดในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ หรือการเคลื่อนไหว ที่จะสามารถเคลื่อนจากที่หนึ่ง ไปยังสถานที่ต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก
เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องรู้เทคนิค เพื่อที่จะช่วยลูกที่อยู่ในโลกมืดให้เดินทางได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย วันนี้เลยมีเทคนิค และข้อแนะนำจาก ศูนย์พิทักษ์ดวงตา และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกบกพร่องทางการมองเห็นกันครับ

     เทคนิคการเดิน กับผู้นำทาง
   – วิธีการปฏิบัติกับลูกอย่างถูกต้อง พ่อแม่ หรือผู้นำทาง ยืนข้างๆ ลูกที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อเป็นการบอกให้ทราบว่า พร้อมที่จะนำทางแล้ว เอาหลังมือแตะหลังมือลูกเบาๆ ด้วยมือขวา หรือมือซ้ายก็ได้
   – ลูกจะเลื่อนหลังมือไปตามแขนของพ่อแม่จนถึงข้อศอก แล้วจับเหนือข้อศอก โดยให้หัวแม่มืออยู่ด้านนอก ส่วนนิ้วที่เหลืออยู่ด้านใน จับให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้หลุดขณะเดิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่แน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้นำทางรำคาญ และเจ็บได้
   – ลูกควรแนบข้อศอกอีกข้างกับลำตัวตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เดินเอียงไปข้างซ้าย หรือขวาในขณะที่เดินไปกับผู้นำทาง
   – ลูกจะอยู่เยื้องพ่อแม่ หรือผู้นำทางไปข้างหลังครึ่งก้าว ไหล่ตรงกัน การเดินในลักษณะนี้ จะทำให้พ่อแม่ผู้นำทางทราบอยู่ตลอดเวลาว่า ลูกจะเดินตามหลังในลักษณะใด

     อย่างไรก็ดี เทคนิคเบื้องต้นนี้ ควรใช้อย่างถูกต้องทุกครั้งด้วย เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ปลอดภัยเท่านั้น ยังทำให้ลูกที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เดินทางกับผู้นำทางได้อย่างสะดวก ขณะเดินทางไปด้วยกัน เมื่อจะก้าวขึ้นฟุตบาท หรือบันไดที่มีความสูงต่ำแตกต่างกัน พ่อแม่ หรือผู้นำทางควรก้าวขึ้นตรงๆ ไม่ก้าวขึ้นทางด้านข้าง (หันด้านข้างขึ้น) เพราะจะทำให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสับสน และสะดุดฟุตบาทได้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

 

02

     โดยปกติในการใช้งานคอมพิวเตอร์นั้น อุปกรณ์ที่มีหน้าที่หลักในการป้อนคำสั่งและข้อมูลเข้าไปให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ก็คือคีย์บอร์ดและเมาส์ แต่ในอนาคตอุปกรณ์เหล่านี้อาจจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยในการใช้งานคอมพิวเตอร์ เนื่องจากได้ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของอุปกรณ์ป้อนข้อมูลและคำสั่งคอมพิวเตอร์ นั่นก็คือ จี สปีก (G-Speak)

 011

     G-Speak ถือเป็นระบบการป้อนข้อมูลและคำสั่งให้กับคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาโดยบริษัท Oblong Industries ระบบ G-Speak มีการใช้หลักการของเทคโนโลยีในการจับท่าทางการเคลื่อนที่ของมือเป็นตัวหลักในการทำงาน โดยผู้ใช้งานจะมีถุงมือเฉพาะในการสวมทั้งสองข้างเพื่อเป็นตัวส่งสัญญาณการเคลื่อนที่ไปยังระบบรับสัญญาณที่ถูกติดตั้งให้เชื่อมต่อกับการทำงานของคอมพิวเตอร์

     ตอนนี้ระบบ G-Speak สามารถทำงานได้กับการสั่งแสดงภาพ ภาพเคลื่อนไหว ภาพวิดีโอ ซึ่งในส่วนของการออกคำสั่งก็เพียงแค่ชี้ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ หรือท่าทางที่สอดคล้องกับการทำงานของการแสดงผล

     John Underkoffler หนึ่งในทีมผู้พัฒนาของบริษัท Oblong Industries กล่าวว่าระบบ G-Speak จะสามารถนำไปใช้งานได้ภายในห้าปีข้างหน้า ซึ่งการทำงานของระบบ G-Speak จะมีการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการจับท่าทางเพื่อสั่งงานอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ รวมไปถึงการเชื่อมต่อของเครือข่ายและสัญญาณต่างๆ

     ระบบ G-Speak สามารถป้อนคำสั่งไปสั่งการทำงานแทนคีย์บอร์ดและเม้าส์โดยใช้การสวมถุงมือ และแสดงท่าทางของมือในการสั่งการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการชี้ตำแหน่ง หรือการเคลื่อนไหวของมือ ซึ่งระบบสามารถรองรับการสั่งงานจากมือหลายๆมือได้ การทำงานของระบบจะสามารถจับการเคลื่อนไหวของมือและนิ้วได้ 0.1 มิลลิเมตร ใน 100 Hz

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Mar-8-10

วันสตรีสากล

posted by Bubble B

001_112

เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ใช้แรงงานหญิงที่ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบและการถูกเลือกปฏิบัติที่มีต่อชนชั้นแรงงาน จึงเป็นกำเนิดของวันสตรีสากล ดังนั้น ในวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี ซึ่งองค์กรที่ทำงานด้านผู้หญิงหลายประเทศทั่วโลกได้มีการจัดงานวันสตรีสากลขึ้น เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานหญิง และเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล รวมทั้งการจัดกิจกรรมรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ

3_112

ความเป็นมา

ณ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา กรรมกรสตรีในโรงงานทอผ้าได้ลุกฮือขึ้นเดินขบวนประท้วงการเอาเปรียบ กดขี่ ขูดรีด ทารุณ จากนายจ้างที่เห็นผลผลิตสำคัญกว่าชีวิตคน ความเป็นอยู่ของแรงงานสตรีในเมืองชิคาโก ว่ากันว่าไม่ต่างอะไรจากทาสนิโกรในเงื้อมมือคนผิวขาว เพราะต้องทำงานวันละ 12-15 ชั่วโมง แต่ได้รับค่าแรงานเพียงน้อยนิดส่วนสตรีตั้งครรภ์มักถูกไล่ออก

        ในที่สุดภายใต้การนำของ คลาร่า แซทคิน ผู้นำกรรมกรสตรีโรงงานทอผ้าชาวเยอรมันลุกฮือขึ้นสู้ด้วยการเดินขบวนนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 โดยเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานจากวันละ 12-15 ชั่วโมง ให้เหลือวันละ 8 ชัวโมงพร้อมทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการภายในโรงงาน และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย ในการเรียกร้องครั้งนี้ แม้จะมีหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากสตรีทั้งโลก และส่งผลให้วิถีการผลิตแบบทุนนิยมเริ่มสั่นคลอน

        แต่อย่างไรก็ตามอีก 3 ปีต่อมา คือ ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 ข้อเรียกร้องของเหล่าบรรดากรรมกรสตรีก็ประสบความสำเร็จ เมื่อตัวแทนสตรีจาก 18 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม ครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี โดยให้ลดเวลาทำงานให้เหลือเพียงวันละ 8 ชั่วโมง ศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และกำหนดให้ค่าแรงงานสตรีเท่าเทียมกับค่าแรงงานชาย อีกทั้งยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

        นอกจากนั้นในการประชุมครั้งนั้น ยังได้มีการรับรองข้อเสนอของ คลาร่า แซทคิน ด้วยการประกาศให้วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากล

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ผู้ร้ายที่คอยปล้น หรือโจรกรรมกองเรือสินค้ารวมทั้งเรือโดยสารตามน่านน้ำ  หรือบางคราวก็ย่างกรายเข้าไปถึงหมู่บ้านและท่าเรือตามชายฝั่ง แน่นอนว่านี่คือนิยามของ “โจรสลัด (PIRATE)” โจรแห่งท้องทะเลเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีเป้าหมายที่เรือสินค้าเป็นหลัก นอกจากนี้ก็จะเป็นการปล้นเรือสินค้ารวมทั้งจับคนมาเรียกค่าไถ่ ในการบุกเข้าปล้นนั้น กลุ่มโจรสลัดจะใช้เรือเร็ว รวมทั้งจะใช้เรือท้องแบนที่กินน้ำไม่ลึก ทำให้ข้ามโขดหิน และปะการังได้อย่างว่องไว รูปแบบการจู่โจมมีทั้งจู่โจมแบบชัดเจนด้วยการชักธงสัญลักษณ์ของโจรสลัด หรือชูธงหลอกเป้าหมายว่าเป็นเรือสินค้าหรือเรือทางราชการ จากนั้นก็จะทำการบุกขึ้นเรือแล้วทำการปล้น ความน่ากลัวหรือโหดเหี้ยม ก็เป็นไปตามแต่ละวิธีของกลุ่มโจรนั้นๆ

                         
 
          เราจะได้ยินชื่อเรียกโจรสลัดหลายชื่อ ซึ่งแต่ละชื่อนั้นต่างก็คือโจรสลัดเช่นกัน แต่แตกต่างกันตรงที่ หากเรียกว่า บัคคาเนียร์ (BUCCA-NEER) นั้นจะหมายถึง โจรสลัดที่โจมตีในทะเลแคริบเบียน คู่อาฆาตที่คอยปล้นบรรดาเรือสเปนในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่หากกล่าวถึง คอร์แซร์ (CORSAIR) นั้นจะเป็นโจรสลัดที่อาละวาดในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  เป็นโจรสลัดแห่งแอฟริกาเหนือ  ส่วน privateer ก็จะหมายถึงโจรสลัดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลประเทศหนึ่ง เพื่อปล้นสะดมเรือของประเทศข้าศึก

                                  
 
           กล่าวกันว่าโจรสลัดมีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ ยุคนั้นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediteranean) นับว่ามีโจรสลัดชุกชุม เกาะเล็กเกาะน้อยในทะเล Aegean เป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับโจรสลัดใช้ซุกซ่อน คอยดักโจมตีเรือสินค้า และลักพาตัวคนจากหมู่บ้านริมทะเลเพื่อเรียกค่าไถ่ ได้สร้างความเดือดร้อน จนรัฐบาลกรีกต้องนำกองทัพเรือออกปราบปราม และในยุคที่อาณาจักรโรมันที่รุ่งเรือง เมื่อราว 67 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ โจรสลัดชนชาวฟินิเชียน ผู้ซึ่งมีความเก่งกาจในการเดินเรือ ได้ทำการปล้นเรือสินค้า สร้างความเดือดร้อนให้กับเหล่าพ่อค้า จนปอมปีย์ (Pompey) ผู้นำแห่งโรมในยุคนั้น ต้องลุกขึ้นมากำจัดเหล่าร้ายพวกนี้ให้หายไปจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediteranean) 

                          

          มีการจารึกในประวัติศาสตร์ว่า ครั้งหนึ่ง จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) เมื่อครั้งอายุได้ 25 ปี ขณะที่เดินทางไปเกาะ Rhodes เพื่อศึกษาต่อ ได้ถูกโจรสลัดจับตัวไปเรียกค่าไถ่ ครั้งนั้นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ การถูกกักขังนานถึง 5 เดือน มันได้สร้างความโกรธแค้นให้ซีซาร์ เป็นอย่างมาก และแน่นอน ภายหลังเขาจึงได้กับมาล้างแค้นด้วยการสังหารโจรสลัดกลุ่มนี้ โดยการจับตรึงไม้กางเขนประจาน
 
          โจรสลัดที่เริ่มมีอย่างเป็นจริงเป็นจัง จะอยู่ในช่วงของศตวรรษที่ 8-11 ในยุคกลางของยุโรปเมื่อ 1,100 ปีก่อน  ชนชาตินักเดินเรือผู้เกรียงไกรอย่างเหล่า ไวกิ้ง (Viking)   แห่งสแกนดิเนเวีย (Scandinavia) จากเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ผู้มีเอกลักษณ์ในการจู่โจมและหลบหนีอย่างว่องไว ได้ทำการปล้นสะดมในทะเลเหนือของยุโรปตั้งแต่เมืองแถบชายฝั่งจากทะเลบัลติกไปยันช่องแคบยิบรอลต้า นับว่าเป็นยุคหนึ่งที่หลายคนจดจำกันได้ดี และยุคทองของโจรสลัดนั้นอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 15-18 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Mar-8-10

Lawrence of Arabia

posted by Bubble B
ชาติกำเนิดที่อับอาย

นักข่าวสงครามที่ได้เจอลอว์เรนซ์ในซาอุดิอาเรเบียบอกว่าเขาเป็นคนลึกลับ ซับซ้อนและเข้าใจยากมาก… สิ่งที่ลอเรนซ์เก็บเป็นความลับมากที่สุดก็คือชาติกำเนิดของเขาเอง เพราะว่ามันทำให้เขาอับอาย

2279

Lawrence เป็นนามสกุลของมารดาของเขา ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้แน่ว่าเธอชื่อจริงว่าอะไร ซาร่าห์ หรืออาจจะเป็น Junna พ่อของเขามียศขุนนางระดับสูง และร่ำรวยมาก ตกหลุมรักแม่ของเขา เมื่อเธอเป็นมาทำงานเป็นพี่เลี้ยงลูกให้เขา ทั้งสองคนหนีไปด้วยกัน ทิ้งภรรยาตามกฏหมายไว้กับสมบัติมหาศาล ปราสาทและที่ดิน…

ทั้งสองคนไม่สามารถแต่งงานกันได้ตามกฏหมาย เพราะว่าไม่ได้หย่ากับภรรยาเก่าเป็นทางการ ในยุคสมัยที่ศิลธรรมแบบวิคตอเรียนได้รับการเชิดชู ทำให้ทั้งสองไม่สามารถสู้หน้าคนอื่นได้อย่างเต็มที่ ครอบครัวที่ประกอบด้วยพ่อแม่และลูกชายทั้ง 5 คนนี้ได้ย้ายตามเมืองต่าง ๆบนเกาะอังกฤษบ่อยครั้ง เพื่อนของครอบครัวของมีอยู่ไม่กี่คน

แม่ของลอว์เรนซ์เพื่อชดเชยความผิดที่อยู่ในใจ เธอหันไปพึ่งพิงศาสนา กลายเป็นคนเคร่งศาสนา เธอหวังอย่างยิ่งให้ลูกชายศึกษาและใกล้ชิดกับศาสนา Thomas Edward ลูกชายคนที่สองนั้นฉายแววเป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่วัยเยาว์ ในวัยรุ่นนั้นก็เป็นครูสอนศาสนาที่โรงเรียนวันเสาร์อาทิตย์แล้ว….

2308
ภาพพี่น้องของลอว์เรนซ์ จากซ้ายไปขวา เอ๊ดเวิร์ด ลอว์เรนซ์ (อายุ 22 ปี), Frank, Arnold, Bob, and Will

แม่ของลอว์เรนซ์นั้นเป็นคนเลี้ยงดูแลลูกทุกคน เธอเป็นคนที่ซับซ้อนและผูกขาดความรักความสนใจจากคนในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ลอว์เรนซ์เหมือนแม่มากทั้งรูปกายและหน้าตา เขารูปร่างเล็กสูงไม่ถึง 6 ฟุต นัยน์ตาคมราวกับมองทะลุถึงจิตใจคนซึ่งถอดเบบมารดามาอย่างไม่ผิดเพี้ยน เมื่อเติบโตขึ้นเขาเริ่มชิงชังมารดา แต่ว่าเมื่อยิ่งโตขึ้นและได้ไปผจญภัยในทะเลทราย เขาก็ยิ่งรู้สึกตัวว่าเขามิได้เหมือนมารดาเพียงแค่หน้าตาเท่านั้น หากหมายรวมถึงจิตใจด้วย

ยิ่งโต ลอเรนซ์ก็ยิ่งแสดงนิสัยรักการผจญภัยและความระห่ำออกมามากขึ้นเรื่อย พร้อมกับนิสัยแปลก ๆ ตอนเป็นวัยรุ่น เขาเริ่มที่จะฝึกควบคุมจำนวนอาหารที่ร่างกายรับเข้าไป ออกกำลังกาย ไม่กินเหล้าและสูบบุหรี่ พร้อมกับฝึกร่างกายให้ทนต่อความไม่สุขสบายทั้งหลาย อย่างเช่น อยู่ว่าง ๆก็ลงไปนอนในหีบไม้เผื่อฝึกให้ตนเองทนต่อที่แคบ

ลอว์เรนซ์เป็นคนร่างเล็ก สูงเพียง 5 ฟุต 6 นิ้วแต่แข็งแกร่งมาก อย่างที่เขาเรียกตัวเองว่า เฮอร์คิวลิสฉบับกระเป๋า

บ๊อบ น้องชายของเขาบอกว่า เน็ด ชื่อเรียกย่อๆจากชื่อกลาง เอ๊ดเวิร์ด สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ที่วางกลับหัวได้รู้เรื่องทั้งหมดตั้งแต่อายุ 5 ขวบเท่านั้นเอง

เมื่อตอนที่เขาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในสาขาประวัติศาสตร์ในช่วงปี 1907 แม้ว่าตามกฏของมหาวิทยาลัยเขาจะต้องย้ายไปอยู่หอ แต่ที่จริงแล้วยังอาศัยอยู่ที่บ้านบนถนนโพลสตีด พ่อแม่ของเขาได้สร้างกระท่อมเล็กให้เขาบนที่ดินหลังบ้าน

ลอว์เรนซ์ไม่สนใจใช้ชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่น้อย เขาจะปรากฏตัวให้ใคร ๆเห็นแต่เฉพาะยามกลางคืน แล้วก็ไม่ค่อยจะทำงานที่ได้รับมอบหมาย วันๆเอาแต่อ่านโคลงและเรื่องราวในยุคกลางของยุโรป ซึ่งความประทับใจต่อความกล้าหาญของอัศวิน การผจญภัยของผู้กล้า ได้ส่งผลต่อจินตนาการและพฤติกรรมของเขาอย่างลึกซึ้ง

สมถะของความงาม(แห่งชีวิต)

ด้วยความไม่ค่อยสนใจในการเรียนของเขา ทำให้อาจารย์บอกให้ลอว์เรนซ์ทำวิทยานิพนธ์ส่งเพื่อจะได้เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งเขาก็เลือกทำในหัวข้อที่เกี่ยวกับยุคกลาง “The influence of the Crusades on the medieval military architecture of Europe” (อิทธิพลของสงครามครูเสดที่มีต่อสถาปัตยกรรมทางการทหารของยุโรป) และก็ได้ขออนุญาตอาจารย์ไปซีเรียเพื่อหาข้อมูลมาเขียนรายงาน

ปี 1909 ลอเรนซ์ใช้เวลา 2 เดือนกว่าเดินทางโดยการเดินหลายพันไมล์เยี่ยมชมปราสาท 6 แห่งในซีเรีย และเมื่อเขากลับบ้านก็แทบไม่มีใครจำได้ ลอว์เรนซ์ป่วยเพราะเป็นมาเลเรียและขาดอาหาร วิทยานิพนธ์เล่มนี้ทำให้เรียนจบและได้ First Class Honours Degree (น่าจะเทียบได้กับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)

ประสบการณ์ในซีเรียทำให้เขาฝังใจกับทะเลทราย ความยิ่งใหญ่และความเงียบสงัด และยิ่งทำให้เขาเก็บตัวจาก”ความเจริญ” ในเมืองอ๊อกซฟอร์ดมากขึ้น ลอว์เรนซ์เอาพรมหนามากรุผนังทุกด้าน เพื่อกันมิให้เสียงของเมืองเล็ดรอดเข้ามาในกระท่อมหลังน้อยที่เขาอยู่ได้

ด้วยอิทธิพลของนายกสภามหาวิทยาลัย (เดาเอาเขาเรียกว่า Chancellor )ของอ๊อกซฟอร์ดน่ะ ลอว์เรนซ์ได้รับทุนให้เรียนต่อปริญญาโทที่วิทยาลัยแมกดาเลน นอกจากนี้ก็ยังได้รับจ้างให้ไปทำงานขุดค้นแหล่งโบราณคดี ที่เชื่อว่าเป็นเมืองของพวกฮิทไทท์บนแม่น้ำยูเฟรตีสในซีเรียอีกด้วย

เดือนมีนาคม ปี 1911 ลอว์เรนซ์เดินทางไปถึงแหล่งโบราณคดีและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามปี หน้าที่คือคอยบันทึกภาพสิ่งที่ขุดค้นได้ ทั้งถ่ายรูปและเขียนบันทึก ลอว์เรนซ์เริ่มหัดเรียนภาษาอารบิคจนพูดได้คล่องและแต่งตัวแบบอาหรับ

ลอว์เรนซ์เริ่มสนิทสนมกับคนงานชาวอาหรับ โดยเฉพาะชีค อามุดดีหัวหน้าคนงาน และเด็กชายวัย 15 ปีชื่อ ดาอูม ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกับลอว์เรนซ์

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดาอูมทำให้คนทั้งหลายเดาเอาว่าเขาเป็นเกย์ แต่J Anderson Black ผู้เขียนหนังสือเรื่องThe life & times of Lawrence of Arabia บอกว่าเขาเป็น asexual ต่างหาก เขาไม่มีความกระตือรือล้นในเพศสัมพันธ์เลยแม้แต่น้อย

ลอเรนซ์หลงไหลทะเลทรายอย่างจริงจัง เขาเขียนจดหมายไปบอกที่บ้านว่า Here one learns the economy of beauty, England is fat-obese. ที่นี่ เราได้เรียนรู้ถึงสมถะของความงาม(แห่งชีวิต), อังกฤษนั้นเทอะทะและฟุ้งเฟ้อ….(ปล.จากผู้แปล-แปลเองเอาตามใจชอบ)

ปี 1913 บรรยากาศแห่งสงครามครอบคลุมไปทั่วยุโรปและเอเชียกลาง พวกเคิร์ดที่อยู่ภายใต้การปกครองของเติร์กพยายามดิ้นรนเพื่ออิสระภาพ อังกฤษและเยอรมันก็ปีนเกลียวกันขึ้นทุกขณะ พวกอังกฤษทุกคนในทะเลทรายรู้ดีว่าอาณาจักรออตโตมาน (ก็คือดินแดนของพวกเติร์ก) เป็นพันธมิตรกับเยอรมัน หากว่าสงครามระหว่างอังกฤษกับเยอรมันเกิดขึ้น การกระทบกระทั่งกับออตโตมาน ที่ครองอำนาจส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางจะตามมาในที่สุด

กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษก็ได้เริ่มรับสมัครสายลับ เพื่อเอาไว้สอดแนมท่าทีของเยอรมัน และเติร์กในภูมิภาคดังกล่าว และลอว์เรนซ์ก็ไม่พลาดโอกาสที่ได้ร่วมมหกรรม หน้าที่ได้รับมอบหมายก็คือ การรวบรวมข้อมูลการสร้างทางรถไฟสายเบอร์ลิน-แบกแดด ที่อุดหนุนโดยเยอรมัน

ลอว์เรนซ์ดึงชีค อามุดดีและดาอูมเข้ามาเป็นพวก และพาไปฝึกงานที่อังกฤษ….. นอกจากนี้ลอว์เรนซ์กับเพื่อนนักโบราณคดีที่ชื่อ วูลเลน ยังได้เข้าร่วมงานลับของอังกฤษ คือการสำรวจทะเลทรายไซนายส่วนที่เป็นของเติร์ก โดยเอาโบราณคดีบังหน้า

2281

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้นในปี 1914 ลอว์เรนซ์ก็ไม่รั้งรอที่จะสมัครเข้าเป็นทหาร เขากลับไปอังกฤษสังกัดอยู่หน่วยสืบราชการลับ มียศร้อยตรี และงานแรกก็คือเขียนแผนที่ของทะเลทรายไซนายที่เขาพึ่งไปสำรวจมาปลายปีนั้นเองเขาก็ถูกส่งกลับไปยังทะเลทราย เพราะว่าเติร์กได้ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามเป็นฝ่ายเยอรมันเสียแล้ว

กองทัพอังกฤษที่กรุงไคโรมีความต้องการนายทหารที่พูดอาหรับอย่างยิ่งยวด และลอว์เรนซ์ก็มีคุณสมบัติดังกล่าว เขากับวูลเลนและนายทหารอีกคนหนึ่งได้ร่วมกันก่อตั้งหน่วยงานสืบราชการลับขึ้นในไคโร ลอว์เรนซ์ยังคงทำหน้าที่เป็นนายทหารแผนที่ ไม่นานก็ได้รวมการสอบสวนเชลยเติร์กที่จับมาได้ อาหรับบิวโร หรือหน่วยงานอาหรับของกองทัพอังกฤษทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก และความสามารถของลอว์เรนซ์ก็เข้าตากรรมการ ผู้บังคับบัญชาชื่นชมเขามาก และพยายามมองข้ามความประหลาดต่าง ๆไป เพื่อนร่วมงานของเขาบอกว่า เขาไม่เคยแต่งตัวเนี้ยบตามระเบียบเหมือนทหารอื่น ๆ และบ่อยครั้งลืมวันทยาหัตถ์

เมื่อยิ่งทำไปเรื่อย ๆ ลอว์เรนซ์ก็เริ่มอยากจะออกรบด้วยตัวเอง ในปี 1915 ลอว์เรนซ์ได้รับข่าวการเสียชีวิตของน้องชายสองคนคือ วิลล์ กับ แฟรงค์ในระหว่างการรบที่ชายแดนตะวันตก ปี 1916 ลอว์เรนซ์ได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก เขาถูกส่งไปพร้อมกับกองหทารเพื่อไปปฏิบัติการที่เมโสโปเตเมีย (เดี๋ยวนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิรัก) เพื่อช่วยทหารอังกฤษกองหนึ่งที่ถูกเติร์กล้อมไว้ที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อ คูต เอล อมาราบนแม่น้ำไทกริส ลอว์เรนซ์ถูกกำหนดหน้าที่ให้เป็นตัวเจรจาและติดสินบนกับกองทัพเติร์กเพื่อให้ปล่อยทหารอังกฤษออกมา เขามีอำนาจจะต่อรองให้สินบนได้ถึงหนึ่งล้านปอนด์ แต่เมื่อหน่วยเดินทางไปถึงก็สายเสียแล้ว สถานการณ์พัฒนาไปมากจนต่อรองไม่ได้แล้ว เติร์กเรียกร้องให้ทหารอังกฤษในเมืองวางอาวุธและเดินทางไปเป็นเชลยศึกยังตุรกี

เท่าที่ลอว์เรนซ์และหน่วยทำได้ก็คือแลกกันระหว่างเติร์กกับทหารอังกฤษพันคน ส่วนทหารอังกฤษอีก 9000 คนนั้นต้องเดินทางไปยังตุรกี ซึ่งส่วนมากตายเสียระหว่างทาง

เหตุการณ์ครั้งนี้กระชากอารมณ์ของลอว์เรนซ์มาก เขาได้เขียนรายงานถึงพลเอกเมอร์เรย์ผู้บัญชาการกองทหารในอียิปต์อย่างเลือดพล่าน ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์แง่มุมการรบต่าง ๆมากมายไม่ว่าจะเป็นยุทธวิธีไปจนถึงการใช้แผนที่พื้นฐานของกองทัพอังกฤษ รายงานฉบับนี้ได้รับการดัดแปลงให้มีสำเนียงอ่อนลงก่อนที่จะถึงมือเมอร์เรย์

ขบวนการกู้ชาติอาหรับ

ในปี 1916 หน่วยของเขาก็เดินทางกลับถึงไคโร ในปีนั้นเองอาหรับก็ได้รวมตัวกันปลดแอกจากเติร์ก….. พวกอาหรับตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมานตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 16 และก็ไม่ค่อยสนใจที่จะปลดแอกเท่าไรนัก ในปี 1908 ผู้ปกครองใหม่ของอาณาจักรออตโตมานมีนโยบายบังคับใช้วัฒนธรรมเติร์กทุกที่ จึงก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านของพวกอาหรับทั่วไป และกลายเป็นขบวนการชาตินิยมอาหรับในที่สุด

กลุ่มต่อต้านที่สำคัญที่สุดก็คือ ฮุสเซน อิบ อาลี ผู้ดูแลเมกกะ และบุตรชาย ตระกูลนี้สืบทอดเชื้อสายมาจากพระมหหมัด ศาสดาสูงสุดของศาสนาอิสลาม ฐานอำนาจของกลุ่มอยู่ที่มณฑลฮีจาซแถบทะเลแดง

เมื่อเติร์กเข้าสู่สงคราม ฮุสเซนก็เห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะแยกตัวออกมา ปี 1916 ฮุสเซนประกาศการต่อสู้โดยยิงปืนจากระเบียงบ้านของเขาในเมกกะเข้าใส่ค่ายทหารเติร์กที่อยู่ใกล้ ๆ อังกฤษย่อมพอใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นเติร์กมีศัตรูเพิ่ม และเริ่มให้ความช่วยเหลือขบวนการกู้ชาติอาหรับ โดยการส่งอาวุธที่เหลือใช้หรือยึดได้จากการสงครามให้ แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะส่งทหารไปช่วยเหลือ เพราะว่าอังกฤษเองก็ต้องใช้กำลังทหารในการต่อรบในยุทธภูมิตะวันตก

เมื่อปราศจากการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากอังกฤษ ขบวนการกู้ชาติอาหรับก็เริ่มอ่อนแรงลงไป ดังนั้นอังกฤษจึงส่งตัวแทนไปเจรจากับฮุสเซนเพื่อกระตุ้นการต่อต้านเติร์ก และลอว์เรนซ์ซึ่งกระตือรือล้นจะมีส่วนร่วมอย่างมาก ก็ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปด้วย นี่เป็นโอกาสที่ลอว์เรนซ์มองหามาแสนนาน

ที่เมืองเจดดาแถบทะเลแดง ลอว์เรนซ์ได้พบกับฮุสเซนและลูกชายหลายคน ซึ่งเขามองไม่เห็นความหวังในการที่จะดันคนเหล่านี้ขึ้นมาเป็นผู้นำกองกำลังกู้ชาติเลย แต่เมื่อได้พบกับ ไฟซาล ลูกชายคนที่สาม เขาก็สมหวัง ลอว์ เรนซ์เขียนในหนังสือ Seven Pillars of Wisdom ซึ่งเป็นบันทึกของเขาเกี่ยวกับสงครามอาหรับว่า “ลอว์เรนซ์เขียนว่า “ผมรู้สึกได้ในแว่บแรกที่เห็น ว่าชายคนนี้แหละ ที่ผมมาอาเรเบียเพื่อที่จะเสาะหา-ผู้ซึ่งจะนำขบวนการกู้ชาติอาหรับสู่ความแข็งแกร่ง”
2282
เจ้าชายไฟซาล

เจ้าชายไฟซาลทรงประกอบด้วยความฉลาด ความมุ่งมั่นที่ทำให้ลอว์เรนซ์ประหลาดใจ นอกจากนี้หน่วยรบบนหลังอูฐของเจ้าชายก็ชำนาญการรบอย่างยิ่งยวด

แม้ว่าลอว์เรนซ์จะเห็นว่าความไร้ประสบการณ์ในการทหารสมัยใหม่ และความเป็นตัวของตัวเองอันเป็นธรรมชาติของพวกอาหรับจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในไม่ช้า แต่เขาก็ไม่รั้งรอที่จะเจรจาผลักดันให้อังกฤษเชื่อว่าเจ้าชายไฟซาลและกองกำลังของพระองค์ จะเป็นหลักในการต่อสู้กับอาณาจักรออตโตมาน และกองบัญชาการที่ไคโรก็เห็นชอบตามนั้น ลอว์เรนซ์ถูกส่งกลับมาเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการรบที่ฮิจาซ ซึ่งเป็นที่ที่ลอว์เรนซ์แห่งอ๊อกฟอร์ดจะกลายมาเป็นลอว์เรนซ์แห่งอาเรเบีย จากปฏิบัติการอันห้าวหาญ บ้าบิ่นของเขาในเวลาสองปีที่อยู่ที่นี่…… เมื่อลอว์เรนซ์เดินทางกลับไปถึงฮิจาซ สถานการณ์ของพวกกู้ชาติอาหรับก็เข้าขั้นย่ำแย่ กองกำลังเติร์กรุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความระส่ำระสายเกิดขึ้นทั่วไปในกองกำลังของไฟซาล โดยเฉพาะกับหน่วยของซาอิด น้องชาย ความสงบนิ่งของไฟซาลท่ามกลางความโกลาหลได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งต่อลอว์เรนซ์ว่าเขาคิดไม่ผิด ที่เลือกสนับสนุนเจ้าชายผู้นี้ แม้กระนั้นก็ตามกองกำลังของไฟซาลทั้งหมด ก็ไม่อาจต้านเติร์กได้ต้องล่าถอยจากที่มั่นเดิมไปยังเยนโบ เมืองท่าชายฝั่งทะเลแดง

2283
คนทางขวาคือ ลอว์เรนซ์
Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 5 ถึง 231« First...34567...Last »