Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 5 ถึง 229« First...34567...Last »
Mar-5-10

บูเช็กเทียน

posted by Bubble B

เคล็ดลับความสำเร็จของสตรีผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก

บูเช็กเทียน

“อู่จ้าว” ชื่อเริ่มแรกของบูเช็กเทียน ธิดาของพ่อค้าตระกูลอู่ซื่อฮั่ว กับภรรยาคนที่สองได้ถือกำเนิดขึ้นมาราวปี ค.ศ. 624 อู่ซื่อฮั่วนั้นมีถิ่นฐานอยู่ที่เหวินสุ่ย มีฐานะมั่งคั่ง มีเพื่อนฝูงมากมาย พ่อค้าผู้นี้เคยรับใช้ใกล้ชิด ถังเกาจู่ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์ถัง ตั้งแต่ครั้งยังเป็นหลี่เอียนแม่ทัพขุนนางในราชวงศ์สุย ที่ครั้งหนึ่งในตอนปลายราชวงศ์สุย แม่ทัพหลี่เอียนได้มาปราบกบฏชาวนาที่เหวินสุ่ย และได้พำนักอยู่ที่บ้านของอู่ซื่อฮั่ว ทั้งสองจึงกลายเป็นมิตรสหายกัน เมื่อแม่ทัพหลี่เอียนได้ไปรับผิดชอบดูแลเมืองไท่หยวน ในปี ค.ศ.616 จึงชักชวนให้อู่ซื่อฮั่วมาทำงานด้วยกัน

อู่ซื่อฮั่วบิดาของอู่จ้าว ได้สนับสนุนให้แม่ทัพหลี่เอียนยึดอำนวจจากราชวงศ์สุย แต่หลี่เอียนไม่ยอมทำตามคำแนะนำเช่นนั้นในตอนแรกๆ จนกระทั่งหลี่ซื่อหมิน บุตรชายคนที่สอง หัวเรี่ยวหัวแรงคนเก่งได้สนับสนุนอีกแรง แม่ทัพหลี่เอียนจึงยึดเมืองหลวงที่ฉางอัน และสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิเกาจู่แห่งราชวงศ์ถัง อู่ซื่อฮั่วได้รับบำเหน็จความดีความชอบให้เป็นเสนาบดีดูแล ด้านโยธาธิการ และต่อมาได้ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาดูแลเขตปกครองหลี่ และเขตปกครองจิง

หลังจากองค์จักรพรรดิถังเกาจู่สวรรคต หลี่ซื่อหมินได้ขึ้นครองบัลลังก์ฮ่องเต้สืบต่อจากพระราชบิดาเป็นจักรพรรดิถังไท่จง บิดาของอู่จ้าว ในฐานะที่เป็นข้าเก่าแก่ก็ได้ถวายลูกสาวให้เป็นนางสนมตั้งแต่นางยังมีอายุได้เพียงประมาณ 13-14 ปี เพราะจักรพรรดิองค์ใหม่ได้ยินเสียงเล่าลือถึงความงามของอู่จ้าว จึงเรียกตัวเข้าไปรับใช้ในวัง

อู่จ้าวมีนิสัยผิดแผกแปลกไปจากเด็กสาวคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันมาก เพราะมีนิสัยทะเยอทะยานยิ่งนัก มีเรื่องเล่าว่าตอนที่อู่จ้าวต้องถูกส่งตัวเข้าวัง เพื่อเป็นนางสนม มารดาของอู่จ้าวร่ำไห้ ราวจะขาดใจ เมื่อตอนต้องจากบุตรสาวไป แต่อู่จ้าวกลับพูดกับมารดาว่า
“ทำไมแม่ต้องร้องไห้อย่างกับเด็ก แม่จะรู้ได้อย่างไรว่านี่มิใช่โชคของข้าที่จะได้พบโอรสแห่งสวรรค์” เมื่อได้ยินเช่นนั้น มารดาของอู่จ้าวก็เข้าใจถึงความทะเยอทะยานของบุตรสาว จึงหยุดร้องไห้ทันที

เมื่อเข้าวังไปถวายตัวเป็นนางสนม จักรพรรดิถังไท่จงพระราชทานใหม่ให้แก่อู่จ้าวว่า “เหม่ยเหนียง” มีความหมายว่า “สาวทรงเสน่ห์” อู่จ้าวเป็นนางสนมในราชสำนักของจักรพรรดิถังไท่จง นานถึง 10 ปี แต่ฐานะของนางก็มิได้ก้าวหน้าขึ้น ยังคงมีเพียงตำแหน่งนางสนมขั้นธรรมดา

การที่องค์จักรพรรดิถังไท่จงไม่โปรดปรานนางทั้งที่นางมีรูปโฉมอันงดงาม น่าจะมาจากเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง จักรพรรดิถังไท่จงมีม้าพยศอยู่ตัวหนึ่ง ทั้งตัวใหญ่และแข็งแรง จนไม่มีใครสามารถขึ้นไปนั่งบนหลังมัน เพื่อฝึกมันให้เชื่องได้ พระสนมเหม่ยเหนียงได้ทูลแนะนำองค์จักรพรรดิว่า ตนสามารถฝึกม้าให้เชื่องได้ด้วยของ เพียง 3 สิ่ง คือ แส้เหล็ก ค้อนเหล็ก และดาบคมๆ โดย นางได้กล่าวว่า
“ข้าพระองค์จะเฆี่ยนมันด้วยแส้เหล็ก ถ้ามันไม่ยอม ข้าพระองค์จะทุบหัวของมันด้วยค้อนเหล็ก และถ้ามันไม่ยอมอีก ข้าพระองค์จะเชือดคอของมันด้วยดาบ”

การกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ของนาง จึงทำให้พระองค์รู้สึกสะเทือนพระทัยและระมัดระวังนางเป็นพิเศษ

แม้องค์จักรพรรดิจะไม่โปรดปราน แต่พระโอรสขององค์จักรพรรดิกลับหลงใหลนางอย่างมาก  “หลี่จื้อ” พระโอรสผู้เป็นองค์ว่าที่จักรพรรดิได้มาประสบพบพักตร์ นางจึงเกิดตะลึงพรึงเพริด ด้วยความเสน่หา และมีความสัมพันธ์สวาทกัน
เมื่อจักรพรรดิถังไท่จง สิ้นพระชนม์ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์รัชทายาทหลี่จื้อกับพระสนมเหม่ยเหนียงต้องหยุดชะงักลง หลี่จื้อได้รับการสถาปนาเป็นฮ่องเต้องค์ต่อมา มีพระนามว่า “ถังเกาจง” ฮ่องเต้ถังเกาจงเป็นจักรพรรดิที่มีความอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญาอยู่ในขั้นธรรมดา

ส่วนพระสนมเหม่ยเหนียงมีโชคชะตาที่ต้องพลัดพรากจากกันไป เพราะตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อองค์จักพรรดิสิ้นพระชนม์ บรรดานางสนมกำนัลที่ไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา จำต้องบวชเป็นชีไปตลอดชีวิตเท่ากับว่าชีวิตทางโลกนั้นต้องยุติลงโดยสิ้นเชิง พระสนมเหม่ยเหนียงนั้นก็เช่นเดียวกัน นางถูกส่งตัวให้ไปบวชที่วัดก่านเยี่ย

หลังจากจักรพรรดิถังเกาจงจะขึ้นครองราชย์แล้วประมาณ 2 ปี องค์จักรพรรดิเสด็จไปยังวัดก่านเยี่ยเพื่อสักการะในโอกาสที่ครบรอบวันสวรรคตของจักรพรรดิถังไท่จง พระราชบิดา ทำให้ได้พบกับแม่ชีสาวอู่จ้าว โดยบังเอิญ เล่ากันว่า เมื่อองค์จักรพรรดิได้พบหน้าแม่ชีอู่จ้าว พระองค์และแม่ชีต่างก็พากันร้องไห้ และเหตุการณ์นี้ก็อยู่ในสายพระเนตรของมเหสีหวาง ซึ่งมเหสีหวางนี้ วางแผนสนับสนุนให้เม่ชีอู่จ้าวมาเป็นสนมเอกขององค์จักรพรรดิ เพราะคาดว่าอุ่จ้าวจะกลายมาเป็นคนโปรดแทนพระสนมเอกแซ่เซียว แล้วนางอาจจะสำนึกในบุญคุณของตน

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

อะไรคือ “ระบบประชามติ”?

     มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความต้องการเป็นของตัวเอง ปัญหาอย่างหนึ่งในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ก็คือ หากความต้องการของแต่ละคนไม่ลงรอยกัน จะมีวิธีใดที่จะ “หลอมรวม” อันดับความต้องการของคนแต่ละคนเข้าด้วยกันอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ คำตอบสั้นๆง่ายๆของ Kenneth Arrow ก็คือ วิธีดังกล่าวนั้นไม่มี และนี่ก็เป็นที่มาของ ทฤษฎีแห่งความเป็นไปไม่ได้ของ Arrow หรือ Arrow’s impossibility theorem

     “ระบบประชามติ” (นิยามดั้งเดิมของ Arrow ใช้คำว่า social welfare function) ในที่นี้จึงหมายถึงกระบวนการใดๆก็ตาม ที่จะหลอมรวมความต้องการส่วนบุคคลให้เป็นความต้องการของสังคม นิยามของคำว่า “ระบบประชามติ” ในที่นี้ จึงมีความหมายกว้างขวางครอบคลุมมากกว่าระบบการโหวตด้วยเสียงส่วนมากธรรมดาๆ ผมขอผัดผ่อนตัวอย่างไปนำเสนอในส่วนถัดไป


ภาพ: “ประชามติ” คือระบบในการจัดอันดับความต้องการของสังคม

นิยามของความเป็นธรรม

     การพิสูจน์ด้วยคณิตศาสตร์ต้องใช้นิยามที่แน่นอน ถ้าเราเรียกร้องความเป็นธรรมแต่ไม่รู้ว่าความเป็นธรรมคืออะไร หาเท่าไหร่ก็ย่อมหาไม่พบ Arrow จึงให้คำจำกัดความของ “ความเป็นธรรม” ที่ระบบประชามติพึงมีเอาไว้ห้าประการ ได้แก่

1. Universal domain (ความครอบคลุม) บุคคลมีสิทธิ์ที่จะเลือก และระบบไม่ควรกีดกันทางเลือกของประชาชน ระบบประชามติต้องให้ผลชัดเจนเด็ดขาด ไม่ลังเลซัดส่ายว่าทำดีไม่ทำดี หรือวันนี้ทำอย่าง พรุ่งนี้ทำอย่าง
2. Non-dictatorship (ไม่มีเผด็จการ) ระบบประชามติไม่ควรมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีสิทธิ์ชี้ขาดตัดสินได้ดังใจ
3. Unanimity (ความเป็นเอกฉันท์) มติที่เป็นเอกฉันท์ควรมีผลออกมาเป็นเช่นนั้น ถ้าคนทุกคนชอบ X มากกว่า Y ในภาพรวมของระบบก็ควรเห็นว่า X ดีกว่า Y
4. Monotonicity (ความสอดคล้องกัน) ระบบประชามติควรตอบรับการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน อย่างเช่น สมมุติว่าแต่ก่อนเราไม่ชอบ X เลย แต่วันนี้เปลี่ยนใจลงคะแนนให้ X อันดับของ X ในภาพรวมก็ควรจะดีขึ้นหรือเท่าเดิม ไม่ใช่แย่ลง
5. Independence of irrelevant alternative (การตัดชอยส์) ถ้าเอา Z ออกไป อันดับของ X กับ Y ก็ไม่ควรเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น ในงานแข่งวิ่งกรีฑา คนที่ได้ที่โหล่จะอยู่ตรงนั้นหรือไม่ก็ตามแต่ แต่อันดับอื่นๆก็ควรจะคงเดิม

     เป็นที่ยอมรับกันว่า นิยามทั้งห้าเป็นนิยามที่สมเหตุสมผล คือระบบที่เป็นธรรมก็สมควรจะเป็นเช่นนี้จริงๆไม่ได้เรียกร้องมากจนเกินไป แต่ทฤษฎีอันน่าทึ่งของ Arrow นั้นว่ากันสั้นๆง่ายๆ ว่า

ถ้ามีคนอย่างน้อยสองคน มีตัวเลือกอย่างน้อยสามอย่างแล้วละก็ ไม่มีระบบประชามติใดที่จะมีคุณสมบัติได้ครบทั้งห้าข้อ


ภาพ: หนังสือ social choice & individual values ของ Kenneth Arrow
อ่านบางส่วนได้ฟรีบน Google books

ตัวอย่าง

     ทฤษฎีของ Arrow ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการลงคะแนนเพื่อหาเสียงข้างมาก แทบทุกกระบวนการตัดสินใจชี้เส้นทางของสังคมล้วนตกอยู่ภายใต้กฏของทฤษฎีนี้ ยกตัวอย่างเช่น

1. เกมเศรษฐี ก่อนจะโยนลูกเต๋า เราจะรู้ดีว่าเราอยากได้เลขอะไร เพราะเราอยากไปลงในที่ของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันคนอื่นก็อยากให้เราไปตกในที่ของเขา “ระบบประชามติ” ในที่นี้คือการสุ่มด้วยลูกเต๋า จึงขาดความครอบคลุม (ข้อ 1) คือเอาแน่เอานอนไม่ได้ โยนอีกทีก็อาจจะได้เลขอื่นไป
2. อาจารย์ศิลปะให้คะแนนนักเรียน เด็กอยากได้คะแนนดีๆ แต่สิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายอยู่ในกำมือของอาจารย์ จึงได้ชื่อว่ามีเผด็จการและขาดคุณสมบัติข้อ 2
3. คนรอรถเมล์ ต่อให้ทุกคนที่ป้ายรถเมล์รอรถเมล์เบอร์ 25 ก็ไม่ได้ทำให้รถเมล์คันต่อไปที่จะเข้าป้ายเป็นเบอร์ 25 ในขณะเดียวกัน ถ้ารถเมล์เบอร์ 9 โล่งๆวิ่งมาก็ไม่อาจเปลี่ยนตัวเองเป็นเบอร์ 25 เพื่อรับผู้โดยสาร สถานการณ์นี้จึงขาดความเป็นเอกฉันท์ (ข้อ 3)
4. ประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้ ในการประกวดที่ต้องใช้เสียงโหวตจากท่านผู้ชมทางบ้าน หลังอาทิตย์ที่มีคนตกรอบ ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่อันดับความนิยมของคนที่เหลืออยู่จะเปลี่ยน ซึ่งส่วนหนึ่งก็มากจากคะแนนเสียงของคนที่เคยเชียร์คนที่ตกรอบ ในเมื่อตัวเลือกถูกคัดออกแล้วความนิยมของสังคมเปลี่ยน ระบบนี้จึงขาดคุณสมบัติข้อ 5 คือการตัดชอยส์


ภาพจาก http://sometimesticklish.blogspot.com/2008/05/american-idol-7-moments.html

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

225

     ในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม  ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เรียกร้องให้ชายไทยที่สูบบุหรี่ช่วยกันลดจำนวนหญิงไทย 10 ล้านคนจากการได้รับควันบุหรี่มือสองโดยการไม่สูบบุหรี่ในที่ทำงาน  ในบ้าน และในที่สาธารณะ 

      ทั้งนี้จากการสำรวจการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ระดับโลกเมื่อปี พ.ศ.2552 พบว่าหนึ่งในห้าของหญิงไทยคิดเป็นจำนวน 1 ล้าน 8 หมื่นคนได้รับควันบุหรี่มือสองในที่ทำงาน และหนึ่งในสี่ของหญิงไทย คิดเป็นจำนวน 8.8 ล้านคน  ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน ตัวเลขนี้ไม่รวมหญิงไทยที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในที่สาธารณะอื่น ๆ เช่น ร้อยละ 52 ในตลาด ร้อยละ 7.5 ในยวดยานสาธารณะ ร้อยละ 7.2 ในภัตตาคาร ร้อยละ 3.1 ในสถานที่ราชการ และร้อยละ 2.1 ในโรงพยาบาล รวมจำนวนหญิงไทยที่ไม่สูบบุหรี่แต่ต้องได้รับควันบุหรี่ทุกวันกว่า 10 ล้านคน 

     ทั้งนี้ควันบุหรี่มือสองนอกจากจะก่อความรำคาญจากกลิ่นเหม็นในอากาศและที่ติดตามเสื้อผ้าและเส้นผมของผู้ที่ได้รับควันบุหรี่แล้ว ยังทำให้เกิดการระคายเคืองของทางเดินหายใจ  ดวงตาในระยะสั้น  และในระยะยาวนำไปสู่โรคต่าง ๆ ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม  โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคถุงลมปอดพอง โรคหืด  ซึ่งแม้จะมีรายงานการวิจัยในปี พ.ศ.2547 ว่ามีหญิงไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ 5,793 คน  ในขณะที่ชายไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ 35,390 คนในปีเดียวกัน  แต่ยังไม่มีงานวิจัยถึงจำนวนหญิงไทยที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง  ซึ่งรายงานการวิจัยจากจีนในปี พ.ศ.2545 พบว่า จำนวนหญิงจีนที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง 48,400 คน มีจำนวนมากกว่าหญิงจีนที่เสียชีวิตจากที่ตัวเองสูบบุหรี่ 47,300 คน 

     ซึ่งหากชายไทยที่สูบบุหรี่ไม่สูบในบ้าน  ในที่ทำงาน และในสถานที่สาธารณะที่กฎหมายห้ามสูบ  นอกจากจะทำให้หญิงไทยไม่ต้องได้รับควันบุหรี่มือสองแล้ว  ยังทำให้เลิกสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้นและโดยเฉพาะการไม่สูบบุหรี่ในบ้านยังลดโอกาสที่ลูก ๆ จะติดบุหรี่ด้วย  ทั้งนี้อัตราการสูบบุหรี่ของชายไทยยังอยู่ที่ร้อยละ 39.2 หญิงไทยร้อยละ 2.4 และจำนวนผู้สูบบุหรี่รวมยังอยู่ที่ 10.69 ล้านคน

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

     “เรือนจำ” หรือ “คุก” สถานที่คุมขังผู้กระทำผิดกฎหมาย แน่นอนไม่มีใครอยากจะเข้าไป ขาดอิสรภาพในการดำเนินชีวิต หลายคนนึกถึงภาพอันตรายและน่ากลัว

     อย่างไรก็ตาม เรือนจำเองต้องมีหน้าที่บำบัดเยียวยา เพื่อให้ผู้ต้องโทษเห็นและสำนึกของโทษที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะได้สำนึกผิดกลับตัว เมื่อพ้นโทษจะได้กลับคืนสู่สังคมเป็นพลเมืองดีต่อประเทศชาติ

     มีบุคคลกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันทำโครงการ “คุยกันด้วยหัวใจ” ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่าน “เครือข่ายพุทธิการ” ขออาสาเข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับ “นักโทษ” ทั้งชายและหญิง ที่เรือนจำกลางนครปฐม

02-11

     โดยหวังว่ากิจกรรมจะช่วยให้พวกเขาและเธอเหล่านั้น เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ตนเองมีอยู่ รวมทั้งการมองโลกในแง่ดี คิดดี ทำดี และมีความสุขเมื่อกลับออกไปสู่สังคมอีกครั้ง

     ก่อนนำกิจกรรมและเรื่องราวภายในเรือนจำมาถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ชีวิตอีกด้านใน “เรื่องเล่าจากเรือนจำ” ที่เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา

     พร้อมทั้งจัดนิทรรศการกิจกรรมฝีมือนักโทษ อาทิ “ภาพวาด” ที่สะท้อนและแสดงความรู้สึก และ “ต้นไม้ฝากความกังวล” ที่เขียนระบายความรู้สึกลงในใบไม้

     นภาพร ทองมา ผู้ประสานงานโครงการ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้าไปทำกิจกรรมในเรือนจำว่า ด้วยความที่ตัวเองเป็นพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลนครปฐม ทุกเดือนต้องเข้าเรือนจำพร้อมด้วยจิตแพทย์ เพื่อดูแลคนไข้ที่ป่วยเป็นทางจิต แต่ศาลยังไม่ตัดสินว่าเป็นบุคคลวิกลจริต

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เมื่อ “ความรุนแรง” เกิดขึ้นบุคคลที่ตกเป็น “เหยื่อ” ส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงเสมอ ทำให้ที่ผ่านมามีสถิติระบุว่าในทุก ๆ 20 นาที มีผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงอย่างน้อย 1 ราย และที่น่าตกใจกว่า นั่นก็คือผู้กระทำกลับเป็นคนใกล้ชิด สามี หรือคนในครอบครัวมากถึง 80%!!!

05-03_0

และถึงแม้จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ออกมาเพื่อสร้างมาตรการป้องกัน เยียวยาผู้กระทำและผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงไม่ให้เกิดซ้ำหรือทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ทว่าปัญหาความรุนแรงดังกล่าวไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด…ดังจะเห็นได้จากข้อมูลเปรียบเทียบการให้บริการของศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ในปี 2550 ที่มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงทั้งหมด 110 กรณี ได้แก่ พรากผู้เยาว์ 30 กรณี ข่มขืนกระทำชำเรา 53 กรณี โทรมหญิง 8 กรณี อนาจาร 8 กรณี ค้ามนุษย์ 2 กรณี และสามีบังคับร่วมเพศ 9 กรณี ในขณะที่ปี 2551 กลับมีผู้ถูกกระทำความรุนแรงถึง 256 กรณี ซึ่งเป็นกรณีเดิม ๆ ที่เกิดมาแล้วในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา มิหน้ำซ้ำยังพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว!

ข้อมูลผู้ที่ถูกกระทำและผู้กระทำความรุนแรง
มากที่สุด 3 อันดับ ปี 2551 จำแนกเป็นอายุ อาชีพ สถานที่เกิดเหตุ และปัจจัยกระตุ้น

 อันดับ 1 ผู้ถูกกระทำ 16 – 20 ปี
 ผู้กระทำ 16 – 20 ปี

 อันดับ 2 ผู้ถูกกระทำ 1 ขวบ – 15 ปี
 ผู้กระทำ 46 – 50 ปี

 อันดับ 3 ผู้ถูกกระทำ 26 – 30 ปี
  ผู้กระทำ 21 – 25 ปี

อาชีพ
อันดับ 1 ผู้ถูกกระทำ  รับจ้าง
 ผู้กระทำ  รับจ้าง

 อันดับ 2 ผู้ถูกกระทำ นักเรียน/นักศึกษา
 ผู้กระทำ นักเรียน/นักศึกษา

 อันดับ 3 ผู้ถูกกระทำ ธุรกิจส่วนตัว
  ผู้กระทำ รับราชการ
 
สถานที่เกิดเหตุ
อันดับ 1 ในบ้าน/ห้องของผู้ถูกกระทำ
อันดับ 2 ในบ้าน/ห้องของผู้กระทำ
อันดับ 3 โรงแรม/ร้านอาหาร
 
ปัจจัยกระตุ้น
อันดับ 1 ผู้กระทำดื่มเหล้าประจำ
อันดับ 2 ผู้กระทำดื่มเหล้าในวันเกิดเหตุ
อันดับ 3 ทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำต่างดื่มเหล้าทั้งคู่

ข้อมูลจากการบริการให้คำปรึกษาของศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 5 ถึง 229« First...34567...Last »