Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



 

วันแม่แห่งชาติ
ทุกวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี

หรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “” ทุกคนรับทราบและซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถคือ วันที่ 12 สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่ของชาติด้วย

แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความสำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวันแม่ของชาติ

ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

Read the rest of this entry »

สังเกตกันไหมว่าฤดูกาลในปัจจุบันนี้ได้แปรปรวนเป็นอย่างมาก ฤดูร้อนก็ร้อนจัด เมื่อถึงฤดูฝนก็เกิดฝนฟ้าคะนองอย่างรุนแรงจนเกิดน้ำท่วมไปทุกภูมิภาคของประเทศ และถ้าสังเกตกันให้ดีหลายปีที่ผ่านมาเรามักจะพบเห็นกับข่าวภัยธรรมชาติต่างๆ มากขึ้นเรื่อย จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว นั่นอาจเป็นเครื่องหมายแสดงให้เรารู้ว่าเรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่นั่นก็คือ ยุคโลกร้อนแล้วนั่นเอง

 

 

จากการรายงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 1 ของเอเชีย แต่ก็คงจะยังไม่สายเกินไป แค่เราเริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมของเราเองในการกินอยู่ใช้อย่างไร ไม่ให้เบียดเบียนโลกใบนี้ได้บ้าง และจริงใจในการปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อลดความร้อนให้โลกของเราแม้สักแค่หนึ่งองศาก็ยังดี ด้วยการใช้ชีวิตแบบปันรักกลับคืนให้โลกนี้กันดีกว่า

1. ใช้หลอดตะเกียบ…
ไม่ใช่เรื่องยากถ้าคิดจะประหยัด พลังงานไฟฟ้า ด้วยการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดตะเกียบซึ่งใช้ไฟเพียง 28 วัตต์ ซึ่งถ้าเปลี่ยนมาใช้กันทั้งประเทศจะสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิง 5,000 ล้านบาทต่อปี ประหยัดไฟฟ้าได้ถึงปีละ 9,000 ล้านหน่วย คิดเป็นเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 4,600 ล้านตันต่อปีอีกด้วย

2. ถุงผ้าช่วยโลก…
ยังเป็นเรื่องอินเทรนด์อยู่สำหรับถุงผ้าหลากสไตล์ เมื่อคิดจะช้อปปิ้งก็หิ้วถุงผ้าติดไม้ติดมือเอาไว้ใส่สินค้าต่างๆ แทนการใช้ถุงพลาสติก เพราะในแต่ละปีจะมีการผลิตถุงพลาสติกมากกว่า 60,000 ล้านใบ และมีเพียง 3% เท่านั้นที่สามารถนำมาใช้รีไซเคิลได้

3.ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์…
ย่นย่อระยะทางในการต้องไปประชุม นอกออฟฟิศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การโทรศัพท์ข้ามทวีป การแจ้งข่าว นัดหมาย หรือบอกเล่าผ่านอีเมล์ การสนทนาผ่านเว็บแคม ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้เราเป็นอย่างมาก ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะพัฒนาทักษะเพื่อใช้มันกับหน้าที่การงาน และไลฟ์สไตล์ ย่อมจะทำให้ลดทรัพยากรพลังงานดีทีเดียว นอกจากนี้บางออฟฟิศยังมีการทำงานแบบที่เรียกว่า Paperiess คือการลดการใช้กระดาษภายในสำนักงานโดยการนำสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้แทนกระดาษเพื่อประหยัดทรัพยากร นอกจากนี้ การใช้จอภาพในการทำงานแทนการใช้เอกสารกระดาษสามารถลดต้นทุนให้แก่ องค์กรอย่างมหาศาลอีกด้วย

4. ขนส่งมวลชนช่วยได้…
การเลือกใช้บริการขนส่งมวลชนไม่ว่า จะเป็น เรือ รถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นการช่วยลดปริมาณรถยนต์ และการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์สู่อากาศ รวมทั้งการวางแผนการเดินทางก่อนเดินทาง ดูเส้นทางลัด จะเป็นการประหยัดเวลาและน้ำมันอีกด้วย

5. มือถือลดโลกร้อน…
ในปัจจุบันโทรศัพท์นับเป็นปัจจัย ที่ 5 ของมนุษย์เราไปแล้ว การชาร์จแบตมือถือทิ้งเอาไว้ หรือเสียบปลั๊กที่ชาร์จคาไว้ตลอดเวลาโดยที่ไม่ถอดออกจากเต้าเสียบ ทำให้เสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ถึง 95% เพราะขณะที่เสียบปลั๊กอยู่นั้นก็ยังคงปล่อยกำลังไฟออกมา ดังนั้นเมื่อชาร์จเรียบร้อยแล้วก็ดึงปลั๊กออก เห็นไหมว่าง่ายนิดเดียวเอง

มีอีกหลากหลายวิธีในการช่วยโลกของเราในชีวิตประจำวัน ขอเพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร่วมมือร่วมใจและตั้งใจอย่างแน่วแน่ ในอนาคตข้างหน้าเราจะได้มีโลกที่เย็นสบาย และสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้ลูกหลานของเราต่อไป…

ที่มา  วิชาการ.คอม

 

Dr.Fitzpatrick ได้กำหนดสีผิวของคนเราไว้ 6 ชนิดซึ่งได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยแบ่งตามความแตกต่างของสีผิว ขั้นตอนการดูว่าผิวเราเป็นแบบประเภทอะไรซึ่งทำให้เรารู้ ว่าสามารถทนกับรังสี UV ได้มากขนาดไหน วิธีก็แค่ดูสีผิวของเราเทียบกับรูปมือหรือสีผิวตามในรูป และดูรายละเอียดด้านล่างเพิ่มเติม

 

Read the rest of this entry »

ครอบครัวเน็ตเวิร์ก สั่นคลอน”

ในยุคครอบครัวเน็ตเวิร์กการพบปะพูดคุยและการสื่อสารทางกายภาพที่บ่งบอกและรับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยของ “พ่อ แม่ ลูก” ถูกแทนที่ด้วยความสะดวกรวดเร็ว ผ่านการใช้โทรศัพท์ อีเมล์ หรือการแช็ต ครอบครัวจึงพูดกันน้อยลง เด็กๆ เริ่มหันไปเชื่อฟังคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง วิถีชีวิตไปจนถึงเทรนด์แฟชั่น เกิดการเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

ดร.แคทเธอลีน เบอร์นาร์ต ประธานสถาบันวิจัยและบริการด้านครอบครัวและเด็ก (เอสอี อาร์เอฟเอซี) กล่าวในงานแถลงข่าวการประชุมเรื่อง “การปกป้องสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องความผูกผันในครอบครัว เด็ก และการรักษาวัฒนธรรม” ที่ประเทศไทย เมื่อไม่นานนี้ว่า ตั้งแต่ปี 2503 ครอบครัวแบบเกษตรกรรม เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โลกไซเบอร์เข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนครอบครัวแบบเราๆ ให้กลายเป็นครอบครัวเน็ตเวิร์ก ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มช่องว่างระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้ห่างจากกันมากขึ้น แต่ยังเป็นช่องทางอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ เช่น การปลอมแปลงเอกสาร การซื้อยาเสพติดผ่านระบบออนไลน์ การค้าอาวุธสงคราม รวมทั้งการค้ามนุษย์และเด็ก

 

 

“ในมิติของครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมนั้น โลกไซเบอร์ทำให้เด็กมีความต้องการ อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น เมื่อเขาเห็นโฆษณาทางทีวีและบนอินเตอร์เน็ต เด็กจะหาทางเพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งต่างๆ เหล่านั้น จึงเป็นที่มาของปัญหา ทั้งโสเภณีเด็ก โรคเอดส์ การไม่เชื่อฟังพ่อแม่ผู้ปกครอง และความรุนแรงอื่นๆ ที่เป็นผลต่อเนื่องในภายหลัง”

ดร.เบอร์นาร์ต กล่าวต่อว่าในด้านวัฒนธรรมนั้น ปัจจุบันเราเกือบจะมีวัฒนธรรมหนึ่งเดียวทั่วโลก ที่ครอบครัวแบบเน็ตเวิร์กได้ทำลายสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวเอเชีย เช่น การเคารพผู้ใหญ่ วัฒนธรรมการกินอยู่ ประเพณี และการให้คุณค่าเรื่องศาสนา ก็กำลังถูกลบเลือนหายไป แต่เรากลับไปส่งเสริมไลฟ์สไตล์อย่างชาติตะวันตก โดยไม่มีการควบคุมว่าควรจะรับมามากน้อยแค่ไหน

บางอย่างก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด ทั้งการเล่นเกมออนไลน์ หรือการแต่งกายตามแฟชั่นของฝรั่ง สิ่งเหล่านี้ได้ถอนรากถอนโคน วัฒนธรรมที่งดงามของชาวเอเชียออกไป

หลายประเทศเรียกสิ่งนี้ว่าเสรีนิยม หรือความทันสมัย บางประเทศก็นำไปต่อยอด เกิดเป็นสิ่งใหม่ในด้านความคิด แนวทางอุดมการณ์ จนถึงขั้นทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยมองว่าเป็นสิ่งล้าสมัยหรือไม่ก็โบราณไร้คุณค่า

Read the rest of this entry »

ตอบโต้อย่างไรกับคนทางลบ โดย 

“คุณบัณฑิตเคยบอกว่า เราเป็นคนควบคุมความคิดของเราเอง ถ้าหากว่า ความคิดหรือ อารมณ์ลบๆ นั้นเกิดจากการกระทำใครบางคนทำให้เราโมโห หรือไม่พอใจ บางครั้ง มันยากต่อการมองให้เป็นบวก คุณบัณฑิตมีคำแนะนำสำหรับการจัดการทางอารมณ์และความคิดของตัวเราเองในขณะนั้นมั้ยคะ”


ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า อารมณ์ของเรา ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือวาจาคนอื่น

และการเอาชนะ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความ “ยาก ง่าย” อย่างที่คุณคิดเลยด้วยซ้ำ

ตัวอย่างที่ 1

สมมติว่า ผมขับรถคุยกับครอบครัวอย่างมี อยู่ดีๆก็มีอันธพาลขับรถมอเตอร์ไซค์มาข้างๆ แล้ว”ยกนิ้วกลาง”ให้

สมมติอีกว่า ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การยกนิ้วกลางให้คนอื่น มีความหมายว่าอย่างไร
เป็นสัญลักษณ์ของฝรั่ง หรือวัฒนธรรมไหนก็ไม่รู้
ในบางประเทศ อาจหมายความว่า “เอ็งเก่ง” ก็ได้
พูดง่ายๆ…

การยกนิ้วกลางนั้น “ไม่มีความหมาย” สำหรับคุณ
ผมต้องโกรธด้วยหรือ แค่เขาใช้สรีระของร่างกายทำอะไรแปลกๆ กับมือของเขา
คุณเคยคิดไหมว่า มันตลกมาก ที่คนอื่นยกนิ้วกลางให้ แล้วเราต้องโกรธ หรือรู้สึกไม่ดี

เขามีอำนาจมากไปแล้วมั้ง!

เขาลงทุนแค่เลื่อนนิ้วนิดเดียว ก็ทำให้เราขาดความสุขสงบไปได้ชั่วครู่ หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
บางคน สามสี่วันยังกลับมาคิดแล้วโมโหได้เป็นระยะๆ เสียเวลารวมๆกันไปหลายชั่วโมง
เสียสุขภาพจิตอีกต่างหาก
ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์คนนั้น ขับรถต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้
ถ้าเขารู้ว่า เขามีอำนาจขนาดทำให้คุณเสียเวลาเสียสุขภาพจิตได้ขนาดนั้น เขาคงสะใจมาก

ผมไม่มีทางให้คนอื่นมีอำนาจเหนือผมขนาดนั้นหรอก

และคุณก็ไม่ควรให้คนอื่นมีอำนาจเหนือคุณได้

Ignore them! จงเพิกเฉยใส่คนแบบนั้น

สิ่งทางลบที่คนอื่นทำ มัน“ไม่มีความหมาย”สำหรับคุณเลย
จิตวิญญาณของคุณ ใหญ่เกินไปที่จะมาสนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้น
คุณมีเรื่องสำคัญๆต้องคิดเยอะแยะ มีความฝันใหญ่ที่กำลังปั้นให้สำเร็จอยู่
ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเล็กๆ ของคนลบๆ

สรุป สังเกตว่า…
การกระทำหรือวาจาทางลบของคนอื่น ไม่ใช่สาระสำคัญ
สำคัญที่ “ความหมาย”ที่ เราเองเป็นคนให้
เน้น “เราเอง” เป็นคนให้
ฉะนั้น “เราเอง” เป็นคนควบคุม
“เราเอง” ก็เลือกที่จะให้ความหมายใหม่กับมัน ก็หมดเรื่อง

ผมก็คิดซะว่า การยกนิ้วกลาง (หรือการกระทำ วาจาทางลบของคนอื่น) เป็นคำชม
แล้วก็อาจยิ้มตอบ
หรือถ้าจิตวิญญาณคุณสูงส่งมากๆ (วิทยายุทธขั้นปรมาจารย์)
คุณก็ “อวยพร”ให้เขา ส่งความรักให้เขา
แล้วก็รีบกลับไปคิดเรื่องสร้างสรรค์อย่างรวดเร็ว

ที่มา Bundit’s Blog



รับติดตั้ง INTERNET-WiFi | Longchamp | Best Price Promotion | Games Online | ประกาศขายของฟรี | เคเบิล | วัยรุ่นไทย | longchamp handbags | InterMartShop | Lovecarcare | วาไรตี้ | Cable Thailand | Bestevery Shop | CheapEveryTime | BuyLite Shop | Special Price | ม้วน,พับ,ตัด เหล็ก | ลองแชม | Internet Apartment | Special Product | Article Fashion Thai | รับวางระบบอินเตอร์เน็ต | รับวางระบบอินเตอร์เน็ต หอพัก,โรงแรม,อพาร์ทเม้น,คอนโด | Shock Price Today | Qualitymart Jewelry | Shoppingmania | Buy You Self | DoubleSaveToday.com | Quality Shopping | | Buy-Excellent | DoubleSaveMoney | Deal Shop Center | Small ShowRoom |