Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 2 ถึง 23112345...Last »

บทเพลงที่ยกมาข้างบนนี้ เป็นบทหนึ่งที่วงกลองยาวของไทยนิยมขับร้องประกอบการรำกลองยาวมาเนิ่นนาน จนเชื่อว่าท่านผู้อ่านคอลัมน์ ต้นไม้ใบหญ้าส่วนใหญ่คงเคยได้ยินเพลงบทนี้มาแล้ว และอาจร้องได้อีกด้วย

           น่าสังเกตว่าเพลงบทนี้เลือกเอาผลไม้ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างกันมานำเสนอ ทั้งลักษณะผลกลม (มะนาว) ผลยาว(มะดัน) และผลสั้น (พุทรา) โดยให้มีสัมผัสคล้องจองกันระหว่างคำ(นาว-ยาว และดัน-สั้น) กลายมาเป็นบทเพลงที่ร้องง่ายและจำง่าย จึงติดปากติดหูชาวไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

           หากวิเคราะห์ลงลึกไป อีกจะเห็นว่า ผลไม้ทั้ง ๓ ชนิดยังมีลักษณะร่วมกันอีกอย่างหนึ่ง คือ ความเปรี้ยว ทั้งมะนาว มะดัน และพุทรา แม้ในปัจจุบันพุทราที่วางขายในท้องตลาดจะไม่ค่อยเปรี้ยวแล้วก็ตาม แต่ในอดีตพุทราพันธุ์พื้นบ้านของไทยที่ผลเล็ก (“ลูกสั้นๆ”) นั้นมีรสเปรี้ยวทั้งสิ้น ต่อมาเมื่อมีพุทรา พันธุ์ใหม่ๆมาจากต่างประเทศ เช่น พุทราจีน(ผลยาวก้นแหลม) หรือพุทราอินเดีย(ผลยาวหรือกลมอ้วนใหญ่) รสชาติของพุทราจากต่างประเทศเหล่านี้จึงมีความหวานอย่างที่เรารู้จักใน ปัจจุบัน

มะดัน : พืชแห่งที่ราบลุ่ม
           เมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กอาศัยอยู่ ที่บ้านริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน เขตอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ ๔๐ ปีก่อนโน้น จำได้ว่าระหว่างเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายนจะมีน้ำจากภาค เหนือเอ่อท่วมตลิ่งและไร่นาแทบทุกปี (ดังคำกล่าวในท้องถิ่นว่า “เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง”) น้ำจะเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนธันวาคม-มกราคม(“ถึงเดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็ปรี่ไหลลง”) ระหว่างที่น้ำท่วมอยู่นั้นกระแสน้ำจะพัดพาผลไม้บางชนิดมาตามผิวน้ำด้วยหลาย ชนิด เนื่องจากผลไม้ดังกล่าวเกิดจากต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ และออกผลแก่จัดจนร่วงหล่นลงในฤดูน้ำหลากพอดี ผลไม้ดังกล่าวนั้นมีหลายชนิด บางชนิดก็กินได้ เช่น มะกอกน้ำและมะดัน เป็นต้น ในวัยเด็กรู้สึกว่าผลไม้ที่ลอยตามน้ำมานั้นเอร็ดอร่อยเหลือเกิน ผลมะกอกน้ำจะมีมาก และหาได้ง่ายกว่าผลมะดัน นานๆครั้งจึงจะเก็บผลมะดันได้ เมื่อได้ผลมะดันก็มักจะนำไปให้ผู้ใหญ่ทำกับข้าวหรือดองเสียก่อน เพราะเปรี้ยวจัดกว่ามะกอกน้ำมาก

           จนผู้เขียนโตขึ้นจึงทราบว่าทั้ง มะกอกน้ำและมะดันเป็นพืชพื้นบ้านที่ขึ้นเองตามริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ผลแก่ที่ร่วงหล่นลอยตามน้ำนั้นเป็นวิธีขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของพืชทั้ง ๒ ชนิด เมื่อลอยไปติดอยู่ที่ใด และน้ำแห้งลงก็จะงอกขึ้นเป็นต้นใหม่ได้ นอกจากนั้นทั้งมะกอกน้ำและมะดันยังเป็นพืชที่ชอบความชื้น ทนต่อความแฉะและน้ำท่วมขังได้เป็นเวลานาน ซึ่งคงเกิดจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพน้ำท่วมขังของพื้นที่ราบ เช่น ภาคกลางของประเทศไทยนั่นเอง

           เชื่อว่าแหล่งกำเนิดดั้งเดิมของมะดัน อยู่ในเขตที่ราบลุ่มของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมประเทศไทยด้วยนั่นเอง ชาวไทยที่อยู่บริเวณภาคกลาง และลุ่มน้ำภาคใต้จึงคุ้นเคยกับมะดันมากกว่าชาวไทยที่อยู่บริเวณที่สูงน้ำ ท่วมไม่ถึง มะดันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia schomburgkiana Pierre. อยู่ในวงศ์ Guttiferae นับว่ามะดันเป็นญาติใกล้ชิดกับมังคุดเป็นอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกัน (สกุล Garcinia) แต่แปลกที่ผลมะดันกับมังคุดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งรสชาติด้วย (เนื้อมังคุดหวานสนิทไม่เปรี้ยวเลย ส่วนมะดันเปรี้ยวบริสุทธิ์ไม่เจือหวานเลย)

           มะดันเป็นไม้ยืนต้นขนาด กลาง สูง ๔-๕ เมตร ใบหนาทึบเขียวเข้ม ด้านบนใบเข้มเป็นมัน ไม่มีขน เป็นใบเดี่ยวรูปไข่ปลายแหลม กว้างราว ๖ เซนติเมตร ยาวราว ๑๒ เซนติเมตร ดอกขนาดเล็กออกตามกิ่ง กลีบรองดอกสีเหลืองอมขาว กลีบดอกสีชมพู เกสรสีเหลือง ผลทรงกระบอกยาว ปลายแหลม ยาวราว ๖ เซนติเมตร ผิวบางเรียบสีเขียวฉ่ำน้ำ เป็นมันภายในมีเมล็ด ๓-๖ เมล็ด ยาวตามผล หากเมล็ดใดลีบผลด้านนั้นจะเบี้ยวงอบางต้นมีกิ่งเล็กๆไม่มีใบอยู่รวมกันเป็นกระจุก เรียกว่า รกมะดัน

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

การได้ลิ้มรสชาติอาหารอร่อยๆ เต็มปากเต็มคำ นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ สุขภาพปากและฟันที่ดี ไม่เพียงแต่จะสร้างความสุขทางใจจากการได้รับประทานอาหารอร่อยได้ทุกประเภท แต่ยังเป็นหนทางสำคัญต่อการสร้างสุขภาพทางกายให้สมบูรณ์แข็งแรงได้อีกด้วย

          ดังนั้น การปล่อยปะละเลยสุขภาพในช่องปาก จนทำให้เกิดเป็น “ แผลในปาก ” นอกจากจะทำให้เกิดอาการเจ็บแล้ว ยังรบกวนความสามารถในการรับประทานอาหาร การกลืน หรือแม้กระทั่งการพูดไปอย่างน่าเสียดาย…
          แผล ในความหมายทางการแพทย์คือ มีการหลุดลอกไปของเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นบน ที่มีปลายประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กอยู่ ทำให้เกิดความเจ็บปวดและมีเลือดออก สำหรับแผลในช่องปากนั้น ส่วนใหญ่เรามักจะจำกันไม่ได้ว่าเกิดแผลในปากขึ้นได้อย่างไร แต่ถ้าเราทราบสาเหตุ ก็จะสามารถรักษาและป้องกันการเกิดเป็นซ้ำได้ แผลในปากมีหลายลักษณะ ขึ้นกับอาการและสาเหตุ อาทิ 

          แผลที่เป็นแล้วหายได้เอง ภายใน 1-2 สัปดาห์ และมักกลับเป็นซ้ำอีก คือ แผลร้อนในขนาดเล็ก (Minor Aphthous ulcer) ซึ่งเป็นกันมาก ทั้งหญิงชาย เด็กและผู้ใหญ่ เป็นแผลที่ไม่มีความอันตรายในระยะยาว แผลมักเกิดตามข้างกระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น ริมฝีปากด้านใน การทายาจำพวกสเตียรอยด์เฉพาะที่วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนแผลบริเวณนั้น เช่น สลับไปเคี้ยวอาหารอีกข้างหนึ่งจะทำให้ลดโอกาสการเกิดเป็นแผลเรื้อรังขนาด ใหญ่ขึ้นได้ 

          การเป็นแผลร้อนในซ้ำบ่อย ๆ อาจเกิดจากการขาดสารอาหารจำพวกวิตามินบีและกรดโฟลิก การรับประทานวิตามินเสริมเหล่านี้จะช่วยลดการเกิดแผลได้ 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

105 MHz. คลื่นวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว “คลื่นแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์”

00013

     งานครบ รอบ 80 ปี วันวิทยุกระจายเสียงไทย  ที่จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกถึง พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำเเพงเพชรอัครโยธิน พระบิดาเเห่งกิจการวิทยุกระจายเสียงไทย มีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมเป็นประธานในการสักการะพระบรมรูป และกล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ “บทบาทสื่อวิทยุในทศวรรษใหม่” และมอบโล่เกียรติคุณ  ให้แก่ผู้มีคุณูปการต่อสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย   โดย  FM105 MHz วิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว ได้รับมอบโล่เกียรติคุณ เป็น ผู้ที่มีอุปการะในฐานะผู้สนับสนุนกิจการของสถานีด้วยดีเสมอมา โดย นายวันชัย บุญประชา เป็นตัวแทนรับมอบโล่เกียรติคุณดังกล่าว

     นอก จากนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการด้านวิทยุกระจายเสียงของหน่วยงาน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์คลื่นต่างๆ รวมถึงเยี่ยมชมนิทรรศการของ คลื่น FM 105 คลื่นวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว คลื่นแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ โดยมีผู้ดำเนินรายการเด็ก 4 รายการ นำโดยรายการพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง กับพี่โลมาและพี่ตาล รายการจันทร์เจ้าขา  กับพี่นก รายการรถด่วนขบวนเพลงปู๊นๆ กับป้าพรรณและพี่หลิงหลิง รายการขบวนการล้านความคิด กับพี่สีฟ้า พี่ปลาฉลาม และแฟนรายการคลื่น FM 105 สองครอบครัว ครอบครัวน้องริว เด็กชาย ธนบดี  คงจะทน และ ครอบครัวน้องกร เด็กชาย ชากร เอี่ยมจันทร์ น้องกานต์ เด็กหญิงกานต์ธิดา เอี่ยมจันทร์ ร่วมกิจกรรม ในนิทรรศการด้วย

0008

     พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี นายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,  นายกฤษณพร เสริมพานิช อธิบดี กรมประชาสัมพันธ์ และนางเตือนใจ สินธุวณิก ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ยังได้ลงนามเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ขบวนการเด็กไทยไม่ดื่มน้ำอัดลม รายการขบวนการล้านความคิด ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับ น้องริว ด.ช.ธนบดี คงจะทน ชั้น ป.4  โรงเรียนไผทศึกษา หัวหน้าขบวนการเด็กไทยไม่ดื่มน้ำอัดลม

     โดยรายการขบวนการล้านความคิด เป็นอีกหนึ่งรายการของ คลื่นFM105 ที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงแก่เด็กไทย โดยมีสมาชิกร่วมขบวนการกว่า 257 คน นอกจากนี้ในรายการยังมีขบวนการต่างๆ ที่เด็กๆตั้งขึ้นมา เพื่อเชิญชวนให้เพื่อนเด็กไทยหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งขบวนการรักการอ่าน    ขบวนการเด็กไทยไม่กินขนมกรุบกรอบ ขบวนการเด็กไทยไม่กินลูกอมและ ขบวนการเด็กไทยกินผักและผลไม้ 

     ติดตามรายการต่างๆ ที่น่าสนใจของ เอฟ เอ็ม 105 MHz. คลื่นวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว “คลื่นแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์” สนับสุนนโดยแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

     การเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคม ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ประสบอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ค่านิยมที่ไม่ถูกต้องในการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายและส่งผลร้ายต่อจิตใจ

14_6

     “ชมรมหนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก” จ.นครศรีธรรมราช ได้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ เหล่านี้ จึงได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำ “โครงการจอหนังตะลุงสื่อสร้างสุขภาพ” ขึ้นเพื่อใช้ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้รณรงค์ให้ผู้ชมได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาหารการกินที่ปลอดภัย การออกกำลังกาย ต่อต้านการสูบบุหรี่ สุรา ยาเสพติด รวมทั้งสร้างความตระหนักในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครอบครัว

     นายมนต์ชัย ศรชัย เลขาธิการชมรมหนังตะลุงฯ กล่าวถึงแนวคิดในการรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชนผ่านการแสดงพื้นบ้านอย่าง “หนังตะลุง” เพราะตระหนักว่าการเจ็บป่วยของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีสาเหตุมาจากเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุปโภคบริโภคอาหารหรือพืชผักที่ไม่ปลอดภัยไม่มีคุณค่าต่อร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องของบุหรี่และเหล้า กลุ่มศิลปินพื้นบ้านจึงอยากจะใช้ศิลปะการแสดงพื้นถิ่นของภาคใต้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างน้อยที่สุดให้กลุ่มศิลปินนักแสดงหันกลับมาดูแลตนเองมากขึ้นเพราะเรื่องของสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
     “ถ้ามีสุขภาพกายที่ดี ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ สุขภาพจิตก็จะต้องดีตามไปด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีสุขภาพจิตดี มีเงิน มีทอง แต่ว่าป่วยเป็นโรคเจ็บออดๆ แอดๆ มันก็มีความทุกข์อยู่ตลอด ศิลปินพื้นบ้านจึงพยายามรณรงค์ผ่านการแสดงหนังตะลุงเพื่อให้ผู้ชมลดการมีภาวะเสี่ยงที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ให้เขาหันมาดูแลสุขภาพของตัวเอง รวมไปถึงคนรอบข้างให้มีสุขภาพที่ดี” นายหนังมนต์ชัยกล่าว

     โดยโครงการนี้ทาง สสส. ได้สนับสนุนการดำเนินงานด้วยการจัดทำ “จอหนังตะลุง” ขนาดความสูง 1.6 เมตร ยาว 6 เมตรจำนวน 44 ผืน ให้กับสมาชิกของชมรมหนังตะลุงฯ เพื่อใช้ในการแสดงตามงานต่างๆ ไปพร้อมกับรณรงค์ให้ความรู้ สร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงผลดีของการสร้างเสริมสุขภาพ อันจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งบนจอหนังยังมีคำขวัญต่างๆ เพื่อกระตุ้นเตือนใจผู้ชมอาทิ “สุขภาวะที่ยั่งยืน บนวิถีชีวิตพอเพียง” เป็นต้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

     สสส. ร่วมแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ  และโครงการกะเทยไทยฯ เผยผลสำรวจกะเทยไทย  ‘4 เมืองท่องเที่ยว’  ชี้ถูกนำเสนอภาพผ่าน ‘ความแปลก-ตัวตลก-นางงาม-ผู้ขายบริการทางเพศ’ หวัง ‘สื่อ-สังคม’ สะท้อนภาพกะเทยครบทุกมิติ เพื่อหนุนเสริมสิทธิมนุษยชนของกะเทย

     เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แผนสุขภาวะทางเพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และโครงการกะเทยไทย: สื่อ สุขภาพ สิทธิ์และวิถีชีวิต จัดงานเสวนา “สื่อมวลชนมีส่วนหนุนเสริมสิทธิมนุษยชนของกะเทย” ผ่านข้อค้นพบเกี่ยวกับภาพลักษณ์กะเทยผ่านสื่อใน 4 เมืองท่องเที่ยว ในกรุงเทพมหานคร พัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต จากมุมมองและประสบการณ์จากตัวแทน ชุมชนกะเทย และสื่อมวลชน ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

2_35

     ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ในแผนงานสสส.ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะที่ทำงานเรื่องสุขภาวะทางเพศ ก็ต้องการให้คนทุกเพศทุกวัยมีสุขภาวะทางเพศที่ดีเท่ากัน ทั้งในแง่ความปลอดภัย และการอยู่อย่างมีความสุขโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะอยูในเพศสภาพใด

   “เมื่อพูดถึงเรื่องเพศ กลุ่มคนที่มักถูกเลือกปฏิบัติจากการตีกรอบทางสังคม มักเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ  กะเทยมักถูกกีดกันทำให้ใช้ชีวิตอยากลำบาก เช่น กะเทยหลายคนไม่ได้รับการยอมรับในอาชีพเหมือนคนทั่วไป ทำให้พวกเขาอาจถูกผลักให้ทำอาชีพที่เสี่ยงต่อการติดโรคต่างๆ เช่น ขายบริการทางเพศ เต้นอะโกโก้ หรือต้องดิ้นรนแต่งงานกับชาวต่างชาติ เพื่อให้ได้สิทธิมนุษยชนที่ดีขึ้น เราก็อยากให้สังคมมีความเข้าใจที่ถูกต้องกับคนทุกเพศทุกวัยว่า พวกเขาจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่สังคมตีกรอบไว้อย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า สังคมต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าไป หากเราไม่สร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้องให้กับในสังคมในเรื่องกะเทย หรือสาวประเภทสองว่า เขาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคม ที่ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมคนทั่วไป” ณัฐยากล่าว

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 2 ถึง 23112345...Last »