Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

น้องสอง บุตรี เผือดผ่อง กับเส้นทางสายเทควันโด

น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง

น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง

น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก  arunsawat.com และ martialarts.in.th

           บุตรีสู้ๆ บุตรีสู้ๆ … เชื่อว่าเสียงเชียร์แบบนี้คงดังกระหึ่มไปทั่วทั้งประเทศไทย ขณะที่ “น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง” กำลังฟาดแข้งแข่งขันเทควันโดรองชิงชนะเลิศรุ่นน้ำหนัก  49 กิโลกรัม กับ วู จิง หยู นักกีฬาของเจ้าภาพสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 29 ณ ปักกิ่งเกมส์ ซึ่งผลปรากฎว่า “น้องสอง-บุตรี” ต้านความแข็งแกร่งของเจ้าภาพไม่ไหว แพ้ไปด้วยคะแนน ติดลบ 1-1 คะแนน แต่ก็ยังสามารถคว้าเหรียญเงินมาครองได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเทควันโดไทย เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับเธอกันค่ะ…

           น้องสอง มีชื่อจริงว่า บุตรี เผือดผ่อง เป็นบุตรของ นายชวลิต เผือดผ่อง และนางสุวรรณา เผือดผ่อง ภูมิลำเนาจังหวัดสมุทรปราการ มีพี่น้อง 2 คน เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2533 ปัจจุบันอายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม นิสัยส่วนตัวเธอเป็นเด็กขี้อาย พูดน้อย 

           สำหรับเส้นทางการเข้ามาเป็นนักกีฬาเทควันโดของน้องสองนั้น เริ่มมาจากตอนเด็กๆ น้องสองป่วยบ่อย อ่อนแอ แถมยังเป็นโรคหอบหืด แพทย์จึงแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พ่อแม่จึงพาไปเข้าคอร์สเรียนว่ายน้ำ จนโรคประจำตัวหายสนิท จากนั้นเมื่ออายุได้ 11 ขวบ น้องสองหันมาสนใจที่จะเล่นเทควันโด เพราะเห็นพี่สาว (ภัสสร เผือดผ่อง) เล่นอยู่ ก่อนจะตัดสินใจมาบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากเรียนว่ายน้ำแล้ว เพราะอยากไปเรียนเทควันโดเหมือนพี่สาวแทน โดยตอนแรกพ่อแม่ไม่ยินยอม เพราะกลัวลูกจะเจ็บ แต่ก็ทนลูกอ้อนไม่ไหว พ่อแม่จึงอนุญาต 

           ซึ่งเมื่อได้มาเรียนเทควันโด แม้ว่าจะเจ็บเท่าไหร่น้องสองก็ไม่เคยปริปากบ่น และยังตั้งใจฝึกฝนฝึกซ้อมเสมอๆ โดยมีอาจารย์พงษ์เกษียร บัวสุวรรณ เป็นผู้ฝึกสอนคนแรก และหลังจากฝึกซ้อมได้ไม่นาน น้องสองก็เริ่มฉายแวว เมื่อลงแข่งขันในรายการเยาวชนชิงชนะเลิศภาคตะวันออกครั้งแรก และสามารถคว้าเหรียญทองแรกในชีวิตมาครองได้สำเร็จ 

           จากนั้นสาวน้อยรายนี้ก็เริ่มตระเวนแข่งและคว้าเหรียญทองมาครองได้แทบจะทุกรายการ เช่น เหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ 3 สมัยซ้อน ในปี 2548, 2549 และ 2550, เหรียญทองกีฬาเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยในปี 2549 และ 2550 เหรียญทองกีฬาเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชียปี 2550 และเหรียญทองเหรียญทองเยาวชนชิงแชมป์โลกในปี 2549 ซึ่งเป็นเหรียญที่น้องสองภาคภูมิใจที่สุดเพราะเป็นการลงแข่งขันในระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก 

           ต่อมาเมื่อน้องสองก็ขยับมาเล่นในรุ่นประชาชน และคว้าแชมป์ประเทศไทยได้ ก่อนที่จะมาสร้างชื่อกระหึ่มในรายการเบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์ เมื่อสามารถเตะเอาชนะนักกีฬาทีมชาติรุ่นพี่อย่าง น้องวิว-เยาวภา บุรพลชัย และ น้ำ – แม่น้ำ เชิดเกียรติศักดิ์ พร้อมกับคว้าเหรียญทองไปคล้องคอได้อีกหนึ่งรายการ จน โค้ชเช (เช ยอง ซุก) ยอดโค้ชชาวเกาหลีใต้ ได้เรียกตัวน้องสองเข้าแคมป์ทีมชาติแทน น้ำ-แม่น้ำ เชิดเกียรติศักดิ์ (ที่จะปั้นแทนน้องวิว) ซึ่งน้องสองก็ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง เมื่อโชว์ลูกเตะอันเหนือชั้นซิวเหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 24 ที่จังหวัดนครราชสีมา ทั้งยังมาคว้าเหรียญทองได้อีกในรายการยูเอส โอเพ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้อีก พร้อมๆ กับสถิติที่ไม่เคยแพ้คู่แข่งรายใดเลยนับตั้งแต่ติดทีมชาติ 

           อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 29 น้องสองก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นเคย เพราะสามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญเงินมาครองคอฝากคนไทยได้สำเร็จ โดยหลังการแข่งขัน  ”น้องสอง” กล่าวว่า หนูได้พยายามทำดีที่สุดแล้ว ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านที่สนับสนุนตนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นสมาคมหรือจะเป็นอาจารย์พงษ์เกษียร บัวสุวรรณ อาจารย์คนแรกที่สอนตนมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ และพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ อยากบอกว่ารักพ่อกับแม่มาก จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้พูดในเรื่องนี้ ส่วนพ่ออยากได้บ้านใหม่ กลับไปก็จะซื้อให้ ตั้งแต่เด็กมีความฝันมาตลอดว่าอยากไปแข่งโอลิมปิก ได้มาก็เป็นฝันที่ทำสำเร็จแล้วและยังมาได้เหรียญเงินอีก ทำให้ดีใจที่สุด ส่วนอนาคตในการเล่นทีมชาติ โดยเฉพาะโอลิมปิก 2012 ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ยังไงก็จะทำเต็มที่เหมือนเดิม

บุตรี เผือดผ่อง

 

บุตรี เผือดผ่อง


บุตรี เผือดผ่อง

 

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เปิดประวัติ น้องเก๋ ประภาวดี ฮีโร่โอลิมปิกคนใหม่

น้องเก๋ ประภาวดี

        

ประเทศไทยมี “ฮีโร่โอลิมปิก” คนใหม่ ชื่อ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จอมพลังสาวนักยกน้ำหนักทีมชาติไทย หลังจากสาวจากเมืองปากน้ำโพคว้าเหรียญทองยกน้ำหนัก ในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 29 มาครองได้สำเร็จ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากปราศจาก ความมุมานะ บากบั่น ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กที่เธอยกเสียอีก
 

 

น้องเก๋ ประภาวดี

         “น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ชื่อเดิม จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน เป็นบุตรสาวของ นายจันทร์แก้ว กันทะเตียน และ นางราศรี ทัดทอง เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2527 ที่นครสวรรค์ ปัจจุบันอายุ 24 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ก่อนมาเป็นบัณฑิตสาวจากสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท ที่สถาบันแห่งเดียวกัน

         เด็กสาวที่ชื่อ จันทร์พิมพ์ เล่นยกน้ำหนักครั้งแรก ในปี 2537 มี อ.สมชาติ แสงน้อย และ อ.ประทีป แสงน้อย เป็นโค้ชคนแรก ก่อนเข้าสังกัด สโมสรถาวรฟาร์ม ของ จ.นครสวรรค์
         กีฬายกน้ำหนักเป็นกีฬาที่ไม่สนุก และต้องใช้ความอดทน มุมานะอย่างสูง เรื่องของความสวยงามที่สตรีเพศทุกคนใฝ่หานั้นไม่ต้องพูดถึง และกว่าที่จันทร์พิมพ์ จะสามารถก้าวขึ้นถึงทีมชาติ ต้องรอคอยกระทั่งถึงปี 2544

 

 

น้องเก๋ ประภาวดี

         ในเว็บไซต์ของ ม.นอร์ท-เชียงใหม่  กล่าวยกย่อง จันทร์พิมพ์ ในฐานะนักศึกษาทุน 100% ประเภทนักกีฬา ว่า “น้องเก๋” ไม่เคยท้อต่ออุปสรรค ด้วยเพราะต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว และเงินที่ได้รับจากการแข่งขันทุกครั้งได้นำมาดูแลครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน จนปัจจุบันความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก แต่จันทร์พิมพ์ยังมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กีฬายกน้ำหนักอยู่เสมอ

         ความผิดหวังครั้งสำคัญของ จันทร์พิมพ์ เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ในการคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในรุ่น 53 กิโลกรัมหญิง โดยสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย ตัดสินใจส่ง “น้องอร” อุดมพร พลศักดิ์ เป็นผู้ที่ได้ตั๋ว “เอเธนส์เกมส์” ส่วน “น้องเก๋” ซึ่งประสบอาการบาดเจ็บต้องตกเครื่องในเที่ยวสุดท้าย ซึ่งในเวลาต่อมา “น้องอร” กลายเป็นฮีโร่นักกีฬาหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์มาครอง พร้อมกับวลี “สู้โว้ย” ที่ดังไปทั่วประเทศ

         ความเศร้าเสียใจเปรียบเสมือนฝันร้ายในครั้งนั้น “น้องเก๋” เกือบจะอำลาทีมชาติ ด้วยฉายา “จอมพลังขี้แย” หลังจากโศกเศร้าชั่วขณะ น้ำตาได้ถะถั่งความเสียใจจนหมดสิ้น “น้องเก๋” เปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่จาก “จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน” มาเป็น “ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล” เช่นเดียวกับครอบครัวก็เปลี่ยนนามสกุลมาใช้ “เจริญรัตนธารากูล” เช่นเดียวกัน

         “จันทร์พิมพ์” คนเดิม ทิ้งไว้เบื้องหลัง “ประภาวดี” กำลังจะก้าวต่อไป

น้องเก๋ ประภาวดี

         “ตอนนั้นเหมือนโลกมืดไปหมด เก๋แทบเสียคน ทุกอย่างเสียศูนย์ไปหมด ถึงขั้นตัดสินใจเลยว่าจะเลิกเล่น แต่เก๋นึกถึงพ่อแม่ ทำให้รู้ว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องทำ” จอมพลังสาว กล่าว

         เพียงแต่เมฆหมอกแห่งความโชคร้ายยังไม่หมดแค่นั้น ในศึกยกน้ำหนักชิงแชมป์โลก ที่ จ.เชียงใหม่ เดือนกันยายน เมื่อปี 2550 ประภาวดี โชคร้ายอีกครั้ง ในการแข่งขันรุ่น 53 กิโลกรัมที่เธอมีโอกาสได้เหรียญทอง แต่กลับประสบอุบัติเหตุ “ข้อศอกขวาหลุด” ในการยกท่าสแนทช์ เธอทิ้งเหล็กลงอย่างเจ็บปวด ชวดทุกเหรียญยังไม่พอ “น้องเก๋” ต้องรักษาตัว 3 เดือน พลาดติดทีมชาติลงแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา ในปลายปีเดียวกัน 

น้องเก๋ ประภาวดี

         “น้องเก๋” เล่าให้ฟังว่า ตอนไปแข่งยกเหล็กที่ปักกิ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น มีตุ๊กตามาสคอต 5 สี ของโอลิมปิกวางขายแล้ว อยากจะซื้อกลับบ้าน แต่เพื่อนในทีมท้วงว่า อย่าเพิ่งซื้อเพื่อเอาเคล็ด จะได้กลับมาแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2008 เลยไม่ซื้อ แต่พอในศึกชิงแชมป์โลกที่เชียงใหม่ มีตุ๊กตา “แคน” แมวนำโชค ซีเกมส์วางขายใกล้ๆ สนาม ตนเองกลับซื้อมาเป็นที่ระลึก โดยไม่มีใครทักท้วง กระทั่งข้อศอกหลุด ชวดแข่งซีเกมส์ ที่โคราช จนได้ 

         หลายคนคิดว่า การบาดเจ็บครั้งนั้น อาจส่งผลกระทบถึง “ปักกิ่งเกมส์” ในปี 2551 แต่จิตใจของ ประภาวดี แกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า เธอกลับมาอีกครั้งในการคว้า 3 เหรียญทอง ศึกชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2551 เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ จ.ขอนแก่น รายการระดับในประเทศที่คนกีฬาสนใจน้อยนัก แต่เธอกลับทุบสถิติโลกลงอย่างราบคาบ ท่าสแนทช์ 97 กิโลกรัม คลีนแอนด์เจิร์ก 130 กิโลกรัม น้ำหนักรวม 227 กิโลกรัม ซึ่งดีกว่าสถิติโลก 102-129-226 กิโลกรัม

         เธอพร้อมแล้วสำหรับ “ปักกิ่งเกมส์” มหกรรมกีฬาแห่งความฝัน มหกรรมกีฬาที่เธอรอคอยมาทั้งชีวิต

         ชื่อของ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล กลายเป็นเบอร์ 1 ของโลก นักกีฬายกน้ำหนักหญิง รุ่น 53 กิโลกรัม ขนาดที่จีน ยังไม่กล้าส่งนักกีฬาเข้าประกบ และในที่สุดวันเวลาที่รอคอยก็มาถึง เมื่อเธอคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2008 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการทำลายสถิติโอลิมปิกเกมส์ได้สำเร็จ

 

 

น้องเก๋ ประภาวดี คว้าเหรียญทองโอลิมปิก

         จาก จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน ผู้เจ็บช้ำวันนั้น ด้วยความมุมานะ บากบั่นไม่ย่อท้อ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จึงมีวันนี้

ผลงานของน้องเก๋ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล

         – 1 เหรียญทองแดง ยกน้ำหนักชิงแชมป์โลก (ชายครั้งที่ 73 หญิงครั้งที่ 16) ที่ ประเทศแคนาดา ปี 2546

         – 1 เหรียญทอง กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 22 ที่ประเทศเวียดนาม ปี 2546

         – 3 เหรียญทอง  ยกน้ำหนักเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย (ชายครั้งที่ 17 หญิงครั้งที่ 9 ) ที่ จ.เชียงใหม่  ปี 2547

         – 3 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปี 2548

         – 1 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงแชมป์โลกที่กาตาร์ ปี 2549

         – 3 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยโลก ที่เมืองอิซเมียร์ ประเทศตุรกี ปี 2549

         – 1 เหรียญเงิน กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ปี 2549

         – 1 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศจีน ปี 2550

         – นักกีฬาเยาวชนสมัครเล่นหญิงดีเด่น ในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2546 จากการกีฬาแห่งประเทศไทย

         คติประจำใจ – ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง

         สีที่ชอบ – สีชมพู

         นักกีฬาที่ชื่นชอบ – สายพิณ เดชแสง, ราฟาเอล นาดาล

         เพื่อนซี้ – เพ็ญศิริ เหล่าศิริกุล, วันดี คำเอี่ยม

         งานอดิเรก – เล่นเกม, อ่านหนังสือ, เล่นคอมพิวเตอร์

         อนาคต – เปิดกิจการส่วนตัว, ท่องเที่ยว

 

ไลฟ์สไตล์ ของ น้องเก๋ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล

 

เธอกลายเป็นนักกีฬาคนที่ 18 ของประวัติศาสตร์วงการกีฬาไทย ที่ได้เหรียญโอลิมปิกเกมส์ ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ กำลังหลั่งไหลเข้ามาไม่จบสิ้น ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Jul-7-08

ความรักของหญิงชรา

posted by พ่อมดน้อย

ความรักของหญิงชรา กับหมาแมวกว่า 300 ตัว

ยายติ๋ม

สุนัข

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

          เสียงเห่าหอนของเหล่าบรรดาสุนัขนับร้อยๆ ตัว ดังโหยหวนออกมาจากบ้านหลังเก่าแลดูทรุดโทรมหลังหนึ่งมานานกว่า 35 ปีแล้ว บ้านหลังที่ว่านี้ตั้งอยู่ภายในซอยแคบๆ ข้างกำแพงวัดประยูรธรรมาราม จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถ้ามองแค่เพียงผิวเผิน ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากบ้านหลังอื่นๆ แต่ภายใต้ความเสื่อมโทรม อึดอัด คับแคบ กลับมีพื้นที่เล็กๆ ให้สิ่งมีชีวิตอีก 335 ชีวิตอาศัยอยู่

          “บ้านนี้มีหมา 303 ตัว แมว 30 ตัว ห่าน 1 ตัว และฉันอีก 1 คน รวมแล้ว 335 ชีวิต หมาแมวส่วนใหญ่เป็นหมาแมวจรจัดพลัดหลงเข้ามา หลายตัวเจ้าของก็เอามาปล่อยทิ้งไว้จนหิวโซใกล้จะอดตาย บางตัวก็เจ็บป่วยพิการไม่สมประกอบ ฉันจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ทั้งหมด” คำบอกเล่าของเจ้าของบ้านหรือ มณี แสงจันทร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันคุ้นเคย ว่า ยายติ๋ม หญิงชราร่างเล็กหลังงองุ้ม ใบหน้าเหี่ยวย่นและฟันฟางหักจนเกือบหมดปาก แต่ท่าทางการเคลื่อนไหวยังคงดูกระฉับกระเฉงและแข็งแรงในวัย 73 ปี

          ทุกๆ เช้าตรู่ ยายติ๋มจะเดินตรวจตราสมาชิกหมาและแมวทั้งหมดทีละตัวๆ ว่ามีสุขภาพอาการเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนจะเดินทางไปตลาดสดเพื่อหาซื้อข้าวสารเป็นกระสอบ ซี่โครงไก่อีกหลายตัว อาหารเม็ดสำหรับสุนัขถุงใหญ่ พร้อมกับเอ่ยปากขอเศษผักเศษหมูข้างเขียงที่เขาเหลือ แล้วกลับบ้านมาปรุงเป็นอาหารให้แก่เพื่อนร่วมชายคา ที่ต่างรอคอยด้วยความหิวโหย ชีวิตของยายติ๋มดำเนินไปเช่นนี้มานาน 40 ปีแล้ว 

          ยายติ๋มรำลึกถึงอดีตให้ฟังว่า ด้วยความที่เป็นคนรักสัตว์ ทำให้เวลาที่ไปเจอหมาจรจัดผอมโซจนเห็นซี่โครง ก็จำต้องควักเงินซื้อกับข้าวกับปลาให้กิน หรือเวลาที่มีหมาแมวบาดเจ็บพิการพลัดหลงเข้ามาในบ้าน ก็ต้องพาไปหาหมอรักษาแล้วให้ที่พักให้อาหารจนหายป่วยแข็งแรงดี ก่อนจะปล่อยไปตามยถากรรม แต่พวกเขาก็ไม่เคยไปไหนไกล ยังกลับมาวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านจนต้องรับเลี้ยงไว้ มันเหมือนกับคนที่อยู่บนหลังเสือ อยากจะลงก็ลงไม่ได้ ลำบาก เพราะจากที่แรกๆ ที่มีแค่ 4-5 ตัว ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น 20 ตัว เวลาผ่านไปก็มีทั้งคนมาปล่อยทิ้งไว้บ้าง เราสงสารไปเก็บมาเลี้ยงไว้บ้าง จนกลายมาเป็นหลาย 100 ตัวอย่างทุกวันนี้ ลูกๆ หลานๆ ก็บ่นจนไม่รู้จะบ่นยังไงแล้ว เขาก็เข้าใจว่าแม่ทำอย่างนี้แล้วมีความสุข จะให้ทิ้งก็ทิ้งไม่ได้ ชีวิตทั้งชีวิตนะคุณ เราก็ปล่อยทิ้งเขาให้อดตายไม่ได้หรอก  

ยายติ๋ม

          ลูกๆ ทั้งสามของยายติ๋มแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว แม้ยายติ๋มจะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้เพียงลำพัง หลังจากที่สามีคู่ชีวิตตายจากไป สิ่งที่แกเรียกว่าห้องนอนนั้นต่อเติมไว้อยู่เหนือที่อยู่อาศัยของบรรดาหมาและแมวทั้งหมด เป็นเพียงพื้นที่แคบๆ ที่ยกสูงไว้สำหรับพักผ่อนนอนหลับ และในแต่ละเดือนแกจะได้รับเงินใช้จ่ายต่างๆ จากลูกๆ ตกเดือนละประมาณ 1.2 หมื่นบาท เงินจำนวนดังกล่าว อาจทำให้หญิงชราอยู่ได้อย่างสบายๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ถ้าไม่ต้องมานั่งแบกรับภาระอันหนักอึ้งอย่างทุกวันนี้ 

          “ฉันต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินของพวกนี้ ตกวันละประมาณ 1,800 บาท ทั้งค่าข้าวสารวันละ 60 กิโลกรัม ก็ประมาณครึ่งกระสอบ 900 กว่าบาท รวมถึงค่าจ้างคนงาน 2 คน คนละ 200 บาทต่อวัน นี่คือค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน และต้องเสียค่าเช่าบ้านอีกเดือนละ 4,000 บาท รวมค่าน้ำค่าไฟแล้วก็ร่วมๆ 1 หมื่นบาท มีหลายคนสงสัยว่า ฉันไปเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน ก่อนหน้านี้ฉันขายบ้านที่สุพรรณไปแล้ว 2 หลัง ที่ไร่ที่นาซึ่งเป็นมรดกตกทอดก็ต้องไปขายให้ญาติน้อง แบ่งเงินจากส่วนนั้นมาเดือนละ 3 หมื่น เอามาจุนเจือตรงนี้ นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่า ถ้าส่วนแบ่งของฉันหมด จะเอาเงินจากที่ไหนมาเลี้ยงดูพวกมัน แรกๆ ก็มีแต่คนด่าหาว่าบ้า เอาหมาเอาแมวจรจัดมาเลี้ยงไว้ทำไมตั้งเยอะแยะ บางคนก็บอกให้เอาไปทิ้งหรือเอาไปขาย แต่ฉันก็ไม่ทำ อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปี ใครจะกล้าทอดทิ้งได้ลงคอ” ยายติ๋ม เล่า

          ทั้งนี้ ยายติ๋มเคยไปขอความช่วยเหลือจากองค์กร สมาคม หรือแม้แต่มูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์ถูกทอดทิ้งมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เลย และเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวของยายติ๋มเคยมีรายการโทรทัศน์ชื่อดังรายการหนึ่ง นำไปถ่ายทอดออกสู่สายตาสาธารณชน พร้อมๆ กับช่องทางความช่วยเหลือโดยลงหมายเลขบัญชีของแกไปด้วย ทำให้คนไทยทั้งประเทศที่ได้ชมต่างก็รู้สึกเวทนาสงสาร และนับถือหัวจิตหัวใจของหญิงชราใจบุญตัวเล็กๆ คนนี้ 

          ยายติ๋ม เปิดใจอีกว่า ช่วงนั้นก็มีหลายคนเดินทางมาดู มาเยี่ยมชมให้กำลังใจ แล้วก็ให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เงินจำนวนไม่มาก เอาข้าวสาร เอาอาหารเม็ดสำหรับหมาแมวมาให้ แต่ก็เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากนั้นก็มีแต่คนเอาหมาและแมวมาปล่อยทิ้งไว้หน้าบ้าน แม้กระทั่งหลอกถามที่อยู่เพื่อจะเอาพวกมันมาทิ้งไว้ เช่น มีคนโทรมาถามว่าบ้านยายอยู่ไหน จะไปเยี่ยมไปช่วยเหลือ ฉันก็บอกทางเขาเสร็จสรรพ รอเท่าไรเขาก็ไม่มา แต่พอตกกลางคืนได้ยินเสียงรถ กระบะมาจอดเอี๊ยดดังสนั่น หมาแมวในบ้านก็เห่าหอนกันลั่นซอย พอออกไปดู ก็เจอหมาเกือบ 10 ตัวถูกใส่กล่องมาปล่อยทิ้งไว้หน้าบ้าน

ยายติ๋ม

          “ฉันขอร้องไว้ตรงนี้เลย ให้ฉันกราบให้ฉันไหว้ยังไงก็ได้ ขอเถอะนะ อย่าเอาหมาเอาแมวมาปล่อยที่นี่อีก แค่นี้ฉันก็จะเลี้ยงไม่ไหวอีกแล้ว จะตายกันหมดทั้งบ้านแล้ว ทุกวันนี้ฉันมีปัญญาเลี้ยงมันแค่วันละมื้อเท่านั้น ฉันอดได้ไม่เป็นไรหรอก ทุกวันนี้ฉันก็กินวันละเล็กน้อยเท่านั้น อาศัยข้าวก้นบาตรวัดกินประทังชีวิตให้พออิ่มไปวันๆ แต่หมาแมวพวกนี้สิ ต้องหาเงินมาซื้อข้าวสารให้มันกิน เมื่อก่อนมีคนใจบุญเอาข้าวสารมาให้เป็นถุง ถุงใหญ่ๆ แต่สองสามปีนี้ก็หายหน้าหายตาไป เพราะเขาบอกว่าเขาก็ลำบากเหมือนกัน” เสียงของยายติ๋มบ่งบอกความรู้สึกอัดอั้นตันใจ และน้ำตาของยายเริ่มไหลออกมา 

          ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าชีวิตของยายติ๋ม-มณี แสงจันทร์ วัย 73 ปี คนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจแบกรับมันได้อีกต่อไป “ถ้าฉันตาย ใครจะดูแลพวกมัน” นี่คือสิ่งที่แกถามตัวเองอยู่ทุกค่ำคืน ก่อนจะปิดตาหลับลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ 

          ณ เวลานี้ หมาแมวจรจัดพิการทั้ง 333 ตัว ต่างก็ไม่รู้ว่าหญิงชราตัวเล็กๆ ที่คอยหาข้าวหาน้ำ คอยปรนนิบัติพวกมันยามเจ็บไข้ได้ป่วยคนนี้ จะอยู่ดูแลพวกมันได้อีกนานเท่าไหร่ เช่นเดียวกับหญิงชราเจ้าของบ้านที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่า วันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป จะมีปัญญาหาเงินมาเลี้ยงพวกมันได้อีกนานแค่ไหน…ใครเล่าจะไปรู้

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

พระครูวุฒิธรรมาทร

วัดโบสถ์วรดิตถ์  

วัดโบสถ์วรดิตถ์

วัดโบสถ์วรดิตถ์  
ของเล่นของเด็กชิ้นนี้คือนาฬิกาพังๆเรือนหนึ่ง

วัดโบสถ์วรดิตถ์

วัดโบสถ์วรดิตถ์

วัดโบสถ์วรดิตถ์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจากมหา’ลัยชีวิต

           “ของเหลือจากคนเมืองอันมีจะกิน เป็นสิ่งมีค่าเหลือหลายสำหรับเด็กที่ไม่เคยได้ใช้ “เงิน” แม้แต่บาทเดียว . . .”  คำพูดนี้กลั่นออกมาจากปากของ “พระครูวุฒิธรรมาทร” เจ้าอาวาสวัดโบสถ์วรดิตถ์ วัดแห่งหนึ่งใน อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง …

           ในขณะที่ทุกคนเข้าวัดเพื่อทำบุญหรือหาที่พึ่งทางใจ แต่ ณ วัดป่าโมก วัดเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กลับเป็นสถานที่ชุบเลี้ยงเด็กอีกหลายร้อยชีวิต พวกเขาคิดว่า “วัด” คือบ้านที่ให้ชีวิตพวกเขา ให้แหล่งพักพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนไร้ญาติ ขาดคนเหลียวแล และคนจนเช่นพวกเขาจะได้รับ            หลวงพ่อพระครูวุฒิธรรมาทร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์วรดิตถ์ เล่าถึงความเป็นมาของวัดว่า เมื่อประมาณ  30  ปี ที่แล้ว พวกทหารพรานนำเด็กกว่า 30 คนมาฝากให้ท่านเจ้าอาวาสรูปก่อนดูแล ส่งเงินให้เดือนละ 500 บาท เด็กๆ ที่นำมาฝากส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า เพราะพ่อแม่เป็นพวกคอมมิวนิวส์ หลังพ่อแม่ถูกฆ่า ถูกกวาดล้างก็มาขอพึ่งพาอาศัยใบบุญวัดเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด          ต่อมาชาวเขาทางภาคเหนือที่มีฐานะยากจนรู้เรื่องก็ส่งลูกๆ มาให้ทางวัดดูแลอีก เขาบอกว่าอย่างน้อยก็ยังดีกว่าอดตายอยู่บนเขา และก็มีมาอีกเรื่อยๆ เกือบทุกจังหวัด จนถึงปัจจุบันก็กลายเป็นกว่า 400 คนแล้ว ก็ต้องดูแลกันไป จำชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง ดื้อบ้างซนบ้าง แต่อาตมาก็ดูแล ไม่ให้ทะเลาะกัน ถ้าทะเลาะกันจะไม่ถามเลยว่าใครผิดใครถูก จะตีทั้งคู่ เด็กๆ เขาก็ซนตามประสาเด็กๆ” หลวงพ่อกล่าว พร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่แฝงไว้ซึ่งความเมตตาต่อเด็กๆ

           พร้อมกันนี้ท่านยังบอกอีกว่า ทางวัดก็มีโรงเรียนให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ เป็นโรงเรียนประจำแต่ก็เป็นไปตามอัตภาพที่จะทำได้ มีตั้งแต่ชั้นระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่เด็กเป็นร้อยคนดูแลเด็กก็ต้องไปบิณฑบาตรข้าวของเครื่องเรียนต่างๆ เพื่อนำมาให้เด็กๆ เขาใช้ ส่วนครูที่สอนหนังสืออยู่ที่นี่ก็เป็นระบบกึ่งข้าราชการ มีเงินเดือนมีสวัสดิการให้จากภาครัฐ แต่เงินเดือนจะไม่ขึ้น ที่เขาเสียสละมาอยู่กับเด็กๆ ก็เพราะรัก

           “ทุกวันนี้หลวงพ่อไม่เคยมีปัญหาอะไร มีแต่ทุกข์ ขนาดเป็นพระก็ยังมีทุกข์ ทุกข์ที่ว่ากลัวจะมีไม่พอเลี้ยงเขา จะอยู่กันไปตลอดได้อย่างไร บางคนเรียนจบก็กลับมาช่วย บางคนก็ไม่กล้ามา เขาคงละอายใจตัวเองที่ยังช่วยวัดไม่ได้ เพราะในแต่ละเดือนภาระค่าใช้จ่ายของทางวัด เฉพาะค่าไฟก็ไม่น้อยไปกว่า 3 หมื่นบาท รายได้ก็มาจากการบริจาค ส่วนใหญ่ก็ต้องไปขอบิณฑบาตรเอาปัจจัยบ้าง และของที่บริจาคจะเป็นจำพวกข้าวสารอาหารแห้ง แต่บางทีข้าวสารไม่พอ วัดก็ไปขอหยิบยืมมาจากโรงสี พอมีผ้าป่ากฐินมาวัดก็เอาเงินไปใช้เขา ถ้าไม่มีหรือไม่พอเขาก็ไม่ทวงทางวัด ก็ถือว่าเป็นการทำบุญไป” หลวงพ่อ กล่าว

           … ในขณะที่หลายคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง เรียนบ้างเล่นบ้างตามประสา ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามสมัยนิยม แต่ในวัดเล็กๆ แห่งนี้ยังมีเด็กอีกหลายร้อยชีวิตที่ไม่เคยได้สัมผัส “เงิน” ที่กลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต หรือไม่มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ดีๆ สวมใส่

           “ของเก่ามันเก่าที่บ้าน แต่กับเด็กๆ ที่เขาไร้โอกาสมันก็เป็นของใหม่สำหรับเขา แต่ส่วนใหญ่เด็กๆ เค้าก็ดีใจ เราเคยบอกกับเด็กๆ ว่าถ้าไม่มีคนช่วยก็ต้องต่างคนต่างไป เพราะญาติโยมที่มาก็ไม่เยอะมาก แต่แค่เงินทำบุญหาได้เดือนชนเดือนก็พอใจแล้ว ไม่ได้หวังอะไรมาก ส่วนใหญ่คนที่มาบริจาคเค้ามาเอง มาแบบปากต่อปาก วัดไม่เคยออกไปโฆษณาทางไหน ของบริจาคอยากจะบริจาคเสื้อผ้า ของเล่น อะไรก็เอามาบริจาคได้ อาหารแห้ง ถ้าเหลือใช้ไม่รู้จะทิ้งที่ไหน ก็เอามาได้” 

           เรียกได้ว่า ทุกคำพูด ทุกลมหายใจเข้าออกของหลวงพ่อพระครูวุฒิธรรมาทร จะคิดคำนึงถึงปากท้องของชีวิตน้อยๆ ที่ต้องเลี้ยงดูอยู่เสมอ

           “การกินเป็นสิ่งสำคัญต้องมาก่อนอย่างอื่น เด็กๆ ต้องกินแล้วค่อยร่ำเรียน ยังไงก็ต้องให้เค้ามีกิน ถึงจะไม่ดีตาม แต่ก็ต้องได้กิน ทุกวันนี้กลัวอย่างเดียวคือวันข้างหน้าจะมีไม่พอให้เค้ากินเค้าใช้” หลวงพ่อ กล่าวความทุกข์ที่เป็นกังวลใจ พร้อมๆ กับฝากถึงคนที่มีโอกาสว่า “กว่าพ่อแม่จะเลี้ยงมาได้ กว่าจะเติบโตมาเป็นคนได้ มันสุดแสนจะยากลำบาก ยังมีชีวิตก็ยังมีโอกาส อย่าไปคิดสั้นชีวิตมันยังต้องต่อสู้กันต่อไป”           บางสิ่งบางอย่างคนที่มีเพียบพร้อมอาจจะมองเป็นเพียงแค่เศษขยะ เป็นของเหลือกินเหลือใช้ แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งของเหล่านั้นอาจจะช่วยประทังชีวิตเล็กๆ ให้อยู่ต่อข้ามพ้นไปในอีกวัน … สำหรับท่านที่อยากบริจาคช่วยเหลือวัดโบสถ์วรดิตถ์ สามารถโอนเงินเข้าบัญชีชื่อวัดโบสถ์วรดิตถ์โดยพระครูวุฒิธรรมาทร ธนาคารกสิกรไทย สาขาป่าโมก บัญชีออมทรัพย์ 182-2-11-364-4 หรือต้องการบริจาคสิ่งของก็สามารถบริจาคได้ที่วัดโบสถ์วรดิตถ์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยตรงค่ะ

ดูเรื่องเต็มได้ที่ http://hilight.kapook.com/view/25206

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Jun-3-08

เด็กกตัญญู

posted by พ่อมดน้อย

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจากมหาลัยชีวิต

         ท่ามกลางเเสงเเดดจ้าและผู้คนที่ขวักไขว่ ของตลาดนัดสวนจตุจักรในวันหยุดสุดสัปดาห์ เสียงจอเเจจากร้านค้าต่างๆ วุ่นวายสับสนปนเปไปหมด หากแต่มีเสียงหนึ่งซึ่งผิดเเผกเเตกต่างไปจากเสียงอื่นๆ  … เสียงนี้มันช่างไพเราะ นุ่มลึก ฟังแล้วรู้สึกถึงอารมณ์คนร้องได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าเสียงร้องนี้จะไม่มีเครื่องดนตรีอื่นเป็นองค์ประกอบ แต่มันก็ทำให้คนที่เดินไปมา หรือได้ยินชะงักงันได้

         . . . เสียงร้องอันก้องกังวาลของเด็กหนุ่มไม่เพียงแค่สะกดคนเดิน หรือผู้คนแถวนั้นเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายและความสำคัญที่เป็นแสงสว่าง สุกใสสวยงามนำทางแห่งชีวิต ให้กับผู้เป็นพ่อที่มองไม่เห็นของเด็กหนุ่มด้วย . . .

น้องจุฬา พ่อบุญมี

         นอกจากน้ำเสียงจะสามารถสะกดผู้คนได้แล้ว ภาพของ จุฬา หรือ ฬา เด็กหนุ่มรูปร่างกำยำผิวคล้ำวัย 14 คนหนึ่ง เดินจูงมือ บุญมี ชายวัยปลายกลางคนที่ตาบอด แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มนั้น ก็สามารถสร้างความประทับใจของคนที่ได้พบเห็นเช่นกัน

         หลายคนอาจสงสัยและอยากรู้ว่า ทำไมเด็กหนุ่มอย่างเขาไม่อายบ้างหรือ? ที่มาเดินร้องเพลงขอเงินแบบนี้ แถมยังจูงมือชายตาบอด มองไม่เห็นด้วย … จุฬา บอกว่าเขาไม่อาย และเขาก็เต็มใจที่จะจูงมือคนตาบอดที่เป็นพ่อของเขาเดินไปพร้อมๆ กับเขา … เขาแค่หวังว่าวันหนึ่งจะมีเงินเลี้ยงพ่อได้ และให้พ่อไม่ลำบากแค่นี้เขาก็พอใจแล้ว 

         “ผมไม่เคยอายใคร ไม่เคยคิดจะอายเลยเพื่อนๆ ผมก็รู้ว่าผมมาทำอะไรที่นี่ ผมภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพ่อ” 

น้องจุฬา พ่อบุญมี

         เด็กหนุ่มเล่าว่าเขาจูงมือพ่อร้องเพลงหารายได้เพื่อประทังชีวิต ตั้งเเต่อายุ 5ขวบแล้ว “ผมเป็นคน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ที่ผมร้องเพลงได้เพราะอาศัยฟังเอาไม่เคยไปฝึกที่ไหนปัจจุบันผมไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ต้องหาเงินช่วยพ่อ เราพักอยู่ที่สมุทรปราการจะมาที่นี่วันเสาร์-อาทิตย์ นั่งรถเมล์มาจากที่นั่น กว่าจะได้กลับก็ราวๆ 6 โมงเย็น อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นสายตาพ่อก็ปกติดี แต่วันหนึ่งพ่อปวดหัว พ่อเลยไปที่อนามัยสลบไปเป็นวัน หมอให้น้ำเกลือและบอกว่าพ่อเป็นโรคมาลาเรียลามขึ้นสมอง และพอพ่อฟื้นขึ้นมา พ่อก็ปวดตา ซึ่งหมอบอกว่าเชื้อมาเลเรียมันออกทางตาถ้ามันไม่ออกก็ตายไปแล้ว จากนั้นตาก็พร่า มองไม่เห็นอะไรอีก ดูเหลืองๆ ไปหมด ไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร รักษาที่โรงพยาบาลนครราชสีมา 2 เดือน ที่โรงพยาบาลประสาทวิทยา อีก 2 เดือนก็ไม่หาย” จุฬาได้เล่าเรื่องของพ่อเขาให้ฟัง ขณะที่เล่าเขาก็ยังคอยกุมมือพ่อไว้ไม่ห่าง พร้อมๆ กับจ้องมองหน้าพ่อด้วยความรัก 

น้องจุฬา พ่อบุญมี

         อย่างไรก็ตามช่วงที่สัมภาษณ์จุฬานั้น ทีมงานได้สังเกตเห็นสายตาที่มุ่งมั่น หากเเต่เเฝงไปด้วยความอ่อนโยนเวลาที่จุฬาจ้องมองพ่อ ถึงเเม้ว่าบุญมีผู้เป็นพ่อจะไม่มีวันได้เห็นเวลาที่เขาจ้องมอง เเต่ความรู้สึกนั้น สามารถข้ามกำเเพงเเห่งความพิการเข้าตรงไปสู่กลางหัวใจของผู้เป็นพ่อได้อย่างไม่ต้องสงสัย … เพราะดูได้จากรอยยิ้มเต็มใบหน้าแล้ว มันเป็นเสมือนเครื่องบอกสัญญาณแห่งความภูมิใจในลูกชายคนนี้

         สำหรับรายได้จากการร้องเพลงที่เเลกมานั้น จุฬา บอกว่า ก็พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เเต่ก็ไม่ได้เหลือเก็บอะไร เพราะบางส่วนยังต้องนำไปใช้หนี้ ในส่วนของสภาสังคมสงเคราะห์อีกกว่า 2 หมื่นบาท

         “ผมอยากเรียน ผมตั้งใจที่จะเรียน กศน. ยังอยากที่จะเรียนอยู่ เเต่ต้องดูเเลพ่อก่อน”

         บุญมีถึงกับน้ำตาซึมเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกชายเอ่ย ก่อนจะกล่าวว่า “พ่อภูมิใจที่เค้าเลี้ยงดูพ่อ พ่ออยากเก็บเงินได้ซักก้อน พ่อจะขายลอตเตอรี่ เค้าจะได้เรียน พ่อรักเค้ามาก เค้าเป็นเหมือนเเสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด มีอะไรหรือจะไปไหนก็ได้เค้าช่วยเหลือตลอด”         “พ่ออยากฝากถึงคนที่มีร่างกายปกติที่ท้อเเท้ใจหมดกำลังใจต่อสู้ ให้สู้ต่อเถอะครับ พ่อพิการพ่อยังสู้เลย โลกนี้ยังน่าอยู่เยอะ หาได้ไม่เคยเหลือก็สู้ ยังมีความสุขที่ได้ต่อสู้ ถ้ายังหาอยู่ อยากกินอะไรก็จะได้กิน ถ้าไม่หาเราก็อด ญาติพี่น้องไปพึ่งพาเค้ามากเค้าก็รำคาญ เราสู้ด้วยตัวเองดีกว่า” นี่เป็นคำพูดทิ้งท้ายเเบบซื่อๆ ของบุญมี 

น้องจุฬา พ่อบุญมี

         ฮืออออ…. อ่านแล้วน้ำตาไหล และอดไม่ได้ที่จะคิดถึงวัยรุ่นอีกมากมาย ที่ใช้จ่ายเงินไม่คุ้มค่า เอาเงินไปเที่ยวเตร่ ขณะที่วัยรุ่นอีกหนึ่งคนกำลังร้องเพลงเพียงเเลกเศษเงิน เพื่อนำมาดูแลให้อีกหนึ่งชีวิตดำรงชีพอยู่ได้ในเเต่ละวัน โดยไม่มีเเม้เเต่เครื่องดนตรีใดๆ ….  วันข้างหน้าหากเพื่อนๆ มีโอกาสได้พบจุฬาเเละพ่อ มีโอกาสได้พูดคุยกับพวกเขา แล้วคุณจะได้สัมผัสกับคำว่า “รักและกตัญญู” ที่ลูกคนหนึ่งจะมอบให้พ่อได้ และจะรู้ว่าความหมายของคำว่า รักและกตัญญูต่อพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ข้อมูลจาก kapook.com

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212