Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 3123

ซีเอสอาร์ เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า Corporate Social Responsibility (CSR) หรือ บรรษัทบริบาล หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

หากพิจารณาแยกเป็นรายคำศัพท์ คำว่า Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ส่วนคำว่า Social ใน ที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถีร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติ หรือโดยเจตนา รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบ และคำว่า Responsibility มุ่ง หมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไปหรือที่อยู่ ในความดูแลของกิจการนั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มต่างๆ

คำ ว่า กิจกรรม ในความหมายข้างต้น หมายรวมถึง การคิด การพูด และการกระทำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวางแผน การตัดสินใจ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ และการดำเนินงานขององค์กร

สังคมในความหมายของความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะมุ่งไปที่ผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ สังคมใกล้ และสังคมไกล

สังคมใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัวของพนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศ

สังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป เป็นต้น

ในระดับของลูกค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่ามากกว่ามูลค่า ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค การให้ข้อมูลขององค์กรและตัวผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอและอย่างถูกต้องเที่ยงตรง มีการให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น

ในระดับของคู่ค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การแบ่งปันหรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน ความรอบคอบระมัดระวังในการผสานประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบต่อคู่ค้า เป็นต้น

ในระดับของชุมชนและสภาพแวดล้อม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ การส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นให้มีโอกาสในตำแหน่งงานต่างๆ ในองค์กร การสนับสนุนแนวทางการระแวดระวังในการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวด ล้อม การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นต้น

ในระดับของประชาสังคม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มหรือเครือข่ายอื่นๆ ในการพัฒนาสังคม การตรวจตราดูแลมิให้กิจการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิ มนุษยชน การรับฟังข้อมูลหรือทำประชาพิจารณ์ต่อการดำเนินกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยรวม และการทำหน้าที่ในการเสียภาษีอากรให้รัฐอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น

ในระดับของคู่แข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาด การดำเนินงานในทางต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการกรรโชก และการให้สินบนในทุกรูปแบบ เป็นต้น

ข้อมูลจาก  สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ทิศทางการดำเนินงานของภาคธุรกิจภายใต้แนวคิด ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจหรือซีเอสอาร์ ซึ่งเป็นที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น หากขาดซึ่งการวางกรอบและแนวทางการขับเคลื่อนที่ดี ซีเอสอาร์ ที่อยู่ระหว่างการผลักดันหรือนำเสนอออกสู่สาธารณะ ก็อาจไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์ให้ข้อมูลกับ สยามธุรกิจถึงการเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เสมือนการเป็นพี่เลี้ยง ชี้แนะ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ซีเอสอาร์ ของภาคธุรกิจ สอดรับกับสถานการณ์ของแต่ละองค์กร และบริบทสภาพแวดล้อมของสังคมไทย


                …บทบาทและหน้าที่ของสถาบันไทยพัฒน์

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าเมื่อไม่นานมานี้โลกของเราประสบปัญหาหนักเกี่ยวกับสถาบันการเงินของโลกทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ เราลองมาทำความเข้าใจกับภาวะวิกฤติการทางการเงินเพื่อที่จะได้รับมือกันอย่างถูกต้องมากขึ้น

หลังการประกาศล้มละลายของ Lehman Brothers  สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่มีอายุยาวนานกว่า 160 ปี เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือและซื้อกิจการไว้ได้ ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์โดมิโน (Domino Effect)  ซึ่งส่งผลกระทบให้ Bear Stearns , Fannie Mae, Freddie Mac และสถาบันการเงินชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอีกหลายแห่งต้องประกาศขายกิจการในเวลาอันรวดเร็ว วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจส่งผลกระทบในวงกว้างและลุกลามจนเกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อน เหตุการณ์ครั้งนี้ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยเยียวยาและแก้ปัญหาได้อย่างไร   ยังคงเป็นคำถามที่ทุกฝ่ายต้องร่วมหาคำตอบไปพร้อมกัน

                              

          ด้วยตระหนักถึงวิกฤติที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ณ ห้องประชุม 521 อาคารรศปาฐศาลา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Venture Network Asia , Thailand) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “CSR กับวิกฤติการเงินโลก (เกิดขึ้นได้อย่างไรผิดพลาดอย่างไร ใครต้องรับผิดชอบ)”  โดยได้รัยเกียรติจากคุณมนตรี   ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาร่วมบรรยาย คุณมนตรีกล่าวถึงสาเหตุวิกฤติการเงินโลกว่า “หัวใจของปัญหาคือ Over Leverage การที่สถาบันการเงินขาดความรับผิดชอบโดยปล่อยหนี้อย่างหละหลวม   ก่อให้เกิดหนี้ในปริมาณมาก   เริ่มจากตลาดอสังหารัมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้กู้ของซื้อบ้านเป็นจำนวนมาก   เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ   ส่งผลให้ประชาชนอันมาวื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร   สถาบันการเงินต่างยอมอนุมัติเงินกู้ให้แก่ผู้ซื้อที่มีเงินไม่เพียงพอ  หรือเครดิตไม่ดีให้มาซื้อบ้านได้   การขยายตัวของสินเชื่อซับไพร์ม (การปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่ประวัติการเงินไม่ดี ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น) จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ”

                                   

          คุณมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาซับไพร์มจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก ถ้าสถาบันทางการเงินมีความรับผิดชอบ   โดยตรวจสอบความเสี่ยงของผู้บริโภคก่อนที่จะปล่อยกู้   ทว่าความซับซ้อนในกระบวนการทางการเงินได้กลายเป็นช่องทางให้นักการเงินหัวใสในสถาบันการเงินต่าง ๆ แปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เป็นทุน (Securitzation) ซึ่งในครั้งหนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ได้กล่าวถึงตราสารทางการเงินที่ถูกซื้อเพื่อเก็งกำไรว่า “เป็นอาวุธทางการเงินที่มีอำนาจทำลายล้างอย่างมหาศาล” และ ณ ปัจจุบันก็เกิดขึ้นจริง เมื่อ Credit Default Swap (CDS)    ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงประเภทใหม่ได้ปรากฏขึ้นในสารระบบของตราสาร   และสถาบันการเงินทั่วโลกต่างนิยมนำออกมาซื้อขายเพื่อกระตุ้นในตลาดเครดิตฟื้นตัว   ทว่าไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งคุณมนตรีได้อธิบายว่า “Credit Default Swap หรือ CDS เป็นตราสารอนุพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ออกตราสารกับผู้ซื้อตราสารว่า ผู้ออกตราสารจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ซื้อปีละร้อยละ 10 และผู้ซื้อตราสารสัญญาว่าจะจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายในกรณีที่เกิดการล้มละลาย หรือตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้   แต่ผู้ซื้อกลับนำ Credit Default Swap ไปขายต่อให้กับบุคคลที่สาม (เช่น สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย นักลงทุน) โดยผู้ซื้อจะจ่ายดอกเบี้ยให้แก่บุคคลที่สามปีละร้อยละ 4 เพราะฉะนั้นผู้ซื้อจะได้กำไรปีละร้อยละ 6 ของมูลค่าคราสารทั้งหมด   แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้น เมื่อผู้ออกตราสารไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนสัญญาสวอปจะผลักภาระการใช้หนี้ทั้งหมดไปยังบุคคลที่สาม   ซึ่งถ้าบุคคลที่สามไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนได้ ก็ต้องขายกิจการให้แก่สถาบันทางการเงินที่มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีกว่าหรือประกาศล้มละลายและปิดบริษัทไป ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ตราสารประเภทนี้ไม่ได้กำหนดให้มีการถือสินทรัพย์กันจริง ๆ อีกทั้งไม่ได้ปรับเกณฑ์กำกับดูแลตลาด CDS ให้เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ CDS จึงถูกนำไปใช้ในเชิงเก็งกำไรกันอย่างกว้างขว้าง”

                                 

          แม้ประเทศไทยยังไม่มีตลาดในการค้าขายตราสารประเภทนี้แต่ในอนาคตยังเป็นเรื่องที่สถาบันการเงินต้องเฝ้าระวัง   และวางนโยบายในการกำกับดูแลกิจการอย่างรัดกุม ซึ่งคุณมนตรีได้ให้ความเห็นว่า “สถาบันทางการเงินทั่วโลกควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมในหลายส่วนด้วยกัน ประการแรกจะต้องดูแลให้หนี้ต่อทุนไม่มากเกินไปจนเกิดปัญหา Over Leverage ประการที่สองมีความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารที่มีนวตกรรมที่เข้าใจยาก โดยบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม   และสอดคล้องต่อสถานะทางการเงินของลูกค้า  ประการที่สามพยายามอย่าปล่อยนโยบายให้ดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ลูกโปร่งพองตัวอย่างรวดเร็ว   ประการที่สี่มีหลักในการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจร่วมกันอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ประการสุดท้ายอย่าให้เกิดการแข็งขันที่มากเกิน เพราะการแข่งขันนำไปสู่ความโลภที่ไม่จบไม่สิ้น”   นอกจากนี้ คุณมนตรียังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ถือเป็นโชคดีของประเทศไทยที่มีภูมิคุ้มกันอันยิ่งใหญ่ คือ “ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ” จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้หลักทางสายกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจ ธนาคารไม่ปล่อยกู้เกินตัว ผู้กู้ก็ไม่กู้เงินเกินตัว ประกอบกับบทเรียนจากวิกฤติฟองสบู่ เมื่อครั้ง พ.ศ. 2540 เราจึงเป็นโดมิโนตัวที่ถูกหยิบออกมาวางไว้นอกแถว ไม่ได้ล้มไปกับวิกฤติในครั้งนี้”

                                  

          ฉะนั้น   การปัญหาวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้น คงไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น หากเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม (Credit Default Swap : CDS ) ที่ทุกสถาบันการเงินต้องมีร่วมกัน คำนึงถึงหลักกำกับดูแลกิจการที่ดี มีการดำเนินงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส สร้างความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย กอบกู้เศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวอีกครั้ง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทางการเงินเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา วิชาการ.คอม

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

  พีแอนด์จีเร่งทัพกิจกรรมCSRเปิด2โครงการหนุนการศึกษาเด็กพีแอนด์จี เร่งกิจกรรม CSR ครึ่งปีหลัง เน้นการสนับสนุนด้านการศึกษา ล่าสุดเทงบ 3 ล้านบาท นำผลิตภัณฑ์เฮดแอนด์โชว์เดอร์และเซฟการ์ดมอบทุนให้นักศึกษา หวังเพิ่มโอกาสการศึกษาของเด็กไทย นายเมธี จารุมณีโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด หรือพีแอนด์จี เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า นอกจากการรุกตลาดกลุ่มผิวและความงามด้วยการเปิดนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดแล้ว แผนการรุกตลาดครึ่งปีหลังบริษัทยังให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR (Corporate social Respondsibility) มากขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนและคืนกำไรให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการศึกษาของเด็กไทยที่จะมีการสนับสนุนใน 2 โครงการ ล่าสุดในเดือนกันยายน 2550 บริษัทได้ใช้ผลิตภัณฑ์เฮด แอนด์ โชว์เดอร์ เป็นตัวหลักในการจัดกิจกรรมร่วมกับศูนย์วิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง จำนวน 8 ทุน คิดเป็นมูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท การที่พีแอนด์จีเลือกแบรนด์เฮดแอนด์โชว์เดอร์ มอบทุนเพื่อการวิจัยด้านเครื่องสำอางเนื่องจากเห็นว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ต้องผ่านงานวิจัยและรับรองผล ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้สานต่อมาต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาและพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพในสายงานวิจัยเครื่องสำอางต่อไปในอนาคต นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา พีแอนด์จีได้สานต่อกิจกรรม CSR ภายใต้แบรนด์เซฟการ์ด โดยร่วมกับสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทยมอบทุนการศึกษาสมาคมเทคนิคการแพทย์-เซฟการ์ด ประจำปี 2550 จำนวน 9 ทุน ทุนละ 2 แสนบาท หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท ซึ่งกิจกรรมนี้ได้ดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 โดยมีเป้าหมายต้องการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยตลอดจนผลิตบุคลากรที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในสายงานนักเทคนิคการแพทย์ เพื่อรับใช้สังคมไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากกิจกรรมการด้านสังคมที่สนับสนุนด้านการศึกษาแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับเรื่องกิจกรรมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกด้วย โดยจะเห็นได้จากแพ็คเกจจิ้งสินค้าของพีแอนด์จีทั้งหมดจะไม่ใช้วัสดุพลาสติกที่ผลิตจากพีวีซี เพื่อให้การย่อยสลายเป็นไปได้ง่าย ด้วย
Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

                  ไทยประกันชีวิตเชื่อมั่นนโยบาย CSR มาถูกทาง เผยผลวิจัยสถาบันไทยพัฒน์ระบุสมบูรณ์แบบทั้งที่อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจและที่เกิดขึ้นภายหลัง ชี้เป็นส่วนผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่นยืน ย้ำ CSR แท้ต้องเกิดจากการแรงขับภายในองค์กร
                  นางสาวภาสินี ปรีชาธนาพล ผู้จัดการฝ่าย สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ดำเนินนโยบายด้านกิจกรรมเพื่อมุ่งสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social responsibility) ครบวงจรและสมบูรณ์แบบ โดยดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยตรง อาทิ ลูกค้า พันธมิตรธุรกิจ พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม อาทิ ประชาชนทั่วไป หรือบริษัทประกันชีวิตแห่งอื่น
 จากผลการวิจัย “CSR แท้ CSR เทียม ตัดสินอย่างไร” ของสถาบันไทยพัฒน์ พบว่า กิจกรรม CSR แบ่งออกตามทรัพยากรที่ใช้ในกิจกรรม หากเป็นกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กรเป็นหลัก เรียกว่า Corporate-driven CSR และกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรนอกองค์กรเป็นหลัก หรือ Social-driven CSR ซึ่งในส่วนของการใช้ทรัพยากรภายในองค์กร ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น CSR ที่อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจ (CSR in Process) และ CSR ที่แยกต่างหากจากกระบวนการทางธุรกิจที่เกิดขึ้นภายหลัง (CSR after Process)
                  ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรม CSR ของไทยประกันชีวิตเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างครบวงจร แบ่งออกเป็น กิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กร โดยมีทั้งที่อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจ ภายใต้การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้านผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย การพัฒนากรมธรรม์ผู้สูงอายุ ซึ่งไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่พัฒนากรมธรรม์ดังกล่าว และกลายเป็นต้นแบบให้แก่บริษัทประกันชีวิตแห่งอื่นพัฒนาสินค้าในลักษณะเดียวกัน
                 การพัฒนากรมธรรม์ผู้สูงอายุ เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่เล็งเห็นว่าสังคมไทยในอนาคตจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ จากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการประกันชีวิตจะช่วยลดภาระของภาครัฐในการสร้างสวัสดิการแก่กลุ่มผู้สูงอายุ ในทางเดียวกันยังช่วยสร้างหลักประกันที่มั่นคงแก่คนไทยในยามชรา” นางสาวภาสินีกล่าว
                  การพัฒนากรมธรรม์ประกันชีวิตทหาร เพื่อคุ้มครองและสร้างสวัสดิการแก่กำลังพลในสังกัดกองทัพบกทั้งในยามปฏิบัติภารกิจและยามปกติ โดยให้ความคุ้มครองต่อเนื่องเป็นปีที่ ๒๐ เนื่องจากบริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของทหารซึ่งถือเป็นรั้วของชาติมีหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศ การรับประกันชีวิตทหารถือเป็นกิจกรรม CSR ที่บริษัทฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยนับตั้งแต่การเริ่มให้ความคุ้มครองด้วยกรมธรรม์ประกันชีวิตทหารในปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้มอบสินไหมทดแทนให้ทหารและครอบครัวที่สูญเสียรวมแล้วทั้งสิ้น ๗,๙๘๗ นาย รวมเป็นเงิน ๒๔๕,๐๒๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ หากปีใดมีค่าสินไหมทดแทนสูงกว่าอัตราเบี้ยประกัน บริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าสินไหมในอัตรา ๒๕% ของค่าสินไหมส่วนเกิน แต่หากปีใดค่าสินไหมทดแทนต่ำกว่าอัตราเบี้ยประกัน บริษัทฯ จะคืนเบี้ยประกันส่วนที่เหลือแก่กองทัพบก เพื่อเป็นสวัสดิการด้านอื่นต่อไป
                รวมถึงการพัฒนากรมธรรม์พิเศษเพื่อผู้พิการ ซึ่งไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกและแห่งเดียวที่พัฒนากรมธรรม์ดังกล่าว เพื่อให้บริการด้านการประกันชีวิตแก่ผู้พิการซึ่งถือเป็นผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม จะเห็นได้ว่าการพัฒนากรมธรรม์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการดำเนินกิจกรรมด้าน CSR อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นกรมธรรม์ที่ไม่แสวงหากำไร หากแต่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคมเป็นหลัก
                ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังได้ดำเนินกิจกรรม CSR ที่แยกจากกระบวนการทางธุรกิจที่เกิดขึ้นภายหลัง ได้แก่ การจัดโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ร่วมกับสภากาชาดไทย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต อวัยวะ ดวงตา ซึ่งบริษัทฯ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งในส่วนของทุนทรัพย์และทรัพยากรบุคคลเข้าไปช่วยในกิจกรรมดังกล่าว จนปัจจุบันสามารถรณรงค์บริจาคโลหิตได้ ๖,๒๐๓,๖๕๖ ซีซี มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ๓๙๙,๔๓๐ ราย และบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ๕,๕๑๐ ราย หรือโครงการพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษามหาราชินี ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมกับกองทัพบก และกองทุนสัตว์ป่าสากล (WWF) เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติป่าชายเลนและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านธรรมชาติแก่เยาวชน โดยบริษัทฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักในการสร้างศูนย์การเรียนรู้และบริหารจัดการโครงการ จัดทำสื่อการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง 
             “ผลวิจัยระบุว่าการดำเนินกิจกรรม CSR ที่แท้จริงนั้น จะต้องเกิดขึ้นจากการอาสาหรือความสมัครใจในการดำเนินกิจกรรมด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ตามระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย หรือบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ หากเป็นเช่นนั้นแล้วไม่ถือว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรม CSR” นางสาวภาสินีกล่าว
              ปัจจุบันการดำเนินกิจกรรม CSR ถือเป็นนโยบายที่สำคัญ เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวมุ่งพัฒนาให้องค์กรเป็นองค์กรที่ดีของสังคม ซึ่งจะมีส่วนเอื้อให้สังคมเติบโตอย่างเข้มแข็ง และส่งผลต่อเนื่องถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจต่อไป ซึ่งไทยประกันชีวิตยึดมั่นในการสนับสนุนและบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ โดยยึดเป็นพันธกิจหลักในการดำเนินธุรกิจตลอดมา

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 3123