สงสัยคำกล่าวที่ว่า “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” คงจะไม่เกินจริง dd ดูได้จากอนาคตของชาติกลุ่มนี้ คือ นายยรรยง สุระประเสริฐ นายไกรสร กลิ่นละออ นายกฤชพล ประภาพันธ์ น.ศ.สาขาวิชาแมคคาทรอนิกส์ และ นายศิริวัฒน์ เตชะพะกะพงศ์ น.ศ.สาขาวิชาไฟฟ้า โดยทั้งหมดศึกษาอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)
ทั้งเป็นสมาชิกของทีม CMPL ที่ทีมตัวแทนของสจล. และตัวแทนของประเทศไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายสมรรถชัย ปัญญา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของทีม
โดยทีม CMPL สามารถคว้าได้ถึง 2 รางวัล ในการแข่งขัน Inter national Micro Robot Maze Contest 2008 เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 51 ที่ม.นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น
สำหรับรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งในการแข่งขัน Remote-Controlled Autonomous Micro Robot Maze Competition จากหุ่นยนต์ที่ชื่อ Zeta และรางวัล Best Effort Award ในการแข่งขันประเภท Mountain Climbing Micro Robot Maze Competition จากหุ่นยนต์ที่ชื่อ Vortex จากประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า 10 ประเทศ
ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย
สำหรับการแข่งขันนี้ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันทุกปี โดยเชิญตัวแทนจากนานาประเทศซึ่งส่วนมากแล้วมักเป็นประเทศในแถบทวีปเอเชีย อาทิ เกาหลี ไต้หวัน ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา
โดยประเทศไทยจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมแข่งขันอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญนักศึกษาก็ได้รับรางวัลในทุกปี
ในแต่ละปีนั้นหุ่นยนต์ที่ส่งเข้าร่วมประกวดจะมีการพัฒนาและต่อ ยอดทางความคิดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง เพื่อให้มีศักยภาพมากที่สุด ซึ่งทาง สจล.สนับสนุนอย่างเต็มที่โดยเฟ้นหานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งขัน
นายกฤชพล ประภาพันธ์ หรือ “แบงค์” กล่าวถึงรางวัลที่ได้รับว่า ในการแข่งขันรายการประเภทหุ่นยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. จะเป็นรายการที่สนุก น่าสนใจ มีคู่แข่งและความต้องการรางวัลมากกว่ารายการอื่นๆ ทำให้มีความทุ่มเทในการซ้อมมากเป็นพิเศษ แม้จะได้เพียงอันดับ 2 แต่ถือเป็นรางวัลที่มีคุณค่ามาก
ส่วนในการแข่งขันรายการประเภทหุ่นยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.ซ.ม. จะมีทีมที่เข้าร่วมแข่งขันประมาณ 20 ทีม ซึ่งจะเป็นด่านไต่เขาโดยใช้หุ่นยนต์ในการแข่งขันทั้งสิ้น 5 ตัว
เมื่อผลการแข่งขันออกมาปรากฏว่าในรายการนี้ญี่ปุ่นได้ชัยชนะไปเนื่องจากทำเวลาเร็วที่สุด คือ 53 วินาที ส่วนไทยถึงเส้นชัยเป็นอันดับสองด้วยเวลา 100 วินาที แต่ในตอนท้ายทางเจ้าภาพเพิ่งจะแจ้งเงื่อนไขว่าจะต้องทำเวลาไม่กิน 60 วินาทีเท่านั้น จึงทำให้ไทยพลาดอันดับสองไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ทางเจ้าภาพคงเล็งเห็นในความพยายามเนื่องจากนอกจากญี่ปุ่นและไทยแล้วก็ไม่มีทีมใดสามารถเข้าสู่เส้นชัยได้ ท้ายที่สุดจึงได้รางวัล Best Effort Award มาแทน ทำให้รู้สึกเสียใจเหมือนกันแต่ก็พยายามที่สุดแล้ว คิดว่าเหตุผลที่ทำให้เราแพ้ญี่ปุ่นคงเป็นเพราะเรื่องการซ้อม
“เรามีเวลาในการซ้อมแค่วันเดียวเพราะเราถึงญี่ปุ่นเพียงแค่ 1 วันก่อนการแข่งขัน อีกทั้งเราไปทุ่มเทกับการซ้อมในรายการหุ่นยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. มากกว่า ประกอบกับสภาพอากาศที่เย็นทำให้หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพด้อยลงจึงต้องเสียเวลาซ่อมหุ่นเกือบทั้งหมด” นายกฤชพล กล่าว
นายศิริวัฒน์ เตชะพะกะพงศ์ หรือ “วัฒน์” กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างหุ่นยนต์ 2 ตัวว่า ตัวที่ชื่อ “Zeta” เป็นตัวที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. ควบคุมด้วยระบบไร้สาย เทคนิคอยู่ที่การใช้มอเตอร์ 2 ตัวในการควบคุมซึ่งจะถูกวางขนานกัน ในกรณีที่ต้องการบังคับให้เดินหน้า-ถอยหลัง มอเตอร์จะหมุนไปในทิศทางเดียวกันและพร้อมกันเพื่อให้มอเตอร์ไปขบกับเกลียว จนทำให้ล้อเดินหน้า-ถอยหลังตามต้องการ แต่หากต้อง การบังคับให้หุ่นยนต์เลี้ยว มอ เตอร์จะทำงานเพียงหนึ่งตัว ส่วนอีกตัวจะอยู่เฉยๆ โดยบนตัวหุ่นยนต์นั้นจะมีแผงวงจรไฟฟ้าและแบตเตอรี่อยู่และจะถูกควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลในระบบอินฟราเรด
ส่วนอีกตัวที่ชื่อ Vortex เป็นตัวที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.ซ.ม. ควบคุมการทำงานด้วยระบบมีสาย เทคนิคอยู่ที่การใช้มอเตอร์ 2 ตัวเช่นเดียวกันแต่จะถูกวางในลักษณะกลับหัวกัน ในกรณีที่ต้องการบังคับให้เดินหน้า-ถอยหลัง มอเตอร์จะหมุนพร้อมกันในทิศทางที่ตรงกันข้าม แต่หากต้องการบังคับให้หุ่นยนต์เลี้ยว มอเตอร์จะทำงานเพียงหนึ่งตัว ส่วนอีกตัวจะอยู่เฉยๆ เช่นเดียวกัน โดยบนตัวหุ่นยนต์นั้นจะมีเพียงมอเตอร์และสายทองแดงอีก 4 เส้น ลากจากมอเตอร์ทั้ง 2 ตัว ตัวละ 2 เส้นเพื่อเชื่อมโยง ซึ่งทุกอย่างที่เป็นวงจรไฟฟ้าจะอยู่ที่ตัวรีโมตคอนโทรลทั้งหมด
นายยรรยง สุระประเสริฐ หรือ “หนึ่ง” เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการประกวดครั้งนี้ เริ่มจากการที่ตนและเพื่อนๆ เห็นประกาศรับสมัครประกวดประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อคัดเลือกไปแข่งขันต่อยังประเทศญี่ปุ่นจากทาง สจล. จึงสนใจลองประกวดจนได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทน
หนึ่งเล่าด้วยว่า ในขั้นตอนการเริ่มประดิษฐ์หุ่นยนต์นั้น เริ่มแรกก็จะศึกษากฎกติกา ก่อนผนวกกับประสบการณ์และความรู้ที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากนั้นจึงเริ่มประดิษฐ์หุ่นยนต์ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ประ เทศเจ้าภาพกำหนด
โดยในปีนี้ทางญี่ปุ่นต้องการจะนำหุ่นยนต์ที่ชนะการประกวดไปต่อยอดทางความคิดเพื่อเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ในการกู้ภัยและเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ต่อไป
หนึ่งอธิบายถึงที่มาว่า ได้ร่วมกับเพื่อนในทีมระดมความคิด โดยศึกษา ออกแบบและทด ลองไปเรื่อยๆ จนได้หุ่นยนต์ที่คิดว่ามีศักยภาพเพียงพอแล้ว เรียกได้ว่ากว่าจะสำเร็จต้องผ่านการค้นคว้าและวิจัยนานนับเดือนเลยทีเดียว โดยมีอาจารย์สมรรถชัย ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำตลอดจึงทำให้ขั้นตอนทุกอย่างนั้นผ่านพ้นไปด้วยดี
“ก่อนหน้านี้ผมและเพื่อนๆ ก็พอมีประสบการณ์บ้างเนื่องจากเคยได้รับรางวัลจากการประกวดประดิษฐ์หุ่นยนต์เมื่อปี 2007 และต้นปี 2008 มาถึง 2 รางวัล จากสมาคมไทย – ญี่ปุ่น และอีก 1 รางวัลจากประเทศญี่ปุ่น” หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
หนึ่งเล่าต่อว่า เมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นก็ได้พบกับประเทศคู่แข่งขันจากหลายประเทศ แต่ประเทศที่น่ากลัวที่สุดหนีไม่พ้นประเทศผู้นำเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่น เพราะทีมเจ้าภาพไม่ใช่แค่จะต้องการเอาชนะเท่านั้น แต่ยังหวังมาโชว์เทคโนโลยีของประเทศตัวเองมาโชว์ให้ทั่วโลกได้เห็นอีกด้วย
“แต่ด้วยความที่ทีมเรามีการฝึกซ้อมมาอย่างดี ทั้งการจำลองสนามแข่งขันจริงซึ่งมีลักษณะเป็นเขาวงกต และการค้นคว้าอย่างหนัก ถึงแม้จะรู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ใจสู้ จนในที่สุดเมื่อผลประกาศออกมาว่าได้รับรางวัลถึงสองรางวัล วินาทีนั้นรู้สึกดีใจสุดๆ ในใจคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุ่มเทไปนานนับเดือนไม่ได้สูญเปล่า นับว่าผลตอบแทนที่กลับมานั้นคุ้มค่าเหลือเกิน ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง สำหรับในอนาคตมีการวางแผนว่าจะลงแข่งขันอีกที่กรุงโตเกียวซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมี.ค.”
มาที่อีกหนึ่งในสมาชิกของทีม นายไกรสร กลิ่นละออ หรือ “น้อย” กล่าวถึงบรรยากาศในการเตรียมตัวก่อนไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่นว่า ระยะเวลา 1 เดือนในช่วงการเตรียมตัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เฮฮา ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
เช่น ฝ่ายอิเล็กทรอนิกส์จะดูในเรื่องของการรับ-ส่งสัญญาณ ฝ่ายแมคคาทรอนิกส์จะดูในเรื่องของการออกแบบตัวหุ่น ล้อ เฟือง มอเตอร์ เป็นต้น ฝ่ายเอกสารจะคอยตรวจสอบในเรื่องของเอกสารต่างๆ ส่วนฝ่ายสปอนเซอร์จะคอยนำผลงานเก่าๆ ที่เคยได้รับรางวัลไปเสนอตามที่ต่างๆ เพื่อหาผู้สนับสนุนซึ่งมักเป็นบ.เอกชนอย่างบ.ไมโครชิพ โดยจะขอรับทั้งในรูปแบบของตัวเงินและอุปกรณ์ เช่น แผงวงจรไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งก็หาได้ไม่ยากนัก
“โดยทุกฝ่ายจะมีการเตรียมงานในหน้าที่ของตนเองประมาณ 1 อาทิตย์ จากนั้นจึงนำมาเสนอเพื่อนสมาชิกในกลุ่มและหากเพื่อนๆ ลงความเห็นว่าต้องแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายนั้นที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความคิดเห็นขัดแย้งกันบ้างแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ส่วนช่วงที่กดดันและเครียดมากที่สุดคงเป็นช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนการแข่งขัน เนื่องจากเวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะประกอบกับความวิตกกังวลว่างานจะเสร็จไม่ทันเวลา”
จนในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาของการแข่งขันในรายการรีโมตไร้สาย ขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. ในการแข่งขันนั้นจะตัดสินกันที่ความเร็ว เพื่อหาผู้ชนะที่เป็นเจ้าแห่งความเร็ว 3 ทีม ผลปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศคือ ประเทศเกาหลี ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
“ถึงแม้ว่าจะได้ที่สอง แต่ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมากเพราะทีมได้ทำเต็มที่แล้ว ภายหลังจากการแข่งขันก็มีการวิเคราะห์ว่าการที่ทีมไทยแพ้ทีมเกาหลีนั้นคงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คงเป็นเพราะแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตเตอรี่ของเกาหลีมีขนาดเล็กและสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้แรงกว่า ประกอบกับระยะเวลาในการฝึกซ้อมที่เรามีน้อยกว่าจากเงื่อนไขในการเดินทางทำให้ประเทศเกาหลีไปถึงประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าเรา ทำให้มีเวลาในการฝึกซ้อมมากกว่า อีกทั้งในระหว่างการเดินทางตัวหุ่นยนต์ที่เก็บไว้ในห้องเย็นของเครื่องบินเกิดการกระทบกระเทือนทำให้หุ่นยนต์ชำรุด จึงต้องเสียเวลาซ่อมเมื่อไปถึง”
น้อยบอกด้วยว่า แต่หุ่นของเราก็มีจุดเด่นในเรื่องความละเอียดในการทำหุ่นยนต์ เช่น การทรงตัว การควบคุม ทำให้ทีมเราเหนือกว่าอีกหลายๆ ทีม
ถ้าได้รับการสนับสนุน และต่อยอด ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกแน่นอน

















