Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 11

สงสัยคำกล่าวที่ว่า “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” คงจะไม่เกินจริง dd ดูได้จากอนาคตของชาติกลุ่มนี้ คือ นายยรรยง สุระประเสริฐ นายไกรสร กลิ่นละออ นายกฤชพล ประภาพันธ์ น.ศ.สาขาวิชาแมคคาทรอนิกส์ และ นายศิริวัฒน์ เตชะพะกะพงศ์ น.ศ.สาขาวิชาไฟฟ้า โดยทั้งหมดศึกษาอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)

ทั้งเป็นสมาชิกของทีม CMPL ที่ทีมตัวแทนของสจล. และตัวแทนของประเทศไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายสมรรถชัย ปัญญา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของทีม

โดยทีม CMPL สามารถคว้าได้ถึง 2 รางวัล ในการแข่งขัน Inter national Micro Robot Maze Contest 2008 เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 51 ที่ม.นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งในการแข่งขัน Remote-Controlled Autonomous Micro Robot Maze Competition จากหุ่นยนต์ที่ชื่อ Zeta และรางวัล Best Effort Award ในการแข่งขันประเภท Mountain Climbing Micro Robot Maze Competition จากหุ่นยนต์ที่ชื่อ Vortex จากประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า 10 ประเทศ

ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย

สำหรับการแข่งขันนี้ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันทุกปี โดยเชิญตัวแทนจากนานาประเทศซึ่งส่วนมากแล้วมักเป็นประเทศในแถบทวีปเอเชีย อาทิ เกาหลี ไต้หวัน ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา

โดยประเทศไทยจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมแข่งขันอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญนักศึกษาก็ได้รับรางวัลในทุกปี

ในแต่ละปีนั้นหุ่นยนต์ที่ส่งเข้าร่วมประกวดจะมีการพัฒนาและต่อ ยอดทางความคิดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง เพื่อให้มีศักยภาพมากที่สุด ซึ่งทาง สจล.สนับสนุนอย่างเต็มที่โดยเฟ้นหานักศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งขัน

นายกฤชพล ประภาพันธ์ หรือ “แบงค์” กล่าวถึงรางวัลที่ได้รับว่า ในการแข่งขันรายการประเภทหุ่นยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. จะเป็นรายการที่สนุก น่าสนใจ มีคู่แข่งและความต้องการรางวัลมากกว่ารายการอื่นๆ ทำให้มีความทุ่มเทในการซ้อมมากเป็นพิเศษ แม้จะได้เพียงอันดับ 2 แต่ถือเป็นรางวัลที่มีคุณค่ามาก

ส่วนในการแข่งขันรายการประเภทหุ่นยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.ซ.ม. จะมีทีมที่เข้าร่วมแข่งขันประมาณ 20 ทีม ซึ่งจะเป็นด่านไต่เขาโดยใช้หุ่นยนต์ในการแข่งขันทั้งสิ้น 5 ตัว

เมื่อผลการแข่งขันออกมาปรากฏว่าในรายการนี้ญี่ปุ่นได้ชัยชนะไปเนื่องจากทำเวลาเร็วที่สุด คือ 53 วินาที ส่วนไทยถึงเส้นชัยเป็นอันดับสองด้วยเวลา 100 วินาที แต่ในตอนท้ายทางเจ้าภาพเพิ่งจะแจ้งเงื่อนไขว่าจะต้องทำเวลาไม่กิน 60 วินาทีเท่านั้น จึงทำให้ไทยพลาดอันดับสองไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ทางเจ้าภาพคงเล็งเห็นในความพยายามเนื่องจากนอกจากญี่ปุ่นและไทยแล้วก็ไม่มีทีมใดสามารถเข้าสู่เส้นชัยได้ ท้ายที่สุดจึงได้รางวัล Best Effort Award มาแทน ทำให้รู้สึกเสียใจเหมือนกันแต่ก็พยายามที่สุดแล้ว คิดว่าเหตุผลที่ทำให้เราแพ้ญี่ปุ่นคงเป็นเพราะเรื่องการซ้อม

“เรามีเวลาในการซ้อมแค่วันเดียวเพราะเราถึงญี่ปุ่นเพียงแค่ 1 วันก่อนการแข่งขัน อีกทั้งเราไปทุ่มเทกับการซ้อมในรายการหุ่นยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. มากกว่า ประกอบกับสภาพอากาศที่เย็นทำให้หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพด้อยลงจึงต้องเสียเวลาซ่อมหุ่นเกือบทั้งหมด” นายกฤชพล กล่าว

นายศิริวัฒน์ เตชะพะกะพงศ์ หรือ “วัฒน์” กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างหุ่นยนต์ 2 ตัวว่า ตัวที่ชื่อ “Zeta” เป็นตัวที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. ควบคุมด้วยระบบไร้สาย เทคนิคอยู่ที่การใช้มอเตอร์ 2 ตัวในการควบคุมซึ่งจะถูกวางขนานกัน ในกรณีที่ต้องการบังคับให้เดินหน้า-ถอยหลัง มอเตอร์จะหมุนไปในทิศทางเดียวกันและพร้อมกันเพื่อให้มอเตอร์ไปขบกับเกลียว จนทำให้ล้อเดินหน้า-ถอยหลังตามต้องการ แต่หากต้อง การบังคับให้หุ่นยนต์เลี้ยว มอ เตอร์จะทำงานเพียงหนึ่งตัว ส่วนอีกตัวจะอยู่เฉยๆ โดยบนตัวหุ่นยนต์นั้นจะมีแผงวงจรไฟฟ้าและแบตเตอรี่อยู่และจะถูกควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลในระบบอินฟราเรด

ส่วนอีกตัวที่ชื่อ Vortex เป็นตัวที่มีขนาดไม่เกิน 1 ลบ.ซ.ม. ควบคุมการทำงานด้วยระบบมีสาย เทคนิคอยู่ที่การใช้มอเตอร์ 2 ตัวเช่นเดียวกันแต่จะถูกวางในลักษณะกลับหัวกัน ในกรณีที่ต้องการบังคับให้เดินหน้า-ถอยหลัง มอเตอร์จะหมุนพร้อมกันในทิศทางที่ตรงกันข้าม แต่หากต้องการบังคับให้หุ่นยนต์เลี้ยว มอเตอร์จะทำงานเพียงหนึ่งตัว ส่วนอีกตัวจะอยู่เฉยๆ เช่นเดียวกัน โดยบนตัวหุ่นยนต์นั้นจะมีเพียงมอเตอร์และสายทองแดงอีก 4 เส้น ลากจากมอเตอร์ทั้ง 2 ตัว ตัวละ 2 เส้นเพื่อเชื่อมโยง ซึ่งทุกอย่างที่เป็นวงจรไฟฟ้าจะอยู่ที่ตัวรีโมตคอนโทรลทั้งหมด

นายยรรยง สุระประเสริฐ หรือ “หนึ่ง” เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการประกวดครั้งนี้ เริ่มจากการที่ตนและเพื่อนๆ เห็นประกาศรับสมัครประกวดประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อคัดเลือกไปแข่งขันต่อยังประเทศญี่ปุ่นจากทาง สจล. จึงสนใจลองประกวดจนได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทน

หนึ่งเล่าด้วยว่า ในขั้นตอนการเริ่มประดิษฐ์หุ่นยนต์นั้น เริ่มแรกก็จะศึกษากฎกติกา ก่อนผนวกกับประสบการณ์และความรู้ที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากนั้นจึงเริ่มประดิษฐ์หุ่นยนต์ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ประ เทศเจ้าภาพกำหนด

โดยในปีนี้ทางญี่ปุ่นต้องการจะนำหุ่นยนต์ที่ชนะการประกวดไปต่อยอดทางความคิดเพื่อเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ในการกู้ภัยและเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ต่อไป

หนึ่งอธิบายถึงที่มาว่า ได้ร่วมกับเพื่อนในทีมระดมความคิด โดยศึกษา ออกแบบและทด ลองไปเรื่อยๆ จนได้หุ่นยนต์ที่คิดว่ามีศักยภาพเพียงพอแล้ว เรียกได้ว่ากว่าจะสำเร็จต้องผ่านการค้นคว้าและวิจัยนานนับเดือนเลยทีเดียว โดยมีอาจารย์สมรรถชัย ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำตลอดจึงทำให้ขั้นตอนทุกอย่างนั้นผ่านพ้นไปด้วยดี

“ก่อนหน้านี้ผมและเพื่อนๆ ก็พอมีประสบการณ์บ้างเนื่องจากเคยได้รับรางวัลจากการประกวดประดิษฐ์หุ่นยนต์เมื่อปี 2007 และต้นปี 2008 มาถึง 2 รางวัล จากสมาคมไทย – ญี่ปุ่น และอีก 1 รางวัลจากประเทศญี่ปุ่น” หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

หนึ่งเล่าต่อว่า เมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นก็ได้พบกับประเทศคู่แข่งขันจากหลายประเทศ แต่ประเทศที่น่ากลัวที่สุดหนีไม่พ้นประเทศผู้นำเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่น เพราะทีมเจ้าภาพไม่ใช่แค่จะต้องการเอาชนะเท่านั้น แต่ยังหวังมาโชว์เทคโนโลยีของประเทศตัวเองมาโชว์ให้ทั่วโลกได้เห็นอีกด้วย

“แต่ด้วยความที่ทีมเรามีการฝึกซ้อมมาอย่างดี ทั้งการจำลองสนามแข่งขันจริงซึ่งมีลักษณะเป็นเขาวงกต และการค้นคว้าอย่างหนัก ถึงแม้จะรู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็ใจสู้ จนในที่สุดเมื่อผลประกาศออกมาว่าได้รับรางวัลถึงสองรางวัล วินาทีนั้นรู้สึกดีใจสุดๆ ในใจคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุ่มเทไปนานนับเดือนไม่ได้สูญเปล่า นับว่าผลตอบแทนที่กลับมานั้นคุ้มค่าเหลือเกิน ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง สำหรับในอนาคตมีการวางแผนว่าจะลงแข่งขันอีกที่กรุงโตเกียวซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมี.ค.”

มาที่อีกหนึ่งในสมาชิกของทีม นายไกรสร กลิ่นละออ หรือ “น้อย” กล่าวถึงบรรยากาศในการเตรียมตัวก่อนไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่นว่า ระยะเวลา 1 เดือนในช่วงการเตรียมตัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เฮฮา ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน

เช่น ฝ่ายอิเล็กทรอนิกส์จะดูในเรื่องของการรับ-ส่งสัญญาณ ฝ่ายแมคคาทรอนิกส์จะดูในเรื่องของการออกแบบตัวหุ่น ล้อ เฟือง มอเตอร์ เป็นต้น ฝ่ายเอกสารจะคอยตรวจสอบในเรื่องของเอกสารต่างๆ ส่วนฝ่ายสปอนเซอร์จะคอยนำผลงานเก่าๆ ที่เคยได้รับรางวัลไปเสนอตามที่ต่างๆ เพื่อหาผู้สนับสนุนซึ่งมักเป็นบ.เอกชนอย่างบ.ไมโครชิพ โดยจะขอรับทั้งในรูปแบบของตัวเงินและอุปกรณ์ เช่น แผงวงจรไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งก็หาได้ไม่ยากนัก

“โดยทุกฝ่ายจะมีการเตรียมงานในหน้าที่ของตนเองประมาณ 1 อาทิตย์ จากนั้นจึงนำมาเสนอเพื่อนสมาชิกในกลุ่มและหากเพื่อนๆ ลงความเห็นว่าต้องแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายนั้นที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความคิดเห็นขัดแย้งกันบ้างแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ส่วนช่วงที่กดดันและเครียดมากที่สุดคงเป็นช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนการแข่งขัน เนื่องจากเวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะประกอบกับความวิตกกังวลว่างานจะเสร็จไม่ทันเวลา”

จนในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาของการแข่งขันในรายการรีโมตไร้สาย ขนาดไม่เกิน 1 ลบ.น. ในการแข่งขันนั้นจะตัดสินกันที่ความเร็ว เพื่อหาผู้ชนะที่เป็นเจ้าแห่งความเร็ว 3 ทีม ผลปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศคือ ประเทศเกาหลี ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

“ถึงแม้ว่าจะได้ที่สอง แต่ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมากเพราะทีมได้ทำเต็มที่แล้ว ภายหลังจากการแข่งขันก็มีการวิเคราะห์ว่าการที่ทีมไทยแพ้ทีมเกาหลีนั้นคงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คงเป็นเพราะแบตเตอรี่ เนื่องจากแบตเตอรี่ของเกาหลีมีขนาดเล็กและสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้แรงกว่า ประกอบกับระยะเวลาในการฝึกซ้อมที่เรามีน้อยกว่าจากเงื่อนไขในการเดินทางทำให้ประเทศเกาหลีไปถึงประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าเรา ทำให้มีเวลาในการฝึกซ้อมมากกว่า อีกทั้งในระหว่างการเดินทางตัวหุ่นยนต์ที่เก็บไว้ในห้องเย็นของเครื่องบินเกิดการกระทบกระเทือนทำให้หุ่นยนต์ชำรุด จึงต้องเสียเวลาซ่อมเมื่อไปถึง”

น้อยบอกด้วยว่า แต่หุ่นของเราก็มีจุดเด่นในเรื่องความละเอียดในการทำหุ่นยนต์ เช่น การทรงตัว การควบคุม ทำให้ทีมเราเหนือกว่าอีกหลายๆ ทีม

ถ้าได้รับการสนับสนุน และต่อยอด ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกแน่นอน

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

“ยููเอ็น” เรียกร้องให้หามาตรการบรรเทาทุกข์ ภัยที่จะเกิดจาก”ระดับน้ำ”ที่สูงขึ้น

รายงาน“สภาพเมืองต่าง ๆ ของโลก ประจำปี 2008-2009” ของสำนักงานสารนิเทศแห่งประชาชาติ ชี้ว่า เมืองตามชายฝั่งในเอเชียจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศมากที่สุด
เมืองใหญ่ในเอเชียหลายเมืองมีความเสี่ยงหากระดับน้ำสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และต้องหามาตรการป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อประชากรและทรัพย์สิน
โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติและคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(เอสแคป)จะร่วมกันจัดงานเปิดตัวรายงานสำคัญประจำปีของโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ ชื่อ State of the ’s  Cities  2008/9: Harmonious Cities  
รายงานของสหประชาชาติฉบับใหม่นี้ ระบุว่ากว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเมืองในประเทศกำลังพัฒนาที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง
อันตรายหากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศนี้อยู่ในทวีปเอเชีย
 
ในจำนวน20 เมืองใหญ่ในภูมิภาค  มี 18 เมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหรือไม่ก็ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่ม เมืองแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษเพราะประชากรมากกว่าหนึ่งส่วนสามของจำนวนประชากรในเมืองทั้งหมด
อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
 
รายงานสำคัญของโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติเล่มนี้กล่าวว่าหกสิบสี่เปอร์เซนต์ของจำนวนเมืองทั่วโลกทั้งหมด3,351เมืองที่ตั้งในแถบชายฝั่งที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล  อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและมีความสามารถจัดการกับปัญหาความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้น้อยมาก พื้นที่แถบชายฝั่งที่ต่อเนื่องกันเหล่านี้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลกว่าสิบเมตร
รายงานชึ้ให้เห็นว่าภายในปีค.ศ.2070 ประชากรในเมืองที่ตั้งอยู่แถบที่ราบลุ่มน้ำ ที่ได้เคยได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมมาแล้ว เช่น เมืองดากา, โกลกาทา และย่างกุ้ง จะอยู่ในกลุ่มที่มีความสุ่มเสี่ยงมากที่สุด  ส่วนเมืองท่าต่าง ๆ เช่น เมืองมุมไบและเซี่ยงไฮ้ ที่มีประชากรอยู่หนาแน่นและเป็นเมืองเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างสาหัสทางทรัพย์สินและเศรษฐกิจหากมาตรการบรรเทาทุกข์ไม่ได้เตรียมพร้อมไว้รับมือกับภัยพิบัตินี้
รายงานกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าราวกลางศตวรรษที่21ในประเทศกำลังพัฒนาประชากรในเมืองจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวปัจจุบันในประเทศกำลังพัฒนา ทุกสัปดาห์มีชาวชนบทกว่าสามล้านคนย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักในเมืองใหญ่

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

น้องสอง บุตรี เผือดผ่อง กับเส้นทางสายเทควันโด

น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง

น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง

น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก  arunsawat.com และ martialarts.in.th

           บุตรีสู้ๆ บุตรีสู้ๆ … เชื่อว่าเสียงเชียร์แบบนี้คงดังกระหึ่มไปทั่วทั้งประเทศไทย ขณะที่ “น้องสอง-บุตรี เผือดผ่อง” กำลังฟาดแข้งแข่งขันเทควันโดรองชิงชนะเลิศรุ่นน้ำหนัก  49 กิโลกรัม กับ วู จิง หยู นักกีฬาของเจ้าภาพสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 29 ณ ปักกิ่งเกมส์ ซึ่งผลปรากฎว่า “น้องสอง-บุตรี” ต้านความแข็งแกร่งของเจ้าภาพไม่ไหว แพ้ไปด้วยคะแนน ติดลบ 1-1 คะแนน แต่ก็ยังสามารถคว้าเหรียญเงินมาครองได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเทควันโดไทย เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักกับเธอกันค่ะ…

           น้องสอง มีชื่อจริงว่า บุตรี เผือดผ่อง เป็นบุตรของ นายชวลิต เผือดผ่อง และนางสุวรรณา เผือดผ่อง ภูมิลำเนาจังหวัดสมุทรปราการ มีพี่น้อง 2 คน เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2533 ปัจจุบันอายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม นิสัยส่วนตัวเธอเป็นเด็กขี้อาย พูดน้อย 

           สำหรับเส้นทางการเข้ามาเป็นนักกีฬาเทควันโดของน้องสองนั้น เริ่มมาจากตอนเด็กๆ น้องสองป่วยบ่อย อ่อนแอ แถมยังเป็นโรคหอบหืด แพทย์จึงแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พ่อแม่จึงพาไปเข้าคอร์สเรียนว่ายน้ำ จนโรคประจำตัวหายสนิท จากนั้นเมื่ออายุได้ 11 ขวบ น้องสองหันมาสนใจที่จะเล่นเทควันโด เพราะเห็นพี่สาว (ภัสสร เผือดผ่อง) เล่นอยู่ ก่อนจะตัดสินใจมาบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากเรียนว่ายน้ำแล้ว เพราะอยากไปเรียนเทควันโดเหมือนพี่สาวแทน โดยตอนแรกพ่อแม่ไม่ยินยอม เพราะกลัวลูกจะเจ็บ แต่ก็ทนลูกอ้อนไม่ไหว พ่อแม่จึงอนุญาต 

           ซึ่งเมื่อได้มาเรียนเทควันโด แม้ว่าจะเจ็บเท่าไหร่น้องสองก็ไม่เคยปริปากบ่น และยังตั้งใจฝึกฝนฝึกซ้อมเสมอๆ โดยมีอาจารย์พงษ์เกษียร บัวสุวรรณ เป็นผู้ฝึกสอนคนแรก และหลังจากฝึกซ้อมได้ไม่นาน น้องสองก็เริ่มฉายแวว เมื่อลงแข่งขันในรายการเยาวชนชิงชนะเลิศภาคตะวันออกครั้งแรก และสามารถคว้าเหรียญทองแรกในชีวิตมาครองได้สำเร็จ 

           จากนั้นสาวน้อยรายนี้ก็เริ่มตระเวนแข่งและคว้าเหรียญทองมาครองได้แทบจะทุกรายการ เช่น เหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ 3 สมัยซ้อน ในปี 2548, 2549 และ 2550, เหรียญทองกีฬาเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยในปี 2549 และ 2550 เหรียญทองกีฬาเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชียปี 2550 และเหรียญทองเหรียญทองเยาวชนชิงแชมป์โลกในปี 2549 ซึ่งเป็นเหรียญที่น้องสองภาคภูมิใจที่สุดเพราะเป็นการลงแข่งขันในระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก 

           ต่อมาเมื่อน้องสองก็ขยับมาเล่นในรุ่นประชาชน และคว้าแชมป์ประเทศไทยได้ ก่อนที่จะมาสร้างชื่อกระหึ่มในรายการเบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์ เมื่อสามารถเตะเอาชนะนักกีฬาทีมชาติรุ่นพี่อย่าง น้องวิว-เยาวภา บุรพลชัย และ น้ำ – แม่น้ำ เชิดเกียรติศักดิ์ พร้อมกับคว้าเหรียญทองไปคล้องคอได้อีกหนึ่งรายการ จน โค้ชเช (เช ยอง ซุก) ยอดโค้ชชาวเกาหลีใต้ ได้เรียกตัวน้องสองเข้าแคมป์ทีมชาติแทน น้ำ-แม่น้ำ เชิดเกียรติศักดิ์ (ที่จะปั้นแทนน้องวิว) ซึ่งน้องสองก็ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง เมื่อโชว์ลูกเตะอันเหนือชั้นซิวเหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 24 ที่จังหวัดนครราชสีมา ทั้งยังมาคว้าเหรียญทองได้อีกในรายการยูเอส โอเพ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้อีก พร้อมๆ กับสถิติที่ไม่เคยแพ้คู่แข่งรายใดเลยนับตั้งแต่ติดทีมชาติ 

           อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 29 น้องสองก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นเคย เพราะสามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญเงินมาครองคอฝากคนไทยได้สำเร็จ โดยหลังการแข่งขัน  ”น้องสอง” กล่าวว่า หนูได้พยายามทำดีที่สุดแล้ว ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านที่สนับสนุนตนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นสมาคมหรือจะเป็นอาจารย์พงษ์เกษียร บัวสุวรรณ อาจารย์คนแรกที่สอนตนมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ และพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ อยากบอกว่ารักพ่อกับแม่มาก จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้พูดในเรื่องนี้ ส่วนพ่ออยากได้บ้านใหม่ กลับไปก็จะซื้อให้ ตั้งแต่เด็กมีความฝันมาตลอดว่าอยากไปแข่งโอลิมปิก ได้มาก็เป็นฝันที่ทำสำเร็จแล้วและยังมาได้เหรียญเงินอีก ทำให้ดีใจที่สุด ส่วนอนาคตในการเล่นทีมชาติ โดยเฉพาะโอลิมปิก 2012 ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ยังไงก็จะทำเต็มที่เหมือนเดิม

บุตรี เผือดผ่อง

 

บุตรี เผือดผ่อง


บุตรี เผือดผ่อง

 

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

นิทรรศการการ์ตูนเอเชียครั้งที่ 11  

- วัฒนธรรมของเยาวชนในเอเชีย -

 

                ขอเชิญชมงานนิทรรศการการ์ตูนเอเชียครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นนิทรรศการการ์ตูนเอเชียที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หลังจากที่ได้จัดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานถึง 11 ปี เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นต่อสภาพสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในทวีปเอเชีย

ในปีนี้ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ร่วมกับสมาคมการ์ตูนไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จะนำเสนอนิทรรศการการ์ตูนเอเชียในหัวข้อ วัฒนธรรมของเยาวชนในเอเชีย

 

                นักเขียนการ์ตูนชั้นนำจาก 10 ประเทศในเอเชีย อาทิ ไทย ญี่ปุ่น จีน อินเดีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฯลฯ ได้สร้างสรรค์ภาพการ์ตูนที่สวยงามและชวนคิดรวมทั้งหมดถึง 77 ภาพ เพื่อนำเสนอมุมมองต่อเยาวชนและวัยรุ่นจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ภาพการ์ตูนในนิทรรศการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ได้ทำให้วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของเยาวชนจากประเทศต่าง ๆ มีความคล้ายคลึงและสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง ผู้ชมชาวไทยจะได้พบว่าเยาวชนในมาเลเซียก็คลั่งไคล้ฟุตบอลไม่แพ้เยาวชนไทย หรือวัยรุ่นชาวอินโดนีเซียก็ชื่นชอบการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ไม่ต่างจากวัยรุ่นญี่ปุ่นเช่นกัน

               

งานนี้เราจะนำเสนอนักเขียนการ์ตูนไทยชื่อดังอย่าง คุณโกสินทร์ ศรีฤทธิประดิษฐ์ หรือ โกหน่อง ผู้มีผลงานตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ มติชน และ มติชนสุดสัปดาห์ปีนี้นิทรรศการจะจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาสามสัปดาห์ในเดือนสิงหาคมก่อนที่จะย้ายไปจัดแสดงที่จังหวัดนครราชสีมาในเดือนกันยายน ดังมีกำหนดการต่อไปนี้

               

กรุงเทพฯ

สถานที่จัดแสดง :                เจแปนฟาวน์เดชั่น อาร์ต สเปซ

                             อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์ ชั้น 10, 159 สุขุมวิท 21  กรุงเทพฯ  10110  

ระยะเวลาแสดง :                 วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2550   (งานเปิดวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2551 เวลา 18:30 น.)

 เวลาแสดง :                 จันทร์ ศุกร์: 9:00 19:00 น.

                                     เสาร์ : 9:00 17:00 น.   (ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

 

นครราชสีมา

สถานที่จัดแสดง :                มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

                                340  ถ.สุรนารายณ์  ต.ในเมือง  อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000

ระยะเวลาแสดง :                 วันจันทร์ที่ 8 กันยายน วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2551

(งานเปิดวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2551 เวลา 14.00 น.)

 เวลาแสดง :                 จันทร์ – อาทิตย์: 8:30 – 16.30

                         

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ โทร. 02-260-8560~            

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เปิดประวัติ น้องเก๋ ประภาวดี ฮีโร่โอลิมปิกคนใหม่

น้องเก๋ ประภาวดี

        

ประเทศไทยมี “ฮีโร่โอลิมปิก” คนใหม่ ชื่อ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จอมพลังสาวนักยกน้ำหนักทีมชาติไทย หลังจากสาวจากเมืองปากน้ำโพคว้าเหรียญทองยกน้ำหนัก ในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 29 มาครองได้สำเร็จ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากปราศจาก ความมุมานะ บากบั่น ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กที่เธอยกเสียอีก
 

 

น้องเก๋ ประภาวดี

         “น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ชื่อเดิม จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน เป็นบุตรสาวของ นายจันทร์แก้ว กันทะเตียน และ นางราศรี ทัดทอง เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2527 ที่นครสวรรค์ ปัจจุบันอายุ 24 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ก่อนมาเป็นบัณฑิตสาวจากสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท ที่สถาบันแห่งเดียวกัน

         เด็กสาวที่ชื่อ จันทร์พิมพ์ เล่นยกน้ำหนักครั้งแรก ในปี 2537 มี อ.สมชาติ แสงน้อย และ อ.ประทีป แสงน้อย เป็นโค้ชคนแรก ก่อนเข้าสังกัด สโมสรถาวรฟาร์ม ของ จ.นครสวรรค์
         กีฬายกน้ำหนักเป็นกีฬาที่ไม่สนุก และต้องใช้ความอดทน มุมานะอย่างสูง เรื่องของความสวยงามที่สตรีเพศทุกคนใฝ่หานั้นไม่ต้องพูดถึง และกว่าที่จันทร์พิมพ์ จะสามารถก้าวขึ้นถึงทีมชาติ ต้องรอคอยกระทั่งถึงปี 2544

 

 

น้องเก๋ ประภาวดี

         ในเว็บไซต์ของ ม.นอร์ท-เชียงใหม่  กล่าวยกย่อง จันทร์พิมพ์ ในฐานะนักศึกษาทุน 100% ประเภทนักกีฬา ว่า “น้องเก๋” ไม่เคยท้อต่ออุปสรรค ด้วยเพราะต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว และเงินที่ได้รับจากการแข่งขันทุกครั้งได้นำมาดูแลครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน จนปัจจุบันความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก แต่จันทร์พิมพ์ยังมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กีฬายกน้ำหนักอยู่เสมอ

         ความผิดหวังครั้งสำคัญของ จันทร์พิมพ์ เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ในการคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในรุ่น 53 กิโลกรัมหญิง โดยสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย ตัดสินใจส่ง “น้องอร” อุดมพร พลศักดิ์ เป็นผู้ที่ได้ตั๋ว “เอเธนส์เกมส์” ส่วน “น้องเก๋” ซึ่งประสบอาการบาดเจ็บต้องตกเครื่องในเที่ยวสุดท้าย ซึ่งในเวลาต่อมา “น้องอร” กลายเป็นฮีโร่นักกีฬาหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์มาครอง พร้อมกับวลี “สู้โว้ย” ที่ดังไปทั่วประเทศ

         ความเศร้าเสียใจเปรียบเสมือนฝันร้ายในครั้งนั้น “น้องเก๋” เกือบจะอำลาทีมชาติ ด้วยฉายา “จอมพลังขี้แย” หลังจากโศกเศร้าชั่วขณะ น้ำตาได้ถะถั่งความเสียใจจนหมดสิ้น “น้องเก๋” เปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่จาก “จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน” มาเป็น “ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล” เช่นเดียวกับครอบครัวก็เปลี่ยนนามสกุลมาใช้ “เจริญรัตนธารากูล” เช่นเดียวกัน

         “จันทร์พิมพ์” คนเดิม ทิ้งไว้เบื้องหลัง “ประภาวดี” กำลังจะก้าวต่อไป

น้องเก๋ ประภาวดี

         “ตอนนั้นเหมือนโลกมืดไปหมด เก๋แทบเสียคน ทุกอย่างเสียศูนย์ไปหมด ถึงขั้นตัดสินใจเลยว่าจะเลิกเล่น แต่เก๋นึกถึงพ่อแม่ ทำให้รู้ว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องทำ” จอมพลังสาว กล่าว

         เพียงแต่เมฆหมอกแห่งความโชคร้ายยังไม่หมดแค่นั้น ในศึกยกน้ำหนักชิงแชมป์โลก ที่ จ.เชียงใหม่ เดือนกันยายน เมื่อปี 2550 ประภาวดี โชคร้ายอีกครั้ง ในการแข่งขันรุ่น 53 กิโลกรัมที่เธอมีโอกาสได้เหรียญทอง แต่กลับประสบอุบัติเหตุ “ข้อศอกขวาหลุด” ในการยกท่าสแนทช์ เธอทิ้งเหล็กลงอย่างเจ็บปวด ชวดทุกเหรียญยังไม่พอ “น้องเก๋” ต้องรักษาตัว 3 เดือน พลาดติดทีมชาติลงแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา ในปลายปีเดียวกัน 

น้องเก๋ ประภาวดี

         “น้องเก๋” เล่าให้ฟังว่า ตอนไปแข่งยกเหล็กที่ปักกิ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น มีตุ๊กตามาสคอต 5 สี ของโอลิมปิกวางขายแล้ว อยากจะซื้อกลับบ้าน แต่เพื่อนในทีมท้วงว่า อย่าเพิ่งซื้อเพื่อเอาเคล็ด จะได้กลับมาแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2008 เลยไม่ซื้อ แต่พอในศึกชิงแชมป์โลกที่เชียงใหม่ มีตุ๊กตา “แคน” แมวนำโชค ซีเกมส์วางขายใกล้ๆ สนาม ตนเองกลับซื้อมาเป็นที่ระลึก โดยไม่มีใครทักท้วง กระทั่งข้อศอกหลุด ชวดแข่งซีเกมส์ ที่โคราช จนได้ 

         หลายคนคิดว่า การบาดเจ็บครั้งนั้น อาจส่งผลกระทบถึง “ปักกิ่งเกมส์” ในปี 2551 แต่จิตใจของ ประภาวดี แกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า เธอกลับมาอีกครั้งในการคว้า 3 เหรียญทอง ศึกชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2551 เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ จ.ขอนแก่น รายการระดับในประเทศที่คนกีฬาสนใจน้อยนัก แต่เธอกลับทุบสถิติโลกลงอย่างราบคาบ ท่าสแนทช์ 97 กิโลกรัม คลีนแอนด์เจิร์ก 130 กิโลกรัม น้ำหนักรวม 227 กิโลกรัม ซึ่งดีกว่าสถิติโลก 102-129-226 กิโลกรัม

         เธอพร้อมแล้วสำหรับ “ปักกิ่งเกมส์” มหกรรมกีฬาแห่งความฝัน มหกรรมกีฬาที่เธอรอคอยมาทั้งชีวิต

         ชื่อของ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล กลายเป็นเบอร์ 1 ของโลก นักกีฬายกน้ำหนักหญิง รุ่น 53 กิโลกรัม ขนาดที่จีน ยังไม่กล้าส่งนักกีฬาเข้าประกบ และในที่สุดวันเวลาที่รอคอยก็มาถึง เมื่อเธอคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2008 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการทำลายสถิติโอลิมปิกเกมส์ได้สำเร็จ

 

 

น้องเก๋ ประภาวดี คว้าเหรียญทองโอลิมปิก

         จาก จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน ผู้เจ็บช้ำวันนั้น ด้วยความมุมานะ บากบั่นไม่ย่อท้อ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จึงมีวันนี้

ผลงานของน้องเก๋ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล

         – 1 เหรียญทองแดง ยกน้ำหนักชิงแชมป์โลก (ชายครั้งที่ 73 หญิงครั้งที่ 16) ที่ ประเทศแคนาดา ปี 2546

         – 1 เหรียญทอง กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 22 ที่ประเทศเวียดนาม ปี 2546

         – 3 เหรียญทอง  ยกน้ำหนักเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย (ชายครั้งที่ 17 หญิงครั้งที่ 9 ) ที่ จ.เชียงใหม่  ปี 2547

         – 3 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปี 2548

         – 1 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงแชมป์โลกที่กาตาร์ ปี 2549

         – 3 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยโลก ที่เมืองอิซเมียร์ ประเทศตุรกี ปี 2549

         – 1 เหรียญเงิน กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ปี 2549

         – 1 เหรียญทอง ยกน้ำหนักชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศจีน ปี 2550

         – นักกีฬาเยาวชนสมัครเล่นหญิงดีเด่น ในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2546 จากการกีฬาแห่งประเทศไทย

         คติประจำใจ – ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง

         สีที่ชอบ – สีชมพู

         นักกีฬาที่ชื่นชอบ – สายพิณ เดชแสง, ราฟาเอล นาดาล

         เพื่อนซี้ – เพ็ญศิริ เหล่าศิริกุล, วันดี คำเอี่ยม

         งานอดิเรก – เล่นเกม, อ่านหนังสือ, เล่นคอมพิวเตอร์

         อนาคต – เปิดกิจการส่วนตัว, ท่องเที่ยว

 

ไลฟ์สไตล์ ของ น้องเก๋ ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล

 

เธอกลายเป็นนักกีฬาคนที่ 18 ของประวัติศาสตร์วงการกีฬาไทย ที่ได้เหรียญโอลิมปิกเกมส์ ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ กำลังหลั่งไหลเข้ามาไม่จบสิ้น ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 11