Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

“กาลครั้งหนึ่ง…นานมาแล้ว…” เสียงใสๆ ของน้องที่โทร. มาเล่านิทานให้เพื่อนๆ ฟังใน รายการจันทร์เจ้าขา เอฟเอ็ม 105 คลื่นเพื่อเยาวชนและครอบครัว จบลงพร้อมเสียงปรบมือของพี่ๆ ดีเจ. ในรายการ

          ปัจจุบันสื่อสำหรับเยาวชนและครอบครัวมีน้อย โดยเฉพาะวิทยุ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าสื่อวิทยุไม่ค่อยน่าสนใจ เนื่องจากไม่มีภาพ จริงๆ แล้วการใช้ทักษะการฟังจะมีส่วนช่วย เสริมจินตนาการอย่างมาก โดยเฉพาะ สำหรับเด็ก ผลการสำรวจรายการวิทยุในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างเดือนกันยายน-ธันวา คม 2550 โดยมูลนิธิเครือข่ายครอบ ครัว พบว่ารายการวิทยุสำหรับเด็กและเยาวชน มีอยู่เพียงร้อยละ 1.45 และรายการวิทยุสำหรับครอบครัวมีสัดส่วนเพียง 0.80 ของรายการวิทยุทั้งหมดเท่านั้น

          โครงการคลื่นวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว เกิดขึ้นเพื่อขยายพื้นที่สื่อวิทยุสำหรับเด็กและครอบครัว ยึดหลักการสื่อสาธารณะ คือปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ ดำเนินงานร่วมกันระหว่างสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และชมรมวิทยุเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)

          นิติกาญจน์ รัตนสิทธิ์ ผู้ประสานงานรายการสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 105 บอกว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ารายการสำหรับเด็กคือผู้ใหญ่มานั่งจัดรายการให้เด็กฟังหรือการให้เด็กมีโอกาสมาจัดรายการวิทยุ แต่ที่เราทำคือการจัดรายการสำหรับเด็ก โดยให้เขามีส่วนร่วมในรายการ รายการที่เราจัดขึ้นคำนึงถึงความแตกต่างของคนแต่ละช่วงวัยด้วย เช่น ในเด็กเล็ก 3-5 ขวบ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ พัฒนาการ จินตนาการ เราจึงมีรายการอย่าง “พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง” และ “จันทร์เจ้าขา” ซึ่งเกี่ยวกับนิทานที่จะฝึกให้เด็กสร้างจินตนา การ โดยสอดแทรกจริยธรรมด้วย รายการ “รถด่วนขบวนเพลง ปู๊น ปู๊น” เป็นรายการเพลงสำหรับเด็ก สอนเด็กๆ ในเรื่องต่างๆ และราย การ “ขบวนการล้านความคิด” ที่ฝึกให้เด็กๆ มาลับสมองกัน

          นอกจากรายการสำหรับเด็ก พี่เล็ก นิติกาญจน์ บอกอีกว่ายังมีรายการอื่นๆ สำหรับคนทุกวัยในครอบครัว อย่างรายการสถานีครอบครัวที่พยายาม ดูแลพื้นที่สีดำในสังคม ที่ผ่านมาเราออกอากาศตอน “โคโยตี้ข้างถนน” และ “ร้านเหล้า” ซึ่งมีส่วนสะท้อนสังคมและทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาจัดการกับปัญหาจริงจังมากขึ้น

          พรพรรณ ชัยนาม หรือ ป้าพรรณ ดีเจ.รายการรถด่วนขบวนเพลง ปู๊น ปู๊น บอกว่า ทำงานด้านสื่อเกี่ยวกับเด็กมานานกว่า 10 ปี ได้เรียนรู้ว่าสื่อมีความ สำคัญสำหรับเด็กอย่างยิ่ง

          เด็ก คือ ความบริสุทธิ์ เขาพร้อมรับทุกอย่างที่ได้รับได้เสพ สื่อจึงมีส่วนสำคัญที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จะเห็นได้ว่าพัฒนาการของเด็กสมัยนี้กล้าแสดง ออกมากขึ้น กล้ามีส่วนร่วมกับรายการ อยากฝากถึงผู้มีบทบาทในสังคมรวมถึงทุกคนในสังคมควรให้ความสำคัญกับเยาวชนและสถาบันครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านงบประมาณ และทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ที่สำคัญต้องทำอย่างต่อเนื่อง

          ด้าน นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่าคลื่นเพื่อเด็กและครอบครัวนี้ออกอากาศครั้งแรกเมื่อเมษายน 2552 โดยพูดคุยกันว่าจะทดลองออกอากาศ 6 เดือน จาก 4-5 เดือนที่ผ่านมา พบว่ารายการได้รับการตอบรับดีเกินกว่าที่คาดไว้ แต่เรายังไม่รู้ว่าหลังจาก 6 เดือน ไปแล้วรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อ

          “ผมอยากให้มีสื่อเพื่อเด็กและครอบครัวเช่นนี้ต่อไป เพื่อเติมเต็มสังคม เพราะปัจจุบันเรามีพื้นที่ส่วนนี้น้อยมาก อยากให้ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญกับสื่อของเด็กและครอบครัว จัดสรรเวลาในคลื่นวิทยุทั่วประเทศให้มีรายการส่งเสริมพัฒนาการเด็กและครอบครัว รัฐบาลน่าจะออกมาเป็นมติครม. ให้จัดสรรคลื่นเพื่อสาธารณะเช่นนี้ ขยายสู่คลื่นอื่นๆ ของรัฐหรือกรมประชาสัมพันธ์ในต่างจังหวัด สำหรับมูลนิธิหรือองค์กรทำงานด้านเด็กและครอบครัวที่มีอยู่จะได้ช่วยจัดการด้านเนื้อหาและคุณภาพของผู้จัดรายการให้ได้มาตรฐานต่อไป” นายวันชัยกล่าว

          น้องกร ด.ช.ชากร เอี่ยมจันทร์ บอกว่า ชอบฟังรายการ ขบวนการล้านความคิด ส่วนใหญ่จะได้ฟังรายการบนรถระหว่างนั่งรถกลับจากโรงเรียน ในรายการสอนความรู้ต่างๆ รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนช่างสงสัยและช่างถามมากขึ้น หากรายการมีคำถามแล้วตนตอบไม่ได้จะพยายามกลับไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เช่น เข้าไปค้นในห้องสมุด หรือถามคุณครู เพราะอยากค้นหาคำตอบให้ได้

          ด้าน นางสิริพร จารุวงรีต ผู้ปกครองน้องมินนี่ แฟนรายการคลื่นวิทยุแห่งนี้ บอกว่ารายการของคลื่นนี้มีประโยชน์สำหรับเด็กมาก เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่ลูกเป็นแฟนรายการโดยจะนั่งฟังในรถหลังกลับจากโรงเรียน

          “เขากลายเป็นเด็กที่พูดง่ายขึ้น นอกจากนี้เรายังสอนเขาผ่านรายการได้อีกด้วย หรือสอนผ่านมุมมองของเด็กคนอื่นๆ ที่โทร.เข้ามาร่วมสนุกในรายการ เขากลายเป็นเด็กกล้าคิด กล้าพูด และกล้าแสดงออกมากขึ้น”

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ปัญหาขยะมูลฝอย นับเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่กำลังมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและมีการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนการขยายตัวของชุมชนต่าง ๆ จึงทำให้นับวันจะมีปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะมลพิษต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น น้ำเน่าเสีย และขยะล้นบ้านเมือง ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองที่ดีที่สุดจะต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาดังกล่าวคือการปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนทุกคนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาขยะมูลฝอยและร่วมมือร่วมใจช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พิษณุโลก จึงได้จัดกิจกรรม “ขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste Project) หอพักสีขาว” ขึ้น เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการคัดแยกขยะและฝึกฝนวินัยในการทิ้งขยะจนเป็นพฤติกรรมที่ดี เพื่อนำไปขยายผลในครอบครัว ชุมชน และสังคมต่อไป

          ดร.สว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มีนักศึกษาหญิงที่พักประจำอยู่ภายในหอพักของมหาวิทยาลัยจำนวน 1,920 คน ซึ่งในแต่ละวันตามหอพักต่าง ๆ จะมีขยะหรือสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งมีทั้งขยะเปียก ขยะแห้งและขยะอันตรายปะปนอยู่  จึงต้องมีการจัดระบบการกำจัดขยะให้ดีเพื่อป้องกันขยะล้นเมือง  ดังนั้นทางกองพัฒนานักศึกษาร่วมกับโครงการหอพักทะเลแก้วนิเวศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จึงได้จัดโครงการ “ขยะนี้มีค่า” เพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ ตลอดจนให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยมีสุขภาวะที่ดี จึงได้จัดกิจกรรม “ขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste Project) หอพักสีขาว” ขึ้น โดยมีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลตำบลพลายชุมพล และบริษัทวงศ์พาณิชย์ นำโดย นายสมไทย วงษ์เจริญ ประธานกรรมการบริษัทฯ  มาร่วมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าของขยะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และมีมูลค่าสร้างรายได้แก่ตนเอง

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

วัยรุ่นหรือใครที่คิดจะดื่มเหล้าคงต้องหยุดคิด เมื่อมีข้อมูลทางการแพทย์รายงานชัดว่า แอลกอฮอล์ทำให้เกิดอารมณ์ที่เป็นสุขและครื้นเครง เพราะมีฤทธิ์กดประสาทพร้อมกับกระตุ้นให้สมองมีการหลั่งสารแห่งความสุข อาทิ โดปามีน เอ็นโดรฟีน ฯลฯ

          แต่การดื่มอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอนั้นทำให้สมองเปลี่ยนแปลง และพร่องสารแห่งความสุข เกิดภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และเกิดโรคสมองติดยาได้ ในทางวิชาการแอลกอฮอล์ทำให้สมองที่เกี่ยวข้องกับความสุขและความอยากเปลี่ยนไป อาการที่สำคัญ คือ อยากเหล้าได้ง่าย แต่กลับดื้อต่อสิ่งที่ให้ความสุขใจตามธรรมชาติ ทำให้เป็นคนที่มีความสุขได้ยาก มีแต่แอลกอฮอล์เท่านั้นที่พอจะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขได้

          แน่นอนว่ายิ่งผู้ดื่มอายุน้อยเท่าไหร่ โอกาสที่จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนติดสุราก็จะมีมาก และเมื่อดื่มอย่างต่อเนื่องยาวนาน สมองจะปรับตัวตื่นตัวมากขึ้น ส่งผลให้นักดื่มต้องดื่มปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้สมองหลั่งสารที่เป็นสุขเท่าเดิม เกิดอาการที่เรียกว่า “ดื้อแอลกอฮอล์” ลองมาดูผลกระทบทางด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีปริมาณแอลกอฮอล์มากจนเกินไป ตั้งแต่ชัก สมองสับสน อาการทางจิตแทรกซ้อน เป็นต้น

          นักดื่มรุ่นเยาว์ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยเรียน ซึ่งเป็นวัยที่ไม่ควรข้องแวะกับน้ำเมาอยู่แล้ว ถ้าดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจะส่งผลต่อการเรียนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ประกอบกับแอลกอฮอล์ยังส่งผลกระทบต่อสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิดและตัดสินใจทำงานย่ำแย่ลง ขาดความยับยั้งชั่งใจ กลับกลายเป็นคนที่ใช้อารมณ์มากกว่ายึดเหตุผล และทำในสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น ตีรันฟันแทง ทะเลาะวิวาท ฯลฯ

          เหล้าสุราที่เป็นสิ่งเร่งเร้าให้วัยรุ่นกระทำความผิดนั้นเป็นอีกความจริงที่น่ากลัว นอกเหนือจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านร่างกายทำลายไปจนถึงระบบสมอง ความจริงของเยาวชนที่เคยกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองจนต้องถูกจองจำในสถานควบคุม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “คุกเด็ก” นั้น บนเส้นทางชีวิตของพวกเขาล้วนพัวพันกับอบายมุข เหล้าสุรา นารี การพนัน หลายบทเรียนชีวิตที่พลิกผัน เสียโอกาสในการใช้ชีวิตตามแบบวัยรุ่นทั่วไป มีแอลกอฮอล์เป็นตัวการสำคัญก่อนก่อเหตุหรือกระทำผิด เจาะลึกลงไปครอบครัวของพวกเขาล้วนอยู่ในครอบครัวที่ผุกร่อนอ่อนแอ ขณะเดียวกันสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงมีปัจจัยเร่งเร้าให้เดินในเส้นทางที่ไม่ควรเดินมากขึ้น ขาดที่พึ่งที่คอยชี้แนะด้วยความเข้าใจ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ตามไปดูเยาวชนหัวใจรักคณิตศาสตร์ ประกวดผลงานสร้างสรรค์ด้วยโปรแกรม GSP ระดับภูมิภาค

เมื่อวันที่  วันที่ 7-8 สิงหาคม 2552  ที่ผ่านมา  เยาวชนที่มีใจรักคณิตศาสตร์   ได้มารวมตัวกันอย่างคึกคัก  เพื่อร่วมกันประกวดผลงานสร้างสรรค์ของคนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์  โดยใช้โปรแกรม The  Geometer’s  Sketchpad (GSP) ของ สสวท.  ระดับภูมิภาค จำนวน 20 ศูนย์ทั่วประเทศ

 

         ศูนย์ประกวดดังกล่าว ได้แก่ ศูนย์โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช  สตรีสิริเกศ  ศรีสงครามวิทยา  สตรีราชินูทิศ  กาฬสินธิ์พิทยาสรรพ์  ขอนแก่นวิทยายน  เฉลิมขวัญสตรี  นวมินทราชูทิศพายัพ  สามัคคีวิทยาคม  ท่าใหม่ “พูลสวัสดิ์ราษฎร์นุกูล”  รัตนราษฎร์บำรุง  ธัญรัตน์  พิบูลวิทยาลัย  สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี  สุราษฏร์ธานี  หาดใหญ่วิทยาลัย  ศรียาภัย  เมืองถลาง  กัลยาณีศรีธรรมราช  และโรงเรียนพรหมานุสรณ์ ซึ่งมีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   (สสวท.)  เป็นหน่วยงานหลักในการจัดประกวดครั้งนี้

 

 

          โดยกรรมการของแต่ละศูนย์ ฯ ได้คัดเลือกผลงานที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต้นเข้ามานำเสนอผลงานในวันแรกของการประกวด (7 ส.ค. 2552) และคัดเลือกไว้เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันที่สองของการประกวด  (8 ส.ค. 2552)    สำหรับการประกวดรอบแรก ระดับประถมศึกษา สร้างผลงาน หัวข้อ โรงเรียนของฉัน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สร้างผลงานหัวข้อ บ้านประหยัดพลังงาน  และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  สร้างผลงานหัวข้อ เมืองประหยัดพลังงาน และรอบชิงชนะเลิศตามโจทย์ของคณะกรรมการ

 

         โรงเรียนธัญรัตน์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เป็นหนึ่งในศูนย์ประกวดผลงานสร้างสรรค์ของคนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์  โดยใช้โปรแกรม The  Geometer’s  Sketchpad   ซึ่งเปิดรับสมัครนักเรียนจากจังหวัดปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา  นครนายก  ปราจีนบุรีและสุพรรณบุรี เข้าร่วมประกวด  ทีมละ 2 คน โรงเรียนละไม่เกิน 2 ทีม นอกจากนั้นเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 2  ยังได้ติดต่อเขตพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา ส่งกรรมการมาร่วมคัดเลือกและตัดสินการประกวด จังหวัดละ 3 ท่าน

 

 

           ไปดูการนำเสนอผลงานรอบแรก  ในหัวข้อโรงเรียนของฉัน ของวัยซน ชั้นประถมศึกษากันบ้าง ว่าเขาสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้โปรแกรม GSP กันอย่างไร เช่น   โรงเรียนวัดเขียนเขต ทีม 2 เล่าว่า ใช้หลักการเลื่อนขนาน การทำซ้ำ การหมุน มาออกแบบสนามเด็กเล่น ชิงช้า และกระดานหก ในโรงเรียน  โรงเรียนวัดอัยยิการาม  ทีม 1 อธิบายว่า การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ทำใช้หลักการการแปลงทางเรขาคณิต การเลื่อนขนาน การหมุน  การสร้างก้อนเฆฆ  สร้างส่วนโค้งผ่านจุด 3 จุดให้เคลื่อนที่  ตัวนักเรียนสร้างจากเมนูการแปลง  การเลื่อนขนาน สะท้อนเพื่อเพิ่มจำนวนนักเรียน แล้วสั่งให้เคลื่อนที่  สร้างจักรยานจากรูปวงกลม การแปลง การเลื่อนขนาน สั่งให้จักรยานเคลื่อนที่แล้วใช้การสะท้อนเพิ่มจำนวน  ประตูเปิดปิดได้ สร้างจากการยืดหดและการสะท้อน  เป็นต้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

5 ผลงานวิจัยบ่งชี้ภัยคุกคามสุขภาพเด็กนักเรียนประถม ระดับสายตา, การบริโภคขนม, โภชนาการ, โรคฟันผุ และโรคซนสมาธิสั้น นักวิจัยแนะผู้ปกครองเร่งเปลี่ยนพฤติกรรมบุตรหลาน

             จากการนำเสนอผลงานวิจัยในชุดโครงการ Southern Health Watch มีงานวิจัย 5 เรื่อง นำเสนอข้อมูลภัยคุกคามต่อสุขภาวะของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยใช้โรงเรียนในจังหวัดเป็นพื้นที่วิจัย และสามารถสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจได้ดังนี้

             ทุกๆ เด็กนักเรียน 6 คน จะมีเด็กอ้วน 1 คน และเรายังเข้าใจผิดว่าดื่มนมเปรี้ยวแล้วไม่อ้วน

             จากผลงานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างและขนมของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในอำเภอหาดใหญ่ : ความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ” โดย พญ.อารยา ตั้งวิฑูรย์ แสดงให้เห็นว่าในนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างนั้น มีความชุกของโรคอ้วนถึงร้อยละ 16 หรือทุกๆ นักเรียน 6 คน จะมีนักเรียนเป็นโรคอ้วน 1 คน

             โดยนักเรียนชายมีอัตราเป็นโรคอ้วนกว่านักเรียนหญิง และนักเรียนในเขตเทศบาลมีเด็กอ้วนมากกว่านักเรียนนอกเขตเทศบาลถึง 1.4 เท่า นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดว่าหากดื่มนมเปรี้ยวแล้วจะลดปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงนักเรียนควรดื่มนมจืดแทนนมเปรี้ยวและนมหวาน เด็กใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิต วัยเรียนอยู่ใกล้กับความเสี่ยงโรคอ้วน  

             จากข้อมูลของงานวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ของปัจจัยแวดล้อมในโรงเรียนกับการเปลี่ยนแปลงของโรคอ้วนในเด็กชั้นประถมศึกษาใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา” โดย พญ.อมรพรรณ ฐิติบุญสุวรรณ มีผลสรุปที่น่าสนใจชี้ให้เห็นว่า ความชุกของโรคอ้วนในนักเรียนที่อยู่ในเขตเมืองเพิ่มสูงขึ้นจากปี 48 จากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 13.7

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212