Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

รับอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการจิตอาสาคลายทุกข์ด้วยหนังสือ วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2552

ด่วน ! รับจำนวนจำกัด

แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.)

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ร่วมกับ เครือข่ายพุทธิกา

 เปิดรับอาสาสมัคร

เข้าร่วมโครงการจิตอาสาคลายทุกข์ด้วยหนังสือ

 ลักษณะกิจกรรม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เยาวชนและคนทั่วไปได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำงานอาสาสมัคร อาสาสมัครจะได้เรียนรู้วิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กโดยมีหนังสือเป็นสื่อกลางอันจะนำไปสู่ความเข้าใจต่อเด็กผู้ด้อยโอกาสในสังคม นอกจากนั้นอาสาสมัครยังมีโอกาสได้กลับมาอ่านหนังสือเล่มโปรดอีกครั้ง

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Jul-30-09

สุขแท้ด้วยปัญญา

posted by Bubble B

“สุขแท้ด้วยปัญญา” ปี 2 ร่วมสร้างทัศนคติใหม่แก่สังคมไทย

dfsee

     ปัจจุบันสังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น มีการรณรงค์กันอย่างมากมายแต่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นและจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องของสุขภาวะทางหาย ในขณะที่กระแสบริโภคนิยมและวัตถุนิยมไหลบ่ารุนแรงขึ้น ผู้คนพึงพอใจและแสวงหาเรื่องทางวัตถุเป็นด้านหลัก นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ทำให้ผู้คนเกิดความทุกข์กันทั่วหน้า

     สังคมไทยกำลังต้องการภูมิคุ้มกันความทุกข์ ไม่มีอะไรที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันความทุกข์ให้เข้มแข็งได้ดีเท่ากับสุขภาวะทางปัญญา สุขภาวะทางปัญญาช่วยให้ผู้คนบรรลุถึงความสุขที่แท้ คือความสุข ที่เกิดจาการมีทัศนคติที่ถูกต้องรู้เท่าทันความจริงของชีวิตและโลก สามารถคิดถูก คิดชอบ และรู้จักแก้ทุกข์ได้ด้วยปัญญา รวมทั้งมีความสุขจากการดำเนินชีวิต ถูกต้องดีงาม จากการเป็นผู้ให้ และการทำความดีเพื่อคนอื่นหรือส่วนรวม

     การมีทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้วางใจถูกต้อง เมื่อวางใจได้ถูกต้องความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และทุกเวลา เป็นความสุขที่แท้และยั่งยืน อันเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาสุขภาพองค์รวม

     โครงการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา โดยเครือข่ายพุทธิกา เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการนำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตอย่างสมสมัย โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันเสริมสร้างทัศนคติใหม่ให้แก่สังคมไทย ด้วยการนำเสนอกิจกรรม ทั้งที่เป็นโครงการริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่หรือเป็นการแตกหน่อต่อยอดหรือพัฒนาต่อจากงานเดิมที่ทำได้ผลดี พร้อมไปกับการสร้างและพัฒนาทั้งคนและเครือข่าย ตลอดจนการสื่อสารเผยแพร่ให้สังคมไทยได้รับรู้และเห็นคุณค่าของ “สุขภาวะทางปัญญา หรือ สุขแท้ด้วยปัญญา” มากยิ่งขึ้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

 

คุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้างไหม ขณะที่กำลังรอรถเมล์อยู่ ก็มีผู้ชายสีหน้าเศร้า ๆ มาขอเงินคุณ เขาเล่าว่าเขามาตามหาญาติที่กรุงเทพ ฯ จนเงินเกลี้ยงกระเป๋า แต่ไม่พบ อยากจะกลับบ้านแต่ไม่มีเงินค่าโดยสาร จึงอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ

คุณฟังแล้วก็สงสารจึงให้เงินไป ๕๐ บาท เขายกมือไหว้ขอบคุณคุณเป็นการใหญ่ก่อนที่จะจากไป แต่แล้วไม่กี่วันต่อมาคุณก็เห็นชายคนเดียวกันนี้เดินขอเงินจากใครต่อใครไม่ไกลจากจุดที่เขาเคยขอเงินคุณ

เจอแบบนี้เข้าคุณจะรู้สึกอย่างไร?

 

เป็นธรรมดาที่คุณจะเสียความรู้สึกหรือโมโหเมื่อรู้ว่าตนเองถูกหลอก หลายคนถึงกับตั้งใจเด็ดขาดว่าจะไม่ควักเงินให้อีกหากมีใครมาขอเงินเขา ก็พวกนี้มันสิบแปดมงกุฎกันทั้งนั้น

การสรุปบทเรียนแบบนี้แม้จะดูสมเหตุสมผล แต่ก็น่าคิดว่าเป็นความยุติธรรมหรือไม่ที่เราจะเอาพฤติกรรมของคน ๆ หนึ่งมาเป็นข้อสรุปแบบเหวี่ยงแหว่าใครก็ตามที่แบมือขอเงินเราล้วนเป็นพวกลวงโลกทั้งนั้น หากคุณถูกผู้ชายคนหนึ่งหลอก ควรหรือไม่ที่จะสรุปว่าผู้ชายทั้งโลกเชื่อไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าคุณเป็นผู้ชาย คุณย่อมรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ถูกตราหน้าอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันอ้าปากหรือโอภาปราศรัยกันเลย

แม้จะถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างมากที่เราจะสรุปได้ก็คือคนที่แบมือขอเงินเรานั้นส่วนใหญ่ โกหกเรา ถึงแม้คุณจะถูก ๙ คนหลอก ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่สิบจะเป็นเช่นนั้นด้วย คำถามก็คือหากไม่แน่ใจว่าคนที่สิบจะมาหลอกเราด้วยหรือไม่ เราควรให้เงินเขาไหม? ถ้าคุณไม่อยากถูกหลอกอีก ก็ตัดสินใจไม่ยาก เบือนหน้าหนีเขาก็หมดเรื่อง

แต่หากลองคิดอีกมุมหนึ่งว่า หากคน ๆ นั้นเขาเดือดร้อนจริง ๆ และมีความจำเป็นต้องกลับบ้านด่วน เพราะทิ้งพ่อที่พิการหรือลูกเล็ก ๆ เอาไว้ การปฏิเสธของคุณอาจมีผลกระทบต่อชีวิตของเขามาก แต่ถ้าคุณให้เงินเขา ก็อาจจะมีความหมายใหญ่หลวงต่อเขา

ลองนึกอีกทีว่าหากคุณตกอยู่ในที่นั่งเดียวกับเขา แล้วพบว่าไม่ว่าจะแบมือขอเงินจากใคร ก็ถูกปฏิเสธหมด ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เงินจำนวนมาก คุณจะรู้สึกอย่างไรกับผู้คน คุณจะยังมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์หรือไม่ และหากคุณทำความดีมาตลอด แต่ต้องได้รับผลอย่างนี้ คุณจะยังศรัทธาในความดีและเชื่อมั่นในบุญกุศลอีกหรือไม่

เงิน ๕๐ บาทหรือ ๑๐๐ บาท อาจไม่มากสำหรับคุณ หากถูกหลอก ก็ไม่ทำให้คุณกระเทือนเท่าไร แต่หากเขาเดือดร้อนจริง ๆ เงินจำนวนเล็กน้อยนี้สามารถฟื้นศรัทธาและความหวังของเขาขึ้นมา และยังอาจมีผลต่ออีกหลายชีวิตที่รอการกลับบ้านของเขา มองในแง่นี้การให้เงินแก่เขาจึงเป็นการ “ลงทุน”ที่น่าเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากเสียก็เสียไม่มาก แต่หากได้ก็ได้มหาศาล เป็นแต่ว่าผลได้นั้นไม่ได้เกิดกับคุณ ยิ่งกว่านั้นโอกาสที่จะ “ได้” อาจมากกว่าแทงหวยใต้ดินเสียอีก

การช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักนั้นจะว่าไปก็ไม่ต่างจากการเสี่ยงโชค เป็นไปได้ว่าโอกาสจะถูกหลอกมีมากกว่า ช่วยไป ๑๐ คนอาจกลายเป็นว่าเราถูก ๙ คนหลอก มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เดือดร้อนจริง แม้กระนั้นก็ยังคุ้มอยู่ดีมิใช่หรือ

มีคำกล่าวว่า ปล่อยคนผิด ๑๐ คนยังดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์ ๑ คน ในทำนองเดียวกัน ในกรณีที่มีคนมาขอเงินเรา ก็อาจพูดได้เช่นกันว่า ถูกคนโกง ๑๐ คนหลอกก็ยังดีกว่าเมินเฉยผู้ทุกข์ยาก ๑ คน

ใครที่ยังทำใจไม่ได้เมื่อรู้ว่าถูกหลอกเอาเงินไป ลองฟังเรื่องราวของ โรเบอร์โต เดอ วิเซนโซ นักกอล์ฟชาวอาร์เจนตินาชื่อก้องโลกเมื่อ ๓๐ ปีก่อน ครั้งหนึ่งมีหญิงสาวมาพบเขาแล้วเล่าว่าลูกของเธอป่วยหนักและกำลังจะตาย เขาฟังแล้วก็สงสาร จึงมอบเช็คที่เพิ่งได้รับจากการชนะถ้วยรางวัลให้เธอไป

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา มีเพื่อนมาบอกเขาว่า เขาถูกผู้หญิงคนนั้นหลอก เพราะเธอยังไม่ได้แต่งงาน และไม่มีลูกที่เจ็บป่วย ประโยคแรกที่ออกจากปากของโรเบอร์โตก็คือ “หมายความว่า ไม่มีเด็กที่กำลังจะตาย ใช่ไหม ?”

เมื่อได้รับคำยืนยัน เขาก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า“นี่เป็นข่าวดีที่สุดที่ได้ยินมาตลอดอาทิตย์นี้เลย” แทนที่จะโมโห เขากลับยินดี เพราะเขานึกถึงเด็กมากกว่าเงินในกระเป๋าของเขา ใช่หรือไม่ว่าถ้าเรานึกถึงคนอื่นมากขึ้น การถูกหลอกจะกลายเป็นเรื่องเล็กลงไปทันที

โดย… ภาวัน

ที่มา เครือข่ายพุทธิกา

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Apr-24-09

ทางออกของทางตัน

posted by Bubble B

ทางออกเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในทุกสถานการณ์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทางเข้า หรือจุดเริ่มต้นที่จะเข้าสู่สถานการณ์นั้นๆ ส่วนผลสำเร็จก็เป็นเพียงหนึ่งในทางออกหลายๆ ทางหลังจากเข้าสู่สถานการณ์นั้นแล้ว เพราะหลายครั้งที่เหตุการณ์ในชีวิตไม่ได้จบด้วยความสำเร็จอย่างที่คาดเอาไว้

“ควรจะทำยังไงดีคะ ถ้า…” เป็นคำถามหนึ่งที่พระมักได้รับบ่อยๆ จากคนที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยกัน เพราะกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ทางออกเริ่มจะไม่เป็นอย่างที่คิดไว้

 

การมองทางออกหลายๆ ด้านไว้ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าสู่สถานการณ์สำคัญของชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย แต่ทุกวันนี้เรากลับมองข้ามกันเสมอ

เมื่ออยู่ในวัยเรียนทางออกเดียวที่เรา นี้ชีวิต่ควรละเลยแต่เราก็มักจะละเลยกันรวมทั้งพ่อแม่เราเห็นคือการมุ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้คณะดีๆ แล้วก็มองเลยรวดเดียวไปถึงว่า ถ้าสำเร็จการศึกษาในสาขานั้นมาจะทำงานที่ไหนดี เงินเดือนเท่าไหร่ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างไร โดยไม่ค่อยได้มองทางออกไว้ก่อนว่า ถ้าสอบไม่ได้จะทำอย่างไร เข้าได้แล้วจะเรียนแข่งกับเพื่อนได้ไหม จะสู้ค่าใช้จ่ายขณะเรียนไหวหรือไม่ หรือถ้าเรียนไม่จบจะทำอย่างไร

ในด้านการงานหรือชีวิตครอบครัวก็เช่นกัน ก่อนที่จะได้เข้าทำงานนั้นๆ เรามักทุ่มกันสุดตัวทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งานนั้นมา แต่เมื่อทำงานนั้นได้ไม่เท่าไร หลายคนก็เครียดกับงาน เบื่อหัวหน้า เซ็งเพื่อนร่วมงาน รำคาญลูกน้องและลูกค้าที่แสนจะเรื่องมาก

ณ จุดเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ก็มักไม่มีใครเตรียมทางออกสำหรับสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่จะรุมล้อมกันเข้ามา ไม่ว่าเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว เรื่องภรรยาเจ้าอารมณ์ สามีนอกใจ หรือลูกติดยา ติดเกม และอีกสารพัดที่ไม่เคยคาดว่าจะพบเจอกับตนเอง ทั้งๆ ที่ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

เมื่อไม่ได้เตรียมมองทางออกไว้ พอเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดหมาย หรือพบจุดจบไม่ตรงกับเป้าหมายที่คาด หลายคนจึงอยู่ในภาวะตระหนก สับสน รู้สึกว่าชีวิตเข้าสู่ทางตัน หาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ จนนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ลงเอยด้วยการโทษผู้อื่น โทษตัวเอง หรืออาจถึงขั้นคิดสั้นจบชีวิตตนเอง

ทางออก หรือทางหนีทีไล่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดคิด เป็นสิ่งที่เราควรตระเตรียมให้พร้อม จึงจะถือได้ว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต

หลายคนอาจรู้สึกว่าปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องท้าทาย เป็นสีสันของชีวิตที่ต้องมีสุขบ้างทุกข์บ้างให้เรียนรู้ ก็เป็นเรื่องดีที่สามารถมองชีวิตเป็นสถานการณ์แห่งการเรียนรู้ที่ต้องฝ่าฟันไป

แต่คงไม่สนุกแน่หากชีวิตเต็มไปด้วยปัญหาให้แก้ไขอย่างไม่จบสิ้น ที่สำคัญคือบางปัญหาอาจรุนแรงเลวร้ายจนไม่เปิดโอกาสให้เราแก้ตัวอีกเลย เราพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาแบบนั้นแล้วหรือ

ลองสมมติกับตัวเองดูซิว่า หากผลการตรวจร่างกายออกมาว่าเรากำลังเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ที่มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน หรือว่าการขับรถออกจากบ้านในวันนี้ของเราอาจจะเป็นการจากมาอย่างไม่มีโอกาสได้กลับไปล่ำลาคนที่เรารักอีกเลย

เรามีทางออกต่อเหตุการณ์เหล่านี้แล้วหรือยัง ถ้ายังแล้วหากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริงๆ เราจะทำอย่างไร

หลายคนรู้ดีว่าการได้ศึกษาธรรมะ การหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมสงบจิตสงบใจ เป็นเรื่องที่ดี มีประโยชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เริ่มสักที

ซีดีเสียงและหนังสือธรรมะดีๆ ของครูบาอาจารย์หลายท่านก็มีสะสมไว้ไม่น้อย แต่ก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ เปิดอ่านหรือฟังไม่ได้

ต่อเมื่อถึงทางตันในชีวิต ไม่ว่าปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว เมื่อเจ็บป่วยรุนแรง หรือต้องพลัดพรากสูญเสียคนรัก จึงค่อยคิดว่าธรรมะน่าจะเป็นทางออกให้ได้ เสมือนยาวิเศษที่จะขจัดปัดเป่าความทุกข์ความเศร้านั้นให้หายไปได้ในพริบตา

พุทธศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอ่อน เราคงต้องให้เวลาในการศึกษาและฝึกฝนปฏิบัติพอควร จึงจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันเวลาและได้รับผลอย่างเต็มที่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรมมากที่สุด ก็คือช่วงที่ร่างกายเราสมบูรณ์แข็งแรง จิตใจปลอดโปร่ง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานกาย หรือกำลังกลัดกลุ้มเศร้าโศกเสียใจ

แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดเจ็บป่วย หรือมีความทุกข์ทางใจขึ้นแล้ว พุทธศาสนาไม่มีทางออกให้เลย พุทธศาสนาให้โอกาส เห็นคุณค่าและความสำคัญของชีวิตมนุษย์เสมอ ไม่เว้นแม้แต่เสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต ครั้งพุทธกาลก็มีสาวกหลายรูปที่บรรลุมรรคผลนิพพานในขณะจิตสุดท้ายก่อนสิ้นชีวิต

แต่การรอให้ถึงเวลาคับขันเสียก่อนแล้วค่อยมาศึกษา คงเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป

ดีกว่าแน่นอน หากเราได้ตระเตรียมทางออกนี้ไว้เนิ่นๆ ตั้งแต่ยังไม่ถึงทางตันของชีวิต ร่างกายจิตใจยังเข้มแข็ง ใครจะรู้ว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายต่างๆ จะเข้ามาในชีวิตเราในรูปแบบไหน และเวลาใด

ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราจะหยิบหนังสือธรรมะเล่มที่หมายตาไว้ขึ้นมาอ่าน นำซีดีธรรมะดีๆ เหล่านั้นขึ้นมาฟัง พร้อมกับลงมือปฏิบัติธรรมเสียที

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการลดช่วงเวลาที่เราชอบเหม่อลอย หรือปล่อยใจให้คิดฟุ้งซ่านกับเรื่องในอดีตหรืออนาคตในแต่ละวันลงบ้าง มาฝึกให้มีสติมากขึ้น ซึ่งก็แค่ให้เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำกิจการงานปกติที่เราเคยทำอยู่แล้ว ไม่ใช่มือทำอยู่แต่ใจกลับไปฟุ้งคิดเรื่องอื่น

อาจจัดสรรช่วงเวลาสัก ๕-๑๐ นาทีก่อนนอน เพื่อทำใจให้สงบ ระลึกรู้ลมหายใจของเราที่ผ่านเข้าออกให้ต่อเนื่องกันสักพักก่อนที่จะหลับไป

แค่นี้ก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมหาทางออกที่ดีๆ ให้กับชีวิต ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยแทบไม่ต้องลงทุนหรือทุ่มเทอะไรมากมาย แต่ปัญหามักอยู่ที่ว่า ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ เราก็คงไม่ได้เริ่มอีกเช่นเคย

เอาล่ะ ยุติการคิดหาข้ออ้างให้ตัวเองเสียที ๑… ๒… ๓… เรามาเริ่มลงมือกันเลยดีกว่า

โดย… พระวิชิต ธมฺมชิโต

ที่มา เครือข่ายพุทธิกา

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ระยะหลังมานี้มีรายการโทรทัศน์ประเภทนำเสนอประสบการณ์ชีวิตของผู้คนมีมากขึ้น มีทั้งรายการประเภททอล์กโชว์และสารคดี ซึ่งช่วยให้สังคมได้เรียนรู้ผู้คนในสังคมอย่างหลากหลาย ทั้งคนที่ประสบผลสำเร็จในชีวิตในด้านต่างๆ และคนที่อาจถูกสังคมยุคนี้มองในแง่ลบ

แม้ว่ารายการเหล่านี้จะมีพิธีกรที่ช่วยสรุปชี้ประเด็นที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้ชม แต่ผู้ดูรายการเหล่านี้ต้องเข้าใจด้วยว่าเป็นธรรมดาของรายการโทรทัศน์ทุกรายการไม่เว้นแม้แต่การถ่ายทอดสด ที่ต้องมีการตัดต่อทำให้เรื่องราวที่นำเสนอน่าสนใจ น่าติดตาม

 

รายการสัมภาษณ์ลักษณะนี้ผู้ดูต้องรู้เท่าทันว่าข้อมูลที่นำมาเสนอนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของชีวิตคนคนหนึ่งที่ทางรายการต้องการนำเสนอเท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่พิธีกรอาจไม่ได้ถาม หรือผู้ให้สัมภาษณ์ยังไม่ได้เล่า หรือเล่าไว้แล้วแต่ถูกตัดทิ้งไป เราผู้รับสื่อจึงต้องรู้จักแยกแยะก่อนที่จะนำข้อมูลหรือแง่คิดที่ได้มาใช้กับชีวิตของตน

ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม หลายกรณีของการนำเสนอชีวิตของผู้ที่สนใจศึกษาธรรมะในรายการเหล่านี้ มักเป็นคนที่ผ่านสถานการณ์ที่ทำให้ชีวิตพลิกผันอย่างรุนแรง เช่น พบว่าเป็นโรคร้าย หรือล้มเหลวทางธุรกิจ หรือรู้ตัวว่าตนเองเปลี่ยนไปจนยอมรับไม่ได้

จากนั้นก็มีโอกาสไปเข้าร่วมอบรมปฏิบัติธรรม ๗ วันบ้าง ๑๐ วันบ้าง แล้วทำให้ได้พบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตเป็นผลจากการนั่งสมาธิและเดินจงกรม ที่เริ่มด้วยความปวดเมื่อย ความคิดฟุ้งซ่าน ต่อมาก็กลายเป็นความสงบเย็นที่ไม่เคยพบมาก่อน จนทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เห็นคุณค่าของพุทธศาสนาทั้งที่ไม่เคยสนใจมาก่อน แล้วก็สรุปว่าเป็นตัวอย่างของชีวิตที่มีความสุขที่เป็นผลจากการปฏิบัติธรรม

ผลที่ตามมาจากนั้น ถึงไม่บอกก็คงพอจะเดาได้ว่ามีการตอบสนองต่อเรื่องนี้เป็น ๒ กลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกมักจะพูดว่า “อือ! น่าสนใจ แต่เรายังไม่พบกับวิกฤติขนาดนั้น รอไว้ให้พร้อม ให้มีเวลาว่างกว่านี้ซักหน่อย ค่อยไปปฏิบัติธรรม” กับอีกพวกหนึ่ง ซึ่งมักเป็นผู้ที่เคยปฏิบัติธรรมกันมาบ้างแล้ว ก็จะรีบชวนกันโทรฯ ไปจองเข้าอบรมหลักสูตรที่ว่ากันอย่างล้นหลาม

หลังจากนั้นเราก็มักจะลืมเรื่องนี้ไป แต่ผลมักลงเอยที่ กลุ่มแรกก็จะยังคงไม่มีเวลาไปปฏิบัติธรรมเช่นเคยไปอีกนานแสนนาน ส่วนกลุ่มหลังที่ตามไปฝึกบ้างนั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้พบกับความสุข ความสงบเย็น ดังตัวอย่างที่เขาว่าไว้ในโทรทัศน์ อาจพบแต่ความปวดเมื่อย น่าเบื่อ น่ารำคาญ เหมือนเดิม แต่ก็ยังรอฟังข่าวหรือหาที่ปฏิบัติธรรมที่เขาว่าดีกันต่อไป

จริงๆ แล้วรายการเหล่านี้อาจทำขึ้นด้วยความปรารถนาดีต่อสังคม แต่ด้วยความจำกัดในหลายๆ ด้านในการทำสื่อ ทำให้ต้องเสนอออกมาอย่างนั้น แต่อีกด้านหนึ่งผู้รับสื่อก็ต้องมีวิจารณญาณด้วย

ปรากฏการณ์ที่คนพากันแตกตื่นกับสมุนไพรตัวใหม่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาจารย์ใบ้ ตลอดจนหินวิเศษ ต่างก็ล้วนสะท้อนให้เห็นปัญหาในวิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลของคนส่วนใหญ่ทั้งสิ้น

เรามาลงมือศึกษาและปฏิบัติธรรมเพราะเห็นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ดีด้วยตัวเราเองดีกว่า
แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรมในช่วงที่ชีวิตมีความทุกข์ แต่ยังมีอีกมากที่มาเพราะเหตุผลอื่น เพื่อนอาจจะชวนมาปฏิบัติ หรืออาจถูกครูบ้าง พ่อแม่บ้างบังคับให้มา แต่คนที่อยากเรียนรู้เสาะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าให้ชีวิตก็มี

เช่นเดียวกับผลของการปฏิบัติธรรม บางคนอาจได้พบกับความสุขสงบเย็นจากการนั่งสมาธิ ซึ่งก็เป็นแง่มุมหนึ่งของผลการปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ผู้ที่ไม่ได้ผ่านภาวะที่ว่านี้ก็มีไม่น้อย และก็มิได้หมายความว่าเขาไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ตรงกันข้ามอาจล้ำหน้าไปไกลกว่าแล้วหลายขุม

เพราะความสุขที่มีเพิ่มขึ้นและความทุกข์ในชีวิตที่ลดน้อยลง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมนั้น เป็นความสุขที่เกิดจากการละวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ซึ่งจะทำให้ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างปกติเหมือนเดิมนั้นมีความสุขเพิ่มขึ้นมีทุกข์ลดลง ใช่ว่าจะมีความสุขเฉพาะเมื่อได้นั่งสมาธิเท่านั้น

แต่ถ้าหากได้สัมผัสความสุขสงบเย็นจากสมาธิไปด้วยก็ยิ่งมีประโยชน์ ช่วยให้หลายคนมีกำลังใจศึกษาเรียนรู้พัฒนาตนไปอย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่เราจะให้ข้อสรุปกับตัวเองอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับผลการปฏิบัติธรรมว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะปฏิบัติบ้าง เรายังไม่มีบุญพอบ้าง หรือวิธีนี้ไม่ถูกจริตกับเรา ซึ่งไม่ว่าจะสรุปอย่างไรก็ตาม อยากให้ชาวพุทธเรามีโอกาสทุมเทให้กับการศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่เสียก่อน อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดายเวลาและโอกาสที่ผ่านไปแล้วทีหลัง

ลำพังข้อมูลที่ได้จากคนรอบข้าง จากหนังสือ หรือสื่อต่างๆ ที่มีมากมายในยุคนี้ ไม่เพียงพอหรอกที่จะทำให้เข้าใจและได้รับสิ่งดีๆ จากพุทธศาสนา หากเราไม่นำมาใช้หรือลงมือปฏิบัติฝึกฝนด้วยตนเอง

เราอาจรอบรู้และตอบข้อสอบทฤษฎีการว่ายน้ำได้ถูกทุกข้อ ผ่านการทำความเข้าใจตัวอย่างที่เขายกมาแสดง แต่จะมีประโยชน์อะไรเมื่อเรายังว่ายน้ำไม่เป็น ที่สำคัญเราย่อมไม่มีโอกาสสัมผัสถึงความสุขที่แท้จริงของการได้ว่ายน้ำเล่นอย่างแน่นอน

การได้ยิน ได้ดู ได้ฟังคนอื่นพูดมากมายเพียงใด ถ้าเราไม่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยตัวเอง ผลก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเรา

วางตัวอย่างของความสุขที่คนอื่นได้รับไว้ก่อนเถอะ แล้วเริ่มลงมือสร้างความสุขของเราเองกันดีกว่า ผลจากการปฏิบัติธรรมนั้นเกิดขึ้นทันทีอยู่แล้วเมื่อเราได้ลงมือทำ เพียงแต่เราอาจจะยังไม่ตระหนักถึงผลที่ว่านั้น แต่วันหนึ่งเราจะดีใจและภูมิใจที่ได้เริ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมตั้งแต่วันนี้

โดย… พระวิชิต ธมฺมชิโต

ที่มา เครือข่ายพุทธิกา

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212