Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

          ลมเย็นเตรียมจะมาเยือน เป็นสัญญาณของลานเบียร์ และอีกหนึ่งในเมนูของฤดูกาลนี้ เห็นจะไม่พ้นบุฟเฟต์เนื้อกระทะ หมูกระทะ ไก่กระทะ

          หลายคนเคยได้ยินมาบ้างว่าของปิ้งๆ ย่างๆ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จะเป็นอันตรายแบบไหน และพอจะหลบเลี่ยงพิษภัย (แต่ยังลิ้มรสอร่อย) ได้อย่างไร หรือไม่ รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ และ มลฤดี สุขประสารทรัพย์ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาเรื่องภัยของอาหารอร่อยแต่อันตรายเหล่านี้ไว้อย่างน่าสนใจ

          อันว่าด้วยด้านตรงข้ามของความอร่อยจากอาหารปิ้ง-ย่าง-รมควันนั้น ก็คือสารพิษที่ชื่อ พีเอเอช (polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ ควันธูป ควันบุหรี่ ควันโรงงาน และควันอื่นๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ สารกลุ่มนี้ถูกพิสูจน์ชัดว่าก่อให้เกิดมะเร็งได้ในสัตว์ทดลอง และบางชนิดกล่าวได้ว่าก่อให้เกิดมะเร็งได้ในคน

          สารนี้เกิดจากไขมันในเนื้อสัตว์ที่หยดติ๋งๆ ลงบนถ่ายขณะที่ให้ความร้อนต่ำ และเมื่ออากาศมีจำกัดทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดควันที่มีสารพีเอเอชลอยฉุยๆ ขึ้นมาเกาะที่ผิวอาหาร โดยสารนี้จะมีมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่างนั้น

นักวิทยาศาสตร์ด้านพิษวิทยาทางอาหาร ได้ทำการศึกษาวิธีการปิ้งย่างอาหารที่สามารถลดการเกิดสารพีเอเอช ดังนี้

          1. ก่อนปิ้ง/ย่างเนื้อสัตว์ที่ติดมัน ควรตัดส่วนที่เป็นมันออกไปก่อน เพื่อลดไขมันที่จะไปหยดลงบนถ่าน
          2. ถ้าเป็นไปได้ควรนำเนื้อสัตว์ที่จะย่างไปอบ ต้ม หรือเข้าไมโครเวฟเสียก่อน เพื่อลดการเกิดสารพีเอเอช
          3. หันไปใช้เตาไฟฟ้า (ไร้ควัน) ซึ่งสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่าน
          4. ถ้าต้องปิ้งย่างบนเตาถ่านธรรมดาๆ ควรใช้ถ่านที่อัดเป็นก้อน ไม่ควรใช้ถ่านป่นละเอียด หรืออาจจะใช้ฟืนที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เพราะการเผาไหม้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ
          5. การใช้ใบตองห่ออาหารก่อนจะทำการปิ้งย่าง เป็นการลดปริมาณไขมันจากอาหารที่หยดลงไปบนถ่าน และทำให้อาหารมีกลิ่นหอมใบตองดีด้วย
          6. สำคัญสุดๆ ก็คือ หลังปิ้งย่างเสร็จแล้ว ควรหั่นส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

หากคุณมั่นใจว่าผู้ป่วยเลือดจาง ต้องกินอาหารเสริมในกลุ่มธาตุเหล็กให้มาก “คุณคิดผิด” หมอกฤษดาแจกแจงคู่ยา “มิตร-ศัตรู” ให้เข้าใจกันชัด ๆ

          “Good things come in pair” ดังวลีฝรั่งนี้ที่บอกว่าของทุกอย่างมีคู่แฝดอยู่เสมอ อาจเป็นแฝดเหมือนหรือแฝดต่างก็ได้ ซึ่งก็พ้องกับทางพระที่ว่า กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา และโลกธรรมแปดที่เล่าถึงคู่แห่งสัจธรรมในโลกนี้ มีสุขแล้วก็มีทุกข์ มีสรรเสริญก็ย่อมมีนินทา มีลาภก็ย่อมมีเสื่อมลาภได้ดังนี้เป็นต้น

          ดังนั้นในเรื่องของโอสถรักษาโรคก็ย่อมต้องมีคู่แฝดของมัน ที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้าย คล้ายเทวากับซาตานซึ่งเคยมีกรณีที่ถึงแก่ชีวิตมาแล้ว ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก “ความไม่รู้” ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่ โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝดครับ

แฝดที่ดี
          เสมือนคู่บุญยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพ หรือทำการรักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และที่จริงก็ควรกินคู่กันเสียด้วย เพราะเรื่องของยาอาหารเสริมนี้มีหลักคือทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มที่ควรกินร่วมกันช่วยเสริมให้ดีมีดังต่อไปนี้ครับ

          1) วิตามินซีกับคอลลาเจน จะช่วยกันสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย

          2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี กินธาตุเหล็กให้ดีดูดซึมเข้าไปใช้ได้ ไม่ใช่กินเข้าไปอย่างไรถ่ายออกมาหน้าตาเหมือนเดิมนั้น ต้องกินคู่กันอย่างเช่น ถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มีวิตามินซีสูงเช่นใบ ตำลึงก็จะดีไม่น้อยครับ

          3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี “ตัวช่วย” พามันเข้าไปได้แก่แมกนีเซียม, วิตามินดีและวิตามินเคด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ

          4) วิตามินเอ,ซีและอี พยายามกินไปด้วยกันเป็นดี หรือสูตรที่ดีคือกินซีเพียงตัวเดียวส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้าและ ถั่วลิสงสักวันละกำมือ

          5) น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ขอให้เลือกชนิดที่มี ดีเอชเอคู่กับกับอีพีเอ ยิ่งมากหน่อยยิ่งดีอย่างน้อยกินให้ได้ค่า ดีเอชเอ+อีพีเอ = 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีเคล็ดไว้ว่าถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลัก เช่นข้ออักเสบให้เลือกชนิดที่มีอีพีเอสูงด้วย

 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

สูบบุหรี่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ เพราะในบุหรี่ประกอบไปด้วยสารพิษต่าง ๆ มากมายหลายชนิด และมีผลต่อสุขภาพทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม สารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายมีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มแรกได้แก่ ทาร์หรือน้ำมันดิน ที่เราเห็นเป็นคราบบุหรี่นั่นเอง กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มของไฮโดรคาร์บอนที่รวมตัวกันเป็นสารที่มีความเหนียวติดอยู่กับเนื้อปอด มีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่สองเป็นนิโคติน มีผลทำให้เสพติดได้ มีฤทธิ์ต่อสมองและระบบประสาทส่วนกลาง มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและการไหลเวียนของโลหิต ส่วนกลุ่มที่สามเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งขัดขวางการรับออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง และทำให้ไขมันพอกพูนตามผนังเส้นเลือดมากขึ้น

 จะเห็นได้ว่าบุหรี่มีผลต่อร่างกายในทางไม่ดีเกือบทุกระบบ ดังนั้นคำเตือนที่พิมพ์บนซองบุหรี่ที่ขายในประเทศไทยขณะนี้มี 10 ประโยค ซึ่งเป็นข้อสรุปดังนี้คือ

 

  • การสูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอด

 

  • การสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคหัวใจ

 

  • การสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง

 

  • การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน

 

  • การสูบบุหรี่เป็นการตายผ่อนส่ง

 

  • การสูบบุหรี่เป็นการติดสิ่งเสพติด

 

  • ควันบุหรี่เป็นอันตรายต่อผู้ใกล้ชิด

 

  • การเลิกบุหรี่ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้าย

 

  • ควันบุหรี่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

 

  • การเลิกสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น 

 

คำเตือนเหล่านี้เป็นคำเตือนมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก และมีหลักฐานในการเกิดโรคต่าง ๆ ชัดเจน โปรดช่วยกันในการทำให้ปริมาณการสูบบุหรี่ลดน้อยลง ร่างกายของมนุษย์เราทุก ๆ คน ก็จะดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน เพราะควันพิษจากการสูบบุหรี่ในทุกหนทุกแห่งลดน้อยลง

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

กระทรวงมหาดไทย  โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  แนะผู้ขับขี่เตรียมความพร้อมในการขับรถช่วงฤดูฝน  เนื่องจากสภาพถนนเปียกลื่น  ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยตรวจสอบสัญญาณไฟ  ที่ปัดน้ำฝน  ระบบเบรกให้ใช้งานได้ดี เติมลมยางให้มีแรงดันมากกว่าปกติ ในขณะที่ฝนตกไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูง  เปลี่ยนช่องทางกะทันหัน
 เว้นระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าปกติ ๑๐ – ๑๕ เมตร  หลีกเลี่ยงการเปิดใช้สัญญาณไฟกระพริบโดยไม่จำเป็น ควรเปิดไฟส่องสว่างแบบต่ำ  เพื่อให้มองเห็นเส้นทางอย่างชัดเจน

 

              นายอนุชา  โมกขะเวส  อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เปิดเผยว่า  ฤดูฝนเป็นช่วงที่มีอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าปกติ  เนื่องจากช่วงที่ฝนตกสภาพถนนจะเปียกลื่นประกอบกับน้ำฝนที่เกาะอยู่ตามกระจก ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ดี  จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน  โดยเฉพาะอุบัติเหตุรถชนท้ายหรือรถหลุดโค้ง

 

              เพื่อความปลอดภัยในการขับรถช่วงฤดูฝน  ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติ  ดังนี้

 

              การเตรียมความพร้อมของสภาพรถ  ตรวจสอบระบบสัญญาณไฟ  ทั้งไฟเลี้ยว  ไฟหน้า  ไฟฉุกเฉิน  ไฟหลัง และไฟตัดหมอก  รวมถึงอุปกรณ์ปัดน้ำฝนให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี  โดยก้านปัดน้ำฝนกวาดน้ำฝนได้สะอาดไม่เป็นเส้นหรือมัว  ท่อฉีดน้ำไม่อุดตัน  เติมน้ำในกระปุ๊กฉีดน้ำอยู่เสมอ  และควรเติมลมยางรถยนต์ให้มีแรงดันลมมากกว่าปกติ ๒ – ๓ ปอนด์/ตารางนิ้ว
 เพื่อให้หน้ายางแข็งและมีกำลังในการรีดน้ำได้ดี    ดอกยางละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน  ตลอดจนตรวจสอบระบบเบรกให้สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที  ไม่มีอาการปัดในขณะหยุดรถ

 

 

              วิธีการขับรถขณะฝนตก  เริ่มจากผู้ขับขี่ควรเปิดที่ปัดน้ำฝนโดยปรับระดับความเร็วให้สัมพันธ์กับสภาพฝนที่ตกลงมา  กดปุ่มไล่ฝ้ากระจกหลัง  เพื่อให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น  ในช่วงฝนตกใหม่ๆ  น้ำที่กระเด็นขึ้นมาจากพื้นถนนจะมีลักษณะเหนียวคล้ายโคลน  ควรใช้น้ำฉีดกระจdชะล้างคราบโคลน  แต่ไม่ควรฉีดในขณะที่ขับรถด้วยความเร็วสูง

 

              เพราะจะทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน  เนื่องจากในช่วงที่ฝนตกสภาพถนนจะเปียกลื่น  ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ  ไม่ขับรถเร็ว   เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากรถลื่นไถลหรือหยุดรถไม่ทัน  ซึ่งระดับความเร็วที่ช่วยป้องกันรถลื่นไถลอยู่ที่ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ไม่ขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป  และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ๑๐ –
 ๑๕ เมตร  พยายามขับรถอยู่ในช่องทางของตนเอง  ไม่หยุดรถหรือเปลี่ยนช่องทางกะทันหันในระยะกระชั้นชิดโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด  ทุกครั้งที่เปลี่ยนเส้นทางต้องมองให้แน่ใจว่ามีพื้นที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเปิดไฟกระพริบหรือไฟฉุกเฉิน  เพราะนอกจากจะสร้างความเข้าใจผิดกับผู้ร่วมใช้เส้นทางจนต้องเปลี่ยนเส้นทางแล้ว

 

 

              ยังทำให้ไม่มีสัญญาณไฟเลี้ยวใช้ตามปกติ  ควรให้เปิดไฟส่องสว่างแบบต่ำจะช่วยให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น  ไม่เปิดสัญญาณไฟสูง  เพราะจะทำให้รถที่สวนมาเกิดอาการตาพร่ามัวและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย  รวมทั้งควรเปิดไฟตัดหมอกในช่วงกลางคืนที่ฝนตกหนักหรือสภาพถนนเฉอะแฉะ  เพื่อลดการสะท้อนของไฟหน้ารถกับน้ำบนถนนจะช่วยมองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น
 และเพื่อป้องกันน้ำที่กระเซ็นจากล้อรถคันอื่นให้แก้ไขโดยขับรถให้เร็วกว่าหรือช้ากว่ารถคันที่ทำให้เกิดละอองน้ำ

 

              กรณีทัศนวิสัยไม่ดี  ควรจอดพักรถในบริเวณที่ปลอดภัย เช่น   จุดพักรถริมทาง  ปั๊มน้ำมัน รอจนฝนหยุดตกหรือสามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้ดีขึ้นค่อยขับต่อไป

 

 

              กรณีมีน้ำท่วมขัง  อาจทำให้รถเกิดอาการลื่นไถลหรือแฉลบเสียการทรงตัวได้ง่าย  ให้เพิ่มความระมัดระวังและใช้ความเร็วต่ำ  ไม่ควรเหยียบเบรกกะทันหันเพื่อให้รถหยุดในทันที  ควรค่อยๆถอนคันเร่งเพื่อเบาเครื่องและลดความเร็วของรถลง  รวมทั้งพยายามบังคับพวงมาลัยให้มั่นคงและขับในช่องทางของตนเอง  หากต้องขับรถสวนรถคันใหญ่ควรชะลอความเร็ว

 

              เพื่อป้องกันระลอกคลื่นปะทะเครื่องยนต์ทำให้เครื่องยนต์ดับ  เมื่อขับผ่านบริเวณที่น้ำท่วมขังให้ค่อยๆแตะเบรกแบบย้ำๆ เพื่อไล่ความชื้นออกจากผ้าเบรกจะช่วยให้เบรกทำงานได้ดีขึ้น  เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่  ผู้ขับขี่ควรศึกษาวิธีการขับขี่รถในช่วงฝนตกหนักและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความปลอดภัย

ที่มา วิชาการ.คอม

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

May-21-09

ปภ.แนะผู้ปกครอง

posted by Bubble B

ปภ.แนะผู้ปกครองสอนเด็กเรียนรู้วิธีใช้อุปกรณ์การเรียนที่ถูกต้อง

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  แนะผู้ปกครองควรเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนที่ได้มาตรฐาน  และสอนให้เด็กเรียนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์การเรียนที่ถูกต้องปลอดภัยและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน  เพราะเด็กอยู่ในวัยซุกซน  อาจก่อให้เกิดอุบัติภัยจากอุปกรณ์การเรียนได้

        นายอนุชา  โมกขะเวส  อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เปิดเผยว่า  ช่วงนี้ผู้ปกครองหลายท่านคงกำลังวุ่นอยู่กับการจัดหาและเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนให้กับบุตรหลาน  ซึ่งอุปกรณ์การเรียนบางประเภทอาจก่อให้เกิดอันตรายกับเด็กได้  โดยเฉพาะเด็กอยู่ในวัยซุกซน และอยากรู้อยากเห็น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยจากอุปกรณ์การเรียนได้มากกว่าปกติ เพื่อความปลอดภัย  จึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองหมั่นดูแล และเอาใจใส่อุปกรณ์การเรียนของบุตรหลานเป็นพิเศษ  โดยเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน  รวมทั้งสอนให้เด็กเรียนรู้วิธีใช้อุปกรณ์การเรียนที่ถูกต้องปลอดภัยและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน   ดังนี้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212