<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; หมอชาวบ้าน</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Nov 2011 04:28:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>ราชาวดี ดอกไม้ที่มีค่าคู่ควรพระราชา</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Oct 2009 01:16:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกไม้พระราชา]]></category>
		<category><![CDATA[ราชาวดี]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/10/05/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84/</guid>
		<description><![CDATA[หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมประชุมที่อาศรมวงศ์สนิท ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ริมคลองรังสิต การประชุมจัดขึ้นง่ายๆ ในห้องโล่งใต้ถุนอาคารที่ยกพื้นสูงเช่นเดียวกับบ้านทรงไทยในชนบท เนื่องจากไม่มีฝากั้นจึงคล้ายการประชุมในสวน เพราะโดยรอบตัวอาคารมีต้นไม้ชนิดต่างๆปลูกไว้มากมาย

           ยังจำได้ ว่าระหว่างการประชุมซึ่งมีลมจากภายนอกพัดเข้ามาจากทิศต่างๆ เป็นครั้งคราวนั้น มีกลิ่นหอมของดอกไม้บางชนิดลอยตามลมมาด้วย ยิ่งในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาเลิกประชุม ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมแรงยิ่งขึ้น เป็นกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ผู้เขียนยังไม่รู้จัก เมื่อเลิกประชุมแล้วจึงสำรวจถึงที่มาของกลิ่นหอมนั้น จึงพบว่าเป็นต้นไม้พุ่มขนาดย่อมชนิดหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของอาศรมวงศ์สนิทบอกว่า ชื่อต้นราชาวดี
           นั่นเป็นครั้ง แรกที่ผู้เขียนรู้จักกับต้นราชาวดี เป็นความประทับใจที่คงไม่มีวันลืม เพราะเป็นความทรงจำเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่จากการประชุมครั้งนั้น หลังจากที่ผ่านมานับสิบปี
 

 
ราชาวดี : ดอกไม้ที่มีขึ้นสำหรับพระราชา
           ราชาวดี เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ลักษณะกิ่งไม้เลื้อย ชนิดกิ่งแข็ง ที่ทอดกิ่งออกไป ไม่พันรอบเหมือนเล็บมือนาง แต่คล้ายมะลิลาหรือพุทธชาติ

           ราชาวดีมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBuddleja paniculata Wall. อยู่ในวงศ์ Buddlejaceae เป็นไม้กิ่งเถาที่แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เปลือกหุ้มลำต้นมี สีน้ำตาลอมเทา ใบดก เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกิ่ง สีเขียว กว้าง 3 ถึง 5 เซนติเมตร ยาว 4 ถึง 7 เซนติเมตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em><span style="color: #ff99cc;">หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมประชุมที่อาศรมวงศ์สนิท ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ริมคลองรังสิต การประชุมจัดขึ้นง่ายๆ ในห้องโล่งใต้ถุนอาคารที่ยกพื้นสูงเช่นเดียวกับบ้านทรงไทยในชนบท เนื่องจากไม่มีฝากั้นจึงคล้ายการประชุมในสวน เพราะโดยรอบตัวอาคารมีต้นไม้ชนิดต่างๆปลูกไว้มากมาย<br />
</span></em></p>
<p><span style="font-size: small;">         <em>  </em>ยังจำได้ ว่าระหว่างการประชุมซึ่งมีลมจากภายนอกพัดเข้ามาจากทิศต่างๆ เป็นครั้งคราวนั้น มีกลิ่นหอมของดอกไม้บางชนิดลอยตามลมมาด้วย ยิ่งในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาเลิกประชุม ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมแรงยิ่งขึ้น เป็นกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ผู้เขียนยังไม่รู้จัก เมื่อเลิกประชุมแล้วจึงสำรวจถึงที่มาของกลิ่นหอมนั้น จึงพบว่าเป็นต้นไม้พุ่มขนาดย่อมชนิดหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของอาศรมวงศ์สนิทบอกว่า <strong>ชื่อต้นราชาวดี</strong><br />
         <em>  </em>นั่นเป็นครั้ง แรกที่ผู้เขียนรู้จักกับต้นราชาวดี เป็นความประทับใจที่คงไม่มีวันลืม เพราะเป็นความทรงจำเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่จากการประชุมครั้งนั้น หลังจากที่ผ่านมานับสิบปี</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171574.jpg" border="0" alt="" width="378" height="278" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ราชาวดี">ราชาวดี</a> : ดอกไม้ที่มีขึ้นสำหรับพระราชา</strong></span><br />
         <em>  </em>ราชาวดี เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ลักษณะกิ่งไม้เลื้อย ชนิดกิ่งแข็ง ที่ทอดกิ่งออกไป ไม่พันรอบเหมือนเล็บมือนาง แต่คล้ายมะลิลาหรือพุทธชาติ<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         <em>  </em>ราชาวดีมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่<strong>าBuddleja paniculata Wall.</strong> อยู่ในวงศ์ <strong>Buddlejaceae</strong> เป็นไม้กิ่งเถาที่แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เปลือกหุ้มลำต้นมี สีน้ำตาลอมเทา ใบดก เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกิ่ง สีเขียว กว้าง 3 ถึง 5 เซนติเมตร ยาว 4 ถึง 7 เซนติเมตร หน้าใบสากคายคล้ายกระดาษทรายละเอียด ท้องใบเรียบกว่า ขอบใบจักเป็นซี่เล็กๆโดยตลอด ใบทรงรูปไข่ปลายค่อนข้างแหลม</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-2317"></span></p>
<p>         <em>  </em>ดอกราชาวดีออกบริเวณปลายกิ่ง เป็นช่อใหญ่ แยกออกจากซอกใบทั้ง 2 ด้านของกิ่ง แต่ละช่อจะประกอบด้วยกิ่งย่อย มีดอกสีขาวขนาดเล็ก รูปร่างเป็นหลอด ปลายกลีบบานคล้ายปากแตร ยาวประมาณครึ่งเซนติเมตรเรียงตัวอยู่รอบๆ กิ่งย่อย ดอกจะทยอยบานในเวลาไล่เลี่ย กันและบานจากโคนกิ่งไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ปลายกิ่งจะมีดอกอ่อนเกิดขึ้นใหม่ยาวออกไปเรื่อยๆ ตามปลายแหลมของกิ่ง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วงกลางวัน และหอมแรงตอนกลางคืน ข้อมูลเกี่ยวกับราชาวดีผู้เขียน มีน้อยมาก เช่น ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม* และระยะเวลาที่เข้ามาปลูกในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ก็ยังไม่มี หากผู้อ่านท่านใดทราบกรุณาแจ้งมาที่กองบรรณาธิการหมอชาวบ้าน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นๆ และตัวผู้เขียนเอง เท่าที่ทราบในขณะนี้คือราชาวดีเป็นต้นไม้มาจากต่างประเทศ คงเข้ามาในเมืองไทยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เพราะเอกสารที่มีในปี พ.ศ. 2480 ยังไม่ปรากฏชื่อราชาวดีเลย</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171576.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <em>  </em>ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้ตั้ง ชื่อไม้ดอกต้นนี้ว่าราชาวดี นับว่าตั้งชื่อได้เหมาะสมมาก เพราะนอกจากไพเราะ แล้ว ยังมีความหมายดีมากอีกด้วย</p>
<p>         <em>  </em>ราชาวดีตามศัพท์แปลว่า ของที่มีขึ้นสำหรับพระราชา เดิมเป็นชื่อเรียกการลงยาเครื่องทองให้เป็นสีฟ้าว่าลงยาราชาวดี เป็นการลงยาเครื่องใช้ของพระราชาเท่านั้น ใช้ลงเฉพาะเครื่องใช้ที่เป็นเงินหรือทอง ถือเป็นของสูงไม่ใช่ของคนสามัญทั่วไป สำหรับต้นราชาวดีนั้น แม้จะมีค่าเทียบได้กับเครื่องทองลงยาสีฟ้าสำหรับพระราชา แต่คนธรรมดาสามัญอย่างพวกเราก็มีสิทธิ์ชื่นชมกับคุณลักษณะพิเศษของไม้หอม ชนิดนี้ได้ทั่วกัน</span><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171575.jpg" border="0" alt="" width="200" height="198" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>ประโยชน์ของราชาวดี</strong><br />
         <em>  </em>เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่เพิ่งเข้ามาประเทศไทยได้ไม่นาน จึงยังไม่พบคุณสมบัติทางสมุนไพรอย่างเป็นทางการของราชาวดี แต่เชื่อแน่นอนว่า หากเชื่อตามหมอชีวกโกมารภัท ว่าไม่มีพืชนิดใดที่ไม่เป็นยา ราชาวดีคงมีคุณสมบัติทางสมุนไพรด้วยแน่นอน โดยเฉพาะกลิ่นหอมแรงนั้น ย่อมมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งอาจใช้ในการรักษาแบบกลิ่นบำบัด (aroma therapy) อันเป็นการแพทย์แบบ ทางเลือกที่กำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนี้<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         <em>  </em>ราชาวดีในฐานะ ไม้หอม อาจปลูกลงดินในบริเวณบ้าน หรือข้างทางเดิน ก็จะให้กลิ่นหอมตลอดวันได้ตลอดทั้งปี หรือหากขาดแคลนที่ดินเหมือนผู้เขียน ก็อาจปลูกในกระถางได้โดยง่าย เพราะราชาวดีเป็นต้นไม้ ที่ปลูกง่ายและแข็งแรงทนทานมากที่สุด ออกดอกได้ง่ายและตลอดเวลา ยิ่งกว่าต้นไม้ดอกชนิดอื่น หากกิ่งเริ่มแก่หรือทรงพุ่มใหญ่โตเกินไปก็ตัดแต่งได้ตามสมควร ราชาวดีจะแตกกิ่งก้าน สาขาและให้ดอกได้ต่อเนื่องโดยไม่เสียเวลาพักตัวเลย โรคและแมลงก็ไม่เป็นปัญหา ผู้เขียนปลูกราชาวดีมาหลายปี ไม่เคยพบปัญหาจากโรคแมลงเลย และไม่เคยพบว่าราชาวดีขาดดอกเลย (ยกเว้นช่วงตัดแต่งกิ่ง)</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171577.jpg" border="0" alt="" width="159" height="117" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <em>  </em>ราชาวดีนั้นธรรมชาติคงมิได้สร้างขึ้นมา สำหรับพระราชาเท่านั้น แต่คงสร้างมาเป็นของขวัญสำหรับโลก ทั้งโลก ซึ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ขอเราจงมาชื่นชมกับของขวัญจากธรรมชาติชิ้นนี้ ให้สมคุณค่าที่มีอยู่นั้นเถิด * ในหนังสือคู่มือคนรักต้นไม้ ไม้ดอกหอมสีขาว สำนักพิมพ์บ้านและสวน กล่าวถึง ถิ่นกำเนิดของราชาวดีว่า มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและมาเลเซีย</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_2317_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2317?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2317_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2317&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2" title="ดอกไม้พระราชา" rel="tag">ดอกไม้พระราชา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5" title="ราชาวดี" rel="tag">ราชาวดี</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จันโอ-จันอินกลิ่นหอมจรุงใจ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Sep 2009 02:08:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[จันลูกหอม]]></category>
		<category><![CDATA[จันโอ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้านอนุมูลอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=2265</guid>
		<description><![CDATA[
จันโอ-จันอิน เป็นผลไม้จากพืชชนิดเดียวกันมี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Diospyros decandra Lour.จันโอ-จันอินมีชื่ออื่นคือ จันลูกหอม จันขาว จัน (ทั่วไป) เวียดนามเรียก thi เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง วงศ์เดียวกับลูกพลับสีส้มจากประเทศจีน มะพลับ ตะโกและมะเกลือ

        ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร เรือนยอดทรงกลมหรือกระสวย หนาทึบ ลำต้นตรง เนื้อไม้สีขาว เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำแตกเป็นสะเก็ด

        ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงแบบสลับ รูปขอบขนาน    กว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาว 7-10 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบสอบหรือแหลม เนื้อใบบาง เมื่อยังอ่อนมีขนยาวสีแดงปกคลุม ก้านใบยาว 3-5 เซนติเมตร

        ดอก เป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ แยกเพศอยู่คนละต้น สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อขนาดเล็ก ช่อหนึ่งมีประมาณ 3 ดอก ก้านดอกยาว 2-4 มิลลิเมตร ตามส่วนต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/170/170923.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with จันโอ">จันโอ</a>-จันอิน เป็นผลไม้จากพืชชนิดเดียวกันมี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Diospyros decandra Lour.<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with จันโอ">จันโอ</a>-จันอินมีชื่ออื่นคือ<span style="COLOR: #99cc00"> </span><strong><span style="COLOR: #99cc00"><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with จันลูกหอม">จันลูกหอม</a> จันขาว จัน</span> </strong>(ทั่วไป) เวียดนามเรียก thi เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง วงศ์เดียวกับลูกพลับสีส้มจากประเทศจีน มะพลับ ตะโกและมะเกลือ<br />
<strong><span style="COLOR: #ff6600"><br />
        ลำต้น</span> </strong>เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร เรือนยอดทรงกลมหรือกระสวย หนาทึบ ลำต้นตรง เนื้อไม้สีขาว เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำแตกเป็นสะเก็ด<br />
<strong><br />
<span style="COLOR: #ff6600">        </span><span style="COLOR: #ff6600">ใบ</span></strong> เป็นใบเดี่ยวเรียงแบบสลับ รูปขอบขนาน    กว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาว 7-10 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบสอบหรือแหลม เนื้อใบบาง เมื่อยังอ่อนมีขนยาวสีแดงปกคลุม ก้านใบยาว 3-5 เซนติเมตร<br />
<strong><br />
<span style="COLOR: #ff6600">        </span><span style="COLOR: #ff6600">ดอก</span></strong> เป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ แยกเพศอยู่คนละต้น สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อขนาดเล็ก ช่อหนึ่งมีประมาณ 3 ดอก ก้านดอกยาว 2-4 มิลลิเมตร ตามส่วนต่างๆ มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ เรียงเป็นรูปถ้วยแต่ไม่เชื่อมติดกัน กลีบดอก 4-5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปเหยือกน้ำ ดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยวตามกิ่งเล็กๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้ แต่ใหญ่กว่าใบ<br />
<strong><br />
<span style="COLOR: #ff6600">        </span><span style="COLOR: #ff6600">ผลกลม</span></strong> ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล 4-8 เซนติเมตร ที่ผลยังมีส่วนของกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่จุก เมื่อสุกมีสีเหลืองเนื้อนุ่ม รสหวาน และมีกลิ่นหอม กินได้</p>
<p><span id="more-2265"></span><br />
<strong><br />
<span style="COLOR: #ff00ff">ผลมีลักษณะแตกต่างกันเป็น 2 แบบ</span> </strong><br />
<strong><span style="COLOR: #ff6600">        </span></strong>แบบหนึ่ง<strong><span style="COLOR: #99cc00">ผลกลมแป้น</span> </strong>มีรอยบุ๋มตรงกลางผล ไม่มีเมล็ดหรือเป็นเมล็ดลีบ รสฝาดอมหวาน มีกลิ่นหอม เรียกกันว่า<strong><span style="COLOR: #99cc00"> ลูกจัน</span><br />
</strong>อีกแบบหนึ่ง<strong><span style="COLOR: #99cc00">ผลกลมหนา</span> </strong>และไม่มีรอยบุ๋ม มี  เมล็ด 2-3  เมล็ด เรียกกันว่า <strong><span style="COLOR: #99cc00">ลูกอิน</span> </strong>มีเมล็ดข้างใน มีรสฝาดอมหวาน ถ้าทำให้ช้ำรสฝาดของลูกจันและลูกอิน จะหายไป</p>
<p>จันโอ-จันอิน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียแถบเขตร้อน มักปลูกกันตามวัด เพราะเป็นต้นไม้ยืนต้นโตช้า<br />
จันโอ-จันอินนำมากินเป็นอาหารได้ ชาวอีสานกินผลดิบ กล่าวว่าเอามาตำกินแซบอีหลีจริงๆ ผลสุกกินเล่น เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน ก่อนกินจะต้องคลึงให้ช้ำเพื่อให้ยางฝาดที่แทรกอยู่ในเนื้อลดลง แต่เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอมจรุงใจเป็นเอกลักษณ์จึงมักนำมาดมเล่นก่อนแล้วค่อยกินเนื้อผลในภายหลัง<br />
<strong><br />
<span style="COLOR: #ff00ff">สรรพคุณ<br />
</span></strong><strong><span style="COLOR: #ff6600">        ผล</span> </strong>จันโอ-จันอิน บำรุงกำลัง แก้ท้องเสีย แก้อาการ นอนไม่หลับกระวนกระวาย<br />
<strong><br />
<span style="COLOR: #ff6600">        เนื้อไม้</span></strong> แก้ไข้ที่มีผลต่อตับและดี บำรุงเลือดลม    แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงประสาท แก้อาการเหงื่อมาก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ บำรุงร่างกายให้สดชื่น ขับพยาธิ แก้ดีพิการ<br />
<strong><br />
<span style="COLOR: #ff6600">        แก่น</span> </strong>แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้ไข้ที่มีผลต่อดี บำรุงผิว บำรุงหัวใจ แก้ตับพิการ แก้ไข้กำเดา แก้ลม แก้อ่อนเพลีย บำรุงตับปอด</p>
<p><strong><span style="COLOR: #ff6600">        </span></strong>มีงานวิจัยผลไม้ไทยศึกษา<strong><span style="COLOR: #99cc00">ฤทธิ์<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ต้านอนุมูลอิสระ">ต้านอนุมูลอิสระ</a></span> </strong>ของน้ำผลไม้ไทย จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ หม่อน หว้า องุ่น จันโอ-จันอิน และมะหลอดพบว่าสารสกัดจากหม่อนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด รองลงมาคือหว้า จันโอ-จันอิน มะหลอด และองุ่นพบว่าฤทธิ์<strong>ยับยั้งการแตกของเม็ดเลือดแดง </strong>หม่อนมีค่ามากที่สุด รองลงมาคือหว้า มะหลอด จันโอ-จันอิน และองุ่น</p>
<p><strong><span style="COLOR: #ff6600">        </span></strong>การตรวจสอบทางเคมีเบื้องต้นพบว่าสารสกัดจากหม่อน หว้าและองุ่นมีสารกลุ่มแอนโทไซยานินเป็นหลัก ส่วนสารสกัดจากจันโอ-จันอิน และมะหลอดมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์</p>
<p><strong><span style="COLOR: #ff6600">        </span></strong>ความจริงปัจจุบันหาลูกจันโอ-จันอินได้ยากมาก ถ้าพบก็มักจะอยู่บนต้นไม้เก่าแก่ที่สูงจนสอยไม่ถึง เช่น ตามวัดบางแห่งในเขตภาคกลาง ลูกจันโอ-จันอินสุกจะร่วงเอง ถ้าไม่เป็นอาหารอันโอชะของ<br />
กระรอกไปเสียก่อนก็จะช้ำเมื่อตกถึงพื้น ถ้าใครโชคดีได้ลูกจันโอ-จันอินมาก็ลองกินดูนะคะ<br />
 <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/170/170925.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
<strong><span style="COLOR: #99cc00">ได้สูตรลูกจันโอ-จันอินน้ำกะทิมาจากอินเทอร์เน็ต ไม่ทราบชื่อเจ้าของสูตร ขออนุญาตเผยแพร่ไว้ที่นี่นะคะ<br />
</span></strong><strong><span style="COLOR: #ff6600"><br />
ลูกจันโอ-จันอินน้ำกะทิ<br />
</span></strong>ลูกจันโอ-จันอิน 10 ลูก<br />
น้ำกะทิ 800  กรัม  <br />
น้ำตาลปี๊บ ตามชอบ<br />
ข้าวเหนียวมูน<br />
คลึงให้ลูกจันโอ-จันอินน่วม  แล้วปอกเปลือก ออก แคะเม็ด ฉีกเนื้อลูกจันโอ-จันอินเป็นชิ้นๆ     ตั้งกะทิให้ร้อนบนไฟอ่อน ใส่น้ำตาลปี๊บ ค่อยๆ คนให้น้ำตาลละลาย ปิดเตา ใส่เนื้อลูกจันโอ-จันอินแล้วก็คนเบาๆ กินกับข้าวเหนียวมูล</p>
<p>ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_2265_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2265?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2265_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2265&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25ad-%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b4%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1" title="จันลูกหอม" rel="tag">จันลูกหอม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad" title="จันโอ" rel="tag">จันโอ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0" title="ต้านอนุมูลอิสระ" rel="tag">ต้านอนุมูลอิสระ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%ad-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟลูออไรด์</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2009 04:41:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องปาก]]></category>
		<category><![CDATA[ฟลูออไรด์]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/09/24/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c/</guid>
		<description><![CDATA[อาการปวดของอวัยวะต่างๆในร่างกาย มนุษย์ กล่าวกันว่าอาการปวดฟันจะมีอาการรุนแรงมากที่สุด คนที่มีประสบการณ์คงรู้ซึ้งในอาการปวดฟัน ฟันเมื่อผุแล้วอาจทำให้เกิดการเจ็บปวดมีการอักเสบเป็นถุงหนอง และจะเป็นจุดเริ่มต้นกระจายเชื้อโรคไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ฟันที่ผุแล้วไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาสู่สภาพเดิมได้ แม้จะมีวิทยาการก้าวหน้าทางทันตกรรม ก็เพียงรักษาอาการให้ให้ใกล้เคียงปกติเท่านั้น แต่ไม่สามารถกลับไปเหมือนปกติได้ โรคฟันผุระยะเริ่มต้นถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยทำให้ฟันซี่นั้นมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ในกรณีที่ฟันผุกว้างและลึก โอกาสที่ฟันซี่นั้นจะอยู่คู่กับเจ้าของลดน้อยลงตามลำดับ การบดเคี้ยวจะมีคุณภาพด้อยลง และอาจจะต้องถอนในที่สุด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
การป้องกัน

          - รักษาความสะอาดในช่องปาก โดยการแปรงฟันให้ถูกวิธี ขจัดเศษอาหารเชื้อแบคทีเรียบนตัวฟันออกให้หมด รวมทั้งการใช้ไหมขัดฟัน
          &#8211; ทำความสะอาดฟันหลังอาหาร เพื่อตัดวงจรในการสร้างกรดของแบคทีเรียในช่องปาก โดยเฉพาะน้ำตาลให้เร็วที่สุด อาจจะโดยการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน บ้วนปาก ไม้จิ้มฟัน ยาอมบ้วนปาก ฯลฯ
          &#8211; เสริมสร้างตัวฟันให้แข็งแรง ปัจจุบันมีการใช้สารเคลือบร่องฟัน และฟลูออไรด์ในปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสม

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ

          มนุษย์เรารู้จักฟลูออไรด์มานานกว่า ๒๐๐ ปี โดยการนำฟลูออไรด์มาใช้ให้เป็นประโยชน์นานาชนิด ทั้งวงการการแพทย์ ทันตแพทย์ อุตสาหกรรม ฯลฯ ฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมนุษย์ต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่ฟลูออไรด์มีความสำคัญมากในช่วงระยะการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ได้มีการนำเอาฟลูออไรด์มาใช้ในการป้องกันโรคฟันผุ ทั้งในรูปแบบกินและใช้เฉพาะที่บนตัวฟัน ถ้าร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยให้ตัวฟันแข็งแกร่งลดอัตราโรคฟันผุได้ถึงร้อยละ ๖๐-๖๕ และยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนของผู้สูงอายุได้อีกด้วย

          ปกติมนุษย์ได้รับฟลูออไรด์จากอาหาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาการปวดของอวัยวะต่างๆในร่างกาย มนุษย์ กล่าวกันว่าอาการปวดฟันจะมีอาการรุนแรงมากที่สุด คนที่มีประสบการณ์คงรู้ซึ้งในอาการปวดฟัน ฟันเมื่อผุแล้วอาจทำให้เกิดการเจ็บปวดมีการอักเสบเป็นถุงหนอง และจะเป็นจุดเริ่มต้นกระจายเชื้อโรคไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ฟันที่ผุแล้วไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาสู่สภาพเดิมได้ แม้จะมีวิทยาการก้าวหน้าทางทันตกรรม ก็เพียงรักษาอาการให้ให้ใกล้เคียงปกติเท่านั้น แต่ไม่สามารถกลับไปเหมือนปกติได้ โรคฟันผุระยะเริ่มต้นถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยทำให้ฟันซี่นั้นมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ในกรณีที่ฟันผุกว้างและลึก โอกาสที่ฟันซี่นั้นจะอยู่คู่กับเจ้าของลดน้อยลงตามลำดับ การบดเคี้ยวจะมีคุณภาพด้อยลง และอาจจะต้องถอนในที่สุด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด<img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/170102.jpg" border="0" alt="" width="233" height="317" align="undefined" /></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #3366ff;">การป้องกัน<br />
</span></strong></span><span style="font-size: small;"><br />
          <span style="color: #800000;">- รักษาความสะอาดในช่องปาก โดยการแปรงฟันให้ถูกวิธี ขจัดเศษอาหารเชื้อแบคทีเรียบนตัวฟันออกให้หมด รวมทั้งการใช้ไหมขัดฟัน<br />
</span></span><span style="font-size: small; color: #800000;">          &#8211; ทำความสะอาดฟันหลังอาหาร เพื่อตัดวงจรในการสร้างกรดของแบคทีเรียในช่องปาก โดยเฉพาะน้ำตาลให้เร็วที่สุด อาจจะโดยการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน บ้วนปาก ไม้จิ้มฟัน ยาอมบ้วนปาก ฯลฯ<br />
</span><span style="font-size: small;"><span style="color: #800000;">          &#8211; เสริมสร้างตัวฟันให้แข็งแรง ปัจจุบันมีการใช้สารเคลือบร่องฟัน และฟลูออไรด์ในปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสม<br />
</span><br />
<strong><span style="color: #008000;">ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ</span></strong><br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          มนุษย์เรารู้จักฟลูออไรด์มานานกว่า ๒๐๐ ปี โดยการนำฟลูออไรด์มาใช้ให้เป็นประโยชน์นานาชนิด ทั้งวงการการแพทย์ ทันตแพทย์ อุตสาหกรรม ฯลฯ ฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมนุษย์ต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่ฟลูออไรด์มีความสำคัญมากในช่วงระยะการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ได้มีการนำเอาฟลูออไรด์มาใช้ในการป้องกันโรคฟันผุ ทั้งในรูปแบบกินและใช้เฉพาะที่บนตัวฟัน ถ้าร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยให้ตัวฟันแข็งแกร่งลดอัตราโรคฟันผุได้ถึงร้อยละ ๖๐-๖๕ และยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนของผู้สูงอายุได้อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-2219"></span></span><br />
<span style="font-size: small;">          ปกติมนุษย์ได้รับฟลูออไรด์จากอาหาร น้ำดื่ม และในอากาศมากน้อยแตกต่างกัน เนื้อสัตว์ พืชผักต่างๆ (เช่น กระเทียม กะหล่ำปลี ผักโขม แอปเปิ้ล องุ่น กล้วย ฯลฯ) ปลาทะเล และใบชา ปัจจุบันยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากเกือบทุกชนิดที่วางขายในท้องตลาดจะมีปริมาณ ของฟลูออไรด์ไม่เกินกฎข้อบังคับของอาหารและยาอยู่ด้วย</span></p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/170101.gif" border="0" alt="" width="315" height="211" align="undefined" /></p>
<p><span style="font-size: small;">          ในแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ถ้าได้รับฟลูออไรด์ในอาหารและน้ำดื่ม ทารกในครรภ์จะได้รับฟลูออไรด์ด้วย แต่ต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความเข้มข้น ส่วนที่เหลือของฟลูออไรด์หลังจากถูกเก็บไว้ในกระดูกและฟันแล้ว ร่างกายจะขับออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ น้ำลาย และในน้ำนมเล็กน้อย เมื่อร่างกายได้รับฟลูออไรด์ ฟลูออไรด์บางส่วนจะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมทำให้เป็นฟลูอออะพาไทต์ (fluorapatite) ทำให้ตัวฟันแข็งแรงขึ้น และยังทำให้สภาพกรดที่บริเวณตัวฟันซึ่งมีฟลูออไรด์ลดน้อยลง และยังทำให้เกิดการสร้างแร่ธาตุกลับคืนมา ทำให้ฟันมีความต้านทานโรคฟันผุได้<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
<strong><span style="color: #ff6600;">อันตรายจากฟลูออไรด์เกินขนาด<br />
</span></strong></span><span style="font-size: small;"><br />
          ได้มีการศึกษาวิจัยและทดลองในเรื่องอันตรายในการใช้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ฟลูออไรด์">ฟลูออไรด์</a> อาจเกิดได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ปริมาณของฟลูออไรด์ และระยะเวลาที่ได้รับ โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายที่มีปฏิกิริยาไวต่อสารนี้ อาการเป็นพิษของฟลูออไรด์อย่างเฉียบพลัน ทำให้เกิดการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากกินฟลูออไรด์ภายใน ๓๐ นาที การให้ผู้ป่วยกินนมหรือไข่จะช่วยทุเลาอาการ และรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อล้างท้อง</span><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/170104.jpg" border="0" alt="" width="127" height="122" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #993300;">อาการเป็นพิษเรื้อรังของฟลูออไรด์เกินขนาด</span></strong><br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          &#8211; ทำให้เกิดฟันตกกระ ผิวฟันจะเป็นฝาสีขาว เหลือง <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with น้ำตาล">น้ำตาล</a> หรือดำ ผิวเคลือบฟันไม่เรียบ ขรุขระ เป็นหลุม และในรายรุนแรงจะมีการทำลายเคลือบผิวฟันได้<br />
</span><span style="font-size: small;">          &#8211; จะมีอาการในกระดูกและข้อช่วงระยะสุดท้าย ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร มีการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกสันหลังและกลายเป็นคนพิการได้ มักพบในผู้ป่วยที่ได้รับฟลูออไรด์มากเป็นเวลานาน<br />
</span><span style="font-size: small;">          &#8211; เนื่องจากฟลูออไรด์ถูกขับออกทางไตส่วนหนึ่ง ถ้ามีปริมาณของฟลูออไรด์ในร่างกายสูง อาจทำให้ไตเสื่อม และเกิดไตวายได้</span><span style="font-size: small;"></p>
<p>          การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันโรคฟันผุ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทันตแพทย์ และผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง โอกาสที่จะทำให้เกิดอันตรายเป็นไปได้น้อยมาก ยกเว้นในกรณีเกิดเหตุบังเอิญ หรือจงใจจะกินฟลูออไรด์เพื่อวัตถุประสงค์อื่น</span><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/170103.jpg" border="0" alt="" width="120" height="147" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          ฟลูออไรด์ในปริมาณที่พอ เหมาะจากการกินอาหาร ผัก ผลไม้ และอื่นๆ หรือจากการดิ่มน้ำที่มีฟลูออไรด์ประจำ จะทำให้อัตราโรคฟันผุลดลงร้อยละ ๖๐-๖๕ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ รักษาความสะอาดในช่องปาก โดยการแปรงฟันด้วยขนแปรงอ่อนนุ่มให้ถูกวิธีและสะอาดหลังกินอาหารทุกครั้ง ด้วย ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อมน้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ ใช้ไหมัดฟัน ใช้เกลือผสมน้ำอุ่นอมหลังการแปรงฟัน จะช่วยได้อีกทางหนึ่ง การกินอาหารได้ครบทุกหมวดหมู่และไปพบทันตแพทย์ตรวจฟันปีละ ๒ ครั้ง คงจะช่วยให้ทุกท่านหมดห่วงต่อการเกิดโรคฟันผุและโรคในช่องปากไปได้อีกเปราะหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_2219_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2219?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2219_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2219&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%258c.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81" title="ช่องปาก" rel="tag">ช่องปาก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c" title="ฟลูออไรด์" rel="tag">ฟลูออไรด์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%8c.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันพระสำคัญไฉน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%84%e0%b8%89%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%84%e0%b8%89%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2009 08:08:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[พระศาสดา]]></category>
		<category><![CDATA[วันพระ]]></category>
		<category><![CDATA[วันศักดิ์สิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=2208</guid>
		<description><![CDATA[พระศาสดาของแต่ละศาสนาต่างมีความเห็นตรงกันว่า จิตมนุษย์นี้ไซร้ ถ้าปล่อยให้ห่างพระไม่มอบถวายพระแล้ว มารร้าย-ผีซาตานก็จะเข้ายึดครอง-ล้างสมองจูงไปทำความชั่วทันที
          ท่านจึงกำหนดแน่นอนลงไปว่าต้องมีวันสำคัญหนึ่งวันในทุกสัปดาห์ที่ศาสนิกจะต้องหยุดงานประจำเข้าเฝ้าพระ เอามโนมอบพระผู้เสวยสวรรค์ในศาสนาของตน เพราะเหตุฉะนี้มุสลิมจึงต้องไปโบสถ์ทุกวันศุกร์ ยิวทุกวันเสาร์ และคริสต์ทุกวันอาทิตย์

          ถึงกาลเวลาจะหมุนเวียนผ่านไปๆมากกว่าพันปีในวันดังกล่าวโบสถ์ของเขาก็ยังเนืองแน่นด้วยผู้มีศรัทธาไม่สร่างซาน่าอัศจรรย์
          พระพุทธศาสนาของเราเกิดก่อนคริสต์มากกว่า 500 ปี ก่อนอิสลามถึง 1,000 ปีเศษ พระบรมศาสดาก็ทรงกำหนดวันพระไว้ เป็นธรรมนูญชีวิตของชาวพุทธว่าทุกวันจันทร์เพ็ญ-วันจันทร์ดับ และวันจันทร์กึ่งดวงคือ วันขึ้น 8 ค่ำ และวันครบ 8 ค่ำ รวม 4 วันในหนึ่งเดือน ให้ชาวพุทธมอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนตรัย-ที่พึ่งอันประเสริฐของตน

          ท่านเจ้าคุณพระธรรมญาณมุนี ท่านได้เขียนถึงความสำคัญของวันพระไว้น่าคิดว่า-
          “ในเมืองไทยเรานี้มีวันสำคัญประจำสัปดาห์ทางจันทรคติ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอยู่วันหนึ่ง คือ วันพระ”
           เดิมมาชาวพุทธเราถือว่าวันพระเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ แต่ในปัจจุบันนี้คนโดยมากก็มีความรู้สึกเหมือนวันทั้งหลาย-ที่เข้าใจว่า วันพระเป็นวันเป็นวันดีพิเศษกว่าวันธรรมดามีไม่เท่าไร

          ความจริงวันพระเป็นวันมงคลประจำชีวิตทั้งส่วนตัวคน และส่วนหมู่คณะ ตลอดถึงประเทศชาติในฐานะเป็นวันทำความสะอาดชีวิตจิตใจที่สำคัญ และมีความจำเป็นมากมาย

          เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ ตลอดจนที่อยู่อาศัย อาคารบ้านเรือนทั่วไป ต้องมีกำหนดวันทำความสะอาด เจ้าของหรือผู้ใช้จึงจะสามารถได้รับประโยชน์สมความมุ่งหมายฉันใด วันพระก็เป็นวันสนองความหมายเป็นทำนองเดียวกันฉันนั้น
          ผู้เขียน (หลวงพ่อพระธรรมญาณมุนี) มีความปรารถนาที่จะเห็นคุณค่าของวันพระกลับมาสนองความปรารถนาเพื่อชีวิตก่อนที่จะสายเกินไป
          กระผมเห็นด้วยกับหลวงพ่อสุดใจ จึงจะขอเก็บสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระจากอดีตตราบปัจจุบันมาสนับสนุน
 


ยุคทอง ยุคธรรมแห่งชาติไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระศาสดาของแต่ละศาสนาต่างมีความเห็นตรงกันว่า จิตมนุษย์นี้ไซร้ ถ้าปล่อยให้ห่างพระไม่มอบถวายพระแล้ว มารร้าย-ผีซาตานก็จะเข้ายึดครอง-ล้างสมองจูงไปทำความชั่วทันที<img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/169368.jpg" border="0" alt="" width="242" height="321" align="undefined" /></p>
<p><span style="font-size: small;">          ท่านจึงกำหนดแน่นอนลงไปว่าต้องมีวันสำคัญหนึ่งวันในทุกสัปดาห์ที่ศาสนิกจะต้องหยุดงานประจำเข้าเฝ้าพระ <strong>เอามโนมอบพระผู้เสวยสวรรค์</strong>ในศาสนาของตน เพราะเหตุฉะนี้มุสลิมจึงต้องไปโบสถ์ทุกวันศุกร์ ยิวทุกวันเสาร์ และคริสต์ทุกวันอาทิตย์<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          ถึงกาลเวลาจะหมุนเวียนผ่านไปๆมากกว่าพันปีในวันดังกล่าวโบสถ์ของเขาก็ยังเนืองแน่นด้วยผู้มีศรัทธาไม่สร่างซาน่าอัศจรรย์<br />
</span><span style="font-size: small;">          พระพุทธศาสนาของเราเกิดก่อนคริสต์มากกว่า 500 ปี ก่อนอิสลามถึง 1,000 ปีเศษ พระบรมศาสดาก็ทรงกำหนด<strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วันพระ">วันพระ</a></strong>ไว้ เป็นธรรมนูญชีวิตของชาวพุทธว่าทุกวันจันทร์เพ็ญ-วันจันทร์ดับ และวันจันทร์กึ่งดวงคือ วันขึ้น 8 ค่ำ และวันครบ 8 ค่ำ รวม 4 วันในหนึ่งเดือน ให้ชาวพุทธมอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนตรัย-ที่พึ่งอันประเสริฐของตน<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          ท่านเจ้าคุณพระธรรมญาณมุนี ท่านได้เขียนถึงความสำคัญของวันพระไว้น่าคิดว่า-<br />
</span><span style="font-size: small;">        <em>  <span style="color: #ff9900;">“ในเมืองไทยเรานี้มีวันสำคัญประจำสัปดาห์ทางจันทรคติ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอยู่วันหนึ่ง คือ วันพระ”</span></em></span></p>
<p><span style="font-size: small;"> </span><span style="font-size: small;">          เดิมมาชาวพุทธเราถือว่า<strong>วันพระเป็นวันศักดิ์สิทธิ์</strong> แต่ในปัจจุบันนี้คนโดยมากก็มีความรู้สึกเหมือนวันทั้งหลาย-ที่เข้าใจว่า วันพระเป็นวันเป็นวันดีพิเศษกว่าวันธรรมดามีไม่เท่าไร<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          ความจริง<strong>วันพระเป็นวันมงคลประจำชีวิต</strong>ทั้งส่วนตัวคน และส่วนหมู่คณะ ตลอดถึงประเทศชาติในฐานะเป็นวันทำความสะอาดชีวิตจิตใจที่สำคัญ และมีความจำเป็นมากมาย<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ ตลอดจนที่อยู่อาศัย อาคารบ้านเรือนทั่วไป ต้องมีกำหนดวันทำความสะอาด เจ้าของหรือผู้ใช้จึงจะสามารถได้รับประโยชน์สมความมุ่งหมายฉันใด วันพระก็เป็นวันสนองความหมายเป็นทำนองเดียวกันฉันนั้น<br />
</span><span style="font-size: small;">          ผู้เขียน (หลวงพ่อพระธรรมญาณมุนี) มีความปรารถนาที่จะเห็นคุณค่าของวันพระกลับมาสนองความปรารถนาเพื่อชีวิตก่อนที่จะสายเกินไป<br />
</span><span style="font-size: small;">          กระผมเห็นด้วยกับหลวงพ่อสุดใจ จึงจะขอเก็บสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระจากอดีตตราบปัจจุบันมาสนับสนุน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/169369.jpg" border="0" alt="" width="346" height="222" align="undefined" /></p>
<p><span id="more-2208"></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #ff6600;">ยุคทอง ยุคธรรมแห่งชาติไทย ไม่มียุคไหนจะเรืองรุ่งล้ำยุคสุโขทัยไปได้<br />
</span></strong></span><span style="font-size: small;"><br />
          ไพร่ ฟ้าหน้าใสสมบูรณ์พูนสุข-ทางเศรษฐกิจ=ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว-ทางจิตใจ=ทรงศีลทรงธรรม-ทางการปกครอง=พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยทรงปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองชอบด้วยธรรมทุกด้าน-ด้าน ความมั่นคง=อาณาจักรสุโขทัยมีเมืองกว้างช้างหลาย   </span><span style="font-size: small;">ลองสาวลึกเข้าไปทางต้นตอแห่งความเกษมสุขของไทยสุโขทัยดู ก็จะพบว่า<strong> “วันพระเป็นแม่บทที่สำคัญยิ่ง”</strong><br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
<strong><span style="color: #ff6600;">ศิลาจารึกของพ่อขุนตีแผ่ความจริงให้ทราบว่า</span></strong><br />
1214 ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหง-ปลูกไม้ตาลได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟันขดานหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ (คือพระแท่นมนังคศิลา)ฃ</p>
<p>          <span style="color: #ffcc99;"><span style="color: #ff99cc;">- วันเดือนดับ (แรม 14 หรือ 15 ค่ำ)<br />
          &#8211; วันเดือนออกแปดวัน (ขึ้น 8 ค่ำ)<br />
          &#8211; วันเดือนเต็ม (ขึ้น 15 ค่ำ)<br />
          &#8211; วันเดือนข้างแปดวัน (แรม 8 ค่ำ)</span><br />
</span></span><span style="font-size: small;">          ปู่ครูเถรมหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานหิน (ธรรมมาสน์) สวดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
ผลที่ได้รับจากอิทธิพลของวันพระทั้ง 4 วันก็คือ<br />
</span><span style="font-size: small;">         <em> “<span style="color: #ff9900;">คน ในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน (เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน) มักทรงศีล มักอวยทาน (ทำบุญในพระพุทธศาสนา) พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ทั้งชาวแม่ ชาวเจ้า&#8230;ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน ”</span></em></span><span style="color: #ff9900;"><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/169370.jpg" border="0" alt="" width="182" height="136" align="undefined" /></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">เชิญมาชมความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระยุคกรุงศรีอยุธยาต่อไป-<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          สมเด็จ พระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยแก่พม่าข้าศึกแล้ว เสด็จกลับถึงพระนคร จึงให้ลูกขุนพิจารณาโทษแม่ทัพนายกองที่มีความผิด-ตามเสด็จไม่ทัน โทษถึงประหารชีวิตรวม 6 คน   ดำรัสสั่งให้เอาตัวไปจำตรุไว้ พอพ้นวันพระแล้วให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสีย</span><span style="font-size: small;">โปรดสังเกตพระนเรศวรทรงเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระต้องให้พ้นวันพระไปก่อนจึงให้ลงดาบตามคำลูกขุนพิพากษา<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          ตก เย็นวันศรม 14 ค่ำ เดือนยี่ ก่อนวันพระสมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว มหาสังฆนายกกับพระราชาคณะรวม 25 รูป จึงเข้าเฝ้าขอบิณฑบาตชีวิตแม่ทัพนายกองทั้ง 6 ให้พ้นจากโทษประหารชีวิต   มีพระดำรัสว่า<strong> “พระผู้เป็นเจ้าขอแล้ว โยมก็ถวาย”</strong><br />
</span><span style="font-size: small;">          ทราบว่าอิทธิพลของวันพระยังเป็นจารีตตกทอดมาถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือกรมราชทัณฑ์จะไม่ประหารชีวิตนักโทษในวันพระเป็นอันขาด<br />
</span><span style="font-size: small;">          ลาลูแบร์ชาวฝรั่งเศสบันทึกเหตุการณ์ <strong>“วันพระ”</strong> ยุคพระนารายณ์มหาราชไว้ว่า</span><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/169/169374.gif" border="0" alt="" width="150" height="237" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          “วันที่บรรดาพระภิกษุปลงผมนั้นเป็นวันสิ้นเดือนทางจันทรคติ หรือวันกลางเดือนพระจันทร์เต็มดวง (น่าจะปลงผมในวันโกนก่อนวันพระ 1 วัน) และในวันนั้นๆ – ราษฎรจะพากันอดอาหาร กล่าวคือ เว้นการบริโภคอาหารตั้งแต่เพลาเที่ยงวันเป็นต้นไป (ถือศีลแปด)   อนึ่งในวันนี้พวกราษฎร(ทั่วไป) งดการออกไปจับปลา แล้วพากันไปทำบุญที่วัด” </span><span style="font-size: small;">ณ ที่นี้ในนามของชาวพุทธต้องขอคารวะจอมพลป.พิบูลสงคราม ที่ช่วยพิทักษ์วันพระให้เป็นวันบริสุทธิ์จากบาป โดยห้ามมิให้ทางราชการออกอาชญาบัตรฆ่าสัตว์ในวันพระโดยเด็ดขาด และหวังว่าจะเป็นคำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
          <span style="color: #ff9900;">ท่านกวีเอกสุนทรภู่เอ่ยถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวันพระไว้อีกมุมหนึ่งว่า<br />
          อนึ่งวันจันทร์คราส-ตรุษ-สารท-สูรย์<br />
          วันเพ็ญบูรณ์ พรรษาอัชฌาสัย<br />
          ทั้งวันเกิดเริดร้างให้ห่างไกล<br />
</span></span><span style="font-size: small;"><br />
<span style="color: #ff00ff;"><strong>ห้ามมิให้เสน่หาถอยอายุ</strong><br />
</span>          <em><strong>พี่ น้องชาวพุทธที่รัก วันพระเป็นวันศักดิ์สิทธิ์-สำคัญอย่างยิ่ง เป็นวันแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ของชาวพุทธ นอกจากไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งคนทั้งสัตว์แล้วยังศักดิ์สิทธิ์ล้ำลึกอย่าง ที่คนสมัยใหม่คาดไม่ถึง นั่นก็คือ แม้แต่ผัวเมียเขาก็ยังสมาทานงดเว้น “เสน่หา”</strong></em></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><em>ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</em></strong></span></p>
<p><map name='google_ad_map_2208_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2208?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2208_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2208&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b2" title="พระศาสดา" rel="tag">พระศาสดา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0" title="วันพระ" rel="tag">วันพระ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c" title="วันศักดิ์สิทธิ์" rel="tag">วันศักดิ์สิทธิ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%84%e0%b8%89%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำตาล</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 02:10:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงโรคสูง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=2065</guid>
		<description><![CDATA[ขณะ นี้คุณอาจเป็นผู้หนึ่งที่กินน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และนั่นก็แสดงว่าตัวคุณเองมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคที่คุณเคยคิดว่าไม่มี ทางที่จะเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ เชื่อหรือไม่ว่าเครื่องดื่มรสอร่อยที่คุณชื่นชอบ ที่วันหนึ่งต้องขอดื่มสัก ๑-๒ ขวด เพื่อเพิ่มความสดชื่น ภายใน ๑ ขวดนั้นอาจมีส่วนประกอบของน้ำตาลถึง ๑๒ ช้อนชา หมายถึงเมื่อคุณดื่มหมด ๑ ขวด คุณจะได้รับน้ำตาลเกินจากข้อกำหนดที่แนะนำให้กินต่อวันถึง  ๒ เท่าตัวทีเดียว
       เพียงแค่ ๑ ขวดเท่านั้นยังไม่นับรวมถึงน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารอื่นๆ ที่คุณได้รับใน  ๑ วัน ทั้งขนมหวาน ลูกอม น้ำตาลที่คุณเติมเองในก๋วยเตี๋ยว กาแฟ รวมถึงอาหาร ๓ มื้อที่คุณซื้อกินอยู่ทุกวัน กล่าวถึงตรงนี้ก็แทบไม่อยากคิดเลยว่า  วันหนึ่งๆ คุณจะได้รับน้ำตาลมากเป็นปริมาณเท่าไหร่   น้ำตาลมีประโยชน์หรือไม่&#8230;เหตุใดเน้นให้กินแต่น้อย
        น้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้านของการให้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูโคสซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการให้พลังงานแก่สมอง และช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สึก สดชื่น และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
        น้ำตาลมีประโยชน์ก็จริง แต่ให้พลังงาน ไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการ และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติมากเกินความต้องการของร่างกายอยู่ แล้ว จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่กินอยู่ทุกวัน เช่น ข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ผัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขณะ นี้คุณอาจเป็นผู้หนึ่งที่กินน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และนั่นก็แสดงว่าตัวคุณเองมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคที่คุณเคยคิดว่าไม่มี ทางที่จะเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ เชื่อหรือไม่ว่าเครื่องดื่มรสอร่อยที่คุณชื่นชอบ ที่วันหนึ่งต้องขอดื่มสัก ๑-๒ ขวด เพื่อเพิ่มความสดชื่น ภายใน ๑ ขวดนั้นอาจมีส่วนประกอบของน้ำตาลถึง ๑๒ ช้อนชา หมายถึงเมื่อคุณดื่มหมด ๑ ขวด คุณจะได้รับน้ำตาลเกินจากข้อกำหนดที่แนะนำให้กินต่อวันถึง  ๒ เท่าตัวทีเดียว</p>
<p><span style="font-size: small;">       เพียงแค่ ๑ ขวดเท่านั้นยังไม่นับรวมถึงน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารอื่นๆ ที่คุณได้รับใน  ๑ วัน ทั้งขนมหวาน ลูกอม น้ำตาลที่คุณเติมเองในก๋วยเตี๋ยว กาแฟ รวมถึงอาหาร ๓ มื้อที่คุณซื้อกินอยู่ทุกวัน กล่าวถึงตรงนี้ก็แทบไม่อยากคิดเลยว่า  วันหนึ่งๆ คุณจะได้รับน้ำตาลมากเป็นปริมาณเท่าไหร่   น้ำตาลมีประโยชน์หรือไม่&#8230;เหตุใดเน้นให้กินแต่น้อย</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">       <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with น้ำตาล">น้ำตาล</a> เป็นสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้านของการให้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูโคสซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการให้พลังงานแก่สมอง และช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สึก สดชื่น และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">       น้ำตาลมีประโยชน์ก็จริง แต่ให้พลังงาน ไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการ และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติมากเกินความต้องการของร่างกายอยู่ แล้ว จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่กินอยู่ทุกวัน เช่น ข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ผัก และผลไม้ เป็นต้น ดังนั้น การได้รับน้ำตาลเพิ่มขึ้นก็เหมือนกับเป็น การนำสิ่งที่ร่างกายได้รับมากเกินพออยู่แล้วเข้าสู่ร่างกาย อีก ซึ่งแน่นอนว่าน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายปริมาณมากแล้วไม่ถูกใช้ย่อมส่งผลร้าย ต่อร่างกาย และนำมาซึ่งโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">การ กินน้ำตาลที่มาก เกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ในระยะยาว โดยปัญหาสุขภาพอย่างแรกที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ปัญหาฟันผุ ทั้งนี้เพราะน้ำตาลจะเป็นอาหารอย่างดีของแบคทีเรียในปาก โดยแบคทีเรียจะนำน้ำตาลไปใช้และเปลี่ยนเป็นกรดแล็กติก ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายเคลือบฟัน ทำให้ฟันกร่อนเร็วขึ้นแล้วส่งผลทำให้เกิดฟันผุ</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">นอก จากนี้ การกินน้ำตาลปริมาณมาก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมันสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อ ไขมัน ผนังหลอดเลือด และส่วนต่างๆ ของร่าง-กายซึ่งการสะสมของไขมันนี้จะทำให้ร่างกายขยายขนาด ขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนซึ่งจะนำไปสู่โรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวานประเภท ๒ ที่เกิดจากการดื้อต่ออินซูลิน โรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ โรคไขข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ ตามมาอีกมาก โรคเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาในการรักษานาน มีค่าใช้จ่ายที่สูง และที่น่ากลัวก็คือเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงอีกด้วย</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">การ กินน้ำตาล มากเกินไปทำให้เกินผลเสียต่อสุขภาพถึงขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าที่จะกินเป็นปริมาณเท่าไหร่ใน ๑ วันถึงจะไม่มากเกินไป?</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปริมาณน้ำตาลไม่ควรเกินร้อยละ ๑๐ ของปริมาณพลังงานที่ได้รับใน ๑ วัน<br />
</span><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">สำหรับ คนไทยข้อแนะนำการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า น้ำมัน เกลือ น้ำตาลให้กินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ได้มีการกำหนดปริมาณน้ำตาลว่าไม่ควรเกิน ๔, ๖ และ ๘ ช้อนชา สำหรับผู้ต้องการพลังงาน ๑,๖๐๐ ๒,๐๐๐ และ ๒,๔๐๐ กิโลแคลอรี ซึ่งเท่ากับประมาณร้อยละ ๕ โดยเฉลี่ย โดยส่วนที่เหลือได้เผื่อไว้สำหรับน้ำตาลที่ได้รับจากอาหารอื่นซึ่งไม่ทราบ ปริมาณ</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันจึงแนะนำปริมาณน้ำตาลสำหรับประชากรโดยทั่ว ไปคือ ควรกินไม่เกิน ๖ ช้อนชา หรือ ๒๔ กรัม ใน ๑ วัน ตัวเลข ๖ ช้อนชาต่อวัน เมื่อรู้แล้วอย่าเพิ่งตกใจ หรือยึดติดกับตัวเลขนี้ให้มากนัก เพราะหลังจากอ่านบทความนี้จบ เป้าหมายของคุณไม่ได้อยู่ที่การกินน้ำตาล ให้ไม่เกิน ๖ ช้อนชาต่อวัน แต่อยู่ที่การลดการกินน้ำตาล ต่อวันต่างหาก</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">พึง ระลึกไว้เสมอว่าการกินน้ำตาล แม้ลดลงเพียงช้อน เดียวก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้แล้ว ดีกว่าที่คุณจะไม่เริ่มทำอะไรเลยและบอกกับตัวเองว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>&#8220;ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกินน้ำตาลให้ไม่เกิน ๖ ช้อนชา&#8221;</strong></span></span></p>
<p> <span style="color: #ff6600;"><strong><span style="font-size: small;">จะทำอย่างไร? &#8230;.หากติดน้ำตาลเสียแล้ว<br />
</span></strong></span><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">การ ติดน้ำตาล หรือที่เรียกว่าการติดรสหวานนั้นพัฒนามาจากนิสัยการกินตั้งแต่วัยเด็ก โดยพบว่าเด็กที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงด้วยนมรสหวาน หรือมีการบริโภคน้ำหวาน และขนมหวานปริมาณมากโดยที่ไม่มีการควบคุม จะส่งผลให้เด็กจะคุ้นเคยกับรสชาติหวาน และมีแนวโน้มที่จะกินน้ำตาล หรือของหวานเพิ่มมากขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่<br />
</span><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">ลักษณะ ของคนติดหวานจะมี ความต้องการและมีความอยากของหวานอยู่เสมอ ซึ่งช่วงที่มีภาวะน้ำตาล ในเลือดต่ำ หรือไม่ได้รับน้ำตาล อาจเกิดอาการซึมเศร้า อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย และขาดสมาธิ  </span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/166/167143.jpg" border="0" alt="" width="591" height="335" align="undefined" /></p>
<p> <span id="more-2065"></span></p>
<p><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">อย่าง ไรก็ตาม การที่จะบอกให้คนติดหวานเลิกกินน้ำตาลคงเป็นเรื่องยาก ทางออกที่ง่ายกว่าคือการค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลให้ได้รับน้อยลงจากเดิมใน ๑ วัน โดยการลดการกินน้ำตาลนี้จะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากเลือกที่จะงดแทนที่จะลดอาจทำให้เกิดอาการอยากของหวานมากขึ้นอีกซึ่ง จะส่งผลให้กินน้ำตาลมากกว่าเดิม และอาจทำให้เกิดความท้อใจ สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่สามารถที่จะลดน้ำตาลได้<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
        </span><span style="font-size: small;">การ ลดการกินน้ำตาลใน ๑ วันเราสามารถทำได้หลายวิธี โดยอาจเริ่มจากการลดการเติมน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มจากปริมาณเดิมสัก ครึ่งช้อนชา และค่อยๆ ลดลงในวันต่อๆ มา ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าอาหาร และเครื่องดื่มที่ซื้อมานั้นในหนึ่งจาน หรือหนึ่งแก้ว จะมีน้ำตาลไม่ต่ำกว่าครึ่งช้อนชา (บางร้านเติมน้ำตาลมากถึง ๒ ช้อนชา ถ้าไม่เชื่อต้องลองสังเกตขณะที่เขาตักเครื่องปรุงลงในอาหาร)<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
        </span><span style="font-size: small;">หัน มา กินผลไม้โดยไม่ต้องจิ้มเกลือน้ำตาล ลดการ บริโภคน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เลือกใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรืออาจเลือกวิธีเพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้เกิดการเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกินไม่ให้มีการเปลี่ยนรูปและสะสมอยู่ ในร่างกาย นอกจากวิธีดังกล่าว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">อีก วิธีหนึ่งที่มีความสำคัญในการลด และควบคุมปริมาณน้ำตาลอย่างได้ผลก็คือการอ่านฉลากโภชนาการ เพราะฉลากโภชนาการจะบอกให้ทราบถึงปริมาณที่แน่นอนของน้ำตาลในผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทำให้เราสามารถ ลดหรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง รวมถึงสามารถเปรียบเทียบ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">มาทำความรู้จักกับฉลากโภชนาการ เพื่อหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูงกันเถอะ<br />
</span><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">ฉลาก โภชนาการจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารนั้นๆ ต่อ ๑ หน่วยบริโภค และมีการแสดงถึงปริมาณร้อยละของสารอาหารนั้นๆ ที่ร่างกายควรได้รับใน ๑ วัน ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนทั่วไปในการเปรียบเทียบสินค้า และสามารถเลือกกินอาหารเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีได้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นจะขอยกตัวอย่างฉลากโภชนาการของเครื่องดื่มชนิด หนึ่งที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด และวิธีการคำนวณปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์นี้ ฉลากโภชนาการบอกอะไรบ้าง ๑ หน่วยบริโภค คือปริมาณที่ผู้ผลิต แนะนำให้ผู้บริโภคกิน ซึ่งเมื่อกินในปริมาณดังกล่าวแล้วผู้บริโภคก็จะได้รับสารอาหาร ตามที่ระบุอยู่ในช่วงต่อไปของกรอบข้อมูลโภชนาการ</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/166/167144.jpg" border="0" alt="" width="610" height="376" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">ตัวอย่าง นี้ ๑ หน่วยบริโภคเท่ากับครึ่งขวด (๒๕๐ มิลลิลิตร) นั่นก็คือดื่มครึ่งขวดถึงจะได้ปริมาณสารอาหาร ตามที่ระบุไว้ในกรอบด้านล่าง ซึ่งความเป็นจริงคนทั่วไปดื่มทั้งขวดไม่ใช่ครึ่งขวด ถ้าสังเกตฉลากโภชนาการ ให้ดี ก็จะพบว่าปริมาณน้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบมีมากกว่าที่ระบุไว้ในฉลากจริงถึง สองเท่า จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">ตัวอย่าง นี้จำนวนหน่วย บริโภคต่อ ๑ ขวด เท่ากับ ๒ นั่นก็คือ ถ้าดื่มทั้งขวด สารอาหารที่จะได้รับที่ถูกระบุ ไว้ในกรอบด้านล่างในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภคจะต้องถูก คูณด้วย ๒ ทั้งหมด  เช่น กรอบด้านล่างระบุปริมาณน้ำตาลไว้ ๓๑ กรัม (ต่อ ๑ หน่วยบริโภค หรือต่อครึ่งขวด) ดังนั้นถ้าดื่มหมดทั้งขวด น้ำตาลที่คุณจะได้รับก็คือ ๓๑ x ๒ = ๖๒ กรัม   ซึ่งจะคิดเป็นน้ำตาล ๑๕.๕ ช้อนชา (น้ำตาล ๔ กรัมเท่ากับหนึ่งช้อนชา) สารอาหารอื่นก็สามารถคำนวณได้เช่นเดียวกัน โดยจากฉลากข้างต้นจะคำนวณคาร์โบไฮเดรต ทั้งหมด และโซเดียมได้ ๗๕ กรัม และ ๓๒๐ กรัม   ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน   คือสารอาหารที่มีในอาหารต่อ ๑ หน่วยบริโภคเมื่อคิดเทียบกับที่ควรได้รับแล้ว คิดเป็นร้อยละเท่าไร<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
        </span><span style="font-size: small;">ตัวอย่าง นี้เครื่องดื่ม A ให้คาร์โบไฮเดรตร้อยละ ๑๒ ของที่ต้องการต่อวัน ก็หมายความว่าเราต้องการคาร์โบไฮเดรตจากอาหารอื่นอีกร้อยละ ๘๘ (น้ำตาล นั้น ได้แสดงร้อยละเป็นส่วนหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดแล้ว) สารอาหารอื่น ไขมัน โปรตีน และโซเดียม ก็สามารถคำนวณได้ในลักษณะเดียวกัน ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันจะระบุสำหรับคนไทยอายุ ตั้งแต่ ๖ ปีขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ ๒,๐๐๐ กิโลแคลอรี ซึ่งสำหรับคนที่มีความต้องการพลังงานมากหรือน้อยกว่าค่าของพลังงานดังกล่าว ปริมาณสารอาหารที่แนะนำ ก็จะแตกต่างออกไป</span><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/166/167146.jpg" border="0" alt="" width="293" height="294" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;">สรุปแล้วการคำนวณปริมาณ น้ำตาลในผลิตภัณฑ์ ให้พิจารณาจาก จำนวน ๑ หน่วยบริโภค จำนวนหน่วยบริโภคต่อผลิตภัณฑ์ และปริมาณน้ำตาล (กรัม) ที่ระบุไว้ในผลิตภัณฑ์  เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทราบว่าในผลิตภัณฑ์นั้นมีน้ำตาลอยู่ปริมาณเท่า ไหร่ และเราควรที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นหรือไม่<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
        </span><span style="font-size: small;">จากตัวอย่าง การคำนวณปริมาณน้ำตาลของผลิตภัณฑ์ของเครื่องดื่มยี่ห้อ A จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในหนึ่งขวดมีน้ำตาลสูงถึง ๑๕.๕ ช้อนชาซึ่งเมื่อเทียบ กับปริมาณ ๖ ช้อนชาที่กำหนด เป็นที่น่าตกใจว่าการดื่ม เครื่องดื่มชนิดนี้เพียงขวดเดียว จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลมากกว่าข้อกำหนดถึง ๒.๕ เท่าแน่นอนว่าถ้ายังคงปฏิบัติตัวเช่นเดิม ด้วยการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลในปริมาณที่สูงเป็นประจำ ร่วมกับการกินอาหารและของหวานอื่นๆ โดยไม่สนใจที่จะลดการบริโภคน้ำตาล ประกอบกับการไม่ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกิน รับรองได้ว่าในไม่ช้าคุณจะต้องมีปัญหาสุขภาพดังที่กล่าวไว้ข้างต้นตามมา อย่างแน่นอน น้ำตาลจะไม่ก่อให้เกิดโทษหากรู้จักกินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง ยังไม่สายที่จะหันมาออกกำลังกาย ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมเอง และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงโดยการอ่านจากฉลากโภชนาการ  <br />
</span><span style="font-size: small;">        </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #008080;"><em>ทุกๆ ๑ ช้อนชาที่ลดลงนั่นหมายถึง ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ ลดลงเช่นกัน</em></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><em><span style="color: #008080;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></em></span></p>
<p><map name='google_ad_map_2065_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2065?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2065_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2065&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a5.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87" title="ความเสี่ยงโรคสูง" rel="tag">ความเสี่ยงโรคสูง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5" title="น้ำตาล" rel="tag">น้ำตาล</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้สบู่อะไรดี</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2009 02:05:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[สบู่]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/08/17/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5/</guid>
		<description><![CDATA[สบู่นั้นจัดเป็นเครื่องสำอางสำหรับทำความสะอาดร่างกายที่ใช้กันมากในชีวิต ประจำวัน และเป็นสิ่งที่มีการแข่งขันกันในส่วนการตลาดสูง สบู่แต่ละยี่ห้อต่างก็โฆษณาสรรพคุณของตนอย่างพิเศษพิสดาร บ้างก็ว่าเป็นสูตรลับ แต่โบราณ บ้างก็ว่าเป็นวิทยาการ แผนใหม่ สำหรับสบู่ที่ใช้ทั่วไปในชีวิต ประจำวัน มีดังนี้
          ๑. สบู่ทั่วไป (basic toilet soaps) เป็นสบู่ที่ผลิตจากเกลือของไขมันสัตว์หรือพืช เพื่อใช้ทำ ความสะอาดร่างกาย บางครั้งมีการ ใส่น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม เพื่อทำให้สบู่มีฟองมาก แลดูน่าใช้ ขึ้น เป็นสบู่ที่ใช้กันทั่วไปตามห้องน้ำ มักมีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย ยามใด ที่อาบน้ำล้างหน้าด้วยสบู่นี้ ก็ย่อม ขจัดสิ่งที่อยู่บนผิวหนังซึ่งประกอบ ด้วยฝุ่นละออง เครื่องสำอาง น้ำมัน แบคทีเรีย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ได้แก่ ขี้ไคลและเหงื่อออกไปได้ สบู่ชนิดนี้ปกติได้ผลดีกับผิว หนังของคนทั่วไป ทำความสะอาด ได้หมดจด และมีราคาย่อมเยา แต่ ถ้ามีผิวหนังอ่อนบาง ระคายเคือง ง่าย หรือเป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว สบู่ แบบนี้อาจทำให้ผิวหนังแห้ง และเกิดความระคายเคืองมากเกินไปจึงอาจจำเป็นต้องเลือกสบู่ชนิดอื่น แทน
 
         ๒. สบู่ใส (transparent soaps) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สบู่นั้นจัดเป็นเครื่องสำอางสำหรับทำความสะอาดร่างกายที่ใช้กันมากในชีวิต ประจำวัน และเป็นสิ่งที่มีการแข่งขันกันในส่วนการตลาดสูง สบู่แต่ละยี่ห้อต่างก็โฆษณาสรรพคุณของตนอย่างพิเศษพิสดาร บ้างก็ว่าเป็นสูตรลับ แต่โบราณ บ้างก็ว่าเป็นวิทยาการ แผนใหม่ สำหรับสบู่ที่ใช้ทั่วไปในชีวิต ประจำวัน มีดังนี้<img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162987.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p><span style="font-size: small;">         <strong> <span style="color: #ff6600;">๑. สบู่ทั่วไป (basic toilet soaps)</span></strong> เป็นสบู่ที่ผลิตจากเกลือของไขมันสัตว์หรือพืช เพื่อใช้ทำ ความสะอาดร่างกาย บางครั้งมีการ ใส่น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม เพื่อทำให้สบู่มีฟองมาก แลดูน่าใช้ ขึ้น เป็นสบู่ที่ใช้กันทั่วไปตามห้องน้ำ มักมีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย ยามใด ที่อาบน้ำล้างหน้าด้วยสบู่นี้ ก็ย่อม ขจัดสิ่งที่อยู่บนผิวหนังซึ่งประกอบ ด้วยฝุ่นละออง เครื่องสำอาง น้ำมัน แบคทีเรีย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ได้แก่ ขี้ไคลและเหงื่อออกไปได้ สบู่ชนิดนี้ปกติได้ผลดีกับผิว หนังของคนทั่วไป ทำความสะอาด ได้หมดจด และมีราคาย่อมเยา แต่ ถ้ามีผิวหนังอ่อนบาง ระคายเคือง ง่าย หรือเป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สบู่">สบู่</a> แบบนี้อาจทำให้ผิวหนังแห้ง และเกิดความระคายเคืองมากเกินไปจึงอาจจำเป็นต้องเลือกสบู่ชนิดอื่น แทน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <span style="color: #ff6600;"> <strong>๒. สบู่ใส (transparent soaps)</strong></span> นั้นมีลักษณะคล้ายสบู่ที่มีไขมันสูง คือมีไขมันผสมอยู่มาก มักมีส่วน ผสมของน้ำมันละหุ่งสูง สบู่ชนิดนี้ เหมาะสำหรับผิวที่แห้งและไวต่อการแพ้ มีการเติมกลีเซอรีน แอล-กอฮอล์ และน้ำตาลลงไปในเนื้อสบู่ เพื่อทำให้เนื้อสบู่ใสและอ่อนนุ่ม<br />
</span><span style="font-size: small;">        <strong><span style="color: #0000ff;"> </span></strong></span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #0000ff;">ข้อเสียของ</span></strong> สบู่ชนิดนี้คือ มักไม่ค่อยเป็นฟอง และมักละลายง่าย ในจานรองสบู่ ดังนั้นจึงไม่ควรใส่สบู่แบบนี้ในจานรองสบู่ แต่ควรปล่อยให้แห้ง ในแง่การใช้ไม่พบว่า สบู่ใสดีหรือมีคุณสมบัติเหนือกว่าสบู่ที่มีไขมันสูงในแง่ใด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ ละคนด้วย สบู่ชนิดนี้มักมีราคาสูง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><strong>๓. สบู่ไร้ฟอง (soapless soaps)</strong> </span>มีส่วนประกอบเป็นสารสังเคราะห์ดีเทอร์เจนซึ่งเตรียมจากน้ำมันปิโตรเลียม นักเคมีทาง ด้านเครื่องสำอางได้พยายามปรับปรุงคุณสมบัติของสบู่สังเคราะห์แบบนี้ให้มี ความเป็นด่างน้อย และ ระคายเคืองต่อผิวหนังน้อยลง แม้ สบู่ตัวนี้จะไม่ค่อยมีฟอง แต่ก็ทำ ความสะอาดได้ดีมาก สบู่เหลวไร้ฟองสามารถใช้กับคนที่มีผิวไวต่อ การแพ้ได้ ดังนั้นเวลาล้างหน้าจึงไม่ควรถูหน้าฟอกหน้าแรงๆ เพราะ จะยิ่งทำให้ผิวหน้าแห้งมากขึ้น ใน กรณีที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว ถ้าใช้ครีม ให้ความชุ่มชื้นสำหรับผิวหน้าทาหลังล้างหน้าก็จะช่วยได้มาก</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-1905"></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #ff6600;">๔. สบู่ที่มีไขมันสูง (super-fatted soaps)</span></strong> มีน้ำมันและไขมัน ผสมอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าสบู่ทั่วไป ไขมันและน้ำมันที่นิยมใช้ผสม ได้แก่ ลาโนลิน น้ำมันมะกอก เนยโกโก้ไขมันชนิดที่เป็นกลาง และโคลด์ครีม การผสมน้ำมันและไขมันเข้า ไปในสบู่ชนิดนี้ช่วยป้องกันไม่ให้สบู่ ทำให้ผิวแห้งจนเกินไปนัก สบู่ที่มี ไขมันสูงมีทั้งคุณสมบัติในการขจัด ไขมันที่อยู่ที่ผิวหนัง (นั่นคือ ทำให้ ผิวหนังแห้ง) ควบคู่ไปกับการเติม ความชุ่มชื้นให้ผิวหนังโดยน้ำมันและ ไขมันในสบู่ (นั่นคือมีผลเหมือนครีมให้ความชุ่มชื้น) สบู่แบบนี้จึง เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งและอ่อนบาง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #008000;"><strong>ส่วนสบู่ที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง คือ</strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162989.jpg" border="0" alt="" width="269" height="284" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๑. สบู่ยา (medicated soaps)</span> </strong>มีตัวยาประกอบอยู่ เช่น กำมะถัน กรดซาลิไซลิก เบนซอยล์เปอร์-ออกไซด์ และยาฆ่าเชื้อโรค ยาพวกนี้อาจใช้ได้ผลในการรักษาโรคผิวหนังบางอย่างจริง เมื่อผสม อยู่ในรูปของครีมและโลชั่น แต่ไม่ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ยืนยันว่าตัวยาเหล่านี้เมื่อผสมกับ เนื้อสบู่แล้วจะได้ผลประการใดต่อ ผิว ทั้งนี้เพราะเราฟอกสบู่เพียง ชั่วครู่แล้วก็ล้างออก ยาจึงออกฤทธิ์ ไม่ทัน สบู่ประเภทนี้ทำให้ผิวอัก-เสบระคายเคืองได้บ่อยจึงไม่แนะ- นำให้ใช้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๒. สบู่ดับกลิ่นตัว (deodorant soaps)</span></strong> นั้น ตามปกติไม่ควรจะใช้บนใบหน้า กลิ่นตัวเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียย่อยสลายของ เหลวที่ต่อมเหงื่อ &#8221; อะโปครีน &#8221; หลั่งออกมา สบู่ดับกลิ่นตัวก็คือสบู่ธรรมดาที่เพิ่มยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลงไป เพื่อยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียที่ เป็นตัวการทำให้เกิดกลิ่นบนผิวหนังทำงานได้ สบู่พวกนี้มักมีกลิ่นไม่หอม จึงนิยมผสมน้ำหอมลงไปเพื่อดับกลิ่นยา เนื่องจากผิวหน้าไม่มีต่อมเหงื่ออะโปครีนจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะใช้สบู่ชนิดนี้ สบู่ดับกลิ่นตัวมักทำให้ผิวแห้ง แต่ ถ้าเป็นคนที่มีกลิ่นตัว สบู่นี้ก็เหมาะ ที่จะใช้ถูตัวโดยเฉพาะบริเวณรักแร้</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162988.jpeg" border="0" alt="" width="287" height="198" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๓. สบู่ขัดถู (abrasive soaps)</span> </strong>มีเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ปะปนอยู่ เมื่อ ใช้สบู่ขัดถูอาบน้ำล้างหน้า ชิ้นส่วน เหล่านี้จะขัดถูผิวหนัง จุดประสงค์ ของการใส่ชิ้นส่วนเล็กๆ ก็เพื่อถู ไถเอาชั้นขี้ไคลซึ่งเป็นผิวหนังส่วน นอกสุดที่ไร้ชีวิตแล้วออกไป โดยทั่วไปแล้วคนที่ผิวปกติไม่สมควรใช้สบู่พวกนี้ เพราะถ้าเป็นผิวแห้ง จะทำให้แห้งและระคายเคือง หาก เป็นคนที่มีหน้ามัน ผิวมันมากจริงๆ สบู่ขัดถูนี้อาจช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ ในกรณีที่ผิวหน้ามีสิวหรือมีการอักเสบอยู่แล้ว ไม่แนะนำให้ใช้สบู่ ขัดถู ทั้งนี้เพราะจะทำให้ทั้งสิวและ ใบหน้าอักเสบระคายเคืองยิ่งขึ้น</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162990.jpg" border="0" alt="" width="159" height="191" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <span style="color: #800080;"> </span></span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๔. สบู่ที่มีส่วนผสมของผลไม้ ผัก และสมุนไพร (fruit, vegetable and herbal soaps)</span></strong> คือสบู่หรือ  ดีเทอร์เจนที่มีการใส่ส่วนผสมต่างๆ&#8221; ตามธรรมชาติ &#8221; ลง ไป เพื่อเร้าความสนใจของผู้ซื้อว่า สบู่นี้จะช่วยดูแลรักษาสุขภาพผิวโดยสาร ธรรมชาติที่มาหล่อเลี้ยงและเป็นอาหารให้ผิวหนัง แต่แท้จริงแล้วส่วนประกอบของสบู่พวกนี้ ไม่แตกต่างไปจากสบู่ทั่วไปเลย ส่วน ผสมของผลไม้ ผัก และสมุนไพร ที่แต่งเติมลงไปอาจช่วยให้สบู่มีกลิ่นมีสีน่าใช้มากขึ้น แต่สารเหล่า นี้โดยแท้จริงแล้วไม่ได้มีประโยชน์ อะไรต่อผิว จะมีประโยชน์ก็แต่กับ ผู้ผลิต เพราะสบู่พวกนี้มีราคาสูง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">สบู่นั้นจะช่วยเพียงแค่ขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง แต่ไม่สามารถทำให้ผิวอ่อนเยาว์ลงได้ หรือไม่สามารถขจัดรอยเหี่ยวย่นเหี่ยวแก่ ควรเลือกสบู่ที่อ่อนที่สุดใช้แล้วผิวไม่แห้งหรือแห้งน้อยที่สุด และระคายเคืองน้อยที่สุด โดยที่มีราคายุติธรรม</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1905_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1905?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1905_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1905&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99" title="ชีวิตประจำวัน" rel="tag">ชีวิตประจำวัน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88" title="สบู่" rel="tag">สบู่</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยาผสมภัยพิษที่คิดไม่ถึง</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2009 05:43:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ยาผสมภัยพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ยาสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[ยาแผนโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/08/14/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6/</guid>
		<description><![CDATA[ขณะนี้ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยาแผนโบราณ ยาสมุนไพร กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งแพทย์ เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์ ก็เริ่มตื่นตัวหันมาทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับยาสมุนไพรมากขึ้น เนื่องจากพบว่ามีตัวยาบางชนิดสามารถรักษาโรคได้ผลดีเกือบเท่ายาแผนปัจจุบัน จึง พยายามศึกษาค้นคว้าทดลองเพื่อที่จะได้นำมาใช้เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องอาศัยยา จากต่างประเทศเสียทุกชนิด พร้อมกับมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากขึ้นและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนรู้จักและเริ่มใช้ยาแผนโบราณกันมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีนักฉวยโอกาสนำเอายาแผนปัจจุบันชนิดที่เป็นอันตรายผสมเข้าไปด้วย โดยหวังผลเฉพาะหน้าที่ผู้นั้นคิดเองว่าดีโดยไม่มีความรู้ว่าจะเกิดอันตราย ต่อผู้ใช้ได้มากมาย โดยมาผสมทำเป็นยาในรูปสมุนไพรแปรรูป เช่น ยาลูกกลอน และนำไปโฆษณาชวนเชื่อรักษาคนไข้
           ก่อนที่จะเรียนท่านผู้อ่านว่ายาตัวนั้นคืออะไร มีผลร้ายต่อร่างกายและชีวิตของท่านมากมายเพียงไร จะขอยกตัวอย่างเรื่องจริงของผู้ป่วยเด็กชายไทย อายุ 6 ปี เป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เล็ก เป็นๆ หายๆ ตลอดมา เวลาหอบก็ไปรักษาตามคลีนิค อาการก็ดีขึ้น แต่เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาผิดปกติของร่างกาย และเกิดจากการแพ้สารบางอย่าง เพราะฉะนั้นเมื่อค้นหาสารที่แพ้ไม่ได้ อาการก็จะไม่หายขาด เป็นๆ หายๆ ตลอดมา พ่อแม่ของเด็กก็เกิดความทุกข์ยากทรมานใจเมื่อลูกหอบแต่ละครั้ง ทำให้ต้องพยายามเสาะแสวงหาการรักษาโดยวิธีต่างๆ ที่มีคนแนะนำว่าดี ว่าจะหายขาด เพื่อลูกของตน จนกระทั่งมีเพื่อนของพ่อเด็กได้แนะนำยาโบราณชนิดหนึ่งซึ่งเคยเห็นคนอื่นท้วน สมบูรณ์ขึ้นหลายคนในระยะที่กินใหม่ๆ แต่เพื่อนคนนั้นไม่เคยติดตามผลในระยะต่อมา แม่เด็กจึงฝากคนรู้จักไปซื้อยานี้ การซื้อยานี้ผู้ขายจะขายเฉพาะคนที่รู้จัก หรือได้รับการแนะนำจากคนที่รู้จักและต้องบอกล่วงหน้า 1 วัน คือต้องบอกวันเสาร์และเปิดขายวันอาทิตย์ในระยะเพียง 2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขณะนี้ท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ยาแผนโบราณ">ยาแผนโบราณ</a> <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ยาสมุนไพร">ยาสมุนไพร</a> กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งแพทย์ เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์ ก็เริ่มตื่นตัวหันมาทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับยาสมุนไพรมากขึ้น <strong>เนื่องจากพบว่ามีตัวยาบางชนิดสามารถรักษาโรคได้ผลดีเกือบเท่ายาแผนปัจจุบัน</strong> จึง พยายามศึกษาค้นคว้าทดลองเพื่อที่จะได้นำมาใช้เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องอาศัยยา จากต่างประเทศเสียทุกชนิด พร้อมกับมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากขึ้นและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนรู้จักและเริ่มใช้ยาแผนโบราณกันมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีนักฉวยโอกาสนำเอายาแผนปัจจุบันชนิดที่เป็นอันตรายผสมเข้าไปด้วย โดยหวังผลเฉพาะหน้าที่ผู้นั้นคิดเองว่าดีโดยไม่มีความรู้ว่าจะเกิดอันตราย ต่อผู้ใช้ได้มากมาย โดยมาผสมทำเป็นยาในรูปสมุนไพรแปรรูป เช่น ยาลูกกลอน และนำไปโฆษณาชวนเชื่อรักษาคนไข้</p>
<p>           <span style="font-size: small;">ก่อนที่จะเรียนท่านผู้อ่านว่ายาตัวนั้นคืออะไร <strong>มีผลร้ายต่อร่างกายและชีวิตของท่านมากมายเพียงไร จะขอยกตัวอย่างเรื่องจริงของผู้ป่วยเด็กชายไทย </strong>อายุ 6 ปี เป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เล็ก เป็นๆ หายๆ ตลอดมา เวลาหอบก็ไปรักษาตามคลีนิค อาการก็ดีขึ้น แต่เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาผิดปกติของร่างกาย และเกิดจากการแพ้สารบางอย่าง เพราะฉะนั้นเมื่อค้นหาสารที่แพ้ไม่ได้ อาการก็จะไม่หายขาด เป็นๆ หายๆ ตลอดมา พ่อแม่ของเด็กก็เกิดความทุกข์ยากทรมานใจเมื่อลูกหอบแต่ละครั้ง ทำให้ต้องพยายามเสาะแสวงหาการรักษาโดยวิธีต่างๆ ที่มีคนแนะนำว่าดี ว่าจะหายขาด เพื่อลูกของตน จนกระทั่งมีเพื่อนของพ่อเด็กได้แนะนำยาโบราณชนิดหนึ่งซึ่งเคยเห็นคนอื่นท้วน สมบูรณ์ขึ้นหลายคนในระยะที่กินใหม่ๆ แต่เพื่อนคนนั้นไม่เคยติดตามผลในระยะต่อมา แม่เด็กจึงฝากคนรู้จักไปซื้อยานี้ <span style="color: #0000ff;"><strong>การซื้อยานี้ผู้ขายจะขายเฉพาะคนที่รู้จัก</strong></span> หรือได้รับการแนะนำจากคนที่รู้จักและต้องบอกล่วงหน้า 1 วัน คือต้องบอกวันเสาร์และเปิดขายวันอาทิตย์ในระยะเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น <span style="color: #008000;"><strong>รูปของยาเป็นลูกกลอนขาย</strong></span> เป็นกิโล ๆละ 250 บาท เวลากินก็กินครั้งละ 1 ก้อน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้วฟุต โดยแบ่งปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ กินวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น เด็กลดลงเหลือครึ่ง หรือหนึ่งในสาม หลังจากที่ผู้ป่วยเด็กนี้กินยา อาการหอบก็ดีขึ้น ไม่ค่อยหอบอีกเพราะกินยาประจำกลับกินอาหารได้มาก อ้วนท้วนขึ้นมากผิดหูผิดตา เคราะห์ดีที่ผลของยาทราบไปถึงแพทย์ที่เคยรักษาเด็กคนนี้มาก่อน แพทย์ผู้นั้นก็สามารถเดาได้ว่าเด็กได้กินยาชนิดใดไป <span style="color: #008000;"><strong>ส่งไปกองวิเคราะห์ยา กรมวิทยาศาสตร์ทางแพทย์</strong></span> เพื่อตรวจค้นยาชนิดที่สงสัยว่าปนอยู่ในยาไทยโบราณนั้น ก็พบว่ามีจริง</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162763.jpg" border="0" alt="" width="341" height="227" align="undefined" /></p>
<p><span id="more-1896"></span></p>
<p>          <span style="font-size: small;">ยาที่คนขายได้นำไปผสมในยาไทยโบราณนี้ เรียกว่า <strong>เพร็ดนิโซโลน</strong> (Prednisolone) เป็นยาในกลุ่มสเตียรอยด์ <span style="color: #993300;"><strong>จัด ว่าเป็นยาที่มีฤทธิ์กว้างขวางมาก แต่จะได้ผลดีต่อเมื่อรู้คุณและโทษของยาและใช้ให้ถูกวิธี เพราะร้ายจากยานี้มีมากมายนักและผลร้ายที่เกิดขึ้นสามารถสร้างความทุกข์ ทรมานแก่ผู้ป่วยมาก จนอาจถึงชีวิตได้</strong></span> มีผู้นำไปผสมในยารักษาโรคหอบหืดดังกล่าว รวมทั้งยาบำรุงให้อ้วน ยาแก้ปวดเมื่อย ซึ่งมักจะเห็นผลทันตา แต่ทว่าเพียงระยะแรกเท่านั้น</span></p>
<p> </p>
<p>         <span style="font-size: small;">เมื่อ กินยานี้ต่อไปในขนาดมากและไม่จำกัดเวลา ผู้ป่วยจะมีกระดูกเปราะหักง่าย เพียงหกล้มเล็กน้อยกระดูกก็หัก บางรายกระดูกสันหลังยุบไปกดเส้นประสาทเกิดอัมพาตครึ่งท่อนตัว บางรายกระดูกต้นขาผุจนหลุดจากข้อสะโพก โดยการกระแทกหรอหกล้มเล็กน้อย ผิวหนังจะบางใสเห็นเส้นเลือดแรกๆ ก็ดูดีแต่ต่อไปผิวจะแตกง่ายปริเป็นรอย เจ็บแสบมาก ผนังเส้นเลือดเปราะ เลือดออกง่าย กล้ามเนื้อตามแขนขาลีบเล็กทำให้อ่อนแรง หกล้มง่าย กระดูกก็เปราะอยู่แล้วทำให้โอกาสที่กระดูกแขนขาหักเกิดได้มากขึ้น ส่วนลำตัว และหน้าก็จะมีไขมันมาพอกสะสม ทำให้ตัวอ้วน หน้าอ้วน แต่แขนขาลีบเล็กรูปร่างอัปลักษณ์ผิดรูปไป ถ้าคนกินยาเป็นเด็ก ก็ จะทำให้ไม่โต ตัวเตี้ยแกร็น อ้วนในรูปลักษณะที่กล่าวแล้ว ถ้ามีการติดเชื้อโรคแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เชื้อลุกลามใหญ่โตทั่วร่างกาย จนเป็นอันตรายถึงตายก็มี เพราะเม็ดเลือดขาวที่ใช้ต่อสู้เชื้อโรคผิดปกติไป ไม่อาจเข้าไปต่อสู้เชื้อโรคได้</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162764.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p>         <span style="font-size: small;">ทั้งหมดที่กล่าวนี้เป็น<strong>ผลจากการใช้ยานี้โดยไม่ถูกวิธี</strong> ซึ่ง โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ยานี้เมื่อจำเป็น และใช้โดยจำกัดขนาด และระยะเวลาที่ใช้ ที่จะไม่เกิดผลร้ายดังที่กล่าวแล้ว ฤทธิ์ของยานี้ใช้ได้ผลกว้างขวาง และมีประโยชน์ในการรักษาโรคมากมาย แต่คุ้มแล้วหรือที่จะไปใช้รักษาโรคที่มียาอื่นที่ปลอดภัยกว่ามากมาย และรักษาได้เหมือนกัน ยานี้แพทย์ก็ใช้ไนการรักษาโรคหอบหืด แต่ต้องใช้โดยความระมัดระวังรู้ถึงวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง และใช้เฉพาะบางรายเท่านั้น โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด มิใช่ว่าใช้ได้ผลก็ใช้ไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดว่าจะเกิดผลร้ายแรงต่อคนไข้ยิ่งกว่าโรคที่เป็นอยู่หลายร้อยเท่า</span></p>
<p> </p>
<p><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162765.gif" border="0" alt="" width="62" height="74" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p>         <span style="font-size: small;">อนึ่ง สำหรับสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคได้ผลดี ขณะนี้แพทย์เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์ ก็กำลังศึกษาค้นคว้าทดลองกันอย่างมาก<strong> เพื่อ ที่จะได้นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคเพื่อเป็นการประหยัดเงินของ ประเทศได้จำนวนมหาศาล จากที่ต้องใช้ไปในการสั่งยามาจากต่างประเทศ</strong> ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนติดตามฟังผลการวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพร ถ้าใช้ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ<strong> ก็ควรติดตามดูอาการของผู้ใช้</strong> ถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์ เพื่อที่จะได้ตรวจวิเคราะห์หาสารเจือปนที่อันตราย</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1896_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1896?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1896_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1896&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b6%25e0%25b8%2587.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9" title="ยาผสมภัยพิษ" rel="tag">ยาผสมภัยพิษ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3" title="ยาสมุนไพร" rel="tag">ยาสมุนไพร</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93" title="ยาแผนโบราณ" rel="tag">ยาแผนโบราณ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นมถั่วเหลือง นมเพื่อชนทุกชั้น</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2009 02:31:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[นมถั่วเหลือง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำเต้าหู้]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารโปรตีนของคนจน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=1880</guid>
		<description><![CDATA[มนุษย์นำถั่วเหลืองมาใช้เป็นอาหารในชีวิตประจำวันนานนับพันๆ ปีแล้ว แต่ด้วยถั่วเหลืองนั้นมีเมล็ดซึ่งมีลักษณะเนื้อแข็งอยู่ จึงได้มีการดัดแปลงกันบ้าง เพื่อให้เป็นอาหารที่มีสภาวะง่ายต่อการบริโภค ที่เราท่านคุ้ยเคยกันมากก็มักจะได้แก่ ถั่วงอกหัวโต ทุกคนคงร้องอ๋อ…..ถั่วงอกหัวโตนั้น นัยว่านำมาผัดกับหมู เหยาะน้ำมันหอยลงไปนิด แซ่บอย่างบอกใคร แต่ใครจะรู้บ้างไหมว่าถั่วงอกหัวโตที่ว่านี้ก็เพาะมาจากถั่วเหลือง นอกจากถั่วงอกหัวโตแล้ว เต้าหู้เหลืองก็ดี เต้าหู้ขาวก็ดี หรือเต้าเจี้ยวเอย ซีอิ้ว และนมถั่วเหลืองที่กำลังจะพูดถึงต่อไปก็ล้วนแต่เป็นลูกหลานของถั่วเหลือง ทั้งสิ้น

 
          ถั่วเหลืองนั้นมีคนกล่าวเสมอว่า เป็นอาหารที่สำคัญที่สุดในอนาคต ถึงกับมีบางคนพูดเปรียบเปรยว่า ถั่วเหลืองเป็นอาหารโปรตีนของคนจน ทั้งนี้เพราะ คุณค่าทางอาหารของถั่วเหลือง และราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ทว่าความเป็นจริงแล้ว ถั่วเหลืองนั้นเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดของมนุษย์นับแต่อดีตมาแล้ว จนถึงปัจจุบันและอนาคต ซึ่ง กำลังมีการคิดค้นทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร หากรรมวิธีมาดัดแปลงถั่วเหลืองและถั่วเขียวมาทำเป็นเนื้อเทียมให้เหมือน เนื้อวัว เนื้อไก่ หรือเนื้อปลา พูดถึงเรื่องนี้ พวกคนจีนที่กินเจหรือกินมังสวิรัติ คงรู้จักกันดีและต้องร้องว่า ฮ้อ! เป็นเสียงเดียว
 
           ถั่วเหลืองมีโปรตีนประมาณร้อยละ 40 และมีไขมันร้อยละ 20 ที่เหลือจะเป็นพวกแป้ง วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ดีทีเดียว ถ้าพิจารณาในด้านราคาต่อโปรตีนแล้วจะเห็นว่าถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 10 บาท หรือต่ำกว่า จะให้โปรตีน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มนุษย์นำถั่วเหลืองมาใช้เป็นอาหารในชีวิตประจำวันนานนับพันๆ ปีแล้ว แต่ด้วยถั่วเหลืองนั้นมีเมล็ดซึ่งมีลักษณะเนื้อแข็งอยู่ จึงได้มีการดัดแปลงกันบ้าง เพื่อให้เป็นอาหารที่มีสภาวะง่ายต่อการบริโภค ที่เราท่านคุ้ยเคยกันมากก็มักจะได้แก่ ถั่วงอกหัวโต ทุกคนคงร้องอ๋อ…..<em>ถั่วงอกหัวโตนั้น นัยว่านำมาผัดกับหมู เหยาะน้ำมันหอยลงไปนิด แซ่บอย่างบอกใค</em>ร แต่ใครจะรู้บ้างไหมว่าถั่วงอกหัวโตที่ว่านี้ก็เพาะมาจากถั่วเหลือง นอกจากถั่วงอกหัวโตแล้ว เต้าหู้เหลืองก็ดี เต้าหู้ขาวก็ดี หรือเต้าเจี้ยวเอย ซีอิ้ว และนมถั่วเหลืองที่กำลังจะพูดถึงต่อไปก็ล้วนแต่เป็นลูกหลานของถั่วเหลือง ทั้งสิ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/161/162118.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <span style="color: #ff9900;"><strong>ถั่วเหลือง</strong></span>นั้นมีคนกล่าวเสมอว่า เป็นอาหารที่สำคัญที่สุดในอนาคต ถึงกับมีบางคนพูดเปรียบเปรยว่า <span style="color: #ff9900;"><strong>ถั่วเหลืองเป็นอาหารโปรตีนของคนจน</strong></span> ทั้งนี้เพราะ คุณค่าทางอาหารของถั่วเหลือง และราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ทว่าความเป็นจริงแล้ว <span style="color: #ff9900;"><strong>ถั่วเหลืองนั้นเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดของมนุษย์นับแต่อดีตมาแล้ว จนถึงปัจจุบันและอนาคต</strong></span> ซึ่ง กำลังมีการคิดค้นทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร หากรรมวิธีมาดัดแปลงถั่วเหลืองและถั่วเขียวมาทำเป็นเนื้อเทียมให้เหมือน เนื้อวัว เนื้อไก่ หรือเนื้อปลา พูดถึงเรื่องนี้ <span style="color: #808000;"><strong>พวกคนจีนที่กินเจหรือกินมังสวิรัติ </strong></span>คงรู้จักกันดีและต้องร้องว่า ฮ้อ! เป็นเสียงเดียว</span><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/161/162120.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> <br />
<span style="font-size: small;">           <span style="color: #808000;">ถั่วเหลืองมีโปรตีนประมาณร้อยละ 40 และมีไขมันร้อยละ 20</span> ที่เหลือจะเป็นพวกแป้ง วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ดีทีเดียว ถ้าพิจารณาในด้านราคาต่อโปรตีนแล้วจะเห็นว่าถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 10 บาท หรือต่ำกว่า จะให้โปรตีน 400 กรัม ในขณะที่เนื้อหมูหรือเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 40 บาท จะให้โปรตีน 200 กรัม ถ้าจะให้ได้โปรตีนในปริมาณที่เท่ากันต้องซื้อเนื้อสัตว์ 2 กิโลกรัม ราคา 80 บาท ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าโปรตีนในถั่วเหลืองจะมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับโปรตีนในเนื้อสัตว์ <span style="color: #993366;"><strong>ราคาโปรตีนในเนื้อสัตว์จะแพงกว่าโปรตีนในถั่วเหลืองถึง 10 เท่า</strong></span></p>
<p>          เมื่อ รู้จักถั่วเหลืองกันเป็นอย่างดีแล้ว ต่อไปนี้ละคือตอนสำคัญที่คุณผู้อ่านจะได้รู้จักนมถั่วเหลืองกันเสียที ว่าอย่างไรกันนะถึงได้บอกมาได้ว่า<span style="color: #ff9900;"><strong> “นมเพื่อชนทุกชั้น”</strong></span><br />
          <span style="color: #ff6600;"><strong> “<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with น้ำเต้าหู้">น้ำเต้าหู้</a>” </strong></span>ใครไม่เคยกินคงไม่มีอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิตละ และหากลองกินเข้าไปแล้ว “ครั้งเดียวไม่เคยพอ” พออีกทีไรคงต้องหม่ำกันอีก ท่านรู้ไหมว่า <span style="color: #808000;"><strong>น้ำเต้าหู้ ก็คือ นมถั่วเหลืองที่พูดถึงอยู่นี่แหละ</strong></span>   นมถั่วเหลืองเป็นอาหารที่แพร่หลายมานานในหมู่คนจีน โดยเรียกกันว่าน้ำเต้าหู้ ซึ่งสามารถเตรียมได้อย่างง่าย และมีคุณค่าทางอาหารดีพอสมควรที่จะได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลาย</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-1880"></span></p>
<p>            ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดๆ ของนมถั่วเหลืองก็คือ<span style="color: #993300;"> เป็นอาหารเสริมราคาถูกสำหรับคนทุกเพศทุกวัย</span> นับ ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปจนกระทั่งแก่ โดยควรที่จะดื่มวันละ 1-2 แก้วเป็นประจำ สำหรับคนที่เป็นไข้ที่เจ็บคอป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม จำเป็นต้องการอาหารมากขึ้นนมถั่วเหลืองก็จะเป็นอาหารเสริมที่ดีทีเดียว หญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ให้ลูกกินนมแม่ ก็ควรที่จะดื่มนมถั่วเหลืองเป็นประจำเช่นกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         ในเด็กหรือผู้ใหญ่ ที่มีโรคท้องเสียหรือผู้ใหญ่ที่ฟื้นจากการเจ็บป่วย ถ้าให้ดื่มนมวัวอาจจะทำให้เกิดท้องเสียได้ เพราะขนาดน้ำย่อยที่จะย่อยแป้งในนมวัว แต่ถ้าให้ดื่มนมถั่วเหลืองแล้วจะไม่มีปัญหาการย่อย การดูดซึม <span style="color: #993300;">ทำให้คนไข้ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยเร็วขึ้น</span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           การ ทำนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้นั้น ไม่ใช่ของยากเย็นอะไรเลย อาจทำได้ที่บ้าน หรือถ้าทำจนฝีมืออยู่ตัวอาจจะทำขายได้ ในโรงพยาบาลก็ทำได้ง่าย เพราะมีเครื่องมือและบุคลากรพร้อม <strong>ส่วนวิธีการทำนั้นก็มีอย่างง่ายๆ ดังนี้</strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/161/162121.gif" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"></p>
<p>          <span style="color: #008000;"><strong>1.กะปริมาณที่จะทำเสียก่อนด้วย</strong></span> การกะสัดส่วนของถั่วเหลือง น้ำตาลทรายและน้ำตามสูตรการทำของสากลนิยมคือ 1 ต่อ1ต่อ 10 โดยถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม จะต้องการน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมและน้ำ 10 ลิตร ถ้าเตรียมที่บ้านก็คงจะใช้ถั่วเหลืองและน้ำตาลทรายอย่างละหนึ่งถ้วยแก้ว ซึ่งจะเตรียมนมถั่วเหลืองได้ถึง 10 ถ้วยแก้ว<br />
</span><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/161/162122.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
<span style="font-size: small;">          <span style="color: #008000;"><strong>2.แช่ถั่วในน้ำ </strong></span>เมื่อกะปริมาณถั่วได้แล้ว ทำการเลือกเมล็ดอ่อนหรือสิ่งแปลกปลอมที่ติดมากับถั่วออก จากนั้นล้างถั่วให้สะอาดด้วยน้ำสักหนึ่งหรือสองครั้ง แล้วแช่ถั่วในน้ำให้ข้ามคืนหรือถ้าจะทำให้เสร็จในวันเดียวกัน ก็ต้องแช่ถั่วในน้ำร้อนประมาณ 2 ชั่วโมง</p>
<p>          <span style="color: #008000;"><strong>3.บดถั่ว</strong></span> นำถั่วที่แช่น้ำแล้วมาบดให้ละเอียด วิธีการบดนั้นทำได้หลายอย่างนับตั้งแต่การใช้โม่หิน การใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า การใช้ครกตำข้าว ก็แล้วแต่ความสะดวก ถนัด และตามกำลังทรัพย์ของท่านจะพิจารณาเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเอาเถิด</p>
<p>          <span style="color: #008000;"><strong>4.ทำการคั้นนมถั่วเหลือง</strong></span> นำถั่วที่บดแล้วมาละลายในน้ำอุ่น แล้วคนจนถั่วถึง จากนั้นกรองผ่านผ้ากรองประมาณ 2-4 ชั้น เพื่อที่จะได้นมถั่วเหลืองที่ไม่มีกากถั่วเลย กากถั่วจะทำให้นมถั่วเหลืองไม่อร่อย เพราะมีความสากจากกาก การที่ใช้น้ำอุ่นในการละลายถั่วที่บดแล้วก็เพื่อจะให้มีการละลายตัวได้ดี จะได้สกัดอาหารได้มากๆ ถ้าจะให้ดีควรจะละลายถั่วที่บดแล้วด้วยน้ำอุ่นแล้วคั้นเอาน้ำ จากนั้นเอากากที่ได้มาละลายน้ำอุ่นแล้วคั้นอีก 2-3 ครั้ง ก็จะได้นมถั่วเหลืองที่สกัดสารอาหารต่างๆ ออกมามาก<br />
         แต่ปริมาณน้ำที่ใช้ทั้งหมดไม่ควรจะเกินสัดส่วนดังกล่าวแล้ว เดี๋ยวไม่ได้นมถั่วเหลืองสมใจ แล้วจะมาว่ากันไม่ได้นะ</p>
<p>          <span style="color: #008000;"><strong>5.จัดการต้ม</strong></span> โดย นำน้ำนมถั่วเหลืองที่คั้นได้มาต้มให้เดือดประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้สุก ไม่ควรใช้เวลาสั้นกว่านี้ เพราะถ้านมถั่วเหลืองไม่สุกอาจจะเกิดปัญหาได้ เพราะมีสารบางอย่างที่ทำลายได้ด้วยความร้อน แต่ถ้าใช้ความร้อนไม่พอ จะทำให้คนดื่มคลื่นไส้และอาเจียนได้ นอกจากนี้การต้มนานกว่า 10 นาที จะทำให้กลิ่นถั่วเหลืองน้อยลงไปด้วย</p>
<p>         <span style="color: #008000;"><strong> 6.ทำการเติมน้ำตาล</strong></span> เมื่อต้มนมถั่วเหลืองได้ประมาณ 10 นาที คือ ต้มจวนๆ จะเสร็จ ก็ให้เติมน้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้แล้วลงไปตามสัดส่วนข้างต้นที่ บอกไว้แล้ว คนจนน้ำตาลทรายละลายหมดก็เป็นอันใช้ได้ ที่ให้เติมน้ำตาลทรายในตอนท้ายๆ ก็เพราะว่าน้ำตาลทรายถ้าต้มนานๆ จะเปลี่ยนเป็นสี<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with น้ำตาล">น้ำตาล</a> ทำให้นมถั่วเหลืองมีสีน้ำตาลไปด้วย คนดื่มบางคนอาจจะไม่ชอบ เพราะทั่วๆ ไปแล้วแทบทุกคนชอบนมถั่วเหลืองที่มีสีขาวนวล</p>
<p>          <span style="color: #008000;"><strong>7.ขั้นนี้สำคัญมากก็คือ การดื่ม นม ถั่วเหลืองที่เตรียมเสร็จแล้ว </strong></span>จะดื่มร้อนๆ หรือเย็นก็ได้ แล้วแต่จะชอบ แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรเก็บนมถั่วเหลืองนี้ข้ามคืน เพราะอาจจะเกิดการบูดเน่าได้ ถ้าจะทำให้คนไข้ในโรงพยาบาลหรือทำขาย ควรจะทำทุกๆ วัน<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          ที่เกิดการบูดเน่าขึ้น ก็เพราะถั่วเหลืองที่นำมาใช้อาจจะมีเศษดินหลงเหลืออยู่ด้วย แม้จะล้างให้สะอาดแล้วก็ตาม เชื้อแบคทีเรียบางอย่างที่มีอยู่ในดิน จะมีเยื่อหุ้มทำให้ทนความร้อนและจะสามารถเติบโตได้เมื่ออุณหภูมิรอบๆ ตัวลดลง ทำให้เกิดการบูดเน่าได้ ฉะนั้นจึง ไม่ควรเก็บนมถั่วเหลืองเกิน 24 ชั่วโมง</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/161/162126.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          อย่าง ไรก็ดี หากสังเกตแล้วน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองที่มีขายในตลาด มักจะเจือจางกว่าที่กล่าวข้างต้นเพราะโดยมากจะเตรียมจากถั่ว น้ำตาล และน้ำในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 15 ทำให้นมถั่วเหลืองดูเละ และมีกลิ่นถั่วน้อยลง เรื่องนี้ก็คงเกี่ยวกับหัวการค้าของพ่อค้านั่นเอง ทำให้เสียสถาบันถั่วเหลืองและน้ำนมถั่วเหลืองหมด</p>
<p>          แต่ว่ากันไปแล้ว ขณะนี้น้ำเต้าหู้หรือน้ำนมถั่วเหลืองมีแพร่หลายพอสมควร แต่ควรจะมีให้แพร่หลายมากขึ้น เพราะประเทศไทยสามารถปลูกถั่วได้เอง ราคาก็ไม่แพง ทุกชุมชนควรจะมีนมถั่วเหลืองจำหน่ายให้คนไทยทุกๆ คนดื่มนมถั่วเหลืองเช้า-เย็นจนเป็นนิสัย ซึ่งจะดีกว่าการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมเป็นไหนๆ <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with นมถั่วเหลือง">นมถั่วเหลือง</a> 1 แก้ว จะให้โปรตีนประมาณ 5 กรัมซึ่งใกล้เคียงกับไข่ 1 ฟอง นอกจากนี้ยังได้กำลังงาน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/161/162127.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          โรงพยาบาลหลายแห่ง นับตั้งแต่โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ได้มีการทำนมถั่วเหลืองเพื่อเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริม สำหรับคนไข้และใช้นมถั่วเหลืองในการรักษาโรคท้องเสีย ซึ่งได้ผลดีมาก</p>
<p>          <span style="color: #800080;"><strong>เนื่อง จากนมถั่วเหลืองเป็นเครื่องดื่มที่สามารถเตรียมได้ทุกหนทุกแห่งในประเทศไทย ราคาถูก มีคุณค่าทางโภชนาการดีมากจึงสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนให้มีการดื่มอย่าง แพร่หลาย </strong></span>บางคนอาจจะไม่ชอบกลิ่นถั่วในระยะแรกๆ แต่พอเคยชินแล้ว ก็มักจะชอบ กากถั่วที่ได้ก็สามารถนำมาทำเป็นอาหารทั้งคาวและหวาน เช่น ทำหลน ทำน้ำพริก ขนมผิง ขนมคุกกี้ เป็นต้น</p>
<p>         <span style="color: #3366ff;"><strong> ถ้าคนไทยทุกๆ คนดื่มเป็นนิสัยแล้ว ประโยชน์ที่เกิดขึ้นคงมีมาก คงจะเป็นวิธีการอันหนึ่งที่ส่งเสริมให้มีการทำนมถั่วเหลืองทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อให้มีการดื่มอย่างแพร่หลาย และยังช่วยส่งเสริมนโยบายประหยัดของรัฐบาลอีกด้วย</strong></span> เพราะดีกว่าจะไปดื่มนมวัวที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่า และมีปัญหามากกว่า หากกรรมวิธีการผลิตผิดพลาดผู้ดื่มก็มีหวังต้องหายาแก้ท้องเสียไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ เมื่อนมถั่วเหลืองมีราคาถูกกว่า ก็ย่อมให้คนที่มีรายได้น้อย สามารถซื้อหามาดื่มบำรุงสุขภาพของตนได้โดยไม่น้อยหน้าคนมั่งมี นมถั่วเหลืองจึงสามารถบริการชนทุกระดับประทับใจ และให้ประโยชน์ได้โดยทั่วถึงกัน อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เรียกว่า นมเพื่อชนทุกชั้น ได้อย่างไรกัน</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1880_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1880?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1880_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1880&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587-%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87" title="นมถั่วเหลือง" rel="tag">นมถั่วเหลือง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89" title="น้ำเต้าหู้" rel="tag">น้ำเต้าหู้</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%99" title="อาหารโปรตีนของคนจน" rel="tag">อาหารโปรตีนของคนจน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed ) in 3.14064 seconds, on Feb 8th, 2012 at 5:31 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on Feb 8th, 2012 at 6:31 pm UTC -->
