Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 3123
Nov-30-09

เมโทรไนดาโซล

posted by Bubble B

 

 

         เมื่อปี พ.ศ.2503 ได้มีการนำยานี้มาใช้เป็นครั้งแรกในการรักษาโรคติดเชื้อพยาธิ “ทริโคโมแนส” (เป็นสาเหตุของอาการตกขาวในเพศหญิงและอุจจาระร่วงเรื้อรัง ทั้งในชายและหญิง)

          พ.ศ.2510 ได้มีผู้ทดลองใช้ยานี้รักษาโรคติดเชื้อพยาธิ “อะมีบา” (ทำให้เกิดโรคฝีบิดในตับ โรคบิดมีตัว และอาการตกขาว) ปรากฏว่าได้ผลดี สามปีต่อมา (2512) มีผู้ลองใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการดำรงชีพ (เกิดฝีหนองตามอวัยวะต่างๆตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เช่น ฝีในสมอง หนองใน ช่องหูส่วนกลาง โพรงหนองที่รากฟัน ฝีในปอด ฝีในท้อง ฯลฯ)

         นับได้ว่า เป็นยาที่มีคุณประโยชน์มากหลายด้าน เป็นยาที่ปลอดภัยพอสมควรและราคาค่อนข้างถูก มีผู้ทำการดัดแปลงโครงสร้างเคมีบางอย่างของยาเมโทรไนดาโซลจนได้เป็นยา อนุพันธ์ในกลุ่มเดียวกันอีกคือ ยาไทไนดาโซล (tinidazole) และออร์ไนดาโซล (Ornidazole) ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นและราคาก็แพงขึ้น

⇒ สรรพคุณ
1. ใช้รักษาโรคติดเชื้อจากพยาธิต่อไปนี้
         – อะมีบา ไกอาร์เดีย ทริโคโมแนส

2. ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจน
         ในที่นี้จะขอแนะนำการใช้ยานี้เพื่อรักษาโรคที่พบบ่อย 2 ชนิดตามตาราง ส่วนโรคอื่นจะไม่ขอกล่าวถึงเพราะบางโรคพบน้อย บางโรคมีปัญหาในการวินิจฉัยและรักษา ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์จะดีกว่า

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ในบรรดากล้วยไม้ป่าที่มีกำเนิดในประเทศไทย หากนับเฉพาะที่มีชื่อเสียงรู้จักทั่วไปทั้งระดับประเทศและระดับโลก เพราะมีความงามเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว และมีคุณค่าด้านเป็นพ่อแม่พันธุ์พัฒนาเป็นกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ๆ ต่อมาอีกมากมาย กล้วยไม้ป่าดั้งเดิมของไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องรวมกล้วยไม้ที่คนไทย เรียกว่า ฟ้ามุ่ย อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

ฟ้ามุ่ย : ความงามจากป่าสู่ความเป็นสากล
           ฟ้ามุ่ย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vanda coerulea Griff. ex Lindle. อยู่ในวงศ์กล้วยไม้ คือ Orchidaceae เป็นกล้วยไม้ประเภทแวนด้า

           ใบ แบนลักษณะใบค่อนข้างกว้างกว่าแวนด้าชนิดอื่น ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กว้าง 2.5 เซนติเมตร ใบซ้อนเรียงสลับกัน

           ดอก ช่อ ดอกตั้งตรงยาวประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร ออกดอก 5 – 15 ดอก ดอกสีฟ้าอ่อนถึงฟ้าแก่ (ฟ้าเกือบขาวถึงม่วงแดง) บนกลีบมีลายตารางสีเข้มกว่าสีพื้น ปากเล็กหูปากแคบโค้งปลายมน ที่ปลายมี 2 ติ่ง เส้าเกสรเบื้องบนสีขาว ขนาดดอก 7-10 เซนติเมตร บานทน ออกดอกระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม

           ฟ้ามุ่ยมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน ป่าตอนใต้ของประเทศ จีน อินเดียตะวันออก พม่า และไทย ในประเทศไทยส่วน ใหญ่พบในป่าภาคเหนือ แต่มีพบบ้างในป่าภาคกลาง

           คนไทยรู้จักนำเอากล้วย ไม้ฟ้ามุ่ยออกจากป่ามาปลูกเลี้ยงในบริเวณบ้านมานานนับร้อยปีแล้ว เช่นนำมาผูกติดตามต้นไม้ กิ่งไม้ เพียงเท่านั้นฟ้ามุ่ยก็จะเจริญเติบโตออกดอกให้ชื่นชมได้ต่อไปอีกนานหลายสิบปี

           เมื่อการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้เจริญก้าวหน้าขึ้นจึงมีการคัดเลือก ฟ้ามุ่ยป่าที่มีความงามโดดเด่นเป็นพิเศษมา ขยายพันธุ์ หรือโดยการเพาะเมล็ด ผสมพันธุ์ให้งดงามยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าฟ้ามุ่ยที่คนไทยปลูกเลี้ยงอยู่ตามบ้านทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มาจากการเพาะเลี้ยง ไม่ได้มาจากป่าโดยตรงดังเช่นอดีตอีกต่อไปแล้ว

 

 

           ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประเทศไทยเสนอให้ถอดชื่อฟ้ามุ่ยออกจากบัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ( CITES ) เพราะพืชและสัตว์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ห้ามทำการค้าขายโดยเด็ดขาด

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

 

 

มะนาว (lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia Swing

 

วงศ์ส้มหรือ Rutaceae
ชื่ออื่นคือ ส้มมะนาว มะลิว โกรยชะม้า หมากฟ้า

          มะนาวเป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ราว 5 เมตร ก้านมีหนามเล็กน้อย ก้านใบสั้น ใบเรียงสลับกลมรีสีเขียวเข้ม ขอบใบหยักเล็กน้อย โคนและปลายใบมน ดอกขนาดเล็กมี 5 กลีบสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

          ผลมะนาวมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-4.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบๆ ชุ่มน้ำมาก น้ำคั้นผลมีรสเปรี้ยวจัด

          ปกติจะมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ติดผลน้อยในช่วงหน้าแล้งและผลที่ได้จะมีน้ำน้อย เปลือกผลมีน้ำมัน มีกลิ่นหอมแต่มีรสขม
          มะนาวนับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย

          มะนาวเป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้คนในภูมิภาคนี้รู้จักและใช้ประโยชน์จากมะนาวมาช้านาน

          น้ำมะนาวนอกจากใช้ปรุงรสเปรี้ยวในอาหารหลาย ประเภทแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ เสียบไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส

 

 

          ภายในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงร้อย ละ 7 น้ำมะนาวจึงมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาล้างจาน ส่วนคุณสมบัติที่สำคัญ ที่ใช้มาแต่โบราณคือ ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเป็นปัญหาของนักเดินเรือมาช้านานอันเกิดจากการขาดวิตามินซีนั่นเอง

          น้ำมะนาวมีคุณค่าในการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย
          มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสอาหารไทยที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นองค์ประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ส้มตำ ยำทุกชนิด ลาบและอาหารไทยอีกอีกมากมาย ต่างประเทศใช้มะนาวทั้งในอาหารคาวหวาน เช่น ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เรามักจะได้ยินคนพูดกันบ่อยๆ ว่า
“ถ้าจะให้หายป่วยเร็วๆ ต้องฉีดยา” หรือ “ยาฉีดแรงกว่ายากิน เลยได้ผลดีกว่า”Ž
แม้แต่บทสนทนากับหมอ…
“หมอ ผมขอยาฉีดได้ไหม จะได้หายเร็วๆ” หรือ
“ถ้าไม่ฉีดยาแล้วจะหายหรือคะ”

 

          จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยบางคนยังขาดความรู้ความเข้าใจ และยังมีความเชื่อว่ายาฉีดนั้นต้องดีกว่าหรือแรงกว่ายากินซึ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะโลกปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าไปมากแล้ว ขนาดที่ว่ามีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อรองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น นับประสาอะไรที่มนุษย์เราจะทำยาที่ใช้ง่ายและปลอดภัยต่อร่างกายตนเองไม่ได้

          คนไทยเราบางกลุ่มอาจยังมีค่านิยมผิดๆ ในเรื่องยาฉีด โดยเฉพาะกลุ่มคนในชนบทที่ยังฝังใจว่ายาฉีด ดีกว่ายากิน ทำให้หายเร็ว ถ้าเปรียบเทียบกับชาวต่างประเทศโดยเฉพาะทางตะวันตก หากหมอจะฉีดยาให้ ก็มักจะซักถามละเอียดเลยว่า “เป็นยาอะไร ฉีดเพื่ออะไร ทำไมต้องฉีด ไม่ฉีดได้ไหม” ต่างจากคนไทย ซึ่งขี้เกรงใจหมอ พอบอกว่าจะฉีดยาก็เปิดก้นรอเลย

          โดยทั่วไปแล้วตามหลักการใช้ยา แพทย์จะคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ไม่ได้มุ่งที่การออกฤทธิ์เร็วเพียงอย่างเดียว การใช้ยากินจึงค่อนข้างปลอดภัย ยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องใช้ยาฉีดในบางกรณีคือ

          – โรคบางโรค ต้องใช้ยาที่มีสรรพคุณดีบางอย่างที่ไม่สามารถกินได้
          – ป่วยหนักมาก (ฉุกเฉิน หรือวิกฤติ)
          – กินยาไม่ได้ เช่น ไม่รู้สึกตัว อาเจียนมาก กลืนลำบาก สำลัก
          – ไม่มียากินที่มีสรรพคุณดีเท่ากันหรือดีกว่า

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

นมแพะเป็นอาหารประเภทนมเช่นเดียวกับนมโค จึงเป็นทางเลือกของการดื่มนมอีกทางหนึ่งของผู้ที่ต้องการดื่มนม โดยมีส่วนประกอบพื้นฐานของสารอาหารในนมแพะคล้ายกับนมโค ไม่ได้มีส่วนประกอบคล้ายนมคนอย่างที่บางคนเข้าใจ จึงไม่ควรใช้เลี้ยงทารกแทนนมแม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกในขวบปีแรก นมแพะสามารถใช้เป็นเครื่องดื่มประเภทนมในลักษณะอาหารว่างระหว่างมื้อสำหรับ วัยอื่นๆ ที่มีคุณค่าอาหารสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน แร่ธาตุแคลเซียม วิตามินเอ และวิตามินบี ๒ เช่นเดียวกับนมโค

 

การดื่มนมแพะมีประโยชน์หรือไม่

* คุณค่าอาหาร
           หากจะถามคำถามนี้ ก็คงต้องบอกว่ามีประโยชน์ในแง่คุณค่าอาหารเช่นเดียวกับนมโค ความแตกต่างของนมแพะและนมโคบางส่วนที่มี เช่น นมแพะมีคุณสมบัติในการย่อยง่ายกว่านมโค เพราะลิ่มนมซึ่งเกิดจากโปรตีนเจอกับกรดในกระเพาะมีขนาดเล็กกว่าลิ่มนมของนม โค 

* ไขมัน
           ส่วนประโยชน์ในประเด็นที่ว่านมแพะไขมัน ต่ำกว่า นมโคนั้น คงสรุปเช่นนั้นไม่ได้ เพราะขึ้นกับสายพันธุ์ของแพะนม ซึ่งมีมากมายหลายสายพันธุ์เช่นเดียวกับโคนม บางสายพันธุ์ (Saanen) ให้ปริมาณน้ำนมมากแต่มีปริมาณไขมันต่ำ ขณะที่บางสายพันธุ์ (Nubian) จะให้ปริมาณน้ำนมน้อยกว่าแต่มีปริมาณไขมันสูง สิ่งที่แตกต่างระหว่างนมโคและนมแพะ ที่ชัดเจนคือ ขนาดของหยดไขมัน (fat globules) ที่นมแพะมีขนาด เล็กกว่านมโค ด้วยเหตุนี้ นมแพะจึงไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตีไขมันให้แตกละเอียด (homeogenesis)  เพื่อให้มีส่วนประกอบที่สม่ำเสมอไม่เกิดการลอยเป็นฝ้าหรือการเกิดชั้นของ ครีม ทั้งนี้ขั้นตอนการตีไขมัน ซึ่งทำในนมโคนั้นจะมีเอนไซม์แซนทีนออกซิเดส (xanthine oxidase) หลุดออก มาเป็นอิสระและมีโอกาสผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งอาจไปกระตุ้นร่างกายให้ปล่อยโคเลสเตอรอล เข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้นได้ และเมื่อตีไขมันแตกแล้ว เอนไซม์ไลเพส (lypase) ในนมจะทำให้เกิดมีรสขมหรือหืน ดังนั้นหลังการตีไขมันแล้วจึงต้องมีการผ่านความร้อนเพื่อทำลายเอนไซม์

* วิตามิน

           ประโยชน์ในแง่ของวิตามินนั้น นมแพะจะเปลี่ยนคาโรทีนทั้งหมดให้อยู่ในรูปของวิตามินเอ จึงทำให้นมแพะสีจะค่อนข้างขาวกว่านมโคซึ่งยังมีบางส่วนอยู่ในรูป คาโรทีนอยด์ ส่วนกลุ่มวิตามินบีนั้น นมแพะจะมีวิตามินบี ๒ และไนอาซีนสูงกว่านมโค แต่มีวิตามินบี ๖ และวิตามิน บี ๑๒ ต่ำกว่านมโค แต่ทั้งนมโคและนมแพะมีวิตามินซีและวิตามินดีต่ำทั้งคู่

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 3123