ขณะ นี้คุณอาจเป็นผู้หนึ่งที่กินน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และนั่นก็แสดงว่าตัวคุณเองมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคที่คุณเคยคิดว่าไม่มี ทางที่จะเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ เชื่อหรือไม่ว่าเครื่องดื่มรสอร่อยที่คุณชื่นชอบ ที่วันหนึ่งต้องขอดื่มสัก ๑-๒ ขวด เพื่อเพิ่มความสดชื่น ภายใน ๑ ขวดนั้นอาจมีส่วนประกอบของน้ำตาลถึง ๑๒ ช้อนชา หมายถึงเมื่อคุณดื่มหมด ๑ ขวด คุณจะได้รับน้ำตาลเกินจากข้อกำหนดที่แนะนำให้กินต่อวันถึง ๒ เท่าตัวทีเดียว
เพียงแค่ ๑ ขวดเท่านั้นยังไม่นับรวมถึงน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารอื่นๆ ที่คุณได้รับใน ๑ วัน ทั้งขนมหวาน ลูกอม น้ำตาลที่คุณเติมเองในก๋วยเตี๋ยว กาแฟ รวมถึงอาหาร ๓ มื้อที่คุณซื้อกินอยู่ทุกวัน กล่าวถึงตรงนี้ก็แทบไม่อยากคิดเลยว่า วันหนึ่งๆ คุณจะได้รับน้ำตาลมากเป็นปริมาณเท่าไหร่ น้ำตาลมีประโยชน์หรือไม่…เหตุใดเน้นให้กินแต่น้อย
น้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้านของการให้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูโคสซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการให้พลังงานแก่สมอง และช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สึก สดชื่น และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
น้ำตาลมีประโยชน์ก็จริง แต่ให้พลังงาน ไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการ และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติมากเกินความต้องการของร่างกายอยู่ แล้ว จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่กินอยู่ทุกวัน เช่น ข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ผัก และผลไม้ เป็นต้น ดังนั้น การได้รับน้ำตาลเพิ่มขึ้นก็เหมือนกับเป็น การนำสิ่งที่ร่างกายได้รับมากเกินพออยู่แล้วเข้าสู่ร่างกาย อีก ซึ่งแน่นอนว่าน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายปริมาณมากแล้วไม่ถูกใช้ย่อมส่งผลร้าย ต่อร่างกาย และนำมาซึ่งโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา
การ กินน้ำตาลที่มาก เกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ในระยะยาว โดยปัญหาสุขภาพอย่างแรกที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ปัญหาฟันผุ ทั้งนี้เพราะน้ำตาลจะเป็นอาหารอย่างดีของแบคทีเรียในปาก โดยแบคทีเรียจะนำน้ำตาลไปใช้และเปลี่ยนเป็นกรดแล็กติก ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายเคลือบฟัน ทำให้ฟันกร่อนเร็วขึ้นแล้วส่งผลทำให้เกิดฟันผุ
นอก จากนี้ การกินน้ำตาลปริมาณมาก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมันสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อ ไขมัน ผนังหลอดเลือด และส่วนต่างๆ ของร่าง-กายซึ่งการสะสมของไขมันนี้จะทำให้ร่างกายขยายขนาด ขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนซึ่งจะนำไปสู่โรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวานประเภท ๒ ที่เกิดจากการดื้อต่ออินซูลิน โรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ โรคไขข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ ตามมาอีกมาก โรคเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาในการรักษานาน มีค่าใช้จ่ายที่สูง และที่น่ากลัวก็คือเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงอีกด้วย
การ กินน้ำตาล มากเกินไปทำให้เกินผลเสียต่อสุขภาพถึงขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าที่จะกินเป็นปริมาณเท่าไหร่ใน ๑ วันถึงจะไม่มากเกินไป?
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปริมาณน้ำตาลไม่ควรเกินร้อยละ ๑๐ ของปริมาณพลังงานที่ได้รับใน ๑ วัน
สำหรับ คนไทยข้อแนะนำการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า น้ำมัน เกลือ น้ำตาลให้กินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ได้มีการกำหนดปริมาณน้ำตาลว่าไม่ควรเกิน ๔, ๖ และ ๘ ช้อนชา สำหรับผู้ต้องการพลังงาน ๑,๖๐๐ ๒,๐๐๐ และ ๒,๔๐๐ กิโลแคลอรี ซึ่งเท่ากับประมาณร้อยละ ๕ โดยเฉลี่ย โดยส่วนที่เหลือได้เผื่อไว้สำหรับน้ำตาลที่ได้รับจากอาหารอื่นซึ่งไม่ทราบ ปริมาณ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันจึงแนะนำปริมาณน้ำตาลสำหรับประชากรโดยทั่ว ไปคือ ควรกินไม่เกิน ๖ ช้อนชา หรือ ๒๔ กรัม ใน ๑ วัน ตัวเลข ๖ ช้อนชาต่อวัน เมื่อรู้แล้วอย่าเพิ่งตกใจ หรือยึดติดกับตัวเลขนี้ให้มากนัก เพราะหลังจากอ่านบทความนี้จบ เป้าหมายของคุณไม่ได้อยู่ที่การกินน้ำตาล ให้ไม่เกิน ๖ ช้อนชาต่อวัน แต่อยู่ที่การลดการกินน้ำตาล ต่อวันต่างหาก
พึง ระลึกไว้เสมอว่าการกินน้ำตาล แม้ลดลงเพียงช้อน เดียวก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้แล้ว ดีกว่าที่คุณจะไม่เริ่มทำอะไรเลยและบอกกับตัวเองว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกินน้ำตาลให้ไม่เกิน ๖ ช้อนชา”
จะทำอย่างไร? ….หากติดน้ำตาลเสียแล้ว
การ ติดน้ำตาล หรือที่เรียกว่าการติดรสหวานนั้นพัฒนามาจากนิสัยการกินตั้งแต่วัยเด็ก โดยพบว่าเด็กที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงด้วยนมรสหวาน หรือมีการบริโภคน้ำหวาน และขนมหวานปริมาณมากโดยที่ไม่มีการควบคุม จะส่งผลให้เด็กจะคุ้นเคยกับรสชาติหวาน และมีแนวโน้มที่จะกินน้ำตาล หรือของหวานเพิ่มมากขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ลักษณะ ของคนติดหวานจะมี ความต้องการและมีความอยากของหวานอยู่เสมอ ซึ่งช่วงที่มีภาวะน้ำตาล ในเลือดต่ำ หรือไม่ได้รับน้ำตาล อาจเกิดอาการซึมเศร้า อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย และขาดสมาธิ

Read the rest of this entry »