Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 1912345...Last »

09-05_0

 

     ในอดีต ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น มักจะไม่ค่อยกล้าออกไปนอกบ้านตามลำพัง จึงได้แต่นั่งเฉยๆ อยู่กับบ้าน และต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่แท้ที่จริงแล้ว บ้านใดที่มีลูก หรือคนในบ้านมีความบกพร่องทางการมองเห็น พ่อแม่ หรือญาติ สามารถสอน และฝึกให้เดินทางด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัย ทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านได้ โดยเฉพาะการเดินตาม และการใช้ไม้เท้านำทาง

     ดังนั้น ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ต้องสามารถรับรู้ได้ว่า ตัวเองอยู่ที่ใดในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ หรือการเคลื่อนไหว ที่จะสามารถเคลื่อนจากที่หนึ่ง ไปยังสถานที่ต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก
เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องรู้เทคนิค เพื่อที่จะช่วยลูกที่อยู่ในโลกมืดให้เดินทางได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย วันนี้เลยมีเทคนิค และข้อแนะนำจาก ศูนย์พิทักษ์ดวงตา และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกบกพร่องทางการมองเห็นกันครับ

     เทคนิคการเดิน กับผู้นำทาง
   – วิธีการปฏิบัติกับลูกอย่างถูกต้อง พ่อแม่ หรือผู้นำทาง ยืนข้างๆ ลูกที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อเป็นการบอกให้ทราบว่า พร้อมที่จะนำทางแล้ว เอาหลังมือแตะหลังมือลูกเบาๆ ด้วยมือขวา หรือมือซ้ายก็ได้
   – ลูกจะเลื่อนหลังมือไปตามแขนของพ่อแม่จนถึงข้อศอก แล้วจับเหนือข้อศอก โดยให้หัวแม่มืออยู่ด้านนอก ส่วนนิ้วที่เหลืออยู่ด้านใน จับให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้หลุดขณะเดิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่แน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้นำทางรำคาญ และเจ็บได้
   – ลูกควรแนบข้อศอกอีกข้างกับลำตัวตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เดินเอียงไปข้างซ้าย หรือขวาในขณะที่เดินไปกับผู้นำทาง
   – ลูกจะอยู่เยื้องพ่อแม่ หรือผู้นำทางไปข้างหลังครึ่งก้าว ไหล่ตรงกัน การเดินในลักษณะนี้ จะทำให้พ่อแม่ผู้นำทางทราบอยู่ตลอดเวลาว่า ลูกจะเดินตามหลังในลักษณะใด

     อย่างไรก็ดี เทคนิคเบื้องต้นนี้ ควรใช้อย่างถูกต้องทุกครั้งด้วย เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ปลอดภัยเท่านั้น ยังทำให้ลูกที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เดินทางกับผู้นำทางได้อย่างสะดวก ขณะเดินทางไปด้วยกัน เมื่อจะก้าวขึ้นฟุตบาท หรือบันไดที่มีความสูงต่ำแตกต่างกัน พ่อแม่ หรือผู้นำทางควรก้าวขึ้นตรงๆ ไม่ก้าวขึ้นทางด้านข้าง (หันด้านข้างขึ้น) เพราะจะทำให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสับสน และสะดุดฟุตบาทได้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

อย่าประมาท เพราะอาจตายได้

สธ.ย้ำประชาชน ถูกหมากัด แมวข่วน อย่านิ่งนอนใจ อย่าประมาท เพราะอาจตายได้ เร่งรับวัคซีนป้องกัน ใช้สิทธิ์บัตรทองรักษาได้ทุกแห่ง เพราะถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน

02

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังไม่ได้รับวัคซีนฉีดในสัตว์เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อดำเนินการตรวจสอบประสิทธิภาพ ทั้งนี้ขอเตือนว่าอย่าประมาทในเรื่องนี้ แม้จะทราบว่าสุนัขตัวนั้นได้รับการฉีดวัคซีนมาแล้ว หากว่าถูกข่วนหรือกัดจากสุนัขกัดหรือแมวควรให้รีบไปฉีดวัคซีนโดยเร็ว เพราะผู้เชี่ยวชาญได้รายงานว่า แม้สุนัขจะไม่มีอาการพิษสุนัขบ้า แต่โดยปกติสุนัขก็มีโอกาสมีเชื้อไวรัสในเนื้อสมองได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อถูกกัดแล้ว ดีที่สุดต้องรีบไปรับการฉีดวัคซีน

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

j0150361

     หลายคนเชื่อว่าความร้อน สามารถเอาชนะเชื้อโรคร้ายต่างๆได้  ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือน้ำดื่ม หากปรุงสุกด้วยความร้อนสูง หรือต้มจนเดือด ก่อนจะนำมารับประทาน ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างเด็ดขาด ซึ่งนั้นก็ถือว่าไม่ใช่ความเชื่อที่ผิด แต่อาจไม่ทั้งหมด เมื่อสิ่งที่เราให้ความร้อนกับมันอย่าง น้ำในกาต้มน้ำ  เมื่อทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง โดยไม่เปลี่ยนน้ำในกา น้ำที่คิดว่าสะอาด ปลอดภัย กลับให้โทษแก่ร่างกายหากดื่มเข้าไป…

เพราะ “น้ำ” ที่เราใช้ดื่มกินในปัจจุบัน มักผสมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ หลายชนิด หากมีการต้มจนเดือดแล้วเดือดอีกหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอตามทฤษฎีปกติอยู่แล้ว แต่ก็จะไม่ระเหยทั้งหมด ซึ่งในน้ำส่วนที่เหลืออยู่นั้น ก็จะมีปริมาณแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ ที่ปะปนมาเหลืออยู่ในจำนวนที่เข้มข้นมากขึ้น และที่สำคัญจะหลงเหลืออยู่เกินมาตรฐานที่จะนำมาบริโภคได้

โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นขณะน้ำเดือดนาน ๆ นั้น ก็จะส่งผลให้ไอออนของ ซิลเวอร์ไนเตรท ที่มีอยู่ในน้ำ จะเปลี่ยนเป็น ซิลเวอร์ไนไตรท์ ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกและทางเดินหายใจ อาจทำให้ปอดอาจถูกทำลายได้ รวมไปถึงดวงตา ประสาทและเลือด นอกจากนี้ยังรวมถึงแร่ธาตุอื่นๆ ก็จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ ซึ่งอาจมากจนเกินขีดจำกัดความสามารถของร่างกาย ในการกำจัด ขับถ่ายออกมาเป็นของเสียได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้ระบุไว้ว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟและผู้ที่ใช้กระติกน้ำร้อน พึงระวัง เพราะหากน้ำที่คุณใช้ต้มนั้นเป็นน้ำธรรมชาติ เช่นน้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือน้ำประปา ที่เป็นกรดในหม้อโลหะแล้วนั้น หากต้มหลายๆ ครั้งก็จะยิ่งทำให้น้ำนั้นงวดและเกิดเป็นก้อนแข็งๆ ยึดเกาะตามผิวของกาหรือกระติกน้ำร้อน หรือที่เรียกว่า ตะกรันธาตุ ตกปนลงมาในน้ำมากขึ้น รวมถึง “น้ำแร่” แบบที่เศรษฐีชอบดื่มกันเพราะคิดว่าสะอาดก็ต้องระวัง เพราะต้มนานๆ ไปก็จะได้ตะกรันแถมเช่นกัน…

ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำที่ต้มเดือดแล้วหลาย ๆ ครั้ง ทางที่ดี ควรต้มน้ำแต่ละครั้งให้พอดีกับที่ใช่ดื่ม และจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำทุกครั้งหากต้องต้มน้ำให้เดือดใหม่  สำหรับกาต้มน้ำที่ใช้ชงกาแฟก็ไม่ควรตั้งกา ต้มน้ำร้อนไว้ให้เดือดตลอดเวลา เพราะอาจจะทำให้โลหะกร่อนลงมาปนได้ หมั่นเปิดฝากาดู หากเห็นมีคราบตะกรันติด ควรล่างกาในทันที…

เพียงเท่านี้…ความร้อนก็จะไม่สามารถนำพาสิ่งแปลกปลอมที่เป็นโทษต่อร่างกาย มาทำร้ายสุขภาพเราได้อย่างแน่นอน…

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

แนะวิธีพ่อแม่ ช่วยลูกเล็ก เมื่อเจ็บไข้-บาดเจ็บ

คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่า อุบัติเหตุกับเด็ก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเวลาหรือสถานที่ใด ถึงแม้จะมีพ่อแม่ ดูแลอย่างใกล้ชิดแล้วก็ตาม ดังนั้นการช่วยเหลือลูกเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล จึงเป็นทางเลือก และเป็นทางรอดได้ดีทางหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยให้เด็กมีอาการทุเลาลงได้

     เพื่อให้พ่อแม่มีความรู้ในเรื่องการช่วยชีวิตลูกเบื้องต้นให้รอดพ้นจากนาทีฉุกเฉิน “พี่เกียง-ชฏาพร สุขสิริวรรณ” นักวิชาการ และนักวิจัย ศูนย์เพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงเก็บมาฝากพ่อแม่ให้ได้รับทราบกันครับ
     “พี่เกียง” บอกถึงความสำคัญของการการช่วยเหลือลูกเบื้องต้น เมื่อมีการเจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บไว้ว่า เป็นเรื่องหลัก และจำเป็นที่คุณพ่อคุณควรต้องรู้เทคนิค และวิธีการช่วยเหลือลูกไว้บ้าง ไม่ว่าจะของติดคอ หกล้ม ตกเตียง หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุร้ายแรงต่างๆ เพราะจะทำให้เด็กรอดพ้นจากนาทีฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย และมีอาการดีขึ้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล ในกรณีที่พ่อแม่ไม่สามารถช่วยเหลือในเรื่องที่ละเอียดอ่อนได้ นอกจากคุณหมอเฉพาะทางโดยตรง

     สำหรับการช่วยเหลือนั้น พี่เกียง แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ การช่วยเหลือในเด็กเล็ก (1 เดือน-1ปี) และเด็กในช่วง 1 ปีขึ้นไป โดยปัญหาการบาดเจ็บในเด็กเล็กจะพบได้ ก็ต่อเมื่อ เด็กเริ่มคืบ และคลาน ซึ่งโอกาสที่จะเริ่มตก หรือล้ม จะเกิดขึ้นได้สูง รวมไปถึงการหยิบจับของเข้าปาก มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดคอได้
     หรือถ้าเด็กโตขึ้นอีกระดับ จะมีพฤติกรรมชอบปีนป่าน หรือชอบวิ่งเร็ว ดังนั้นโอกาสที่จะตกจากที่สูง และหกล้มย่อมมีได้สูงเช่นกัน พี่เกียงจึงให้คำแนะนำในการช่วยเหลือลูกโดยเรียงตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัย ไว้ดังนี้

     *** ลูกตัวร้อน-เป็นไข้
     อาการเป็นไข้ ตัวร้อน พบได้ในเด็กทั่วไป แต่ส่วนใหญ่จะพบมาก และเป็นอันตรายในเด็กเล็ก เพราะถ้าเด็กมีไข้สูง โอกาสที่จะนำไปสู่การชัก ย่อมมีได้สูงเช่นกัน ดังนั้น เมื่อลูกมีอาการตัวร้อนผิดปกติ ให้พ่อแม่ใช้ปรอทวัดไข้สำหรับเด็ก โดยวัดใต้รักแร้ ซึ่งถ้าวัดออกมามีไข้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส แสดงว่าลูกเริ่มมีไข้
     สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ให้คุณพ่อ หรือคุณแม่ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำ และเช็ดตัวให้ลูก เพราะน้ำจะเป็นตัวพาความร้อนออกจากร่างกาย อุณหภูมิในตัวเด็กก็จะลดลง แต่ถ้าอุณหภูมิยังไม่ลด ให้รีบพาส่งโรงพยาบาลเร็วที่สุด

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

จะเป็นอย่างไร หากของขวัญวันต้อนรับปีใหม่ ปี 2010 เป็นสารพัดโรคร้ายที่รอต้อนรับมนุษย์โลกอย่างเรา ๆ อยู่ โดยเฉพาะเจ้าโรคร้ายอย่าง “ไข้สมองอักเสบ” ที่มีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2010 นี้จะกลับมาระบาดอีกระลอก!

            เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกฯ ที่ออกมาบอกว่า ในปี 2553 โรคไข้สมองอักเสบจะเป็นโรคที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำกว่าร้อยละ 50 ล้วนส่งผลให้เกิดไข้สมองอักเสบ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาการของโรคที่เกิดจากไวรัสจะไม่แสดงอาการเหมือนเดิม แต่จะแสดงอาการด้วยไข้สมองอักเสบแทน

“นอกจากนี้ โรคสมองอักเสบจากไวรัสชานดิปุระ ยังเป็นเชื้อไวรัสที่ต้องระวัง เนื่องจากในอดีตถือเป็นไวรัสไม่อันตราย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว แต่จะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้เชื้อดังกล่าวติดต่อจากละอองน้ำลายของวัว ควาย หมู ม้ามาสู่คนโดยตรง แต่หลังจากมีตัวริ้นเป็นตัวกลางนำเชื้อมาสู่คนอีกทอดหนึ่ง กลับทำให้เชื้อมีความรุนแรงขึ้น อย่างล่าสุดในอินเดียเมื่อปี 2546-2549 พบผู้เสียชีวิต 232 ราย ขณะที่ประเทศอื่น ไม่มีผู้เสียชีวิต อีกทั้ง โรคไข้เลือดออก เป็นอีกโรคที่จะไม่แสดงอาการเหมือนเดิม เพราะเมื่อเร็วๆนี้ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ พบผู้ป่วยไข้เลือดออก ไม่มีอาการของรอยจ้ำแดงๆ บนผิวหนัง แต่กลับพบอาการสมองอักเสบร่วม” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวด้วยความเป็นห่วง

            ว่าแต่!!เจ้าโรคไข้สมองอักเสบนี่คืออะไรกันนะ…มาทำความรู้จักเจ้าโรคนี้กันดีกว่า

            เจ้าโรคไข้สมองอักเสบ เกิดจากการอักเสบของเนื้อสมองทั่ว ๆ ไปหรือเฉพาะบางส่วนจากเชื้อไวรัสเนื่องจากเนื้อสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมองจึงอาจพบการอักเสบของเยื้อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองด้วยได้ โรคนี้มีมีความสำคัญเนื่องจากเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง หากรอดชีวิตมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆของโลก สภาวะอากาศ ฤดูกาลโอกาสในการสัมผัสกับสัตว์นำโรค และภูมิต้านทานของผู้ป่วย

            สำหรับประเทศไทย เชื้อไวรัสที่ชื่อ เจอี (Japanese B encephalitis) เป็นสาเหตุการติดเชื้อไวรัสในสมองที่พบบ่อยที่สุด ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยไข้สมองอักเสบเกิดจากเชื้อเจอี โรคนี้พบได้ทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งเขตชานเมืองของกรุงเทพฯ เชื้อไวรัสอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ เช่น เอนเทอโรไวรัส(enterovirus) , เชื้อโรคมือ เท้า ปาก (อีวี 71) , เชื้อโรคพิษสุนัขบ้า , เชื้อหัด , เชื้อเริม (Herpes simplex virus) , เชื้ออีสุกอีใส , เชื้อคางทูม , เชื้อเอดส์ , เชื้อนิปาห์ เป็นต้น

            เมื่อหลังจากโดนยุงที่มีเชื้อกัดจะมีเชื้อเข้าไปในร่างกายของคนและเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนมากพอที่จะทำให้เกิดอาการของโรค คือทำให้สมองและเยื้อหุ้มสมองอักเสบระยะนี้คือระยะฟักตัว กินเวลา 7 – 10 วัน หรืออาจนานถึง 2 สัปดาห์ เชื้อไวรัสเจอีจะอยู่ในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะลูกหมู เนื่องจากลูกหมูที่หย่านมแม่นาน 1 เดือน ภูมิคุ้มกันจากแม่จะเริ่มหมดไป เมื่อยุงที่มีเชื้อกัดลูกหมูเชื้อสามารถอยู่ในลูกหมูได้นาน โดยลูกหมูไม่มีอาการ เมื่อยุงตัวอื่นกัดลูกหมูที่มีเชื้อ ยุงนั้นก็จะสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้ ลูกหมูจึงเป็นตัวกระจายเชื้อที่สำคัญ นอกจากนี้ วัว ควาย ม้า ลา แพะ แกะ ค้างคาว ก็เป็นแหล่งแพร่เชื้อได้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 1912345...Last »