Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 2012345...Last »

เตือนให้เด็กบริโภคน้ำอัดลม-ขนมขยะ เสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน หัวใจ

 

          “จุรินทร์” เผยผลสำรวจสุขภาวะเด็กไทย 6-15 ปี พบบริโภคน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบสูงถึงร้อยละ 98 เสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ตั้งเป้าผลักดันให้เด็กเยาวชนมีพฤติกรรมตามสุขบัญญัติให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ภายในปี 2554

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์นรา นาควัฒนานุกุล อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงข่าว การจัดงานสุขบัญญัติแห่งชาติ ประจำปี 2553 ว่า ทุกวันที่ 28 พฤษภาคมของทุกปี คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้เป็นวันสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยสุขบัญญัติมี 10 ประการ

          ได้แก่ 1. การดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด 2. รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง 3. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่าย 4. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด 5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนันและการสำส่อนทางเพศ 6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น 7. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท 8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอและตรวจสุขภาพประจำปี 9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ และ 10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคมไทย

          นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า จากการสำรวจสุขภาวะเด็กไทยอายุ 6-15 ปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 พบว่าเด็กไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพร่างกาย เช่น พบว่านิยมดื่มน้ำอัดลม น้ำหวานสูงถึงร้อยละ 97.54 ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ในขณะเดียวกันก็นิยมรับประทานขนมกรุบกรอบสูงถึงร้อยละ 97.6 ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคลักษณะนี้ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วน นำไปสู่การเป็นโรคเรื้อรังต่อไปในอนาคตได้ เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือด

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

09-05_0

 

     ในอดีต ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น มักจะไม่ค่อยกล้าออกไปนอกบ้านตามลำพัง จึงได้แต่นั่งเฉยๆ อยู่กับบ้าน และต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่แท้ที่จริงแล้ว บ้านใดที่มีลูก หรือคนในบ้านมีความบกพร่องทางการมองเห็น พ่อแม่ หรือญาติ สามารถสอน และฝึกให้เดินทางด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัย ทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านได้ โดยเฉพาะการเดินตาม และการใช้ไม้เท้านำทาง

     ดังนั้น ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ต้องสามารถรับรู้ได้ว่า ตัวเองอยู่ที่ใดในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ หรือการเคลื่อนไหว ที่จะสามารถเคลื่อนจากที่หนึ่ง ไปยังสถานที่ต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก
เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องรู้เทคนิค เพื่อที่จะช่วยลูกที่อยู่ในโลกมืดให้เดินทางได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย วันนี้เลยมีเทคนิค และข้อแนะนำจาก ศูนย์พิทักษ์ดวงตา และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกบกพร่องทางการมองเห็นกันครับ

     เทคนิคการเดิน กับผู้นำทาง
   – วิธีการปฏิบัติกับลูกอย่างถูกต้อง พ่อแม่ หรือผู้นำทาง ยืนข้างๆ ลูกที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อเป็นการบอกให้ทราบว่า พร้อมที่จะนำทางแล้ว เอาหลังมือแตะหลังมือลูกเบาๆ ด้วยมือขวา หรือมือซ้ายก็ได้
   – ลูกจะเลื่อนหลังมือไปตามแขนของพ่อแม่จนถึงข้อศอก แล้วจับเหนือข้อศอก โดยให้หัวแม่มืออยู่ด้านนอก ส่วนนิ้วที่เหลืออยู่ด้านใน จับให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้หลุดขณะเดิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่แน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้นำทางรำคาญ และเจ็บได้
   – ลูกควรแนบข้อศอกอีกข้างกับลำตัวตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เดินเอียงไปข้างซ้าย หรือขวาในขณะที่เดินไปกับผู้นำทาง
   – ลูกจะอยู่เยื้องพ่อแม่ หรือผู้นำทางไปข้างหลังครึ่งก้าว ไหล่ตรงกัน การเดินในลักษณะนี้ จะทำให้พ่อแม่ผู้นำทางทราบอยู่ตลอดเวลาว่า ลูกจะเดินตามหลังในลักษณะใด

     อย่างไรก็ดี เทคนิคเบื้องต้นนี้ ควรใช้อย่างถูกต้องทุกครั้งด้วย เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ปลอดภัยเท่านั้น ยังทำให้ลูกที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เดินทางกับผู้นำทางได้อย่างสะดวก ขณะเดินทางไปด้วยกัน เมื่อจะก้าวขึ้นฟุตบาท หรือบันไดที่มีความสูงต่ำแตกต่างกัน พ่อแม่ หรือผู้นำทางควรก้าวขึ้นตรงๆ ไม่ก้าวขึ้นทางด้านข้าง (หันด้านข้างขึ้น) เพราะจะทำให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสับสน และสะดุดฟุตบาทได้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

อย่าประมาท เพราะอาจตายได้

สธ.ย้ำประชาชน ถูกหมากัด แมวข่วน อย่านิ่งนอนใจ อย่าประมาท เพราะอาจตายได้ เร่งรับวัคซีนป้องกัน ใช้สิทธิ์บัตรทองรักษาได้ทุกแห่ง เพราะถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน

02

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังไม่ได้รับวัคซีนฉีดในสัตว์เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อดำเนินการตรวจสอบประสิทธิภาพ ทั้งนี้ขอเตือนว่าอย่าประมาทในเรื่องนี้ แม้จะทราบว่าสุนัขตัวนั้นได้รับการฉีดวัคซีนมาแล้ว หากว่าถูกข่วนหรือกัดจากสุนัขกัดหรือแมวควรให้รีบไปฉีดวัคซีนโดยเร็ว เพราะผู้เชี่ยวชาญได้รายงานว่า แม้สุนัขจะไม่มีอาการพิษสุนัขบ้า แต่โดยปกติสุนัขก็มีโอกาสมีเชื้อไวรัสในเนื้อสมองได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อถูกกัดแล้ว ดีที่สุดต้องรีบไปรับการฉีดวัคซีน

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

j0150361

     หลายคนเชื่อว่าความร้อน สามารถเอาชนะเชื้อโรคร้ายต่างๆได้  ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือน้ำดื่ม หากปรุงสุกด้วยความร้อนสูง หรือต้มจนเดือด ก่อนจะนำมารับประทาน ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างเด็ดขาด ซึ่งนั้นก็ถือว่าไม่ใช่ความเชื่อที่ผิด แต่อาจไม่ทั้งหมด เมื่อสิ่งที่เราให้ความร้อนกับมันอย่าง น้ำในกาต้มน้ำ  เมื่อทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง โดยไม่เปลี่ยนน้ำในกา น้ำที่คิดว่าสะอาด ปลอดภัย กลับให้โทษแก่ร่างกายหากดื่มเข้าไป…

เพราะ “น้ำ” ที่เราใช้ดื่มกินในปัจจุบัน มักผสมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ หลายชนิด หากมีการต้มจนเดือดแล้วเดือดอีกหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอตามทฤษฎีปกติอยู่แล้ว แต่ก็จะไม่ระเหยทั้งหมด ซึ่งในน้ำส่วนที่เหลืออยู่นั้น ก็จะมีปริมาณแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ ที่ปะปนมาเหลืออยู่ในจำนวนที่เข้มข้นมากขึ้น และที่สำคัญจะหลงเหลืออยู่เกินมาตรฐานที่จะนำมาบริโภคได้

โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นขณะน้ำเดือดนาน ๆ นั้น ก็จะส่งผลให้ไอออนของ ซิลเวอร์ไนเตรท ที่มีอยู่ในน้ำ จะเปลี่ยนเป็น ซิลเวอร์ไนไตรท์ ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกและทางเดินหายใจ อาจทำให้ปอดอาจถูกทำลายได้ รวมไปถึงดวงตา ประสาทและเลือด นอกจากนี้ยังรวมถึงแร่ธาตุอื่นๆ ก็จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ ซึ่งอาจมากจนเกินขีดจำกัดความสามารถของร่างกาย ในการกำจัด ขับถ่ายออกมาเป็นของเสียได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้ระบุไว้ว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟและผู้ที่ใช้กระติกน้ำร้อน พึงระวัง เพราะหากน้ำที่คุณใช้ต้มนั้นเป็นน้ำธรรมชาติ เช่นน้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือน้ำประปา ที่เป็นกรดในหม้อโลหะแล้วนั้น หากต้มหลายๆ ครั้งก็จะยิ่งทำให้น้ำนั้นงวดและเกิดเป็นก้อนแข็งๆ ยึดเกาะตามผิวของกาหรือกระติกน้ำร้อน หรือที่เรียกว่า ตะกรันธาตุ ตกปนลงมาในน้ำมากขึ้น รวมถึง “น้ำแร่” แบบที่เศรษฐีชอบดื่มกันเพราะคิดว่าสะอาดก็ต้องระวัง เพราะต้มนานๆ ไปก็จะได้ตะกรันแถมเช่นกัน…

ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำที่ต้มเดือดแล้วหลาย ๆ ครั้ง ทางที่ดี ควรต้มน้ำแต่ละครั้งให้พอดีกับที่ใช่ดื่ม และจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำทุกครั้งหากต้องต้มน้ำให้เดือดใหม่  สำหรับกาต้มน้ำที่ใช้ชงกาแฟก็ไม่ควรตั้งกา ต้มน้ำร้อนไว้ให้เดือดตลอดเวลา เพราะอาจจะทำให้โลหะกร่อนลงมาปนได้ หมั่นเปิดฝากาดู หากเห็นมีคราบตะกรันติด ควรล่างกาในทันที…

เพียงเท่านี้…ความร้อนก็จะไม่สามารถนำพาสิ่งแปลกปลอมที่เป็นโทษต่อร่างกาย มาทำร้ายสุขภาพเราได้อย่างแน่นอน…

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 2012345...Last »