สวทช. เปิดตัวโครงการ ‘iTAP Big Impact’ ยกเครื่องเอสเอ็มอีไทย
*ช่วยอัพเกรดเทคโนโลยีแก่ SMEs โรงสีข้าว ฟาร์มเลี้ยงไก่ โรงอบยางพารา เพื่อเพิ่มกำไรขึ้นชัดเจนทันที
*เน้นสร้างผลกระทบกับภาคการผลิตเส้นเลือดใหญ่ระดับมหภาคของประเทศ ได้แก่ ข้าว ไก่ ยางพารา
*ประกาศผลสำเร็จของโครงการนำร่อง:
1.เพิ่มกำลังการผลิตในโรงสีข้าวได้ 2 เท่า ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ครึ่งหนึ่ง และเพิ่มผลกำไรในโรงสีได้ 20%
2.ประหยัดต้นทุนพลังงานในการระบายอากาศในโรงเลี้ยงไก่ได้ 23% สำหรับเกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่
3.ลดต้นทุนเชื้อเพลิงในการอบยางแผ่นรมควันได้ 40% สำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง
*ประเทศได้ประโยชน์จากการประหยัดไฟฟ้ารวมมากกว่า 21,000 ล้านบาท
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ iTAP Big Impact ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่สร้างผลกระทบวงกว้างให้กับประเทศ เพื่อมุ่งเพิ่มกำไรให้กับเอสเอ็มอี พร้อมช่วยประหยัดต้นทุนในการใช้พลังงานที่เห็นได้ผลชัดเจนทันที จากการยกระดับเทคโนโลยีในภาคการผลิตหลักที่สำคัญระดับมหภาคของประเทศ ได้แก่ การสีข้าว การเลี้ยงไก่ และการอบยางแผ่นรมควัน
โครงการ ‘iTAP Big Impact’ (ไอแทป บิ๊ก อิมแพค) ดำเนินงานโดยโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มรายได้แก่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างเร่งด่วน เห็นผลลัพธ์ได้จริงและชัดเจน รวมทั้งคาดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศจากการประหยัดการใช้พลังงานลงได้มากกว่า 21,000 ล้านบาท
“โครงการ iTAP Big Impact นี้ สามารถสร้างผลกระทบวงกว้างระดับประเทศ และสามารถที่จะวัดประโยชน์ที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนได้จริงๆ ในทันทีซึ่งเห็นได้จากโครงการนำร่องที่ได้ดำเนินงานมาแล้ว” ดร. คุณหญิงกัลยา กล่าว “ในสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัดเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้ฝ่าวิกฤตไปได้ ซึ่งโครงการ iTAP Big Impact จะสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้โดยทันที”
ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์ ผู้ก่อตั้งโครงการ iTAP และรองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ภายใต้โครงการ iTAP Big Impact เราได้พัฒนาเทคนิคที่ง่ายต่อการดำเนินงานในการปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสามารถจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีกับโรงสีข้าวกว่า 43,000 แห่ง ฟาร์มไก่ 64,000 แห่ง และเตาอบยางแผ่นรมควันอีก 660 แห่งทั่วประเทศ”
ศ.ดร.ชัชนาถ กล่าวว่า “ด้วยเทคนิควิศวกรรมซึ่งไม่ซับซ้อน เราสามารถเพิ่มกำไร 20% ให้กับเอสเอ็มอีโรงสีข้าวได้ โดยการให้คำปรึกษา ฝึกอบรมทางเทคนิคง่ายๆ แก่ผู้ประกอบการโรงสีข้าว เช่น ให้สามารถปรับระยะห่างระหว่างลูกยางกระเทาะข้าวให้ถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากเทคนิคที่สามารถทำได้ง่าย และไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักร หรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ มาก เราจึงได้เห็นผลสำเร็จในโครงการนำร่องแล้วว่า โรงสีสามารถลดการหักของเมล็ดข้าว เพิ่มคุณภาพผลผลิตได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว”
“นอกจากนี้ โครงการยังมีเทคนิคการปรับตั้งค่าเครื่องจักรให้การสีข้าวให้มีประสิทธิภาพในการสีข้าวเพียงรอบเดียว ไม่ต้องสีซ้ำหลายครั้ง ลดการสิ้นเปลือง ซึ่งจากเดิมจำเป็นต้องมีการสีข้าวซ้ำ เนื่องจากการสีในรอบแรกยังมีข้าวเปลือกเหลือปนอยู่จำนวนมาก ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือโรงสีสามารถเพิ่มปริมาณการสีข้าวในแต่ละวันได้ 2 เท่า คิดเป็นกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 6-12 ล้านบาทต่อปีต่อโรง สำหรับโรงสีข้าวที่มีกำลังผลิต 60-120 ตันต่อวัน”
“ขั้นตอนทางเทคนิคง่ายๆ เช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยผู้ประกอบการเพิ่มกำไรได้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการสีข้าวได้อย่างชัดเจนถึง 50% แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ จะเกิดประโยชน์ยิ่งกว่าสำหรับประเทศไทยในภาพรวม อีกทั้งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” ศ.ดร.ชัชนาถ กล่าว
“หากเราได้นำวิธีการเดียวกันนี้ไปใช้กับโรงสีข้าวทั้ง 43,000 แห่งในประเทศไทย เราจะสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าของประเทศได้ถึง 21,000 ล้านบาทเลยทีเดียว” ศ.ดร.ชัชนาถ กล่าว
Read the rest of this entry »
Related posts