<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; วิทยาศาสตร์</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Apr 2012 04:12:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>น้ำ สารเคมีที่แสนแปลก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/water.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/water.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Nov 2011 04:28:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารเคมี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3472</guid>
		<description><![CDATA[สารธรรมดาๆ ที่แสนประหลาด
น้ำ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง!
แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรู้สึกถึง ความ &#8220;พิเศษ&#8221; ของน้ำเท่าใดนัก
อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับน้ำมาโดยตลอด  เราดื่มน้ำ ใช้น้ำ สัมผัสอยู่กับน้ำทุกวัน  (ช่วงนี้อาจจะได้สัมผัสมากหน่อย)
เราจึงเห็นน้ำเป็นของธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปและไม่ตระหนักถึงความสำคัญมันมากนัก  จวบจนเมื่อภัยแล้งหรืออุทกภัยมาเยือน

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ น้ำเป็นสารเคมีที่แสนประหลาด
สารเคมีที่มีสูตรว่า H2O อันแสนเรียบง่ายนี้ กลับมีคุณสมบัติที่น่าพิศวงมากมาย
คุณสมบัติบางอย่างเราพบเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยทราบว่านั่นเป็นคุณสมบัติที่พบเห็นได้ยากยิ่ง ตัวอย่างเช่น
น้ำ ปรากฏอยู่ในธรรมชาติพร้อมกันทั้ง 3 สถานะ แม้ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เราสามารถพบน้ำที่เป็นเหลว น้ำแข็ง และไอน้ำได้พร้อมๆ กัน แต่สสารส่วนใหญ่ในโลกมักอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง ตามอุณหภูมิและปัจจัยอื่นๆ เช่น เหล็กเป็นของแข็ง ปรอทเป็นของเหลว ออกซิเจนเป็นก๊าซ
มีเพียงน้ำเท่านั้นที่ปรากฏทั้ง 3 สถานะ อยู่ด้วยกันในธรรมชาติ


 
น้ำ มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงมากเมื่อเทียบกับสารอื่นที่มีองค์ประกอบคล้ายกัน เราทราบดีว่าจุดหลอมเหลวของน้ำคือ 0 องศาเซลเซียส และจุดเดือดคือ 100 องศาเซลเซียส
แต่หากลองพิจารณาจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรเจนกับธาตุอื่นในหมู่เดียวกันจะพบว่า ตามแนวโน้ม สารประกอบในหมู่เดียวกันจะยิ่งน้ำหนักโมเลกุลต่ำจุดหลอมเหลวและจุดเดือดจะยิ่งต่ำ แต่น้ำซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำที่สุดกลับมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงสุด ขัดกับแนวโน้ม

น้ำ มีความจุความร้อน (Cp) สูง แม้จะไม่เป็นที่สุดแต่ก็ติดอันดับต้นๆ นั่นหมายถึง น้ำสามารถดูดซับพลังงานความร้อนไว้ได้มาก โดยที่อุณหภูมิเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
สังเกตได้จากเวลาเดินชายหาด ทรายที่โดนแดดส่องอาจร้อนจนแทบเดินเหยียบไปไม่ได้ แต่ในทะเล น้ำยังเย็นสบายอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="P1">สารธรรมดาๆ ที่แสนประหลาด</div>
<p><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with น้ำ">น้ำ</a> เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง!<br />
แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรู้สึกถึง ความ &#8220;พิเศษ&#8221; ของน้ำเท่าใดนัก</p>
<p>อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับน้ำมาโดยตลอด  เราดื่มน้ำ ใช้น้ำ สัมผัสอยู่กับน้ำทุกวัน  (ช่วงนี้อาจจะได้สัมผัสมากหน่อย)<br />
เราจึงเห็นน้ำเป็นของธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปและไม่ตระหนักถึงความสำคัญมันมากนัก  จวบจนเมื่อภัยแล้งหรืออุทกภัยมาเยือน<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/18af7d1dcea62d30778daaafdc475a6ec301803d_m.jpg" alt="" width="468" height="441" /></p>
<p><strong>สำหรับนักวิทยาศาสตร์ น้ำเป็นสารเคมีที่แสนประหลาด</strong><br />
สารเคมีที่มีสูตรว่า H<sub>2</sub>O อันแสนเรียบง่ายนี้ กลับมีคุณสมบัติที่น่าพิศวงมากมาย</p>
<p>คุณสมบัติบางอย่างเราพบเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยทราบว่านั่นเป็นคุณสมบัติที่พบเห็นได้ยากยิ่ง ตัวอย่างเช่น</p>
<p><strong>น้ำ ปรากฏอยู่ในธรรมชาติพร้อมกันทั้ง 3 สถานะ</strong> แม้ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เราสามารถพบน้ำที่เป็นเหลว น้ำแข็ง และไอน้ำได้พร้อมๆ กัน แต่สสารส่วนใหญ่ในโลกมักอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง ตามอุณหภูมิและปัจจัยอื่นๆ เช่น เหล็กเป็นของแข็ง ปรอทเป็นของเหลว ออกซิเจนเป็นก๊าซ<br />
มีเพียงน้ำเท่านั้นที่ปรากฏทั้ง 3 สถานะ อยู่ด้วยกันในธรรมชาติ<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/foggy_iceberg(1).jpg" alt="" width="500" height="375" /><br />
<span id="more-3472"></span><br />
<strong> </strong></p>
<p><strong>น้ำ มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงมากเมื่อเทียบกับสารอื่นที่มีองค์ประกอบคล้ายกัน</strong><strong> </strong>เราทราบดีว่าจุดหลอมเหลวของน้ำคือ 0 องศาเซลเซียส และจุดเดือดคือ 100 องศาเซลเซียส<br />
แต่หากลองพิจารณาจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรเจนกับธาตุอื่นในหมู่เดียวกันจะพบว่า ตามแนวโน้ม สารประกอบในหมู่เดียวกันจะยิ่งน้ำหนักโมเลกุลต่ำจุดหลอมเหลวและจุดเดือดจะยิ่งต่ำ แต่น้ำซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำที่สุดกลับมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงสุด ขัดกับแนวโน้ม<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/waterc.jpg" alt="" width="400" height="83" /></p>
<p><strong>น้ำ มีความจุความร้อน (C<sub>p</sub>) สูง แม้จะไม่เป็นที่สุดแต่ก็ติดอันดับต้นๆ </strong>นั่นหมายถึง น้ำสามารถดูดซับพลังงานความร้อนไว้ได้มาก โดยที่อุณหภูมิเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย<br />
สังเกตได้จากเวลาเดินชายหาด ทรายที่โดนแดดส่องอาจร้อนจนแทบเดินเหยียบไปไม่ได้ แต่ในทะเล น้ำยังเย็นสบายอยู่ ทั้งที่ได้รับพลังงานจากแสงแดดพอๆ กัน<br />
นอกจากจะดูดซับความร้อนได้มากแล้วยังถ่ายเทความร้อนได้เร็วด้วย เราสามารถใช้ชามกระดาษใส่น้ำแล้วตั้งไฟต้มจนน้ำเดือดได้ โดยที่ชามกระดาษไม่ไหม้ไฟ ทั้งนี้เพราะน้ำดึงความร้อนจากชามกระดาษไปก่อนที่จะทำให้กระดาษติดไฟ<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/525988_700b_v1.jpg" alt="" width="565" height="432" /></p>
<p><strong>น้ำ มีปริมาตรเพิ่มขึ้นเมื่อกลายเป็นของแข็ง </strong>สังเกตเห็นได้เวลาแช่ขวดน้ำที่ปิดสนิทในช่องแช่แข็งนานๆ น้ำแข็งจะดันจนทะลักจากขวดหรืออาจดันขวดแตก<br />
การขยายตัวของน้ำแข็งเกิดจากโมเลกุลของน้ำขยับห่างออกจากกันเล็กน้อยเพื่อสร้างผลึกที่เป็นระเบียบ การจัดเรียงผลึกนี้ยังทำให้เกิดโครงสร้างรูปหกเหลี่ยมอันวิจิตรพิสดารของเกล็ดหิมะด้วย</p>
<p>แม้เราจะเห็นว่าน้ำแข็งขยายตัวได้บ่อยๆ แต่คุณสมบัตินี้แทบไม่พบในสารอื่นเลย เท่าที่ทราบตอนนี้มีเพียงซิลิกอนเหลวที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน<br />
<strong>น้ำ มีแรงตึงผิวสูงมาก</strong> ผิวหน้าของน้ำมีแรงยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกันสูงทำให้วัตถุแทรกตัวผ่านผิวน้ำได้ยากกว่าของเหลวอื่น แม้แต่หยดน้ำก็ยังต้องผ่านแรงตึงผิวลงไปก่อน<br />
มองด้วยตาเปล่าอาจจะไม่เห็นเห็น แต่ภาพจากกล้องความเร็วสูงแสดงให้เห็นว่าเมื่อหยดน้ำกระทบผิวน้ำ พื้นผิวจะยุบตัวลงก่อนจะเด้งกลับไป มีน้ำเพียงบาง่สวนเท่านั้นที่รวมเข้ากับผิวน้ำ กระบวนการนี้เกิดซ้ำไปซ้ำมาแต่ตาเราไม่ไวพอจึงมองเห็นเพียงการกระเพื่อมของน้ำ<br />
<object classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" width="636" height="360" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=7,0,19,0"><embed type="application/x-shockwave-flash" width="636" height="360" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/246/246691.swf" quality="high" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer"></embed></object></p>
<p>แมลงจิงโจ้น้ำ (water strider) อาศัยแรงตึงผิวทำให้สามารถเดินไปมาบนผิวน้ำได้โดยไม่จมลงไป<br />
<object classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" width="636" height="360" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=7,0,19,0"><embed type="application/x-shockwave-flash" width="636" height="360" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/246/246692.swf" quality="high" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer"></embed></object></p>
<p>หรือแม้แต่กิ้งก่าเมื่อวิ่งเร็วๆ ก็สามารถวิ่งไปบนผิวน้ำได้ แต่สำหรับคน ต้องวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 105 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงจะไม่จมน้ำขณะวิ่ง<br />
<object classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" width="640" height="360" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=7,0,19,0"><embed type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/246/246690.swf" quality="high" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer"></embed></object></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แรงตึงผิวนี้เป็นผลจาก พันธะไฮโดรเจน ซึ่งเป็นแรงที่ยึดเหนี่ยวแต่ละโมเลกุลของน้ำไว้ด้วยกันอีกที</p>
<p>พันธะไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นระหว่างไฮโดรเจนกับออกซิเจนหรือไนโตรเจนที่ยังว่างอยู่เท่านั้น สารเคมีส่วนใหญ่ไม่มีองค์ประกอบ 2 อย่างนี้ จึงไม่เกิดพันธะไฮโดรเจน ทำให้มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยกว่า<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/225/226022.jpg" alt="" /></p>
<p>แรงตึงผิวนี้ยังยึดเหนี่ยวระหว่างผิวน้ำกับขอบภาชนะด้วย สังเกตได้จากผิวน้ำในหลอดดูดจะโค้งเว้าเล็กน้อยไปตามผิวหลอด หากหลอดมีขนาดเล็กลงมากๆ แรงดึงดูดระหว่างขอบกับน้ำจะสามารถดึงน้ำขึ้นไปด้านบนได้เลย<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/ca.jpg" alt="" /></p>
<p>แรงดึงนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่าแรงแคปิลารี (capillary) ซึ่งเป็นแรงที่ดึงให้น้ำไหลผ่านไปตามท่อลำเลียงขนาดจิ๋วของพืชขึ้นไปหล่อเลี้ยง กิ่ง ก้าน ใบ ที่อยู่สูงเป็น 10 เมตรได้</p>
<p>ไม่มีของเหลวอื่นๆ ในอุณหภูมิห้องที่มีแรงตึงผิวมากขนาดนี้ ยกเว้นปรอท</p>
<p><strong>น้ำเป็นตัวทำละลายได้สารพัด </strong>เราคุ้นเคยกับการใช้น้ำชงกาแฟหรือชากินบ่อยๆ ทั้งนี้เพราะสารเคมีส่วนใหญ่ละลายได้ในน้ำ ละลายได้มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป<br />
โดยทั่วไปสารที่มีขั้วเช่นเกลือ หรือน้ำตาลจะละลายน้ำได้ดี ส่วนสารไม่มีขั้วอย่างน้ำมันจะละลายได้เพียงเล็กน้อย<br />
แม้แต่หินหรือทรายที่ดูเหมือนไม่ละลายน้ำ แต่หากแช่ไว้นานๆ ก็จะมีแร่ธาตุละลายออกมาทีละเล็กทีละน้อย ด้วยเหตุนี้ในทะเลจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุมหาศาลในสัดส่วนต่างๆ กัน</p>
<p>การที่น้ำสามารถโอบอุ้มสารเคมีจำนวนมากไว้ได้ทำให้ สารเคมีหลายชนิดมีโอกาสรวมตัวกัน เกิดปฏิกิริยากลายเป็นสารที่มีองค์ประกอบซับซ้อนขึ้นได้</p>
<p><strong>น้ำ จึงเป็นแปล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิต</strong> หากไม่มีน้ำสารที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีน ไขมัน ดีเอ็นเอ คงไม่อาจมารวมกัน แล้วก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้<br />
อีกทั้งคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมายังทำให้น้ำเป็นสารเคมีที่เหมาะสมในการหล่อเลี้ยงชีวิต<br />
น้ำ ดูดซับความร้อน และช่วยรักษาสมดุลอุณหภูมิในร่างกาย แรงตึงผิวช่วยลำเลียงน้ำและสารอาหารไปยังยอดไม้ และความสามารถในการละลายทำให้น้ำบรรจุสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ในคราวเดียว นอกจากนี้ยังทำให้ปฏิกิริยานับพันนับหมื่นในร่างกายสามารถเกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้</p>
<p>นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อไปสำรวจดาวต่างๆ นักวิทยาศาสตร์จึงมองหาแหล่งน้ำก่อน เพราะสารเคมีที่สนับสนุนให้เกิดระบบสิ่งมีชีวิตได้นั้นมีน้อยเต็มที</p>
<p>แม้จะมีความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจมีรูปแบบที่ต่างออกไป แต่การมองหาน้ำก่อนก็ช่วยจำกัดวงในการค้นหาได้มาก<br />
เพราะหากมีน้ำอยู่ ย่อมมีโอกาสสูงทีเดียวที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้น</p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><map name='google_ad_map_3472_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3472?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3472_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3472&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fwater.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4" title="ธรรมชาติ" rel="tag">ธรรมชาติ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3" title="น้ำ" rel="tag">น้ำ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b5" title="สารเคมี" rel="tag">สารเคมี</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/water.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิทยาศาสตร์ของความรัก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Mar 2011 06:31:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3375</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อมีรัก ทุกคนคงเคยพร่ำถามตัวเองว่า ความรักมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นเขา/เธอคนนี้ ทำไมเรารู้สึกแปลกๆ หัวใจเต้นแรง หน้าแดง มือเปียก พวกแนวศิลปินอาจบอกว่ารักเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ เหตุผลไม่เกี่ยว รักมีทั้งความรันทดและความงดงาม รักเป็นเรื่องที่โรแมนติกเกินกว่าจะพรรณนา สำหรับพวกแนวเหนือธรรมชาติจะเชื่อว่า เนื้อคู่ของเราถูกกำหนดมาแล้ว จะต้องตามหาคนที่มีด้ายแดงผูกนิ้วก้อยให้เจอ บ้างก็ว่ารักเกิดจากกรรมเก่า มีการตามมารักมาเลิกกันเป็นชาติๆ ไป การรักใครสักคนอาจจะเป็นเพราะโดนสาป ไสยศาสตร์เท่านั้นที่ช่วยได้ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็มีคำอธิบายที่ฉีกทั้งสองแนวนี้ออกไป ซึ่งแม้ว่าจะฟังแล้วไม่ได้อารมณ์ ไม่โรแมนติก และไม่ลี้ลับเท่า แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังจะบอกเรานี้ ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตัวเรา โดยมีเราเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น
 
ทฤษฎี “รัก 3 ตอน”

ก่อนจะรู้จักความรักในบทที่ลึกเข้าไปถึงสมองและอวัยวะภายในร่างกาย มาทำความรู้จักกับทฤษฎีรัก 3 ตอน ของ ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยรุทเจอรส์ (Rutgers University) ในนิวเจอร์ซี กันก่อนดีกว่า ดร.ฟิชเชอร์บอกว่า ห้วงความรักของคนเราแบ่งเป็น 3 ตอน โดยจะมีฮอร์โมนที่แตกต่างกันมาร่วมแสดงบทบาทในแต่ละตอน
 
ตอนที่ 1 ช่วงเกิดตัณหา
ตัณหาราคะถูกขับโดยฮอร์โมนเพศ 2 ตัว คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) และเอสโตรเจน (Oestrogen) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;">เมื่อมีรัก</span> ทุกคนคงเคยพร่ำถามตัวเองว่า ความรักมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นเขา/เธอคนนี้ ทำไมเรารู้สึกแปลกๆ หัวใจเต้นแรง หน้าแดง มือเปียก พวกแนวศิลปินอาจบอกว่ารักเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ เหตุผลไม่เกี่ยว รักมีทั้งความรันทดและความงดงาม รักเป็นเรื่องที่โรแมนติกเกินกว่าจะพรรณนา สำหรับพวกแนวเหนือธรรมชาติจะเชื่อว่า เนื้อคู่ของเราถูกกำหนดมาแล้ว จะต้องตามหาคนที่มีด้ายแดงผูกนิ้วก้อยให้เจอ บ้างก็ว่ารักเกิดจากกรรมเก่า มีการตามมารักมาเลิกกันเป็นชาติๆ ไป การรักใครสักคนอาจจะเป็นเพราะโดนสาป ไสยศาสตร์เท่านั้นที่ช่วยได้ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็มีคำอธิบายที่ฉีกทั้งสองแนวนี้ออกไป ซึ่งแม้ว่าจะฟังแล้วไม่ได้อารมณ์ ไม่โรแมนติก และไม่ลี้ลับเท่า แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังจะบอกเรานี้ ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตัวเรา โดยมีเราเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น<br />
 </p>
<p><span style="color: #cc0000;"><strong><span style="font-size: medium;">ทฤษฎี “รัก 3 ตอน”</span></strong><br />
</span><br />
ก่อนจะรู้จักความรักในบทที่ลึกเข้าไปถึงสมองและอวัยวะภายในร่างกาย มาทำความรู้จักกับทฤษฎีรัก 3 ตอน ของ ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยรุทเจอรส์ (Rutgers University) ในนิวเจอร์ซี กันก่อนดีกว่า ดร.ฟิชเชอร์บอกว่า ห้วงความรักของคนเราแบ่งเป็น 3 ตอน โดยจะมีฮอร์โมนที่แตกต่างกันมาร่วมแสดงบทบาทในแต่ละตอน<br />
 <br />
<strong><span style="color: #0000cc;">ตอนที่ 1 ช่วงเกิดตัณหา<br />
</span></strong>ตัณหาราคะถูกขับโดยฮอร์โมนเพศ 2 ตัว คือ <strong>เทสโทสเทอโรน (Testosterone)</strong> และ<strong>เอสโตรเจน (Oestrogen)</strong> เทสโทสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็มีเช่นกัน ดร.ฟิชเชอร์บอกว่า เจ้าฮอร์โมนเพศสองตัวนี้เอง ที่ช่วยควบคุมอาการอยากได้โน่น อยากได้นี่ ของเรา<br />
 <br />
<span style="color: #0000ff;"><strong><span style="color: #0000cc;">ตอนที่ 2 ช่วงคลั่งรัก</span></strong><br />
</span>เป็นช่วงที่ทำให้ชีวิตเราผิดเพี้ยนไป ไม่รับรู้ ไม่สนใจสิ่งรอบกาย ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่นั่งฝัน เพ้อ ละเมอถึงคนรัก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถูกควบคุมโดยกลุ่มสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โมโนอะมิเนส (Monoamines) ซึ่งประกอบด้วย<br />
    - <strong>โดพามีน (Dopamine)</strong> เป็นสารเคมีที่ช่วยให้สมองตื่นตัว เช่นเดียวกับนิโคตีนและโคเคอีน<br />
    - นอร์เอพิเนฟรีน (Norepinephrine) หรือรู้จักกันในนามของ อะดรีนาลิน (Adrenalin) ที่เป็นตัวการทำให้เราเหงื่อแตกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น<br />
    - <strong>เซโรโทนิน (Serotonin)</strong> หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้เราเกิดอาการ&#8230;ซึม..เศร้า..เหงา..เพราะรัก<br />
 <br />
<strong><span style="color: #0000cc;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/92/92286.jpg" border="0" alt="" hspace="15" vspace="15" align="left" />ตอนที่ 3 ช่วงผูกพัน</span><br />
</strong>ไม่มีใครที่จะทำตัวคลั่งรักได้ตลอดชีวิต เมื่อผ่านพ้นไปช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าไม่โบกมือลากันไป เสียก่อน คู่รักก็จะฉุดกระชากลากจูงกันเดินมาสู่ช่วงแห่งความผูกพัน ในตอนนี้จะว่าด้วยการตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัว ฮอร์โมนสองตัวสำคัญคือ<br />
    <strong>- ออกซีโทซิน (Oxytocin)</strong> จากต่อมไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับน้ำนมและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก โดยมีการพบว่าออกซีโทซินจะถูกขับออกมาเมื่อชายหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้ง ทฤษฎีบอกไว้ว่ายิ่งชายหญิงมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแค่ไหน ความผูกพันก็มีมากขึ้นเท่านั้น<br />
   <strong> &#8211; วาโซเพรสซิน (Vasopressin)</strong> สารสำคัญอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย จะถูกขับออกมาเมื่อร่างกายขาดน้ำ ความตึงเครียดสูง ความดันเลือดสูง หรือเมื่อคู่รักมีความสัมพันธ์ทางเพศ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งพยายามทำการศึกษาถึงฤทธิ์เดชของวาโซเพรสซิน โดยหลังจากที่พวกเขาได้ฟังตำนานรักของหนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรี (Prairie vole) ซึ่งเป็นหนึ่งในร้อยละ 3 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จับคู่อยู่กินกันแบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดช่วงชีวิต (Monogamous) ที่มีว่า ถ้าคู่ของพวกมันตาย อีกตัวก็จะตรอมใจตายตามไปในไม่ช้า โดยไม่คิดจะมีใหม่ ด้วยจิตริษยาต่อหนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรี่ที่ถือและปฏิบัติตามศีลข้อสาม ห้ามผิดลูกผิดเมียเขาอย่างเคร่งครัด นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ทำการให้ยาที่ลดปฏิกริยาของวาโซเพรสซินในหนูตัวผู้ ปรากฏว่าหนูตัวผู้ตัวนั้นไม่ถึงกับศีลแตก แต่เริ่มมีอาการเย็นชา ห่างเหินคู่รัก และไม่แสดงอาการหึงหวงเมื่อมีหนูหนุ่มตัวอื่นๆ เข้ามาตีท้ายครัวเลยสักนิด หลังจบปฏิบัติการสร้างความร้าวฉานแล้ว พวกเขาก็ได้ข้อสรุปมาให้ชาวโลกชื่นใจว่า <strong>ถ้าขาดวาโซเพรสซินเมื่อไร ก็ให้เตรียมพร้อมรับมือหายนะที่กำลังจะมาสู่ครอบครัวได้เลย </strong><br />
<strong><span style="font-size: medium; color: #cc0000;"><span id="more-3375"></span></p>
<p>ทฤษฎีการจีบ<br />
</span></strong><br />
เมื่อเราปิ๊งใครสักคนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า จะ<strong>รู้ได้อย่างไรว่าเขา/เธอคนนั้นคือคนที่ “ใช่เลย”</strong> หรือ “ไม่ใช่เลย” เชื่อหรือไม่ว่าภายในเวลาแค่ 90 วินาที ถึง 4 นาทีของการพูดคุยกัน ระบบภายในร่างกายจะช่วยเราตัดสินได้ว่า จะ “รุก” ต่อ หรือ จะ “ชิ่ง” ดี เพราะว่าในการพูดคุยอย่างสวีทหวานแหววกับบุคคลเป้าหมาย ความประทับใจและการรับรู้ข้อความจากการสื่อสารนั้น ร้อยละ 55 จะมาจากภาษากาย ร้อยละ 38 มาจากน้ำเสียงและความเร็วในการพูด และแค่ร้อยละ 7 จากสาระที่เราพูดออกไป ซึ่งหมายความว่าเพียงแต่มีลีลาดี ก็จะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว<br />
 <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/92/92289.jpg" border="0" alt="" hspace="15" vspace="15" align="right" /><br />
การมองตาเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่หนุ่ม/สาวเจ้าเสน่ห์ทั้งหลายยืนยันว่ามีประสิทธิภาพเหลือเกิน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ศาสตราจารย์อาเธอร์ อรัน นักจิตวิทยาจากนิวยอร์ค ได้ทำการทดลองโดยนำชายหญิงหลายคนมาจับคู่นั่งพูดคุยกันแบบเปิดอกเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน นานหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้น ให้นั่งจ้องตากันเฉยๆ โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไรทั้งสิ้นอีกสี่นาที ผลคือผู้ที่เข้ารับการทดลองหลายคนยอมรับว่า เกิดความสนใจในตัวของคู่ทดลอง โดยเฉพาะคู่ที่อยู่ในสายงานหรือมีระดับทางสังคมที่ใกล้เคียงกัน และมีคู่หนึ่งก้าวหน้าไปถึงขั้นแต่งงานกันเลย ในประเด็นของความรักที่เกิดจากการมองตานั้น นักวิทยาศาสตร์บอกว่า<span style="color: #cc0000;">เมื่อเรารู้สึกสนใจอะไร รูม่านตาของเราจะขยาย นัยน์ตาจะดูกลมโตและเป็นประกาย ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เขา/เธอรู้ตัว</span>ก็เป็นได้ หากสาวอิตาเลียนในสมัยกลางได้รู้เรื่องนี้คงจะร้องไห้ เพราะแค่พวกเธอพบเจอคนที่ถูกใจ นัยน์ตาของพวกเธอก็จะกลมโต สวยงาม เหมือนสาวใสไร้เดียงสาได้แบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสี่ยงไปใช้น้ำสกัดจากลูกเบลลาดอนน่า (Belladonna) ซึ่งเป็นพืชจำพวกมะเขือพวงและมีพิษ มาหยอดตาเพื่อทำการขยายรูม่านตาอย่างที่นิยมทำกัน</p>
<p>สัญญาณอื่นๆ ที่บ่งบอกให้รู้ถึงรัก ได้แก่ การเลียนแบบ เมื่ออยู่ในโลกแห่งรักของสองเรา คนสองคนนี้ก็จะลอกเลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่างจากกันโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน นั่ง พูด บุคลิกท่าทางต่างๆ นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า <span style="color: #cc0000;">ปรากฏการณ์กระจกเงา</span> การที่คู่รักทำอะไรที่เหมือนกัน แสดงว่าทั้งคู่เปิดใจให้กัน พร้อมที่จะยอมรับซึ่งกันและกัน นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ถึงกระนั้น ปรากฏการณ์กระจกเงาอาจเป็นอันตรายได้ เพราะมันเกิดขึ้นในกลุ่มของเพื่อนสนิทด้วยเช่นกัน ผู้ที่กำลังแอบรักเขาต้องระวังให้มาก เพราะหากตีความไม่ดีแล้ว อาจจะสับสนระหว่างสัญญาณของความรักกับมิตรภาพได้<br />
 <br />
มีบางทฤษฎีบอกว่า มนุษย์เราชอบความท้าทาย ยิ่งยากยิ่งอยากพิชิต เหมือนยอดเขาเอฟเวอเรสต์ที่มีคนแวะเวียนไปท้าทายปีนป่ายไม่เคยขาด นักวิทยาศาสตร์ทำการทดสอบเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ (อีกแล้ว) โดยได้ใช้คอมพิวเตอร์หาคู่ (Computer dating experiment) ทดสอบกับผู้หญิงสามคน คนแรก หญิงเอ สาวนักทดลอง อยากจะเดทซะกับทุกคนที่คอมพิวเตอร์สุ่มเลือกมาให้ คนที่สอง หญิงบี ผู้ไร้ความรู้สึก ไม่ยินดียินร้ายกับชายที่คอมพิวเตอร์จัดให้เลยสักคน คนสุดท้าย หญิงซี สาวช่างเลือก ที่กัดฟันเลือกชายผู้โชคดีมาได้หนึ่งคนจากทั้งหมดที่คอมพิวเตอร์จัดให้ จากนั้นถามความเห็นผู้ชายทั้งหมดที่เป็นตัวเลือกในคอมพิวเตอร์ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สาวขี้เลือกเบอร์สามกับสามจอมหยิ่งเบอร์สองเนี่ย โดนใจที่สุด<br />
 <br />
เรื่องการผจญภัยก็สำคัญไม่น้อย มีหลายคนบอกว่า ถ้าคนเราผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบาก สยดสยอง โหดร้าย ทารุณมาด้วยกัน จะยิ่งทำให้เข้าใจกันดีขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าจริง แต่ทว่าคนมักจะเข้าใจผิดไปเองว่าความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นหลังผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนั้นเป็นความรัก ถ้าการออกเดทที่สวนสนุก (โดยมีข้อแม้ว่าต้องเล่นเครื่องเล่นผาดโผนหวาดเสียวด้วยกัน) จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้นแล้วนั้น การจับคู่กระโดดบันจี้จัมพ์ด้วยกันน่าจะทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแนบไปถึงขั้นเป็นคู่แท้ตลอดกาลเลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นคนจะอยู่ด้วยกันได้ ก็ย่อมจะต้องมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง คนที่มีระดับความกล้าบ้าบิ่นและชอบอะไรที่สยองๆพอๆกัน ก็เหมาะแล้วที่จะเป็นคู่รักคู่ทรโหด<br />
 </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #cc0000;"><strong>รักฉันเพราะอะไร<br />
</strong></span><br />
เมื่อคบหากันไปสักระยะ หลายคนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ฉันประทับใจเขา/เธอคนนี้ที่ตรงไหน รูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ชาย/หญิงเกิดอาการสะดุดรัก ในขณะที่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เราเกิดอาการดังกล่าวได้ โดยชายและหญิงก็จะมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันอยู่ในใจ บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองช่างเลือกขนาดไหน<br />
 <br />
<span style="color: #cc0000;">ความไม่สมดุลเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความบกพร่องของยีน ดังนั้นผู้ชายส่วนมากจึงมองผู้หญิงที่รูปลักษณ์ภายนอก</span> เพื่อยืนยันว่าผู้ชายให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จึงมีคนคิดสูตรคำนวณหาสัดส่วนของผู้หญิงในอุดมคติออกมา โดยยกให้รูปทรงของนาฬิกาทรายที่มีเอวคอดกิ่วเป็นต้นแบบ สูตรคำนวณมีว่า ขนาดรอบเอว ? รอบสะโพก ต้องเท่ากับ 0.7 ถ้าได้ค่าประมาณนี้ หญิงผู้นั้นถือว่ามีสัดส่วนที่ได้รับการยอมรับอย่างท่วมท้นจากชายทั้งโลก มีการยืนยันทฤษฏีหุ่นนาฬิกาทรายนี้โดยนำค่าสัดส่วนของผู้ชนะการประกวดมิสอเมริกาแต่ละปีมาคิดและพบว่าได้ 0.7 เกือบทุกคน หลายคนเชื่อว่าหญิงที่มีหุ่นนาฬิกาทรายจะมีคุณสมบัติที่ดีที่เหมาะแก่การสืบพันธุ์ด้วย ในขณะที่ผู้ชายมุ่งมั่นเสาะหาหญิงในฝันจากเปลือกนอก ผู้หญิงเองกลับไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย พวกเธอกลับมองที่ความสามารถในด้านต่างๆ และภาวะผู้นำที่มีอยู่ในตัวของผู้ชายมากกว่า<br />
 <br />
จุดร่วมของความเหมือนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนพยายามมองหาในตัวของคู่รัก เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า คนเป็นเนื้อคู่กัน จะหน้าเหมือนกัน คำพูดนี้มีความเป็นไปได้ นักวิทยาศาสตร์บอกว่าคนเราจะให้ความสนใจคนที่ดูคล้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา หรือบุคลิกภาพ และแม้จะไม่มีความใกล้เคียงในสิ่งที่กล่าวมานี้อยู่เลย ก็อย่าเพิ่งหมดหวังว่าเขา/เธอนั้นจะไม่ใช่คู่แท้ของเรา เพื่อช่วยให้คู่รักที่เกือบหมดหวังกลับมามีกำลังใจอีกครั้ง นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอจุดสังเกตของความเป็นคู่แท้เพิ่มเติมอีกห้าหกอย่าง ได้แก่  ความยาวของนิ้วกลาง ขนาดของใบหู ความยาวของติ่งหู ขนาดรอบคอและรอบข้อมือ ปริมาตรของปอด และอัตราการเผาผลาญสารอาหาร ซึ่งถ้าจะมาเสียเวลานั่งหาว่าสิ่งนี้เธอมีเหมือนฉัน สิ่งนั้นของฉันเหมือนเธอแล้ว คู่รักควรจะเอาเวลาไปดูแลซึ่งกันและกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้ยาวนานจะดีกว่า<br />
 <br />
กว่าจะรู้ใจกันต้องใช้เวลา ในการพบเจอกันของคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งไม่มีแม้เวลาจะให้ทำความรู้จักกัน “หน้าตา” จึงเป็นสิ่งแรกที่ถูกใช้นำมาตัดสินตัวบุคคล เดวิด เพอร์เรตต์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ ในสก๊อตแลนด์ ทำการศึกษาเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่า ต้องมีหน้าตาอย่างไรจึงจะสะกิดใจคน เดวิดได้นำภาพใบหน้าของนักศึกษาที่เข้าทำการทดลองมาทำให้เป็นเพศตรงข้าม แล้วเอาไปปนกับรูปอื่นๆ ก่อนจะให้กลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นเลือก พวกเขาส่วนใหญ่เลือกรูปของตัวเองโดยที่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าหลงรักตัวเองเข้าให้แล้ว เดวิดอธิบายเรื่องนี้ว่า ส่วนหนึ่งอาจมาจากความทรงจำในวัยเด็กที่เห็นภาพใบหน้าเดิมๆ ของบุคคลสองคน คือพ่อและแม่ ซ้ำไปซ้ำมาเป็นประจำทุกวัน จนเกิดเป็นความฝังใจ<br />
 <br />
การจะรัก จะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ หลายคนยังยืนยันว่าเรื่องของเหตุผลสำคัญน้อยกว่าจิตใจ แม้เขา/เธอจะรวย เก่ง ดูดี มีตระกูล แต่ถ้าอารมณ์มันไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ ในโลกสีชมพูของความรัก นักวิทยาศาสตร์กลับทำลายความโรแมนติกแบบสามัญชนเสียหมดสิ้นด้วยทฤษฎีรักที่โรแมนติกกว่า คือ รักนางให้ดูที่ยีน <strong>การเลือกคู่ครองคือการเลือกบุคคลที่มียีนดีเลิศ ดีกว่า หรือ(อย่างน้อย)ดีเท่ากับเรา</strong> มาเพื่อร่วมกันผลิตทารกรุ่นใหม่ที่แข็งแรง ฉลาด หน้าตาดี ไม่มีโรค<br />
 <br />
ยามแรกรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน แล้วความรักของเราล่ะ จะยาวนานไปถึงเมื่อไหร่? คำถามนี้ตอบยาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ พอให้นักวิทยาศาสตร์เอามาอ้างอิงประกอบวิชาหลักการเลือกคู่ขั้นสูงได้ โดยหลักการมีว่า ความน่าจะเป็นของการหย่าร้างสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพราะฉะนั้นให้ทำความรู้จักตัวเขา/เธอ และต้นตระกูลของเขา/เธอให้ดีก่อนตัดสินใจ ส่วนผู้ที่คิดจะรักฝาแฝด โปรดจำไว้ว่าชีวิตของฝาแฝดนั้นเป็นแบบแปรผันตรง ไม่ว่าคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตคู่มากน้อยแค่ไหน ชีวิตของอีกคนก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ อย่างไรก็ตาม รักยืนยงของแต่ละคู่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังของการพบรัก การยอมรับและปรับตัวเข้าหากัน หรือความคาดหวังในตัวของแต่ละคน เป็นต้น<br />
 </p>
<p><strong><span style="font-size: medium; color: #cc0000;">เป็นไปได้เพราะรัก<br />
</span></strong><br />
เศร้า เหงา ..เพราะรัก อาการนี้อธิบายได้ด้วยผลการศึกษาจากประเทศอิตาลีที่ระบุว่า คนที่กำลังมีความรักมักจะเป็น<strong>โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder – OCD)</strong> อาการคือ สติไม่อยู่กะร่องกะรอย คอยแต่กังวลว่าปิดประตู ปิดหน้าต่างแล้วหรือยัง ชักโครกหรือเปล่า หรือชอบล้างมือบ่อยๆ เพราะคิดว่าไม่สะอาด อะไรทำนองนี้<span style="color: #cc0000;"> โรคย้ำคิดย้ำทำมีความสัมพันธ์กับระดับของเซโรโทนิน (Serotonin) แบบปฏิภาคผกผัน</span> ยิ่งเซโรโทนินต่ำ ความเศร้า เหงา โกรธก็จะยิ่งมาก เรื่องนี้ไม่ได้พูดกันลอยๆ มีการวัดระดับเซโรโทนินในกลุ่มทดลองซึ่งเป็นนักศึกษาที่กำลังมี<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ความรัก">ความรัก</a> พบว่าระดับเซโรโทนินในร่างกายของพวกเขาลดลงถึงร้อยละ 40 จากปกติ อย่างไรก็ตาม ผล(เสีย)จากการตกหลุมรักนี้ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี (โดยที่นักศึกษาเหล่านี้ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันท์คนรักเอาไว้ได้) ระดับเซโรโทนินของพวกเขากลับคืนมาสู่ระดับปกติ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง เพราะหากระดับเซโรโทนินยังต่ำอยู่ โอกาสที่พวกเขาจะเกรี้ยวกราดอาละวาดยิ่งสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย ระดับความต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน<br />
 <br />
แอนเดรียส บาร์เทลส์ และเซเมียร์ เซกี แห่ง University College London ใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Functional Magnetic Resonance Imaging (fMRI) แสกนและถ่ายรูปสมอง เพื่อศึกษาการทำงานของสมองของผู้ที่กำลังมีความรัก โดยให้ผู้เข้าทำการทดลองทั้งหมดดูรูปของคนรักที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งและคนที่รู้สึกชอบพอกันฉันท์เพื่อน ทั้งสองคนพบว่าพื้นที่สี่ส่วนของสมองมีการทำงาน และมีเพียงหนึ่งจุดที่ไม่ทำงาน โดยหนึ่งในบริเวณที่สมองทำงานได้แก่บริเวณที่จะมีบทบาทเมื่อเวลาเราเกิดความรู้สึกประหลาดที่ยากจะเข้าใจ และอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล หรือที่เรียกว่า Gut feelings และอีกส่วนคือจุดที่จะตอบสนองเวลาร่างกายได้รับสารที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท ที่ทำให้รู้สึกสบาย สนุกสนาน เหมือนคนเสพกัญชา ส่วนบริเวณที่ไม่ตอบสนองเลยคือสมองส่วนที่เรียกว่า Prefrontal cortex ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปฏิกริยาสนองตอบร่างกายเวลาที่จิตใจถูกกระตุ้น ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ก็พบว่าสมองส่วนนี้จะไม่ทำงานเช่นกัน ด้วยเหตุจากการทดลองดังกล่าว คนบางกลุ่มจึงได้ให้นิยามของ “รัก” ว่าเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง เมื่อเสพแล้วทำให้สดชื่นรื่นรมย์ เคลิบเคลิ้มเป็นสุข ตื่นตัว มีพละกำลัง การเสพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะส่งผลข้างเคียงที่รุนแรงพอตัว ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ชอบฟังเพลงรัก ไม่กินอาหาร ไม่หลับไม่นอน และมีความแปรปรวนทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลา <strong>ความรุนแรงของอาการที่เกิดจากรัก จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณที่เข้าตรงสู่สมอง โดยอาจจะออกฤทธิ์อยู่ได้นานตั้งแต่ 1 วันจนถึงชั่วชีวิต<br />
</strong> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #cc0000;"><strong>ใครที่เกิดมาคู่กับฉัน<br />
</strong></span><br />
นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าฟีโรโมน (Pheromones) จากตัวเรา เป็นกุญแจสำคัญในการคัดสรรคนที่คู่ควรมาเป็นคู่ชีวิต ในเผ่าพันธุ์สัตว์ฟันแทะ (Rodent) ซึ่งมีอวัยวะสำคัญในจมูกที่เรียกว่า Vomeronasal organ หรือ VNO ฟีโรโมนจากปัสสาวะจะมีความสำคัญมาก เพราะมันเป็นสิ่งที่ชี้นำการใช้ชีวิตในกลุ่มสังคมของพวกมัน เมื่อมันพบปะกับตัวอื่นๆ มันก็สามารถรู้เพศของตัวนั้นๆ ได้ทันที และจะนำมาซึ่งการจับคู่ในลำดับต่อไป สัตว์ฟันแทะจะมีฟีโรโมนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อถึงเวลาเลือกคู่ มันจะหลีกเลี่ยงคู่ที่มีกลิ่นฟีโรโมนใกล้เคียงกับมัน เพราะต้องการให้ลูกๆ ที่เกิดมาแข็งแรง สดใส ห่างไกลโรค (เช่นเดียวกับลูกมนุษย์) อย่างไรก็ตาม ในพวกเราเหล่ามนุษย์ การที่จะประทับใจใครสักคนด้วยการสูดกลิ่นฟีโรโมนจากปัสสาวะเฉกเช่นเดียวกับหนู มันออกจะเกินงามไปสักหน่อย นักวิทยาศาสตร์บอกว่าแค่ฟีโรโมนจากเหงื่อก็สะกิดเราให้รู้ตัวได้แล้ว<br />
 <br />
เคล้าส์ เวเดไคนด์ จากมหาวิทยาลัยเบิร์น ในสวิตเซอร์แลนด์ ทำการทดลองเพี้ยนๆ ขึ้น โดยขอให้ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งสูดดมเสื้อที่ยังไม่ได้ซักและเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อจากผู้ชายหลายคน ปรากฏว่าผู้หญิงแต่ละคนจะประทับใจในกลิ่นเหงื่อของผู้ชายที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แตกต่างจากพวกเธอ ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีที่เกิดขึ้นกับสัตว์ฟันแทะ ผลการศึกษาเสื้อยืดอาบเหงื่อเวอร์ชันของ ดร.มาร์ธา แม็คคลินทอค จากมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก บอกว่า<strong>ผู้หญิงมักจะสนใจผู้ชายที่มีกลิ่นคล้ายพ่อของตัวเอง</strong> ทั้งนี้ด้วยเหตุผล (ที่ไม่ค่อยเห็นแก่ตัวสักเท่าไหร่เลย) ว่าผู้ชายเหล่านี้น่าจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี (เหมือนที่เธอได้รับจากพ่อ) และเขาก็ไม่ใช่คนในตระกูล แม้ว่าเธอจะมั่นใจว่าตระกูลของเธออุดมสมบูรณ์ไปด้วยยีนที่ดีเลิศ แต่การแต่งงานกันในวงศ์ญาตินั้นเสี่ยงเกินไปที่จะเลือกปฏิบัติ เพราะนอกจากจะทำให้ลูกที่เกิดมาอ่อนแอหรือถึงตายได้แล้ว ยังอาจทำให้ลักษณะเด่นบางประการหายไป และยังทำให้ความสมบูรณ์ของพันธุ์ลดต่ำลงได้ในรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นไปตามกฎแห่งพันธุกรรม ดังนั้นการเลือกชายที่มีความใกล้เคียงกับพ่อของเธอจึงเป็นทางออกที่สดใสกว่า เพราะนอกจากจะน่ายินดีที่ได้ยีนดีแล้ว ชายนอกตระกูลผู้นั้นยังน่าจะมียีนดีๆ อื่นๆ อยู่ในตัวอีกด้วย กลยุทธ์นี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงของการผสมนอกสายสัมพันธ์และความอันตรายของการผสมในสายสัมพันธ์ได้อย่างลงตัวที่สุด<br />
 </p>
<p><span style="color: #cc0000;"><strong><span style="font-size: medium;">บทส่งท้าย</span></strong><br />
</span>มีคน (คาดว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์) ให้นิยามของความรักว่า “ความรักเป็นปฏิกริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเพื่อตอบสนองความต้องการทางพันธุกรรมกับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม” ไม่ว่ารักจะเป็นอะไรก็ตามในความคิดของคน และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสรรหาข้อเท็จจริงมากมายมาเฉลยปริศนาแห่งรักให้เรารู้ได้ เราก็ต้องเข้าใจอยู่เสมอว่ารักเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิทยาศาสตร์">วิทยาศาสตร์</a> แต่ยังรวมถึงปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งการเรียนรู้ด้วย ความรักเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับเรา โดยประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรารู้จักเลือกที่จะรัก รู้จักหยุดเพื่อที่จะเริ่มใหม่ และรู้จักสร้างเงื่อนไขเพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงพันธุ์ที่เหมาะสม <span style="color: #cc0000;">แม้ว่าปริศนาบางอย่างในโลกแห่งรักจะถูกไขกระจ่างโดยนักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าต่อจากนี้ไปเราจะรักกันด้วยเทคโนโลยี </span>การปล่อยให้ความรักดำเนินไปตามครรลองของมันน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า</p>
<p>ที่มา  วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_3375_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3375?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3375_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3375&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81" title="ความรัก" rel="tag">ความรัก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5" title="เทคโนโลยี" rel="tag">เทคโนโลยี</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โทมัส อัลวา เอดิสัน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Feb 2011 05:26:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[การทดลอง]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โทมัส อัลวา เอดิสัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3363</guid>
		<description><![CDATA[

โทมัส อัลวา เอดิสัน (อังกฤษ: Thomas Alva Edison) เป็นนักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ที่สำคัญต่าง ๆ มากมาย ได้ฉายา &#8220;พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก&#8221; เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มนำหลักการของ การผลิตจำนวนมาก และ กระบวนการประดิษฐ์ มาประยุกต์รวมกัน
 ประวัติ โธมัส อีดิสัน
เอดิสัน เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1847 ที่เมืองมิลาน (Milan) รัฐโอไฮโอ เป็นลูกคนที่ 7 และคนสุดท้าย ของนายแซมมวล เอดิสัน (Samuel &#8220;The Iron Shovel&#8221; Edison, Jr.) และนางแนนซี แมทธิวส์ เอลเลียต (Nancy Matthews Elliott) ขณะที่เขาเกิด บิดาของเขามีอายุ 43 ปี และมารดาของเขามีอายุ 37 ปี ในวัยเด็ก ทุกคนมักเรียกเอดิสันว่า &#8220;อัล&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a rel="nofollow" href="http://www.livetogether.org/goto/_/3363/1"></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-3364" title="86377220px-Thomas_Edison" src="http://www.livetogether.org/wp-content/uploads/2011/02/86377220px-Thomas_Edison.jpg" alt="" width="220" height="344" /></p>
<p></a><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with โทมัส อัลวา เอดิสัน">โทมัส อัลวา เอดิสัน</a> (อังกฤษ: Thomas Alva Edison) เป็นนักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ที่สำคัญต่าง ๆ มากมาย ได้ฉายา &#8220;พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก&#8221; เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มนำหลักการของ การผลิตจำนวนมาก และ กระบวนการประดิษฐ์ มาประยุกต์รวมกัน</p>
<p> ประวัติ โธมัส อีดิสัน<br />
เอดิสัน เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1847 ที่เมืองมิลาน (Milan) รัฐโอไฮโอ เป็นลูกคนที่ 7 และคนสุดท้าย ของนายแซมมวล เอดิสัน (Samuel &#8220;The Iron Shovel&#8221; Edison, Jr.) และนางแนนซี แมทธิวส์ เอลเลียต (Nancy Matthews Elliott) ขณะที่เขาเกิด บิดาของเขามีอายุ 43 ปี และมารดาของเขามีอายุ 37 ปี ในวัยเด็ก ทุกคนมักเรียกเอดิสันว่า &#8220;อัล&#8221; ในวัยเด็กเขาเป็นคนที่สนใจในเรื่องรอบตัว และชอบถามคนอื่นๆ ให้เกิดความเข้าใจ และนอกจากนี้ เขายังชอบทดลองทำอะไรด้วยตนเอง</p>
<p>ค.ศ. 1853 ขณะอายุ 6 ปี นิสัยชอบทดลองของเอดิสันก็นำความเดือดร้อนมาให้เขา เมื่อเขาทดลองเกี่ยวกับไฟด้วยตนเอง จนทำให้เกิดไฟไหม้ และถูกบิดาทำโทษต่อหน้าสาธารณชน เพราะถ้าไฟถูกดับช้ากว่านี้ ไฟอาจลามไปในตัวเมืองได้ ยิ่งบ้านเมืองสมัยนั้นที่ใช้ไม้ในการสร้างด้วย หากไฟลามเข้าตัวเมืองได้ ก็อาจเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวง แต่โชคดีที่ชาวบ้านช่วยกันดับไฟได้ทัน</p>
<p>ค.ศ. 1854 ครอบครัวเอดิสันย้ายมาอยู่ที่พอร์ตฮิวรอน (Port Huron) รัฐมิชิแกน</p>
<p>ค.ศ. 1855 เอดิสันเข้าเรียนในชั้นประถมขณะอายุ 8 ปี เป็นโรงเรียนเล็กๆในโบสถ์ มีนักเรียนเพียง 48 คน มีครูเพียงสองคนคือ นายเอ็งเกิล และนางเอ็งเกิล (Engle) แต่ด้วยความที่เอดิสันมีมีนิสัยสนใจในสิ่งรอบตัว ไม่ใช่เนื้อหาในตำราคร่ำครึ สิ่งที่เขาสนใจถามครูจึงไม่ใช่เรื่องที่ครูสอน แต่เป็นเรื่องนอกตำรา นายและนางเอ็งเกิล จึงมักเรียกเขาว่าเป็นเด็กที่หัวขี้เลื่อย เมื่อมารดาทราบเรื่อง จึงไปพูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียน หลังการพูดคุย เอดิสันต้องออกจากโรงเรียน โดยมารดาของเขาจะเป็นผู้สอนเอดิสันด้วยตนเอง หลังจากเข้าโรงเรียนได้ 3 เดือนเท่านั้น</p>
<p>เอดิสัน ชื่นชอบหนังสือนอกเวลาเล่มหนึ่ง ซึ่งมีภาพและเนื้อหาการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้อ่านทดลองเองได้ เขามีความสนใจที่จะทำการทดลองในหนังสือ ใน ค.ศ. 1857 พ่อและแม่ของเขาจึงสร้างห้องใต้ดินเพื่อให้เอดิสันได้ทำการทดลองต่างๆ ในหนังสือ และเขาก็ได้ทำการทดลองมากมายในห้องใต้ดินนั้น</p>
<p><span id="more-3363"></span></p>
<p>ค.ศ. 1859 เอดิสันทำงานหารายได้พิเศษโดยการขายลูกอมและหนังสือพิมพ์บนรถไฟ</p>
<p>ค.ศ. 1860 เอดิสันประสบอุบัติเหตุซึ่งส่งผลให้การได้ยินของเขาเสื่อมลง นับแต่นั้นเขาได้ยินเฉพาะเสียงดังๆ เท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน เขาได้ขอสร้างห้องทดลองขึ้นบนรถไฟ</p>
<p>ค.ศ. 1862 เอดิสันเป็นบรรณาธิการข่าวของหนังสือพิมพ์ เดอะวีคลี่เฮรัลด์ ต่อมาสักพักก็เลิกทำ หลังจากนั้นก็เกิดอุบัติเหตุบนห้องทดลองในรถไฟ ทำให้เอดิสันไม่ได้รับอนุญาตให้มีห้องทดลองบนรถไฟอีก ในปีเดียวกัน เขาก็เริ่มศึกษาเรื่องการใช้โทรเลข</p>
<p>ค.ศ. 1863 เอดิสันเข้าเป็นพนักงานส่งโทรเลข เขาเปลี่ยนบริษัทบ่อยมาก ในปีเดียว เขาเปลี่ยนบริษัททำงานถึง 4 ครั้ง ตามสถานที่ต่างๆ ในอเมริกาและแคนาดา</p>
<p>ค.ศ. 1864 เขาประดิษฐ์เครื่องบันทึกการนับคะแนน และยื่นขอจดสิทธิบัตร แต่เครื่องนั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน</p>
<p>ค.ศ. 1869 เขาเดินทางไปยังนิวยอร์ก และเปิดบริษัทวิศวกรไฟฟ้าขึ้น บริษัทนี้ถอว่าประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง</p>
<p>ค.ศ. 1871 สร้างอาคารซึ่งเปิดเป็นโรงงานและศูนย์วิจัยในตัวขึ้น และในปีนั้น เขาพบรักและแต่งงานกับ แมรี สติลเวลล์ (Mary Stilwell) ผู้มีอายุน้อยกว่าเอดิสัน 8 ปี และ ในปีนั้น แนนซีผู้เป็นมารดาของเอดิสัน เสียชีวิตลงในวัย 61 ปี</p>
<p>ค.ศ. 1876 สร้างอาคารโรงงานและศูนย์วิจัยใหม่ที่เมนโลพาร์ก (Menlo Park) รัฐนิวเจอร์ซี และเริ่มลงมือประดิษฐ์โทรศัพท์ แต่ อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ คิดค้นขึ้นได้ก่อน</p>
<p>ค.ศ. 1877 เอดิสันประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียงขึ้น และฉายา พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก ก็ได้มาจากการที่เขาประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียงนี้</p>
<p>ค.ศ. 1878 เอดิสันเริ่มศึกษาคนคว้าคิดจะทำหลอดไฟ เพราะไฟส่องสว่างในสมัยนั้นสามารถก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย</p>
<p>ค.ศ. 1879 ประดิษฐ์หลอดไฟไส้คาร์บอนสำเร็จ และเริ่มออกแบบสวิตช์เปิด-ปิดหลอดไฟให้ติดตั้งในบ้านเรือนได้ง่าย นับเป็นจุดเริ่มต้นของหลอดไฟในโลกนี้</p>
<p>ค.ศ. 1880 เปลี่ยนไส้หลอดไฟจากคาร์บอนเป็นไม่ไผ่ญี่ปุ่น เพราะหลอดคาร์บอน ส่องสว่างได้นาน 40 ชั่วโมง แต่หลอดไม้ไผ่ญี่ปุ่น ส่องสว่างได้ถึง 900 ชั่วโมง</p>
<p>ค.ศ. 1882 สร้างโรงจ่ายกระแสไฟฟ้าขึ้นที่นิวยอร์ก และเริ่มประกาศเทคโนโลยีหลอดไฟให้เป็นที่รู้จัก</p>
<p>ค.ศ. 1883 เขาประดิษฐ์หลอดไฟรุ่นใหม่ที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไปได้ ทำให้หลอดไฟแพร่กระจายไปตามจุดต่างๆของโลกเร็วขึ้น</p>
<p>ค.ศ. 1884 แมรี ภรรยาของเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคไทฟอยด์ในวัย 29 ปี</p>
<p>ค.ศ. 1886 เอดิสันแต่งงานใหม่กับมินา มิลเลอร์ (Mina Miller) ผู้มีอายุน้อยกว่าเอดิสัน 19 ปี</p>
<p>ค.ศ. 1891 ประดิษฐ์เครื่องถ่ายภาพตัดต่อสำเร็จ บันทึกภาพเคลื่อนไหว ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาพยนตร์</p>
<p>ค.ศ. 1893 สร้างโรงถ่ายภาพยนตร์แห่งแรกของโลก</p>
<p>ค.ศ. 1894 ภาพเคลื่อนไหวเรื่องแรกของโลกถูกสร้างขึ้น มีชื่อว่า &#8220;บันทึกการจาม&#8221; แต่ยังไม่มีเสียง</p>
<p>ค.ศ. 1896 บิดาของเอดิสันเสียชีวิตลงในวัย 92 ปี และในปีนั้น เอดิสันรู้จักกับเฮนรี ฟอร์ด ซึ่งต่อมาทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนซี้กัน</p>
<p>ค.ศ. 1898 เริ่มประดิษฐ์แบตเตอรี่ และประดิษฐ์สำเร็จใน ค.ศ. 1909</p>
<p>ค.ศ. 1912 เกิดการใช้เครื่องถ่ายภาพตัดต่อและเครื่องบันทึกเสียงพร้อมกัน ทำให้เกิดเป็น &#8220;ภาพยนตร์&#8221; ที่มีทั้งภาพและเสียง</p>
<p>หลังจากนั้น เขาถูกนักข่าวรุมถามเสมอว่า เอดิสันคิดอย่างไรกับการที่คนทั่วไปเรียกเขาว่าอัจฉริยะ เขาตอบว่า คำว่าอัจฉริยะในความคิดของผม ประกอบด้วยพรสวรรค์เพียง 1% ส่วนอีก 99% มาจากความพยายาม</p>
<p>หลังจากนั้น เอดิสันใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน และเสียชีวิตในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1931 ด้วยโรคเบาหวาน และไตวาย[1] ในขณะที่เขามีอายุ 84 ปี ที่เวสต์ออเรนจ์ (West Orange) รัฐนิวเจอร์ซี</p>
<p>เอดิสัน นั้นกล่าวได้ว่าเป็นนักประดิษฐ์ที่มีผลงานมากที่สุดในยุคนั้น เขามีสิทธิบัตรสิ่ง ประดิษฐ์ภายใต้ชื่อของเขาเป็นจำนวนถึง 1,093 ชิ้น สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง แต่เป็นการพัฒนาจากสิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิมที่คิดค้นขึ้นโดยลูกจ้างของเขา เพราะเหตุนี้ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ ในเรื่องการอ้างผลงานเป็นของตัวแต่ผู้เดียว โดยไม่แบ่งปันให้กับผู้คิดค้นดั้งเดิม นอกจากสิทธิบัตรของเขาซึ่งมีอยู่ทั่วโลกแล้ว เอดิสันก็ยังได้ก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ ภายใต้ชื่อ Edison Trust</p>
<p>ในความเป็นจริงแล้ว เอดิสันไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าตามที่คนทั่วไปเข้าใจแต่อย่างใด หลักการของหลอดไฟฟ้าถูกพัฒนามาก่อนหน้านี้โดยนักประดิษฐ์หลายท่าน เช่น จูเซ็ปป์ สวอน (Juseph Swan) หรือ ไฮน์ริช เกอเบิล (Heinrich Goebel) อย่างไรก็ตามเอดิสันได้คำนึงถึงการนำหลอดไฟฟ้าไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน อย่างจริงจัง โดยเอดิสันได้ทำให้อายุการใช้งานของหลอดไฟฟ้ายาวนานพอที่จะนำไปใช้ได้อย่าง สะดวกสบายในบ้านเรือนหรือร้านค้า นอกจากนั้นเอดิสันยังได้สร้างระบบผลิตและแจกจ่ายไฟฟ้าอีกด้วย</p>
<p>นิตยสารไลฟ์ (Life) ได้ยกย่องให้เอดิสันเป็นหนึ่งใน &#8220;100 คนที่สำคัญที่สุดในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา&#8221;</p>
<p>ที่มาจาก <a href="http://www.livetogether.org/goto/http_th_wikipedia_org_/3363/2" rel="nofollow" >http://th.wikipedia.org/</a></p>
<p><map name='google_ad_map_3363_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3363?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3363_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3363&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87" title="การทดลอง" rel="tag">การทดลอง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99" title="โทมัส อัลวา เอดิสัน" rel="tag">โทมัส อัลวา เอดิสัน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนวิทยาศาสตร์ไปทำอะไร</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2009 01:43:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[คมชัดลึก]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/09/28/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b0/</guid>
		<description><![CDATA[&#8221; เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร ? &#8221; คือคำถามยอดฮิตที่พ่อ แม่ ผู้ปกครองมักจะถาม พอๆกับคำกล่าวที่ว่า พัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นคำกล่าวที่มักจะได้ยินอยู่เสมอ
วันนี้ ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  อาสามาไขข้อข้องใจ ผ่าน &#8220;คมชัดลึก&#8221; ว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญกับประเทศมากน้อยเพียงใด
ดร.สุพจน์อธิบายว่า ครอบครัวคือหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ดังนั้นหากต้องการสังคมโลกเป็นอย่างไร จะต้องเริ่มสร้างจากสังคมครอบครัวเช่นเดียวกันหากเราต้องการ วัสดุที่มีสมบัติใดๆ เช่น นำไฟฟ้าได้ ทนการกัดกร่อนได้ ป้องกันไฟได้ ปลดปล่อยสารที่ต้องการได้ หยุดยั้งการทำงานของเชื้อโรคได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เรียนรู้อะตอม หรือ โมเลกุล ซึ่งประกอบขึ้นจากอะตอม หรือเข้าใจลึกลงไปถึงพฤติกรรมของโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอะตอม เพราะเป็นหน่วยที่เล็กและที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดสมบัติและการทำงานของอวัยวะและของวัตถุสิ่งของ ซึ่งคนที่รู้จักพวกนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง
 

ดังนั้นผู้ที่เรียนจบวิทยาศาสตร์แล้วจะไปเป็น ครู-อาจารย์ รวมไปถึงการเข้าสู่อาชีพด้านบุคลากรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารงานด้านการศึกษาตามหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเป็น นักวิทยาศาสตร์: ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือตรวจสอบความเป็นพิษต่าง ๆ เพื่อการใช้ในประเทศและส่งออกเช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8221; <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #d552bb;">เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร ?</span></span> &#8221; คือคำถามยอดฮิตที่พ่อ แม่ ผู้ปกครองมักจะถาม พอๆกับคำกล่าวที่ว่า พัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นคำกล่าวที่มักจะได้ยินอยู่เสมอ</p>
<p>วันนี้ <strong>ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong>  อาสามาไขข้อข้องใจ ผ่าน &#8220;<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with คมชัดลึก">คมชัดลึก</a>&#8221; ว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญกับประเทศมากน้อยเพียงใด</p>
<p>ดร.สุพจน์อธิบายว่า ครอบครัวคือหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ดังนั้นหากต้องการสังคมโลกเป็นอย่างไร จะต้องเริ่มสร้างจากสังคมครอบครัวเช่นเดียวกันหากเราต้องการ วัสดุที่มีสมบัติใดๆ เช่น นำไฟฟ้าได้ ทนการกัดกร่อนได้ ป้องกันไฟได้ ปลดปล่อยสารที่ต้องการได้ หยุดยั้งการทำงานของเชื้อโรคได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เรียนรู้อะตอม หรือ โมเลกุล ซึ่งประกอบขึ้นจากอะตอม หรือเข้าใจลึกลงไปถึงพฤติกรรมของโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอะตอม เพราะเป็นหน่วยที่เล็กและที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดสมบัติและการทำงานของอวัยวะและของวัตถุสิ่งของ ซึ่งคนที่รู้จักพวกนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง</p>
<p> </p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/170/170280.jpg" border="0" alt="" align="left" /><br />
ดังนั้นผู้ที่เรียนจบวิทยาศาสตร์แล้วจะไปเป็น ครู-อาจารย์ รวมไปถึงการเข้าสู่อาชีพด้านบุคลากรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารงานด้านการศึกษาตามหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเป็น <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with นักวิทยาศาสตร์">นักวิทยาศาสตร์</a>: ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือตรวจสอบความเป็นพิษต่าง ๆ เพื่อการใช้ในประเทศและส่งออกเช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น</p>
<p> </p>
<p><strong><span style="color: #d552bb;">งานด้านพิสูจน์หลักฐาน</span></strong>: อีกงานที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพราะนับวันคดีความต่าง ๆ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จะสามารถนำไปช่วยแก้ปัญหาด้านอาชญากรรมได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้ในหลาย ๆ คดีว่า เก็บเส้นผมได้เส้นเดียว หรือเศษผิวหนังในเล็บมือได้ ก็สามารถคลี่คลายคดีได้ เป็นต้น</p>
<p><span id="more-2247"></span></p>
<p><strong><span style="color: #d552bb;">อาจารย์ในมหาวิทยาลัย</span></strong>: คณะวิชาต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น แพทย์ วิศวะ เภสัช ทันตะฯ รับอาจารย์ที่จบสาขาวิทยาศาสตร์เข้าทำงานมากขึ้น อีกแหล่งงานคือ กลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ซึ่งได้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฎ ราชมงคลและมหาวิทยาลัยเอกชน มีความต้องการอาจารย์(ปริญญาเอก) ด้านวิทยาศาสตร์สูงมากนักวิจัยในสถาบันวิจัยชั้นสูง: ตัวอย่างเช่นนักวิจัยในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งปัจจุบันมีนักวิจัยที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์กว่า 3000 คนและเชื่อว่าในอนาคต จะมีสถาบันวิจัยลักษณะเช่นนี้ ทั้งภาครับและเอกชน เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #d552bb;">รวมทั้งภาคเอกชน</span></strong>: โรงงานอุตสาหกรรมค่อนข้างจะเป็นตลาดใหญ่เพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นภาคการผลิตทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ด้านเกษตร อาหาร สิ่งทอ พลาสติก น้ำมัน อิเล็กทรอนิค เป็นต้น ล้วนต้องการนักวิทยาศาสตร์เพื่อทำหน้าที่ดูแลคุณภาพ ดูแลสภาพแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทั้งนี้รวมถึงสถานพยาบาล ต่าง ๆ ด้วย</p>
<p>&#8220;<strong>เพื่อแก้ปัญหาเด็กไทยอ่อนวิทย์จึงได้จัดโครงการตลาดวิชาวิทยาศาสตร์ (Science for All) คณิตศาสตร์ แต่ละวิชาจะมีคณะทำงานเพื่อจำแนกและกำหนดเนื้อหาแต่ละหัวข้อย่อยวิชาละ 100 หัวข้อ โดยครอบคลุมเนื้อหา ม. ปลาย และปี 1 จากนั้นจะเสาะหาครู อาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มีทักษะการสอนวิทยาศาสตร์เข้าใจ เนื้อหาวิชามากกว่าการทำข้อสอบได้ มาจัดทำเป็นวิดีทัศน์การสอนลงระบบ online ภายใน3 ปี ให้ครู นักเรียนเข้ามาอ่านได้ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กไทยอ่อนวิทย์ได้ในระดับหนึ่ง</strong>&#8220;  ดร.สุพจน์กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตามในอนาคตรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดศูนย์<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิจัย">วิจัย</a> ศูนย์บริการ หรืออุตสาหรรมขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือเอกชนในระดับที่เป็นศูนย์กลาง (hub) ระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เช่นการตั้งโรงงานอิเล็คทรอนิคส์ขนาดใหญ่  การจัดตั้งและลงทุนด้าน life science center  หรือhealth science center ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล</p>
<p>รวมทั้งการจัดตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์  ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ละโครงการฯจะแหล่งงานขนาดใหญ่ที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์โครงการละหลายพัน หรือเป็นหมื่นคนและจะมีอุตสาหกรรมและการจ้างงานด้านอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย</p>
<p><map name='google_ad_map_2247_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2247?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2247_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2247&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%af" title="กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ" rel="tag">กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81" title="คมชัดลึก" rel="tag">คมชัดลึก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="นักวิทยาศาสตร์" rel="tag">นักวิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 อันดับ สัตว์ร้ายอันตรายที่สุดในโลก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/10-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/10-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 01:56:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[วารสารลีฟไลฟ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาการ]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์อันตราย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/08/28/10-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[วารสาร ลีฟไลฟ์ นิตยสาร ด้าน วิทยาศาสตร์ และ วิทยาการ จัดอันดับ สุดยอด 10 สัตว์ ที่ถือว่า อันตราย ที่สุดสำหรับ มนุษย์ เป็นครั้งแรก ประเมินจาก ประสบการณ์ ที่ ชาวต่างประเทศ เขาเจอ สัตว์ อันตราย เหล่านี้กันมานักต่อนักแล้ว บางตัว คุ้นหน้าคุ้นตา กันดี หรืออาจเหมือนเป็น สัตว์ ที่ใกล้ตัวเรา แต่เขาบอกว่า อันตราย จริงๆ ถ้าไปยุ่งกับมัน
           เมื่อเร็วๆ นี้ ทางวารสาร &#8220;ลีฟไลฟ์&#8221; นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการ เขาได้จัดอันดับ 10 สัตว์ที่ถือว่าอันตรายที่สุดสำหรับมนุษย์เป็นครั้งแรก ประเมินจากประสบการณ์ที่ชาวต่างประเทศเขาเจอกันมานักต่อนักแล้ว บางตัวคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หรืออาจเหมือนเป็นสัตว์ที่ใกล้ตัวเรา แต่เขาบอกว่าอันตรายจริงๆ ถ้าไปยุ่งกับมัน   และนี่ก็คือ 10 อันดับยอดสัตว์อันตรายสำหรับมนุษย์ จากการบอกเล่าของ &#8220;ลีฟไลฟ์&#8221;

1. ยุง (ร้ายกว่าเสือ)

 
          บาง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #000080;">วารสาร ลีฟไลฟ์ นิตยสาร ด้าน <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิทยาศาสตร์">วิทยาศาสตร์</a> และ <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิทยาการ">วิทยาการ</a> จัดอันดับ สุดยอด 10 สัตว์ ที่ถือว่า อันตราย ที่สุดสำหรับ มนุษย์ เป็นครั้งแรก ประเมินจาก ประสบการณ์ ที่ ชาวต่างประเทศ เขาเจอ สัตว์ อันตราย เหล่านี้กันมานักต่อนักแล้ว บางตัว คุ้นหน้าคุ้นตา กันดี หรืออาจเหมือนเป็น สัตว์ ที่ใกล้ตัวเรา แต่เขาบอกว่า อันตราย จริงๆ ถ้าไปยุ่งกับมัน</p>
<p></span></strong><em><span style="color: #993300;">           เมื่อเร็วๆ นี้ ทางวารสาร &#8220;ลีฟไลฟ์&#8221; นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการ เขาได้จัดอันดับ 10 สัตว์ที่ถือว่าอันตรายที่สุดสำหรับมนุษย์เป็นครั้งแรก ประเมินจากประสบการณ์ที่ชาวต่างประเทศเขาเจอกันมานักต่อนักแล้ว บางตัวคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หรืออาจเหมือนเป็นสัตว์ที่ใกล้ตัวเรา แต่เขาบอกว่าอันตรายจริงๆ ถ้าไปยุ่งกับมัน   </span></em><span style="font-size: small; color: #993300;"><em>และนี่ก็คือ 10 อันดับยอดสัตว์อันตรายสำหรับมนุษย์ จากการบอกเล่าของ &#8220;ลีฟไลฟ์&#8221;<br />
</em></span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;"><br />
1. ยุง (ร้ายกว่าเสือ)</span></strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165811.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          บาง ชนิดก็แค่กัดเจ็บๆ ครับ แต่บางชนิดที่แหละร้ายชนิดร้ายกาจต้องพยายามเลี่ยงเอาไว้ เพราะมันสามารถเป็นพาหะนำโรคร้ายสู่มนุษย์ ซึ่งปีหนึ่งๆ พบว่า คนเราตายเพราะยุงเนี่ยได้คร่าประชากรโลกกว่าสองล้านคนทีเดียว<br />
<strong><span style="color: #800080;"><br />
2. กบพิษ&#8221;พันธุ์ดารต์&#8221;</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165812.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          เจ้า กบที่เห็นเนี่ยไม่เหมาะสำหรับไปจูบมันแน่ๆ ก็เพราะว่า มันสามารถผลิตสารพิษร้ายแรง เพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากการถูกคุกคามของสัตว์อื่นๆ เขาบอกว่ากบประเภทนี้แค่ตัวเดียวมีพิษขนาดทำให้คนตายได้ถึง 10 คน!<br />
<strong><span style="color: #800080;"><br />
3. งูเห่าเอเชีย</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165813.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          แม้ ว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพิษ แต่จริงๆ แล้วมันเนี่ยแหละอันตรายกว่างูสายพันธุอื่น โดยสถิติคนถูกงูกัดตาย 5 หมื่นคนต่อปี ก็ถือว่าอันตรายสำหรับมนุษย์แล้ว<br />
<strong><span style="color: #800080;"><br />
4. แมงกระพรุนออสเตรเลีย</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165814.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          พิษของมันถือว่าอันตรายสุดๆ ด้วยหนวดที่มีเป็นจำนวนมาก ยาวกว่า 15 ฟุต เชื่อไหมว่าหนวดแต่ละเส้นสามารถคร่ามนุษย์ได้กว่า 60 คน<br />
<strong><span style="color: #800080;"><br />
5. ฉลามขาว</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165815.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          อันตรายสุดๆ ถ้าเผชิญหน้ากับมัน คุณมีสิทธิจะโดนเขี้ยวฉลามที่ว่ากันว่ามีถึง 3 พันซี่ขย้ำจนเหลือแต่กระดูก หากไปเที่ยวว่ายน้ำในทะเลแล้วเปิดโอกาสให้มันได้กลิ่นเลือดละก้อ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-1986"></span><br />
<strong><span style="color: #800080;"><br />
6. สิงโตแอฟริกา</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165816.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          ถือว่าเป็นสุดยอดของนักล่าของสัตว์บก เพราะทั้งใหญ่โต ว่องไว ฟันก็คมกริบ ว่ากันว่าแค่แมวตัวใหญ่ก็เกือบจะเป็นนักล่าที่สมบูรณ์แบบได้เหมือนสิงโตเลย ทีเดียว<br />
</span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;"><br />
7. จระเข้น้ำเค็ม</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165818.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          อันตรายแน่ๆ ถ้าไปแช่น้ำในทะเลสาปอยู่นานๆ เพราะมันชอบซ่อนอยู่ในหนองน้ำ คอยเหยื่อที่ผ่านมาก่อนจะตะปบ ลากลงน้ำ ก่อนจะขย้ำคุณ จนใครก็จำสภาพไม่ได้ กลายเป็นศพเท่านั้นเอง<br />
<strong><span style="color: #800080;"><br />
8. ช้างแอฟริกาดัมโบ้</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165819.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          แม้ใครจะคิดว่าช้าง เป็นมิตรกับมนุษย์ก็ตาม แต่เจ้าพันธ์ดัมโบ้ นี้ เขาว่ามันดุร้ายอันตรายใช่ย่อย เพราะปีหนึ่งมีคนตายเพราะเจ้าช้างพันธุ์นี้กว่า 500 คนทั่วโลก เพราะน้ำหนักมันถึง 16,000 ปอนด์ เรียกว่ามันเป็นสัตว์หนักที่สุดที่ทับมนุษย์<br />
<strong><span style="color: #800080;"><br />
9. หมีขั้วโลก</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165820.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          แน่ละว่าจริงๆ แล้วมันอาจดูน่ารัก(เหมือนหมีแพนด้า?)ถ้าอยู่ในสวนสัตว์ แต่ในป่าหรือในขั้วโลก บ้านของมันแล้ว มันจะกินลูกแมวน้ำเป็นอาหาร และถ้าสนุกขึ้นคิดจะเล่นกันลูกแมวน้ำแล้ว ถือว่าอันตรายสุดๆ เพราะมันสามารถพุ่งเข้าชนเรา ก่อนจะใช้อุ้งเท้าตบ<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
<strong><span style="color: #800080;">10. วัวพันธุ์แอฟริกา</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/165/165821.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          ถ้ามันเจอผู้รุกรานก่อน ก็จะพุ่งจะชาร์จก่อนทันที เอาแค่ว่ามันมีน้ำหนักตัว 1,500 ปอนด์ และมีเขาแหลม 1 คู่ถ้าเจอแค่ตัวเดียวอาจเคราะห์ดีรอดชีวิตได้ แต่ถ้าโชคร้ายคือ มันกรูกันมาเป็นฝูงแล้ว รับรองว่าจะโดนเหยียบขย้ำร่างจนเละเท่านั้นเอง</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  วิชาการ.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1986_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1986?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1986_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1986&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F10-%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%9f%e0%b9%8c" title="วารสารลีฟไลฟ์" rel="tag">วารสารลีฟไลฟ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิทยาการ" rel="tag">วิทยาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="สัตว์อันตราย" rel="tag">สัตว์อันตราย</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/10-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สสวท.จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ &#8220;การจัดกิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัย&#8221;</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%97-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%97-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Jul 2009 03:17:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[กิจกรรมต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมเชิงปฏิบัติการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=1353</guid>
		<description><![CDATA[สาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา ขอเชิญครูปฐมวัยและผู้สนใจทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนในระดับปฐมวัยเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ &#8220;การจัดกิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัย&#8221;
ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2552
โรงแรมดีลักษณ์ เพลส
ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม.
 
ครูผู้สอนระดับปฐมวัยและผู้สนใจทั่วไปสามารถดาว์นโหลดใบลงทะเบียนเพื่อกรอกใบสมัครและชำระค่าสมัครผ่านบัญชีธนาคาร ส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 24 กรกฏาคม 2522
 
ไฟล์ที่แนบมาได้แก่
1. ใบลงทะเบียน
2. รายละเอียดของการอบรม
3. ตารางการอบรม
สามารมดูรายละเอียไฟล์แนบได้ที่นี้คะ
http://portal.ipst.ac.th/cs/ContentServer?c=IPSTNews&#38;pagename=Spark/Page/RssContentDisplayLayout&#38;cid=1246522090967
ที่มา  สสวท




	Tags: กิจกรรมต่างๆ, กิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัย, ทั่วไป, ประชาสัมพันธ์, วิทยาศาสตร์, อบรมเชิงปฏิบัติการ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา ขอเชิญครูปฐมวัยและผู้สนใจทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนในระดับปฐมวัยเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ &#8220;การจัดกิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัย&#8221;<br />
ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2552<br />
โรงแรมดีลักษณ์ เพลส<br />
ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม.<br />
 <br />
ครูผู้สอนระดับปฐมวัยและผู้สนใจทั่วไปสามารถดาว์นโหลดใบลงทะเบียนเพื่อกรอกใบสมัครและชำระค่าสมัครผ่านบัญชีธนาคาร ส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 24 กรกฏาคม 2522<br />
 <br />
ไฟล์ที่แนบมาได้แก่<br />
1. ใบลงทะเบียน<br />
2. รายละเอียดของการอบรม<br />
3. ตารางการอบรม</p>
<p>สามารมดูรายละเอียไฟล์แนบได้ที่นี้คะ</p>
<p><a href="http://www.livetogether.org/goto/http_portal_ipst_ac_th_cs_ContentServer_c_IPSTNews_amp_pagename_Spark_Page_RssContentDisplayLayout_amp_cid_1246522090967/1353/1" rel="nofollow" >http://portal.ipst.ac.th/cs/ContentServer?c=IPSTNews&amp;pagename=Spark/Page/RssContentDisplayLayout&amp;cid=1246522090967</a></p>
<p>ที่มา  สสวท</p>
<p><map name='google_ad_map_1353_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1353?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1353_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1353&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2597-%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%258f%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86" title="กิจกรรมต่างๆ" rel="tag">กิจกรรมต่างๆ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2" title="กิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัย" rel="tag">กิจกรรมบูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c" title="ประชาสัมพันธ์" rel="tag">ประชาสัมพันธ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="อบรมเชิงปฏิบัติการ" rel="tag">อบรมเชิงปฏิบัติการ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%97-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>20 เรื่องเหลือเชื่อทางวิทยาศาสตร์</title>
		<link>http://www.livetogether.org/20-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/20-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 May 2009 02:20:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ศึกษาค้นคว้า]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเหลือเชื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=695</guid>
		<description><![CDATA[
 
1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก
 

 
2. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร
 

 
3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง
 

 
4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน
 

 
5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก
 

 
6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน
 

 
7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง
 

 
8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแสงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า
 

 
9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย
 

 
10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์
 

 
11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต
 

 
12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147402.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147403.jpg" border="0" alt="" width="244" height="342" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">2. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147404.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147405.jpg" border="0" alt="" width="251" height="237" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147406.jpg" border="0" alt="" width="204" height="246" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147407.jpg" border="0" alt="" width="218" height="170" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147408.jpg" border="0" alt="" width="201" height="244" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147409.jpg" border="0" alt="" width="226" height="159" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแสงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147422.jpg" border="0" alt="" width="245" height="227" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147410.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147421.jpg" border="0" alt="" width="269" height="201" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147420.jpg" border="0" alt="" width="210" height="210" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147411.jpg" border="0" alt="" width="218" height="212" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">13. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147419.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">14. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 &#8211; 65 ล้านปีก่อน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147412.jpg" border="0" alt="" width="214" height="214" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">15. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147417.jpg" border="0" alt="" width="294" height="227" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">16. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147418.jpg" border="0" alt="" width="306" height="229" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">17. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147414.jpg" border="0" alt="" width="205" height="194" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">18. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147415.jpg" border="0" alt="" width="284" height="284" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">19. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 &#8211; 25 แกลลอน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/147/147416.jpg" border="0" alt="" width="254" height="208" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">20. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา วิชาการ</span></p>
<p><map name='google_ad_map_695_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/695?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_695_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=695&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F20-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2" title="วิจัย" rel="tag">วิจัย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2" title="ศึกษาค้นคว้า" rel="tag">ศึกษาค้นคว้า</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad" title="เรื่องเหลือเชื่อ" rel="tag">เรื่องเหลือเชื่อ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/20-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้ระเบิดจิ๋วรักษามะเร็ง</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 May 2009 06:15:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ระเบิดจิ๋ว]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=611</guid>
		<description><![CDATA[ในนิยายเชิงวิทยาศาสตร์เคยมีการกล่าวถึงการส่งหุ่นยนต์จิ๋วเข้าไปในร่างกายมนุษย์เพื่อเสาะหาและทำลายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการอย่างแพร่หลาย แนวความคิดนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบันโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Nanjing University และ Georgia Institute of Technology นำทีมโดย Bin Kang และ Yaodong Dai
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้นำปรากฏการณ์ที่เรียกว่า photoacoustic effect (ปรากฏการณ์ที่พลังงานแสงถูกสสารหรืออนุภาคดูดกลืนแล้วสะสมจนเกิดรังสีความร้อนแผ่ออกมา ความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความดันที่เปลี่ยนแปลงรอบ ๆ อนุภาคนั้นเกิดเป็นคลื่นเสียงที่สามารถตรวจจับได้) เพื่อสร้างลูกระเบิดขนาดจิ๋วที่มีความสามารถทั้งค้นหาและทำลายเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็งได้
Professor Dai กล่าวว่า จากความสามารถในการสร้างระเบิดขนาดจิ๋วนี้โดยการฉายแสงเลเซอร์ลงไปยัง carbon nanotube เขาจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า จะเป็นอย่างไรหากเจ้า carbon nanotube กลายเป็นอาวุธที่สามารถระเบิดเซลล์มะเร็งให้กลายเป็นจุลได้
วิธีการเหล่านั้นเริ่มต้นจากการทำ carbon nanotube ให้มีความจะเพาะเจาะจงที่จะเลือกไปจับกับเซลล์มะเร็งด้วยการติดหมู่ฟังก์ชันของ folate acid ลงไปบน carbon nanotube เมื่อ carbon nanotube ไปจับอยู่กับเซลล์มะเร็งเรียบร้อยแล้งจึงทำการจุดชนวนระเบิดโดยการฉายแสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 1054 nm เจ้า carbon nanotube จะดูดกลืนแสงในช่วงความยาวคลื่นนี้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เซลล์และส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเราไม่ดูดกลืนเลยจึงทำให้ไม่เกิดอันตรายกับเซลล์บริเวณรอบ ๆ โดยเมื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในนิยายเชิงวิทยาศาสตร์เคยมีการกล่าวถึงการส่งหุ่นยนต์จิ๋วเข้าไปในร่างกายมนุษย์เพื่อเสาะหาและทำลายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการอย่างแพร่หลาย แนวความคิดนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบันโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Nanjing University และ Georgia Institute of Technology นำทีมโดย Bin Kang และ Yaodong Dai</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้นำปรากฏการณ์ที่เรียกว่า photoacoustic effect (ปรากฏการณ์ที่พลังงานแสงถูกสสารหรืออนุภาคดูดกลืนแล้วสะสมจนเกิดรังสีความร้อนแผ่ออกมา ความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความดันที่เปลี่ยนแปลงรอบ ๆ อนุภาคนั้นเกิดเป็นคลื่นเสียงที่สามารถตรวจจับได้) เพื่อสร้างลูกระเบิดขนาดจิ๋วที่มีความสามารถทั้งค้นหาและทำลายเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็งได้</p>
<p>Professor Dai กล่าวว่า จากความสามารถในการสร้างระเบิดขนาดจิ๋วนี้โดยการฉายแสงเลเซอร์ลงไปยัง carbon nanotube เขาจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า จะเป็นอย่างไรหากเจ้า carbon nanotube กลายเป็นอาวุธที่สามารถระเบิดเซลล์มะเร็งให้กลายเป็นจุลได้</p>
<p>วิธีการเหล่านั้นเริ่มต้นจากการทำ carbon nanotube ให้มีความจะเพาะเจาะจงที่จะเลือกไปจับกับเซลล์มะเร็งด้วยการติดหมู่ฟังก์ชันของ folate acid ลงไปบน carbon nanotube เมื่อ carbon nanotube ไปจับอยู่กับเซลล์มะเร็งเรียบร้อยแล้งจึงทำการจุดชนวนระเบิดโดยการฉายแสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 1054 nm เจ้า carbon nanotube จะดูดกลืนแสงในช่วงความยาวคลื่นนี้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เซลล์และส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเราไม่ดูดกลืนเลยจึงทำให้ไม่เกิดอันตรายกับเซลล์บริเวณรอบ ๆ โดยเมื่อ carbon nanotube ดูดพลังงานจากแสงเลเซอร์แล้วก็จะเกิดความร้อนส่งผลให้เกิดแรงดันมหาศาล (มหาศาลในที่นี้หมายถึงเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเซลล์เล็ก ๆ เท่านั้นนะ อย่าเข้าใจผิดว่ามหาศาลจนถึงขึ้นผิวทะลุ: ผู้แปล) ภายในเวลาเพียงแค่ 20 วินาทีพบว่าเซลล์ที่มี carbon nanotube เกาะติดอยู่ถูกทำลายมากถึง 85% ในขณะที่เซลล์อื่นรอบ ๆ บริเวณนั้นไม่ได้รับอันตรายสูงถึง 90%</p>
<p>นอกจากนั้น Professor Dai ยังกล่าวอีกว่าเทคนิค photoacoustic นี้มีข้อดีเหนือกว่าเทคนิค photothermal ซึ่งเป็นวิธีเก่าในการรักษามะเร็ง เนื่องจากเทคนิค photoacoustic ใช้พลังงานน้อยกว่าเทคนิค photothermal หลายร้อยเท่าจึงไม่ทำให้เกิดความร้อนที่สูงมากจนเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง</p>
<p>สำหรับงานวิจัยขั้นต่อไปนั้น จะเป็นการทดลองรักษามะเร็งในหนู ถ้าหากว่าประสบผลสำเร็จก็จะขยายผลไปยังสัตว์อื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น กระต่ายหรือสุนัข เป็นต้น Professor Dai ยังเตือนว่า สำหรับการรักษาในคนนั้น ต้องมีการศึกษาอีกมากนัก จึงยังไม่ควรนำไปทดลองรักษาเอง</p>
<p>ที่มา วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_611_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/611?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_611_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=611&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b4%25e0%25b9%258b%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2587.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2" title="งานวิจัย" rel="tag">งานวิจัย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87" title="มะเร็ง" rel="tag">มะเร็ง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7" title="ระเบิดจิ๋ว" rel="tag">ระเบิดจิ๋ว</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การประกวด The Best Bio Gang Contest</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%94-the-best-bio-gang-contest.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%94-the-best-bio-gang-contest.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 May 2009 03:40:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ประกวด]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=546</guid>
		<description><![CDATA[การประกวด The Best Bio Gang Contest ชิงทุนการศึกษากว่า 300,000 บาทสนับสนุนโดย สพภ. ถึง15 กรกฎาคม 2552
เรียน บุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ ทุกท่าน
      ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประกวดการบันทึกข้อมูล ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น  &#8220;The Best Bio Gang Contest&#8221; ชิงทุนการศึกษากว่า 300,000 บาท สนับสนุนโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ.
เริ่มตั้งแต่ 17 มีนาคม 2552 -15 กรกฎาคม 2552
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.biogang.net/intro/
ขอแสดงความนับถือ
นันท์มนัส  วิมลเศรษฐ
ที่มา วิชาการ.คอม




	Tags: ประกวด, ประชาสัมพันธ์, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, วิทยาศาสตร์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การประกวด The Best Bio Gang Contest ชิงทุนการศึกษากว่า 300,000 บาทสนับสนุนโดย สพภ. ถึง15 กรกฎาคม 2552</p>
<p>เรียน บุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ ทุกท่าน</p>
<p>      ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประกวดการบันทึกข้อมูล ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น  &#8220;The Best Bio Gang Contest&#8221; ชิง<a href="http://www.livetogether.org/goto/_/546/1" rel="nofollow" class="null" >ทุนการศึกษา</a>กว่า 300,000 บาท สนับสนุนโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ.</p>
<p>เริ่มตั้งแต่ 17 มีนาคม 2552 -15 กรกฎาคม 2552<br />
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่<br />
<a href="http://www.livetogether.org/goto/http_www_biogang_net_intro_/546/2" rel="nofollow" >http://www.biogang.net/intro/</a></p>
<p>ขอแสดงความนับถือ<br />
นันท์มนัส  วิมลเศรษฐ</p>
<p>ที่มา วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_546_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/546?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_546_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=546&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2594-the-best-bio-gang-contest.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%94" title="ประกวด" rel="tag">ประกวด</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c" title="ประชาสัมพันธ์" rel="tag">ประชาสัมพันธ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99" title="ภูมิปัญญาท้องถิ่น" rel="tag">ภูมิปัญญาท้องถิ่น</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%94-the-best-bio-gang-contest.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed ) in 3.29281 seconds, on May 19th, 2012 at 1:50 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on May 19th, 2012 at 2:50 pm UTC -->
