Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212
Dec-2-09

หนังวิทยาศาสตร์

posted by Bubble B

โรงเรียนในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระดับประถม หรือมัธยม มีหลายวิชา ที่เวลาคุณครูสอนในห้องเรียนแล้วมักจะเป็นยาขมกับเด็กๆ เสมอ “วิทยาศาสตร์” คือวิชาที่อยู่ในอันดับต้นๆวิชาหนึ่ง  เด็กๆจำนวนมากขยาดกลัววิชานี้ด้วยความคิด ความเชื่อ ที่ฝังหัวมาแต่เดิมว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ยากที่จะทำความเข้าใจ ทั้งๆที่บางคนแทบไม่ได้เรียนรู้อย่างจริงๆจังๆ

 

          การสร้างทัศนคติที่ดีในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้เด็กรู้สึกสนุก สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เป็นภาระที่ครูสอนวิชาต้องเร่งพัฒนา  ดังนั้นเมื่อสถาบันเกอเธ่  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  สถานทูตฝรั่งเศส และหน่วยงานร่วมจัดต่างๆ  ผนึกกำลังกันจัดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 5  ( Science Film Festival )  โดย สสวท.รับหน้าที่หลักในการจัดฉายภาพยนตร์ให้เยาวชนในต่างจังหวัดได้เรียนรู้ คู่ความบันเทิงโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเข้ามาชมในกรุงเทพฯ   งานนี้สสวท.จึงได้ร่วมกับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบางแห่งในภูมิภาค เป็นศูนย์ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์สัญจร รวม 29 แห่งในภูมิภาค  ซึ่งโรงเรียนห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง จึงเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 29 ศูนย์ภาพยนตร์สัญจร  เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และร่วมขจัดทัศนคติเก่าๆ ที่ว่า… “วิทยาศาสตร์เป็นยาขมหม้อใหญ่”

 

 

          อาจารย์สมพร ทองศักดิ์ เล่าว่า หลังจากฉายมา 3 วัน ปรากฎว่าได้รับผลตอบรับจากโรงเรียนต่างๆที่เข้ามาชมเป็นอย่างดี รวมทั้งนักเรียนของโรงเรียนห้วยยอดด้วย

          “เด็กๆ มาดูเต็มห้องทุกครั้งที่คุณครูแต่ละโรงเรียนจองที่นั่งเข้ามา   ส่วนโรงเรียนเด็กห้วยยอดเอง ซึ่งจัดให้ดูเป็นรอบๆ พร้อมกับฉายผ่านระบบเคเบิ้ลไปยังห้องโสตอีก 3 ห้อง เพื่อให้นักเรียนสามารถดูกันได้ทั่วถึง แต่ละรอบก็มีนักเรียนดูกันแน่นประมาณ 400 คน” อาจารย์สมพร เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

 

 

          “สำหรับเรื่องที่เลือกมาฉายนั้นแม้เนื้อหาภาพยนตร์จะไม่ตรงกับเนื้อหาสาระในวิชาวิทยาศาสตร์ ที่สอนอยู่ในโรงเรียนเสียทีเดียว  แต่คุณครูวิทยาศาสตร์ก็เข้าใจดีว่า นี่คือภาพยนตร์ ไม่ใช่แบบเรียน เพราะฉะนั้น แค่นวัตกรรมการเรียนรู้ตัวนี้ก็สามารถดึงดูดความสนใจ กระตุ้นให้เด็กเกิดจินตนาการ เกิดความกระหายใคร่รู้  ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว  ซึ่งจุดนี้ เมื่อใช้วิธีการประเมินจากกิจกรรมหลังภาพยนตร์แต่ละเรื่องจบ พบว่าหนังที่ฉายสร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้ให้เด็กๆ ได้มาก  จะมีหนังอยู่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ดึงดูดเด็กๆนัก  ซึ่งสามารถแก้ได้โดยนำเด็กหรือผู้ที่มีช่วงวัยไล่เลี่ยกันเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกหนังด้วย”

          ไม่เพียงแนวโน้มความสนใจชมของนักเรียนในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น   แต่ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่คัดเลือกมาฉายในเทศกาลนี้ยังสร้างความสนุกสนานในการเรียนรู้ในเยาวชนด้วย   จึงอยากให้สสวท.เพิ่มศูนย์ฉายในปีหน้า   ภาพยนตร์เป็นสื่อที่ประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหวและเสียงซึ่งมีอิทธิพลต่อเด็กๆมาก ถ้านักเรียนมีโอกาสเข้าถึง สื่อเหล่านี้ก็จะสร้างจินตนาการ และกระตุ้นให้เด็กคิดเชิงบวกต่อกาเรียนรู้วิทยาศาสตร์ยิ่งขึ้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

คมชัดลึก :” เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร ? ” คือคำถามยอดฮิตที่พ่อ แม่ ผู้ปกครองมักจะถาม พอๆกับคำกล่าวที่ว่า พัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นคำกล่าวที่มักจะได้ยินอยู่เสมอ

วันนี้ ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  อาสามาไขข้อข้องใจ ผ่าน “คมชัดลึก” ว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญกับประเทศมากน้อยเพียงใด

ดร.สุพจน์อธิบายว่า ครอบครัวคือหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ดังนั้นหากต้องการสังคมโลกเป็นอย่างไร จะต้องเริ่มสร้างจากสังคมครอบครัวเช่นเดียวกันหากเราต้องการ วัสดุที่มีสมบัติใดๆ เช่น นำไฟฟ้าได้ ทนการกัดกร่อนได้ ป้องกันไฟได้ ปลดปล่อยสารที่ต้องการได้ หยุดยั้งการทำงานของเชื้อโรคได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เรียนรู้อะตอม หรือ โมเลกุล ซึ่งประกอบขึ้นจากอะตอม หรือเข้าใจลึกลงไปถึงพฤติกรรมของโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอะตอม เพราะเป็นหน่วยที่เล็กและที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดสมบัติและการทำงานของอวัยวะและของวัตถุสิ่งของ ซึ่งคนที่รู้จักพวกนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง

 


ดังนั้นผู้ที่เรียนจบวิทยาศาสตร์แล้วจะไปเป็น ครู-อาจารย์ รวมไปถึงการเข้าสู่อาชีพด้านบุคลากรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารงานด้านการศึกษาตามหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเป็น นักวิทยาศาสตร์: ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือตรวจสอบความเป็นพิษต่าง ๆ เพื่อการใช้ในประเทศและส่งออกเช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

 

งานด้านพิสูจน์หลักฐาน: อีกงานที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพราะนับวันคดีความต่าง ๆ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จะสามารถนำไปช่วยแก้ปัญหาด้านอาชญากรรมได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้ในหลาย ๆ คดีว่า เก็บเส้นผมได้เส้นเดียว หรือเศษผิวหนังในเล็บมือได้ ก็สามารถคลี่คลายคดีได้ เป็นต้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ในยุคที่โลกเรากำลังขับเคลื่อนไปด้วยวิทยาศาสตร์  การดำเนินชีวิตในแต่ละวันเกี่ยวพันกับศาสตร์แขนงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนี้ล้วนถูกสรรค์สร้างมาด้วยอำนาจความรู้แห่งวิทยาศาสตร์ ความเจริญก้าวล้ำ ถูกพัฒนาดัดแปลงขึ้นเรื่อยๆ ดังคล้ายกับว่าเรากำลังอยู่ท่ามกลางของลมหายใจแห่งเทคโนโลยี ที่เต็มไปด้วยหลักของเหตุและผล

วิทยาศาสตร์ หรือ Science มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินจากคำว่า Scientia  มีความหมายว่า ความรู้ วิทยาศาสตร์จึงเป็นวิชาที่ว่าด้วยความรู้ ที่เกี่ยวพันกับสิ่งแวดล้อมและปรากฏการณ์ธรรมชาติ โดยผ่านการทดสอบ ทดลอง ซึ่งให้ผลเป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้ วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่พิสูจน์ความเชื่อจากการการตั้งสมมติฐาน ผ่านการทดสอบ จนได้บทสรุปของปรากฏการณ์ต่างๆออกมา

 

 

 

ภาพจาก www.flascience.org/

 

ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมๆกับการกำเนิดมนุษย์ มนุษย์เราเรียนรู้และพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่อดีตแม้จะมีความเชื่อเข้ามาเจือผสมอยู่บ้าง แต่ความเชื่อที่ดูลี้ลับไร้คำอธิบายก็ถูกคลี่คลายโดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความอยากรู้อยากเห็น มนุษย์ในอดีตสามารถใช้วิทยาศาสตร์สร้างอารยธรรมในแถบถิ่นต่างๆขึ้นมาได้ สร้างศิลปะวิทยา สร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมโหราฬขึ้นมาจนกลายเป็นอารยะธรรมโบราณก็ล้วนแล้วแต่อาศัยความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์แทบทั้งสิ้น

วิทยาศาสตร์จึงมีความเกี่ยวพันกับมนุษยชาติมาอย่างลึกล้ำตั้งแต่ครั้งโบราณ ในประเทศไทยเมื่อเปลี่ยนระบบการศึกษาแสวงหาความรู้จากวัดวามาสู่สถาบันการศึกษา มีการสร้างโรงเรียนเพื่อถ่ายทอดสรรพวิทยาต่างๆ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ก็ถูกนำมาสอนด้วย  คณะวิทยาศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาของไทยเกิดขึ้นพร้อมๆกับมหาวิทยาลัยแห่งแรกในปีพุทธศักราช 2459  คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สถาปนา มหาวิทยาลัยแห่งแรกขึ้นในประเทศไทย โดยเปลี่ยน มาจากโรงเรียน“โรงเรียนข้าราชการพลเรือนแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

แรกเริ่มของการก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์ยังอยู่รวมกับคณะอักษรศาสตร์โดยมุ่งเน้นจะสอนวิชาวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานให้แก่นักศึกษาในคณะต่างๆ ที่ต้องใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการเรียนเช่น คณะแพทย์ศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์   ต่อมาคณะวิทยาศาสตร์ได้แยกตัวออกมาและแบ่งการเรียนการสอนออกเป็นสี่สาขาวิชาเอกคือ ชีววิทยา เคมี คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์

เมื่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทยก้าวหน้าขึ้นมีการเปิดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษามากขึ้นก็มักจะมีการเรียนการสอนของคณะวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วยเสมอ เพราะต่างเห็นความสำคัญของความรู้ในแขนงนี้

การเรียนในคณะวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆรอบกายโดยการมองด้วยสายตาวิทยาศาสตร์ ใช้ความเป็นเหตุเป็นผลช่วยแก้ปัญหา ความจำเป็นของศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งกระจ่างชัดขึ้นในสังคมที่กำลังขับเคลื่อนไปด้วยกลไกของวิทยาศาสตร์จึงไม่น่าแปลกใจที่แทบทุกมหาวิทยาลัยจะเปิดการเรียนการสอนในคณะวิทยาศาสตร์ไว้ด้วยเสมอ  วิทยาศาสตร์จำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นงานในแขนงใดๆ

 

 

 

ภาพจาก  www.super-science-fair-projects.com

การเรียนในคณะวิทยาศาสตร์นั้นผู้เรียนอาจจะต้องอาศัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่บ้าง เพราะบางสาขาอาจจะต้องใช้การคำนวณค่อนข้างเยอะ การแบ่งสาขาวิชาเอกของแต่ละสถาบันมักจะแตกต่างกันไปแต่โดยสรุปแล้วสามารถแบ่งสาขาวิชาเอกของคณะวิทยาศาสตร์ออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร ? ” คือคำถามยอดฮิตที่พ่อ แม่ ผู้ปกครองมักจะถาม พอๆกับคำกล่าวที่ว่า พัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นคำกล่าวที่มักจะได้ยินอยู่เสมอ

วันนี้ ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  อาสามาไขข้อข้องใจ ผ่าน “คมชัดลึก” ว่า จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญกับประเทศมากน้อยเพียงใด

ดร.สุพจน์อธิบายว่า ครอบครัวคือหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ดังนั้นหากต้องการสังคมโลกเป็นอย่างไร จะต้องเริ่มสร้างจากสังคมครอบครัวเช่นเดียวกันหากเราต้องการ วัสดุที่มีสมบัติใดๆ เช่น นำไฟฟ้าได้ ทนการกัดกร่อนได้ ป้องกันไฟได้ ปลดปล่อยสารที่ต้องการได้ หยุดยั้งการทำงานของเชื้อโรคได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เรียนรู้อะตอม หรือ โมเลกุล ซึ่งประกอบขึ้นจากอะตอม หรือเข้าใจลึกลงไปถึงพฤติกรรมของโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอะตอม เพราะเป็นหน่วยที่เล็กและที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดสมบัติและการทำงานของอวัยวะและของวัตถุสิ่งของ ซึ่งคนที่รู้จักพวกนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง

 


ดังนั้นผู้ที่เรียนจบวิทยาศาสตร์แล้วจะไปเป็น ครู-อาจารย์ รวมไปถึงการเข้าสู่อาชีพด้านบุคลากรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารงานด้านการศึกษาตามหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเป็น นักวิทยาศาสตร์: ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือตรวจสอบความเป็นพิษต่าง ๆ เพื่อการใช้ในประเทศและส่งออกเช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

 

งานด้านพิสูจน์หลักฐาน: อีกงานที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพราะนับวันคดีความต่าง ๆ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จะสามารถนำไปช่วยแก้ปัญหาด้านอาชญากรรมได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้ในหลาย ๆ คดีว่า เก็บเส้นผมได้เส้นเดียว หรือเศษผิวหนังในเล็บมือได้ ก็สามารถคลี่คลายคดีได้ เป็นต้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

วารสาร ลีฟไลฟ์ นิตยสาร ด้าน วิทยาศาสตร์ และ วิทยาการ จัดอันดับ สุดยอด 10 สัตว์ ที่ถือว่า อันตราย ที่สุดสำหรับ มนุษย์ เป็นครั้งแรก ประเมินจาก ประสบการณ์ ที่ ชาวต่างประเทศ เขาเจอ สัตว์ อันตราย เหล่านี้กันมานักต่อนักแล้ว บางตัว คุ้นหน้าคุ้นตา กันดี หรืออาจเหมือนเป็น สัตว์ ที่ใกล้ตัวเรา แต่เขาบอกว่า อันตราย จริงๆ ถ้าไปยุ่งกับมัน

           เมื่อเร็วๆ นี้ ทางวารสาร “ลีฟไลฟ์” นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการ เขาได้จัดอันดับ 10 สัตว์ที่ถือว่าอันตรายที่สุดสำหรับมนุษย์เป็นครั้งแรก ประเมินจากประสบการณ์ที่ชาวต่างประเทศเขาเจอกันมานักต่อนักแล้ว บางตัวคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หรืออาจเหมือนเป็นสัตว์ที่ใกล้ตัวเรา แต่เขาบอกว่าอันตรายจริงๆ ถ้าไปยุ่งกับมัน   และนี่ก็คือ 10 อันดับยอดสัตว์อันตรายสำหรับมนุษย์ จากการบอกเล่าของ “ลีฟไลฟ์”

1. ยุง (ร้ายกว่าเสือ)

 

          บาง ชนิดก็แค่กัดเจ็บๆ ครับ แต่บางชนิดที่แหละร้ายชนิดร้ายกาจต้องพยายามเลี่ยงเอาไว้ เพราะมันสามารถเป็นพาหะนำโรคร้ายสู่มนุษย์ ซึ่งปีหนึ่งๆ พบว่า คนเราตายเพราะยุงเนี่ยได้คร่าประชากรโลกกว่าสองล้านคนทีเดียว

2. กบพิษ”พันธุ์ดารต์”

 

 

          เจ้า กบที่เห็นเนี่ยไม่เหมาะสำหรับไปจูบมันแน่ๆ ก็เพราะว่า มันสามารถผลิตสารพิษร้ายแรง เพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากการถูกคุกคามของสัตว์อื่นๆ เขาบอกว่ากบประเภทนี้แค่ตัวเดียวมีพิษขนาดทำให้คนตายได้ถึง 10 คน!

3. งูเห่าเอเชีย

 

 

          แม้ ว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพิษ แต่จริงๆ แล้วมันเนี่ยแหละอันตรายกว่างูสายพันธุอื่น โดยสถิติคนถูกงูกัดตาย 5 หมื่นคนต่อปี ก็ถือว่าอันตรายสำหรับมนุษย์แล้ว

4. แมงกระพรุนออสเตรเลีย

 

 

          พิษของมันถือว่าอันตรายสุดๆ ด้วยหนวดที่มีเป็นจำนวนมาก ยาวกว่า 15 ฟุต เชื่อไหมว่าหนวดแต่ละเส้นสามารถคร่ามนุษย์ได้กว่า 60 คน

5. ฉลามขาว

 

 

          อันตรายสุดๆ ถ้าเผชิญหน้ากับมัน คุณมีสิทธิจะโดนเขี้ยวฉลามที่ว่ากันว่ามีถึง 3 พันซี่ขย้ำจนเหลือแต่กระดูก หากไปเที่ยวว่ายน้ำในทะเลแล้วเปิดโอกาสให้มันได้กลิ่นเลือดละก้อ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212