<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; วิชาการ</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Apr 2012 04:12:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>ราชาวดี ดอกไม้ที่มีค่าคู่ควรพระราชา</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Oct 2009 01:16:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกไม้พระราชา]]></category>
		<category><![CDATA[ราชาวดี]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/10/05/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84/</guid>
		<description><![CDATA[หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมประชุมที่อาศรมวงศ์สนิท ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ริมคลองรังสิต การประชุมจัดขึ้นง่ายๆ ในห้องโล่งใต้ถุนอาคารที่ยกพื้นสูงเช่นเดียวกับบ้านทรงไทยในชนบท เนื่องจากไม่มีฝากั้นจึงคล้ายการประชุมในสวน เพราะโดยรอบตัวอาคารมีต้นไม้ชนิดต่างๆปลูกไว้มากมาย

           ยังจำได้ ว่าระหว่างการประชุมซึ่งมีลมจากภายนอกพัดเข้ามาจากทิศต่างๆ เป็นครั้งคราวนั้น มีกลิ่นหอมของดอกไม้บางชนิดลอยตามลมมาด้วย ยิ่งในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาเลิกประชุม ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมแรงยิ่งขึ้น เป็นกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ผู้เขียนยังไม่รู้จัก เมื่อเลิกประชุมแล้วจึงสำรวจถึงที่มาของกลิ่นหอมนั้น จึงพบว่าเป็นต้นไม้พุ่มขนาดย่อมชนิดหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของอาศรมวงศ์สนิทบอกว่า ชื่อต้นราชาวดี
           นั่นเป็นครั้ง แรกที่ผู้เขียนรู้จักกับต้นราชาวดี เป็นความประทับใจที่คงไม่มีวันลืม เพราะเป็นความทรงจำเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่จากการประชุมครั้งนั้น หลังจากที่ผ่านมานับสิบปี
 

 
ราชาวดี : ดอกไม้ที่มีขึ้นสำหรับพระราชา
           ราชาวดี เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ลักษณะกิ่งไม้เลื้อย ชนิดกิ่งแข็ง ที่ทอดกิ่งออกไป ไม่พันรอบเหมือนเล็บมือนาง แต่คล้ายมะลิลาหรือพุทธชาติ

           ราชาวดีมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBuddleja paniculata Wall. อยู่ในวงศ์ Buddlejaceae เป็นไม้กิ่งเถาที่แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เปลือกหุ้มลำต้นมี สีน้ำตาลอมเทา ใบดก เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกิ่ง สีเขียว กว้าง 3 ถึง 5 เซนติเมตร ยาว 4 ถึง 7 เซนติเมตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em><span style="color: #ff99cc;">หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมประชุมที่อาศรมวงศ์สนิท ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ริมคลองรังสิต การประชุมจัดขึ้นง่ายๆ ในห้องโล่งใต้ถุนอาคารที่ยกพื้นสูงเช่นเดียวกับบ้านทรงไทยในชนบท เนื่องจากไม่มีฝากั้นจึงคล้ายการประชุมในสวน เพราะโดยรอบตัวอาคารมีต้นไม้ชนิดต่างๆปลูกไว้มากมาย<br />
</span></em></p>
<p><span style="font-size: small;">         <em>  </em>ยังจำได้ ว่าระหว่างการประชุมซึ่งมีลมจากภายนอกพัดเข้ามาจากทิศต่างๆ เป็นครั้งคราวนั้น มีกลิ่นหอมของดอกไม้บางชนิดลอยตามลมมาด้วย ยิ่งในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาเลิกประชุม ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมแรงยิ่งขึ้น เป็นกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ผู้เขียนยังไม่รู้จัก เมื่อเลิกประชุมแล้วจึงสำรวจถึงที่มาของกลิ่นหอมนั้น จึงพบว่าเป็นต้นไม้พุ่มขนาดย่อมชนิดหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของอาศรมวงศ์สนิทบอกว่า <strong>ชื่อต้นราชาวดี</strong><br />
         <em>  </em>นั่นเป็นครั้ง แรกที่ผู้เขียนรู้จักกับต้นราชาวดี เป็นความประทับใจที่คงไม่มีวันลืม เพราะเป็นความทรงจำเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่จากการประชุมครั้งนั้น หลังจากที่ผ่านมานับสิบปี</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171574.jpg" border="0" alt="" width="378" height="278" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ราชาวดี">ราชาวดี</a> : ดอกไม้ที่มีขึ้นสำหรับพระราชา</strong></span><br />
         <em>  </em>ราชาวดี เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ลักษณะกิ่งไม้เลื้อย ชนิดกิ่งแข็ง ที่ทอดกิ่งออกไป ไม่พันรอบเหมือนเล็บมือนาง แต่คล้ายมะลิลาหรือพุทธชาติ<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         <em>  </em>ราชาวดีมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่<strong>าBuddleja paniculata Wall.</strong> อยู่ในวงศ์ <strong>Buddlejaceae</strong> เป็นไม้กิ่งเถาที่แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เปลือกหุ้มลำต้นมี สีน้ำตาลอมเทา ใบดก เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกิ่ง สีเขียว กว้าง 3 ถึง 5 เซนติเมตร ยาว 4 ถึง 7 เซนติเมตร หน้าใบสากคายคล้ายกระดาษทรายละเอียด ท้องใบเรียบกว่า ขอบใบจักเป็นซี่เล็กๆโดยตลอด ใบทรงรูปไข่ปลายค่อนข้างแหลม</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-2317"></span></p>
<p>         <em>  </em>ดอกราชาวดีออกบริเวณปลายกิ่ง เป็นช่อใหญ่ แยกออกจากซอกใบทั้ง 2 ด้านของกิ่ง แต่ละช่อจะประกอบด้วยกิ่งย่อย มีดอกสีขาวขนาดเล็ก รูปร่างเป็นหลอด ปลายกลีบบานคล้ายปากแตร ยาวประมาณครึ่งเซนติเมตรเรียงตัวอยู่รอบๆ กิ่งย่อย ดอกจะทยอยบานในเวลาไล่เลี่ย กันและบานจากโคนกิ่งไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ปลายกิ่งจะมีดอกอ่อนเกิดขึ้นใหม่ยาวออกไปเรื่อยๆ ตามปลายแหลมของกิ่ง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วงกลางวัน และหอมแรงตอนกลางคืน ข้อมูลเกี่ยวกับราชาวดีผู้เขียน มีน้อยมาก เช่น ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม* และระยะเวลาที่เข้ามาปลูกในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ก็ยังไม่มี หากผู้อ่านท่านใดทราบกรุณาแจ้งมาที่กองบรรณาธิการหมอชาวบ้าน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นๆ และตัวผู้เขียนเอง เท่าที่ทราบในขณะนี้คือราชาวดีเป็นต้นไม้มาจากต่างประเทศ คงเข้ามาในเมืองไทยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เพราะเอกสารที่มีในปี พ.ศ. 2480 ยังไม่ปรากฏชื่อราชาวดีเลย</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171576.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <em>  </em>ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้ตั้ง ชื่อไม้ดอกต้นนี้ว่าราชาวดี นับว่าตั้งชื่อได้เหมาะสมมาก เพราะนอกจากไพเราะ แล้ว ยังมีความหมายดีมากอีกด้วย</p>
<p>         <em>  </em>ราชาวดีตามศัพท์แปลว่า ของที่มีขึ้นสำหรับพระราชา เดิมเป็นชื่อเรียกการลงยาเครื่องทองให้เป็นสีฟ้าว่าลงยาราชาวดี เป็นการลงยาเครื่องใช้ของพระราชาเท่านั้น ใช้ลงเฉพาะเครื่องใช้ที่เป็นเงินหรือทอง ถือเป็นของสูงไม่ใช่ของคนสามัญทั่วไป สำหรับต้นราชาวดีนั้น แม้จะมีค่าเทียบได้กับเครื่องทองลงยาสีฟ้าสำหรับพระราชา แต่คนธรรมดาสามัญอย่างพวกเราก็มีสิทธิ์ชื่นชมกับคุณลักษณะพิเศษของไม้หอม ชนิดนี้ได้ทั่วกัน</span><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171575.jpg" border="0" alt="" width="200" height="198" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>ประโยชน์ของราชาวดี</strong><br />
         <em>  </em>เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่เพิ่งเข้ามาประเทศไทยได้ไม่นาน จึงยังไม่พบคุณสมบัติทางสมุนไพรอย่างเป็นทางการของราชาวดี แต่เชื่อแน่นอนว่า หากเชื่อตามหมอชีวกโกมารภัท ว่าไม่มีพืชนิดใดที่ไม่เป็นยา ราชาวดีคงมีคุณสมบัติทางสมุนไพรด้วยแน่นอน โดยเฉพาะกลิ่นหอมแรงนั้น ย่อมมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งอาจใช้ในการรักษาแบบกลิ่นบำบัด (aroma therapy) อันเป็นการแพทย์แบบ ทางเลือกที่กำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนี้<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         <em>  </em>ราชาวดีในฐานะ ไม้หอม อาจปลูกลงดินในบริเวณบ้าน หรือข้างทางเดิน ก็จะให้กลิ่นหอมตลอดวันได้ตลอดทั้งปี หรือหากขาดแคลนที่ดินเหมือนผู้เขียน ก็อาจปลูกในกระถางได้โดยง่าย เพราะราชาวดีเป็นต้นไม้ ที่ปลูกง่ายและแข็งแรงทนทานมากที่สุด ออกดอกได้ง่ายและตลอดเวลา ยิ่งกว่าต้นไม้ดอกชนิดอื่น หากกิ่งเริ่มแก่หรือทรงพุ่มใหญ่โตเกินไปก็ตัดแต่งได้ตามสมควร ราชาวดีจะแตกกิ่งก้าน สาขาและให้ดอกได้ต่อเนื่องโดยไม่เสียเวลาพักตัวเลย โรคและแมลงก็ไม่เป็นปัญหา ผู้เขียนปลูกราชาวดีมาหลายปี ไม่เคยพบปัญหาจากโรคแมลงเลย และไม่เคยพบว่าราชาวดีขาดดอกเลย (ยกเว้นช่วงตัดแต่งกิ่ง)</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/171/171577.jpg" border="0" alt="" width="159" height="117" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <em>  </em>ราชาวดีนั้นธรรมชาติคงมิได้สร้างขึ้นมา สำหรับพระราชาเท่านั้น แต่คงสร้างมาเป็นของขวัญสำหรับโลก ทั้งโลก ซึ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ขอเราจงมาชื่นชมกับของขวัญจากธรรมชาติชิ้นนี้ ให้สมคุณค่าที่มีอยู่นั้นเถิด * ในหนังสือคู่มือคนรักต้นไม้ ไม้ดอกหอมสีขาว สำนักพิมพ์บ้านและสวน กล่าวถึง ถิ่นกำเนิดของราชาวดีว่า มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและมาเลเซีย</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_2317_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2317?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2317_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2317&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2" title="ดอกไม้พระราชา" rel="tag">ดอกไม้พระราชา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5" title="ราชาวดี" rel="tag">ราชาวดี</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน่อกะลา</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2009 01:46:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทอดมันหน่อกะลา]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[หน่อกะลา]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะเกร็ด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/09/30/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[
 
         ไปทำงานที่เกาะเกร็ดจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่สนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มีทอดมันหน่อกะลา บริเวณท่าเทียบเรือตรงวัดปรมัยยิกาวาส เดินตรงไปอีกนิดเดียวก็เห็นร้าน &#8221; ทอดมันหน่อกะลา &#8221; อยู่ตรงหัวมุมกับกระทะใบใหญ่ กำลังขายทอดมัน ถูกปั้นโยนลงกระทะทอดอยู่ตลอดเวลา
 
         ฟังดูจากชื่อน่าสนใจ และเป็นรายการอาหารที่น่าสงสัยว่าหน่อกะลาคืออะไร หรือมีลักษณะอย่างไร ฟังเผินๆ อาจเดาไม่ถูกว่าลักษณะของต้นไม้ชนิดนี้เป็นวงศ์เดียวกับต้นมะพร้าวหรือเปล่า 


 
         หน่อกะลาใช้นำมาประกอบอาหารหลายอย่าง ถือเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดนนทบุรี ทำทอดมัน สามารถใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก อาจกินสดหรือลวก ใช้ใส่ในแกงส้ม ห่อหมกหน่อกะลา แกงคั่วหอยหน่อกะลา ผัดเผ็ดปลากับหน่อกะลาและอื่นๆ แต่ที่มาของชื่อพื้นเมืองอีกอย่างของหน่อกะลาคือข่าน้ำ เพราะสามารถ ใช้แทนข่าจริงๆ เพื่อใช้ในการทำต้มยำ หรือต้มข่าไก่

         หน่อกะลาขึ้นดาษดื่นจนมองคล้ายวัชพืช เพราะว่า เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ง่าย เกาะเกร็ดจะถูกน้ำท่วมอยู่กี่ครั้งกี่หน แต่หน่อกะลากลับเจริญเติบโตได้ดี นี่อาจเป็นที่มาของชื่ออีกชื่อหนึ่งของหน่อกะลาคือข่าน้ำ สามารถแพร่พันธุ์ขยายไปทั่วเกาะ

         ชาวเกาะเกร็ดเดิมที่เป็นเชื้อชาติ มอญปรุงอาหารกินจากหน่อกะลากันมานานแล้ว จริงๆ ผู้เขียนได้ยินชื่อหน่อกะลาจากโรงเรียนสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน คือโรงเรียนพิชญศึกษา จังหวัดนนทบุรี ที่เด็กนักเรียนสนใจพืชชนิดนี้ที่ขึ้นอยู่ในจังหวัดของตนเอง ได้ทำการศึกษาอย่างละเอียด และส่งตัวอย่างใบหน่อกะลามาที่ อพ.สธ. เพื่อทำ DNA [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/170/171057.jpg" border="0" alt="" width="288" height="410" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <em><strong>ไปทำงานที่เกาะเกร็ดจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่สนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มี<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ทอดมันหน่อกะลา">ทอดมันหน่อกะลา</a> บริเวณท่าเทียบเรือตรงวัดปรมัยยิกาวาส เดินตรงไปอีกนิดเดียวก็เห็นร้าน &#8221; <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ทอดมันหน่อกะลา">ทอดมันหน่อกะลา</a> &#8221; อยู่ตรงหัวมุมกับกระทะใบใหญ่ กำลังขายทอดมัน ถูกปั้นโยนลงกระทะทอดอยู่ตลอดเวลา</strong></em></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ฟังดูจากชื่อน่าสนใจ และเป็นรายการอาหารที่น่าสงสัยว่าหน่อกะลาคืออะไร หรือมีลักษณะอย่างไร ฟังเผินๆ อาจเดาไม่ถูกว่าลักษณะของต้นไม้ชนิดนี้เป็นวงศ์เดียวกับต้นมะพร้าวหรือเปล่า </span></p>
<p><span id="more-2290"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/170/171058.jpeg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         หน่อกะลาใช้นำมาประกอบอาหารหลายอย่าง ถือเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดนนทบุรี ทำทอดมัน สามารถใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก อาจกินสดหรือลวก ใช้ใส่ในแกงส้ม ห่อหมกหน่อกะลา แกงคั่วหอยหน่อกะลา ผัดเผ็ดปลากับหน่อกะลาและอื่นๆ แต่ที่มาของชื่อพื้นเมืองอีกอย่างของหน่อกะลาคือข่าน้ำ เพราะสามารถ ใช้แทนข่าจริงๆ เพื่อใช้ในการทำต้มยำ หรือต้มข่าไก่<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         หน่อกะลาขึ้นดาษดื่นจนมองคล้ายวัชพืช เพราะว่า <span style="color: #808000;">เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ง่าย เกาะเกร็ดจะถูกน้ำท่วมอยู่กี่ครั้งกี่หน แต่หน่อกะลากลับเจริญเติบโตได้ดี นี่อาจเป็นที่มาของชื่ออีกชื่อหนึ่งของหน่อกะลาคือข่าน้ำ สามารถแพร่พันธุ์ขยายไปทั่วเกาะ<br />
</span></span><span style="font-size: small;"><br />
         ชาวเกาะเกร็ดเดิมที่เป็นเชื้อชาติ มอญปรุงอาหารกินจากหน่อกะลากันมานานแล้ว จริงๆ ผู้เขียนได้ยินชื่อหน่อกะลาจากโรงเรียนสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน คือโรงเรียนพิชญศึกษา จังหวัดนนทบุรี ที่เด็กนักเรียนสนใจพืชชนิดนี้ที่ขึ้นอยู่ในจังหวัดของตนเอง ได้ทำการศึกษาอย่างละเอียด และส่งตัวอย่างใบหน่อกะลามาที่ อพ.สธ. เพื่อทำ DNA Fingerprint โดยหน่วยปฏิบัติการชีวโมเลกุลพืช</span><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/170/171059.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         ไม่น่าแปลกใจถ้า เห็น<span style="color: #008000;">ต้นหน่อกะลาว่าจัดอยู่ในพืชวงศ์ขิง Zingiberaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Alpinia nigra Burrt </span>มีชื่ออื่น เช่น ข่าน้ำ กะลา เร่ว เร่วน้อย เป็นต้น  หน่อกะลามีลักษณะคล้ายๆ พืชวงศ์ขิงโดยทั่วไปที่มีเหง้าที่เป็นลำต้นอยู่ใต้ดิน และมีลำต้นบนดินเป็นต้นเทียม ต้นโตสูงประมาณ 3 เมตร ลักษณะเป็นกอแน่น ชอบอยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง มีแสงแดดส่อง เหง้าหน่อกะลาสามารถใช้พอกแผลแก้ผื่นคันตามผิวหนัง เพราะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยายืนยันได้ว่าเป็นภูมิปัญญาไทยที่ถูกต้องว่าสามารถ ยับยั้งเชื้อราบนผิวหนังได้หลายชนิด<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_2290_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/2290?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_2290_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=2290&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2" title="ทอดมันหน่อกะลา" rel="tag">ทอดมันหน่อกะลา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2" title="หน่อกะลา" rel="tag">หน่อกะลา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%94" title="เกาะเกร็ด" rel="tag">เกาะเกร็ด</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้สบู่อะไรดี</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2009 02:05:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[สบู่]]></category>
		<category><![CDATA[หมอชาวบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/08/17/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5/</guid>
		<description><![CDATA[สบู่นั้นจัดเป็นเครื่องสำอางสำหรับทำความสะอาดร่างกายที่ใช้กันมากในชีวิต ประจำวัน และเป็นสิ่งที่มีการแข่งขันกันในส่วนการตลาดสูง สบู่แต่ละยี่ห้อต่างก็โฆษณาสรรพคุณของตนอย่างพิเศษพิสดาร บ้างก็ว่าเป็นสูตรลับ แต่โบราณ บ้างก็ว่าเป็นวิทยาการ แผนใหม่ สำหรับสบู่ที่ใช้ทั่วไปในชีวิต ประจำวัน มีดังนี้
          ๑. สบู่ทั่วไป (basic toilet soaps) เป็นสบู่ที่ผลิตจากเกลือของไขมันสัตว์หรือพืช เพื่อใช้ทำ ความสะอาดร่างกาย บางครั้งมีการ ใส่น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม เพื่อทำให้สบู่มีฟองมาก แลดูน่าใช้ ขึ้น เป็นสบู่ที่ใช้กันทั่วไปตามห้องน้ำ มักมีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย ยามใด ที่อาบน้ำล้างหน้าด้วยสบู่นี้ ก็ย่อม ขจัดสิ่งที่อยู่บนผิวหนังซึ่งประกอบ ด้วยฝุ่นละออง เครื่องสำอาง น้ำมัน แบคทีเรีย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ได้แก่ ขี้ไคลและเหงื่อออกไปได้ สบู่ชนิดนี้ปกติได้ผลดีกับผิว หนังของคนทั่วไป ทำความสะอาด ได้หมดจด และมีราคาย่อมเยา แต่ ถ้ามีผิวหนังอ่อนบาง ระคายเคือง ง่าย หรือเป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว สบู่ แบบนี้อาจทำให้ผิวหนังแห้ง และเกิดความระคายเคืองมากเกินไปจึงอาจจำเป็นต้องเลือกสบู่ชนิดอื่น แทน
 
         ๒. สบู่ใส (transparent soaps) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สบู่นั้นจัดเป็นเครื่องสำอางสำหรับทำความสะอาดร่างกายที่ใช้กันมากในชีวิต ประจำวัน และเป็นสิ่งที่มีการแข่งขันกันในส่วนการตลาดสูง สบู่แต่ละยี่ห้อต่างก็โฆษณาสรรพคุณของตนอย่างพิเศษพิสดาร บ้างก็ว่าเป็นสูตรลับ แต่โบราณ บ้างก็ว่าเป็นวิทยาการ แผนใหม่ สำหรับสบู่ที่ใช้ทั่วไปในชีวิต ประจำวัน มีดังนี้<img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162987.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p><span style="font-size: small;">         <strong> <span style="color: #ff6600;">๑. สบู่ทั่วไป (basic toilet soaps)</span></strong> เป็นสบู่ที่ผลิตจากเกลือของไขมันสัตว์หรือพืช เพื่อใช้ทำ ความสะอาดร่างกาย บางครั้งมีการ ใส่น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม เพื่อทำให้สบู่มีฟองมาก แลดูน่าใช้ ขึ้น เป็นสบู่ที่ใช้กันทั่วไปตามห้องน้ำ มักมีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย ยามใด ที่อาบน้ำล้างหน้าด้วยสบู่นี้ ก็ย่อม ขจัดสิ่งที่อยู่บนผิวหนังซึ่งประกอบ ด้วยฝุ่นละออง เครื่องสำอาง น้ำมัน แบคทีเรีย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ได้แก่ ขี้ไคลและเหงื่อออกไปได้ สบู่ชนิดนี้ปกติได้ผลดีกับผิว หนังของคนทั่วไป ทำความสะอาด ได้หมดจด และมีราคาย่อมเยา แต่ ถ้ามีผิวหนังอ่อนบาง ระคายเคือง ง่าย หรือเป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สบู่">สบู่</a> แบบนี้อาจทำให้ผิวหนังแห้ง และเกิดความระคายเคืองมากเกินไปจึงอาจจำเป็นต้องเลือกสบู่ชนิดอื่น แทน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <span style="color: #ff6600;"> <strong>๒. สบู่ใส (transparent soaps)</strong></span> นั้นมีลักษณะคล้ายสบู่ที่มีไขมันสูง คือมีไขมันผสมอยู่มาก มักมีส่วน ผสมของน้ำมันละหุ่งสูง สบู่ชนิดนี้ เหมาะสำหรับผิวที่แห้งและไวต่อการแพ้ มีการเติมกลีเซอรีน แอล-กอฮอล์ และน้ำตาลลงไปในเนื้อสบู่ เพื่อทำให้เนื้อสบู่ใสและอ่อนนุ่ม<br />
</span><span style="font-size: small;">        <strong><span style="color: #0000ff;"> </span></strong></span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #0000ff;">ข้อเสียของ</span></strong> สบู่ชนิดนี้คือ มักไม่ค่อยเป็นฟอง และมักละลายง่าย ในจานรองสบู่ ดังนั้นจึงไม่ควรใส่สบู่แบบนี้ในจานรองสบู่ แต่ควรปล่อยให้แห้ง ในแง่การใช้ไม่พบว่า สบู่ใสดีหรือมีคุณสมบัติเหนือกว่าสบู่ที่มีไขมันสูงในแง่ใด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ ละคนด้วย สบู่ชนิดนี้มักมีราคาสูง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><strong>๓. สบู่ไร้ฟอง (soapless soaps)</strong> </span>มีส่วนประกอบเป็นสารสังเคราะห์ดีเทอร์เจนซึ่งเตรียมจากน้ำมันปิโตรเลียม นักเคมีทาง ด้านเครื่องสำอางได้พยายามปรับปรุงคุณสมบัติของสบู่สังเคราะห์แบบนี้ให้มี ความเป็นด่างน้อย และ ระคายเคืองต่อผิวหนังน้อยลง แม้ สบู่ตัวนี้จะไม่ค่อยมีฟอง แต่ก็ทำ ความสะอาดได้ดีมาก สบู่เหลวไร้ฟองสามารถใช้กับคนที่มีผิวไวต่อ การแพ้ได้ ดังนั้นเวลาล้างหน้าจึงไม่ควรถูหน้าฟอกหน้าแรงๆ เพราะ จะยิ่งทำให้ผิวหน้าแห้งมากขึ้น ใน กรณีที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว ถ้าใช้ครีม ให้ความชุ่มชื้นสำหรับผิวหน้าทาหลังล้างหน้าก็จะช่วยได้มาก</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-1905"></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #ff6600;">๔. สบู่ที่มีไขมันสูง (super-fatted soaps)</span></strong> มีน้ำมันและไขมัน ผสมอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าสบู่ทั่วไป ไขมันและน้ำมันที่นิยมใช้ผสม ได้แก่ ลาโนลิน น้ำมันมะกอก เนยโกโก้ไขมันชนิดที่เป็นกลาง และโคลด์ครีม การผสมน้ำมันและไขมันเข้า ไปในสบู่ชนิดนี้ช่วยป้องกันไม่ให้สบู่ ทำให้ผิวแห้งจนเกินไปนัก สบู่ที่มี ไขมันสูงมีทั้งคุณสมบัติในการขจัด ไขมันที่อยู่ที่ผิวหนัง (นั่นคือ ทำให้ ผิวหนังแห้ง) ควบคู่ไปกับการเติม ความชุ่มชื้นให้ผิวหนังโดยน้ำมันและ ไขมันในสบู่ (นั่นคือมีผลเหมือนครีมให้ความชุ่มชื้น) สบู่แบบนี้จึง เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งและอ่อนบาง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #008000;"><strong>ส่วนสบู่ที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง คือ</strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162989.jpg" border="0" alt="" width="269" height="284" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๑. สบู่ยา (medicated soaps)</span> </strong>มีตัวยาประกอบอยู่ เช่น กำมะถัน กรดซาลิไซลิก เบนซอยล์เปอร์-ออกไซด์ และยาฆ่าเชื้อโรค ยาพวกนี้อาจใช้ได้ผลในการรักษาโรคผิวหนังบางอย่างจริง เมื่อผสม อยู่ในรูปของครีมและโลชั่น แต่ไม่ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ยืนยันว่าตัวยาเหล่านี้เมื่อผสมกับ เนื้อสบู่แล้วจะได้ผลประการใดต่อ ผิว ทั้งนี้เพราะเราฟอกสบู่เพียง ชั่วครู่แล้วก็ล้างออก ยาจึงออกฤทธิ์ ไม่ทัน สบู่ประเภทนี้ทำให้ผิวอัก-เสบระคายเคืองได้บ่อยจึงไม่แนะ- นำให้ใช้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๒. สบู่ดับกลิ่นตัว (deodorant soaps)</span></strong> นั้น ตามปกติไม่ควรจะใช้บนใบหน้า กลิ่นตัวเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียย่อยสลายของ เหลวที่ต่อมเหงื่อ &#8221; อะโปครีน &#8221; หลั่งออกมา สบู่ดับกลิ่นตัวก็คือสบู่ธรรมดาที่เพิ่มยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลงไป เพื่อยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียที่ เป็นตัวการทำให้เกิดกลิ่นบนผิวหนังทำงานได้ สบู่พวกนี้มักมีกลิ่นไม่หอม จึงนิยมผสมน้ำหอมลงไปเพื่อดับกลิ่นยา เนื่องจากผิวหน้าไม่มีต่อมเหงื่ออะโปครีนจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะใช้สบู่ชนิดนี้ สบู่ดับกลิ่นตัวมักทำให้ผิวแห้ง แต่ ถ้าเป็นคนที่มีกลิ่นตัว สบู่นี้ก็เหมาะ ที่จะใช้ถูตัวโดยเฉพาะบริเวณรักแร้</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162988.jpeg" border="0" alt="" width="287" height="198" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๓. สบู่ขัดถู (abrasive soaps)</span> </strong>มีเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ปะปนอยู่ เมื่อ ใช้สบู่ขัดถูอาบน้ำล้างหน้า ชิ้นส่วน เหล่านี้จะขัดถูผิวหนัง จุดประสงค์ ของการใส่ชิ้นส่วนเล็กๆ ก็เพื่อถู ไถเอาชั้นขี้ไคลซึ่งเป็นผิวหนังส่วน นอกสุดที่ไร้ชีวิตแล้วออกไป โดยทั่วไปแล้วคนที่ผิวปกติไม่สมควรใช้สบู่พวกนี้ เพราะถ้าเป็นผิวแห้ง จะทำให้แห้งและระคายเคือง หาก เป็นคนที่มีหน้ามัน ผิวมันมากจริงๆ สบู่ขัดถูนี้อาจช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ ในกรณีที่ผิวหน้ามีสิวหรือมีการอักเสบอยู่แล้ว ไม่แนะนำให้ใช้สบู่ ขัดถู ทั้งนี้เพราะจะทำให้ทั้งสิวและ ใบหน้าอักเสบระคายเคืองยิ่งขึ้น</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/162/162990.jpg" border="0" alt="" width="159" height="191" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <span style="color: #800080;"> </span></span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800080;">๔. สบู่ที่มีส่วนผสมของผลไม้ ผัก และสมุนไพร (fruit, vegetable and herbal soaps)</span></strong> คือสบู่หรือ  ดีเทอร์เจนที่มีการใส่ส่วนผสมต่างๆ&#8221; ตามธรรมชาติ &#8221; ลง ไป เพื่อเร้าความสนใจของผู้ซื้อว่า สบู่นี้จะช่วยดูแลรักษาสุขภาพผิวโดยสาร ธรรมชาติที่มาหล่อเลี้ยงและเป็นอาหารให้ผิวหนัง แต่แท้จริงแล้วส่วนประกอบของสบู่พวกนี้ ไม่แตกต่างไปจากสบู่ทั่วไปเลย ส่วน ผสมของผลไม้ ผัก และสมุนไพร ที่แต่งเติมลงไปอาจช่วยให้สบู่มีกลิ่นมีสีน่าใช้มากขึ้น แต่สารเหล่า นี้โดยแท้จริงแล้วไม่ได้มีประโยชน์ อะไรต่อผิว จะมีประโยชน์ก็แต่กับ ผู้ผลิต เพราะสบู่พวกนี้มีราคาสูง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">สบู่นั้นจะช่วยเพียงแค่ขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง แต่ไม่สามารถทำให้ผิวอ่อนเยาว์ลงได้ หรือไม่สามารถขจัดรอยเหี่ยวย่นเหี่ยวแก่ ควรเลือกสบู่ที่อ่อนที่สุดใช้แล้วผิวไม่แห้งหรือแห้งน้อยที่สุด และระคายเคืองน้อยที่สุด โดยที่มีราคายุติ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ธรรม">ธรรม</a></span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1905_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1905?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1905_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1905&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99" title="ชีวิตประจำวัน" rel="tag">ชีวิตประจำวัน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88" title="สบู่" rel="tag">สบู่</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="หมอชาวบ้าน" rel="tag">หมอชาวบ้าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2009 06:01:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/08/06/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99/</guid>
		<description><![CDATA[จากสองมอืสู่ความสำเร็จที่มีคุณค่าของ “ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน”
พื้นที่สีเขียวกลางเมืองระยะขนาด 50 ไร่ คือ “ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน” ของชาวบ้านบ่อหิน ต.ตะพอง อ.เมือง จ.ระยอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของเขายายดาที่กว้างใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากะเฉด-เพ-แกลง เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงเป็นห้องเรียนธรรมชาติและเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้คนทั่วแถบเมือง ระยอง

 
          แต่กว่าที่เขายายดาจะเป็นดั่งทุกวันนี้ ได้ผ่านการถูกทำลายมาอย่างมากมาย ทั้งถูกถางพื้นที่เพื่อทำไร่มันสำประหลัง มีการจุดไฟเผาในพื้นที่และล่าสัตว์ จนกระทั่งไฟไหม้ลามจนแทบไม่เหลือไม้ใหญ่เมื่อปี 2533 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เอง ทำให้นายสนิท กาหลง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านบ่อหินในขณะนั้น และชาวบ้านหมู่ 3 บ้านบ่อหิน ได้ลงความเห็นร่วมกันเรื่องการฟื้นฟูเขายายดา   โดยเห็นพ้องต้องกันว่าเริ่มจากการสร้างพื้นที่สีเขียว ซึ่งเริ่มจากการขอกล้าไม้จากศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ หนองสนม ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง เช่น ประดู่ สัก ตะเคียน กระถิน ไผ่ เป็นต้น และร่วมกับโรงเรียนวัดเขายายดา จัดกิจกรรมพานักเรียนมาปลูกป่าร่วมกัน

 

 
          “จากวันนั้นก็เกือบ 20 ปีมาแล้วนะ   ที่ทำไปก็แค่อยากให้มีป่าได้กินได้ใช้กัน จนทุกวันนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ดูแลกันอย่างเดียวพอ คณะกรรมการก็มีกันอยู่สิบกว่าคน แต่จริงๆ ชาวบ้านหมู่ 3 ที่เป็นชุมชนอยู่ในเขตเขายายดาก็ช่วยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากสองมอืสู่ความสำเร็จที่มีคุณค่าของ “<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน">ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน</a>”</p>
<p>พื้นที่สีเขียวกลางเมืองระยะขนาด 50 ไร่ คือ <span style="color: #008000;">“ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน”</span> ของชาวบ้านบ่อหิน ต.ตะพอง อ.เมือง จ.ระยอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของเขายายดาที่กว้างใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากะเฉด-เพ-แกลง เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงเป็นห้องเรียนธรรมชาติและเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้คนทั่วแถบเมือง ระยอง</p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160871.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">          แต่กว่าที่เขายายดาจะเป็นดั่งทุกวันนี้ ได้ผ่านการถูกทำลายมาอย่างมากมาย ทั้งถูกถางพื้นที่เพื่อทำไร่มันสำประหลัง มีการจุดไฟเผาในพื้นที่และล่าสัตว์ จนกระทั่งไฟไหม้ลามจนแทบไม่เหลือไม้ใหญ่เมื่อปี 2533 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เอง ทำให้นายสนิท กาหลง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านบ่อหินในขณะนั้น และชาวบ้านหมู่ 3 บ้านบ่อหิน ได้ลงความเห็นร่วมกันเรื่องการฟื้นฟูเขายายดา   โดยเห็นพ้องต้องกันว่าเริ่มจากการสร้างพื้นที่สีเขียว ซึ่งเริ่มจากการขอกล้าไม้จากศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ หนองสนม ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง เช่น ประดู่ สัก ตะเคียน กระถิน ไผ่ เป็นต้น และร่วมกับโรงเรียนวัดเขายายดา จัดกิจกรรมพานักเรียนมาปลูกป่าร่วมกัน</span></p>
<p><span style="FONT-SIZE: small"><span id="more-1849"></span></span></p>
<p> </p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160873.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">          <span style="color: #008000;">“จากวันนั้นก็เกือบ 20 ปีมาแล้วนะ   ที่ทำไปก็แค่อยากให้มีป่าได้กินได้ใช้กัน จนทุกวันนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ดูแลกันอย่างเดียวพอ คณะกรรมการก็มีกันอยู่สิบกว่าคน แต่จริงๆ ชาวบ้านหมู่ 3 ที่เป็นชุมชนอยู่ในเขตเขายายดาก็ช่วยๆ กัน เพราะทุกคนมาใช้ป่าชุมชนที่นี่ได้หมด”</span> อดีตประธานป่าชมชนบ้านบ่อหิน นายสนิท กาหลง กล่าวด้วยความภูมิใจ เพราะแต่ละปีบริเวณป่าที่ช่วยกันดูแลก็ค่อยๆ ขยายมากขึ้น จนชาวบ้านคิดว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่การร่วมมือกันทำงานมากกว่าจำนวนพื้นที่ที่ ปูลกป่าได้   จึงพากันไปจดทะเบียนเป็น <strong>“ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน”</strong> จำนวน 50 ไร่ ขึ้นมา เพื่อการดูแลรักษาพื้นที่ดารผลัดเวรกันขึ้นมาดูแล การอบรมอาสาสมัครพิทักษ์ป่า การปลูกต้นไม้เสริม  การจัดทำฝายดักตะกอน รวมถึงการคุ้มครองและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทรัพยากรอื่นๆ ด้วย จนในปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานพันธ์ รวมถึงไม้ผลต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ทำให้เกิด <span style="color: #008000;">“แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร”</span> ที่มีชื่อเสียงกลางเมืองระยองขึ้นมา สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p> </p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160874.gif" border="0" alt="" width="207" height="155" align="undefined" /><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160875.jpg" border="0" alt="" width="152" height="155" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">         หลักฐานความสำเร็จที่ปรากฏอยู่เปนรูปธรรมจากความพยายามของชุมชนบ้านบ่อหิน ด้วยการเป็นชุมชนที่อนุรักษย์ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าครอบคุลมมิติของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ   และการคงอยู่ของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ <strong>“ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน” </strong>ได้ รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551 ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน) ที่ถือเป็นการยกย่องชุมชนที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวด ล้อมของประเทศซึ่งรางวัลนี้ล้วนเกิดจากพลังของ<strong> “ชุมชนบ้านบ่อหิน”</strong> ที่มีความสามัคคีและร่วมมือกันอนุรักษ์เขายายดา รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการหวงแหนป่าไม้   เพื่อให้รุ่นลูกหลานรู้ซึ้งถึงคุณค่าของธรรมชาติตลอดไป</span></p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1849_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1849?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1849_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1849&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3" title="ทรัพยากร" rel="tag">ทรัพยากร</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99" title="ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน" rel="tag">ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประโยชน์ของวิตามินซี</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2009 01:56:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กรมประสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินซี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/08/05/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5/</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด

          จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าจะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาว เป็นประจำ และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ในปี 1982 ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่าสารที่พวกทหาร เรือขาดไปคือ “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ “วิตามินซี” และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2ครั้ง และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปีแม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปีก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์ ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดีและสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง ในตัวได้นานกว่า 20 ปี ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย Dr.Linus Pauling [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประวัติการค้นพบ <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิตามินซี">วิตามินซี</a> เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด<br />
<span style="font-size: small;"><br />
          จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าจะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาว เป็นประจำ และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ในปี 1982 ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่าสารที่พวกทหาร เรือขาดไปคือ <strong>“กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” </strong>ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ<strong> “วิตามินซี”</strong> และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2ครั้ง และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปีแม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปีก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์ ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดีและสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง ในตัวได้นานกว่า 20 ปี ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง ในร่างกายสงบลง<br />
</span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><br />
</span><strong><span style="color: #ff6600;">ประโยชน์ของ วิตามินซี</span><br />
</strong></span><span style="font-size: small;">          เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น</span></p>
<p><strong><span style="font-size: small; color: #008000;">นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ</span><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160505.jpg" border="0" alt="" width="257" height="263" align="undefined" /></strong><br />
<span style="font-size: small;">         ► <strong>วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด</strong> หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► <strong>วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น</strong> เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน<br />
</span><span style="font-size: small;"><strong><br />
         </strong>►<strong> หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง</strong> โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► <strong>เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ </strong>โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► เนื่องจาก <strong>วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี </strong>มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ได้ มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
</span><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160509.jpg" border="0" alt="" width="205" height="192" align="undefined" /><span style="font-size: small;">         ► <strong>ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก</strong> เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรค ต้อกระจก ลดลงถึง 77%<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► <strong>บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส</strong> ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span id="more-1841"></span><br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► <strong>ช่วยป้องกันอาการไมเกรน</strong> เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► <strong>ช่วยเรื่องความจำ</strong> โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับ อาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160507.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #ff6600;"><strong>ขนาดที่รับประทาน</strong></span><br />
<span style="font-size: small;">          ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน (แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน) อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมสุขภาพได้<em><strong>แนะนำว่าเพื่อประสิทธิภาพ ที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียดควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ </strong></em>เช่น มะเร็ง ความชรา ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม<br />
         ห</span><span style="font-size: small;">ากเราได้รับ <em><strong>วิตามินซี น้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ ก็จะเกิดลักปิดลักเปิด ซึ่งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากขาดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานและไม่ต้องกังวัล ว่าจะได้รับมากเกินไป </strong></em>เนื่องจาก วิตามินซี สามารถละลายน้ำได้ดี หากร่างกายไม่ได้ใช้ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิดจากการรับประทาน วิตามินซี แม้จะรับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 6,000 &#8211; 18,000 มิลลิกรัม<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
</span><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160510.gif" border="0" alt="" align="undefined" /><span style="font-size: small; color: #ff6600;"><strong>ข้อปฏิบัติในการรับประทานเพื่อประโยชน์สูงสุด</strong></span><br />
<span style="font-size: small;">         ► เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรพิจารณารับประทานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัว อื่นๆ เช่น วิตามินอี ฟลาโวนอย จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ วิตามินซี<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► เพื่อสุขภาพทั่วไป ควรรับประทานอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► สำหรับการรับประทานเพื่อการรักษาหรือการป้องกัน ควรรับประทาน 1,000 – 6,000 มิลลิกรัม ขึ้นกับโรคแต่ละชนิด<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► การรับประทานไม่จำเป็นต้องรับประทานในครั้งเดียวต่อวัน สามารถแบ่งรับประทานเป็นหลายๆ ครั้งต่อวัน<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ► การรับประทาน วิตามินซี ไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือทานอาหารก่อนการรับประทาน<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
         ►ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี ชนิดพิเศษพวก Esterifies วิตามินซี จะให้ผลดีกว่าวิตามินซีแบบธรรมดา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160511.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #ff6600;">ข้อควรระวัง</span><br />
</strong></span><span style="font-size: small;">         ► การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ เช่น Copper Selenium<br />
</span><span style="font-size: small;">         ► การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการผิดพลาดของผลตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้<br />
</span><span style="font-size: small;">         ► วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กเกิน</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1841_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1841?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1841_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1841&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b5.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c" title="กรมประสัมพันธ์" rel="tag">กรมประสัมพันธ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5" title="วิตามินซี" rel="tag">วิตามินซี</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จากไข้หวัดหมูสู่ไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2009 03:05:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดหมู]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดแม็กซิโก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=390</guid>
		<description><![CDATA[ความเข้าใจที่ถูกต้องกับไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก เพื่อการไม่ตื่นตระหนก หวาดกลัวการติดเชื้อและระแวงการบริโภคเนื้อหนูจนพ่อค้าเนื้อหมูต้องรับเคราะห์ในสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่เข้าไปอีก แต่ก็ไม่ประมาทจนละเลยการรับมือกับโรคร้าย
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ข่าวการเสียชีวิตของชาวแม็กซิโกด้วยโรคติดต่อตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำเอาชื่อ “ไข้หวัดหมู(Swine flu)” หรือไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก ได้กลายเป็นชื่อโรคที่คนทั่วโลกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
 
 

ในอดีตโลกเรามีการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่มาแล้ว 3 รอบได้แก่
           ครั้งที่ 1 &#8220;ไข้หวัดใหญ่สเปน&#8221; (Spanish Flu) ในปีคศ. 1918 หรือ พ.ศ. 2461  ได้เกิดการระบาดของไข้หวัดชนิด [A (H1N1)] นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ประมาณว่าเกิดการติดเชื้อร้อยละ 20-40 ของประชากรโลกและมีผู้เสียชีวิต20 ล้านคน พบผู้ป่วยส่วนใหญ่ในวัยนุ่มสาว อายุ 20-50 ปี
                      
                           ภาพ: Spanish Flu 1918 ที่มา: www.johnfenzel.typepad.com

           ครั้งที่ 2 &#8220;ไข้หวัดใหญ่เอเซีย&#8221; (Asian Flu) ในปี คศ. 1957 หรือ พ.ศ. ได้มีการระบาดของไข้หวัดชนิด [A (H2N2)] ต้นเหตุมาจากการกลายพันธุ์ไวรัสในเป็ดป่า ในครั้งนี้การระบาดของโรคไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความเข้าใจที่ถูกต้องกับไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก เพื่อการไม่ตื่นตระหนก หวาดกลัวการติดเชื้อและระแวงการบริโภคเนื้อหนูจนพ่อค้าเนื้อหมูต้องรับเคราะห์ในสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่เข้าไปอีก แต่ก็ไม่ประมาทจนละเลยการรับมือกับโรคร้าย</p>
<p>ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ข่าวการเสียชีวิตของชาวแม็กซิโกด้วยโรคติดต่อตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำเอาชื่อ <span style="color: #800080;">“<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ไข้หวัดหมู">ไข้หวัดหมู</a>(Swine flu)”</span> หรือ<span style="color: #800080;">ไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก </span>ได้กลายเป็นชื่อโรคที่คนทั่วโลกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที</p>
<hr style="text-align: left;" /> </p>
<p> <br />
<span style="font-size: small;"><strong><br />
ในอดีตโลกเรามีการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่มาแล้ว 3 รอบได้แก่<br />
</strong></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><span style="color: #000000;">           </span>ครั้งที่ 1 &#8220;ไข้หวัดใหญ่สเปน&#8221;</span> (Spanish Flu) ในปีคศ. 1918 หรือ พ.ศ. 2461  ได้เกิดการระบาดของไข้หวัดชนิด [A (H1N1)] นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ประมาณว่าเกิดการติดเชื้อร้อยละ 20-40 ของประชากรโลกและมีผู้เสียชีวิต20 ล้านคน พบผู้ป่วยส่วนใหญ่ในวัยนุ่มสาว อายุ 20-50 ปี</p>
<p>                      <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/143/143272.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
<span style="color: #99cc00;">                           <strong><span style="font-size: x-small;">ภาพ: Spanish Flu 1918 ที่มา: </span></strong></span></span><a href="http://www.livetogether.org/goto/www_johnfenzel_typepad_com/390/1" rel="nofollow" ><span style="font-size: small; color: #99cc00;"><strong><span style="font-size: x-small;">www.johnfenzel.typepad.com</span></strong></span></a><br />
<span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><span style="color: #000000;"><br />
           </span>ครั้งที่ 2 &#8220;ไข้หวัดใหญ่เอเซีย&#8221;</span> (Asian Flu) ในปี คศ. 1957 หรือ พ.ศ. ได้มีการระบาดของไข้หวัดชนิด [A (H2N2)] ต้นเหตุมาจากการกลายพันธุ์ไวรัสในเป็ดป่า ในครั้งนี้การระบาดของโรคไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก เพราะมีความรู้จากประสบการณ์ในครั้งแรก ทำให้สามารถรับทือได้ดีขึ้น คาดว่ามีคนตายทั่วโลกประมาณ 2 ล้านคน ส่วนใหญ่พบผู้ติดเชื้อในผู้สูงอายุ<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
           <span style="color: #993366;"><span style="color: #800080;">ครั้งที่ 3  &#8220;ไข้หวัดใหญ่เอเซีย&#8221;</span> </span>(Hong Kong Flu) ในปี 1968 หรือ พ.ศ. 2511 เป็นการระบาดของเชื้อชนิด [A (H3N2)]เริ่มต้นระบาดที่ฮ่องกง แต่ความเสียหายในครั้งนี้ไม่มากนัก คาดว่ามีเหยื่อโรคร้ายนี้เกือบ 1 ล้านคน สำหรับผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ<br />
</span><span style="font-size: small;"><strong><br />
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza นั้น แบ่งออกเป็น 3 Type ดังนี้<br />
</strong></span><span style="font-size: small;">           <span style="color: #800080;">Type A</span> องค์การอนามัยโลก แบ่งย่อยเป็นหลาย subtypes ตามความแตกต่างของ H และ N antigens พบในคนและสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้แก่<br />
                      &#8211; คน พบ 3 ชนิดได้แก่ H1N1, H2N2, H3N2<br />
                      &#8211; ม้า พบ 2 ชนิดได้แก่ H3N8 และ H7N7<br />
                      &#8211; สัตว์ปีก พบทุกชนิดได้แก่ H1-15 และ N1-9<br />
           <span style="color: #800080;">Type B</span> ไม่มี subtype พบเฉพาะในคน<br />
           <span style="color: #800080;">Type C</span> ไม่มี subtype พบในคนและสุกร<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
            <span style="color: #800080;">“ไข้หวัดหมู(Swine flu)” หรือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์แม็กซิโก</span> เริ่มระบาดครั้งแรกในประเทศแม็กซิโก เป็นโรคที่ระบาดจากคนสู่คน และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งแตกต่างไปจากไข้หวัดปกติที่มักเป็นในเด็กหรือคนสูงอายุ ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตกว่าหนึ่งร้อยราย และผู้ติดเชื้ออีกพันกว่าราย ส่วนในประเทศอื่นๆ พบผู้ป่วยที่สหรัฐอเมริกาใน 5 รัฐ คือ แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส แคนซัส นิวยอร์ค โอไฮโอ นอกจากนี้ยังพบในประเทศเสปนอีกด้วย</p>
<p>          <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/143/143273.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /> <br />
<span style="color: #99cc00;">           <strong>ภาพ: A soldier handed out face masks in Mexico City ที่มา: </strong></span></span><a href="http://www.livetogether.org/goto/www_nytimes_com/390/2" rel="nofollow" ><span style="font-size: small; color: #99cc00;"><strong><span style="font-size: x-small;">www.nytimes.com</span></strong></span></a><br />
<span style="font-size: small;"><br />
           สำหรับประเทศไทย แต่เดิมนั้นก็เรียกโรคชนิดนี้ว่า “ไข้หวัดหมู” แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และเหมาะสมจึงได้เปลี่ยนมาเรียกว่า ไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก ซึ่งที่เรียกกันว่า “ไข้หวัดหมู(swine flu)” นั้นก็เพราะ โรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสหวัดหมู เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจของหมู มีสาเหตุมาจากไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (influenza type A)  เชื้อนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่มักแพร่ระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ปกติแล้วคนจะไม่ติดเชื้อไข้หวัดหมู  ยกเว้นแต่ว่ามีการไปสัมผัสใกล้ชิดกับหมู ก็อาจติดเชื้อไข้หวัดหมูมาได้  และยังไม่ค่อยพบว่ามีไข้หวัดหมูระบาดจากคนสู่คน แต่จากสถานการร์ล่าสุด เมื่อพบว่ามีการติดต่อเชื้อเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ H1N1จากคนสู่คน ซึ่งเป็นสายพันธุ์พิเศษในแบบที่พบทั้งในคน นก และหมู   จึงเชื่อว่าเกิดจากการที่เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดนั้นจะสามารถกลายพันธุ์ มีการแลกเปลี่ยนลักษณะทางพันธุกรรมได้ตลอดเวลา<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
           ไวรัส  H1N1 นับเป็นเชื้อ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เป็นสายพันธุ์ว่า H1N1 เชื้อไข้หวัดใหญ่ใน พันธุ์ใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือ “Antigenetic Shift” กลายเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งเกิดจากการผสมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์รวมอยู่ด้วยกัน ประกอบด้วย<br />
           1.เชื้อไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ<br />
           2.เชื้อไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์<br />
           3.เชื้อไข้หวัดหมูที่พบบ่อยในทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ขึ้นสูง ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง และปวดศีรษะรุนแรง<br />
</span><span style="font-size: small;"><strong><br />
การแพร่เชื้อของไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก<br />
</strong></span><span style="font-size: small;">          การแพร่เชื้อนั้นก็เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป  โดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด ซึ่งเชื้อนั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย รวมทั้งการสัมผัสกับสิ่งของต่างๆที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่จากการสัมผัส เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา แม้จะพบว่าเชื้อนี้มีการติดจากคนสู่คนได้ แต่ยังไม่พบว่ามีการติดเชื้อนี้จากการบริโภคเนื้อหมู<br />
</span><span style="font-size: small;">           สวมใส่หน้ากากเพื่อสุขอนามัย ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และนอนหลับ พักผ่อนกินอาหารให้ร่างกายแข็งแรง<br />
                                    <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/143/143274.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /> <br />
<strong><span style="color: #99cc00;">                                 <span style="font-size: x-small;">ภาพ: สวมใส่หน้ากากเพื่อสุขอนามัย ที่มา: </span></span></strong></span><a href="http://www.livetogether.org/goto/link/390/3" rel="nofollow" ><span style="font-size: small; color: #99cc00;"><strong><span style="font-size: x-small;"><span style="font-size: small; color: #99cc00;"><strong></strong></span></span></strong></span></a><a href="http://www.livetogether.org/goto/www_washingtontimes_com/390/4" rel="nofollow" >www.washingtontimes.com</a><a href="http://www.livetogether.org/goto/" rel="nofollow" ></a><span style="font-size: small; color: #800080;">อ</p>
<p>อาการของไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก<br />
</span><span style="font-size: small;">           ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก แต่จะแสดงอาการรุนแรง และรวดเร็วกว่า ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา นั่นคือ มีไข้สูง หายใจไม่สะดวก ปวดเมื่อยตามร่างกายรุนแรง ปวดศีรษะ ปวดตา ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม คลื่นไส้ อาเจียนอาการป่วยจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว  เชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ หายใจลำบากอย่างรุนแรงภายใน 5 วัน นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินอาจถึงขั้นหูหนวกได้ และต้องได้รับการรักษาอย่างทันเวลา ไม่เช่นนั้นอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  แต่อัตราผู้เสียชีวิตต่อผู้ป่วยนับว่าไม่มากนัก ผู้ได้รับเชื้อจะมีอัตราเสียชีวิตเพียงร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60<br />
</span><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><br />
การป้องกันไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก<br />
</span></span><span style="font-size: small;">           การป้องกันก็เช่นเดียวกับการป้องกันไข้หวัดธรรมดาทั่วๆไปนั้นคือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือแออัด การมือให้สะอาดหลังใช้ห้องน้ำหรือสิ่งของสาธารณะ รวมทั้งเวลากลับเข้าบ้าน ใส่หน้ากากปิดปากและจมูก แต่การที่จะต้องระวังตัวเองมากน้อยอย่างไรก็ขอให้ติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณธสุขไม่ควรจะตื่นตระหนกเกินเหตุ<br />
</span><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><br />
การรักษาไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก<br />
</span></span><span style="font-size: small;">           ยาที่ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่คราวนี้ได้คือ ยาปฏิชีวนะ คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส ทามิฟลู (Tamiflu) และ รีเลนซา (Relenza) ยังสามารถช่วยในการรักษาได้อาการหวัดอย่างได้ผลในขณะนี้ แต่การที่ไวรัสกลายพันธุ์ออกไปจากเดิมอาจต้องพัฒนาตัวยา รวมทั้งวัคซีนในการรักษาต่อไปซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน</p>
<p>                        <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/143/143275.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
<strong><span style="color: #99cc00;">                                            <span style="font-size: x-small;">ภาพ: ยา Tamiflu ที่มา:www.telegraph.co.uk<br />
</span></span></strong></span><span style="font-size: small;"><br />
           แต่ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า โรคที่กำลังเผชิญกันอยู่นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมูโดยตรงแต่อย่างใด เป็นเพียงโรคที่เป็นสายพันธุ์หมู ต้องเข้าใจว่านี่คือโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน เราจึงสามารถรับประทานหมูได้ตามปกติ แต่เพื่อความปลอดภัย ก็ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกโดยผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพื่อฆ่าเชื้อไวรัสให้ตายเสียก่อน<br />
</span><span style="font-size: small;"><br />
           <span style="color: #ff6600;">ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้เปิดศูนย์ Call Center ให้ประชาชนที่มีข้อสงสัยสอบถามสถานการณ์ของโรคที่โทร.0-2590-3333 ตลอด  24 ชั่วโมง<br />
</span><br />
<span style="color: #ff00ff;">ข้อมูลอ้างอิง</span><br />
           <span style="color: #33cccc;">ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก ทำไมคนหนุ่มสาวตายก่อน</span> โดย นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง<br />
           <span style="color: #33cccc;">ระวัง!! “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่” จากจีนถึงไทยแล้ว อาการใกล้เคียงซาร์ส</span>  โดย  งานสุขศึกษาประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลทองแสนขัน<br />
           <span style="color: #33cccc;">ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ </span>โดย  งาน ICN โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต<br />
           <span style="color: #33cccc;">ไข้หวัดหมู ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่</span> โดย  breakingnews.nationchannel.com</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_390_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/390?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_390_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=390&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b4%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c" title="ประชาสัมพันธ์" rel="tag">ประชาสัมพันธ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88" title="ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่" rel="tag">ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9" title="ไข้หวัดหมู" rel="tag">ไข้หวัดหมู</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%81" title="ไข้หวัดแม็กซิโก" rel="tag">ไข้หวัดแม็กซิโก</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันอนุรักษ์มรดกไทย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2009 02:26:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[วันอนุรักษ์มรดกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปวัฒนธรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=383</guid>
		<description><![CDATA[ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกที่บรรพบุรุษได้ฝากไว้บนผืนแผ่นดิน คุณค่าความงดงามของมรดกเหล่านั้น ควรค่าอย่างยิ่งในการรักษาไว้สืบต่อไป เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นชาติไทย
ศิลปวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่มีมาอย่างยาวนานของไทย คือเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นชาติไทยอย่างชัดเจน และแน่นอนว่ากาลเวลาย่อมนำพากระแสของวัฒนธรรมจากแหล่งต่างๆที่รายล้อมให้เข้ามามีอิทธิพลปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมอันดั่งเดิม การแปรเปลี่ยนทางสังคมบางอย่างได้ส่งผลในแง่ลบต่อมรดกทางวัฒนธรรมของไทย ภาครับและหลายฝ่ายที่หวงใย จึงได้ร่วมกันออกมาปกป้องมรดกวัฒนธรรมของชาติ ทั้งการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโดยตรง และประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อการรักษาไว้ซึ่งมรดกวัฒนธรรมของชาติไว้ 
 

วันอนุรักษ์มรดกของชาติ
 
ทราบกันดีว่า วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย ที่ได้มีพระวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญ พระราชภารกิจในการอุปถัมภ์บำรุง และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยในสาขาต่าง ๆ เช่น ดนตรีไทย นาฏศิลป์ การช่างไทย  และวิถีชีวิตไทยในด้านอื่นๆตลอดมา เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติอย่างยั่งยืน 
 
เพื่อรณรงค์ ให้คนไทยให้ตระหนักถึง คุณค่าของมรดกวัฒนธรรมของชาติ ให้ดำรงอยู่คู่แผ่นดินตลอดไป และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติตั้งแต่พุทธศักราช 2528 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรี ซึ่งมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528   ประกาศให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็น   &#8220;วันอนุรักษ์มรดกของชาติ&#8221;

 

วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันอนุรักษ์มรดกไทย
 
1. เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ
2. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกที่บรรพบุรุษได้ฝากไว้บนผืนแผ่นดิน คุณค่าความงดงามของมรดกเหล่านั้น ควรค่าอย่างยิ่งในการรักษาไว้สืบต่อไป เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นชาติไทย</p>
<p><span style="font-size: small;">ศิลปวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่มีมาอย่างยาวนานของไทย คือเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นชาติไทยอย่างชัดเจน และแน่นอนว่ากาลเวลาย่อมนำพากระแสของวัฒนธรรมจากแหล่งต่างๆที่รายล้อมให้เข้ามามีอิทธิพลปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมอันดั่งเดิม การแปรเปลี่ยนทางสังคมบางอย่างได้ส่งผลในแง่ลบต่อมรดกทางวัฒนธรรมของไทย ภาครับและหลายฝ่ายที่หวงใย จึงได้ร่วมกันออกมาปกป้องมรดกวัฒนธรรมของชาติ ทั้งการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโดยตรง และประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อการรักษาไว้ซึ่งมรดกวัฒนธรรมของชาติไว้ </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #008000;"><strong><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/138/138455.jpg" border="0" alt="" width="259" height="346" align="undefined" /><br />
วันอนุรักษ์มรดกของชาติ</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">ทราบกันดีว่า วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย ที่ได้มีพระวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญ พระราชภารกิจในการอุปถัมภ์บำรุง และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยในสาขาต่าง ๆ เช่น ดนตรีไทย นาฏศิลป์ การช่างไทย  และวิถีชีวิตไทยในด้านอื่นๆตลอดมา เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติอย่างยั่งยืน </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">เพื่อรณรงค์ ให้คนไทยให้ตระหนักถึง คุณค่าของมรดกวัฒนธรรมของชาติ ให้ดำรงอยู่คู่แผ่นดินตลอดไป และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติตั้งแต่พุทธศักราช 2528 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรี ซึ่งมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528   ประกาศให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็น   &#8220;วันอนุรักษ์มรดกของชาติ&#8221;<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #008000;"><strong></p>
<p>วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันอนุรักษ์มรดกไทย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">1. เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ<br />
2. เพื่อรณรงค์ให้มีการสงวนรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างถูกวิธี<br />
3. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและภาคเอกชนได้มีความรู้สึกร่วมในความเป็นเจ้าของโบราณสถาน โบราณวัตถุและร่วมรับผิดชอบดูแลทะนุบำรุงรักษาได้เป็นมรดกไทยประจำถิ่น<br />
4. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น<br />
5. เพื่อลดอัตราการสูญเสีย และการถูกทำลายของโบราณสถานโบราณวัตถุให้น้อยลง<br />
6. เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติ ซึ่งมีผลให้วัฒนธรรมไทยเบี่ยงเบนเปลี่ยนทิศทางไป </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #008000;"><strong>ลักษณะกิจกรรมวันอนุรักษ์มรดกไทย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">ในแต่ละปีที่ผ่านมานั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้<br />
1. คัดเลือกบุคคล องค์กร โครงการ และจังหวัดฯ ที่สนับสนุนการวันอนุรักษ์มรดกไทยประจำปี<br />
2. การจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์มรดกไทยในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เช่น การจัดนิทรรศการและมหกรรมการแสดงต่าง ๆ โดยการโอนงบประมาณวันอนุรักษ์มรดกไทย ที่รัฐบาลจัดสรรให้ประจำปีให้แต่ละจังหวัดดำเนินการ<br />
3. กรมศิลปากรจัดทำโครงการพิเศษเรื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย และกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานเปิดถาวรวัตถุ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #008000;"><strong>สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กับงานอนุรักษ์มรดกไทย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติได้เขียนในคำนำหนังสือ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีกับการอนุรักษ์มรดกไทย” ตอนหนึ่งว่า </span></p>
<p> <br />
<span style="font-size: small;">“&#8230;.หน้าที่ในการรักษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาตินี้ เป็นภาระอันหนัก หากขาดความกล้าหาญและการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะรับได้ นอกจากนั้นก็ยังต้องการความเสียสละในเกือบจะทุกทาง ต้องการเวลา ต้องการความอดทน และที่สำคัญที่สุดก็คือจะละเว้นการศึกษาเสียมิได้ ต้องอยู่ในสิกขาตลอดไป ทั้งหมดเหล่านี้เป็นพระคุณลักษณะของทูลกระหม่อม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ได้ทราบและสำนึกในพระบารมีของทูลกระหม่อมแล้ว ความมั่นใจก็จะเกิดขึ้นว่าสมบัติของชาตินั้น คงจะไม่สูญไปโดยง่าย พร้อมกับความภูมิใจที่จะต้องเกิดขึ้นว่า ตัวเรานั้นก็เป็นคนไทย เป็นเจ้าของสมบัติอันล้ำค่าที่ทูลกระหม่อมทรงรักษาไว้นี้ด้วยอีกผู้หนึ่ง&#8230;&#8230;”</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">พระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านศิลปวัฒนธรรม ในสาขาต่างๆ เช่น พุทธศาสนา ภาษาไทย วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดี งานช่าง สถาปัตยกรรมและดนตรีไทย พระองค์ได้รับการ ทูลเกล้าฯถวายพระสมัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ ว่า “ เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย ” และเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ วันศิลปินแห่งชาติ คณะกรรม การ วัฒนธรรมแห่งชาติก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญา “ วิศิษฏศิลปิน ” ซึ่งมีความหมายว่าทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขา ทรงเป็นปราชญ์ทางภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ทรงมีคุณูปการต่อเหล่าศิลปินและศิลปวัฒนธรรมของชาติ และยังทรงเป็นเมธีทางด้านวัฒนธรรม คือทรงเป็นปราชญ์ที่ มีความรอบรู้ในวัฒนธรรมด้านต่างๆ <br />
 <br />
<span style="color: #000000;"><strong>ด้านพระพุทธศาสนา<br />
</strong></span><br />
เห็นได้ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงเข้าศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ  ทรงมีพระราชนิพนธ์ ลงพิมพ์ในวารสารคณะ เช่น เรื่องศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร ทรรศนะธรรม ศาสนากับการปกครองระบอบประชาธิปไตย และพระพุทธศาสนสุภาษิต คำโคลง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์วิทยานิพนธ์เรื่อง “ทศบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท” ที่นับเป็นการค้นคว้าตำราในเรื่องของบารมีมากที่สุดเท่าที่เคยมีผู้ทำมา </p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/138/138458.jpg" border="0" alt="" align="undefined" />ด้านภาษาไทยและวรรณกรรม</strong></span></p>
<p>ถือว่าเป็นอีกอัจฉริยภาพที่พระองค์ทรงพระปรีชายิ่ง  ทรงสร้างสรรค์งานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่ามากมาย ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ด้วยภาษาที่ได้รับการยอมรับมีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีพระอารมณ์ขัน </p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>ด้านประวัติศาสตร์</strong></span></p>
<p>ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานคำอธิบายในคำนำหนังสือชื่อ “สะพาน : รวมบทความทางประวัติศาสตร์” ไว้ว่า </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"> “&#8230;&#8230;.ประโยชน์อย่างหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์คือ ช่วยให้ผู้ศึกษาได้รู้จักใช้ความคิด รู้จักหาเหตุผลจากข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ เป็นการลับสมอง และทำให้ได้รับความรู้อันเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ในแง่นี้ ประวัติศาสตร์มิได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่รวบรวมไว้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการตีความ ประเมินคุณค่าของข้อมูลในแง่มุมใหม่ๆ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้อยู่เสมอ) รวมทั้งยังเป็นการคาดคะเนแนวโน้มในอนาคตด้วย&#8230;&#8230;.”</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">ในพ.ศ.๒๕๒๓ ได้ทรงรับราชการเป็นอาจารย์รับผิดชอบวิชาประวัติศาสตร์ไทยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ทรงเป็นหัวหน้ากองวิชาประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับการบรรยายในชั้นเรียน และยังได้ทรงวางโครงร่างหลักสูตร “พื้นฐานอารยธรรมไทย” อันเป็นวิชาพื้นฐานบังคับสำหรับนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ ๒ ด้วยพระองค์เอง </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #000000;"><strong>ด้านงานช่างไทย<br />
</strong></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small; color: #000000;"><strong><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/138/138459.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></strong></span><br />
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ยังได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถในการช่าง ทั้งการวาดรูป ปั้นรูป และงานประดิษฐ์ ทรงเป็นประธานอำนวยการซ่อมบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง เพื่อสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ปี รวมทั้งยังทรงเป็นที่ปรึกษาการจัดสร้างพระเมรุมาศเพื่อถวายพระเพลิงสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ นอกจากนั้นยังทรงจัดตั้งโรงเรียนผู้ใหญ่พระตำหนักสวนกุหลาบ (วิทยาลัยในวัง) ขึ้น เพื่อสอนวิชาชีพ ๓ แขนงวิชาคือ วิชาช่างดอกไม้สด วิชาช่างปักสะดึงและวิชาอาหารและขนม ซึ่งเป็นการอนุรักษ์งานช่างประณีตศิลป์ต่างๆของชาววัง </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #000000;"><strong><span style="font-size: small;"><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/138/138453.jpg" border="0" alt="" width="217" height="297" align="undefined" /><br />
</span>ด้านดนตรีไทย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความรู้เรื่องเครื่องดนตรีลึกซึ้ง ชำนาญทั้งการทรงซอและระนาดเอก เมื่อทรงศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ ก็ทรงดนตรีกับชมรมดนตรีไทยฯ สมัยนั้นทรงเครื่องสายเป็นพื้น และทรงขับร้องบ้าง </p>
<p>อาจารย์เสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติได้กล่าวไว้ว่า “ดนตรีไทยไม่สิ้นแล้วเพราะพระทูลกระหม่อมแก้วเอาใจใส่” </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #008000;"><strong></p>
<p>&#8220;พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย&#8221;</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">รัฐบาลไทยโดย กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร ได้น้อมเกล้า<img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/138/138460.jpg" border="0" alt="" width="385" height="303" align="undefined" />น้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญา &#8220;พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย&#8221; (The supreme Patron of Thai cultural Heritage) แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550 โดยจะจัดทำแผ่นทองคำจารึกพระราชสมัญญา &#8220;พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย&#8221; ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะนำคณะกรรมการอนุรักษ์มรดกไทยทูลเกล้าฯ ถวายแผ่นทองคำ</p>
<p>นอกจากนี้กรมศิลปากรกำลังดำเนินการสร้าง<strong>หอจดหมายเหตุรัชกาลที่ 9 คลอง 5      จ.ปทุมธานี</strong> ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของพระองค์ ให้ประชาชนได้ค้นคว้าศึกษา จะให้แล้วเสร็จทันวัน 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยว่าทรงเป็นผู้นำและต้นแบบในการฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ทรงสนพระราชหฤทัยสร้างสรรค์ และอุปถัมภ์บำรุงงานศิลปะสาขาต่างๆ รวมทั้ง พระราชดำริ และพระบรมราชวินิจฉัยในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมหลายแขนง ด้วยพระอุตสาหะ  วิริยะ และพระปรีชาสามารถอันล้ำเลิศ ตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ทรงสนพระทัยและทรงสนับสนุนในแนวพระราชดำริการอนุรักษ์มรดกไทยมาโดยตลอด</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_383_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/383?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_383_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=383&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a9%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c" title="ประชาสัมพันธ์" rel="tag">ประชาสัมพันธ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2" title="วันอนุรักษ์มรดกไทย" rel="tag">วันอนุรักษ์มรดกไทย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ศิลปวัฒนธรรม" rel="tag">ศิลปวัฒนธรรม</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ตอนที่ 2</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2009 01:44:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=372</guid>
		<description><![CDATA[พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้
บางคนทำบุญ กุศลให้ทานแต่ของดีๆ ของ สวยๆ งามๆ มา แล้วเป็นผู้มีกริยาวาจา อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวาน ไม่พูดกระแทกแดกดันใคร แล้วก็ไม่โกรธ กริ้วใคร มีความอดทนสูง ใครจะ ด่าจะว่า ติเตียน ก็ไม่แสดงอาการ โกรธกริ้ว โกรธา ผู้ใดฝึกตนแบบนี้แล้ว ตายเกิดไปชาติหน้า ก็จะเป็นคนสวย คนงาม มีกิริยามารยาท ละมุนละมัย ใครเห็นเข้าก็ ปรารถนาจะคบค้าสมาคม นี่ไอ้คนเราน่ะมันเป็น ไปด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมบาปกรรมอย่างว่า อย่าไปเชื่ออย่างอื่นเลย เห็นคนอื่นเขาสวย เขางาม เขาดี อิจฉาก็มีบางคนน่ะ นั่นแหละ ถ้าผู้ใดมานึกคิดว่าโอ๊ คนผู้นี้ต้องได้ทำบุญกุศล ต้องได้ฝึกตนมาแต่ก่อน เขาเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ด่า ไม่แช่งไม่แสดงกิริยา หยาบคาย ต่อใคร และใครมาแต่ชาติก่อน เขาไม่แสดงหน้าตาบูดบึ้ง ต่อคนทั้งหลาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้</p>
<p><strong>บางคนทำบุญ กุศลให้ทานแต่ของดีๆ ของ สวยๆ งามๆ มา แล้วเป็นผู้มีกริยาวาจา อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวาน ไม่พูดกระแทกแดกดันใคร แล้วก็ไม่โกรธ กริ้วใคร มีความอดทนสูง ใครจะ ด่าจะว่า ติเตียน ก็ไม่แสดงอาการ โกรธกริ้ว โกรธา <span style="color: #0000ff;">ผู้ใดฝึกตนแบบนี้แล้ว ตายเกิดไปชาติหน้า ก็จะเป็นคนสวย คนงาม มีกิริยามารยาท ละมุนละมัย ใครเห็นเข้าก็ ปรารถนาจะคบค้าสมาคม</span></strong> นี่ไอ้คนเราน่ะมันเป็น ไปด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมบาปกรรมอย่างว่า อย่าไปเชื่ออย่างอื่นเลย เห็นคนอื่นเขาสวย เขางาม เขาดี อิจฉาก็มีบางคนน่ะ นั่นแหละ ถ้าผู้ใดมานึกคิดว่าโอ๊ คนผู้นี้ต้องได้ทำบุญกุศล ต้องได้ฝึกตนมาแต่ก่อน เขาเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ด่า ไม่แช่งไม่แสดงกิริยา หยาบคาย ต่อใคร และใครมาแต่ชาติก่อน เขาไม่แสดงหน้าตาบูดบึ้ง ต่อคนทั้งหลาย แม้ใครจะว่ากระทบกระทั่งอะไรเขาก็ยิ้มรับเสมอ คนผู้เช่นนี้แหละ เกิดมาเขาจึงสวย จึงงาม จึงมีคนหุ้มห่อ มีคนนับถือลือหน้า แม้เราก็เหมือนกันถ้าเราฝึกตน ให้ ดีให้งามอย่างว่านี้แล้ว ชาตินี้ถึงจะรูปร่างไม่สวยงาม จะไม่มีคนนับถือลือหน้าแต่ ไปสู่ชาติหน้าโน้นแหละ บุญกุศล ที่เราฝึกตน ที่ว่าอย่างว่าเมื่อกี๊เนี่ยะ มันก็จะมาอำนวยผลให้ เกิดไปในชาติหน้าให้มีรูปสวย รูปงาม ให้เป็นคนใจดีใจเย็น มีกิริยามารยาทอ่อนโยน พูดจาปราศรัยอะไรก็ไพเราะเพราะพริ้ง <strong>คนทั้งหลายได้พบได้เห็นได้ฟังแล้ว ก็ชอบใจพอใจอยากคบหาสมาคมเหมือนอย่างเขา<br />
</strong><br />
           แต่ว่า <strong><span style="color: #0000ff;">การทำบุญทำทานอย่าไปปรารถนาผิดทาง การปรารถนาผิดทางเป็นทุกข์อีกเหมือนกันอย่าง</span></strong> เช่นนาง กัณหาสินานารถ พระราชธิดาของพระเวสสันดร และพระนางมัทรีนั่น เมื่อพระเวสสันดรให้ทานแก่ชุชกไป ชูชกเฆี่ยนตีไป ฝ่าย ท้าวชาลีเป็ผู้ชายมีความอดทน อดเอาทนเอา พราหมณ์ตีก็ยอมให้เขาตีไป แต่ฝ่ายน้องสาวนางกัณหาสินานารถนี่ เมื่อ พราหมณ์ ตีเข้าไปเจ็บปวดมาแล้วก็นึก โอ๊ยพ่อแม่เรานี่ ไม่รักเราไม่เอ็นดูเราเลย ปล่อยให้พราหมณ์ เฆี่ยนตีเรามาทนทุกข์ทนยากลำบากอย่างนี้นะ เอาละต่อจากชาตินี้ไป ขออย่าให้เราได้เกิดร่วมกับพ่อแม่คู่นี้ เลย นางกัณหาก็ปรารถนาลงอย่างนั้นนะ ในที่สุดเมื่อพระเวสสันดร สวรรคตแล้วก็ไปเกิดสวรรค์ชั้น ดุสิต จากสวรรค์ชั้นดุสิตลงไปเกิดเมืองกบิลพัสดุ์ จะได้ออกบวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเนี่ยะ พระนางกัณหานั้น ก็ไม่ได้ไปเกิดกับพระนางพิมพาเลย มีแต่พระราหุล มีแต่ท้าวชาลีตั้งแต่ครั้งเป็น ลูกชายของพระเวสสันดร โน่นแหละ ติดสอยห้อยตามไปเกิดด้วย แต่นางกัณหานั้นน่ะ ในชาติต่อๆ มาเป็นคนมีรูปสวยรูปงาม เพราะเหตุว่าชาติหนึ่งเขาไปเกิดในตระกูลยากจน แล้วบัดนี้ ในคราวครั้งนั้นในเมืองเขาทำ เล่นมหรสพ เล่นนักขัตฤกษ์กัน บัดนี้ผู้ลูกสาวนี่ก็ไปขออ้อนวอนขอเครื่องประดับกับแม่ แม่ก็ว่าเราเป็นคนยากคนจน เราจะไปเอาเครื่องประดับที่ไหนมาให้ เออถ้าหากว่าแม่ไม่มีจะให้ลูกจะ ขอลาแม่ไปหารับจ้างเอา ขอให้ได้เครื่องประดับมา แม่ก็อนุญาต นางก็เที่ยวไปบ้านเศรษฐีไปขอรับจ้างเศรษฐี ขอให้ได้ผ้าดอกคำ ซักสองผืน เศรษฐีก็ว่าได้แต่ต้องรับจ้างเราอยู่สามปี ถึงจะได้ เอ้าสามปีก็สาม รับทำงานให้บ้านเศรษฐีอยู่อย่างนั้นแหละ จะรอครบสามปี เศรษฐีก็เลยประทานผ้าให้ สองผืนผ้าสีดอกคำ <strong>ผ้านั้นมีสีเหลืองเหมือนทองคำหมายความว่างั้นแหละ บัดนี้คราวนั้นน่ะ ดูเหมือนจะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นหรือไงเนี่ยะ</strong> ก็มีพระสงฆ์องค์หนึ่งเดินทางมา นางคนนี้ก็นุ่งห่มผ้าดอกคำ เห็นจะนุ่งผ้าธรรมดาแล้วก็เอาผ้าดอกคำนี่ห่มรวมเข้าไป แล้วหาบน้ำลงไปท่าน้ำ ไปตักน้ำ พระนั้นเดินทางมาถูกโจรปล้นเอา ผ้าจีวรสบงไปหมด พระก็เลยเอาใบไม้เย็บนุ่งแทน ผ้าสบงจีวรมา นางคนนี้เห็นเข้าก็เลยถามว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นไงนุ่งใบไม้อย่างนี้ ก็อาตมาเดินตามทางมานี้ โจร น่ะมันแย่งเอา ปล้นเอา ก็เลยสละให้โจรเขาไปหมดเราก็เลย นุ่งใบไม้แทนผ้ามานี่ว่างั้น</p>
<p>           นางเกิดศรัทธาขึ้น ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอถวายผ้า ผืนนี้ให้แก่ท่าน ก็เปลื้องเอาผ้าผืนหนึ่ง ที่ห่มนั้นถวาย พระองค์นั้น พระองค์นั้น ได้แล้วก็ไปบังพุ่มไม้แล้วก็ไปถ่ายใบไม้ออก แล้วก็เอาผ้าดอกคำผืนนั้นนุ่ง เดินออกมานางเห็นเข้าก็โอ๊สวยงามจริงนะ ก็เลยเปลื้องผืนที่สองออกไป แล้วอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจที่ข้าพเจ้าให้ทาน ถวายผ้าสีดอกคำนี้ เกิดไปชาติใดขอให้ข้าพเจ้ามีรูป สวยรูงามแล้วก็มีผิวพรรณเหมือนอย่าง ผ้าดอกคำนี้เองว่างั้น ชายใดเห็นแล้วขอให้ตาค้างไปเลย ขอให้หลงละเมอไปเลยว่างั้น ไปปรารถนาอย่างนั้นแหละ พอดีชาติต่อมาบุญกุศลอันนั้น ก็อำนวยผลให้ไปเกิด ในตระกูลอันพอมีพอกินเข้าไป แล้วก็มีรูปสวยรูปงาม ผิวพรรณก็เหมือนอย่างผ้าดอกคำนั้นเอง ชายใดเห็นเข้าก็ตาค้างอย่างที่ว่านั้นหละ ก็ละเมอเพ้อฝันไปทั่ว ตลอดถึงพระราชามหากษัตริย์ เห็นเข้าก็ไม่ไหวอยากจะได้ อยากจะได้เอาเหลือล้นพ้นประมาณจน ว่าเสวยอาหารก็ไม่ได้นอนก็ไม่หลับ พวกเสนาอำมาตก็เลยทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น แล้วให้พระราชานี่เบื่อหน่าย ก็จึงได้งดจากการที่ไปผูกพันกับหญิงคนนั้น จนในที่สุดนางกัณหานั้นน่ะ เมื่อมาถึงศาสนาพระพุทธเจ้าของเรานี่ นางก็ไม่ได้ไปเกิดร่วมกับพระองค์แล้ว มีแต่ท้าวชาลีเท่านั้นไปเกิดเป็น<strong>ราหุล<br />
</strong><br />
           บัดนี้ส่วนกัณหานี้มาเกิด ในตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถี อ่าเมื่อเกิดมาแล้วรูปร่างผิวพรรณสวยสดงดงาม สีเหมือนดอกบัวดอกทองคำ พ่อแม่ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า<strong>อุบลวรรณา แปลว่าผู้มีผิวพรรณผุดผ่องเหมือนดอกบัว</strong> เป็นอย่างนั้น ชาตินั้นก็อู๊ย พวกลูกของเศรษฐี คหบดี ตลอด พระราชามหากษัตริย์ก็มาสู่มาขอ พ่อกับแม่พิจารณาเห็นว่า ถ้าไปยกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดี๋ยวมันก็จะเกิด สงครามกลางเมือง กันละจะฆ่ากันตายป่นปี้ว่างั้นนะ พ่อก็เลยพูดกับลูกสาวว่าลูก เรื่องมันยุ่งยากเหลือเกิน ในโลกสงสารอันนี้เป็นอย่างนี้แหละ อยากให้ลูกรู้อยู่เนี๊ยะ พ่อว่าลูกควรหนีไปบวชเสียดีกว่า อย่าให้ใครได้เลย มันจะไม่ได้รบราฆ่าฟันกันว่างั้น ลูกก็เลยเห็นดีเห็นชอบด้วย พ่อแม่ก็เลยส่งไปให้สำนักนางภิกษุณี ก็เลยได้บวชเป็นนางภิกษุณี ค่าที่ก็ได้สร้างบุญบารมีตามพระเวสสันดร ตามพระพุทธเจ้ามาแต่ชาติก่อนหนหลัง เมื่อบวชแล้วบำเพ็ญไปไม่นานท่านก็เลยสำเร็จอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณแตกฉาน ในอรรถในธรรม มีฤทธิ์มีเดชอีกด้วย เป็นอย่างนั้น อันนี้ที่นำมาแสดงสู่ฟังนี่หมายความว่า <strong><span style="color: #0000ff;">เมื่อไปตั้งความปรารถนาผิดน่ะ มันทำพิษแก่ชีวิต</span></strong> ท่องเที่ยวไปในสงสาร ได้พบแต่เรื่องรำคาญเรื่องเดือดร้อน ดังนางกัณหาสินารถนั้นแหละให้พากันเข้าใจ ฉะนั้นเรายกไทยทานจบศีรษะแล้วอธิษฐาน ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์พ้นภัยในสงสาร เท่านี้แล้วก็ให้ทานไปเลย อย่างนี้นะมันไม่เป็นเวรอย่างที่ว่า มาแล้วนั้นแหละ</p>
<p>                                <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141951.jpg" border="0" alt="" width="392" height="206" align="undefined" /><br />
           ถ้าจะมีเงินทองข้าวของอะไรมามันก็ไม่หวงแหน มันก็ยินดีในการบริจาคทาน ถ้าจะมีรูปสวยรูปงามมามันก็ไม่หลงใหลในรูปนั้น มันก็มองเห็นรูปทั้งหลายนั้น สวยงามประณีตอย่างไรมันก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีความเกิดขึ้นแล้วก็ เสื่อมไปสิ้นไปแปรปรวนไป &#8230;.. ทำคุณงามความดีไป เพราะถึงจะสวยจะงามอย่างไร มันก็ไม่พ้นจากแตกจากดับไป ก่อนที่มันจะแตกจะดับเรา ใช้มันสร้างบุญสร้างกุศลซะดีกว่า ธรรมดาผู้ตั้งความปรารถนาไว้ถูก <strong>บุญมันก็บันดาลให้เกิดปัญญามองเห็นช่องทางพ้นทุกข์ได้</strong> ดังกล่าวมานี้อย่างพวกเรา ที่ได้มาชุมนุมกันในที่นี้ก็ดี ก็ให้ถือว่าเรามีบุญไม่ใช่น้อยนะ ถ้าหากว่าบุญแต่หนหลังเราไม่ได้มีไม่ได้ทำมา คงจะไม่กระตือลือล้นมาฟังเทศน์ฟังธรรมกันอย่างนี้นะ</p>
<p>           เพราะว่าไม่มีบุญกุศลดลบันดาลแล้วมันไม่ได้ดอก มันไม่เกิดศรัทธา มันห่วงการห่วงงานห่วงเล่นห่วงสนุก ห่วงดูโทรทัศน์ สารพัด ตั้งแต่เครื่องล่อตาลวงใจ ในโลกนี้นะ ถ้าบุญกุศลไม่แรงมันทิ้งความห่วงเหล่านั้นไม่ได้ มันทิ้งความสนุกสนานไม่ได้เลย อันนี้พวกเราสละได้อย่างนี้นะ แสดงว่าพวกเรามีบุญมากพอสมควรน๊า ดังนั้นขอให้พากันรักบุญตัวเองให้มาก อย่าไปรักกิเลสตัณหามากกว่าบุญกุศล ให้รักบุญรักความดีที่ตนทำมา</p>
<p>           ตนรักษา<strong>ศีลห้า</strong>ให้บริสุทธิ์ อย่างนี้นะขอให้รักให้ทนุทนอมไว้ อย่าให้ศีลมันขาด แม้ว่าจะอดอยู่อดกินอยู่บ้างก็ ยอมเสียสละลงไป ไม่เป็นไรหรอกขอให้มีศีล เป็นเครื่องประดับตัวแล้ว แม้เราจะอยู่ในโลกนี้ก็ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน อานิสงส์ศีล นี่มันก็ดลบันดาลให้มีอยู่มีกินอยู่นั้นแหละ ถ้าผู้ใดไม่ยอมเสียสละความชั่ว เสียก่อนแล้วความดีมันก็ไม่งอกขึ้นมาได้ เป็นอย่างนั้น ดังนั้นเราต้องยอมสละความชั่วเสียก่อน เหมือนอย่างบุคคลจะปลูกต้นไม้ลงในสวน ในดินตรงนี้ แต่มีหญ้ารกอยู่อย่างนี้นะ เราต้องไปดายหญ้านั้นให้เตียนโล่งเสียก่อน อย่าให้หญ้ามันขึ้นมาท่วม ต้นไม้นั้นได้ เช่นนี้ปลูกต้นไม้นั้นลงในดินนั้นมันก็จึงงอกเงย งอกงามเจริญขึ้นมาได้ ให้ลองคิดดูอย่างนั้น ตั้งแต่แผ่นดินมันก็ต้องมีหญ้า เป็นเครื่องประดับอยู่อย่างนั้นแหละ แต่หญ้านั้นไม่ค่อยเป็นประโยชน์ แก่มนุษย์เท่าไหร่นักแต่ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเหมือนกันแหละ สำหรับวัวควายช้างม้ามันอาศัยกินหญ้านั้นแหละ แต่ว่าหากเป็นศัตรูพืชของมนุษย์ที่ปลูกฝังลงไป ต้องได้ดายทิ้งต้องได้ชำระมันไป อันนี้เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ลองคิดดูให้ดี มีทั้งคุณมีทั้งโทษเหมือนกันหมดเลย ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่ไปรังเกียจเดียดฉัน แม้แต่หมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง แมว สุนัข อะไร ต่ออะไรก็ตามแต่ มันก็มีประโยชน์แก่มนุษย์ไม่น้อยเหมือนกันนะ ดังนั้นอย่าไปรังเกียจมัน อย่าไปเฆี่ยน อย่าไปตีมัน ถ้าหากว่าเป็นสุนัข จรจัด เห็นมาสงสารก็เอาข้าวให้มันกินบ้าง ให้มันประทังชีวิตมันไป อย่างนี้นะเราก็ได้บุญไม่น้อยเหมือนกันนา เพราะฉะนั้นก็ขอให้พากันพิจารณาดูพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ดังที่ยกขึ้นในเบื้องต้นนั้นว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา แปลว่าธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มโนเสฏฐา มีใจเป็นใหญ่ มโนมยา สำเร็จแล้วด้วยใจ ดังนี้ <strong>ถ้าหากว่าใจของเราผ่องใส ใจเบิกบาน ใจดี การกระทำความดี ก็ทำได้ด้วย กาย วาจา ใจ นั้นบุญกุศลก็ย่อมงอกงามเจริญขึ้นได้</strong> เพราะว่าบุญ และบาป ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป มันมีจิตเป็นผู้สร้างขึ้นมาอย่างที่ว่ามาแล้วแต่เบื้องต้นแหละ อย่าไปลืม ฉะนั้นเราไม่ชอบบาป บาปมันก่อทุกข์ให้แก่เราๆ ไม่เอามัน สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามไว้เป็นบาป เราจะไม่ทำเราจะไม่ล่วงเกินเลย เพราะว่าพระพุทธเจ้ารู้ดีกว่ามนุษย์ และเทวดาทั้งหลายทั้งหมดเลย ถ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีผู้จะเชื่อหรอกในโลกอันนี้แหละ ให้คิดอย่างนั้น ถ้าหากว่าเราสละชีวิตบูชา คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าสอนให้เว้นจากโทษอย่างนั้นๆ ก็เว้นตามเลย เอ้าแม้นจะได้อยู่ได้กิน ไม่สมบูรณ์พูลสุขเท่าไรก็ช่างเถอะ ไอ้โลกนี้มันก็ไม่ยั่งยืนอะไรดอก</p>
<p>                                            <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141952.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
           แต่เศรษฐีมันก็ยังตายได้เหมือนกันนา ไม่ใช่ตายแต่คนโรค คนจนนา คิดเข้ามาเทียบเคียงหลายเรื่อง เข้ามาประกอบกันเข้าไปแล้วก็ มันก็ยินดี ยินดีเป็นอยู่ด้วยศีลด้วยธรรม <strong>ไม่ล่วงศีลแม้จะอดอยาก ปากแห้ง อยู่บ้างก็ช่างมันขอให้มี ศีล ประดับอยู่ที่ กายวาจาใจแล้วพอแล้ว</strong> <strong><span style="color: #0000ff;">ถ้าผู้ใด สละลงได้อย่างนี้แล้ว แน่นอนนะ นับตั้งแต่ชาตินี้ไปขึ้นชื่อว่าความทุกข์ จักไม่มี </span></strong>เพราะว่าผู้ไม่ทำบาป ผู้ไม่มีบาปติดตัวแล้วนะ ไปเกิดที่ไหน ก็เกิดดี เกิดในถิ่นที่มีความสุขความเจริญมีอายุ ยืนยาวนาน มีผิวพรรณผ่องใส สมบูรณ์ด้วยโภคะสมบัตินานาประการ คนมีบุญนะ ถ้าหากว่ามีบาปติดตามไปแล้ว มีเงินทอง มากเมื่อไรโจรมันก็ไปรวมหัวกันจี้เอา ปล้นเอาเผาบ้านเผาเรือน ฉิบหายวายวอด นั่นละเรียกว่าบาปมันตามสนองเอา <strong>บุคคลผู้มีบุญวาสนาบารมีอย่างเดียว ไม่มีบาปติดตามมา มีสมบัติโภคะอันใดก็ล้วน แต่เป็นที่รักที่ชอบใจ แล้วก็ให้ความสุขความสบาย ไม่มีโจรขโมยอะไรจะมาจี้มาปล้นมาหลอกลวงเอา</strong> <span style="color: #0000ff;"><strong>เพราะว่าบุญกุศลของผู้นั้นน่ะ ช่วยรักษา ไม่มีภัยอันตรายใดๆ </strong></span>เหมือนอย่างที่จะยกเรื่องราวของ ลูกของนาโสเภณีคนหนึ่ง ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าโน้นแหละ ธรรมดาคนผู้หญิงโสเภณีสมัยนั้นน่ะ เมื่อเขาได้ลูกมาเป็นลูกผู้ชายเขาไม่เลี้ยงนะ เขาว่ามันหากินช่วยแม่ไม่ได้ ถ้าเป็นลูกผู้หญิงมาเขาเลี้ยงไว้ ว่างั้นบัดนี้ โสเภณีคนหนึ่งได้ลูกผู้ชายมา เลยไม่เอาละไม่เลี้ยงเอาใส่หม้อ แล้วก็เอาหม้อนั้นวางบนถาด ถาดนั้นก็เป็นถาดดีน้ำซึมไม่ได้ แล้วก็เอาไปไหลล่องน้ำเลย ไหลล่องน้ำแม่คงคาประเทศอินเดีย</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_372_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/372?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_372_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=372&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2588-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%8d-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a0" title="หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" rel="tag">หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สติ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2009 02:16:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมเทศนา]]></category>
		<category><![CDATA[พระอาจารย์ขาว อนาลโย]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[สติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=363</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าเรามีสติแล้วไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เรามีปัญหาก็จะสามารถใช้สตินั้น แก้ไขและสามารถเผชิญกับปัญหานั้นได้อย่างดี ถ้ามีสติดีอะไรๆก็จะดีไปด้วย ฉะนั้นพึงระลึกไว้และทำจิตให้สงบ
การฟังธรรมก็เหมือนกับการประกอบทัพสัมภาระคือเตรียมเครื่องสัมภาระทั้งหลายเพื่อจะลงมือทำการทำงาน ครั้นเตรียมมาแล้วเครื่องกลเครื่องไกอะไรก็ดีถ้าไม่ทำก็ขึ้นขี้สนิมเปล่า ๆ ฉันใดก็ดี การสดับตรับฟังโอวาทคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นกันพระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้บอกทางให้เท่านั้นแหละ พวกเราครั้นเชื่อต่อคำสอนของพระองค์แล้ว เป็นผู้ลงมือดำเนินการ เราเองจะทำด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้นจะว่าโดยย่อ ๆ เท่านั้น อาตมาไม่มีคำพูดหลาย เพราะอยู่ป่าอยู่ดง จะว่าให้ฟังย่อ ๆ พอเป็นหลักดำเนินปฏิบัติของพวกเราทั้งหลาย
           ศาสนาคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ในตู้ตั้งอยู่ในที่ต่าง ๆ หรือบนใบลานนั้นน่ะก็ดี อันนั้นเป็นเครื่องบอกทางที่จะดำเนินตาม ต้นธรรมแท้ ๆของพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่จำเพาะใคร จำเพาะเรา แก่นของธรรมแท้ ๆ อยู่ที่สติ ให้พากันหัดทำสติให้ดี ให้สำเหนียก ให้แก่กล้า สติทำเท่าไรไม่ผิด สตินี่ ทำให้มันมีกำลังดีแล้ว จิตมันจึงจะล่วง เพราะสติคุ้มครองจิต
                                      
           ตัวสติก็คือจิตนั่นแหละ แต่ว่าลุ่มลึกกว่า ครั้นใจนึกขึ้นจึงเป็นตัวสติ ก็ใจนั่นแหละเป็นผู้นึกขึ้น เรียกว่าตัวสติ ถ้ารู้นึกขึ้นนั้นแหละสติตัวสติก็เป็นใจ อันเดียวกันนั่นแหละ
เพราะเหตุนั้นพวกเราควรอบรมสติ ครั้นทำสติให้มีแก่กล้า ทำให้มันดีแล้ว ไม่มีพลาด ทำก็ไม่พลาด พูดก็ไม่พลาดคิดก็ไม่พลาด ย่อมถูกไม่ผิด เพราะการทำเอาเอง
           ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์อยู่กับสติอันเดียว พระพุทธเจ้าว่าแล้วในพระโอวาทปาฏิโมกข์ไม่ใช่หรือ บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวอยู่บนพื้นปถพี รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายไปลงอยู่ในรอยเท้าช้างอันเดียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าเรามีสติแล้วไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เรามีปัญหาก็จะสามารถใช้สตินั้น แก้ไขและสามารถเผชิญกับปัญหานั้นได้อย่างดี ถ้ามีสติดีอะไรๆก็จะดีไปด้วย ฉะนั้นพึงระลึกไว้และทำจิตให้สงบ</p>
<p><strong>การฟังธรรมก็เหมือนกับการประกอบทัพสัมภาระ</strong>คือเตรียมเครื่องสัมภาระทั้งหลายเพื่อจะลงมือทำการทำงาน ครั้นเตรียมมาแล้วเครื่องกลเครื่องไกอะไรก็ดีถ้าไม่ทำก็ขึ้นขี้สนิมเปล่า ๆ ฉันใดก็ดี การสดับตรับฟังโอวาทคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นกันพระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้บอกทางให้เท่านั้นแหละ พวกเราครั้นเชื่อต่อคำสอนของพระองค์แล้ว เป็นผู้ลงมือดำเนินการ เราเองจะทำด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้นจะว่าโดยย่อ ๆ เท่านั้น อาตมาไม่มีคำพูดหลาย เพราะอยู่ป่าอยู่ดง จะว่าให้ฟังย่อ ๆ พอเป็นหลักดำเนินปฏิบัติของพวกเราทั้งหลาย</p>
<p>           ศาสนาคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ในตู้ตั้งอยู่ในที่ต่าง ๆ หรือบนใบลานนั้นน่ะก็ดี อันนั้นเป็นเครื่องบอกทางที่จะดำเนินตาม ต้นธรรมแท้ ๆของพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่จำเพาะใคร จำเพาะเรา <strong><span style="text-decoration: underline;">แก่นของธรรมแท้ ๆ อยู่ที่<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สติ">สติ</a></span></strong> ให้พากันหัดทำสติให้ดี ให้สำเหนียก ให้แก่กล้า สติทำเท่าไรไม่ผิด สตินี่ ทำให้มันมีกำลังดีแล้ว จิตมันจึงจะล่วง เพราะสติคุ้มครองจิต<br />
                                      <img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142710.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p>           <strong><span style="color: #ff00ff;">ตัวสติก็คือจิตนั่นแหละ</span></strong> แต่ว่าลุ่มลึกกว่า ครั้นใจนึกขึ้นจึงเป็นตัวสติ ก็ใจนั่นแหละเป็นผู้นึกขึ้น เรียกว่าตัวสติ ถ้ารู้นึกขึ้นนั้นแหละสติตัวสติก็เป็นใจ อันเดียวกันนั่นแหละ</p>
<p>เพราะเหตุนั้นพวกเราควรอบรมสติ ครั้นทำสติให้มีแก่กล้า ทำให้มันดีแล้ว ไม่มีพลาด ทำก็ไม่พลาด พูดก็ไม่พลาดคิดก็ไม่พลาด ย่อมถูกไม่ผิด เพราะการทำเอาเอง</p>
<p>           <strong>ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์อยู่กับสติอันเดียว</strong> พระพุทธเจ้าว่าแล้วในพระโอวาทปาฏิโมกข์ไม่ใช่หรือ บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวอยู่บนพื้นปถพี รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายไปลงอยู่ในรอยเท้าช้างอันเดียว มีรอยเท้าช้างเป็นใหญ่กว่าเขาเสียหมด ฉันใดก็ดี ธรรมะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ที่สติ</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"></p>
<p style="text-align: left;">
           กุศลและธรรมทั้งหลาย คุณงามความดีทั้งหลาย จะเกิดขึ้นเพราะบุคคลอยู่กับสติอย่างเดียว บุญกุศลเค้ามูลกุศลทั้งหลายมาสโมสรมารวมอยู่ในสติ สติเป็นใหญ่ เพราะเหตุนั้นพึงรู้อย่างนี้ว่าสติเป็นแก่นธรรม แก่นธรรมมีอยู่สำหรับทุกคน พุทโธมีอยู่ทุกคนทีเดียว พุทธะผู้ตรัสรู้ของจริงนั้น ผู้จะรู้เท่าความจริงทั้งหลายมีอยู่ทุกรูปทุกนามแต่ว่าเรามันหลง จิตของเราเปรียบอุปมาเด็กอ่อนแอทีเดียว เพราะเหตุนั้นแหละ สติเปรียบเหมือนพี่เลี้ยงก็เจ้าของของจิตนั่นแหละ เมื่อมันนึกขึ้นก็แม่น ( = คือ) สตินี่แหละ</p>
<p>           <strong>สตินั่นอบรมจิต ครั้นอบรมจนจิตรู้เท่าตามความเป็นจริงแล้ว มันจึงหายความหลงพบความสว่าง ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ ครั้นมีสติคุ้มครอง หัดไปจนมันแน่วแน่แล้ว ให้มันแม่นยำให้มันสำเหนียกแล้ว มันก็จะรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง<br />
</strong><br />
           <strong>สติเป็นเครื่องตี คือตีสนิมของจิต <span style="color: #ff00ff;">ดวงจิตมีความหลงเรียกว่าอวิชชา</span></strong> จิตนั่นแหละมันหลง ความหลงคืออวิชชา ขี้สนิมมันก็อยู่กับอวิชชา คือที่มันหลงนั้นขี้สนิมโอบมัน แต่ก่อนจิตผ่องใส พระพุทธเจ้าจึงว่า จิตเดิมธรรมชาติเลื่อมประภัสสร แต่อาศัยอาคันตุกะกิเลส คือ รูป เสียงกลิ่น รส เครื่องสัมผัสทั้งหลายเข้ามาสัมผัสแล้ว มันจึงหลงไปตาม จึงเป็นเหตุให้จิตนั้นเศร้าหมองขุ่นมัวจึงไม่รู้เท่าตามความเป็นจริงไป</p>
<p>           ของอวิชชา<strong><span style="color: #ff00ff;">ความโง่เหมือนกันกับเหล็ก</span></strong> เหล็กนั้นมันก็ดี ๆ อยู่นั่นแหละแต่สนิมก็เกิดขึ้นในเหล็กนั่นเอง เมื่อเขาตีสนิมออกแล้วจึงเป็นดาบคม ขัดเกลาแล้วจึงเป็นดาบคมใช้การได้ เมื่อไม่ตีมันก็อยู่อย่างนั้น จนขี้สนิมกินมากก็ใช้การไม่ได้ จิตของเราก็ดี อาศัยสติเป็นผู้ขัดผู้เกลา อาศัยสติเป็นผู้คุ้มครอง เชื่อสติเชื่อมั่น</p>
<p>                                           <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142711.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
           อันที่จริงอาคันตุกะกิเลสก็ไม่เป็นปัญหาที่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสภายนอกไม่เป็นปัญหา ข้อมูลรากเง่าของมันก็คือ กามาสวะ ภวาสวะ วิภวาสวะ อันนี้เป็นอนุสัยเป็นสนิมของมันเป็นสนิมหุ้มห่อจิตให้มืดมนอนธการ เช่นนี้แหละ เมื่อเราหัดสติทำสติให้ดีแล้ว สู้มีกำลังแล้ว จตมันก็จะรู้เท่าต่อความเป็นจริง ครั้นมีสติแล้ว สัมปชัญญะ ความรู้ตัวพร้อมก็เจริญ สัมปชัญญะก็ดวงปัญญานั่นแหละญาณก็ว่า ปัญญาก็ว่า ความรู้ตัวพร้อมกับสติทั้งสองอย่างนี้เป็นคู่กัน พอสติระลึกขึ้นแล้ว สัมปชัญญะก็รู้ว่าผิดหรือถูก รู้พร้อม ถูกก็รู้พร้อม ผิดก็รู้พร้อม</p>
<p>           เมื่อเราอบรมสติดีแล้ว มันจะมีกำลังความสามารถ สามารถทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถจะแทงตลอดได้ทุกสิ่งทุกอย่างแม้ว่าจะทำอันใดก็ดี คิดดูเถอะน่ะ เวลาไฟไหม้บ้านเขายังเกิดกำลัง สามารถหอบเอาของหนัก ๆ ออกจากไฟได้ หมดไฟไหม้แล้ว ไฟดับแล้ว สามสี่คนไปหามของนั้นก็ไม่ไหว จิตก็ปานนั้นแหละมีกำลังมาก เพราะเหตุนั้น เมื่อเราหัดดีแล้วเหาะได้เหมือนพระโมคคัลลาน์มุนีก็มี แล้วพวกเราสงสัยว่า เหาะก็คือท่านนั่งอยู่นี่แหละแล้วจิตท่านไปสวรรค์ไปนรกไปนั่น ๆ ตัวท่านนั่งอยู่ที่นี่ อันนั้นก็แม่น แต่ว่าไปได้จริง ๆ เหาะเอากายไปด้วย คิดดูเถอะ<strong> จะมัวกลัวอะไรกับตาย ให้พากันอบรมจิต</strong></p>
<p>           พวกเรานี้อะไร ๆ ก็ดีแล้ว สมบูรณ์บริบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พวกศรัทธาทั้งหลายก็นับว่าเป็นผู้สูงอยู่แล้ว ศรัทธาก็มีอยู่แล้ว ได้สดับตรับฟังแล้วก็มีอยู่แต่จะทำเอาเท่านั้น ให้พากันทำเอา มันจะไปไหนเสีย ธรรมทั้งหลายมันก็อยู่นี่แหละ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น เหล่านั้นเป็นเปลือกเป็นนอก แก่นมันก็คือสติ ให้ทำเอา สตินั่นแหละ ทำให้มีกำลัง เมื่อสติมีแล้วมันก็รักษาจิตของมัน มันไม่ให้ไปออกซ้ายออกขวา สติคอยขนาบเข้ามา ๆ สติแก่กล้า จิตย่อมทนไม่ได้ เมื่อทนไม่ได้มันก็สงบลง ครั้นสงบลงแล้วมันก็รู้ เดี๋ยวนี้มันไม่มีปัญญา มันก็ส่ายไปมา เพราะมันไปหลายทาง จึงไปหลายทางเพราะเป็นอาการของมัน มันไปตามแง่ของมัน คือเวทนามันเป็นแสงของจิต สัญญาก็เป็นแสงของจิต <strong>ความปรุง (= สังขาร)</strong> นั้นก็เป็นแสงของจิต วิญญาณ เครื่องรู้ทวารทั้งหกก็เป็นแสงของจิตออกไปทั้งนั้น ผู้รู้แท้ ๆ ถ้าจะสมมุติว่าตนก็แม่น เจ้าจิตนั้นแหละแม่นเจ้าสตินั้นเหละที่สมมุติว่าตนนอกจากนั้นเป็นอาการทั้งนั้น</p>
<p>           <strong>รูป (กาย) อันนี้ก็เป็นแต่เพียงธาตุประชุมกัน<span style="color: #ff00ff;"> ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ</span>ประชุมกันเท่านั้น</strong> เพราะฉะนั้นเมื่อจิตสงบลงไป เวทนาก็ดับแล้ว พอมันสงบลงไปแล้ว คนก็ไม่มี อะไรเล่ามันจะมาเจ็บมาทุกข์ อะไรเล่ามันจะมาจำ คนไม่มี มันก็สว่าง ๆ ขึ้น เมื่อจิตสงบลงมันก็สว่างโร่ขึ้นมา ว่าง ๆว่างๆ จิตสงบลงก็ว่าง ความจำหมายก็ไม่มี ความปรุงแต่งขึ้นอีกก็ไม่มี ที่จะรู้วิญญาณ รู้ไปตามทวารทั้งหกก็ไม่มี มันดับไปสิ้น เท่ากับว่าของไม่มีอยู่นี้ แล้วของที่มีอยู่นี้เป็นของหนัก ครั้นใครยึดใครถือไว้ก็หนัก ไปถือขันธ์ <strong>รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์</strong> ใครยึดไว้ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ถือหาบอันหนัก พระพุทธเจ้าจึงว่า<strong> ขันธ์ห้าเป็นภาระอันหนัก</strong>เน้อ</p>
<p>           <strong><span style="color: #ff00ff;">ขันธ์ห้าก็รวมทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ</span></strong>ใครถืออันนี้ ใครถือไปเป็นทุกข์ เมื่อผู้ว่างภาระคือวางไม่ยืดถือว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตนแล้ว ไม่ยึดถือแล้วได้ชื่อว่าเป็นผู้วางภาระ ก็มีความสุข จะนั่ง ยืน เดิน ก็มีความสุข ไม่ถือเอาภาระคือถือเอาขันธ์ห้านี้</p>
<p>           เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว ไม่ถือเอา ไม่ยึดเอา ได้ชื่อว่าเป็นผู้ขุดตัณหาขึ้นได้ทั้งราก เป็นผู้เที่ยงแล้ว เที่ยงว่าจะเข้าสู่ความสุขตามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เที่ยงแล้ว เมื่อจิตมันรวมแล้ว มันก็จะรู้ตามความเป็นจริง มันจะวางขันธ์นี้ เมื่อมันรวมนั่นแหละ ถ้าจิตรวมแล้วมันก็วาง วางแล้วก็มีแต่ว่าง ๆ แล้วค้นหาตัวก็ไม่มี เมื่อค้นหาตัวไม่มีแล้วก็อันนั้นแหละ</p>
<p>           พอจิตสงบลงแล้ว ปัญญาก็เกิดขึ้นของมันเอง ครั้นจิตสงบถึงฐานถึงที่ ถึงอัปปนาแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นเองนะแหละ ถึงตอนนั้น แม้จิตมันฟุ้งขึ้น ฟุ้งแล้วมันก็ไป มันไม่ยึดอันใด แม้แสงสว่างอันสว่างหมดทั้งโลกก็ตาม มันไม่ไปยึด มันสาวเข้าหาคนไหน คนอยู่ที่ไหนมันจึงมาอวดว่าถือตนถือตัว อยู่ไหนเล่า สาวเข้าไป ๆ อันนั้นหรือคน อันนี้หรือคน หาไม่มี ถ้าจิตรวมลงอยางนั้น ก็ได้อาศัยสติควบคุมให้มันอยู่ ไม่ให้มันไป จิตรวมลงอย่างนั้น แจ่มใสทีเดียว ไม่ใช่นั่งง่วงนอน ง่วงนอนไม่ใช่นิสัยของสติ สตินั้นแจ่มใส แจ่มใสอย่างนี้แหละเรียกว่า <strong>สัมมาสติ</strong> เป็นสมาธิอันถูกต้อง อันนั้นแล้ว สติก็แม่น (= ค) จิตนั่นแหละเป็นตัวแจ่ม <strong>จิตนั่นแหละเป็นตัวสมาธิ จิตนั่นแหละเป็นตัวปัญญา</strong> อันเดียวนั่นแหละ มันจะถึง<strong><span style="color: #ff00ff;">อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา</span></strong>ได้ ต้องอาศัยสติควบคุมนั่นแหละ</p>
<p>                                       <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142709.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p>           <strong>ผู้ศรัทธาได้ยินได้ฟังแล้ว ให้พากันตั้งใจทำ มันไม่อยู่ที่อื่นหนา ไม่ต้องไปหาเอามาจากที่อื่นหนา อยู่จำเพาะใคร จำเพาะเรานี้นะ</strong> ไม่ต้องไปคว้าเอาที่ไหนดอก ทำเอานั่นแหละ นึกขึ้นก็พอ ปะกันโลด ( = โดยเร็ว) เห็นกันโลด นึกขึ้นก็เห็นกันโลด แล้วก็คุมสติเข้าเอง มันจะรู้เอง ปัจจัตตัง หรือ สันทิฏฐิโก จะเห็นเอง อกาลิโก ไม่อ้างกาลเวลา จิตเราหายจากราคะแล้ว จะรู้จำเพาะตนน่ะแหละ จิตเรายังมีราคะ ก็จะรู้ จิตมีโทสะก็จะรู้ จิตหายโทสะก็จะรู้ จิตมีโมหะ ความหลงงมงาย ก็จะรู้ จิตหายโมหะก็จะรู้ จิตซบเซาก็จะรู้ จิตฟุ้งซ่านก็จะรู้ รู้ได้แล้วก็จะได้ปลดเปลื้องแก้ไข ผู้ว่างจิตเบาบางแล้วก็จะเพิ่มความยินดีเพิ่มความศรัทธาขึ้น รีบเร่งความเพียรเข้าอีก เอาเท่านั้นแหละ พากันทำเอา ไม่อ้างที่อ้างฐานดอก อยู่ที่ไหนก็ทำได้ เวลาจิตมันสงบสติมันก็มีอยู่นั่นแหละ.</p>
<p style="text-align: left;">ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</p>
<p></span></p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p><map name='google_ad_map_363_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/363?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_363_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=363&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2" title="ธรรมเทศนา" rel="tag">ธรรมเทศนา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%a2" title="พระอาจารย์ขาว อนาลโย" rel="tag">พระอาจารย์ขาว อนาลโย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4" title="สติ" rel="tag">สติ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed ) in 3.73566 seconds, on May 19th, 2012 at 1:49 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on May 19th, 2012 at 2:49 pm UTC -->
