Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

225

     ในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม  ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เรียกร้องให้ชายไทยที่สูบบุหรี่ช่วยกันลดจำนวนหญิงไทย 10 ล้านคนจากการได้รับควันบุหรี่มือสองโดยการไม่สูบบุหรี่ในที่ทำงาน  ในบ้าน และในที่สาธารณะ 

      ทั้งนี้จากการสำรวจการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ระดับโลกเมื่อปี พ.ศ.2552 พบว่าหนึ่งในห้าของหญิงไทยคิดเป็นจำนวน 1 ล้าน 8 หมื่นคนได้รับควันบุหรี่มือสองในที่ทำงาน และหนึ่งในสี่ของหญิงไทย คิดเป็นจำนวน 8.8 ล้านคน  ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน ตัวเลขนี้ไม่รวมหญิงไทยที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในที่สาธารณะอื่น ๆ เช่น ร้อยละ 52 ในตลาด ร้อยละ 7.5 ในยวดยานสาธารณะ ร้อยละ 7.2 ในภัตตาคาร ร้อยละ 3.1 ในสถานที่ราชการ และร้อยละ 2.1 ในโรงพยาบาล รวมจำนวนหญิงไทยที่ไม่สูบบุหรี่แต่ต้องได้รับควันบุหรี่ทุกวันกว่า 10 ล้านคน 

     ทั้งนี้ควันบุหรี่มือสองนอกจากจะก่อความรำคาญจากกลิ่นเหม็นในอากาศและที่ติดตามเสื้อผ้าและเส้นผมของผู้ที่ได้รับควันบุหรี่แล้ว ยังทำให้เกิดการระคายเคืองของทางเดินหายใจ  ดวงตาในระยะสั้น  และในระยะยาวนำไปสู่โรคต่าง ๆ ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม  โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคถุงลมปอดพอง โรคหืด  ซึ่งแม้จะมีรายงานการวิจัยในปี พ.ศ.2547 ว่ามีหญิงไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ 5,793 คน  ในขณะที่ชายไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ 35,390 คนในปีเดียวกัน  แต่ยังไม่มีงานวิจัยถึงจำนวนหญิงไทยที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง  ซึ่งรายงานการวิจัยจากจีนในปี พ.ศ.2545 พบว่า จำนวนหญิงจีนที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง 48,400 คน มีจำนวนมากกว่าหญิงจีนที่เสียชีวิตจากที่ตัวเองสูบบุหรี่ 47,300 คน 

     ซึ่งหากชายไทยที่สูบบุหรี่ไม่สูบในบ้าน  ในที่ทำงาน และในสถานที่สาธารณะที่กฎหมายห้ามสูบ  นอกจากจะทำให้หญิงไทยไม่ต้องได้รับควันบุหรี่มือสองแล้ว  ยังทำให้เลิกสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้นและโดยเฉพาะการไม่สูบบุหรี่ในบ้านยังลดโอกาสที่ลูก ๆ จะติดบุหรี่ด้วย  ทั้งนี้อัตราการสูบบุหรี่ของชายไทยยังอยู่ที่ร้อยละ 39.2 หญิงไทยร้อยละ 2.4 และจำนวนผู้สูบบุหรี่รวมยังอยู่ที่ 10.69 ล้านคน

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยงานวิจัยที่พบว่า การกินอาหารมากบ่อย ๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักขึ้นหลังเลิกสูบบุหรี่

โดยงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเกี่ยวกับความผิดปกติของการกินอาหารฉบับเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลในอาสาสมัคร 103 คนที่เลิกบุหรี่ได้ ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานเมื่อครบหนึ่งปีของการเลิกสูบบุหรี่ พบว่า สามารถแบ่งผู้เลิกสูบบุหรี่ตามพฤติกรรมการกินอาหารได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีพฤติกรรมการทานอาหารเป็นไปตามปกติ 56 คน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับก่อนเลิกสูบ ในขณะที่กลุ่มสองที่มีการกินอาหารมากบ่อย ๆ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.2 กิโลกรัม

ผู้วิจัยเสนอว่า เนื่องจากการที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นภายหลังการเลิกบุหรี่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนกลับไปสูบบุหรี่ใหม่ การหลีกเลี่ยงการกินอาหารมากบ่อย ๆ เช่น การกินเลี้ยง การมีปาร์ตี้ จะป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป อันจะช่วยให้สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร

            ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวถึงสาเหตุที่ผู้เลิกสูบบุหรี่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากสารพิษและนิโคตินในบุหรี่ออกฤทธิ์ที่สมอง ทำให้ผู้สูบบุหรี่มีความอยากอาหารน้อยกว่าปกติ รวมทั้งหลังจากเลิกสูบบุหรี่ ประสาทที่รับรู้รสชาติอาหารจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ ทานอาหารอร่อย ทำให้ทานได้มากขึ้น

ดังนั้นคนที่เพิ่งเลิกสูบบุหรี่จึงต้องระวังที่จะไม่กินอาหารมากเกินไป ไม่กินจุกจิก เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่น้อย เช่น ผัก ปลา และผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัด ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ๆ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นน้อยหรืออาจจะไม่เพิ่มขึ้นเลยก็ได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาการควบคุมน้ำหนักระหว่างเลิกสูบบุหรี่ โทร.ปรึกษาได้ที่หมายเลข 1600

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เป็นที่ทราบกันมากขึ้นแล้วว่าธุรกิจยาสูบข้ามชาติจะมาจัดงานเอ็กซ์โปผลิตภัณฑ์ยาสูบที่อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายนนี้

เขาให้เหตุผลในการเชิญชวนผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงธุรกิจยาสูบทั่วโลกว่า เขาเลือกจัดที่กรุงเทพฯ เพราะเอเชียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดและโตเร็วที่สุดในโลก

เมื่อได้ดูหัวข้อการประชุมที่จะมีการนำเสนอกันแล้ว บอกได้อย่างเดียวว่า บริษัทบุหรี่ข้ามชาติเหล่านี้กำลังใช้ประเทศไทยปฏิบัติการท้าทายโลกทั้งโลก เพราะขณะนี้ 165 ประเทศทั่วโลกกำลังระดมสมองกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อร่วมมือกันในการที่จะปฏิบัติตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ประชากรโลกเลิกสูบบุหรี่ เพื่อลดจำนวนคนที่ตายจากการสูบบุหรี่ ที่ขณะนี้สูงถึงปีละ 5.4 ล้านคน แต่หัวข้อการประชุมในงานเอ็กซ์โปยาสูบเขาพูดถึง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สารปรุงแต่งกลิ่นรสใหม่ (รสผลไม้) รูปแบบซองบุหรี่ใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้สูบได้รับนิโคติน การทำตลาดในประเทศที่ห้ามโฆษณา

เราได้รับข้อมูลจากเพื่อนที่มาเลเซียที่มีโอกาสเข้าร่วมประชุมการจัดงานเอ็กซ์โปยาสูบที่กัวลาลัมเปอร์เมื่อสี่ปีก่อน นวัตกรรมทางการตลาดใหม่ๆ ที่แสดงในงานครั้งนั้นได้ถูกนำมาใช้ในมาเลเซีย หลังจากนั้นไม่นาน ที่มาเลเซีย กลุ่มต่อต้านพยายามเคลื่อนไหว เพื่อที่จะล้มการประชุมครั้งนั้น แต่ไม่สำเร็จ ผู้เขียนได้รับอีเมล์จากนายเอียน เทรซี่ ผู้จัดการประชุม “โจมตี” ท่าทีของผู้เขียนต่อการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครั้งนี้ เขาคาดหวังว่าผู้เขียนจะสนับสนุนงานนี้ อ้างว่าที่ประชุมจะมีการพูดถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีอันตรายลดลง แต่ความจริงหัวข้อนี้เขาจัดให้มีขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้สูบบุหรี่ว่า “อย่าเพิ่งเลิกสูบนะ เรากำลังพัฒนายาสูบที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับคุณ” มีคอลัมนิสต์รายหนึ่งเขียนทำนองว่าเราไม่ควรจะไปต่อต้านการประชุมมากเกินไป เราเป็นเจ้าบ้าน ประเทศชาติต้องมาก่อน ผู้เขียนตอบไปว่าก็เพราะเห็นว่า ประเทศชาติต้องมาก่อนถึงได้ออกมาบอกข่าวให้คนไทยรู้ บุหรี่เป็นสินค้าเสพติดที่ทำให้ผู้เสพเสียชีวิตจำนวนมากมายในแต่ละปี พ่อค้าบุหรี่มาวางแผนเพื่อที่จะขายสินค้าแห่งความตายให้ได้มากที่สุด บนผืนแผ่นดินไทย ผู้เขียนและทีมงานรู้แผนโฉดของพ่อค้าเหล่านี้ เราจึงต้องบอกให้สังคมไทย และสังคมโลก ที่หนีไม่พ้นที่จะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการจัดงานครั้งนี้รับรู้ และถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายรู้ถึงข้อกำหนดของมาตรา 5.3 อนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ องค์การอนามัยโลก ที่ห้ามข้าราชการและหน่วยงานรัฐบาลเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ที่จัดโดยธุรกิจยาสูบ

เพราะธุรกิจนี้ต้องการใช้ข้าราชการหรือคนมีชื่อเสียงในสังคมไทยช่วยล้างภาพพจน์ที่ตกต่ำสุดๆ ของพวกเขา เพื่อลดทอนกระแสและมาตรการควบคุมยาสูบ

มอริเชียสเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายห้ามธุรกิจยาสูบบริจาคเงินหรือสิ่งของแก่หน่วยงานต่างๆ เพราะถือว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการบริจาคคือเป็นการโฆษณาทางอ้อมวิธีหนึ่ง

ภาคีทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันเปิดโปงกลยุทธ์ รู้ทันและไม่ตกเป็นเครื่องมือของธุรกิจนี้

ที่มา สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

“หมอชิต” สถานีขนส่งโดยสารต้นแบบปลอดบุหรี่

นายประจักษ์  แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในการแถลงข่าวโครงการการดำเนินการจัดเขตปลอดบุหรี่ตามกฎหมายด้านคมนาคม  : สถานีขนส่งปลอดบุหรี่ ซึ่งจัดโดย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กระทรวงคมนาคม, บริษัท ขนส่ง จำกัด, มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  พร้อมด้วย  นางประนอม  จันทรภักดี  ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข   ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ  เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม  พร้อมด้วยดารานักแสดง จากช่อง 3,มิสทีนไทยแลนด์ และ Miss Slimming U. Challenge 2008 

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ : ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ                              มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่       

โทร. 02-278-1828 / 081-8229799

ที่มา  มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ร่วมกับ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยแพร่เอกสารแผ่นพับอันตรายร้ายแรงของการสูบบุหรี่ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 5 โรค อันได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหืดและโรคภูมิแพ้ และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยและครอบครัวทราบ  เพื่อเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยเหล่านี้เลิกสูบบุหรี่ให้ได้

           นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ผู้อำนวยการสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์  กระทรวงสาธารณสุข  มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เข้ารับบริการในสถานบริการสุขภาพ ปี พ.ศ. 2551 ดังนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน 388,551 คน โรคความดันโลหิตสูง 498,809 คน ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 1,108,026 คน ผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 124,532 คน และผู้ป่วยโรคหืด 113,530 คน รวมผู้ป่วยโรคเรื้อรังทั้ง 5 โรค 2,229,448 คน หากอัตราการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยเหล่านี้เท่ากับของประชากรทั่วไปคือ ประมาณร้อยละ 20 จะมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่สูบบุหรี่ประมาณ 445,890 คน 

              นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าพิจารณาจากรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บปี 2550 ซึ่งดำเนินการโดยสำนักโรคไม่ติดต่อเอง จะพบว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 15 – 74 ปี ที่บุคลากรสาธารณสุขเคยบอกว่าเป็นโรคเรื้อรังโดยประมาณ ดังนี้ โรคเบาหวาน 1.8 ล้านคน โรคความดันโลหิตสูง 4.3 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 0.7 ล้านคน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 0.5 ล้านคน และโรคหืด  0.6 ล้านคน รวม 7.9 ล้านคน เพราะฉะนั้น จะมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้ที่สูบบุหรี่ประมาณ 1.6 ล้านคน ซึ่งการสูบบุหรี่ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วจะทำให้โรคทรุดลงเร็วขึ้น เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงและเร็วขึ้น เช่น ไตวายเร็วขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน หัวใจวายเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น และทำให้ต้องใช้ยาในการรักษาเพิ่มมากขึ้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายทั้งผู้ป่วย ญาติ และทีมผู้ให้บริการผู้ป่วยในการชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจและพยายามช่วยให้ผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้ แต่ละคนอาการดีขึ้น รักษาง่ายขึ้นและเกิดโรคแทรกซ้อนช้า

             ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า แพทย์และทีมงานควรจะใช้โอกาสที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้มาติดตามรับการรักษา ย้ำเตือนและแนะนำวิธีการเลิกสูบบุหรี่ทุกครั้งที่ผู้ป่วยมารับการรักษา เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ล้วนต้องการให้โรคของตัวเองดีขึ้น ซึ่งการเลิกสูบบุหรี่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ายาอื่น ๆ ที่เขาใช้รักษาโรคประจำตัวของเขา

            กรมควบคุมโรคจะได้แจกจ่ายแผ่นพับอันตรายของการสูบบุหรี่ในโรคเรื้อรัง 5 โรค ดังกล่าว แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อให้คลินิกโรคเรื้อรังเหล่านี้ที่มีอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งนี้แผ่นพับที่ผลิตขึ้นยังได้มีข้อแนะนำสำหรับการเลิกสูบบุหรี่พิมพ์อยู่ด้วย

            ผู้สนใจขอแผ่นพับเพิ่มขอได้ที่ สำนักโรคไม่ติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ 02-5903981-2 หรือที่มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  02-278-1828

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212