เด็กสาววัย๑๖ปีสู้ชีวิตหาเลี้ยงแม่ป่วยอัมพฤกษ์โดย มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย – 4 ก.ค. 51สุดสลดเด็กสาววัย ๑๖ ปี สู้ชีวิตหาเลี้ยงแม่ป่วยอัมพฤกษ์ น้องชายวัย ๑๑ ขวบ เผยแต่ละวันต้องออกไปรับจ้างหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ฝันอยากเรียนให้สูง แต่ขอให้แม่และน้องมีชีวิตที่ดีก่อน เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม นายอิฏฐารมย์ ประชุมวรรณ ผอ.โรงเรียนผาสามยอดวิทยาคม ต.ผาสามยอด อ.เอราวัณ จ.เลย กล่าวว่า น.ส.ภรากร วงษาอายุ ๑๖ ปี นักเรียนชั้น ม.๔ อยู่บ้านเลขที่ ๗๔ หมู่ ๓ บ้านนาอ่างคำ ต.ทรัพย์ไพรวัลย์ อ.เอราวัณ จ.เลย ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหาเลี้ยงครอบครัว โดยมีมารดาป่วยเป็นอัมพฤกษ์เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ และมีน้องชายอายุ ๑๑ ขวบต้องเลี้ยงดูอีกคน นอกจากเรียนหนังสือแล้วยังต้องทำงานรับจ้างหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ด้าน น.ส.ภรากรกล่าวว่า บิดาทิ้งนางสมหมาย ศรีวันคำ อายุ ๓๘ ปี มารดา ตั้งแต่ตนอายุได้เพียง ๗ ขวบต่อมามารดาประสบอุบัติเหตุเป็นอัมพฤกษ์ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตลอดเวลาต้องทำงานรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัว ที่ผ่านมาทำงานเหนื่อยมาก รู้สึกน้อยใจ แต่ถึงจะท้อก็ไม่ถอย ขอต่อสู้เพื่อแม่และน้องให้ถึงที่สุด ส่วนเรื่องเรียนจะพยายามเรียนให้จบชั้น ม.๖ แม้ว่าอยากจะเรียนให้สูงที่สุดก็ตาม เป็นห่วงครอบครัวมากที่สุด แม่เคยบอกว่าสู้นะลูก หากหนักเกินกำลังก็พักผ่อน ความดี ความมานะและกินอยู่อย่างพอเพียงจะช่วยให้ครอบครัวอยู่รอดได้(คมชัดลึกออนไลน์ ๓ กค. ๒๕๕๑)
| มูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ จากสถิติทางการแพทย์ที่ผ่านมาพบว่า อัตราการเกิดโรคหัวใจพิการในเด็ก ไม่ว่าจะเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคเรายังไม่ทราบ จึงทำให้เป็นการยากในการป้องกัน โรคหัวใจพิการในเด็กจำนวนไม่น้อยมีความรุนแรง แต่รักษาให้ดีขึ้นและหายขาดได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจเสียชีวิตหรือพิการไปตลอดชีวิต นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ก็นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ สังคมไทยเราในปัจจุบันนี้ ท่ามกลางความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม กอปรกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพความเป็นอยู่ ยังมีเด็กด้อยโอกาสอีกเป็นจำนวนมากที่ได้รับความทุกข์ยากเพียงเพราะเขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนหรืออยู่ในชนบทห่างไกลแพทย์ ยิ่งถ้าเขาเหล่านั้นมีหัวใจที่พิการ โอกาสที่จะได้รับการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องแทบจะไม่มีเลย ชีวิตน้อยๆที่บริสุทธิ์อาจหมดโอกาสที่จะเติบใหญ่อย่างสมประกอบและมีคุณค่าเป็นพลเมืองดีของชาติ ตลอดชีวิตที่เกิดมาต้องดิ้นรนต่อสู้กับโรคร้ายแบบสิ้นหวัง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็กไทยผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ ให้มีสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง เพื่อให้เขาสามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องเป็นภาระต่อสังคม เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติในอนาคต มูลนิธิเด็กโรคหัวใจจึงเกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2524 โดยกลุ่มของผู้มีจิตศรัทธาในสาธารณประโยชน์ร่วมกับคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคหัวใจเด็ก และด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงรับมูลนิธิฯไว้ในพระอุปถัมภ์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2527 มูลนิธิฯจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งแต่นั้นมา คณะกรรมการอำนวยการของมูลนิธิ ประกอบด้วยผู้มีจิตศรัทธาอาสาสมัครและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคหัวใจเด็ก จากโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ
|
|
บริจาคให้… เด็กยากไร้หัวใจพิการ
มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี 2 ซอยศูนย์วิจัย โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ในนามมูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ
โปรดส่งใบนำฝาก หรือ โทรศัพท์แจ้งมายังมูลนิธิ เพื่ออกใบเสร็จได้ถูกต้องและรวดเร็ว (ใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้) |
|||||||||||||
Related posts
ความรักของหญิงชรา กับหมาแมวกว่า 300 ตัว


เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจาก
เสียงเห่าหอนของเหล่าบรรดาสุนัขนับร้อยๆ ตัว ดังโหยหวนออกมาจากบ้านหลังเก่าแลดูทรุดโทรมหลังหนึ่งมานานกว่า 35 ปีแล้ว บ้านหลังที่ว่านี้ตั้งอยู่ภายในซอยแคบๆ ข้างกำแพงวัดประยูรธรรมาราม จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถ้ามองแค่เพียงผิวเผิน ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากบ้านหลังอื่นๆ แต่ภายใต้ความเสื่อมโทรม อึดอัด คับแคบ กลับมีพื้นที่เล็กๆ ให้สิ่งมีชีวิตอีก 335 ชีวิตอาศัยอยู่
“บ้านนี้มีหมา 303 ตัว แมว 30 ตัว ห่าน 1 ตัว และฉันอีก 1 คน รวมแล้ว 335 ชีวิต หมาแมวส่วนใหญ่เป็นหมาแมวจรจัดพลัดหลงเข้ามา หลายตัวเจ้าของก็เอามาปล่อยทิ้งไว้จนหิวโซใกล้จะอดตาย บางตัวก็เจ็บป่วยพิการไม่สมประกอบ ฉันจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ทั้งหมด” คำบอกเล่าของเจ้าของบ้านหรือ มณี แสงจันทร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันคุ้นเคย ว่า ยายติ๋ม หญิงชราร่างเล็กหลังงองุ้ม ใบหน้าเหี่ยวย่นและฟันฟางหักจนเกือบหมดปาก แต่ท่าทางการเคลื่อนไหวยังคงดูกระฉับกระเฉงและแข็งแรงในวัย 73 ปี
ทุกๆ เช้าตรู่ ยายติ๋มจะเดินตรวจตราสมาชิกหมาและแมวทั้งหมดทีละตัวๆ ว่ามีสุขภาพอาการเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนจะเดินทางไปตลาดสดเพื่อหาซื้อข้าวสารเป็นกระสอบ ซี่โครงไก่อีกหลายตัว อาหารเม็ดสำหรับสุนัขถุงใหญ่ พร้อมกับเอ่ยปากขอเศษผักเศษหมูข้างเขียงที่เขาเหลือ แล้วกลับบ้านมาปรุงเป็นอาหารให้แก่เพื่อนร่วมชายคา ที่ต่างรอคอยด้วยความหิวโหย ชีวิตของยายติ๋มดำเนินไปเช่นนี้มานาน 40 ปีแล้ว
ยายติ๋มรำลึกถึงอดีตให้ฟังว่า ด้วยความที่เป็นคนรักสัตว์ ทำให้เวลาที่ไปเจอหมาจรจัดผอมโซจนเห็นซี่โครง ก็จำต้องควักเงินซื้อกับข้าวกับปลาให้กิน หรือเวลาที่มีหมาแมวบาดเจ็บพิการพลัดหลงเข้ามาในบ้าน ก็ต้องพาไปหาหมอรักษาแล้วให้ที่พักให้อาหารจนหายป่วยแข็งแรงดี ก่อนจะปล่อยไปตามยถากรรม แต่พวกเขาก็ไม่เคยไปไหนไกล ยังกลับมาวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านจนต้องรับเลี้ยงไว้ มันเหมือนกับคนที่อยู่บนหลังเสือ อยากจะลงก็ลงไม่ได้ ลำบาก เพราะจากที่แรกๆ ที่มีแค่ 4-5 ตัว ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น 20 ตัว เวลาผ่านไปก็มีทั้งคนมาปล่อยทิ้งไว้บ้าง เราสงสารไปเก็บมาเลี้ยงไว้บ้าง จนกลายมาเป็นหลาย 100 ตัวอย่างทุกวันนี้ ลูกๆ หลานๆ ก็บ่นจนไม่รู้จะบ่นยังไงแล้ว เขาก็เข้าใจว่าแม่ทำอย่างนี้แล้วมีความสุข จะให้ทิ้งก็ทิ้งไม่ได้ ชีวิตทั้งชีวิตนะคุณ เราก็ปล่อยทิ้งเขาให้อดตายไม่ได้หรอก

ลูกๆ ทั้งสามของยายติ๋มแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว แม้ยายติ๋มจะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้เพียงลำพัง หลังจากที่สามีคู่ชีวิตตายจากไป สิ่งที่แกเรียกว่าห้องนอนนั้นต่อเติมไว้อยู่เหนือที่อยู่อาศัยของบรรดาหมาและแมวทั้งหมด เป็นเพียงพื้นที่แคบๆ ที่ยกสูงไว้สำหรับพักผ่อนนอนหลับ และในแต่ละเดือนแกจะได้รับเงินใช้จ่ายต่างๆ จากลูกๆ ตกเดือนละประมาณ 1.2 หมื่นบาท เงินจำนวนดังกล่าว อาจทำให้หญิงชราอยู่ได้อย่างสบายๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ถ้าไม่ต้องมานั่งแบกรับภาระอันหนักอึ้งอย่างทุกวันนี้
“ฉันต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินของพวกนี้ ตกวันละประมาณ 1,800 บาท ทั้งค่าข้าวสารวันละ 60 กิโลกรัม ก็ประมาณครึ่งกระสอบ 900 กว่าบาท รวมถึงค่าจ้างคนงาน 2 คน คนละ 200 บาทต่อวัน นี่คือค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน และต้องเสียค่าเช่าบ้านอีกเดือนละ 4,000 บาท รวมค่าน้ำค่าไฟแล้วก็ร่วมๆ 1 หมื่นบาท มีหลายคนสงสัยว่า ฉันไปเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน ก่อนหน้านี้ฉันขายบ้านที่สุพรรณไปแล้ว 2 หลัง ที่ไร่ที่นาซึ่งเป็นมรดกตกทอดก็ต้องไปขายให้ญาติน้อง แบ่งเงินจากส่วนนั้นมาเดือนละ 3 หมื่น เอามาจุนเจือตรงนี้ นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่า ถ้าส่วนแบ่งของฉันหมด จะเอาเงินจากที่ไหนมาเลี้ยงดูพวกมัน แรกๆ ก็มีแต่คนด่าหาว่าบ้า เอาหมาเอาแมวจรจัดมาเลี้ยงไว้ทำไมตั้งเยอะแยะ บางคนก็บอกให้เอาไปทิ้งหรือเอาไปขาย แต่ฉันก็ไม่ทำ อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปี ใครจะกล้าทอดทิ้งได้ลงคอ” ยายติ๋ม เล่า
ทั้งนี้ ยายติ๋มเคยไปขอความช่วยเหลือจากองค์กร สมาคม หรือแม้แต่มูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์ถูกทอดทิ้งมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เลย และเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวของยายติ๋มเคยมีรายการโทรทัศน์ชื่อดังรายการหนึ่ง นำไปถ่ายทอดออกสู่สายตาสาธารณชน พร้อมๆ กับช่องทางความช่วยเหลือโดยลงหมายเลขบัญชีของแกไปด้วย ทำให้คนไทยทั้งประเทศที่ได้ชมต่างก็รู้สึกเวทนาสงสาร และนับถือหัวจิตหัวใจของหญิงชราใจบุญตัวเล็กๆ คนนี้
ยายติ๋ม เปิดใจอีกว่า ช่วงนั้นก็มีหลายคนเดินทางมาดู มาเยี่ยมชมให้กำลังใจ แล้วก็ให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เงินจำนวนไม่มาก เอาข้าวสาร เอาอาหารเม็ดสำหรับหมาแมวมาให้ แต่ก็เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากนั้นก็มีแต่คนเอาหมาและแมวมาปล่อยทิ้งไว้หน้าบ้าน แม้กระทั่งหลอกถามที่อยู่เพื่อจะเอาพวกมันมาทิ้งไว้ เช่น มีคนโทรมาถามว่าบ้านยายอยู่ไหน จะไปเยี่ยมไปช่วยเหลือ ฉันก็บอกทางเขาเสร็จสรรพ รอเท่าไรเขาก็ไม่มา แต่พอตกกลางคืนได้ยินเสียงรถ กระบะมาจอดเอี๊ยดดังสนั่น หมาแมวในบ้านก็เห่าหอนกันลั่นซอย พอออกไปดู ก็เจอหมาเกือบ 10 ตัวถูกใส่กล่องมาปล่อยทิ้งไว้หน้าบ้าน

“ฉันขอร้องไว้ตรงนี้เลย ให้ฉันกราบให้ฉันไหว้ยังไงก็ได้ ขอเถอะนะ อย่าเอาหมาเอาแมวมาปล่อยที่นี่อีก แค่นี้ฉันก็จะเลี้ยงไม่ไหวอีกแล้ว จะตายกันหมดทั้งบ้านแล้ว ทุกวันนี้ฉันมีปัญญาเลี้ยงมันแค่วันละมื้อเท่านั้น ฉันอดได้ไม่เป็นไรหรอก ทุกวันนี้ฉันก็กินวันละเล็กน้อยเท่านั้น อาศัยข้าวก้นบาตรวัดกินประทังชีวิตให้พออิ่มไปวันๆ แต่หมาแมวพวกนี้สิ ต้องหาเงินมาซื้อข้าวสารให้มันกิน เมื่อก่อนมีคนใจบุญเอาข้าวสารมาให้เป็นถุง ถุงใหญ่ๆ แต่สองสามปีนี้ก็หายหน้าหายตาไป เพราะเขาบอกว่าเขาก็ลำบากเหมือนกัน” เสียงของยายติ๋มบ่งบอกความรู้สึกอัดอั้นตันใจ และน้ำตาของยายเริ่มไหลออกมา
ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าชีวิตของยายติ๋ม-มณี แสงจันทร์ วัย 73 ปี คนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจแบกรับมันได้อีกต่อไป “ถ้าฉันตาย ใครจะดูแลพวกมัน” นี่คือสิ่งที่แกถามตัวเองอยู่ทุกค่ำคืน ก่อนจะปิดตาหลับลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ
ณ เวลานี้ หมาแมวจรจัดพิการทั้ง 333 ตัว ต่างก็ไม่รู้ว่าหญิงชราตัวเล็กๆ ที่คอยหาข้าวหาน้ำ คอยปรนนิบัติพวกมันยามเจ็บไข้ได้ป่วยคนนี้ จะอยู่ดูแลพวกมันได้อีกนานเท่าไหร่ เช่นเดียวกับหญิงชราเจ้าของบ้านที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่า วันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป จะมีปัญญาหาเงินมาเลี้ยงพวกมันได้อีกนานแค่ไหน…ใครเล่าจะไปรู้
Related posts

ไทยประกันชีวิตเชื่อมั่นนโยบาย CSR มาถูกทาง เผยผลวิจัยสถาบันไทยพัฒน์ระบุสมบูรณ์แบบทั้งที่อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจและที่เกิดขึ้นภายหลัง ชี้เป็นส่วนผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่นยืน ย้ำ CSR แท้ต้องเกิดจากการแรงขับภายในองค์กร
นางสาวภาสินี ปรีชาธนาพล ผู้จัดการฝ่าย สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ดำเนินนโยบายด้านกิจกรรมเพื่อมุ่งสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social responsibility) ครบวงจรและสมบูรณ์แบบ โดยดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กรที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยตรง อาทิ ลูกค้า พันธมิตรธุรกิจ พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม อาทิ ประชาชนทั่วไป หรือบริษัทประกันชีวิตแห่งอื่น
จากผลการวิจัย “CSR แท้ CSR เทียม ตัดสินอย่างไร” ของสถาบันไทยพัฒน์ พบว่า กิจกรรม CSR แบ่งออกตามทรัพยากรที่ใช้ในกิจกรรม หากเป็นกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กรเป็นหลัก เรียกว่า Corporate-driven CSR และกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรนอกองค์กรเป็นหลัก หรือ Social-driven CSR ซึ่งในส่วนของการใช้ทรัพยากรภายในองค์กร ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น CSR ที่อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจ (CSR in Process) และ CSR ที่แยกต่างหากจากกระบวนการทางธุรกิจที่เกิดขึ้นภายหลัง (CSR after Process)
ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรม CSR ของไทยประกันชีวิตเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างครบวงจร แบ่งออกเป็น กิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กร โดยมีทั้งที่อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจ ภายใต้การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้านผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย การพัฒนากรมธรรม์ผู้สูงอายุ ซึ่งไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่พัฒนากรมธรรม์ดังกล่าว และกลายเป็นต้นแบบให้แก่บริษัทประกันชีวิตแห่งอื่นพัฒนาสินค้าในลักษณะเดียวกัน
การพัฒนากรมธรรม์ผู้สูงอายุ เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่เล็งเห็นว่าสังคมไทยในอนาคตจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ จากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการประกันชีวิตจะช่วยลดภาระของภาครัฐในการสร้างสวัสดิการแก่กลุ่มผู้สูงอายุ ในทางเดียวกันยังช่วยสร้างหลักประกันที่มั่นคงแก่คนไทยในยามชรา” นางสาวภาสินีกล่าว
การพัฒนากรมธรรม์ประกันชีวิตทหาร เพื่อคุ้มครองและสร้างสวัสดิการแก่กำลังพลในสังกัดกองทัพบกทั้งในยามปฏิบัติภารกิจและยามปกติ โดยให้ความคุ้มครองต่อเนื่องเป็นปีที่ ๒๐ เนื่องจากบริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของทหารซึ่งถือเป็นรั้วของชาติมีหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศ การรับประกันชีวิตทหารถือเป็นกิจกรรม CSR ที่บริษัทฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยนับตั้งแต่การเริ่มให้ความคุ้มครองด้วยกรมธรรม์ประกันชีวิตทหารในปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้มอบสินไหมทดแทนให้ทหารและครอบครัวที่สูญเสียรวมแล้วทั้งสิ้น ๗,๙๘๗ นาย รวมเป็นเงิน ๒๔๕,๐๒๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ หากปีใดมีค่าสินไหมทดแทนสูงกว่าอัตราเบี้ยประกัน บริษัทฯ จะรับผิดชอบค่าสินไหมในอัตรา ๒๕% ของค่าสินไหมส่วนเกิน แต่หากปีใดค่าสินไหมทดแทนต่ำกว่าอัตราเบี้ยประกัน บริษัทฯ จะคืนเบี้ยประกันส่วนที่เหลือแก่กองทัพบก เพื่อเป็นสวัสดิการด้านอื่นต่อไป
รวมถึงการพัฒนากรมธรรม์พิเศษเพื่อผู้พิการ ซึ่งไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกและแห่งเดียวที่พัฒนากรมธรรม์ดังกล่าว เพื่อให้บริการด้านการประกันชีวิตแก่ผู้พิการซึ่งถือเป็นผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม จะเห็นได้ว่าการพัฒนากรมธรรม์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการดำเนินกิจกรรมด้าน CSR อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นกรมธรรม์ที่ไม่แสวงหากำไร หากแต่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคมเป็นหลัก
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังได้ดำเนินกิจกรรม CSR ที่แยกจากกระบวนการทางธุรกิจที่เกิดขึ้นภายหลัง ได้แก่ การจัดโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ร่วมกับสภากาชาดไทย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต อวัยวะ ดวงตา ซึ่งบริษัทฯ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งในส่วนของทุนทรัพย์และทรัพยากรบุคคลเข้าไปช่วยในกิจกรรมดังกล่าว จนปัจจุบันสามารถรณรงค์บริจาคโลหิตได้ ๖,๒๐๓,๖๕๖ ซีซี มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ๓๙๙,๔๓๐ ราย และบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ๕,๕๑๐ ราย หรือโครงการพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษามหาราชินี ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมกับกองทัพบก และกองทุนสัตว์ป่าสากล (WWF) เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติป่าชายเลนและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านธรรมชาติแก่เยาวชน โดยบริษัทฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักในการสร้างศูนย์การเรียนรู้และบริหารจัดการโครงการ จัดทำสื่อการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
“ผลวิจัยระบุว่าการดำเนินกิจกรรม CSR ที่แท้จริงนั้น จะต้องเกิดขึ้นจากการอาสาหรือความสมัครใจในการดำเนินกิจกรรมด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ตามระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย หรือบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ หากเป็นเช่นนั้นแล้วไม่ถือว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรม CSR” นางสาวภาสินีกล่าว
ปัจจุบันการดำเนินกิจกรรม CSR ถือเป็นนโยบายที่สำคัญ เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวมุ่งพัฒนาให้องค์กรเป็นองค์กรที่ดีของสังคม ซึ่งจะมีส่วนเอื้อให้สังคมเติบโตอย่างเข้มแข็ง และส่งผลต่อเนื่องถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจต่อไป ซึ่งไทยประกันชีวิตยึดมั่นในการสนับสนุนและบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ โดยยึดเป็นพันธกิจหลักในการดำเนินธุรกิจตลอดมา
Related posts
เนื่องใน วโรกาส ครบรอบ 60 ปี การครองศิริราชสมบัติ และ พระชนมายุ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทาง “ องค์การป่ารักน้ำแห่งประเทศไทย “ได้รวบรวมพสกนิกรชนเผ่าทุกหมู่เหล่าทั้ง ในการสร้างฝาย – แฝก” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระ การชะลอการไหลของน้ำ ดิน ทราย การพื้นฟูระบบนิเวศวิทยา การรักษาต้นน้ำที่จะไปหล่อเลี้ยงชีวิตคนต้นน้ำ ปลายน้ำ การป้องกันไฟป่า การกักเก็บน้ำความอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้และสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากขึ้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวิทยาที่ดีขึ้น
ในการนี้ จึงกราบเรียนขอความอนุเคราะห์ จาก ผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างฝายชะลอน้ำแบบผสมผสานฝายละ 120 บาท ฝายถาวร กว้าง 18 เมตร สูง 5 เมตร ฝายละ 30,000 บาท เพื่อสนับสนุน “โครงการสร้างฝายถวายในเป็นพระราชกุศล 72 พรรษา 7,200 ฝาย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระชนมายุ 72 พรรษา ณ. ลำห้วยเกี๋ยง หมู่บ้านห้วยฮะพัฒนา หมู่ 15 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โทร 081-1651532 อ.ภูสวัสดิ์ สุขเลี้ยง โทร.081-7842076 ทุกวัน
องค์การป่ารักน้ำแห่งประเทศไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะได้รับความอนุเคราะห์สนับสนุน และ ได้รับความร่วมมือส่งเสริมกิจกรรมนี้ จากท่านเป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย
อ่านโครงการฉบับเต็มที่นี่ : สร้างฝายถวายเป็นพระราชกุศล 72 พรรษา 7,200 ฝาย




