Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

คิดเป็นร้อยละ 32 ของคนที่อยู่ รพ.

7_8

            ผู้สูบบุหรี่และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้ไม่เกิน 5 ปี  มีจำนวนวันที่ต้องเข้าอยู่โรงพยาบาลมากกว่าผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลยถึงกว่าสองเท่าตัว 
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยงานวิจัยที่พบว่าผู้สูบบุหรี่และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้ไม่เกิน 5 ปี มีจำนวนวันที่ต้องเข้าอยู่โรงพยาบาลมากกว่าผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลยถึงกว่าสองเท่าตัว โดยแคทริน วิลกิ้นส์ และคณะทำการสำรวจสภาวะสุขภาพชาวแคนาดา 28,255 คน เผยถึงความสัมพันธ์ของประวัติการสูบบุหรี่กับจำนวนวันที่ต้องเข้าอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่ พ.ศ.2543 รวมเป็นเวลาสี่ปี  พบว่าจำนวนวันรวมที่ผู้สูบบุหรี่ต้องเข้าอยู่โรงพยาบาลมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่กว่าสองเท่าตัว 

            เมื่อวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่อายุระหว่าง 45 ถึง 74 ปี จำนวนวันที่อยู่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่ในวัยเดียวกันรวม 7.1 ล้านวัน และจำนวนวันที่ผู้สูบบุหรี่ในกลุ่มนี้ต้องอยู่โรงพยาบาลคิดเป็นร้อยละ 32 ของจำนวนวันทั้งหมดที่คนกลุ่มอายุนี้ต้องอยู่โรงพยาบาล ทั้งนี้รายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่าในจำนวนโรคเรื้อรังแปดอันดับแรกของประชากรในโลกนี้ มีถึงหกโรคที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ทั้งที่เป็นสาเหตุหลักอาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคถุงลมปอดพอง โรคเส้นเลือดสมองและสาเหตุรอง เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ และวัณโรค  

            ทั้งนี้การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่ป้องกันได้ที่สำคัญที่สุดในประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งประเทศไทยที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ปีละกว่าสี่หมื่นคน

ที่มา  วิชาการ.คอม

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

พบกว่า 12.5 ล้านคน ยังตกเป็นทาสของบุหรี่

ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย ประธานคณะทำงานวิชาการโครงการสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลก (Global Adult Tobacco Survey: GATS) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกใน 14 ประเทศที่ทำการสำรวจได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสำรวจสถานการณ์การใช้ยาสูบในแง่มุมต่าง ๆ ที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยทำมาโดยใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก พบว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้บริโภคยาสูบรวม 12.5 ล้านคน โดย 7.9 ล้านคนสูบบุหรี่ซองที่ผลิตจากโรงงาน และ 7.4 ล้านคนที่สูบบุหรี่มวนเอง โดยมีประชากรจำนวนหนึ่งสูบบุหรี่ทั้งสองประเภท อัตราการบริโภคยาสูบชนิดมีควันในเพศชายเท่ากับ 45.6 % และเพศหญิง 3.1 % สำหรับการเลิกสูบพบ 6 ใน 10 ของคนไทยที่สูบบุหรี่คิดจะเลิกสูบ และครึ่งหนึ่งของผู้ที่คิดจะเลิกสูบเคยเลิกสูบในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้มีคนไทยที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว 4.6 ล้านคน

            การสำรวจยังพบอีกว่า ร้อยละ 27.2 ของประชากรวัยทำงาน หรือ 3.3 ล้านคน ได้รับควันบุหรี่มือสองในที่ทำงาน และร้อยละ 39.1 ของประชากรผู้ใหญ่ หรือ 20.5 ล้านคนได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน ในขณะที่ร้อยละ 74.4 ของประชากรเคยเห็นข้อมูลรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ทางทีวี และหนึ่งในสิบยังเห็นมีการตั้งซองบุหรี่ ณ ร้านขายปลีก ประชากรที่สูบบุหรี่ซองเสียเงินซื้อบุหรี่เฉลี่ยเดือนละ  576 บาท ซึ่งเท่ากับร้อยละ 9.1 ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนในแต่ละคน ร้อยละ 38.1 ของประชากรเชื่อว่าการสูบบุหรี่มวนเองมีอันตรายน้อยกว่าสูบบุหรี่ซอง และภาพคำเตือน 3 อันดับแรกที่ทำให้ผู้สูบบุหรี่อยากเลิกสูบ และผู้ไม่สูบไม่อยากเริ่มคือ “สูบแล้วเป็นมะเร็งช่องปาก” สูบแล้วเป็นมะเร็งกล่องเสียง” และ “ควันบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอด” ในส่วนของการรับรู้เกี่ยวกับอันตรายของยาสูบ ร้อยละ 98.6 ของประชากรเชื่อว่าการสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงได้ ในขณะที่ ร้อยละ 94.9 ของประชากรเชื่อว่าการได้รับควันบุหรี่มือสองก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในผู้ไม่สูบบุหรี่ได้

            ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานคณะกรรมการโครงการสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลก กล่าวว่า ผลการสำรวจครั้งนี้มีประโยชน์มากในการนำมากำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ  ที่ยังน่าเป็นห่วงคืออัตราการสูบบุหรี่ในชายไทยยังสูงมากถึง 45.6 % และอัตราการได้รับควันบุหรี่มือสองยังสูงในที่ทำงานและโดยเฉพาะในบ้าน ข้อมูลที่สำคัญอีกข้อหนึ่งจากการสำรวจนี้คือ การที่ประชาชนจำนวนมากที่ยังเข้าใจผิดว่าการสูบยาเส้นมีอันตรายน้อยกว่ายาซอง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่สูบยาเส้นไม่คิดที่จะเลิกสูบ 

            นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะสนับสนุนการดำเนินการตามข้อเสนอเชิงนโยบายจากการสำรวจครั้งนี้ โดยจะผลักดันให้การสำรวจการสูบบุหรี่ครั้งต่อ ๆ ไปสามารถยึดมาตรฐานที่ทำไว้ในครั้งนี้และกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเพิ่มความพยายามในการที่จะทำให้คนไทยสูบบุหรี่น้อยลง โดยการเพิ่มสมรรถนะการควบคุมยาสูบในทุก ๆ ด้าน ทั้งระบบการเฝ้าระวัง การบังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาส่งเสริมการขายบุหรี่ การช่วยให้คนเลิกสูบ และสิ่งที่จะต้องทำเร่งด่วน คือ การปรับปรุงกฎหมายให้สถานที่สาธารณะปลอดบุหรี่ 100 % เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่

            การสำรวจครั้งนี้เป็นการดำเนินงานร่วมมือกันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนของ องค์การอนามัยโลก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC), CDC Foundation และมูลนิธิบลูมเบิร์ก

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

โครงการประกวดการ์ตูนวัยมัน

รู้ทันบริษัทบุหรี่

No Smoking Cartoon Against Tobacco Industry Contest

ความสำคัญ

จากคำกล่าวของนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ที่ว่า “ถ้าต้องการขจัดมาเลเรีย ให้ศึกษายุงให้ละเอียด แต่ถ้าต้องการขจัดมะเร็งปอด ให้ศึกษาหรือรู้ให้ทันบริษัทบุหรี่” เพราะ บุหรี่ คือ สินค้าถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียวที่ทำร้ายผู้บริโภคจากการใช้งานตามปกติ

แสดงให้เห็นว่า หากจะแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นจะต้องรู้เท่าทันการตลาดของบริษัทบุหรี่  โดยเฉพาะการตลาดที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชน เพราะ

  • บริษัทบุหรี่ไม่เคยยอมรับว่า การสูบบุหรี่เป็นสิ่งไม่ดี แต่บอกเสมอว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องของการตัดสินใจของแต่ละบุคคล
  • บริษัทบุหรี่ไม่เคยยอมรับว่า บุหรี่เป็นสิ่งเสพติด ทั้งๆที่มีรายงานทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่า นิโคตินในบุหรี่ คือ สารเสพติดมากว่า 20 ปี และมีฤทธิ์เสพติดมากกว่าโคเคนหรือเฮโรอิน ถึง 6 เท่า
  • มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทบุหรี่จ่ายเงินให้ผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลีวู้ดหลายเรื่อง เพื่อทำให้ตัวเอกของเรื่องสูบบุหรี่ หรือให้เห็นซองบุหรี่ ทำให้ผู้ชมโดยเฉพาะเยาวชนเข้าใจว่าการสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมปกติในสังคม ซึ่งนำไปสู่การเลียนแบบได้
  • มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทบุหรี่ มีนโยบายทางการตลาดพุ่งเป้าไปที่เยาวชน ดังเช่นคำพูดของบริษัทบุหรี่ที่ปรากฏในเอกสารลับของบริษัท เช่น
    • “ฐานการทำธุรกิจของเรา อยู่ที่เด็กมัธยมปลาย”
    • “การจะให้บริษัทเราอยู่รอดและก้าวหน้าต่อไป เราจะต้องช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดที่เป็นเยาวชนมาเป็นของเราในระยะยาว ….”
    • “ถ้าหากบริษัทบุหรี่ต้องหยุดทำการตลาดที่พุ่งเป้าไปที่เด็กๆ บริษัทบุหรี่ก็จะ ล้มละลายภายใน 25 ถึง 30 ปี เพราะจะไม่มีลูกค้าเพียงพอที่ธุรกิจจะอยู่ได้”
  • มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทบุหรี่ สนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรมและดนตรี เพียงเพื่อให้เข้าถึงเยาวชน และเพื่อสร้างภาพพจน์
    • “ธุรกิจของเราคือขายบุหรี่ ไม่ใช่ธุรกิจด้านกีฬา เราใช้ช่องทางด้านกีฬาเป็นช่องทางโฆษณาสินค้าของเรา…”
  • มีหลักฐานชัดเจนว่า บริษัทบุหรี่ใช้โครงการเพื่อสังคม (CSR) เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพพจน์ของบริษัทบุหรี่
    • “การอุปถัมภ์ (การบริจาค) ก็คือส่วนสำคัญของการตลาดเพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของท่าน ไม่มีใครหรอกที่จะหยิบยื่นยื่นเช็คใบใหญ่เพียงเพื่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นเท่านั้น”
  • นายวอร์เรน บัพเฟต มหาเศรษฐีพันล้านอดีตผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทบุหรี่ อาร์ เจ เรย์โนลด์ กล่าวว่า
    • “ผมจะบอกให้ว่าทำไม ผมจึงชอบที่จะทำธุรกิจบุหรี่ เพราะมันลงทุนเพียงไม่กี่เพนนี แต่…สามารถขายได้หลายดอลลาร์”
  • ตัวแทนของบริษัทบุหรี่รอทแมนส์ตอบคำถามที่ว่า
    • “การขยายบุหรี่เข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนานั้นชอบด้วยศีลธรรมหรือไม่” ว่า “คงไม่ฉลาดที่จะละเลยตลาดที่กำลังขยายตัว ผมตอบคำถามยุ่งยากในเชิงศีลธรรมไม่ได้หรอก เราทำธุรกิจเพื่อสร้างความพอใจให้กับผู้ถือหุ้นบริษัทเรา”

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 8 วันที่ 24-25 ส.ค. 52 รร. มิราเคิล

กำหนดการประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 8

 

“สิ่งคุกคามใหม่จากอุตสาหกรรมยาสูบ”

 

ระหว่างวันที่  24-25  สิงหาคม  พ.ศ.2552

ณ  โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร

 

 

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2552

 

07.30-09.00 น.               ลงทะเบียน

09.00-09.15 น.               วีดีทัศน์ เรื่อง “สิ่งคุกคามใหม่จากอุตสาหกรรมยาสูบ”

09.15-09.45 น.               พิธีเปิดการประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 8

                                    ประธาน :คุณวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

                        กล่าวรายงาน  :    ดร.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์

                                                ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ

           

09.45-10.15 น.              แถลงข่าวการประชุม (ห้อง BOARD ROOM ชั้น 4 ) / พักรับประทานอาหารว่าง       

 

10.15-11.15 น.               สถานการณ์การควบคุมยาสูบของประเทศไทย

                        โดย       – นพ.ประพนธ์  ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค 

                                                – นพ.ชัย กฤติยาภิชาติกุล

                                    ดำเนินการอภิปรายโดย คุณศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์

11.15-12.00 น.               การดำเนินการตาม มาตรา 5.3 การป้องกันการแทรกแซงนโยบายสาธารณะ

                                    ของอุตสาหกรรมยาสูบ

                         โดย      – ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ

                                    – นพ.ภาณุวัฒน์  ปานเกตุ  ผู้อำนวยการสำนักโรคไม่ติดต่อ

                                    – รศ.ดร.เนาวรัตน์  เจริญค้า

                        ดำเนินการอภิปรายโดย คุณสันติ  จิตระจินดา 

 

12.00-13.30 น.               พักรับประทานอาหารกลางวัน และชมนิทรรศการ

 

13.30-16.30 น.               ประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมความคิดเห็น (3 ห้อง)

ห้องที่ 1    “รูปแบบการให้บริการเลิกบุหรี่”

  • บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ 1600 โดย รศ.ดร.จินตนา  ยูนิพันธุ์
  • รูปแบบการให้บริการเลิกบุหรี่ของรัฐแบบบูรณาการ โดย นพ.อังกูร  ภัทรากร
  • เภสัชกรอาสาพาเลิกบุหรี่  โดย ภก.คทา  บัณฑิตานุกุล
  • Smoking Cessation Treatment National Guideline โดย ผศ.นพ.สุทัศน์  รุ่งเรืองหิรัญญา
  • แนวทางการสนับสนุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดย นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ดำเนินการอภิปรายโดย ผศ.กรองจิต วาทีสาธกกิจ

  Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

การศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่และโรคพิการทางสายตา

นักวิทยาศาสตร์ชาวเมริกาเปิดเผยว่า จากการวิจัยและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการสูบบุหรี่ของคนกับอัตราการเกิดโรคเกี่ยวกับสายตาเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นพบว่า พฤติกรรมการสูบบุหรี่จะส่งผลให้ไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคสายตาบกพร่อง หรือโรคเกี่ยวกับความเสื่อมสภาพของการมองเห็นของคนเมื่อมีอายุเพิ่มากขึ้น ในขณะที่การรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของโอเมก้า 3 จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดของโรคที่กล่าวถึงนี้

นักวิทยาศาสตร์จากสถานพยาบาลเกี่ยวกับหูและตาประจำรัฐแมตซาชูเซต  ประเทศอเมริกา ได้ร่วมมือกับนักวิจัยทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด เพื่อทำการศึกษาผู้สูงอายุเพศชายกลุ่มหนึ่งที่เป็นฝาแฝดกัน และจากข้อมูลพบว่าคนที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติในการสูบบุหรี่มาก่อนจะมีอัตราความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคเสื่อมในการมองเห็น ซึ่งสูงกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่

และในขณะเดียวกันคนที่รับประทานปลา และอาหารเสริมที่ประกอบด้วยกรดโอเมก้า 3 จะช่วยลดอัตราความเสี่ยงในการเกิดโรคคเกี่ยวกับทางสายตาเมื่ออายุมากขึ้น

ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำและยังไม่เลิกสูบมีอัตราความเสี่ยงในการเกิดโรค 1.9 เท่าของความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ในกรณีปกติ และสำหรับคนที่เคยสูบแต่เลิกแล้วมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค 1.7 เท่า ซึ๋งโรคความเสื่อมของสายตาและส่งต่อการมองเห็นนี้จะเกิดขึ้นชัดเจนในคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป

ที่มา  วิชาการ.คอม

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212