<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; บทความ</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Nov 2011 04:28:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2009 06:01:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากร]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/2009/08/06/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99/</guid>
		<description><![CDATA[จากสองมอืสู่ความสำเร็จที่มีคุณค่าของ “ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน”
พื้นที่สีเขียวกลางเมืองระยะขนาด 50 ไร่ คือ “ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน” ของชาวบ้านบ่อหิน ต.ตะพอง อ.เมือง จ.ระยอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของเขายายดาที่กว้างใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากะเฉด-เพ-แกลง เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงเป็นห้องเรียนธรรมชาติและเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้คนทั่วแถบเมือง ระยอง

 
          แต่กว่าที่เขายายดาจะเป็นดั่งทุกวันนี้ ได้ผ่านการถูกทำลายมาอย่างมากมาย ทั้งถูกถางพื้นที่เพื่อทำไร่มันสำประหลัง มีการจุดไฟเผาในพื้นที่และล่าสัตว์ จนกระทั่งไฟไหม้ลามจนแทบไม่เหลือไม้ใหญ่เมื่อปี 2533 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เอง ทำให้นายสนิท กาหลง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านบ่อหินในขณะนั้น และชาวบ้านหมู่ 3 บ้านบ่อหิน ได้ลงความเห็นร่วมกันเรื่องการฟื้นฟูเขายายดา   โดยเห็นพ้องต้องกันว่าเริ่มจากการสร้างพื้นที่สีเขียว ซึ่งเริ่มจากการขอกล้าไม้จากศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ หนองสนม ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง เช่น ประดู่ สัก ตะเคียน กระถิน ไผ่ เป็นต้น และร่วมกับโรงเรียนวัดเขายายดา จัดกิจกรรมพานักเรียนมาปลูกป่าร่วมกัน

 

 
          “จากวันนั้นก็เกือบ 20 ปีมาแล้วนะ   ที่ทำไปก็แค่อยากให้มีป่าได้กินได้ใช้กัน จนทุกวันนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ดูแลกันอย่างเดียวพอ คณะกรรมการก็มีกันอยู่สิบกว่าคน แต่จริงๆ ชาวบ้านหมู่ 3 ที่เป็นชุมชนอยู่ในเขตเขายายดาก็ช่วยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากสองมอืสู่ความสำเร็จที่มีคุณค่าของ “<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน">ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน</a>”</p>
<p>พื้นที่สีเขียวกลางเมืองระยะขนาด 50 ไร่ คือ <span style="color: #008000;">“ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน”</span> ของชาวบ้านบ่อหิน ต.ตะพอง อ.เมือง จ.ระยอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของเขายายดาที่กว้างใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากะเฉด-เพ-แกลง เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงเป็นห้องเรียนธรรมชาติและเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้คนทั่วแถบเมือง ระยอง</p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160871.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">          แต่กว่าที่เขายายดาจะเป็นดั่งทุกวันนี้ ได้ผ่านการถูกทำลายมาอย่างมากมาย ทั้งถูกถางพื้นที่เพื่อทำไร่มันสำประหลัง มีการจุดไฟเผาในพื้นที่และล่าสัตว์ จนกระทั่งไฟไหม้ลามจนแทบไม่เหลือไม้ใหญ่เมื่อปี 2533 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เอง ทำให้นายสนิท กาหลง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านบ่อหินในขณะนั้น และชาวบ้านหมู่ 3 บ้านบ่อหิน ได้ลงความเห็นร่วมกันเรื่องการฟื้นฟูเขายายดา   โดยเห็นพ้องต้องกันว่าเริ่มจากการสร้างพื้นที่สีเขียว ซึ่งเริ่มจากการขอกล้าไม้จากศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ หนองสนม ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง เช่น ประดู่ สัก ตะเคียน กระถิน ไผ่ เป็นต้น และร่วมกับโรงเรียนวัดเขายายดา จัดกิจกรรมพานักเรียนมาปลูกป่าร่วมกัน</span></p>
<p><span style="FONT-SIZE: small"><span id="more-1849"></span></span></p>
<p> </p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160873.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">          <span style="color: #008000;">“จากวันนั้นก็เกือบ 20 ปีมาแล้วนะ   ที่ทำไปก็แค่อยากให้มีป่าได้กินได้ใช้กัน จนทุกวันนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ดูแลกันอย่างเดียวพอ คณะกรรมการก็มีกันอยู่สิบกว่าคน แต่จริงๆ ชาวบ้านหมู่ 3 ที่เป็นชุมชนอยู่ในเขตเขายายดาก็ช่วยๆ กัน เพราะทุกคนมาใช้ป่าชุมชนที่นี่ได้หมด”</span> อดีตประธานป่าชมชนบ้านบ่อหิน นายสนิท กาหลง กล่าวด้วยความภูมิใจ เพราะแต่ละปีบริเวณป่าที่ช่วยกันดูแลก็ค่อยๆ ขยายมากขึ้น จนชาวบ้านคิดว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่การร่วมมือกันทำงานมากกว่าจำนวนพื้นที่ที่ ปูลกป่าได้   จึงพากันไปจดทะเบียนเป็น <strong>“ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน”</strong> จำนวน 50 ไร่ ขึ้นมา เพื่อการดูแลรักษาพื้นที่ดารผลัดเวรกันขึ้นมาดูแล การอบรมอาสาสมัครพิทักษ์ป่า การปลูกต้นไม้เสริม  การจัดทำฝายดักตะกอน รวมถึงการคุ้มครองและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทรัพยากรอื่นๆ ด้วย จนในปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานพันธ์ รวมถึงไม้ผลต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ทำให้เกิด <span style="color: #008000;">“แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร”</span> ที่มีชื่อเสียงกลางเมืองระยองขึ้นมา สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p> </p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160874.gif" border="0" alt="" width="207" height="155" align="undefined" /><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/160/160875.jpg" border="0" alt="" width="152" height="155" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">         หลักฐานความสำเร็จที่ปรากฏอยู่เปนรูปธรรมจากความพยายามของชุมชนบ้านบ่อหิน ด้วยการเป็นชุมชนที่อนุรักษย์ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าครอบคุลมมิติของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ   และการคงอยู่ของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ <strong>“ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน” </strong>ได้ รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551 ประเภทชุมชน (ชุมชน ชุมชนเมือง เครือข่ายชุมชน) ที่ถือเป็นการยกย่องชุมชนที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวด ล้อมของประเทศซึ่งรางวัลนี้ล้วนเกิดจากพลังของ<strong> “ชุมชนบ้านบ่อหิน”</strong> ที่มีความสามัคคีและร่วมมือกันอนุรักษ์เขายายดา รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการหวงแหนป่าไม้   เพื่อให้รุ่นลูกหลานรู้ซึ้งถึงคุณค่าของธรรมชาติตลอดไป</span></p>
<p><span style="FONT-SIZE: small">ที่มา  <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1849_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1849?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1849_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1849&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3" title="ทรัพยากร" rel="tag">ทรัพยากร</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99" title="ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน" rel="tag">ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้สึกดีๆ มีได้ทุกวัน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Jun 2009 03:07:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึกดีๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้สึกดีๆมีได้ทุกวัน]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=863</guid>
		<description><![CDATA[“หากเร่งรีบในแต่ละก้าวจนเกินไป
แล้วเราจะเหลือช่วงเวลาใด
เว้นไว้ให้ความรู้สึกดีๆ”
ก้าวเดินให้ช้าลงสักนิด
ผ่อนลมหายใจให้ช้าลงสักหน่อย
แล้วเราจะรู้ว่า “ความรู้สึกดีๆ มีได้ทุกวัน”

บทความดีๆ จากโอเคเนชั่น




	Tags: ความรู้สึกดีๆ, ความรู้สึกดีๆมีได้ทุกวัน, ทั่วไป, บทความ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%; text-align: center;" align="center"><strong><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;">“<span lang="TH">หากเร่งรีบในแต่ละก้าวจนเกินไป</span><br />
<span lang="TH">แล้วเราจะเหลือช่วงเวลาใด</span><br />
<span lang="TH">เว้นไว้ให้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ความรู้สึกดีๆ">ความรู้สึกดีๆ</a></span>”</p>
<p><span lang="TH">ก้าวเดินให้ช้าลงสักนิด</span><br />
<span lang="TH">ผ่อนลมหายใจให้ช้าลงสักหน่อย</span><br />
<span lang="TH">แล้วเราจะรู้ว่า</span> “<span lang="TH">ความรู้สึกดีๆ มีได้ทุกวัน</span>”</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%; text-align: center;" align="center"><strong></strong><strong><span style="mso-bidi-font-size: 12.0pt;"></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%; text-align: center;" align="center"><strong><span style="mso-bidi-font-size: 12.0pt;">บทความดีๆ จากโอเคเนชั่น</span></strong></p>
<p><map name='google_ad_map_863_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/863?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_863_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=863&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b6%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2586-%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86" title="ความรู้สึกดีๆ" rel="tag">ความรู้สึกดีๆ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7" title="ความรู้สึกดีๆมีได้ทุกวัน" rel="tag">ความรู้สึกดีๆมีได้ทุกวัน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 วิธีถนอมธัมบ์ไดร์ฟสุดรัก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2009 03:36:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[5 วิธีถนอมธัมบ์ไดร์ฟ]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์ทูเดย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=838</guid>
		<description><![CDATA[คอมพิวเตอร์ทูเดย์ระบุว่าภัยที่เกิดขึ้นกับธัมบ์ไดร์ฟโดยรวมๆคือ ธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย ธัมบ์ไดร์ฟเสียหายเพราะโดนไวรัส การถูกดูข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อมูลในธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย วิธีแก้ไขคือ
1. เก็บไว้ใกล้ตัว-ไม่ต้องกลัวหาย

นับวันธัมบ์ไดรฟ์จะมีขนาดเล็กลง หายง่ายมาก (ถูกขโมยก็ง่ายด้วย) มีไม่น้อยที่มักจะหลงลืมไว้ตามที่ต่างๆ เวลาหยิบออกมาวาง หรือแม้แต่ติดไปกับเครื่องคอมพ์ชาวบ้านเพราะลืมขอคืน บางคนชอบคล้องไว้กับกุญแจ ซึ่งเป็นของที่ชอบทำหายอันดับต้นๆ
วิธีน่าสนใจที่สุดคือ เลือกรุ่นที่มีสายคล้องคอไว้ แม้จะดูไม่สวยงามเท่าไร แต่มันลดโอกาสทำหาย และถูกขโมยได้เกือบ 100% อีกนิดนึง ควรเลือกรุ่นที่สายต่ออยู่กับตัวธัมบ์ไดรฟ์ หลีกเลี่ยงการเลือกใช้รุ่นที่สายคล้องคอผูกกับฝาครอบนะครับ

2. ระวังไวรัส

ต้องถือเป็นข้อควรระวังในการใช้งานธัมบ์ไดรฟ์อันดับต้นๆ เพราะโดยพื้นฐานแล้วธัมบ์ไดรฟ์จะมีลักษณะการใช้งานเหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไวรัสสามารถใช้ธัมบ์ไดรฟ์เป็นสื่อพาหะสำหรับการแพร่กระจายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาใช้งานธัมบ์ไดรฟ์ คุณควรแน่ใจก่อนว่า เป็นการถ่ายโอนเฉพาะไฟล์ข้อมูลเท่านั้น (ไม่ได้ติดไวรัสมาด้วย)
ประเด็นที่สำคัญก็คือ ควรแน่ใจว่าคุณกำลังเชื่อมต่อธัมบ์ไดรฟ์กับคอมพิวเตอร์ที่รันซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่ได้รับการอัพเดตสม่ำเสมอ และในกรณีที่คอมพ์ของคุณรันแอนตี้ไวรัส เวลาต่อกับธัมบ์ไดรฟ์ ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในเครื่องคอมพ์จะสแกนธัมบ์ไดรฟ์ให้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่แน่ใจธัมบ์ไดรฟ์ที่รับมา ก็ไม่ควรเชื่อมต่อเข้ากับคอมพ์ของคุณเด็ดขาด
3. เข้ารหัสข้อมูล เพื่อรักษาความลับ
ถ้าหากธัมบ์ไดรฟ์ของคุณหาย นั่นหมายความข้อมูลของคุณตกไปอยู่ในมือของผู้ที่พบมันด้วย และถ้าหากคนผู้นั้นบังเอิญเป็นคู่แข่งคุณโดยตรง อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้น หากคุณใช้ธัมบ์ไดรฟ์เก็บข้อมูลสำคัญ การเข้ารัหสข้อมูลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้
การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) จะทำให้ข้อมูลเปิดอ่านไม่รู้เรื่องจนกว่าจะได้รับพาสเวิร์ดที่ถูกต้อง ซึ่งควรเลือกเข้ารหัสที่ระดับ 128 บิต เพื่อความปลอดภัย ธัมบ์ไดรฟ์รุ่นใหม่ๆ จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเข้ารหัสข้อมูลมาด้วย แต่อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจนะครับว่า ซอฟต์แวร์ที่ให้มาไม่ใช่รุ่นทดลอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;">คอมพิวเตอร์ทูเดย์ระบุว่าภัยที่เกิดขึ้นกับธัมบ์ไดร์ฟโดยรวมๆคือ ธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย ธัมบ์ไดร์ฟเสียหายเพราะโดนไวรัส การถูกดูข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อมูลในธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย วิธีแก้ไขคือ</p>
<p></span><span style="font-size: medium;"><span style="font-weight: bold;">1. เก็บไว้ใกล้ตัว-ไม่ต้องกลัวหาย<br />
</span><br />
นับวันธัมบ์ไดรฟ์จะมีขนาดเล็กลง หายง่ายมาก (ถูกขโมยก็ง่ายด้วย) มีไม่น้อยที่มักจะหลงลืมไว้ตามที่ต่างๆ เวลาหยิบออกมาวาง หรือแม้แต่ติดไปกับเครื่องคอมพ์ชาวบ้านเพราะลืมขอคืน บางคนชอบคล้องไว้กับกุญแจ ซึ่งเป็นของที่ชอบทำหายอันดับต้นๆ</p>
<p>วิธีน่าสนใจที่สุดคือ เลือกรุ่นที่มีสายคล้องคอไว้ แม้จะดูไม่สวยงามเท่าไร แต่มันลดโอกาสทำหาย และถูกขโมยได้เกือบ 100% อีกนิดนึง ควรเลือกรุ่นที่สายต่ออยู่กับตัวธัมบ์ไดรฟ์ หลีกเลี่ยงการเลือกใช้รุ่นที่สายคล้องคอผูกกับฝาครอบนะครับ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><span id="more-838"></span></p>
<p></span><span style="font-size: medium;"><span style="font-weight: bold;">2. ระวังไวรัส<br />
</span><br />
ต้องถือเป็นข้อควรระวังในการใช้งานธัมบ์ไดรฟ์อันดับต้นๆ เพราะโดยพื้นฐานแล้วธัมบ์ไดรฟ์จะมีลักษณะการใช้งานเหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไวรัสสามารถใช้ธัมบ์ไดรฟ์เป็นสื่อพาหะสำหรับการแพร่กระจายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาใช้งานธัมบ์ไดรฟ์ คุณควรแน่ใจก่อนว่า เป็นการถ่ายโอนเฉพาะไฟล์ข้อมูลเท่านั้น (ไม่ได้ติดไวรัสมาด้วย)</p>
<p>ประเด็นที่สำคัญก็คือ ควรแน่ใจว่าคุณกำลังเชื่อมต่อธัมบ์ไดรฟ์กับคอมพิวเตอร์ที่รันซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่ได้รับการอัพเดตสม่ำเสมอ และในกรณีที่คอมพ์ของคุณรันแอนตี้ไวรัส เวลาต่อกับธัมบ์ไดรฟ์ ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในเครื่องคอมพ์จะสแกนธัมบ์ไดรฟ์ให้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่แน่ใจธัมบ์ไดรฟ์ที่รับมา ก็ไม่ควรเชื่อมต่อเข้ากับคอมพ์ของคุณเด็ดขาด</p>
<p><span style="font-weight: bold;">3. เข้ารหัสข้อมูล เพื่อรักษาความลับ</span></p>
<p>ถ้าหากธัมบ์ไดรฟ์ของคุณหาย นั่นหมายความข้อมูลของคุณตกไปอยู่ในมือของผู้ที่พบมันด้วย และถ้าหากคนผู้นั้นบังเอิญเป็นคู่แข่งคุณโดยตรง อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้น หากคุณใช้ธัมบ์ไดรฟ์เก็บข้อมูลสำคัญ การเข้ารัหสข้อมูลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้</p>
<p>การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) จะทำให้ข้อมูลเปิดอ่านไม่รู้เรื่องจนกว่าจะได้รับพาสเวิร์ดที่ถูกต้อง ซึ่งควรเลือกเข้ารหัสที่ระดับ 128 บิต เพื่อความปลอดภัย ธัมบ์ไดรฟ์รุ่นใหม่ๆ จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเข้ารหัสข้อมูลมาด้วย แต่อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจนะครับว่า ซอฟต์แวร์ที่ให้มาไม่ใช่รุ่นทดลอง เพราะไม่เช่นนั้น คุณอาจจะต้องจ่ายตังค์ค่าซอฟต์แวร์ในภายหลัง</p>
<p></span><span style="font-size: medium;"><span style="font-weight: bold;">4. สำรองข้อมูลให้เป็นนิสัย<br />
</span><br />
ไม่ปฏิเสธครับว่า เวลาธัมบ์ไดรฟ์หาย เราคงรู้สึกไม่ดีแน่นอน แม้ข้อมูลที่อยู่ในนั้นจะได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัสไว้แล้วก็ตาม แหม&#8230;ก็มันต้องเสียเงินอีกแล้วน่ะสิ แต่มันคงรู้สึกเจ็บใจเป็นสองเท่า หากข้อมูลที่อยู่ในนั้นเราไม่เคยได้ทำแบคอัพสำรองเอาไว้เลย</p>
<p>ดังนั้น วิธีที่สุดคือ แนะนำให้คุณสำรองธัมบ์ไดรฟ์ไว้สักสองสามก็อปปี้ เพราะนอกจากพวกมันจะหายง่ายแล้ว ยังเสียง่ายอีกด้วย เนื่องจากธัมบ์ไดรฟ์ส่วนใหญ่จะใช้กรอบเป็นพลาสติก ซึ่งแตกหักได้ง่าย</p>
<p><span style="font-weight: bold;">5. การถอดธัมบ์ไดร์ฟออกจากเครื่องอย่างถูกต้อง</span></p>
<p>เรื่องของเรื่องคือ ก่อนที่คุณจะดึงธัมบ์ไดรฟ์ออกจากพอร์ตยูเอสบีบนคอมพิวเตอร์ ให้คุณปิดโปรแกรมทุกตัวที่มีการเข้าถึงไฟล์ต่างๆบนธัมบ์ไดรฟ์เสียก่อน จากนั้นคลิกไอคอน Safely Remove Hardware (ที่มีลูกศรสีเขียวปรากฎอยู่ในมุมล่างขวาบนทาสก์บาร์) แล้วคลิกเลือกธัมบ์ไดรฟ์ที่ปรากฏอยู่ในรายการ</p>
<p>เมื่อคลิกเลือกยูเอสบีไดรฟ์ที่ต้องการเอาออกแล้ว (รูปบน) จะได้รับข้อความแจ้งขึ้นมาว่า “Safe To Remove Hardware” (รูปล่าง) แปลว่า สามารถดึงธัมบ์ไดรฟ์ออกจากระบบได้อย่างปลอดภัย</p>
<p>หลายเสียงยืนยันครับว่า หากถอดธัมบ์ไดร์ฟจากเครื่องปุบปับโดยไม่มีการทำตามขั้นตอนนี้ ธัมบ์ไดร์ฟเจ๊งมานักต่อนักแล้วครับ</span></p>
<div><span style="font-size: medium;"> </span></div>
<div><span style="font-weight: bold;"><span style="font-size: medium;">ข้อมูลจาก</span> <span style="font-size: medium;"> </span><a href="http://www.livetogether.org/goto/http_www_arip_co_th_/838/1" rel="nofollow"  target="_blank"><span style="font-size: medium; color: #33ccff;">http://www.arip.co.th/</span></a></span></div>
<p><map name='google_ad_map_838_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/838?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_838_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=838&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F5-%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%258c%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f" title="5 วิธีถนอมธัมบ์ไดร์ฟ" rel="tag">5 วิธีถนอมธัมบ์ไดร์ฟ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b9%8c" title="คอมพิวเตอร์ทูเดย์" rel="tag">คอมพิวเตอร์ทูเดย์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนคไทและหูกระต่าย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 May 2009 02:36:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[หูกระต่าย]]></category>
		<category><![CDATA[เนคไท]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=748</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีคะทุกคน
ไม่ทราบว่ามีใครเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับเนคไท และหูกระต่ายบ้างรีเปล่าคะ?
ถ้ายังไม่เคยก็ลองอ่านดูนะคะ&#8230;&#8230;..ขอบคุณบทความดีๆ จาก ฮ.ฮูกดอทคอมคะ

เนคไทและหูกระต่าย
เนคไทและหูกระต่าย ประเพณีวิธีปฎิบัติต่าง ๆ ที่เราประพฤติกันมาและอธิบายว่าเพื่อ &#8220;มารยาท&#8221; นั้น หลายอย่างทีเดียวที่เกิดจาก ความเชื่อ และ ความเชื่อก็มักเกิดจากความรู้สึกกลัวต่อสิ่งที่อธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ความตายดูเหมือนจะเป็นแหล่งที่มาของความเชื่อทั้งหลายทั้งปวงมากกว่าเรื่องอื่น แม้แต่มารยาทในเรื่องการหาวฃึ่งดูไม่น่า เกี่ยวข้องอะไร แต่ก็เกี่ยวจนได้
ฝรั่งสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่างฉะนั้นเวลาหาวต้องเอามือปิดปากไว้ไม่ให้วิญญาณ หนีไปเหมือนกับที่เราเชื่อว่าขวัญหนี เพียงแต่ขวัญหรือวิญญาณของเราออกจากกระหม่อม ไม่ได้ออกทางปาก เขาให้ข้ออธิบายว่า เพราะสมัยนั้นเด็กเกิดมาแล้วมักจะเสียชีวิต เมื่อสังเกตดูจะเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด (ซึ่ง-อธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่จะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด) จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิตและแน่นอนว่าเด็กนั้นเวลาหาวแล้วปิดปากตัวเองไม่ได้ แพทย์สมัยโรมันจึงแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรก ๆ ที่คลอดออกมา เพื่อคอยปิดปากลูกน้อยของตน
ปัจจุบันมีมารยาทเรื่องการหาวเพิ่มอีกว่าให้หันหน้าไปทางอื่นแต่การแสดงความสุภาพก็มักไม่ได้บอกที่มาของประเพณีการปฏิบัติหรือการขอโทษหลังหาว ที่มาของเรื่องนี้มีว่า คนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าการหาวติดต่อ ถึงผู้อื่นได้ คนหนึ่งหาวคนที่อยู่ใกล้กันก็มักจะหาวตามดังนั้นถ้าการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาวอันตรายนี้ย่อมติดไปถึง ผู้อื่นด้วยเหมือนกับการแพร่เชื้ออหิวาตกโรค การขอโทษจึงเป็นการแสดงความเป็นญาติดีกับทูตมรณะ
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายการหาวว่า เป็นความต้องการออกซิเจนขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะตอนเพิ่งตื่น ตอนที่ร่างกายเหน็ดเหนื่ย และเวลาออกกำลังมาก ๆ ในช่วงแรก แต่สรุปไม่ได้ว่าเหตุผลด้านร่างกายจะเกี่ยวข้องกับการหาวที่ติดต่อกันด้วยเรารู้แต่เพียงว่าภาพที่เห็นคนกำลังหาวจะส่งไปยังศูนย์รับภาพของสมอง และส่งต่อไป ศูนย์รับภาพของสมองและส่งต่อไปศูนย์ประสาทการหาว แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเป็นคำถามที่ยังมืดมนในปัจจุบันเหมือนดังเช่นที่คนสมัยโบราณไม่รู้ว่าทำไมจึงหาว




	Tags: Diary by Fern, ความเชื่อ, ทั่วไป, บทความ, หูกระต่าย, เนคไท
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">สวัสดีคะทุกคน</span></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">ไม่ทราบว่ามีใครเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับเนคไท และหูกระต่ายบ้างรีเปล่าคะ?</span></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">ถ้ายังไม่เคยก็ลองอ่านดูนะคะ&#8230;&#8230;..ขอบคุณบทความดีๆ จาก ฮ.ฮูกดอทคอมคะ</span></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">เนคไทและหูกระต่าย</span></strong></span><br />
เนคไทและหูกระต่าย ประเพณีวิธีปฎิบัติต่าง ๆ ที่เราประพฤติกันมาและอธิบายว่าเพื่อ &#8220;มารยาท&#8221; นั้น หลายอย่างทีเดียวที่เกิดจาก <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ความเชื่อ">ความเชื่อ</a> และ ความเชื่อก็มักเกิดจากความรู้สึกกลัวต่อสิ่งที่อธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ความตายดูเหมือนจะเป็นแหล่งที่มาของความเชื่อทั้งหลายทั้งปวงมากกว่าเรื่องอื่น แม้แต่มารยาทในเรื่องการหาวฃึ่งดูไม่น่า เกี่ยวข้องอะไร แต่ก็เกี่ยวจนได้</p>
<p>ฝรั่งสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่างฉะนั้นเวลาหาวต้องเอามือปิดปากไว้ไม่ให้วิญญาณ หนีไปเหมือนกับที่เราเชื่อว่าขวัญหนี เพียงแต่ขวัญหรือวิญญาณของเราออกจากกระหม่อม ไม่ได้ออกทางปาก เขาให้ข้ออธิบายว่า เพราะสมัยนั้นเด็กเกิดมาแล้วมักจะเสียชีวิต เมื่อสังเกตดูจะเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด (ซึ่ง-อธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่จะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด) จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิตและแน่นอนว่าเด็กนั้นเวลาหาวแล้วปิดปากตัวเองไม่ได้ แพทย์สมัยโรมันจึงแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรก ๆ ที่คลอดออกมา เพื่อคอยปิดปากลูกน้อยของตน<br />
ปัจจุบันมีมารยาทเรื่องการหาวเพิ่มอีกว่าให้หันหน้าไปทางอื่นแต่การแสดงความสุภาพก็มักไม่ได้บอกที่มาของประเพณีการปฏิบัติหรือการขอโทษหลังหาว ที่มาของเรื่องนี้มีว่า คนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าการหาวติดต่อ ถึงผู้อื่นได้ คนหนึ่งหาวคนที่อยู่ใกล้กันก็มักจะหาวตามดังนั้นถ้าการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาวอันตรายนี้ย่อมติดไปถึง ผู้อื่นด้วยเหมือนกับการแพร่เชื้ออหิวาตกโรค การขอโทษจึงเป็นการแสดงความเป็นญาติดีกับทูตมรณะ</p>
<p>วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายการหาวว่า เป็นความต้องการออกซิเจนขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะตอนเพิ่งตื่น ตอนที่ร่างกายเหน็ดเหนื่ย และเวลาออกกำลังมาก ๆ ในช่วงแรก แต่สรุปไม่ได้ว่าเหตุผลด้านร่างกายจะเกี่ยวข้องกับการหาวที่ติดต่อกันด้วยเรารู้แต่เพียงว่าภาพที่เห็นคนกำลังหาวจะส่งไปยังศูนย์รับภาพของสมอง และส่งต่อไป ศูนย์รับภาพของสมองและส่งต่อไปศูนย์ประสาทการหาว แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเป็นคำถามที่ยังมืดมนในปัจจุบันเหมือนดังเช่นที่คนสมัยโบราณไม่รู้ว่าทำไมจึงหาว</p>
<p><map name='google_ad_map_748_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/748?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_748_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=748&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad" title="ความเชื่อ" rel="tag">ความเชื่อ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="หูกระต่าย" rel="tag">หูกระต่าย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97" title="เนคไท" rel="tag">เนคไท</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลิงกับลา</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 May 2009 02:25:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ลิงกับลา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=488</guid>
		<description><![CDATA[
หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย
        ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ
          สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง
           ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะ ขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เอง คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย
               เธอทั้งหลาย…เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้  เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;"><span lang="TH"></p>
<p style="margin-left: 3.15pt; margin-right: 9.4pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง</span> <span lang="TH">แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย</span></span></p>
<p style="margin-left: 3.15pt; margin-right: 9.4pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">        <span lang="TH">ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น</span> <span lang="TH">ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ</span></span></p>
<p style="margin-left: 3.15pt; margin-right: 9.4pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">          <span lang="TH">สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง</span></span></p>
<p style="margin-left: 3.15pt; margin-right: 9.4pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">           <span lang="TH">ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะ</span> <span lang="TH">ขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เอง คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง</span>   <span lang="TH">ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย</span></span></p>
<p style="margin-left: 3.15pt; margin-right: 9.4pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">               <span lang="TH">เธอทั้งหลาย</span>…<span lang="TH">เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย</span> <span lang="TH">ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้</span> <span lang="TH">ต้องการชี้ให้เห็นถึง <strong>ความเป็นผู้นำ </strong>ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้</span>  <strong><span lang="TH">เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็น</span></strong><span lang="TH"> แล้ว<strong>ลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว</strong></span> <span lang="TH">เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่า</span> <span lang="TH">ลาคงเป็นผู้กระทำ</span> <span lang="TH">แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย</span> <span lang="TH">เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่</span> <span lang="TH">ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง</span> <span lang="TH">ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย</span> <span lang="TH">เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน</span>   <strong></strong></span></p>
<p style="margin-left: 3.15pt; margin-right: 9.4pt;"> </p>
<p></span></span><span style="color: red;"><span style="font-size: x-small;"><span lang="TH"><span style="color: #000000;">ที่มา OKnation</span></span></span></span></p>
<p><map name='google_ad_map_488_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/488?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_488_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=488&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="นิทาน" rel="tag">นิทาน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b2" title="ลิงกับลา" rel="tag">ลิงกับลา</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อคิด</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 May 2009 02:15:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งเตือนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[หยุดคิดสักนิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=472</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น&#8230;&#8230;&#8230;..
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก…   
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น…….   
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า…….สักวันหนึ่ง……..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง




	Tags: Diary by Fern, ข้อคิด, บทความ, สิ่งเตือนใจ, หยุดคิดสักนิด
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%;"><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น&#8230;&#8230;&#8230;..</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง </span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';">2 </span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">ดังนั้น</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;">……<span lang="TH">จากนี้ไป</span>……<span lang="TH">ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ</span></span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';" lang="TH"> </span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;">……<span lang="TH">โอกาสที่พิเศษสุด</span>……<span lang="TH">แล้ว</span></span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">จงแสวงหา การหยั่งรู้</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;">…</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';">..</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">อยาก</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;">…</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"> </span></strong><span style="font-size: 13pt; color: #444444; font-family: Tahoma;">  </span><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;">……</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';">. </span></strong><span style="font-size: 13pt; color: #444444; font-family: Tahoma;">  </span><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เอาคำพูดที่ว่า</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;">……</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';">.</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">สักวันหนึ่ง</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;">……</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';">..</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">ออกไปเสียจากพจนานุกรม</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: Tahoma; mso-hansi-font-family: 'Cordia New'; mso-bidi-font-family: 'Cordia New';"><br />
</span></strong><strong><span style="font-size: 13pt; color: #cc0066; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ascii-font-family: Tahoma;" lang="TH">เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง</span></strong><span style="font-size: 13pt;"></span></p>
<p><map name='google_ad_map_472_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/472?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_472_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=472&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94" title="ข้อคิด" rel="tag">ข้อคิด</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88" title="สิ่งเตือนใจ" rel="tag">สิ่งเตือนใจ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94" title="หยุดคิดสักนิด" rel="tag">หยุดคิดสักนิด</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความพร่องในสังคมที่มั่งคั่ง</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 May 2009 07:30:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจโลก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=429</guid>
		<description><![CDATA[แม้เศรษฐกิจโลก ในระยะหลังค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่กล่าวโดยทั่วไปแล้ว โลกทุกวันนี้จัดว่ามีความมั่งคั่งทีเดียว อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องห่วงพะวงกับเรื่องความอยู่รอด ผิดกับสมัยก่อน ซึ่งเพียงแค่จะผลิตอาหารให้พอกินชนิดปีชนปีก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว สมัยนี้เราสามารถผลิตอาหารได้อย่างมากมาย ไม่ต้องดูอื่นไกล เพียงแค่ ๔๐ ปี หลังจากปี ๒๔๙๓ โลกสามารถผลิตธัญพืชได้มากเป็น ๓ เท่า ขณะที่ประชากรโลกเพิ่มเป็นสองเท่าเท่านั้น อย่าว่าแต่อาหารเลย แม้กระทั่งสิ่งพื้น ๆ ที่ใช้กันชนิดแทบจะทิ้งขว้าง เช่น เสื้อผ้า ช้อน ส้อม สบู่ ดินสอ สมัยก่อนหากจะมีก็มีกันคนละไม่มาก ไม่ต้องพูดถึงชักโครก หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งแม้แต่คนยากจนทุกวันนี้ก็ยังพอหามาเป็นเจ้าของได้ ขณะที่คนสมัยก่อนนึกไปไม่ถึงเลย
          ว่าเฉพาะเมืองไทย ถ้าดูแค่รายได้ก็จะเห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่มีเงินมากกว่าแต่ก่อน คนละไม่น้อยเลย อาทิ คนกรุงเทพฯ และในเขตจังหวัดใกล้เคียง เมื่อปี ๒๕๓๔ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ ๑๑,๘๗๗ บาท พอถึงปี ๒๕๔๒ ก็มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น ๒๖,๗๔๒ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แม้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with เศรษฐกิจโลก">เศรษฐกิจโลก</a></strong> ในระยะหลังค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่กล่าวโดยทั่วไปแล้ว โลกทุกวันนี้จัดว่ามีความมั่งคั่งทีเดียว อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องห่วงพะวงกับเรื่องความอยู่รอด ผิดกับสมัยก่อน ซึ่งเพียงแค่จะผลิตอาหารให้พอกินชนิดปีชนปีก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว สมัยนี้เราสามารถผลิตอาหารได้อย่างมากมาย ไม่ต้องดูอื่นไกล เพียงแค่ ๔๐ ปี หลังจากปี ๒๔๙๓ โลกสามารถผลิตธัญพืชได้มากเป็น ๓ เท่า ขณะที่ประชากรโลกเพิ่มเป็นสองเท่าเท่านั้น อย่าว่าแต่อาหารเลย แม้กระทั่งสิ่งพื้น ๆ ที่ใช้กันชนิดแทบจะทิ้งขว้าง เช่น เสื้อผ้า ช้อน ส้อม สบู่ ดินสอ สมัยก่อนหากจะมีก็มีกันคนละไม่มาก ไม่ต้องพูดถึงชักโครก หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งแม้แต่คนยากจนทุกวันนี้ก็ยังพอหามาเป็นเจ้าของได้ ขณะที่คนสมัยก่อนนึกไปไม่ถึงเลย</p>
<p class="style4">          <span id="more-429"></span>ว่าเฉพาะเมืองไทย ถ้าดูแค่รายได้ก็จะเห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่มีเงินมากกว่าแต่ก่อน คนละไม่น้อยเลย อาทิ คนกรุงเทพฯ และในเขตจังหวัดใกล้เคียง เมื่อปี ๒๕๓๔ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ ๑๑,๘๗๗ บาท พอถึงปี ๒๕๔๒ ก็มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น ๒๖,๗๔๒ บาท แม้แต่คนอีสานก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน ถึงแม้จะมีอัตราการเพิ่มน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ และภาคอื่น ๆ จะเรียกว่าคนไทยส่วนใหญ่รวยขึ้นกว่าแต่ก่อนก็คงไม่ผิด เพราะถึงจะไม่ดูจากตัวเลขข้างต้น ชีวิตความเป็นอยู่และข้างของเครื่องใช้ในบ้านก็บ่งชี้เช่นนั้น อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ในท่ามกลางความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนนี้เอง ผู้คนเป็นอันมากลับรู้สึกว่า ตนเองมีไม่พอและอยากได้อีก ความรู้สึกไม่สมอยากและอยากได้เพิ่มนี้มองในแง่หนึ่งก็คือ ความรู้สึกพร่อง ยิ่งรู้สึกพร่องก็ยิ่งอยากหาอะไรมาเติมให้เต็ม และตราบใดที่ยังไม่เต็ม ก็ไม่ยอมหยุดแสวงหา ความรู้สึกพร่องดังกล่าวกำลังเป็นความรู้สึกร่วมของคนในยุคนี้</p>
<p class="style4">       เมื่อต้นปีนี้ มีการสอบถามความคิดเห็นของคนกว่า ๔,๐๐๐ ครอบครัวทั่วประเทศ ร้อยละ ๘๐ พูดตรงกันว่าอยากร่ำรวย ที่น่าคิดก็คือ ในบรรดาผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ ๖๐ เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็หมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่ตอบว่าอยากรวยนั้น คิดว่าตนเองยังมีไม่ถึงจุดที่พอเพียง ลึก ๆ หลายคนคงรู้สึกว่าตนเองยากจนด้วยซ้ำ</p>
<p class="style4">       <strong>ปัญหาก็คือ</strong> มีเงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าไรถึงจะรู้สึกพอ พูดให้ชัดกว่านั้น ก็คือ ความรู้สึกพอนั้นจะเกิดขึ้นได้จากการมีเงินเพิ่มขึ้นหรือ เมื่อเร็ว ๆ นี้ หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ได้ทำการสำรวจการใช้จ่ายของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ปรากฏว่านักศึกษาจำนวนไม่น้อยใช้จ่ายเงินถึง ๑๐,๐๐๐ คนต่อสัปดาห์ (บางคนใช้มากกว่านั้นเป็น ๒ เท่า) เงินจำนวนมากมายเช่นนั้น หมดไปกับการซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับยี่ห้อดังจากต่างประเทศ โดยนักศึกษานิยมใช้เวลาตอนเที่ยงตามโรงแรมหรู เพื่อกินอาหารมื้อละพันกว่าบาท จากนั้นจึงไปเดินเที่ยวที่ศูนย์การค้า ที่น่าสนใจก็คือ หลายคนไม่รู้สึกว่าตนใช้เงินเปลืองแต่อย่างใด</p>
<p class="style4">      แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่ตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนค่านิยมของผู้คนในเวลานี้ว่า ยอมจะเสียเงินไปกับสินค้าราคาแพงหากมีเงินอยู่ในกระเป๋ามากพอ ดังนักศึกษาบางคนได้พูดทิ้งท้ายว่า หากใครมีฐานะหรืออยู่ในสภาพเช่นเดียวกับตนก็ต้องใช้จ่ายเงินแบบเดียวกับตน</p>
<p class="style4">       ค่านิยมเช่นนี้ไม่มีวันช่วยให้เกิดความรู้สึกพอได้เลย ตรงกันข้ามมีแต่จะทำให้รู้สึกพร่องอยู่เสมอ เพราะจะมีสินค้าใหม่ ๆ มาเสนอหน้าชวนให้อยากซื้ออยู่ร่ำไป แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นความรู้สึกพร่องให้รุนแรงขึ้นก็คือ โฆษณาตามสื่อมวลชน สื่อโฆษณาเหล่านี้แม้จะอาศัยเทคนิคที่หลากหลาย แต่สาระสำคัญที่เหมือนกันก็คือกระตุ้นให้เกิดภาพฝันที่อยากจะไปให้ถึง เช่น อยากเก่ง อยากสวยเหมือนพรีเซนเตอร์ ยิ่งภาพฝันห่างไกลจากความเป็นจริงเท่าไรความรู้สึกพร่องยิ่งมาก และทำให้เกินความอยากมากขึ้น ดังนั้นสื่อโฆษณาจึงไม่เพียงแค่วาดฝันให้งดงามหรูเลิศเท่านั้น หากยังกดสภาพความเป็นจริงของเราให้ดูแย่ลง หรือทำให้เรา (ผู้ชม) รู้สึกไม่ดีกับสภาพความเป็นจริงของตัวเอง เช่น รู้สึกว่าตนเองอ้วนไป ไม่เท่ หรือมีกลิ่นตัวเหม็น</p>
<p class="style4">    จะเห็นได้ว่า โฆษณาส่วนใหญ่ในระยะหลัง จะไม่เน้นคุณสมบัติของสินค้ามากเท่ากับคุณสมบัติหรือภาพลักษณ์ของพรีเซนเตอร์ เพื่อให้เราอยากเป็นเหมือนพรีเซนเตอร์ แม้สินค้าที่โฆษณาจะเป็นของกิน หรือรองเท้า แต่รสอร่อย หรือความนุ่ม ความทนทานของผลิตภัณฑ์จะมีความสำคัญน้อยกว่าความทันสมัย ปราดเปรียว หรือความเก่งกล้าสามารถของพรีเซนเตอร์ พูดง่าย ๆ คือ โฆษณาเหล่านี้กระตุ้นให้เรารู้สึกไม่พอใจกับ &#8220;ตัวตน&#8221; ของเราเอง และอยากมี &#8220;ตัวตน&#8221; อย่างพรีเซนเตอร์ แน่นอนว่า จะมีตัวตนอย่างนั้นได้ก็ต้องซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาใช้หรือโชว์</p>
<p class="style4">     การซื้อสินค้ามาเพื่อโชว์นั้นเป็นลักษณะเด่นของการบริโภคทุกวันนี้ก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะจุดหมายสำคัญก็คือ การยกระดับ &#8220;ตัวตน&#8221; ของตนให้สูงขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้ใกล้เคียงกับภาพฝันที่สื่อโฆษณาได้ประทับไว้ในใจเรา แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือ เพื่อเทียมหน้าเทียมตากับคนอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือ บริโภคเพื่อ &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">หน้าตา</span></strong></span>&#8221; (&#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">หน้าตา</span></strong></span>&#8221; กับ &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">ตัวตน</span></strong></span>&#8221; กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร จะกล่าวต่อไปข้างหน้า)</p>
<p class="style4">    ปัญหาก็คือเวลานี้ &#8220;คนอื่น&#8221; ที่ใครต่อใครอยากถีบตัวให้ทัดเทียมนั้นกำลังจะเปลี่ยนไป คือแทนที่จะเป็นผู้คนในชุมชนเดียวกัน (เช่น หมู่บ้าน มหาวิทยาลัย หรือสำนักงานเดียวกัน) หรือมีสถานะทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน กลับเป็นกลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคมสูงกว่า เช่น คนในวงการไฮโซ หรือดาราต่างประเทศ คนเหล่านี้กลายเป็นภาพฝันที่คนส่วนใหญ่ในสังคมอยากไปให้ถึง ทั้ง ๆ ที่สถานะต่างกันมากนั่นหมายความว่า ภาพฝันกับความเป็นจริงถ่างกว้างขึ้น ผลก็คือความรู้สึกพร่องหรือไม่พอใจ &#8220;ตัวตน&#8221; ของตนรุนแรงมากขึ้นในหมู่คนทั่วไป</p>
<p class="style4">     ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือความรู้สึกด้อยหรือไม่พอใจใน &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">ตัวตน</span></strong></span>&#8221; เวลานี้ กำลังลุกลามไปเป็นความไม่พอใจในร่างกายของตน ลำพังการที่ &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">ตัวตน</span></strong></span>&#8221; กับ &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">หน้าตา</span></strong></span>&#8221; กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้ก็นับว่าพอแรงแล้ว เพราะแต่ก่อนสิ่งที่กำหนดตัวตนของแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่ที่ &#8220;หน้าตา&#8221; หรือภาพลักษณ์สักเท่าไร หากขึ้นอยู่กับศาสนา เชื้อชาติ สถานะทางสังคม และที่สำคัญคือ จากอาชีพการงานและการกระทำของตนเอง ใครที่อยากจะมี &#8220;ตัวตน&#8221; ที่ดีกว่าเดิม ก็สามารถจะทำได้โดยการฝึกฝนพัฒนาตนหรือแสดงความสามารถให้ประจักษ์ เช่น หนุ่มกระทงที่อยากให้คนในหมู่บ้านยอมรับ ก็ต้องฝึกตนให้เชี่ยวชาญในการชกต่อยจนสามารถคุ้มครองสาว ๆ จากนักเลงต่างถิ่นได้ แต่ในปัจจุบันเพียงแค่กินน้ำอัดลมหรือกินเหล้า บางยี่ห้อก็กลายเป็น &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">คนรุ่นใหม่</span></strong></span>&#8221; หรือ &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">ชายชาตรี</span></strong></span>&#8221; ได้แล้ว โดยไม่ต้องขยับแข้งขยับขาเลย และหากจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้ ก็หาเสื้อผ้า เข็มขัด รองเท้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เท่านี้ก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว</p>
<p class="style4">      แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า สำนึกเรื่อง &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">ตัวตน</span></strong></span>&#8221; ของผู้คนกำลังจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือไปเอา &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">ตัวตน</span></strong></span>&#8221; ไปผูกติดหรืออิงแอบกับร่างกายอย่างเหนียวแน่น ชนิดไม่เคยมีมาก่อน กระทั่งว่าสัดส่วนทรวดทรงของร่างกายสามารถทำให้รู้สึกว่าตนนั้นไร้ค่าเลยทีเดียว เป็นธรรมดาว่าในยุคที่ผู้คนรู้สึกพร่องหรือด้อยในตัวตนอย่างรุนแรง ความรู้สึกดังกล่าว ย่อมนำไปสู่ความไม่พอใจในสรีระร่างกายของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสหรัฐอเมริกา ความรู้สึกดังกล่าวแพร่หลายถึงขนาดว่าผู้หญิงร้อยละ ๘๐ ไม่รู้สึกพึงพอใจกับร่างกายของตน แม้แต่ผู้หญิงที่หน้าตาดีก็ยังรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน (ในแคนาดาเคยมีการสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิงที่หน้าตาดี อายุ ๒๑ ปี จำนวน ๒๐๓ คน ปรากฏว่าทุกคนไม่พอใจทรวดทรงของตนเป็นอย่างยิ่ง) ด้วยเหตุนี้จึงพากันผ่าตัดเปลี่ยนรูปแปลงโฉมกันขนานใหญ่ ประมาณว่ามีผู้หญิงทำศัลยกรรมตกแต่งเมื่อปี ๒๕๔๑ เกือบ ๑ ล้านคน หลายคนรู้สึกว่าการทำศัลยกรรมดังกล่าวทำให้ตนมี &#8220;<span class="style23"><strong><span style="color: #ff0099;">ชีวิตใหม่</span></strong></span>&#8221; หรือ &#8220;ตัวตนใหม่&#8221; ดังนักศึกษาผู้หนึ่งยอมรับว่า &#8220;เดี๋ยวนี้ดิฉันสามารถเริ่มต้นชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างคนใหม่&#8221;</p>
<p class="style4">      ใช่แต่ผู้หญิงเท่านั้นก็หาไม่ ผู้ชายก็เช่นกัน มีผู้คาดการณ์ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชายอเมริกันไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของตนเอง (ปี ๒๕๑๕ มีเพียง ๑ ใน ๖ เท่านั้น ที่รู้สึกเช่นนั้น) คนเหล่านี้หาทางออกอย่างไร คำตอบก็คือ ทำศัลยกรรมตกแต่งเช่นกัน ในปี ๒๕๔๑ ผู้ชายทำศัลยกรรมเกือบแสนคน (บางแห่งระบุว่ามีถึง ๗ แสนคนในปี ๒๕๓๙) เพียงปีเดียว) ที่นิยมมากที่สุดคือ ดูดไขมันออก รองลงมาคือทำขอบตา ทำจมูก และลดหน้าอก (แต่มีไม่น้อยที่หันไปทำร่างกายให้กำยำล่ำสันเหมือนแรมโบ้)</p>
<p class="style4">     ความไม่พอใจในร่างกายของตนเวลานี้มาถึงขั้นเห็นอาการเป็นศัตรูเลยทีเดียว เพราะกลัวว่าจะทำให้ตัวเองอ้วนหรือมีน้ำหนักมากเกินไป อาการผิดปกติดังกล่าวมีตั้งแต่การล้วงคอให้อาเจียนออกมา เพราะรู้สึกผิดที่กินอาหารเข้าไป จนถึงโรคเบื่ออาหารจนไม่ยอมกินอะไรทั้งสิ้น เฉพาะอังกฤษประเทศเดียวคาดว่า หญิงที่มีอาการผิดปกติดังกล่าวมีถึง ๗ ล้านคน ส่วนผู้ชายมีหนึ่งล้านคน โรคดังกล่าวกำลังแพร่ไปยังญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และฮ่องกงแล้ว ในประเทศไทยอีกไม่นากสถิติดังกล่าวก็คงจะปรากฏ หลังจากที่ศัลยกรรมตกแต่ง และ &#8220;สถานเสริงความหล่อ&#8221; ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p class="style4">      ความไม่พอใจในร่างกายดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากไหน คำตอบก็คือนางแบบและดาราที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ อย่างถี่ยิบ จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าสรีระของบุคคลเหล่านั้น คือ &#8220;มาตรฐาน&#8221; หรืออุดมคติของความงดงามที่พึงหมายปอง ความแพร่หลายของสื่อเหล่านี้ในยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกร่วมกันว่าร่างกายตนนั้นไม่ดีพอ เช่นอ้วนหรือ มีน้ำหนักมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนางแบบและดาราเหล่านั้นต่างหากที่มีรูปร่างผอมผิดปกติ อิทธิพลในทางลบของบุคคลดังกล่าวเป็นที่รู้กันจนกระทั่งนิตยสารชื่อดัวหลายแห่ง ในอังกฤษมีข้อตกลงเมื่อ เร็ว ๆ นี้ว่า จะไม่นำภาพนางแบบที่มีรูปร่างผ่ายผอมมาขึ้นปกหรือโฆษณาสินค้าในสื่อของตน</p>
<p class="style4">     ควรกล่าวด้วยว่า ความรู้สึกพร่องหรือด้อยในตัวตนนั้นยังปรากฏในอีกหลายลักษณะ อาทิ การแสวงหาอำนาจพิเศษ เพื่อทำให้ตนเองเด่นเหนือคนอื่น อำนาจพิเศษอาจได้แก่ อิทธิปาฏิหารย์ หรืออำนาจจิตในการทำสิ่งพิสดาร เช่น บิดงอช้อนส้อม หรือตัดตะเกียบด้วยกระดาษ (ซึ่งได้รับความนิยมแม้จะเสียเงินเรียนคนละหลายพันบาท) บางครั้งความรู้สึกด้อยดังกล่าว ก็อาจปรากฏในรูปการกระทำรวมหมู่ เช่นการพยายามทำให้จังหวัดของตนมีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยการทำข้าวจี่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือซาลาเปา เสาธง ไส้กรอก ตลอดจนครกส้มตำที่ไม่มีใครเทียมทาน จนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อธูปยักษ์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกล้มมาทับคนตาย</p>
<p class="style4">      แม้ความพร่องที่กล่าวมาข้างต้น จะแสดงออกมาในหลายรูปลักษณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ เป็นความรู้สึกด้อยที่เกิดจากการเทียบเคียงผู้อื่น เช่น ดารา นางแบบ หรือคนในแวดวงชั้นสูง อย่างไรก็ตามลึกลงไปแล้วยังมีความพร่องอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งฝังลงไปถึงจิตไร้สำนึก นั่นคือความรู้สึกว่า &#8220;ตัวตน&#8221; นั้นไม่มีอยู่จริง สัญชาตญาณที่ลึกสุดของมนุษย์ทุกคนก็คือการมีตัวตนที่ยั่งยืนเที่ยงแท้ เรากลัวความตายก็เพราะหวั่นว่า ตัวตนจะขาดสูญ แต่ถ้ามั่นใจว่าตัวตนจะยั่งยืนต่อไป เพราะมีชาติหน้าหรือสวรรค์รองรับก็จะกลัวตายน้อยลง</p>
<p class="style4">      อย่างไรก็ตามในส่วนลึกยากนักที่เราจะมั่นใจเต็มที่ว่าเรามีตัวตนที่ยั่งยืน เพราะมีเหตุการณ์มากมายที่บอกกับเราว่าแท้ที่จริงตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นหามีไม่ ในชีวิตประจำวันเราจะพบเสมอว่าสิ่งที่เรายึดเป็นตัวตนนั้นไม่เคยอยู่ยั่งยืนเลย ความเป็นตัวเรานั้นผันแปรเสมอ วันนี้เราอาจรู้สึกว่าเป็นคนฉลาด เป็นหญิงที่สวยสง่า หรือเป็นครูผู้สามารถแต่วันถัดมา ความรู้สึกดังกล่าวก็เปลี่ยนไป การไม่มีตัวตนที่ยั่งยืนที่จะยึดถือไปได้ตลอดนี้เองที่ทำให้เราทุกคนรู้สึกอ้างว้างไม่มั่นคง หรือขาดที่ยึดเหนี่ยวนี้แหละคือความรู้สึกพร่องที่แท้จริง</p>
<p class="style4">     <strong>สำหรับบางคน</strong> ความรู้สึกพร่องดังกล่าวอาจบรรเทาเมื่อเข้าหาศาสนา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือเป็นตัวตนให้ยึดถือ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ศาสนาไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอีกแล้ว เพราะเป็นนามธรรมหรือไม่สอดคล้องกับความนึกคิด ก็ในยุคที่โลกทัศน์แบบวัตถุนิยมกำลังแพร่หลายเช่นทุกวันนี้ อะไรเล่าที่ผู้คนคิดว่าสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือทำชีวิตให้เติมเต็มได้ดีไปกว่าวัตถุ ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนต่างพากันแสวงหาวัตถุมาครอบครอง ไม่ใช่เพราะมันให้ความสุขสบายทางกาย แต่เพราะมันให้ความอบอุ่นแก่จิตใจต่างหาก ทั้งนี้ก็ด้วยความเชื่อว่ามันจะทำให้ความรู้สึกพร้องที่แท้หมดไป (ความรู้สึกพร่องที่เกิดจากช่องว่างระหว่างความฝัน กับความเป็นจริงนั้นขอเรียกว่าความรู้สึกพร่องเทียม เพราะเกิดจากความคิดปรุงแต่งมากกว่าอะไรอื่น)</p>
<p class="style4">     แต่มีวัตถุใดหรือที่เที่ยงแท้ยั่งยืน และไม่ว่าจะมีมากมายเพียงใด ความรู้สึกพร่องที่แท้ก็ยังไม่ยอมหายไป เพราะลึก ๆ เราก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นไม่มีอยู่จริง ในเมื่อความรู้สึกพร่องยังมีอยู่ ทรัพย์สมบัติมากมายเท่าไรก็ไม่ทำให้รู้สึกพอเสียที จึงต้องแสวงหาต่อไปไม่จบสิ้น แม้จะเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกไม่มีใครทัดเทียมได้ สิ่งที่หาได้หายไปไม่ มันยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่นั่นเอง</p>
<p><span class="style4"><span style="font-size: large;">  <strong>นี้คือเหตุผลสำคัญว่า</strong> ทำไมความรู้สึกพร่องจึงแพร่หลายได้แม้ในสังคมที่มั่งคั่งล้นเหลือ</span></span></p>
<p><span class="style4"><span style="font-size: large;">ที่มา  เครือข่ายพุทธิกา</span></span></p>
<p><map name='google_ad_map_429_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/429?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_429_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=429&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1" title="สังคม" rel="tag">สังคม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81" title="เศรษฐกิจโลก" rel="tag">เศรษฐกิจโลก</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ตอนที่ 2</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2009 01:44:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=372</guid>
		<description><![CDATA[พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้
บางคนทำบุญ กุศลให้ทานแต่ของดีๆ ของ สวยๆ งามๆ มา แล้วเป็นผู้มีกริยาวาจา อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวาน ไม่พูดกระแทกแดกดันใคร แล้วก็ไม่โกรธ กริ้วใคร มีความอดทนสูง ใครจะ ด่าจะว่า ติเตียน ก็ไม่แสดงอาการ โกรธกริ้ว โกรธา ผู้ใดฝึกตนแบบนี้แล้ว ตายเกิดไปชาติหน้า ก็จะเป็นคนสวย คนงาม มีกิริยามารยาท ละมุนละมัย ใครเห็นเข้าก็ ปรารถนาจะคบค้าสมาคม นี่ไอ้คนเราน่ะมันเป็น ไปด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมบาปกรรมอย่างว่า อย่าไปเชื่ออย่างอื่นเลย เห็นคนอื่นเขาสวย เขางาม เขาดี อิจฉาก็มีบางคนน่ะ นั่นแหละ ถ้าผู้ใดมานึกคิดว่าโอ๊ คนผู้นี้ต้องได้ทำบุญกุศล ต้องได้ฝึกตนมาแต่ก่อน เขาเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ด่า ไม่แช่งไม่แสดงกิริยา หยาบคาย ต่อใคร และใครมาแต่ชาติก่อน เขาไม่แสดงหน้าตาบูดบึ้ง ต่อคนทั้งหลาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้</p>
<p><strong>บางคนทำบุญ กุศลให้ทานแต่ของดีๆ ของ สวยๆ งามๆ มา แล้วเป็นผู้มีกริยาวาจา อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวาน ไม่พูดกระแทกแดกดันใคร แล้วก็ไม่โกรธ กริ้วใคร มีความอดทนสูง ใครจะ ด่าจะว่า ติเตียน ก็ไม่แสดงอาการ โกรธกริ้ว โกรธา <span style="color: #0000ff;">ผู้ใดฝึกตนแบบนี้แล้ว ตายเกิดไปชาติหน้า ก็จะเป็นคนสวย คนงาม มีกิริยามารยาท ละมุนละมัย ใครเห็นเข้าก็ ปรารถนาจะคบค้าสมาคม</span></strong> นี่ไอ้คนเราน่ะมันเป็น ไปด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมบาปกรรมอย่างว่า อย่าไปเชื่ออย่างอื่นเลย เห็นคนอื่นเขาสวย เขางาม เขาดี อิจฉาก็มีบางคนน่ะ นั่นแหละ ถ้าผู้ใดมานึกคิดว่าโอ๊ คนผู้นี้ต้องได้ทำบุญกุศล ต้องได้ฝึกตนมาแต่ก่อน เขาเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ด่า ไม่แช่งไม่แสดงกิริยา หยาบคาย ต่อใคร และใครมาแต่ชาติก่อน เขาไม่แสดงหน้าตาบูดบึ้ง ต่อคนทั้งหลาย แม้ใครจะว่ากระทบกระทั่งอะไรเขาก็ยิ้มรับเสมอ คนผู้เช่นนี้แหละ เกิดมาเขาจึงสวย จึงงาม จึงมีคนหุ้มห่อ มีคนนับถือลือหน้า แม้เราก็เหมือนกันถ้าเราฝึกตน ให้ ดีให้งามอย่างว่านี้แล้ว ชาตินี้ถึงจะรูปร่างไม่สวยงาม จะไม่มีคนนับถือลือหน้าแต่ ไปสู่ชาติหน้าโน้นแหละ บุญกุศล ที่เราฝึกตน ที่ว่าอย่างว่าเมื่อกี๊เนี่ยะ มันก็จะมาอำนวยผลให้ เกิดไปในชาติหน้าให้มีรูปสวย รูปงาม ให้เป็นคนใจดีใจเย็น มีกิริยามารยาทอ่อนโยน พูดจาปราศรัยอะไรก็ไพเราะเพราะพริ้ง <strong>คนทั้งหลายได้พบได้เห็นได้ฟังแล้ว ก็ชอบใจพอใจอยากคบหาสมาคมเหมือนอย่างเขา<br />
</strong><br />
           แต่ว่า <strong><span style="color: #0000ff;">การทำบุญทำทานอย่าไปปรารถนาผิดทาง การปรารถนาผิดทางเป็นทุกข์อีกเหมือนกันอย่าง</span></strong> เช่นนาง กัณหาสินานารถ พระราชธิดาของพระเวสสันดร และพระนางมัทรีนั่น เมื่อพระเวสสันดรให้ทานแก่ชุชกไป ชูชกเฆี่ยนตีไป ฝ่าย ท้าวชาลีเป็ผู้ชายมีความอดทน อดเอาทนเอา พราหมณ์ตีก็ยอมให้เขาตีไป แต่ฝ่ายน้องสาวนางกัณหาสินานารถนี่ เมื่อ พราหมณ์ ตีเข้าไปเจ็บปวดมาแล้วก็นึก โอ๊ยพ่อแม่เรานี่ ไม่รักเราไม่เอ็นดูเราเลย ปล่อยให้พราหมณ์ เฆี่ยนตีเรามาทนทุกข์ทนยากลำบากอย่างนี้นะ เอาละต่อจากชาตินี้ไป ขออย่าให้เราได้เกิดร่วมกับพ่อแม่คู่นี้ เลย นางกัณหาก็ปรารถนาลงอย่างนั้นนะ ในที่สุดเมื่อพระเวสสันดร สวรรคตแล้วก็ไปเกิดสวรรค์ชั้น ดุสิต จากสวรรค์ชั้นดุสิตลงไปเกิดเมืองกบิลพัสดุ์ จะได้ออกบวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเนี่ยะ พระนางกัณหานั้น ก็ไม่ได้ไปเกิดกับพระนางพิมพาเลย มีแต่พระราหุล มีแต่ท้าวชาลีตั้งแต่ครั้งเป็น ลูกชายของพระเวสสันดร โน่นแหละ ติดสอยห้อยตามไปเกิดด้วย แต่นางกัณหานั้นน่ะ ในชาติต่อๆ มาเป็นคนมีรูปสวยรูปงาม เพราะเหตุว่าชาติหนึ่งเขาไปเกิดในตระกูลยากจน แล้วบัดนี้ ในคราวครั้งนั้นในเมืองเขาทำ เล่นมหรสพ เล่นนักขัตฤกษ์กัน บัดนี้ผู้ลูกสาวนี่ก็ไปขออ้อนวอนขอเครื่องประดับกับแม่ แม่ก็ว่าเราเป็นคนยากคนจน เราจะไปเอาเครื่องประดับที่ไหนมาให้ เออถ้าหากว่าแม่ไม่มีจะให้ลูกจะ ขอลาแม่ไปหารับจ้างเอา ขอให้ได้เครื่องประดับมา แม่ก็อนุญาต นางก็เที่ยวไปบ้านเศรษฐีไปขอรับจ้างเศรษฐี ขอให้ได้ผ้าดอกคำ ซักสองผืน เศรษฐีก็ว่าได้แต่ต้องรับจ้างเราอยู่สามปี ถึงจะได้ เอ้าสามปีก็สาม รับทำงานให้บ้านเศรษฐีอยู่อย่างนั้นแหละ จะรอครบสามปี เศรษฐีก็เลยประทานผ้าให้ สองผืนผ้าสีดอกคำ <strong>ผ้านั้นมีสีเหลืองเหมือนทองคำหมายความว่างั้นแหละ บัดนี้คราวนั้นน่ะ ดูเหมือนจะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นหรือไงเนี่ยะ</strong> ก็มีพระสงฆ์องค์หนึ่งเดินทางมา นางคนนี้ก็นุ่งห่มผ้าดอกคำ เห็นจะนุ่งผ้าธรรมดาแล้วก็เอาผ้าดอกคำนี่ห่มรวมเข้าไป แล้วหาบน้ำลงไปท่าน้ำ ไปตักน้ำ พระนั้นเดินทางมาถูกโจรปล้นเอา ผ้าจีวรสบงไปหมด พระก็เลยเอาใบไม้เย็บนุ่งแทน ผ้าสบงจีวรมา นางคนนี้เห็นเข้าก็เลยถามว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นไงนุ่งใบไม้อย่างนี้ ก็อาตมาเดินตามทางมานี้ โจร น่ะมันแย่งเอา ปล้นเอา ก็เลยสละให้โจรเขาไปหมดเราก็เลย นุ่งใบไม้แทนผ้ามานี่ว่างั้น</p>
<p>           นางเกิดศรัทธาขึ้น ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอถวายผ้า ผืนนี้ให้แก่ท่าน ก็เปลื้องเอาผ้าผืนหนึ่ง ที่ห่มนั้นถวาย พระองค์นั้น พระองค์นั้น ได้แล้วก็ไปบังพุ่มไม้แล้วก็ไปถ่ายใบไม้ออก แล้วก็เอาผ้าดอกคำผืนนั้นนุ่ง เดินออกมานางเห็นเข้าก็โอ๊สวยงามจริงนะ ก็เลยเปลื้องผืนที่สองออกไป แล้วอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจที่ข้าพเจ้าให้ทาน ถวายผ้าสีดอกคำนี้ เกิดไปชาติใดขอให้ข้าพเจ้ามีรูป สวยรูงามแล้วก็มีผิวพรรณเหมือนอย่าง ผ้าดอกคำนี้เองว่างั้น ชายใดเห็นแล้วขอให้ตาค้างไปเลย ขอให้หลงละเมอไปเลยว่างั้น ไปปรารถนาอย่างนั้นแหละ พอดีชาติต่อมาบุญกุศลอันนั้น ก็อำนวยผลให้ไปเกิด ในตระกูลอันพอมีพอกินเข้าไป แล้วก็มีรูปสวยรูปงาม ผิวพรรณก็เหมือนอย่างผ้าดอกคำนั้นเอง ชายใดเห็นเข้าก็ตาค้างอย่างที่ว่านั้นหละ ก็ละเมอเพ้อฝันไปทั่ว ตลอดถึงพระราชามหากษัตริย์ เห็นเข้าก็ไม่ไหวอยากจะได้ อยากจะได้เอาเหลือล้นพ้นประมาณจน ว่าเสวยอาหารก็ไม่ได้นอนก็ไม่หลับ พวกเสนาอำมาตก็เลยทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น แล้วให้พระราชานี่เบื่อหน่าย ก็จึงได้งดจากการที่ไปผูกพันกับหญิงคนนั้น จนในที่สุดนางกัณหานั้นน่ะ เมื่อมาถึงศาสนาพระพุทธเจ้าของเรานี่ นางก็ไม่ได้ไปเกิดร่วมกับพระองค์แล้ว มีแต่ท้าวชาลีเท่านั้นไปเกิดเป็น<strong>ราหุล<br />
</strong><br />
           บัดนี้ส่วนกัณหานี้มาเกิด ในตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถี อ่าเมื่อเกิดมาแล้วรูปร่างผิวพรรณสวยสดงดงาม สีเหมือนดอกบัวดอกทองคำ พ่อแม่ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า<strong>อุบลวรรณา แปลว่าผู้มีผิวพรรณผุดผ่องเหมือนดอกบัว</strong> เป็นอย่างนั้น ชาตินั้นก็อู๊ย พวกลูกของเศรษฐี คหบดี ตลอด พระราชามหากษัตริย์ก็มาสู่มาขอ พ่อกับแม่พิจารณาเห็นว่า ถ้าไปยกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดี๋ยวมันก็จะเกิด สงครามกลางเมือง กันละจะฆ่ากันตายป่นปี้ว่างั้นนะ พ่อก็เลยพูดกับลูกสาวว่าลูก เรื่องมันยุ่งยากเหลือเกิน ในโลกสงสารอันนี้เป็นอย่างนี้แหละ อยากให้ลูกรู้อยู่เนี๊ยะ พ่อว่าลูกควรหนีไปบวชเสียดีกว่า อย่าให้ใครได้เลย มันจะไม่ได้รบราฆ่าฟันกันว่างั้น ลูกก็เลยเห็นดีเห็นชอบด้วย พ่อแม่ก็เลยส่งไปให้สำนักนางภิกษุณี ก็เลยได้บวชเป็นนางภิกษุณี ค่าที่ก็ได้สร้างบุญบารมีตามพระเวสสันดร ตามพระพุทธเจ้ามาแต่ชาติก่อนหนหลัง เมื่อบวชแล้วบำเพ็ญไปไม่นานท่านก็เลยสำเร็จอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณแตกฉาน ในอรรถในธรรม มีฤทธิ์มีเดชอีกด้วย เป็นอย่างนั้น อันนี้ที่นำมาแสดงสู่ฟังนี่หมายความว่า <strong><span style="color: #0000ff;">เมื่อไปตั้งความปรารถนาผิดน่ะ มันทำพิษแก่ชีวิต</span></strong> ท่องเที่ยวไปในสงสาร ได้พบแต่เรื่องรำคาญเรื่องเดือดร้อน ดังนางกัณหาสินารถนั้นแหละให้พากันเข้าใจ ฉะนั้นเรายกไทยทานจบศีรษะแล้วอธิษฐาน ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์พ้นภัยในสงสาร เท่านี้แล้วก็ให้ทานไปเลย อย่างนี้นะมันไม่เป็นเวรอย่างที่ว่า มาแล้วนั้นแหละ</p>
<p>                                <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141951.jpg" border="0" alt="" width="392" height="206" align="undefined" /><br />
           ถ้าจะมีเงินทองข้าวของอะไรมามันก็ไม่หวงแหน มันก็ยินดีในการบริจาคทาน ถ้าจะมีรูปสวยรูปงามมามันก็ไม่หลงใหลในรูปนั้น มันก็มองเห็นรูปทั้งหลายนั้น สวยงามประณีตอย่างไรมันก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีความเกิดขึ้นแล้วก็ เสื่อมไปสิ้นไปแปรปรวนไป &#8230;.. ทำคุณงามความดีไป เพราะถึงจะสวยจะงามอย่างไร มันก็ไม่พ้นจากแตกจากดับไป ก่อนที่มันจะแตกจะดับเรา ใช้มันสร้างบุญสร้างกุศลซะดีกว่า ธรรมดาผู้ตั้งความปรารถนาไว้ถูก <strong>บุญมันก็บันดาลให้เกิดปัญญามองเห็นช่องทางพ้นทุกข์ได้</strong> ดังกล่าวมานี้อย่างพวกเรา ที่ได้มาชุมนุมกันในที่นี้ก็ดี ก็ให้ถือว่าเรามีบุญไม่ใช่น้อยนะ ถ้าหากว่าบุญแต่หนหลังเราไม่ได้มีไม่ได้ทำมา คงจะไม่กระตือลือล้นมาฟังเทศน์ฟังธรรมกันอย่างนี้นะ</p>
<p>           เพราะว่าไม่มีบุญกุศลดลบันดาลแล้วมันไม่ได้ดอก มันไม่เกิดศรัทธา มันห่วงการห่วงงานห่วงเล่นห่วงสนุก ห่วงดูโทรทัศน์ สารพัด ตั้งแต่เครื่องล่อตาลวงใจ ในโลกนี้นะ ถ้าบุญกุศลไม่แรงมันทิ้งความห่วงเหล่านั้นไม่ได้ มันทิ้งความสนุกสนานไม่ได้เลย อันนี้พวกเราสละได้อย่างนี้นะ แสดงว่าพวกเรามีบุญมากพอสมควรน๊า ดังนั้นขอให้พากันรักบุญตัวเองให้มาก อย่าไปรักกิเลสตัณหามากกว่าบุญกุศล ให้รักบุญรักความดีที่ตนทำมา</p>
<p>           ตนรักษา<strong>ศีลห้า</strong>ให้บริสุทธิ์ อย่างนี้นะขอให้รักให้ทนุทนอมไว้ อย่าให้ศีลมันขาด แม้ว่าจะอดอยู่อดกินอยู่บ้างก็ ยอมเสียสละลงไป ไม่เป็นไรหรอกขอให้มีศีล เป็นเครื่องประดับตัวแล้ว แม้เราจะอยู่ในโลกนี้ก็ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน อานิสงส์ศีล นี่มันก็ดลบันดาลให้มีอยู่มีกินอยู่นั้นแหละ ถ้าผู้ใดไม่ยอมเสียสละความชั่ว เสียก่อนแล้วความดีมันก็ไม่งอกขึ้นมาได้ เป็นอย่างนั้น ดังนั้นเราต้องยอมสละความชั่วเสียก่อน เหมือนอย่างบุคคลจะปลูกต้นไม้ลงในสวน ในดินตรงนี้ แต่มีหญ้ารกอยู่อย่างนี้นะ เราต้องไปดายหญ้านั้นให้เตียนโล่งเสียก่อน อย่าให้หญ้ามันขึ้นมาท่วม ต้นไม้นั้นได้ เช่นนี้ปลูกต้นไม้นั้นลงในดินนั้นมันก็จึงงอกเงย งอกงามเจริญขึ้นมาได้ ให้ลองคิดดูอย่างนั้น ตั้งแต่แผ่นดินมันก็ต้องมีหญ้า เป็นเครื่องประดับอยู่อย่างนั้นแหละ แต่หญ้านั้นไม่ค่อยเป็นประโยชน์ แก่มนุษย์เท่าไหร่นักแต่ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเหมือนกันแหละ สำหรับวัวควายช้างม้ามันอาศัยกินหญ้านั้นแหละ แต่ว่าหากเป็นศัตรูพืชของมนุษย์ที่ปลูกฝังลงไป ต้องได้ดายทิ้งต้องได้ชำระมันไป อันนี้เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ลองคิดดูให้ดี มีทั้งคุณมีทั้งโทษเหมือนกันหมดเลย ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่ไปรังเกียจเดียดฉัน แม้แต่หมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง แมว สุนัข อะไร ต่ออะไรก็ตามแต่ มันก็มีประโยชน์แก่มนุษย์ไม่น้อยเหมือนกันนะ ดังนั้นอย่าไปรังเกียจมัน อย่าไปเฆี่ยน อย่าไปตีมัน ถ้าหากว่าเป็นสุนัข จรจัด เห็นมาสงสารก็เอาข้าวให้มันกินบ้าง ให้มันประทังชีวิตมันไป อย่างนี้นะเราก็ได้บุญไม่น้อยเหมือนกันนา เพราะฉะนั้นก็ขอให้พากันพิจารณาดูพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ดังที่ยกขึ้นในเบื้องต้นนั้นว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา แปลว่าธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มโนเสฏฐา มีใจเป็นใหญ่ มโนมยา สำเร็จแล้วด้วยใจ ดังนี้ <strong>ถ้าหากว่าใจของเราผ่องใส ใจเบิกบาน ใจดี การกระทำความดี ก็ทำได้ด้วย กาย วาจา ใจ นั้นบุญกุศลก็ย่อมงอกงามเจริญขึ้นได้</strong> เพราะว่าบุญ และบาป ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป มันมีจิตเป็นผู้สร้างขึ้นมาอย่างที่ว่ามาแล้วแต่เบื้องต้นแหละ อย่าไปลืม ฉะนั้นเราไม่ชอบบาป บาปมันก่อทุกข์ให้แก่เราๆ ไม่เอามัน สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามไว้เป็นบาป เราจะไม่ทำเราจะไม่ล่วงเกินเลย เพราะว่าพระพุทธเจ้ารู้ดีกว่ามนุษย์ และเทวดาทั้งหลายทั้งหมดเลย ถ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีผู้จะเชื่อหรอกในโลกอันนี้แหละ ให้คิดอย่างนั้น ถ้าหากว่าเราสละชีวิตบูชา คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าสอนให้เว้นจากโทษอย่างนั้นๆ ก็เว้นตามเลย เอ้าแม้นจะได้อยู่ได้กิน ไม่สมบูรณ์พูลสุขเท่าไรก็ช่างเถอะ ไอ้โลกนี้มันก็ไม่ยั่งยืนอะไรดอก</p>
<p>                                            <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141952.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
           แต่เศรษฐีมันก็ยังตายได้เหมือนกันนา ไม่ใช่ตายแต่คนโรค คนจนนา คิดเข้ามาเทียบเคียงหลายเรื่อง เข้ามาประกอบกันเข้าไปแล้วก็ มันก็ยินดี ยินดีเป็นอยู่ด้วยศีลด้วยธรรม <strong>ไม่ล่วงศีลแม้จะอดอยาก ปากแห้ง อยู่บ้างก็ช่างมันขอให้มี ศีล ประดับอยู่ที่ กายวาจาใจแล้วพอแล้ว</strong> <strong><span style="color: #0000ff;">ถ้าผู้ใด สละลงได้อย่างนี้แล้ว แน่นอนนะ นับตั้งแต่ชาตินี้ไปขึ้นชื่อว่าความทุกข์ จักไม่มี </span></strong>เพราะว่าผู้ไม่ทำบาป ผู้ไม่มีบาปติดตัวแล้วนะ ไปเกิดที่ไหน ก็เกิดดี เกิดในถิ่นที่มีความสุขความเจริญมีอายุ ยืนยาวนาน มีผิวพรรณผ่องใส สมบูรณ์ด้วยโภคะสมบัตินานาประการ คนมีบุญนะ ถ้าหากว่ามีบาปติดตามไปแล้ว มีเงินทอง มากเมื่อไรโจรมันก็ไปรวมหัวกันจี้เอา ปล้นเอาเผาบ้านเผาเรือน ฉิบหายวายวอด นั่นละเรียกว่าบาปมันตามสนองเอา <strong>บุคคลผู้มีบุญวาสนาบารมีอย่างเดียว ไม่มีบาปติดตามมา มีสมบัติโภคะอันใดก็ล้วน แต่เป็นที่รักที่ชอบใจ แล้วก็ให้ความสุขความสบาย ไม่มีโจรขโมยอะไรจะมาจี้มาปล้นมาหลอกลวงเอา</strong> <span style="color: #0000ff;"><strong>เพราะว่าบุญกุศลของผู้นั้นน่ะ ช่วยรักษา ไม่มีภัยอันตรายใดๆ </strong></span>เหมือนอย่างที่จะยกเรื่องราวของ ลูกของนาโสเภณีคนหนึ่ง ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าโน้นแหละ ธรรมดาคนผู้หญิงโสเภณีสมัยนั้นน่ะ เมื่อเขาได้ลูกมาเป็นลูกผู้ชายเขาไม่เลี้ยงนะ เขาว่ามันหากินช่วยแม่ไม่ได้ ถ้าเป็นลูกผู้หญิงมาเขาเลี้ยงไว้ ว่างั้นบัดนี้ โสเภณีคนหนึ่งได้ลูกผู้ชายมา เลยไม่เอาละไม่เลี้ยงเอาใส่หม้อ แล้วก็เอาหม้อนั้นวางบนถาด ถาดนั้นก็เป็นถาดดีน้ำซึมไม่ได้ แล้วก็เอาไปไหลล่องน้ำเลย ไหลล่องน้ำแม่คงคาประเทศอินเดีย</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_372_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/372?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_372_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=372&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2588-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%8d-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a0" title="หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" rel="tag">หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>CSR กับการกอบกู้วิกฤติการเงินโลก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/csr-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/csr-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2009 02:19:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[csr]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินโลก]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วารสารสื่อพลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=366</guid>
		<description><![CDATA[ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าเมื่อไม่นานมานี้โลกของเราประสบปัญหาหนักเกี่ยวกับสถาบันการเงินของโลกทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ เราลองมาทำความเข้าใจกับภาวะวิกฤติการทางการเงินเพื่อที่จะได้รับมือกันอย่างถูกต้องมากขึ้น
หลังการประกาศล้มละลายของ Lehman Brothers  สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่มีอายุยาวนานกว่า 160 ปี เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือและซื้อกิจการไว้ได้ ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์โดมิโน (Domino Effect)  ซึ่งส่งผลกระทบให้ Bear Stearns , Fannie Mae, Freddie Mac และสถาบันการเงินชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอีกหลายแห่งต้องประกาศขายกิจการในเวลาอันรวดเร็ว วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจส่งผลกระทบในวงกว้างและลุกลามจนเกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อน เหตุการณ์ครั้งนี้ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยเยียวยาและแก้ปัญหาได้อย่างไร   ยังคงเป็นคำถามที่ทุกฝ่ายต้องร่วมหาคำตอบไปพร้อมกัน
                               
          ด้วยตระหนักถึงวิกฤติที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ณ ห้องประชุม 521 อาคารรศปาฐศาลา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Venture Network Asia , Thailand) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “CSR กับวิกฤติการเงินโลก (เกิดขึ้นได้อย่างไรผิดพลาดอย่างไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าเมื่อไม่นานมานี้โลกของเราประสบปัญหาหนักเกี่ยวกับสถาบันการเงินของโลกทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ เราลองมาทำความเข้าใจกับภาวะวิกฤติการทางการเงินเพื่อที่จะได้รับมือกันอย่างถูกต้องมากขึ้น</p>
<p><strong>หลังการประกาศล้มละลายของ Lehman Brothers</strong>  สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่มีอายุยาวนานกว่า 160 ปี เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือและซื้อกิจการไว้ได้ ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์โดมิโน (Domino Effect)  ซึ่งส่งผลกระทบให้ Bear Stearns , Fannie Mae, Freddie Mac และสถาบันการเงินชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอีกหลายแห่งต้องประกาศขายกิจการในเวลาอันรวดเร็ว วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจส่งผลกระทบในวงกว้างและลุกลามจนเกิดเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อน เหตุการณ์ครั้งนี้ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยเยียวยาและแก้ปัญหาได้อย่างไร   ยังคงเป็นคำถามที่ทุกฝ่ายต้องร่วมหาคำตอบไปพร้อมกัน</p>
<p>                               <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142570.jpg" border="0" alt="" width="380" height="230" align="undefined" /></p>
<p>          ด้วยตระหนักถึงวิกฤติที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ณ ห้องประชุม 521 อาคารรศปาฐศาลา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Venture Network Asia , Thailand) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ <strong>“CSR กับวิกฤติ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with การเงินโลก">การเงินโลก</a> (เกิดขึ้นได้อย่างไรผิดพลาดอย่างไร ใครต้องรับผิดชอบ)”</strong>  โดยได้รัยเกียรติจากคุณมนตรี   ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาร่วมบรรยาย คุณมนตรีกล่าวถึงสาเหตุวิกฤติการเงินโลกว่า “หัวใจของปัญหาคือ Over Leverage การที่สถาบันการเงินขาดความรับผิดชอบโดยปล่อยหนี้อย่างหละหลวม   ก่อให้เกิดหนี้ในปริมาณมาก   เริ่มจากตลาดอสังหารัมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้กู้ของซื้อบ้านเป็นจำนวนมาก   เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ   ส่งผลให้ประชาชนอันมาวื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร   สถาบันการเงินต่างยอมอนุมัติเงินกู้ให้แก่ผู้ซื้อที่มีเงินไม่เพียงพอ  หรือเครดิตไม่ดีให้มาซื้อบ้านได้   การขยายตัวของสินเชื่อซับไพร์ม (การปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่ประวัติการเงินไม่ดี ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น) จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ”</p>
<p>                                   <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142572.jpg" border="0" alt="" width="256" height="371" align="undefined" /></p>
<p>          <strong>คุณมนตรี</strong>กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาซับไพร์มจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with เศรษฐกิจโลก">เศรษฐกิจโลก</a> ถ้าสถาบันทางการเงินมีความรับผิดชอบ   โดยตรวจสอบความเสี่ยงของผู้บริโภคก่อนที่จะปล่อยกู้   ทว่าความซับซ้อนในกระบวนการทางการเงินได้กลายเป็นช่องทางให้นักการเงินหัวใสในสถาบันการเงินต่าง ๆ แปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เป็นทุน (Securitzation) ซึ่งในครั้งหนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ได้กล่าวถึงตราสารทางการเงินที่ถูกซื้อเพื่อเก็งกำไรว่า “เป็นอาวุธทางการเงินที่มีอำนาจทำลายล้างอย่างมหาศาล” และ ณ ปัจจุบันก็เกิดขึ้นจริง เมื่อ Credit Default Swap (CDS)    ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงประเภทใหม่ได้ปรากฏขึ้นในสารระบบของตราสาร   และสถาบันการเงินทั่วโลกต่างนิยมนำออกมาซื้อขายเพื่อกระตุ้นในตลาดเครดิตฟื้นตัว   ทว่าไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งคุณมนตรีได้อธิบายว่า “Credit Default Swap หรือ CDS เป็นตราสารอนุพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ออกตราสารกับผู้ซื้อตราสารว่า ผู้ออกตราสารจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ซื้อปีละร้อยละ 10 และผู้ซื้อตราสารสัญญาว่าจะจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายในกรณีที่เกิดการล้มละลาย หรือตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้   แต่ผู้ซื้อกลับนำ Credit Default Swap ไปขายต่อให้กับบุคคลที่สาม (เช่น สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย นักลงทุน) โดยผู้ซื้อจะจ่ายดอกเบี้ยให้แก่บุคคลที่สามปีละร้อยละ 4 เพราะฉะนั้นผู้ซื้อจะได้กำไรปีละร้อยละ 6 ของมูลค่าคราสารทั้งหมด   แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้น เมื่อผู้ออกตราสารไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนสัญญาสวอปจะผลักภาระการใช้หนี้ทั้งหมดไปยังบุคคลที่สาม   ซึ่งถ้าบุคคลที่สามไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนได้ ก็ต้องขายกิจการให้แก่สถาบันทางการเงินที่มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีกว่าหรือประกาศล้มละลายและปิดบริษัทไป ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ตราสารประเภทนี้ไม่ได้กำหนดให้มีการถือสินทรัพย์กันจริง ๆ อีกทั้งไม่ได้ปรับเกณฑ์กำกับดูแลตลาด CDS ให้เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ CDS จึงถูกนำไปใช้ในเชิงเก็งกำไรกันอย่างกว้างขว้าง”</p>
<p>                                  <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142573.jpg" border="0" alt="" width="271" height="321" align="undefined" /></p>
<p>          แม้ประเทศไทยยังไม่มีตลาดในการค้าขายตราสารประเภทนี้แต่ในอนาคตยังเป็นเรื่องที่สถาบันการเงินต้องเฝ้าระวัง   และวางนโยบายในการกำกับดูแลกิจการอย่างรัดกุม ซึ่งคุณมนตรีได้ให้ความเห็นว่า “สถาบันทางการเงินทั่วโลกควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมในหลายส่วนด้วยกัน <strong>ประการแรก</strong>จะต้องดูแลให้หนี้ต่อทุนไม่มากเกินไปจนเกิดปัญหา Over Leverage <strong>ประการที่สอง</strong>มีความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารที่มีนวตกรรมที่เข้าใจยาก โดยบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม   และสอดคล้องต่อสถานะทางการเงินของลูกค้า  <strong>ประการที่สาม</strong>พยายามอย่าปล่อยนโยบายให้ดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ลูกโปร่งพองตัวอย่างรวดเร็ว   <strong>ประการที่สี่</strong>มีหลักในการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจร่วมกันอย่างแข็งแรงและยั่งยืน <strong>ประการสุดท้าย</strong>อย่าให้เกิดการแข็งขันที่มากเกิน เพราะการแข่งขันนำไปสู่ความโลภที่ไม่จบไม่สิ้น”   นอกจากนี้ คุณมนตรียังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ถือเป็นโชคดีของประเทศไทยที่มีภูมิคุ้มกันอันยิ่งใหญ่ คือ<strong> “ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ”</strong> จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้หลักทางสายกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจ ธนาคารไม่ปล่อยกู้เกินตัว ผู้กู้ก็ไม่กู้เงินเกินตัว ประกอบกับบทเรียนจากวิกฤติฟองสบู่ เมื่อครั้ง พ.ศ. 2540 เราจึงเป็นโดมิโนตัวที่ถูกหยิบออกมาวางไว้นอกแถว ไม่ได้ล้มไปกับวิกฤติในครั้งนี้”</p>
<p>                                   <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142575.jpg" border="0" alt="" width="246" height="309" align="undefined" /></p>
<p>          ฉะนั้น   <strong>การปัญหาวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้น คงไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น หากเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม</strong> (Credit Default Swap : CDS ) ที่ทุกสถาบันการเงินต้องมีร่วมกัน คำนึงถึงหลักกำกับดูแลกิจการที่ดี มีการดำเนินงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส สร้างความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย กอบกู้เศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวอีกครั้ง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทางการเงินเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_366_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/366?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_366_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=366&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fcsr-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/csr" title="csr" rel="tag">csr</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81" title="การเงินโลก" rel="tag">การเงินโลก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87" title="วารสารสื่อพลัง" rel="tag">วารสารสื่อพลัง</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/csr-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขับเคลื่อนชีวิตด้วยจิตวิวัฒน์ (๓) อย่ายอมให้อัตตาครองใจ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%93-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%93-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2009 02:11:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ชวนสังคมคิด]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พระไพศาล วิสาโล]]></category>
		<category><![CDATA[อัตตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=360</guid>
		<description><![CDATA[ 

การทำความดี มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น มิใช่สิ่งที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนมีมโนธรรมอยู่แล้วในจิตใจ จริงอยู่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นแก่ตัวหรืออัตตาเป็นธรรมชาติของมนุษย์ด้วย แต่มันก็เปรียบเสมือนเปลือกชั้นนอกของจิตใจ ลึกลงไปเรายังมีธรรมชาติอีกส่วนหนึ่งคือมโนธรรมหรือความใฝ่ดี
มโนธรรมเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำความดี ในเวลาเดียวกันทุกครั้งที่เราทำความดีก็ช่วยเสริมสร้างมโนธรรมภายในให้เข้มแข็งขึ้น และทำให้มีพลังในการทำความดีมากขึ้น
 
การทำความดีนั้นบ่อยครั้งหมายถึงการเสียสละ เช่น เสียสละเงินทอง เวลา หรือแรงงาน แต่ก็ทำให้เกิดความอิ่มเอมใจเมื่อเห็นผู้ทุกข์ได้รับความสุข อีกทั้งยังช่วยให้อัตตาของเราเบาบางลง อัตตายิ่งเบาบางมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความสุขได้ง่ายเท่านั้น เพราะเพียงแค่เห็นผู้อื่นเป็นสุข เราก็สุขแล้ว โดยไม่จำต้องไปดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาครอบครอง การทำความดีจึงเป็นเสมือนกุญแจที่เปิดประตูให้ใจได้สัมผัสกับความสุขภายในซึ่งประเสริฐและประณีตกว่าความสุขจากวัตถุ
ได้กล่าวแล้วว่ามโนธรรมภายในเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งที่เราทำความดี แต่อันที่จริงแม้ยังไม่ได้ทำความดี เพียงแค่เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รู้สึกร่วมทุกข์กับเขา ก็ช่วยกระตุ้นมโนธรรมของเราให้เข้มแข็งและฉับไวมากขึ้น ทำนองเดียวกับสมองที่ต้องมีงานทำอยู่เสมอจึงจะกระฉับกระเฉงและแคล่วคล่องว่องไว
อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญที่มักขัดขวางไม่ให้เราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น ได้แก่อัตตาหรือความเห็นแก่ตัว อัตตานั้นรู้ว่าหากไปรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นเมื่อใดเราจะรู้สึกเป็นทุกข์และอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข้าไปช่วยเหลือเขา ซึ่งหมายถึงการที่ต้องเสียเวลา เสียเงิน หรือเหนื่อยยาก นั่นเป็นเรื่องที่อัตตายอมไม่ได้ เพราะอัตตานั้นอยาก “เอา” แต่ไม่ต้องการ “ให้”
ดังนั้นอัตตาจึงมักหาอุบายขัดขวางเราไม่ให้ทำเช่นนั้น วิธีการที่มักใช้กันก็คือปิดหูปิดตา เบือนหน้าหนี หรือแกล้งเป็นมองไม่เห็น เช่น ถ้านั่งรถเมล์ก็หันหน้าไปทางหน้าต่าง หรือถ้านั่งรถไฟฟ้าก็แกล้งหลับหรือจดจ้องอยู่กับหนังสือ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรับรู้ว่ามีเด็ก คนแก่ หรือผู้หญิงท้องกำลังยืนอยู่ใกล้ ๆ ที่นั่งของตน
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะพบเห็นคนเป็นลมหรือฟุบอยู่บนทางเท้าท่ามกลางผู้คนนับร้อย ๆ ที่เดินผ่านไปมาโดยไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือเลย คนเหล่านี้ใช่ว่าจะมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่เห็นก็เบือนหน้าหนีทันที หรือไม่ก็อ้างเหตุผลต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<div class="entry">
<p>การทำความดี มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น มิใช่สิ่งที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนมีมโนธรรมอยู่แล้วในจิตใจ จริงอยู่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นแก่ตัวหรืออัตตาเป็นธรรมชาติของมนุษย์ด้วย แต่มันก็เปรียบเสมือนเปลือกชั้นนอกของจิตใจ ลึกลงไปเรายังมีธรรมชาติอีกส่วนหนึ่งคือมโนธรรมหรือความใฝ่ดี</p>
<p>มโนธรรมเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำความดี ในเวลาเดียวกันทุกครั้งที่เราทำความดีก็ช่วยเสริมสร้างมโนธรรมภายในให้เข้มแข็งขึ้น และทำให้มีพลังในการทำความดีมากขึ้น</p>
<p> </p>
<p>การทำความดีนั้นบ่อยครั้งหมายถึงการเสียสละ เช่น เสียสละเงินทอง เวลา หรือแรงงาน แต่ก็ทำให้เกิดความอิ่มเอมใจเมื่อเห็นผู้ทุกข์ได้รับความสุข อีกทั้งยังช่วยให้อัตตาของเราเบาบางลง อัตตายิ่งเบาบางมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความสุขได้ง่ายเท่านั้น เพราะเพียงแค่เห็นผู้อื่นเป็นสุข เราก็สุขแล้ว โดยไม่จำต้องไปดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาครอบครอง การทำความดีจึงเป็นเสมือนกุญแจที่เปิดประตูให้ใจได้สัมผัสกับความสุขภายในซึ่งประเสริฐและประณีตกว่าความสุขจากวัตถุ</p>
<p>ได้กล่าวแล้วว่ามโนธรรมภายในเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งที่เราทำความดี แต่อันที่จริงแม้ยังไม่ได้ทำความดี เพียงแค่เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รู้สึกร่วมทุกข์กับเขา ก็ช่วยกระตุ้นมโนธรรมของเราให้เข้มแข็งและฉับไวมากขึ้น ทำนองเดียวกับสมองที่ต้องมีงานทำอยู่เสมอจึงจะกระฉับกระเฉงและแคล่วคล่องว่องไว</p>
<p>อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญที่มักขัดขวางไม่ให้เราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น ได้แก่อัตตาหรือความเห็นแก่ตัว อัตตานั้นรู้ว่าหากไปรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นเมื่อใดเราจะรู้สึกเป็นทุกข์และอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข้าไปช่วยเหลือเขา ซึ่งหมายถึงการที่ต้องเสียเวลา เสียเงิน หรือเหนื่อยยาก นั่นเป็นเรื่องที่อัตตายอมไม่ได้ เพราะอัตตานั้นอยาก “เอา” แต่ไม่ต้องการ “ให้”</p>
<p>ดังนั้นอัตตาจึงมักหาอุบายขัดขวางเราไม่ให้ทำเช่นนั้น วิธีการที่มักใช้กันก็คือปิดหูปิดตา เบือนหน้าหนี หรือแกล้งเป็นมองไม่เห็น เช่น ถ้านั่งรถเมล์ก็หันหน้าไปทางหน้าต่าง หรือถ้านั่งรถไฟฟ้าก็แกล้งหลับหรือจดจ้องอยู่กับหนังสือ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรับรู้ว่ามีเด็ก คนแก่ หรือผู้หญิงท้องกำลังยืนอยู่ใกล้ ๆ ที่นั่งของตน</p>
<p>ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะพบเห็นคนเป็นลมหรือฟุบอยู่บนทางเท้าท่ามกลางผู้คนนับร้อย ๆ ที่เดินผ่านไปมาโดยไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือเลย คนเหล่านี้ใช่ว่าจะมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่เห็นก็เบือนหน้าหนีทันที หรือไม่ก็อ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องหยุดช่วย เหตุผลที่มักอ้างกันก็คือ “ถึงฉันไม่ช่วย คนอื่นก็ช่วย” หรือไม่ก็ “ฉันกำลังรีบ มีธุระด่วน”</p>
<p>นักเขียนผู้หนึ่งเล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งระหว่างที่เดินผ่านย่านธุรกิจที่จอแจคับคั่ง กลางเมือง ได้เห็นชายผู้หนึ่งนอนฟุบอยู่กลางทางเท้าใกล้สถานีรถใต้ดิน เนื้อตัวมอมแมมและผอมโทรมคล้ายคนจรจัด อาการเหมือนคนป่วย แต่ทั้ง ๆ ที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมามากมาย แต่ไม่มีใครสนใจเลย เขาจึงหยุดและก้มลงถามชายผู้นั้นว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ที่น่าสนใจก็คือพอเขาทำเช่นนั้น ก็เริ่มมีคนอื่นหยุดเข้าไปช่วยชายผู้นั้นด้วย จากหนึ่งคน เป็นสองคน สามคน สี่คน ทีนี้ต่างคนต่างก็กุลีกุจอไปหาซื้อน้ำและอาหารให้เขา บางคนก็ไปตามเจ้าหน้าที่สถานีมาช่วย จนกลายเป็น “ไทยมุง”ขึ้นมาทันที</p>
<p>คนนับร้อยที่เดินผ่านคนป่วยดูเผิน ๆ เหมือนเป็นคนไร้น้ำใจ แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะทันทีที่เห็นคนหนึ่งเข้าไปช่วยคนป่วย อีกหลายคนก็หยุดแล้วเข้าไปช่วยทันที คำถามคือทำไมทีแรกคนเหล่านี้เดินผ่าน คำตอบก็คือเพราะเขาปล่อยให้อัตตาครองใจ จึงนึกถึงแต่ตัวเอง หากไม่เบือนหน้าหนีก็ต้องสรรหาเหตุผลเพื่อเป็นข้ออ้างในการนิ่งดูดาย เห็นได้ชัดว่าในใจของคนเหล่านี้มโนธรรมได้พ่ายแพ้แก่อัตตาไปแล้ว</p>
<p>คำถามต่อมาก็คืออะไรเป็นเหตุให้หลายคนตรงเข้าไปช่วยผู้ป่วยทันทีที่เห็นคนหนึ่งทำเช่นนั้น คำตอบก็คือความรู้สึกผิด หลายคนรู้สึกผิดหากเดินผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย ความรู้สึกผิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากมโนธรรมหรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทีแรกนั้นมโนธรรมอ่อนแรงเพราะถูกอัตตาบดบัง แต่เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดี มโนธรรมก็ถูกกระตุ้นให้กลับมามีพลังจนเอาชนะอัตตา อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำความดีตามผู้อื่นนั้นมีอัตตาเจือปนอยู่ด้วย เพราะยังมีความคิดในเชิงเปรียบเทียบอยู่ว่า“คนอื่นยังช่วย ทำไมฉันไม่ช่วย”</p>
<p>ในทำนองเดียวกันเวลาสามีตบตีภรรยาอยู่กลางถนน ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์นับสิบกลับอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้ผู้หญิงร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ทันทีที่มีใครสักคนเข้าไปห้าม อีกหลายคนที่เคยยืนดูอยู่ก็จะเข้าไปช่วยห้ามด้วย คนเหล่านั้นไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ต่อไปหากเห็นใครสักคนกล้าทำสิ่งที่สมควรทำ</p>
<p>อัตตาพยายามขัดขวางไม่ให้เราทำความดี มันฉลาดในการหาเหตุผลเพื่อสยบมโนธรรม เช่น อ้างว่าใคร ๆ เขาก็เมินเฉยกันทั้งนั้น หรืออ้างว่าเป็นกรรมของสัตว์ กรรมใครกรรมมัน ฯลฯ บางครั้งอัตตาก็เพียงแต่กดมโนธรรมเอาไว้ไม่ให้ทำงาน เคยมีคนถามฆาตกรผู้หนึ่งว่า ทำไมเขาถึง</p>
<p>ฆ่าคนได้มากมาย ไม่สงสารเห็นใจเหยื่อบ้างหรือ เขาตอบว่า “ผมต้องปิดความรู้สึกส่วนนั้น(ความเห็นอกเห็นใจ)ไว้ก่อน ไม่งั้นผมฆ่าเขาไม่ได้หรอก”</p>
<p>ชีวิตจิตใจของเราเปรียบเสมือนกับสมรภูมิแห่งการต่อสู้ระหว่างอัตตากับมโนธรรม ธรรมชาติทั้งสองส่วนต่างขับเคี่ยวเพื่อครองใจเรา อะไรจะมีชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าเราดำเนินชีวิตอย่างไร หากเราพยายามทำความดี นึกถึงสิ่งดีงาม มโนธรรมก็จะเข้มแข็ง แต่ถ้าเรานึกถึงแต่ตัวเอง ทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอ อัตตาก็จะกล้าแกร่ง มิตรสหายหรือชุมชนแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ การมีชีวิตแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อมทำให้มโนธรรมเจริญงอกงาม แต่หากอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เห็นแก่ตัว หรือหมกมุ่นอยู่กับสื่อที่กระตุ้นความโลภ อัตตาก็จะครอบงำใจได้ง่าย</p>
<p>น่าเป็นห่วงก็ตรงที่โลกปัจจุบันนั้นล้วนแต่โน้มเอียงไปในทางกระตุ้นอัตตาและทำให้มโนธรรมสงบงัน วัฒนธรรมบริโภคนิยมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เสริมพลังให้แก่อัตตาอย่างเต็มที่ แต่สิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลมากหากพูดถึงกันน้อย ก็คือชีวิตที่เร่งรีบ ยิ่งเร่งรีบมากเท่าไร เราก็สนใจคนอื่นน้อยลงเท่านั้น แม้คนนั้นจะทุกข์อยู่ต่อหน้าก็ตาม</p>
<p>เคยมีการทดลองกับนักศึกษากลุ่มหนึ่ง โดยมีการมอบหมายให้นักศึกษาไปพูดหน้าชั้นเรียนซึ่งอยู่อีกตึกหนึ่ง ระหว่างที่ทุกคนเดินไปยังตึกนั้น ก็จะเจอชายผู้หนึ่งนั่งทรุดอยู่ริมถนน ไอหอบและร้องครวญ สิ่งที่ผู้ทดลองอยากรู้ก็คือ จะมีใครบ้างที่หยุดเดินและเข้าไปช่วยชายผู้นั้น</p>
<p>ในการทดลองดังกล่าว ก่อนที่นักศึกษาจะเดินไปที่ตึกนั้น ทุกคนได้รับคำสั่งหรือเงื่อนไขต่างกัน เช่น บางคนก็ได้รับการบอกว่า “คุณมีเวลาเหลืออีกไม่กี่นาที ต้องรีบไปแล้วล่ะ” แต่บางคนก็ได้รับการบอกว่ายังมีเวลาเหลืออยู่อีกมาก “แต่ถ้าคุณไปตอนนี้เลยก็ดีเหมือนกัน”</p>
<p>ผลการทดลองก็คือ ในบรรดานักศึกษาที่เดินจ้ำเพราะอาจารย์บอกว่าสายแล้วนั้น มีเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นที่เข้าไปช่วย “ผู้ป่วย” ขณะที่นักศึกษาที่ยังพอมีเวลาอยู่นั้น ร้อยละ ๖๓ หยุดเดินและเข้าไปช่วย</p>
<p>การทดลองดังกล่าวพบว่าปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่านักศึกษาคนใดจะช่วยผู้ป่วยหรือไม่ อยู่ที่ว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งรีบหรือไม่ คนที่ต้องเร่งรีบส่วนใหญ่เดินผ่าน ขณะที่คนซึ่งไม่เร่งรีบกลับเข้าไปช่วย</p>
<p>ในโลกที่เร่งรีบผู้คนจึงมีน้ำใจกันน้อยลง อย่างไรก็ตามถึงรอบตัวจะเร่งรีบ แต่เราสามารถใช้ชีวิตให้ช้าลงได้ ด้วยการลดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นลงเสียบ้าง หรือทำให้น้อยลง(เช่น เที่ยวห้าง หรือดูโทรทัศน์) ชีวิตที่ช้าลงนอกจากจะทำให้เราเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เรามีสุขภาพดีขึ้น รวมทั้งมีเวลาให้แก่ตนเองมากขึ้น ไม่แปลกแยกหรือขัดแย้งกับตัวเองดังที่มักเกิดขึ้นกับผู้คนเวลานี้</p>
<p><span><em><strong>โดย… <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with พระไพศาล วิสาโล">พระไพศาล วิสาโล</a></strong></em></span></div>
<p><map name='google_ad_map_360_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/360?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_360_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=360&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2592%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%258c-%25e0%25b9%2593-%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94" title="ชวนสังคมคิด" rel="tag">ชวนสังคมคิด</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5" title="พระไพศาล วิสาโล" rel="tag">พระไพศาล วิสาโล</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2" title="อัตตา" rel="tag">อัตตา</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%93-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed ) in 3.42608 seconds, on Feb 8th, 2012 at 4:50 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on Feb 8th, 2012 at 5:50 pm UTC -->
