Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 3123

เทคนิคการทำข้อสอบ GAT ส่วนที่เป็นภาษาไทยให้ได้คะแนนเต็ม

   ข้อสอบGATส่วนที่เป็นภาษาไทยนั้นเป็นข้อสอบที่ง่ายและนักเรียนทุกคนควรจะทำคะแนนได้ดี แต่เหตุที่นักเรียนจำนวนมากทำคะแนนได้ไม่ดีนั้นเป็นเพราะไม่เข้าใจคำสั่ง, ไม่เข้าใจวิธีการตอบและไม่รู้จักเทคนิคในการทำข้อสอบ ฉะนั้นเมื่อนักเรียนทุกคนได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้วก็น่าที่จะทำคะแนนได้เต็ม 150 คะแนนได้ไม่ยากนัก

    ข้อสอบGATส่วนที่เป็นภาษาไทยและเป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบPAT4และPAT5นั้นเป็นลักษณะของการอ่านคิดวิเคราะห์ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อความต่างๆที่ปรากฎในโจทย์ โดยโจทย์จะให้บทความมาหนึ่งบทความแล้วระบุข้อความประมาณ 10 ข้อความในบทความนั้นด้วยการพิมพ์ตัวหนาและระบุเลขกำกับของข้อความแต่ละข้อความมาให้ โดยเลขที่กำกับข้อความนี้ก็จะเป็นหมายเลขข้อของข้อสอบด้วย

    สิ่งที่นักเรียนจะต้องทำก็คือต้องหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อความแต่ละข้อความที่โจทย์ระบุมา โดยความสัมพันธ์นี้จะแบ่งเป็น4ประเภทคือ
    1.ข้อความนั้นเป็นเหตุที่นำไปสู่ข้อความอื่น
    2.ข้อความนั้นมีข้อความอื่นเป็นองค์ประกอบหรือเป็นความหมาย
    3.ข้อความนั้นไปยับยั้งหรือขัดขวางข้อความอื่นและ
    4.ข้อความนั้นไม่นำไปสู่อะไรเลย ดังนี้

       1.ข้อความที่กำหนดมาเป็นเหตุให้เกิดข้อความอื่น โดยเงื่อนไขนี้จะใช้สัญลักษณ์ A เช่นถ้าข้อความที่ 01 เป็นเหตุให้เกิดข้อความที่ 02 แล้วคำตอบของข้อ 01 ก็คือ 02A นั่นเอง เช่น
   บทความที่ 1 – “เมื่อไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ(01)แล้วจะทำให้ไร้อนาคต(02)”

   บทความที่ 2
การซื้อเสียง(01)นำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่ล้มเหลว(02)”

   บทความที่ 3
การศึกษาของชาติต้องวิกฤต(02)เพราะการนำเอาระบบแอดมิชชั่นส์(01)มาใช้”

จากบทความที่ 1 ถึง 3 นี้จะได้คำตอบของข้อ 01 คือ 02A ทั้งหมด

       2.ข้อความที่กำหนดมามีข้อความอื่นเป็นองค์ประกอบหรือมีข้อความอื่นเป็นเป็นคำอธิบายหรือเป็นความหมาย โดยเงื่อนไขนี้จะใช้สัญญลักษณ์ D เช่นถ้าข้อความที่ 01 มีองค์ประกอบเป็นข้อความที่ 02 และ 03 หรือมีคำอธิบายเป็นข้อความที่ 02 และ 03 แล้ว คำตอบของข้อที่ 01 คือ 02D, 03D นั่นเอง เช่น

    บทความที่ 4 – “องค์ประกอบใน
ระบบแอดมิชชั่นส์(01)คือเกรด(02)และโอเน็ต(03)นั้นสร้างปัญหาให้กับการศึกษาของชาติเป็นอย่างมาก”

    บทความที่ 5 – “
เหตุแห่งปัญหาของความแตกแยกของคนไทย(01)คือการรับรู้ข้อมูลที่ไม่เท่ากัน(02)และกรอบความคิดที่แตกต่างกัน(03)”

จากบทความที่ 4 และ 5 นี้ คำตอบของข้อ  01 คือ 02D,03D

       3.ข้อความที่กำหนดไปขัดขวางหรือไปยับยั้งไม่ให้เกิดข้อความอื่นหรือไปลดหรือไปป้องกันข้อความอื่นโดยเงื่อนไขนี้จะใช้สัญญลักษณ์ F เช่นข้อความที่ 01 ไปขัดขวางไม่ให้เกิดข้อความที่ 02 หรือขัดแย้งกับข้อความที่ 02 แล้วคำตอบสำหรับข้อ 01 คือ 02F เช่น

   บทความที่  6 – “การนำ
เกรด(01)มาใช้ในระบบแอดมิชชั่นส์ทำให้ความเสมอภาค(02)หายไปจากระบบการคัดคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย”

   บทความที่ 7
การนำเอาระบบแอดมิชชั่นส์(01)มาใช้นั้นนอกจากทำให้การศึกษาของชาติก้าวหน้า(02)ไม่ได้แล้วยังทำให้ต้องถอยหลังไปหลายสิบปีด้วยซ้ำไป”

จากบทความที่ 6 และ 7 นั้นคำตอบของข้อ 01 คือ 02F

       4. ข้อความที่กำหนดให้ไม่ได้ไปเป็นเหตุให้เกิดอะไรเลย,ไม่ได้มีองค์ประกอบเป็นอะไรเลยและไม่ได้ไปขัดแย้งหรือขัดควางข้อความใดเลย  ให้มีคำตอบเป็น 99H เช่น
จากบทความที่ 1,2 และ 3 นั้นคำตอบของข้อ 02 คือ 99H

สิ่งที่นักเรียนมักจะทำผิดอยู่บ่อยๆทำให้เสียคะแนนไปง่ายๆคือ


       1.สลับที่กันระหว่างเหตุกับผล หรือข้อความที่มีองค์ประกอบกับองค์ประกอบ เช่น บทความที่ 1 นั้นข้อ 01 แทนที่จะตอบ 02A แล้วข้อ 02 จะตอบว่า 99H กลับไปตอบข้อ 01 ว่า 99H และตอบข้อ 02 ว่า 01A วิธีแก้ไขคือตั้งหลักให้ดีว่า ข้อความของข้อนั้นต้องเป็นเหตุและคำตอบต้องเป็นผลจึงจะตอบรหัส A และข้อความข้อนั้นต้องมีองค์ประกอบเป็นคำตอบจึงจะตอบเป็นรหัส D และข้อความของข้อนั้นต้องไปขัดขวางข้อความที่จะเป็นคำตอบจึงจะตอบเป็นรหัส F

       2.ไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าข้อความที่พิมพ์ตัวหนานั้นเป็นข้อความว่าอะไรแน่ เช่น
ถ้าข้อความระบุว่า—“สาเหตุที่ทำให้คุณภาพนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตกต่ำ(01)คือเกรด(02)และโอเน็ต(03)” –นั้นคำตอบของข้อ 01 คือ 99H และคำตอบของข้อ 02 คือ 01A และคำตอบของข้อ 03 คือ 01A

       แต่ถ้าข้อความระบุว่า—
“สาเหตุที่ทำให้คุณภาพนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตกต่ำ(01)คือเกรด(02)และโอเน็ต(03)”–นั้นคำตอบของข้อ 01 คือ 02D,03D และคำตอบของข้อ 02 คือ 99H และคำตอบของข้อ 03 คือ 99H

       3.ชอบคิดเอาเอง เพราะหลักของข้อสอบเชื่อมโยงนี้เขาให้พิจารณาแค่ว่าบทความที่ให้มานั้นเขา เขียนว่าอย่างไรและเมื่อเขาเขียนว่าอย่างไรแล้วก็ให้เชื่อมโยงตามนั้นไม่ว่า เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม คือห้ามคิดเอง เช่น

       ถ้าบทความระบุว่า  —
ระบบแอดมิชชั่นส์(01)เป็นเหตุให้การศึกษาของชาติตกต่ำลง(02)เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่ตามมาคืออนาคตของชาติต้องมืดมนลง(03)”—จากบทความนี้ 01 เป็นเหตุให้เกิด 02 และ 02 เป็นเหตุให้เกิด 03 ห้ามคิดว่า 01 เป็นเหตุให้เกิด 03 เด็ดขาด

       หรือถ้าบทความระบุว่า  –
คนเก่งแต่โกง(01)ทำให้ประเทศเจริญ(02)ได้” –โดยบทความนี้ 01 เป็นเหตุให้เกิด 02 ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

จากสองมอืสู่ความสำเร็จที่มีคุณค่าของ “ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน”

พื้นที่สีเขียวกลางเมืองระยะขนาด 50 ไร่ คือ “ป่าชุมชนบ้านบ่อหิน” ของชาวบ้านบ่อหิน ต.ตะพอง อ.เมือง จ.ระยอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของเขายายดาที่กว้างใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากะเฉด-เพ-แกลง เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงเป็นห้องเรียนธรรมชาติและเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้คนทั่วแถบเมือง ระยอง

 

          แต่กว่าที่เขายายดาจะเป็นดั่งทุกวันนี้ ได้ผ่านการถูกทำลายมาอย่างมากมาย ทั้งถูกถางพื้นที่เพื่อทำไร่มันสำประหลัง มีการจุดไฟเผาในพื้นที่และล่าสัตว์ จนกระทั่งไฟไหม้ลามจนแทบไม่เหลือไม้ใหญ่เมื่อปี 2533 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เอง ทำให้นายสนิท กาหลง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านบ่อหินในขณะนั้น และชาวบ้านหมู่ 3 บ้านบ่อหิน ได้ลงความเห็นร่วมกันเรื่องการฟื้นฟูเขายายดา   โดยเห็นพ้องต้องกันว่าเริ่มจากการสร้างพื้นที่สีเขียว ซึ่งเริ่มจากการขอกล้าไม้จากศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ หนองสนม ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง เช่น ประดู่ สัก ตะเคียน กระถิน ไผ่ เป็นต้น และร่วมกับโรงเรียนวัดเขายายดา จัดกิจกรรมพานักเรียนมาปลูกป่าร่วมกัน

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

หากเร่งรีบในแต่ละก้าวจนเกินไป
แล้วเราจะเหลือช่วงเวลาใด
เว้นไว้ให้ความรู้สึกดีๆ

ก้าวเดินให้ช้าลงสักนิด
ผ่อนลมหายใจให้ช้าลงสักหน่อย
แล้วเราจะรู้ว่าความรู้สึกดีๆ มีได้ทุกวัน

บทความดีๆ จากโอเคเนชั่น

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

คอมพิวเตอร์ทูเดย์ระบุว่าภัยที่เกิดขึ้นกับธัมบ์ไดร์ฟโดยรวมๆคือ ธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย ธัมบ์ไดร์ฟเสียหายเพราะโดนไวรัส การถูกดูข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อมูลในธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย วิธีแก้ไขคือ

1. เก็บไว้ใกล้ตัว-ไม่ต้องกลัวหาย

นับวันธัมบ์ไดรฟ์จะมีขนาดเล็กลง หายง่ายมาก (ถูกขโมยก็ง่ายด้วย) มีไม่น้อยที่มักจะหลงลืมไว้ตามที่ต่างๆ เวลาหยิบออกมาวาง หรือแม้แต่ติดไปกับเครื่องคอมพ์ชาวบ้านเพราะลืมขอคืน บางคนชอบคล้องไว้กับกุญแจ ซึ่งเป็นของที่ชอบทำหายอันดับต้นๆ

วิธีน่าสนใจที่สุดคือ เลือกรุ่นที่มีสายคล้องคอไว้ แม้จะดูไม่สวยงามเท่าไร แต่มันลดโอกาสทำหาย และถูกขโมยได้เกือบ 100% อีกนิดนึง ควรเลือกรุ่นที่สายต่ออยู่กับตัวธัมบ์ไดรฟ์ หลีกเลี่ยงการเลือกใช้รุ่นที่สายคล้องคอผูกกับฝาครอบนะครับ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

สวัสดีคะทุกคน

ไม่ทราบว่ามีใครเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับเนคไท และหูกระต่ายบ้างรีเปล่าคะ?

ถ้ายังไม่เคยก็ลองอ่านดูนะคะ……..ขอบคุณบทความดีๆ จาก ฮ.ฮูกดอทคอมคะ

เนคไทและหูกระต่าย
เนคไทและหูกระต่าย ประเพณีวิธีปฎิบัติต่าง ๆ ที่เราประพฤติกันมาและอธิบายว่าเพื่อ “มารยาท” นั้น หลายอย่างทีเดียวที่เกิดจาก ความเชื่อ และ ความเชื่อก็มักเกิดจากความรู้สึกกลัวต่อสิ่งที่อธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ความตายดูเหมือนจะเป็นแหล่งที่มาของความเชื่อทั้งหลายทั้งปวงมากกว่าเรื่องอื่น แม้แต่มารยาทในเรื่องการหาวฃึ่งดูไม่น่า เกี่ยวข้องอะไร แต่ก็เกี่ยวจนได้

ฝรั่งสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่างฉะนั้นเวลาหาวต้องเอามือปิดปากไว้ไม่ให้วิญญาณ หนีไปเหมือนกับที่เราเชื่อว่าขวัญหนี เพียงแต่ขวัญหรือวิญญาณของเราออกจากกระหม่อม ไม่ได้ออกทางปาก เขาให้ข้ออธิบายว่า เพราะสมัยนั้นเด็กเกิดมาแล้วมักจะเสียชีวิต เมื่อสังเกตดูจะเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด (ซึ่ง-อธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่จะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด) จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิตและแน่นอนว่าเด็กนั้นเวลาหาวแล้วปิดปากตัวเองไม่ได้ แพทย์สมัยโรมันจึงแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรก ๆ ที่คลอดออกมา เพื่อคอยปิดปากลูกน้อยของตน
ปัจจุบันมีมารยาทเรื่องการหาวเพิ่มอีกว่าให้หันหน้าไปทางอื่นแต่การแสดงความสุภาพก็มักไม่ได้บอกที่มาของประเพณีการปฏิบัติหรือการขอโทษหลังหาว ที่มาของเรื่องนี้มีว่า คนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าการหาวติดต่อ ถึงผู้อื่นได้ คนหนึ่งหาวคนที่อยู่ใกล้กันก็มักจะหาวตามดังนั้นถ้าการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาวอันตรายนี้ย่อมติดไปถึง ผู้อื่นด้วยเหมือนกับการแพร่เชื้ออหิวาตกโรค การขอโทษจึงเป็นการแสดงความเป็นญาติดีกับทูตมรณะ

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายการหาวว่า เป็นความต้องการออกซิเจนขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะตอนเพิ่งตื่น ตอนที่ร่างกายเหน็ดเหนื่ย และเวลาออกกำลังมาก ๆ ในช่วงแรก แต่สรุปไม่ได้ว่าเหตุผลด้านร่างกายจะเกี่ยวข้องกับการหาวที่ติดต่อกันด้วยเรารู้แต่เพียงว่าภาพที่เห็นคนกำลังหาวจะส่งไปยังศูนย์รับภาพของสมอง และส่งต่อไป ศูนย์รับภาพของสมองและส่งต่อไปศูนย์ประสาทการหาว แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเป็นคำถามที่ยังมืดมนในปัจจุบันเหมือนดังเช่นที่คนสมัยโบราณไม่รู้ว่าทำไมจึงหาว

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 3123