<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; ธรรม</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Nov 2011 04:28:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>ธรรมเป็นของลำบากมาก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2009 02:55:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะของพระพุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[อริยะสัจจะธรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=1169</guid>
		<description><![CDATA[ธรรมฝ่ายไม่เกิด ไม่ดับทรงมีอิสระเต็มภูมิ ไม่ขึ้นอยู่กับธรรมฝ่ายสังขารเลย ทรงอริยะสัจจะธรรมจริงอยู่ ตามธรรมชาติ มีท่านผู้รู้ตามเป็นจริง หรือไม่ก็ตามทีเถิด
          ธรรมฝ่ายไม่เกิด ไม่ดับก็มิได้ทรงอาการขึ้น ๆ ลง ๆ เลย ทรงธรรมไม่ตาย ไม่แปร ไม่ดับอยู่ตามธรรมชาติแต่ไหน ๆ อนัตตาธรรมส่วนนี้ ทรงอนัตตาธรรมลึกซึ้งมากแท้ ๆ
          ถึงจะลึกซึ้งสักเพียงใดก็ไม่เหลือวิสัยของท่านผู้รู้ไปได้ เพราะพระสติพระปัญญาเต็มภูมิ เหนืออวิชชาตัวโง่ ๆ แล้วตัวหลง ๆ ก็ว่าจอมพลกิเลสก็ว่าได้ใช้ไม่ผิดอีกละ
          มารกิเลสก็ว่าได้ใช้ไม่ผิด ว่าวันยังค่ำก็ไม่ผิดวันยังค่ำ แล้วมารกิเลสจอมอวิชชา ๔ จะรวมพลมาจากประตูใดก็ไม่ได้
ธรรมฝ่ายเกิด ฝ่ายดับทรงสังขารโลก และกองทุกข์นั้นเล่า นี้เล่า ก็เกิดก็ดับตามอิสระอยู่หาได้ประหม่า และระอาใครไม่สืบโลกสืบสังขารอยู่อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างนั้นมันไกล
 
          อย่างนี้คือผู้เขียนคือไตรสังขาร กาย วาจา ใจ นี้ อนัตตาฝ่ายสังขาร มารวมพลกันอยู่อนัตตาใจแล้วไม่ต้องสงสัยให้เสียเวลาเลย (มโนอนัตตาธัมมาอนัตตา) ใจมิใช่ตัวตน ธัมมิใช่ตัวตน
 
          มีอยู่ทุก ๆ สูตรในทางตรงและทางอ้อม แต่จะอ้อมสักเพียงใดก็ไม่พ้นมารวมพลที่ตรง ๆ นี้คือใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ธรรมฝ่ายไม่เกิด ไม่ดับทรงมีอิสระเต็มภูมิ ไม่ขึ้นอยู่กับธรรมฝ่ายสังขารเลย ทรงอริยะสัจจะธรรมจริงอยู่ ตามธรรมชาติ มีท่านผู้รู้ตามเป็นจริง หรือไม่ก็ตามทีเถิด</p>
<p><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/145130.jpg" border="0" alt="" width="337" height="228" align="undefined" /><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ธรรมฝ่ายไม่เกิด ไม่ดับก็มิได้ทรงอาการขึ้น ๆ ลง ๆ เลย ทรงธรรมไม่ตาย ไม่แปร ไม่ดับอยู่ตามธรรมชาติแต่ไหน ๆ อนัตตาธรรมส่วนนี้ ทรงอนัตตาธรรมลึกซึ้งมากแท้ ๆ<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ถึงจะลึกซึ้งสักเพียงใดก็ไม่เหลือวิสัยของท่านผู้รู้ไปได้ เพราะพระสติพระปัญญาเต็มภูมิ เหนืออวิชชาตัวโง่ ๆ แล้วตัวหลง ๆ ก็ว่าจอมพลกิเลสก็ว่าได้ใช้ไม่ผิดอีกละ<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">มารกิเลสก็ว่าได้ใช้ไม่ผิด ว่าวันยังค่ำก็ไม่ผิดวันยังค่ำ แล้วมารกิเลสจอมอวิชชา ๔ จะรวมพลมาจากประตูใดก็ไม่ได้<br />
ธรรมฝ่ายเกิด ฝ่ายดับทรงสังขารโลก และกองทุกข์นั้นเล่า นี้เล่า ก็เกิดก็ดับตามอิสระอยู่หาได้ประหม่า และระอาใครไม่สืบโลกสืบสังขารอยู่อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างนั้นมันไกล</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อย่างนี้คือผู้เขียนคือไตรสังขาร กาย วาจา ใจ นี้ อนัตตาฝ่ายสังขาร มารวมพลกันอยู่อนัตตาใจแล้วไม่ต้องสงสัยให้เสียเวลาเลย <strong><span style="color: #ff6600;">(มโนอนัตตาธัมมาอนัตตา) </span>ใจมิใช่ตัวตน ธัมมิใช่ตัวตน</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">มีอยู่ทุก ๆ สูตรในทางตรงและทางอ้อม แต่จะอ้อมสักเพียงใดก็ไม่พ้นมารวมพลที่ตรง ๆ นี้คือใจ ๆ ฯ ในอนัตตลักขณสูตรใช้วิญญาณแทนใจ แปลมาเท่าใดก็ต้องสมมติว่าใจ ฯ อนัตตปริยายสูตรนั้นก็โดยนัย และก็มีคำถามสอดเข้ามาว่า อนุปาทิเสสนิพพานเล่า มีใจอยู่หรือไม่ มีผู้รู้อยู่หรือไม่ ? หลับตาตอบแบบบ้า ๆ บอ ๆ โง่ ๆ เง่า ๆ เต่า ๆ ตุ่น ๆ ว่า ฯ อนุปาทิเสสนิพพานมิใช่ใจ มิใช่ผู้รู้ เหนือใจ เหนือผู้รู้ไปจนไม่มีที่หมาย <br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ถ้าหมายอยู่ก็พอเหมือน ๆ หมุน ๆ หมัน ๆ ฯ และก็อยากถามว่าใจก็ดีผู้รู้ก็ดี เกิดดับเป็นไหม ? หลับตาตอบอย่างพอใจว่า เกิดดับเป็น จัดเข้าในนามธรรมได้ จัดเข้าในสังขารได้อีก<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เหตุนี้จึงยืนในที่ต่างว่า &#8220;เป็นแต่สักว่ารู้เป็นแต่สักว่าเห็น&#8221; เพราะทำลายอัตตวาหุปาทานไปในตัวแล้ว ไตรสิกขาก็รวมพลกันมาในตัวแล้ว<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เพราะธรรมแท้ก็ไม่มีมาก ที่มีมาก็เพื่อขยายออกให้สมภูมิ แม้ทางย่นลงมาหาอนัตตาธัมอนัตตาใจก็สมภูมิเหมือนกัน หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ไม่ได้ แต่ก็จัดเป็นกายสังขารอันเดียวกัน<br />
</span></p>
<p><span id="more-1169"></span></p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เกิดดับแบบเดียวกันนี้เองหละ สังขารธรรมก็ทรงสังขารธรรม พระนิพพานธรรมก็พระนิพพานธรรม ไม่ได้แข่งดี แข่งชั่วกัน เป็นหน้าที่พระสติพระปัญญา จะรู้เพื่อไม่เลี้ยงความหลงไว้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ถ้าพระสติพระปัญญาแข็งแกร่งเหนือความหลงแล้ว ความหลงก็ตั้งอยู่ไม่ได้ อวิชชาก็คือกองพลความหลงนั้นเอง แต่เป็นภาษาบาลี แปลเป็นไทยก็คือตัวหลง ตัวโง่ ๆ นั้นเองนี้หละ ไม่ต้องสงสัยเลยให้เนิ่นช้าก็ได้<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <span style="color: #ff6600;"><strong>  </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><strong>ธรรมะของพระพุทธศาสนาจะโยงถึงกันให้หมดก็ได้ ต้องขึ้นอยู่กับพระสติพระปัญญาของแต่ละบุคคลเป็นเกณฑ์ ที่แก่กล้ามาเป็นพลังพละที่เรียกว่า ธรรมเป็นกำลัง ๕ อย่าง อันมีในธรรมหมวด ๕ และหมวดน้อยหมวดมาก ก็ตามก็ออกมาจากหมวดใจ </strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ถ้ารู้เท่าใจโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็รู้เท่าธรรมโดยสิ้นเชิงทั้งนั้น ถ้าไม่มีอุปทานยึดว่าใจเป็นตัวตนเราเขาสัตว์บุคคล ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ธรรมทั้งหลายเป็นเราเขาสัตว์บุคคลไปในตัว ก็จบปัญหากันไปเท่านั้น<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ที่ไม่จบปัญหา ก็เพราะรู้ตามสัญญาความจำได้หมายรู้ เคยหูก็หัดปากว่าไปเหมือนแก้วเจ้าขากินข้าวกับกล้วย กล้วยที่คาปากอยู่ก็ไม่รู้จักชัด แต่สมมติก็จริงตามสมมติ วิมุติก็จริงตามวิมุติ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">จะเอาของตื้นและของลึก มาเป็นสงครามกันก็ไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นจริงคนละชั้น ธรรมละชั้นไปซะ แต่&#8230;สมมุติและวิมุติเป็นของกลางไม่มีใครเป็นเจ้าของก็ตกลง ทรงอนัตตาธรรมตามเป็นจริงของธรรม ไม่เป็นหน้าที่จะไปยึดถือว่าเราเขาขาอะไร <br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เรื่องของใจเป็นเรื่องลำบาก ถ้าไม่มีใจ ปัญหาก็ไม่มี ถ้ายึดถือว่าใจเป็นตัวตนเราเขาเอาจริง ๆ จัง ๆ แล้ว ความหลงคือกิเลส ก็ผยองตัวเหนียวแน่น ไม่ยอมวางให้ว่างจากสัตว์ จากบุคคล เพราะเหตุใด ?</span></p>
<p> </p>
<p><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/145131.jpg" border="0" alt="" width="285" height="385" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เพราะพระสติพระปัญญา เขาทรงพระอำนาจอ่อนกว่าความหลง คือ อวิชชา จึงเป็นเหตุให้ชนะความหลงไม่ได้ ถ้าหากว่าพระสติ พระปัญญา เหนืออวิชชาความโง่ ๆ หลง ๆ ไปแล้ว อวิชชาจอมพลหลงก็ตั้งอยู่ไม่ได้<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">แต่อย่างไรก็อยู่ในเกณฑ์จะชนะได้แท้ ๆ เพราะความสำเร็จอยู่กับความพยายาม เหตุนั้นพระนิพพานจึงไม่เป็นโมฆะ ผู้เชื่อว่าพระนิพพานมีเป็นโลกุตตะระศรัทธา เหนือความเชื่อของผู้อยู่ในขั้นโลกีย์วิสัยไปแล้วตาปัญญากระจ่างเห็นหนทาง ทางใจได้ไม่สุ่มเดาด้นคาดคะเนใด ๆ เลย<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ปรารภธรรมกับปรารภใจก็อันเดียวกัน ปรารภใจกับปรารภธรรมก็อันเดียวกัน รู้ธรรมกับรู้ใจ รู้ใจกับรู้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ธรรม">ธรรม</a> ก็อันเดียวกัน ปฏิบัติใจปฏิบัติ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ธรรม">ธรรม</a> ปฏิบัติธรรมปฏิบัติใจก็อันเดียวกัน<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เคารพธรรมเคารพใจ เคารพใจเคารพธรรม ก็อันเดียวกัน รู้เท่าใจโดยสิ้นเชิง รู้เท่าธรรมจนสิ้นเชิงก็อันเดียวกัน<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <span style="color: #ff6600;"><strong>  </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><strong>อดีตก็คือใจ และธรรมที่ล่วงไปแล้ว อนาคตก็คือใจ และธรรมที่ยังไม่มาถึง ปัจจุบันก็คือใจ และธรรมที่กำลังเป็นอยู่ทรงอยู่ ฯ แต่&#8230;แต่&#8230; พระนิพพานมิได้เป็นเมืองขึ้น ของอดีตปัจจุบัน และอนาคตใด ๆ เลย ฯ </strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ที่เน้นลงในปัจจุบันให้เอาเป็นตัวปฏิบัตินั้น เพราะเหตุให้รู้จักรวมศีลสมาธิปัญญา เป็นสามัคคีกลมกลืนกันลงในปัจจุบันเพ่งพินิจติดต่ออยู่ รวมพลตั้งมั่น และกันความส่งส่ายหา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เพราะจะสงสัยว่าศีลสมาธิปัญญา แตกแยกกันไปคนละเป้า ถ้าเข้าใจว่า ศีลสมาธิปัญญาแตกแยกกันไปอยู่คนละเป้าแล้วก็ปฏิบัติลำบากมาก ไม่เป็นอัญญะมัญญะปัจใจ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">แล้วก็จะไปสงสัยว่าเหตุและผลไปอยู่คนละเป้าอีก (เป้าอะไรก็เป้าใจนี้เอง) โอปันะยิโก ก็คือ โอปันนะยิใจนี้เอง เพราะเอาใจในปัจจุบันเป็นศีลสมาธิปัญญา เดินเข้าสู่พระนิพพาน เหตุนั้นจึงมิได้บัญญัติ พระนิพพานว่าเป็นใจ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">จึงบัญญัติว่า รูป จิต เจตสิก นิพพาน ดังนี้ จิตต้องเคารพพระนิพพาน ไม่เป็นที่พระนิพพานจะมาเคารพจิต (จิตเป็นทางเดินเข้าสู่นิพพาน) ถ้าเดินไปทางผิดก็ไปสู่นะรก และนะรกก็มีหนักเบาหลายชั้นตามเหตุผลของทางชั่ว<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เหตุผลทางดีก็มีหลายชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นพรหม ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม ๔ ชั้นอีก สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเข้าใจทั้งนั้นซินะ พระพุทธศาสนาละเอียดละออมากไม่มีประมาณได้ ไม่เป็นหน้าที่ของลัทธิอื่นจะมาแข่งดีแข่งเด่นเลย เหลือวิสัย ขืนมาแข่งดีแข่งเด่นแล้ว ผลของกรรมเล่าจะว่ายังไงจะมีคอรับชั่นกับใคร ๆ ก็มีในโลก และนอกโลก<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เหตุนี้ผู้เขียนอยู่เดี๋ยวนี้จึงยอมตัวยอมใจเคารพนับถือพระพุทธศาสนา แบบไม่มีประมาณได้ แผ่นดินหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ในทางลึก แต่เคารพรักพระพุทธศาสนาลึกลงไปกว่านั้นอีกไม่มีประมาณ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หมดไตรโลกธาตุหรือหมดไตรจักรวาลไม่มีท่านผู้ใดเคารพเคารพรักปฏิบัติก็ตาม จะเคารพรักปฏิบัติแต่คนเดียว ตามสติกำลังของเจ้าตัว แม้จะตายแล้วเกิดตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย แล้วตายมากกว่าอสงไขย อสงไขยกัปก็ตาม<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ก็จะไม่ยอมลดละความเลื่อมใสเคารพรักนับถือปฏิบัติ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with พระพุทธศาสนา">พระพุทธศาสนา</a> ตามสติกำลังของตนของตนอยู่ตราบนั้นทีเดียว อนิจจาเอ๋ย นิจจาเอ๋ยเที่ยงตรงเป็นมหาสัจจะ เป็นมหาอธิษฐาน<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ด้วยความยอมเป็นยอมตายแบบนี้แล้ว บางทีผ่อนหนักให้เป็นเบามาทำให้บันดาลให้พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงในชาตินี้ก็อาจเป็นได้ ฯ คล้าย ๆ กับพวกเดียรถีร์ยอมตัวกับพระบรมศาสดาว่า จะให้เกล้าอยู่ติดถิยวาส ๔ เดือนจึงจะบวชให้นั้นยังเป็นของน้อย<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">จะบวชให้นั้นยังเป็นของน้อย ให้เกล้าอยู่ ๔ ปีจึงจะบวชให้เกล้าอยู่ก็พอใจอยู่ ดังนี้ พระบรมศาสดาทรงพระเมตตาว่า เอ้าถ้าใจถึงขนาดนั้นก็บวชเดี๋ยวนี้ก็ได้ดังนี้<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นี้เราผู้เขียนอยู่เดี๋ยวจะยอมเป็นยอมตายต่อพระพุทธศาสนามากกว่าอสงไขยอสงไขยกัปป์แล้วก็จะเคารพรักปฏิบัติอยู่อย่างนี้ พระอริยะสัจธรรม และพระอริยะอธิษฐานธรรม ก็จะเมตตาโปรดปราณให้พ้นจากกิเลส โดยสิ้นเชิงในชาตินี้<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เป็นชาติสุดท้ายก็อาจเป็นได้ เพราะเจตนายอมเป็นยอมตาเหนือความหลง ๆ ไหล ๆ ไปแล้ว  </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">และเราอยากจะปรารภไม่ให้ถูกปริยัติได้ไหมล่ะ ตอบไม่ให้ถูกปริยัติไม่ได้ เพราะบัญญัติไว้หมดแล้ว เพราะใจเป็นต้นบัญญัติสิ่งทั้งปวงแล้ว พระสูตรก็สูตรของกาย วาจาใจ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">พระปริยัติก็ยัดเข้ากายวาจาใจ ว่าเป็นสอง ก็กายกับใจ ว่าเป็นหนึ่งก็คือใจ ว่าเป็น ๖ ก็ ตา หู จมูก ลิ้น กาย วาจา ใจ ว่าไปไหนก็สมมติบัญญัติอันเก่า นั้นเองคุณพ่อเอ๋ย ไม่ว่าใจก็เป็นผู้ไม่ว่า กิเลสมิได้ตั้งอยู่ ที่ว่า และไม่ว่า ตั้งอยู่ที่ผู้ไปหลงยึดถือ เอาอันว่าไม่ว่านั้นเอง<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><strong>ส่วนสำคัญว่าตนว่าหรือไม่ว่า นั้นก็ต้องมีพระปัญญาเป็นนายหน้าอีก เรื่องทั้งหลายมันเป็นเรื่องของสังขารและกองทุกข์ทั้งนั้น เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ ตามฝ่ายทุกขะสัจ จิตเกิดดับทำอะไรก็เกิดดับทั้งนั้น ถ้ารู้ชัดว่าเราไม่มีแล้วจะฝืนไปยืนยันเอาที่ใด&#8230; </strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>พระไตรปิฎกตำรา<br />
</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">พระไตรปิฎกจริง ก็คือหนังหุ้มอยู่โดยรอบของผู้เขียนและผู้อ่านและผู้ฟัง ผู้จะปฏิบ้ติก็คือใจ เป็นหัวหน้าอันมีสติปัญญาควบคุมไปในทางที่ชอบ เพื่อต่อสู้กับราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาลงและเหือดแห้งหายไป<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สิ่งใดที่ส่งเสริมต่อเติมให้ราคะ โทสะ โมหะบวกใจเพิ่มเข้า สิ่งนั้นมิใช่คำสอนพระพุทธศาสนา สิ่งใดทำให้ราคะโทสะโมหะให้เบาลงได้เป็นตอน ๆ ไป จนถึงเหือดแห้งหายไป ช้าก็ดีเร็วก็ดี ก็เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งหลาย<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">มีความหมายเป็นเกณฑ์อย่างนี้ แม้จะเรียนจบฟังจบพระไตรปิฎกก็ตาม เมื่อกิเลสไม่เบาบางลงบ้างเลย ก็เรียกว่าไม่คุ้มค่า แต่ก็ยังดีเพราะเป็นนิสสัยไปทางดี เป็นสุตตะพระหูสูตร ยังเป็นมงคลอุดมอยู่บ้างในชั้นนี้เพราะมีทุนในทางจำได้ ฯ</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #808080;">คัดลอกบางส่วนจาก: ธรรมเป็นของลำบากมาก หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต<br />
จากคุณ : mayrin [ 6 พ.ค. 2546 ]<br />
ความคิดเห็นที่ 8 : (Tammy) <br />
</span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">&#8220;เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดาทุกข์ พ้นจากสิ่งเหล่านี้ แล้วเป็นธรรมดาสุข ใจใดเห็นภัยในสังสารวัฎ อย่างเต็มที่ ใจนั้นก็ดับตัณหาและสมุทัยไปในตัว ขณะเดียวกันสติปัญญาก็พลันทันกันเป็นกองทัพธรรม พระปัญญาเป็นหัวหน้านำ ไม่ใช่สมาธิหัวตอ&#8221;<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #800080;"><strong><span style="font-size: small;">ประวัติของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต<br />
</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/145132.jpg" border="0" alt="" width="226" height="314" align="undefined" /><span style="font-size: small;"> </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ชีวประวัติ ของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต เป็นชีวิตแห่งสมณะผู้ละวางลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มุ่งสู่ ความหลุดพ้นอย่างจริงจังมั่นคง ท่านเกิดเมื่อ วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2454 ที่บ้านกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อนายคูน เสวตร์วงศ์ มารดาชื่อ นางแพง เสวตร์วงศ์ เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้อง 8 คน อาชีพของครอบครัว คือ ทำนา ท่านศึกษาในโรงเรียนชั้นประถม ปีที่ 2 ก็ต้องออกมา ในวัยเยาว์ท่านได้มีโอกาสรับใช้พระธุดงค์ที่จาริกมา ในละแวกบ้านซึ่งมีส่วนช่วย หล่อหลอมจิตใจให้ใฝ่ในทางธรรม<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อายุ 18 บวชเป็นเณร เมื่ออายุครบเกณฑ์ก็ได้บวชเป็นพระตามประเพณี จากนั้นก็ลาสิกขา มาครองเรือนได้ประสพความเป็นอนิจจัง ทุกขัง แห่งสังขาร และการพลัดพราก ครั้นปี พ.ศ.2486 บวชเป็นพระมหานิกายที่วัดบ้านยางมีพระครูคูณเป็นอุปัชฌาย์ พรรษาแรกก็สอบนักธรรมโทได้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 ท่านได้ญัตติเข้าในคณะธรรมยุต ที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) ครั้งเป็นพระเทพกวีเป็นอุปัชฌาย์ และให้ท่านไปพำนักฝึกการปฏิบัติกับหลวงปู่บุญมี ชลิตโต ที่วัดโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็ม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เคยอาราธนาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ไปพำนักครั้งที่ท่านกลับจากเชียงใหม่ และหลวงปู่บุญมี เคยได้รับการศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่น และดำเนินปฏิปทาตามพระบุพพาจารย์<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>ถวายตัวต่อ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต </strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ออกพรรษาปี พ.ศ.2488 แล้ว ได้กราบลาหลวงปู่บุญมี วัดโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็ม เพื่อไปนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งมาพำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน  อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระหล้า เขมปัตโต ออกเดินทางด้วยเท้าค่ำไหนก็ปักกรดจำวัดได้แวะ พักบำเพ็ญความเพียรที่ถ้ำพระเวสก์อยู่ระยะหนึ่งจากนั้นก็ออกเดินทาง จุดหมายก็คือวัดป่าบ้านหนองผือนาใน ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในกิตติศัพท์แห่งปฏิปทาบารมีธรรมของพระเดช พระคุณหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทำให้พระหล้า เขมปัตโต อุสาหะ วิริยะ ดันด้นมาจนถึงสำนักป่าแห่งนี้ ความสงบร่มรื่นเป็นสัปปายะสถานแห่งผู้บำเพ็ญ สมณะกรรม โอกาสทองแห่งชีวิตก็มาถึงพระหล้า เขมปัตโต มีโอกาสเข้าไปกราบแทบเท้าท่านพระอาจารย์ใหญ่ สัจจะวาจาแห่งผู้กล้าเอ่ย &#8221; ขอมอบกายถวายชีวิตต่อพระอาจารย์ผูกขาดทุกลมปราณ &#8221; ท่ามกลาง คณะสงฆ์คณะศิษย์ที่อยู่ร่วมสำนัก อาทิ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน , พระอาจารย์วัน อุตตโม พระอาจารย์ทองคำ จารุวัณโน หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาปฏิสันฐานบอกให้พระเณรนำบริขารไปที่กุฏิว่าง เมื่อล่วงถึง 5 วัน ก็เข้าไปกราบเท้าขอนิสัยกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต องค์ท่านก็ได้กรุณารับ การพำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน พระหล้า เขมปัตโต ได้รับเมตตาจากท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ให้คำแนะนำสั่งสอน ให้อุบายธรรมอันเป็นสิ่งที่ท่านจดจำสำนึกตลอดมา ในพรรษาปี พ.ศ.2489 ท่านได้จำพรรษาเฝ้าฝึกศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นและถวาย การปฏิบัติครูอาจารย์ด้วยความเคารพ ณ วัดป่าบ้านหนองผือนาใน ซึ่งเป็นขุมคลังแห่งพุทธิปัญญา วิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคสมัย และยังได้รับเมตตาธรรมจากพระเถราจารย์ ตลอดจนสหธรรมมิกร่วมสำนัก<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>ออกวิเวกกับพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน </strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หลังออกพรรษา ปี พ.ศ.2489 ได้ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ออกวิเวกไปตามป่าเขา ต่อมาได้มีโอกาสพบท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่ถ้ำบ้านไผ่ และท่านก็เมตตาช่วยเหลืออนุโมทนา ในกิจธุดงค์ด้วยดี เมื่อได้เวลาอันควรพระอาจารย์หล้า เขมปัตโต ก็เดินทางกลับมากราบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน และมีโอกาส ถวายการปฏิบัติรับใช้พ่อแม่ครูอาจารย์ ด้วยความเคารพศรัทธา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">กระทั่งปี พ.ศ. 2492 ได้บังเกิดเหตุที่นำความเศร้าสลดมาสู่พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต อย่างใหญ่หลวงคือพระเดชพระคุณหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เปรียบประดุจร่ม โพธิ์แก้วของท่าน ได้ละสังขาร จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ คงเหลือไว้ซึ่งคุณูปการเอนกอนันต์แห่งธรรมและข้อวัตรปฏิบัติอันยอดเยี่ยม<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต ได้รับเป็นภาระธุระในกิจน้อยใหญ่ โดยไม่เกี่ยงเพื่อบำเพ็ญกุศลถวายท่าน พระอาจารย์ใหญ่ ที่ตนมอบกายถวายชีวิตด้วยเศียรเกล้า<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อถวายเพลิงสรีระหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตแล้ว ท่านจึงติดตามหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ออกวิเวก และมีโอกาส ติดตามหลวงปู่เทสก์ลงไปทางใต้แถบจังหวัด ภูเก็ต-พังงา และจำพรรษาที่ 6 ที่ โคกกลอย พระอาจารย์หล้า ธุดงค์ไปในเกาะภูเก็ต พังงา และจังหวัดตรัง ช่วงระยะหนึ่งจึงกลับมา กรุงเทพฯ พักที่วัดบรมนิวาส 5-6 วันแล้วกลับไปอีสาน จุดหมายคือ วัดบ้านห้วยทราย (หรือวัดวิเวกวัฒนาราม) อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านพำนักอยู่ที่นี่ พระอาจารย์หล้า ได้พำนักร่วมกับ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน 3 พรรษา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>สู่ภูจ้อก้อ </strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ปลายปี พ.ศ.2500 ชาวบ้านบ้านแวงหนองสูงใต้ มากราบนิมนต์ ท่านไปพำนักที่ภูจ้อก้อ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต จึงได้มาพำนักที่ ภูจ้อก้อ หรือวัดบรรพตคีรี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ตั้งอยู่บนภูเขา ทิวทัศน์งดงามร่มรื่นมีก้อนหินน้อยใหญ่เรียงรายงดงาม<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ศาสนสถานแห่งนี้ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ท่านเป็นผู้นำศรัทธา ในการสร้างเพื่อถวายไว้เป็น ศาสนสมบัติ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ธรรมเทศนาของท่าน เป็นธรรมะพระป่าที่เข้มข้นตรงไปตรงมา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ในปัจฉิมวัย ท่านอาพาธด้วยโรคาพยาธิ และในที่สุด ท่านมรณภาพ ด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 ก่อนมรณภาพ ท่านขอให้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล เพียง 3 วัน จากนั้นให้ฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย ชีวิตสมณะของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต เป็นชีวิตพระป่า พระธุดงคกรรมฐานที่องอาจ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว แต่นอบน้อมต่อครูอาจารย์ผู้มีพระคุณเป็นที่สุด<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นะโม เม สัพพพุทธานัง นะโม เม สัพพสัจจธัมมานัง นะโม เม สัพพสังฆานัง <br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมทั้งพระอริยสัจธรรมและพระอริยสงฆ์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ระลึกได้ไม่ระลึกได้ก็ดีขอผูกขาดจองขาดเคารพน้อมนอบ อยู่ในกาลทุกเมื่อ เอาเป็นที่พึ่งที่ระลึก ที่ปฏิบัติบูชาเพื่อดับทุกข์ทั้งปวง โดยไม่เหลือในปัจจุบันชาติ นี้เทอญ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">แหล่งข้อมูล <a href="http://www.livetogether.org/goto/http_www_script_co_th_buddhist_buddhist_html/1169/1" rel="nofollow"  target="_blank">http://www.script.co.th/buddhist/buddhist.html</a><br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>ฝากไว้ให้ลูกหลาน </strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- วัดก็ต้องเป็นวัด อย่าไปจัดเป็นสนามเลข มาผูกเอาเลข ก็ไม่ผิดกับมาเขกหัวพระ กับเอาขี้มาทาสำนัก ซึ่งเป็นแนวความคิดที่เหยียบย่ำทำลายพระศาสนา และดูหมิ่น ปฏิปทาของสำนัก ก็มีความหมายอันเดียวกันนั่นแล<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- การเอาอบายมุขมาคลุกเคล้ามอมเมาในพระพุทธศาสนา กับการสร้างมหาอเวจีมหานรก ก็มีความหมายอันเดียวกัน<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- อบายมุขทุกประเภทกับโลกาวินาศก็มีความหมายอันเดียวกัน อบายมุขทุกประเภทกับมนุษย์วิบัติ สวรรค์วิบัติ พรหมวิบัติ นิพพานวิบัติ ก็มีความหมายอันเดียวกัน<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- ส่งเสริมอบายมุขกับส่งเสริมให้คนปีนเกลียวออกนอกพระพุทธศาสนาก็มีความหมายอันเดียวกัน<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- ผู้ไม่เห็นโทษในอบายมุข จะเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์แท้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฟ้าขาวดาวสว่างไม่มีเมฆหมอก แต่มองไม่เห็นดาวจะเห็นพระจันทร์พระอาทิตย์ได้อย่างไร ผู้ไม่ถึงไตรสรณคมน์ก็อย่างนั้น อนิจจาเอ๋ย<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- บางท่านอ่านแล้วนึกโกรธ จงเอาโกรธแบกไปขายให้พระนิพพานในโลกนี้ มันเต็มแล้วขายไม่ออก<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- พระนิพพานดับจากสิ่งเหล่านี้ไปแล้วไม่ควรเอามากล่าวตู่เลย<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- หลวงพ่อ หลวงตา หรือหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต มุ่งดีอย่าได้มีเวรภัยเทอญฯ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">&#8230;.คัดจากหนังสือหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ตอบปัญหาธรรมะ&#8230; <a href="http://www.livetogether.org/goto/http_www_geocities_com_pralaah_sendoff_htm/1169/2" rel="nofollow"  target="_blank">http://www.geocities.com/pralaah/sendoff.htm</a><br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #808080;">จากคุณ : Tammy [ 6 พ.ค. 2546 ]<br />
ความคิดเห็นที่ 20 : (ห้วยหมากแข้ง)</span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อนุโมทนาด้วยค่ะ คุณเมริน รำลึกนึกย้อนไปเมื่อมีโอกาสกราบหลวงปู่เมื่อหลายปีล่วงผ่าน หลายครั้งหลายครา ครั้งแรก เดินทางทางลัด จากวัดดอยธรรมเจดีย์ ผ่านหมู่บ้านทางธุรกันดารหนทางไกลอยู่ เมื่อเห็น ภูจ้อก้อ อันโอฬาร นิสัยเดิมอันแก้ไม่หาย นึกเพ่งโทษว่า ทำไมต้องสร้างใหญ่โต ดังนี้ เมื่อจิตเป็นอกุศล จึงทำให้ครั้งแรกนั้น ฟังเทศน์ท่านไม่รู้เรื่อง ได้หนังสือท่านมาก็ไม่อ่าน ครั้งที่สองได้กราบท่านก็ยังไม่สนใจ ได้แต่นึกว่า พระองค์นี้ดูมีบารมีมากมาย เหมือนเกจิอาจารย์องค์หนึ่ง แต่เมื่อถึงบ้าน วันหนึ่ง หยิบหนังสือของท่านที่ได้มานานแล้วขึ้นมา อ่านแล้ว ตกใจ ร้องเอาอีกแล้ว หาเรื่องอีกแล้ว สันดานเก่าแก้ไม่หาย ยังไม่ทันไรเลย ชอบรู้ไม่จริงแล้ววิพากษ์วิจารณ์ หลังจากนั้นมา ปีถึงสองปีจึงจะได้ไปกราบท่านสักครั้ง หลายครั้งประทับจิตประทับใจกับความเมตตาที่ได้รับจากท่าน ทั้งเราและคุณแม่ เพื่อน ๆ วันนี้ ความทรงจำนั้นยังแจ่มชัดเหลือเกิน ครั้งหนึ่งไปกับทัวร์ที่พาไปกราบหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งละสังขารแล้วที่ถ้ำขาม และวัดสุดท้ายที่เขาพาไปคือภูจ้อก้อ ร่วมทำบุญถวายหลวงปู่กับคณะทัวร์ไปเรียบร้อยแล้ว มีเงินเหลือติดตัวอยู่สองร้อยบาท พอเป็นค่ารถขึ้น taxy กลับบ้าน แต่นั่งมองหลวงปู่แล้วอิ่มเอมใจมาก อยากเอาปัจจัยเข้าไปถวายท่านด้วยตนเอง ชั่งใจอยู่สักครู่ เพราะถ้าถวายหลวงปู่ เราต้องหอบเอากระเป๋าเดินทางขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ซึ่งไกลโขอยู่ ไม่อยากลำบาก และตกเป็นเป้าสายตาของคน เพราะเหมือนคนยากไร้ หอบกระเป๋าเดินทางใบโตขึ้นรถเมล์ ทั้งกำหนดไว้แล้วด้วยว่า ไม่ให้ยืมเพื่อนที่ไปด้วยกัน ในใจนึกว่า เป็นปีกว่าที่จะได้มากราบท่าน ท่านก็ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สบายบ่อยมาก ถ้าไม่ถวายครั้งนี้ อีกเมื่อไรจะได้กลับมาอีก ถ้าไม่ถวายครั้งนี้ ข้างหน้าเราหรือท่าน ด่วนเป็นอะไรไปก่อนก็อดถวายกันพอดี พิมพ์ไป คิดถึงท่านไปค่ะ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อคลานเข้าไปหาท่าน หลวงปู่หยิบถาดไม้ใบโตเบ้อเริ่มเทิ่ม (ใหญ่โตมาก)มารับใบปวารณา เขียนเงินหนึ่งร้อยบาท ดิฉันสดุดตาสดุดใจทันที ด้วยความใหญ่โตของถาดไม้ เงยหน้าขึ้นมองท่าน ใบหน้าท่านเปล่งประกาย ยิ้มแย้มอ่อนหวาน หน้าเป็นสีชมพู มีรัศมีเปล่งปลั่ง พาใจเราให้ปลื้มปิติ รับรู้ว่าท่านเข้าใจเรา ท่านให้กำลังใจเรา พัดลมขนาดใหญ่ที่กำลังหมุนคว้างอยู่เบื้องบน พัดใบปวารณาให้ทำท่าจะปลิวไป หลวงปู่หยิบไม้อันยาวใหญ่มาก ตีวางทับลงบนใบปวารณาดังปัง คนหัวเราะกันใหญ่ หัวเราะทั้งถาดขนาดยักษ์และไม้ขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับใบปวารณา แต่ใครจะรู้ จะซึ้งใจเท่าผู้ที่กำลังถวายว่า ท่านบอกอะไร<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">กลับถึงกรุงเทพฯ หอบกระเป๋าเดินทางขึ้นรถเมล์ด้วยความอิ่มเอมใจ ไม่สนใจสายตาใครทั้งสิ้น<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/145133.jpg" border="0" alt="" width="346" height="266" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมตตาธรรมสื่อจากใจถึงใจ น้ำสะอาดรินรดลงกลางใจผู้ที่ยังว่ายวนอยู่ในโลกธรรม หลวงตา หลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านอาจารย์ ท่านเป็นธรรม ใช้ภาษากายถ่ายทอดภาษาใจให้แก่ปวงศิษย์ลูกหลานทั้งหลาย ผู้รับต้องปรับใจของตัวเองให้รับสื่อนั้นได้ จึงจะพบกับน้ำใจบริสุทธิ์ใสสะอาด ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในโลกวันนี้บางเวลาได้นั่งอ่านชีวประวัติของท่าน ที่กว่าท่านจะยอมเขียนให้ มีได้อ่าน ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวายต้องอ้อนวอนว่า เพื่อประโยชน์ของปวงบรรดาศิษย์ และลูกหลานรุ่นต่อไปทั้งหลาย ขอหลวงปู่โปรดเมตตาหลายครั้งหลายครา บางครั้งน้ำตาซึม เห็นแต่ภาพความน้อมน้อม อ่อนน้อมถ่อมตนของท่าน เห็นแต่ความเด็ดเดี่ยวพากเพียร มั่นคง ซื่อตรง ตรงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของท่าน<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นึกภาพที่ตัวเองมองท่านเมื่อไปวัดสองครั้งแรกแทบไม่ออกเลย ภาพพระภิกษุร่างใหญ่ มีมีรัศมีผิวเปล่งปลั่ง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย วัดวาอารามใหญ่โต ดูมีบารมีใหญ่โต กว่าจะเป็นวันนี้ ที่เราได้รู้ได้เข้าใจ หลวงปู่เจ้าขา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #808080;">จากคุณ : ห้วยหมากแข้ง [ 10 พ.ค. 2546 ]<br />
ความคิดเห็นที่ 25 : (ห้วยหมากแข้ง) </span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สวัสดีค่ะ คุณเมริน 20 ปีก่อน เมื่อครั้งไปวัดใหม่ ๆ ดิฉันเคยปลาบปลื้มกับคำชมเชยของผู้หลักผู้ใหญ่ในวัดมาก หลายคนชมว่าหนูมีบุญมากนะ ที่มาวัดตั้งแต่อายุยังน้อย20 ปีผ่านไป คำตอบที่ดิฉันสรุปได้ คือ การปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องที่ยากยิ่งยากยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในโลก<br />
มากกว่ามากที่ดิฉันเห็นคนที่แวดล้อม ล้อมหน้าล้อมหลังครูบาอาจารย์ ใกล้ชิดท่าน ไปแต่วัด อยู่แต่ในวัด ไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">แต่อีกบางท่าน อยู่ไกลเหมือนอยู่ใกล้ ด้วยเขาปฏิบัติบูชา เป็นคนจริง ทำจริง จึงได้พบของจริง<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บุคคลเช่นนี้แหละค่ะ ดิฉันเชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ มีวาสนาอย่างแท้จริง เป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ดิฉันคิดว่า แม้วันนี้องค์หลวงปู่ท่านจะละสังขารไปแล้วก็ตาม แม้หลวงปู่ไม่กลับมามีขันธ์อันเป็นสมมติอีกแล้วก็ตาม แต่จิตของหลวงปู่ยังคงอยู่ และถ้าเราสามารถน้อมนำเอาปฏิปทาของท่านมาเป็นแบบอย่าง เป็นเครื่องดำเนิน แม้ไม่ได้เท่าท่าน แต่ก็ไม่ทิ้งลวดลายของครูอาจารย์ ปฏิบัติตัวแบบศิษย์มีครู ท่านต้องรับรู้กับการปฏิบัติบูชาของเรา ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเป็นคนจริงแค่ไหน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">(โอ๊ย โอย ๆ ๆ เบื่อหน่ายความอ่อนแอท้อแท้ เหลวไหล ไม่ได้เรื่องของตัวเองเหลือเกิน)<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">คุณเมรินคะ หลวงปู่หล้าให้ความเคารพยกย่อง และนอบน้อมต่อองค์หลวงตามหาบัวมากค่ะ คุณเมรินคงทราบแล้วเวลานี้ท่านยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ และธรรมที่ท่านแสดงในระยะนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ และกำลังใจแก่ให้ผู้หวังและตั้งใจปฏิบัติมากค่ะ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">โดยเฉพาะในช่วงเวลา 18.30 น. เป็นต้นไป เมื่อท่านมาพำนักอยู่ ณ.สวนแสงธรรม<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ไม่รู้ว่าโอกาสเช่นนี้จะมีให้เราไปอีกนานแค่ไหน หากเราไม่รีบคว้าไว้ เวลาไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก ถ้าเราตั้งใจให้เต็มที่ จะได้ไม่ต้องมาคิดเสียดายและเสียใจในภายหลัง</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_1169_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/1169?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_1169_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=1169&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2" title="ธรรมะของพระพุทธศาสนา" rel="tag">ธรรมะของพระพุทธศาสนา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="อริยะสัจจะธรรม" rel="tag">อริยะสัจจะธรรม</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิ้นโลก เหลือธรรม ตอนที่ 3</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 May 2009 03:04:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนที่ 3]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สิ้นโลก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=501</guid>
		<description><![CDATA[ฌาน แปลว่า เพ่ง คือจะเพ่งเอาดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นอารมณ์ของภายนอก หรือเอาของภายในกายของตัวเอง หรือจะเพ่งจิตเป็นอารมณ์ก็ตาม ได้ชื่อว่า “เพ่ง” ด้วยกันทั้งนั้น จิตที่เพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ไม่ไปเอาอารมณ์อื่นมาเกี่ยวข้อง นั้นแหละเป็นการข่มกิเลสด้วยฌาน
          ฌาน เมื่อจิตถอนออกฌานแล้ว กิเลสที่มีอยู่ก็ฟูขึ้นตามเดิม ท่านอธิบายไว้ชัดเลยว่า ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ สุข ๑ เอกัคคตา ๑
 
          เมื่อจะเป็นฌานก็มี ภวังค์บาท ภวังคจรณะ ภวังค์คุปัจเฉท
 
          เมื่อเข้าถึงฌานแล้วละกิเลสได้ ๕ คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ (แท้จริงเป็นเพียงแต่ ข่ม มิใช่ ละ) แต่ท่านไม่ได้อธิบายไว้ว่าฌานอะไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ฌาน แปลว่า เพ่ง คือจะเพ่งเอาดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นอารมณ์ของภายนอก หรือเอาของภายในกายของตัวเอง หรือจะเพ่งจิตเป็นอารมณ์ก็ตาม ได้ชื่อว่า “<span style="color: #0000ff;"><strong>เพ่ง” </strong></span>ด้วยกันทั้งนั้น จิตที่เพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว ไม่ไปเอาอารมณ์อื่นมาเกี่ยวข้อง นั้นแหละเป็นการข่มกิเลสด้วยฌาน</p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ฌาน เมื่อจิตถอนออกฌานแล้ว กิเลสที่มีอยู่ก็ฟูขึ้นตามเดิม ท่านอธิบายไว้ชัดเลยว่า ฌานมีองค์ ๕ คือ<span style="color: #0000ff;"><strong> วิตก ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ สุข ๑ เอกัคคตา ๑</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อจะเป็นฌานก็มี ภวังค์บาท ภวังคจรณะ ภวังค์คุปัจเฉท</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อเข้าถึงฌานแล้วละกิเลสได้ ๕ คือ <span style="color: #0000ff;"><strong>กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑</strong></span> (แท้จริงเป็นเพียงแต่ ข่ม มิใช่ ละ) แต่ท่านไม่ได้อธิบายไว้ว่าฌานอะไร ละกิเลสได้เท่าไรนักปฏิบัติโปรดได้พิจารณาด้วย ถ้าเห็นในที่ใดแล้ว กรุณาบอกไปยังผู้เขียนด้วย ผู้เขียนยินดีฟังเสมอ</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144374.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรู้อันเกิดจากฌานนั้น ถ้าผู้นั้นเคยได้บำเพ็ญมาแต่ชาติก่อนก็จะเกิดความรู้ต่าง ๆ นานา  หลายอย่าง แต่ความรู่นั้นมักจะเป็นไปในกาส่งออกไปข้างนอก โดยมากจับเอาจิตผู้ส่งออกไปรู้ไม่ค่อยได้ เหมือนกับตามองเห็นรูป แต่ตามไม่เคยเห็นตาตนเองเลย เช่น รู้เห็นอดีตอนาคตของตนเองแลคนอื่น ว่าตนเองแลคนอื่นนั้นคนนี้เคยมีชาติภูมิเป็นอยู่อย่างนั้นอย่างนี้ เคยมีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ทราบว่าลำดับภพชาติแลในระหว่างนั้นได้เป็นอะไร ดังนี้เป็นต้น แต่หาได้รู้ละเอียดไปถึงตัวเราแลคนนั้นได้ทำกรรมอะไรไว้จึงได้ไปเกิดเช่นนั้นไม่ แลเมื่อจะรู้จะเห็นก็ต้องจิตเข้าถึงภวังค์ มีอาการคล้าย ๆ กับคนจะนอนหลับเคลิ้มไปหรือหายเงียบไปเลย แล้วเกิดความรู้ขึ้นในขณะจิตเดียวเท่านั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สมาธิ นั้นจะจับเอาคำบริกรรมของฌานดังอธิบายมาแล้วนั้นก็ได้ หรือจับเอาอันอื่นที่มาปรากฏแก่จิตของตนก็ได้ เช่น เดินไปเห็นเขาทำทารุณกรรมแก่สัตว์ หรือมนุษย์อย่างสาหัส แล้วเกิดความสงสารเป็นอย่างยิ่งแก่สัตว์เหล่านั้น เป็นต้น แล้วจับเอามาพิจารณาจนเห็นชัดแจ้งว่า มนุษย์แลสัตว์เกิดมามีแต่เบียดเบียนซึ่งกันแลกัน สัตว์ตัวน้อยแลมีอำนาจน้อยย่อมเป็นเหยื่อของการเบียดเบียนของสัตว์ตัวใหญ่แลมีอำนาจมากอยู่อย่างนี้ หาได้มีที่สิ้นสุดไม่ ตราบใดโลกนี้ยังเป็นโลกอยู่ แล้วเกิดมีความสลดสังเวชในสัตว์เหล่านั้นพร้อมทั้งตัวของเรา ซึ่งก็เป็นสัตว์ตัวหนึ่งของโลกเหมือนกับเขาจิตก็สลดหดหู่เหมือนขนไก่ถูกไฟฉะนั้น แล้วก็รวมเข้ามาเป็นสมาธิ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">พูดง่าย ๆ เรียกว่า ฌาน พิจารณาบริกรรมเพ่งพยายามเพื่อให้จิตรวม เมื่อจิตรวมแล้วก็ยินดีกับสุขสงบของฌานนั้น ไม่อยากพิจารณาธรรมอะไรอีก สมาธิ ก็พิจารณาเช่นเดียวกัน แต่พิจารณาให้เห็นสิ่งนั้น ๆ ให้เห็นสภาพตามเป็นจริงของมันอย่างไร จิตจะรวมหรือไม่รวมก็ไม่คำนึงถึง มีแต่เพ่งพิจารณาให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงของมันก็แล้วกัน ด้วยอำนาจจิตที่แน่วแน่ในอารมณ์อันเดียวนั้นแหละ จิตเลยเป็นสมาธิไปในตัว มีลักษณะเหมือนกับนั่งสงบอยู่คนเดียว แต่จิตยังฟุ้งซ่านอยู่ ขยับออกไปนั่งอยู่อีกแห่งหนึ่งซึ่งอากาศโปร่งดี จิตใจก็เบิกบานแล้วอารมณ์ภายในจิตก็หายหมด ไม่วุ่นวายฉะนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อมันจะเกิดความรู้อะไรขึ้นมาในที่นั้น มันก็เกิดขึ้นมาอย่างฌานนั้นแหละ แต่มันไม่หลงลืมตัว รู้แลเห็นอย่างคนนั่งดูปลาหรืออะไรว่ายอยู่ในตู้กระจกฉะนั้น แลเมื่อจะเกิดถาผู้ชำนาญในการเข้าสมาธิ ไม่เลือกกาลเวลา ยืน เดิน นั่ง นอน ย่อมรู้ได้ทุกเมื่อ อย่างพระโมคคัลลานะ ท่านลงมาจากเขาคิชฌกูฏ เห็นเปรตตัวหนึ่งยาว ๓ คาพยุต มีปากเท่ารูเข็ม ท่านอดยิ้มไม่ได้ ท่านจึงยิ้มอยู่คนเดียว หมู่ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงถามว่า ท่านก็ไม่บอก แล้วบอกว่าท่านทั้งหลายจะรู้เรื่องนี้ในสำนักของพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึงสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านจึงกราบทูลพระพุทธองค์ว่า <strong>“ข้าพระพุทธเจ้าลงมาจาภูเขาคิชฌกูฏ เห็นเปรตตัวหนึ่งยาว ๓ คาพยุต มีปากเท่ารูเข็ม กินอะไรเท่าไรก็ไม่อิ่ม” </strong>พระพุทธองค์ตรัสว่า <strong>“ดีแล้ว ๆ โมคคัลลานะเป็นสักขีของเรา เปรตตัวนี้เราเห็นแต่เมื่อเราตรัสรู้ใหม่ ๆ วันนี้โมคคัลลานะมาเป็นพยานของเรา”</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สมาธิ เมื่อจะเข้าต้องมีสมาธิเป็นเครื่องวัด เมื่อจิตฝึกหัดยังไม่ชำนาญมันจะรวมได้เป็นครั้งเป็นคราวนิด ๆ หน่อย ๆ เรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“ขณิกสมาธิ”</strong></span> ถ้าหากฝึกหัดจิตค่อยชำนาญหน่อย จิตจะรวมเป็นสมาธิอยู่ได้นาน ๆ หน่อยเรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“อุปจารสมาธิ”</strong></span> ถ้าฝึกหัดจิตได้เต็มที่แล้ว จิตจะรวมเข้าเป็นสมาธิเต็มที่เลยเรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“อัปปนาสมาธิ”</strong></span> แต่จิตจะเกิดรู้แต่เฉพาะจิตที่เป็นอุปจารสมาธิเท่านั้น สมาธิอื่นจะไม่เกิดเลย แลเมื่อเกิดก็มักเกิดเป็นไปเพื่อเตือนแลสอนตนเองเป็นส่วนมาก</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144375.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เช่นปรากฏเห็นเป็นอุโบสถใหญ่มีพระสงฆ์เป็นอันมากเข้าประชุมกันอยู่ อันแสดงถึงการปฏิบัติของเราถูกต้องดีแล้ว หรือปรากฏเห็นว่าท่านอันรกขรุขระ มีพระคลุมจีวรไม่เรียบร้อย หรือเปลือยกายเดินอยู่ อันแสดงถึงการปฏิบัติของเราผิดทาง หรือไม่เรียบร้อยตามมรรคปฏิบัติ ดังนี้เป็นต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><strong>การละกิเลสท่านก็แสดงไว้ว่า พระโสดาบัน ละกิเลสได้ ๓ คือ สักกายทิฏิฐิ๑ วิจิกิจฉา๑ สีลัพพตปรามาส๑ พระสกทาคามี ละกิเลสเบื้องต้นได้ ๓เหมือนกัน กับทำกามราคะ๑ ปฏิฆะ๑ ให้เบาบางลงอีก พระอนาคามี ก็ละกิเลส ๓ เบื้องต้นได้ แล้วยังละกามราคะ ๑ ปฏิฆะ๑ ได้เด็ดขาด อีกด้วย พระอรหันต์ ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้ง ๕ เบื้องต้นได้แล้ว ยังละรูปราคะ ๑ อรูปราคะ๑ มานะ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา๑ ได้อีกด้วย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ฌาน แล สมาธิ ถึงแม้ว่าจะบริกรรมภาวนาอันเดียวกัน แต่การพิจารณามันต่างกัน แลเวลาเข้าเป็นองค์ฌาน แลสมาธิก็ต่างกัน ความรู้ความเห็นก็ต่างกัน ดังได้อธิบายมานี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ฌาน แล สมาธิ ทั้งสองนี้ ผู้ฝึกหัดกรรมฐานทั้งหลายจะไม่ให้เกิดไม่ได้ มันหากเกิดเป็นคู้กันอย่างนั้นเอง แล้วมันก็กลับกันได้เหมือนกัน บางทีจิตรวมเข้าเป็นฌานแล้วเห็นโทษของฌาน พิจารณากลับเป็นสมาธิไปก็มี บางทีฝึกหัดสมาธิไป ๆ สติอ่อนรวมเข้าเป็นฌานไปก็มี ฌาน แลสมาธิมันหากเป็นเหตุเป็นปัจจัยของกันแลกันอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“ผู้ใดไม่มีฌานผู้นั้นไม่มีสมาธิ ผู้ใดไม่มีสมาธิผู้นั้นก็ไม่มีฌานเหมือนกัน” </strong></span>เพราะฌานแลสมาธิฝึกหัดสายเดียวกัน คือเข้าถึงจิตเหมือนกัน เป็นแต่ผู้ฝึกหัดต่างกันเท่านั้น บางท่านกลัวนักหนากลัวฌาน ตายแล้วจะไปเกิดเป็นพรหมลูกฟัก แต่หารู้ไม่ว่าฌานเป็นอย่างไร จิตอย่างไรมันจะไปเกิดเป็นพรหมลูกฟัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ผู้ต้องการจะชำระจิตใจของต้นให้สะอาดปราศจากกิเลสทั้งปวง จะต้องชำระ จิต นี้แหละไม่ต้องไปชำระที่ ใจ หรอก เมื่อชำระที่ จิต แล้ว ใจ มันก็สะอาดไปเอง เพราะ จิต แส่ส่ายไปแสวงหากิเลสเศร้าหมองด้วยตนเอง เมื่อชำระ จิต ให้สะอาดแล้วก็จะกลายมาเป็น ใจ ไปในตัว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นักปฏิบัติทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติเข้าถึงจิตถึงใจแล้ว ถึงไม่ได้เรียนให้รู้ชื่อของกิเลสตัวนั้น ว่าชื่ออย่างนั้น ๆ แต่รู้ด้วยตนเองว่าทำอย่างนั้น จิต มีนเศร้าหมองมากน้อยแค่ไหน คิดอย่างนั้น จิต มันเศร้าหมองมากน้อยแค่ไหน เมื่อเห็นโทษของมันแล้ว มันจะต้องหาอุบายชำระด้วยตนเอง มิใช่ไปรู้กิเลสทั้งหมดแล้วจึงชำระให้หมดสิ้นไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อครั้งปฐมกาล พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ใหม่ ๆ พระพุทธเจ้า แลสาวกทั้งหลายออกประกาศพระศาสนา ท่านที่ได้บรรลุธรรมทั้งหลายส่วนมากก็คงไม่ได้ศึกษาธรรมอะไรกันเท่าไรนัก เช่น พระสารีบุตร เป็นต้น ได้ฟังธรรมโดยย่อจากพระอัสสชิว่า<strong> “ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ พระพุทธเจ้าเทศนาให้ดับต้นเหตุ”</strong> เพียงเท่านี้ <strong>อุปติสสะ (คือพระสารีบุตร)</strong> ก็มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าเทศนาหลายครั้งหลายหนเข้า พระสาวกทั้งหลายจดจำเอาสอนของพระพุทธเจ้าได้มากขึ้น จึงมีการเล่าเรียนกันสืบต่อ ๆ กันไป พระพุทธศาสนาจึงแพร่หลายกว้างขวางโดยลำดับ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">พระอานนท์ พระอนุชาผู้ติดตามพระพุทธเจ้า จดจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้แม่นยำ จนได้ฉายาว่าเป็นพหูสูต ไม่มีใครเทียบเท่า เทศนาสั่งสอนลูกศิษย์ให้ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานแล้วมากต่อมา แต่ตัวท่านเองได้เพียงแค่พระโสดาบันขั้นต้นเท่านั้น ตอนพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว พระสงฆ์อรหันตสาวกทั้งหลายพร้อมกันทำสังคายนา ในการนี้จะขาดพระอานนท์ไม่ได้ เพราะพระอานนท์เป็นพหูสูต แต่ยังขัดข้องอยู่ที่พระอานนท์ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ สงฆ์ทั้งหลายจึงเตือนพระอานนท์ว่า ให้เร่งทำความเพียรเข้า พรุ่งนี้แล้วพระสงฆ์ทั้งหลายจะได้ทำสังคายนา ในคืนวันนั้นท่านได้เร่งความเพียรตลอดคืน ธรรมที่ได้สดับมาแต่สำนักพระพุทธเจ้ามีเท่านำมาพิจารณาคิดค้นจนหมดสิ้น ก็ไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ จนอ่อนเพลีย จึงตัดสินใจว่า เอาเถอะไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ก็แล้วเถิด แล้วล้มพระเศียรเอนกายลงนอน พระเศียรยังไม่ทันแตะพระเขนยเลย จิตก็รวมเข้าสู่มัคคสมังคี ปัญญาก็ตัดสิ้นได้เด็ดขาดว่าบรรลุพระอรหันต์แล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ผู้มีปัญญาพิจารณาคิดค้นเหตุผลในสิ่งนั้น ๆ แล้วปล่อยวาง ทำจิตให้เป็นกลางในส่งทั้งปวงได้ ย่อมจะเกิดความรู้มนธรรมนั้น ๆ ได้ไม่มากก็น้อย ดังท่านพระอานนท์เป็นต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">กิจในพระพุทธศาสนานี้มี ๒ อย่าง ผู้บวชมาละกิจของฆราวาสแล้วจำเป็นต้องทำ คือ สมถะ (คือ ฌาน แลสมาธิ) ๑ วิปัสสนา๑ ฌาน แลสมาธิ ได้อธิบายมามากแล้ว คราวนี้ฟังเรื่องของ วิปัสสนา ต่อไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><strong>ผู้เจริญฌาน แลสมาธิจาชำนิชำนาญ จนทำจิตของตนให้อยู่ในบังคับตนได้ จะเข้าฌาน แลสมาธิเมื่อใดก็ได้ จะอยู่ได้นานเท่าใด จะพิจารณาฌานให้เป็นสมาธิก็ได้ จะพิจารณาสมาธิเป็นฌานก็ได้ จนกลายเป็นเครื่องเล่นของผู้ปฏิบัติไป</strong> การพิจารณาฌาน แลสมาธิให้ชำนาญนี้เป็นการฝึกหัดวิปัสสนาไปในตัว เพราะฌาน แลสมาธิก็พิจารณารูป-นามอันเดียวกันกับวิปัสสนา พิจารณาความแตกดับเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างเดียว แต่ฌาน แลสมาธิความรู้ขั้นต่ำพิจารณาไม่รอบคอบ เห็นเป็นส่วนน้อยแล้วก็รวมเสีย ไม่สามารถรู้ได้ทั่วถึงทั้งหมด ท่านจึงไม่เรียกว่าวิปัสสนา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144376.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><strong>เปรียบเหมือนมะม่วงสุกหวาน เ</strong>บื้องต้นเป็นลูกมีรสขม โตขึ้นมาหน่อยมีรสฝาด โตขึ้นมาอีกมีรสเปรี้ยว โตขึ้นมาอีกมารสมัน โตขึ้นมาอีกมีรสหวาน รสทั้งหมดตั้งต้นแต่รสขมจนกระทั่งรสหวานมันจะเก็บเอามารวมไว้ในที่เดียว มะม่วงนั้นจึงจะได้ชื่อว่ามีรสดี นี้ก็ฉันนั้น เหมาะแล้วฌาน พระสังคาหะกาจารเจ้าท่านไม่เรียกว่าวิปัสสนา เพราะเป็นของเสื่อมได้<br />
วิปัสสนานั้น ไม่ว่าจะพิจารณาคำบริกรรม หรือธรรมทั้งหลาย มี ธาตุ ๔ ขันธ์๕ อายตนะ เป็นต้น พิจารณาให้รู้แจ้งตามเป็นจริงของมันแล้วปล่อยวาง แล้วเข้าอยู่เป็นกลางวางเฉย เรียกว่า วิปัสสนา วิปัสสนา แปลว่ารู้แจ้ง เห็นจริงตามสภาพของมัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">วิปัสสนานี้พิจารณาจนชำนิชำนาญแก่กล้าจนเห็น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แลธรรมารณ์ทั้งหลาย ทั้งภายนอก แลภายใน เห็นเป็น อนิจจัง ของไม่เที่ยงจีรังถาวรยั่งยืน เกิดมาแล้วก็แปรปรวน ผลที่สุดก็ดับสูญหายไปตามสภาพของมัน สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นรองรับเอาสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นจึงต้องทน ทุกข์ ทรมานอยู่ตลอดเวลา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สิ่งทั้งปวงไม่ว่ารูปธรรม แลนามธรรม เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเป็นไปตามสภาพของมัน ใครจะห้ามปรามอย่างไร ๆ ย่อมไม่อยู่ในอำนาจของใครทั้งหมด มิใช่ของไม่มี ของมีอยู่ แต่ห้ามมันไม่ได้ จึงเรียกว่า อนัตตา<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ผู้เจริญวิปัสสนาทั้งหลาย เมื่ออายตนะภายในแลภายนอกมากกระทบกันเข้า มีความรู้สึกเกิดขึ้น ย่อมพิจารณาเป็น ไตรลักษณญาณ อย่างนี้ทุกขณะ ไม่ว่าอิริยาบถใด ๆ ทั้งหมด ถ้าพิจารณาจนชำนิชำนายแล้ว มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติของมันเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ช่องว่างอันจะเกิดกิเลสมีราคะ เป็นต้น มันจะเกิดขึ้นในจิตใจได้อย่างไร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><strong>ด้วยอำนาจผู้เจริญฌาน-สมาธิ แลวิปัสสนานี้แหละ จนชำนิชำนาญแก่กล้าเพียงพอ จึงทำให้เกิด มัคคสัมคี </strong><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">มัคคสัมคี มิใช่จิตที่รวมเข้าเป็นภวังค์อย่างฌาน แลมิใช่จิตที่รวมเข้าเป็นสมาธิอย่างสมาธิแต่จะรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวเหมือนกัน ในเมื่อวิปัสสนาพิจารณาค้นคว้าเหตุผลภายนอกภายในเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนตามเป็นจริง ไม่เคลือบแคลงสงสัยแล้ว จิตก็รวมเอา องค์มัคค์ ทั้ง ๘ (คือ ศีล สมาธิ ปัญญา) เข้ามาไว้ในที่เดียว ให้เป็น สัมมาทิฏฐิ อันเดียว ในขณะจิตเดียว แล้วก็ถอนออกมาจากนั้นแล้วก็เดินไปตามกามาพจรจิต แต่มีความรู้เท่าอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หลงไปตามกามารมณ์เช่นเมื่อก่อน มัคคจิต นี้ท่านแสดงไว้ว่าแต่ละมัคค์จะเกิดหนเดียว แล้วจะไม่เกิดอีกเด็ดขาด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ต่อนั้น ผู้ได้ ปฐมมัคค์ แล้วก็เจริญวิปัสสนาตามที่ตนได้เจริญมาแล้วแต่เบื้องต้น วิปัสสนาจะรู้เห็นชัดแจ้งสักปานใดก็เห็นตามของเก่า ไม่ได้ชื่อว่าเป็นมัคคสมังคี เหมือนกับความฝัน ตื่นจากนอนแล้วเล่าความฝันความฝันได้ถูกต้อง แต่มิใช่ฝันฉะนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หากมัคคสมังคีที่สูงขึ้นไปโดยลำดับจะเกิดขึ้น ก็ด้วยปัญญาอัน แก่กล้าเจริญมัคค์ให้คล่องแคล่วจนชำนาญ แล้วมันหากเกิดเองของมันต่างหาก ใครจะแต่งเอาไม่ได้ แต่ละภูมิพระอริยมรรคจะเป็นเครื่องตัดสิ้นชี้ขาดว่าได้ขั้นนั้น ๆ แต่จะรู้จักด้วยตนเองเท่านั้น คนอื่นจะรู้ด้วยไม่ได้ จะรู้ก็ต่อเมื่อถึงมรรคนั้นๆ แล้วเท่านั้น การจะรู้ด้วยอภิญญา หรือผู้มีภูมิสูงกว่า หรือด้วยการสังเกตก็ได้ แต่ข้อสุดท้ายนี้ไม่แน่เหมือนกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นักปฏิบัติทั้งหลายไม่ว่าจะเรียนมากหรือน้อย หรือเรียนเฉพาะกรรมฐานที่ตอนจะต้องพิจารณาก็ตาม เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วจะต้องทอดทิ้งสิ่งทั้งปวงหมด เพ่งพิจารณาแต่เฉพาะกรรมฐานที่ตนพิจารณาอยู่อย่างนั้นเฉพาะอย่างเดียว จึงจะรวมลงเป็นเอกัคคตารมณ์ได้ จะเรียนมาก หรือเรียนเอาแต่เฉพาะกรรมฐานที่ตนพิจารณาอยู่อย่างนั้นก็ตาม ก็เพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิเอกัคคตารมณ์อันเดียวดังท่านที่เจริญวิปัสสนา ถึงแม้จิตจะแส่ส่ายตามสภาพวิสัยของมัน ซึ่งบุคคลยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็รู้เท่าทันเห็นตามพระไตรลักษณ์ ไม่หลงใหลตามมัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อารมณ์ที่พบผ่านมาไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย แล ใจก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคของการทำฌาน สมาธิ ทั้งนั้นตกลงว่าอายตนะ ที่เราได้มาในตัวของเรานี้เป็นภัยแก่การทำฌาน-สมาธิของเราทั้งนั้น ผู้พิจารณาเห็นโทษดังนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในอารมณ์นั้น ๆ เห็นจิตที่สงบจากอารมณ์นั้นแล้วจิตจะรวมเข้าเป็นเอกัคคตารมณ์สงบนิ่งเฉยอยู่คนเดียว เมื่อจิตถอนอกมาแล้วก็วิ่งตามวิสัยของมันอีก แล้วโทษของมัน สละถอนออกจากอารมณ์นั้นอีก ทำจิตให้เขาสู่เอกัคคตาอีก ทำอย่างนี้จนจิตคล่องแคล่วชำนิชำนาญ จนเห็นว่าอามรณ์ทั้งปวงสักแต่ว่าอารมณ์ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปตามสภาพของมัน จิตก็อยู่พอจิตต่างหาก จิตไม่ใช่อารมณ์ อารมณ์ไม่ใช่จิต แต่อาศัยจิตเข้าไปยึดเอาอารมณ์จึงเกิด เมื่อขาดตอนกันอย่างนี้ จิตก็จะอยู่วิเวกคนเดียว กลายเป็นใจ ขึ้นมาทันที</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรู้ในทางพระพุทธศาสนา ถ้าพูดว่าลึกแลกว้าง ก็ลกแลกว้าง เพราะผู้นั้นทำตนไม่ให้เข้าถึงใจ เมื่อจะพูดก็พูดแค่อาการของใจ (คือจิต) จิต คิดนึกปรุงแต่งอย่างไร ก็พูดไปตามอาการอย่างนั้นแต่จับตัว ใจ (คือผู้เป็นกลางนิ่งเฉย) ไม่ได้ อุปมาเหมือนกับคนตามรอยโค ตามไปเถิด ตามไปวันค่ำคืนรุ่ง เมื่อยังไม่เห็นตัวของมันแลจับตัวมันยังไม่ได้ ก็ตามอยู่นั้นแหละ ถ้าตามไปถึงตัวมันแลจับตัวมันได้แล้ว ไม่ได้ไปแกะรอยมันอีก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ที่ว่าลึกซึ้งแลกว้างขวางนั้น เพราะเราไม่ทำ จิต ให้เข้าถึง ใจ ตามแต่อาการของใจ (คือจิต) จึงไม่มีที่สิ้นสุดได้ ดังท่านอสดงไว้ในพระอภิธรรมว่าจิตเป็นกามพจร จิตเป็นรูปพจร จิตเป็นอรูปพจร แลจิตเป็นโลดุดร มีเท่านั้นดวง เท่านี้ดวง ทานจำแนกแจกอาการของจิตไว้เป็นอเนกประการ เพื่อให้รู้แลเข้าใจว่า อาการของจิตมันเป็นอาการอย่างนั้น ๆ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไม่หลงตามอาการของมันต่างหาก แต่ผู้ท่องบ่นจดจำได้แล้ว เลยไปติดอยู่เพียงแค่นั้น จึงไม่เข้าถึงตัว ใจ สักที มันก็เลยเป็นของลึกซึ้งแลกว้างขวาง เรียนเท่าไรก็ไม่รู้จักจบสิ้นสักที<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ดูเหมือนพระพุทธเจ้าจะสอนพวกเราว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“เราได้เคยตามรอยโคมาแล้วนับเป็นอเนกชาติ ถึงแม้ในชาติปัจจุบันเราได้เกิดมาเป็นสิทธัตถะ เราก็ตามอยู่ถึง ๖ ปีจึงได้พบตัวโค (คือใจ)”</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144378.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ถ้าจะพูดว่าแคบก็แคบ แคบในที่นี้มิได้หมายความว่าที่มันไม่มี แลของมันไม่มี ของกว้าง ๆ นั้นแหละ จับแต่หัวใจของมัน หรือข้อสำคัญของมัน จึงเรียกว่าแคบ เช่น จิตของคนเรามันคิดวุ่นวายไปตามอารมณ์ของคน แลของตัวเราเอง ไม่รู้จักยั้งสักที เรียกว่ากว้าง ผู้มาเห็นโทษของจิตว่าวุ่นวายส่งส่ายมันเป็นทุกข์ แล้วมาพิจารณาเรื่องอารมณ์มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของจิตผู้คิดนึกไปตามอารมณ์มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเรามาแยกออกจากกันเสีย เอาอารมณ์ออกไปไว้ส่วนหนึ่ง เอาจิตออกไปไว้ส่วนหนึ่ง เมื่อเอาจิตแยกออกไปจากอารมณ์แล้ว จิตก็จะอยู่คนเดียวแล้วมาเป็นใจ อารมณ์ก็หายสูญไปโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">คราวนี้จะเห็นได้ชัดเลยทีเดียวว่า สรรพกิเลสทั้งปวงและโทษทุกข์ ทั้งหลายที่มนุษย์คนเราพากันได้เสวยอยู่นี้ ล้วนแต่จิตผู้เดียวเป็นผู้หามาใส่ ถ้าจิตไม่ไปหามาใส่แล้ว จิตก็จะกลายเป็นใจไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง อยู่เป็นสุขโดยส่วนเดียว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เหมือนต้นกล้วยไม่มีแก่น แกกาบไป ๆ ผลที่สุดเลยหาแก่นไม่ได้ มีแต่กาบอย่างเดียว ผู้ภาวนาทั้งหลายล้วนแต่กาบหาแก่นแท้ของธรรมทั้งนั้นผู้หาแก่นของธรรมแต่แกะกาบไม่หมดจึงไม่เห็นธรรม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ผู้ภาวนายังไม่ถึงจิตถึงใจพากันกลัวนักหนาว่า เมื่อจิตเข้าถึงใจจะทำให้เกิดความรุ้อะไรต่าง ๆ เมื่อไม่เกิดความรู้ความสิ้นทุกข์มันจะมีมาแต่ไหน มันก็โง่เท่านั้นเอง แม้พระผู้ใหญ่บางท่านก็พูดกับผู้เขียนเองเช่นนี้เหมือนกัน ผู้เขียนเคยได้อธิบายแล้วว่า จิตเป็นผู้ส่งส่ายอารมณ์ต่าง ๆ มาครอบงำจิต เมื่อจิตเห็นโทษของอารมณ์นั้น ๆ แล้ว จิตสละอารมณ์นั้นเสียแล้วเข้ามารวมเป็นหนึ่ง เลยกลายเป็นใจ มิใช่เข้ามาอยู่เป็นใจเลยโดยมิได้ตรึกตรองพิจารณาให้รอบคอบ เรียกว่า ไม่มีปัญญาได้อย่างไร ก็มีปัญญาตามชั้นตามภูมิของตนนั้นเอง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ดังได้อธิบายมาแล้วว่า จิตเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ถ้าไม่มีจิตกิเลสมันจะมีมาแต่ไหน ทั้งเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ถ้าหาจิตไม่ได้แล้วจะไปคดปรุงแต่งหาปัญญามาที่ไหน เป็นเหตุให้เกิดกิเลสเพราะจิตส่งส่ายไม่เข้าถึงใจ <span style="color: #0000ff;"><strong>“คือความเป็นกลาง” </strong></span>เป็นเหตุให้เกิดปัญญา เพราะจิตส่งส่ายไปในที่ต่าง ๆ แล้วรวมเข้ามาลงในพระไตรลักษณ์ แล้วหยุดนิ่งเฉยรู้ตัวอยู่ว่านิ่งเฉย เข้าถึงใจ<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เหมือนกับตัวไหม เขาเลี้ยงด้วยหม่อน ขึ้นโดยลำดับจนกลายมาเป็นบุ้ง แก่แล้วชักใยหุ้มตัวมันเอง เขาเรียกว่าดักแด้ แก่เข้าแล้วเจาะรังออกมา เขาเรียกว้าแมลงบี้ ออกไข่ตั้งเยอะแยะนับเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ตัว ฉันใด จิตก็ฉันนั้น เมื่อมันรวมตัวเข้าเป็นใจ แล้ว จะไม่มีอาการอะไรทั้งหมด เมื่อมันออกจากใจมาแล้ว มันจะมีอาการมากมายเหลือจะประมาณ (แต่ท่านผู้รู้ทั้งหลายท่านจะไม่ยอมให้มันออกไปเที่ยวเกิดอีก ประหารในที่เดียวเลย)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สรรพกิเลสของมนุษย์ผู้ไม่ได้ทำสมาธิภาวนาจิตยังวุ่นอยู่ในอารมณ์ต่าง ฟ ก็เหมือนกับลูกแมลงบี้ที่เกิดจากแม่ตัวเดียว มีลูกนัยเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ตัวฉะนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สรุปแล้ว กิเลสทั้งหลายของมนุษย์เรานี้เกิดจากจิตแต่ผู้เดียว เมื่อ สั<span style="color: #0000ff;"><strong>มปยุตไปด้วยอายตนะทั้ง ๑๒ คือ ภายนอก ๖ มีรูป เสียง เป็นต้นอายตนะภายใน ๖ มีตา หู </strong></span>เป็นต้น กระทบกันแล้วก็เกิดผัสสะขึ้นมา แล้วก็แผ่ออกเป็นลูกหลาน ลุกลามไปทั่วทั้งโลก ให้เกิดความยินดียินร้าย ความรักความชัง เกลียด โกรธ แล้วประหัตประหารฆ่าฟันซึ่งกันแลกัน ทำให้โลกนี้วุ่นวายไปหมด<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อรู้เช่นนี้ นักปฏิบัติทั้งหลายควรระวังสังวรอย่าให้จิตไปสัมปยุตด้วยอายตนะทั้ง ๑๒ เหล่านั้น ทำใจให้เป็นกลางวางเฉยอยู่คนเดียว ถึงแม้จิตจะใช้อายตนะทั้งหลายเป็นเครื่องเที่ยว ก็ให้ระวังใจไว้ อย่าให้หลงตามจิต</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อใจไม่หลงตามจิต เพราะใจรู้เท่าเข้าใจอาการของจิต ว่าจิตเป็นผู้นำอารมณ์ให้ปรุงแต่งวุ่นวาย ใจ ก็จะอยู่คนเดียวตามธรรมชาติของใจ เมื่อใจเป็นธรรมชาติของมันแล้ว จิตจะปรุงจะแต่งก็เข้าถึงใจ เพราะใจไม่มีอาการไปแลอาการมา ไม่มีนอกแลใน ไม่มีความยินดีแลยินร้าย ปล่อยวางเฉยในสิ่งทั้งปวงแล้วจิตก็จะขวยเขินไปเอง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นักปฏิบัติเมื่อเห็นชัดตามเป็นจริงดังได้อธิบายมานี้แล้ว จะเห็นสิ่งทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นรู)ธรรมแลนามธรรมทั้งหลาย เห็นเป็นแต่สักว่า สภาวธรรม เท่านั้น เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหมดเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปเท่านั้น ไม่มีอะไรจะเป็นจริงเป็นจังเลย แล้วแผ่นดินคือกายผืนแผ่นเล็ก ๆ อันนี้กว้างศอก ยาววา หนาคืบ ก็จะบรรจุเต็มไปด้วยธรรมทั้งหมด ตามมองออกไปเห็นรูป ก็จะเห็นเป็นสักแต่รูปธรรมเท่านั้น ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น หูได้ฟังเสียง ก็จะเห็นเป็นสักแต่ว่าเป็นธรรมเท่านั้น จะไม่เป็นอย่างอื่น จมูกถูกกลิ่น ลิ้นถูกรส กายถูกสัมผัสใจมรอารมณ์เกิดขึ้น ก็สักแต่ว่าเป็นธรรมเท่านั้นมิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรืออะไรทั้งสิ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <span style="color: #0000ff;"><strong> </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><strong>คนไทยทั้งประเทศ เมื่อได้แผ่นดินละผืนอันเล็ก ๆ กว้างศอก ยาววา หนาคืบ อันนี้แล้ว ตั้งใจรักษาแผ่นดินอันนี้ให้เป็นธรรม เมื่อต่างคนต่างรักษาแผ่นดินของตนให้เป็นธรรมแล้วประเทศไทยก็จะกลายเป็นแผ่นดินธรรมไปทั้งหมด คราวนี้ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะสบายไม่ต้องลำบาก</strong></span></span></p>
<p><map name='google_ad_map_501_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/501?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_501_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=501&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b4%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-3.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3" title="ตอนที่ 3" rel="tag">ตอนที่ 3</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2" title="พระพุทธศาสนา" rel="tag">พระพุทธศาสนา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81" title="สิ้นโลก" rel="tag">สิ้นโลก</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิ้นโลก เหลือธรรม ตอนที่ 2</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 May 2009 01:51:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระนิโรธรังสี]]></category>
		<category><![CDATA[สิ้นโลก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=483</guid>
		<description><![CDATA[สมาธิ ก็มีลีลามากน่าดูเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนฌาน เหมือนกับเล่นกีฬา คนหนึ่งเล่นเพื่อความมัวเมา แต่คนหนึ่งเล่นเพื่อสุขภาพอนามัย
           สมาธินั้นเมื่อจิตรวมเข้าไปก็รู้ว่าจิตรวมเข้าไป รู้อยู่ตลอดเวลา จิตจะหยาบหรือละเอียดสักเท่าไร   สติย่อมตามรู้อยู่ทุกขณะจิต เมื่อยังหยาบอยู่มันรู้อยู่แต่ภายนอก เมื่อจิตมันละเอียดเข้าไปมันก็รู้อยู่ทั้งภายนอก แลภายใน ไม่หลงไปตามอาการของจิตของตน รู้ทั้งที่จิตเป็นธรรม แลจิตปะปนไปกับโลก   ไม่เห็นไปหน้าเดียวอย่างที่เขาพูดว่า “หลงโลก หลงธรรม” นั่นเอง ผู้เห็นอย่างนี้แล้วจิตก็เป็นกลาง วางอารมณ์หมดเฉยได้ จะทำก็ได้ จะไม่ทำก็ได้ เมื่อจะทำก็ทำแต่สิ่งที่ควร สิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ทำสุ่มสี่สุ่มห้า สมาธิเป็นลักษณะของผู้ใหญ่ผู้รู้เดียงสากระทำ ฌานเป็นลักษณะของเด็กผู้ไม่รู้เดียงสากระทำ
           นิมิตแลความรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสมาธินั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมาธิ ก็มีลีลามากน่าดูเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนฌาน เหมือนกับเล่นกีฬา คนหนึ่งเล่นเพื่อความมัวเมา แต่คนหนึ่งเล่นเพื่อสุขภาพอนามัย</p>
<p>           สมาธินั้นเมื่อจิตรวมเข้าไปก็รู้ว่าจิตรวมเข้าไป รู้อยู่ตลอดเวลา จิตจะหยาบหรือละเอียดสักเท่าไร   สติย่อมตามรู้อยู่ทุกขณะจิต เมื่อยังหยาบอยู่มันรู้อยู่แต่ภายนอก เมื่อจิตมันละเอียดเข้าไปมันก็รู้อยู่ทั้งภายนอก แลภายใน ไม่หลงไปตามอาการของจิตของตน รู้ทั้งที่จิตเป็นธรรม แลจิตปะปนไปกับโลก   ไม่เห็นไปหน้าเดียวอย่างที่เขาพูดว่า “หลงโลก หลงธรรม” นั่นเอง ผู้เห็นอย่างนี้แล้วจิตก็เป็นกลาง วางอารมณ์หมดเฉยได้ จะทำก็ได้ จะไม่ทำก็ได้ เมื่อจะทำก็ทำแต่สิ่งที่ควร สิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ทำสุ่มสี่สุ่มห้า สมาธิเป็นลักษณะของผู้ใหญ่ผู้รู้เดียงสากระทำ ฌานเป็นลักษณะของเด็กผู้ไม่รู้เดียงสากระทำ</p>
<p>           นิมิตแลความรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสมาธินั้น นอกจากดังได้อธิบายมาในฌานในเบื้องต้นแล้ว มันอาจเกิดความรู้ความเห็น เป็นคาถา หรือเป็นเสียงไม่มีตัวตน หรือเป็นเสียงพร้อมทั้งตัวตนขึ้นมาก็ได้  ทั้งหมดนี้แลเป็นเครื่องเตือนตนเองแลคนอื่นให้ระวังอันจะเกิดภัยในข้างหน้า หรือเตือนว่าสิ่งที่ตนทำมานั้นผิด เป็นเครื่องมือของนักบริหารทั้งหลาย ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น</p>
<p>           นิมิต แลความรู้ ดังอธิบายมานั้น เมื่อจะเกิดขึ้นแก่นักปฏิบัติ ย่อมเกิดในเวลาจิตเป็น อุปจารสมาธิ แต่ตัวเองไม่รู้ว่าเป็นอุจารสมาธิ แลรู้ได้ในขณะยืนอยู่ก็ได้ นั่งสมาธิก็ได้ นอนอยู่ในท่านทำสมาธิก็ได้ แม้แต่เดินไปมาอยู่ก็รู้ได้เหมือนกัน</p>
<p>            มีหลายท่านหลายคนซึ่งไม่เคยไปวัดของผู้เขียนเลยสักหนเดียว แต่รู้ล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วว่าที่นั้น ๆ เป็นรูปร่างลักษณะอย่างนั้น ๆ เมื่อไปถึงแล้วเห็นสถานที่ต่าง ๆ ไม่ผิดเลยสักอย่างเดียว ดังได้เห็นนิมิตไว้แต่ก่อน อันนี้จะเป็นเพราะฌาน สมาธิของเขา หรือเพราะบุญบารมีของเขา ซึ่งเคยได้ไปอยู่มาแล้วแต่ก่อน ก็ไม่ทราบได้ เมื่อถามท่านเหล่านั้นว่า เคยทำฌาน สมาธิ แลภาวนาหรือไม่ก็บอกปฏิเสธทั้งนั้น</p>
<p>           นิมิต แลความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ เกิดขึ้นกระท่อนกระแท่นไม่ติดต่อกัน แลจริงบ้าง ไม่จริงบ้างเพราะผู้เข้าสมาธิไม่ชำนาญ พอเข้าเป็นอุปจารสมาธิก็เกิดขึ้นแล้ว ดังได้อธิบายมาแล้วในเบื้องต้น ไม่เหมือนท่านที่ชำนาย ท่านที่ชำนาญแล้วท่านจะต้องเข้าสมาธิให้ถึง อัปปนาสมาธิ  แล้วจึงถอนออกมาอยู่แค่ อุปจารสมาธิ เมื่อต้องการจะรู้จะเห็นเหตุการณ์อะไร ท่านจึงวิตกถึงเรื่องนั้น เมื่อวิตกขึ้นแล้วท่านก็ว่างเฉย เมื่อเหตุการณ์อะไรจะเกิดมันก็เกิดขึ้น เมื่อมันไม่มีมันก็จะไม่เกิด เมื่อมันเกิดขึ้นเรื่องนั้น แน่นอนที่สุด เป็นจริงทุกอย่าง</p>
<p>           ไม่เหมือนคนเราในสมัยนี้ ทำฌาน ทำสมาธิยังไม่ทันจะเกิด เอาความอยากไปข่มแล้ว ความอยากจะเห็น อยากจะรู้นั้นนี้ต่างๆ นาน  เมื่อไม่เห็นสิ่งที่ตนต้องการ ก็เลิกล้มความเพียรเสีย หาว่าตนไม่มีบุญมีวาสนา อะไรไปต่าง ๆ นานา ความจริงตนกระทำมานั้นมันถูกหนทางแล้ว มันได้แค่นั้นก็นับว่าดีอักโขแล้ว   พึงยินดีพอใจกับที่ตนได้นั้นก็ดีแล้ว จะไปแข่งบุญวาสนากับท่านที่ได้บำเพ็ญมาแต่ก่อนไม่ได้ แข่งเรือแข่งพายยังพอแข่งกันได้ แข่งบุญวาสนานี้ไม่ได้เลยเด็ดขาด บางท่านบำเพ็ญเพียรมาสักเท่าไร ๆ นิมิตแลความรู้ต่าง ๆ ไม่เกิดเลย ทำไม่ท้อถอย ท่านสามารถบรรลุผลได้เหมือนกัน ท่านที่ได้จตุปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ กับผู้ที่ท่านไม่ได้เลย ถึงพระนิพพานแล้วก็เป็นอันเดียวกัน ไม่เห็นแตกต่างกันตรงไหน</p>
<p>           คำบริกรรมนี้   ถ้าผู้ภาวนายังไม่ชำนาญ ต้องถือเป็นหลัก ภาวนาครั้งใดต้องใช้คำบริกรรมเสียก่อน จะภาวนาโดยไม่ใช้คำบริกรรมไม่ได้ คำบริกรรมที่ดีที่สุด คือ มรณานุสติ พิจารณาความตายแล้วไม่มีอะไรเหลือเหลอ ถ้าผู้ภาวนาชำนาญแล้วพิจารณาอะไรก็ได้ หรือจะไม่ใช้คำบริกรรมเลยก็ได้ที่พิจารณาเอาแต่อารมณ์ของกรรมฐานเลยก็ได้ จิตมันจะมารวมเอง</p>
<p>           คำบริกรรมนี้เมื่อบริกรรมไปนาน ๆ เข้าชักขี้เกียจ ไม่อยากพิจารณาเสีย จะเอาแต่ความสงบอย่างเดียว เพราะเข้าใจว่าตนเก่งพอแล้ว แท้จริง นั้นคือความประมาท ถึงแม้วิปัสสนาก็ไม่พ้นจากมรณานุสตินี้เหมือนกัน แต่วิปัสสนาพิจารณาให้เห็นแจ้งชัดทั้งที่เกิดขึ้น แลดับไป ด้วยเหตุปัจจัยนั้นๆ ของสิ่งทั้งปวง ส่วนฌาน แลสมาธินั้น พิจารณาเหมือนกัน แต่เห็นบางส่วน ไม่เห็นชัดแจ้งตลอดพร้อมด้วยเหตุปัจจัยของมัน แต่ผู้ภาวนาทั้งหลายก็เข้าใจว่าตนเห็นตลอกแล้ว</p>
<p>           ตัวอย่าง ดังยายแก่คนหนึ่งภาวนา บอกว่าตนเห็นตลอดแล้ว ทุกอย่างมันเป็นของไม่เที่ยงทั้งสิ้น แม้แต่ตัวของเรานี้ก็จะต้องแตกดับ แกภาวนาทานอาหารอยู่จิตรวมเข้าภวังค์จนลืมทานอาหารนั่งตงมงอยู่เฉย ๆ ต้มน้ำร้อนถวายพระ นั่งเฝ้ากาน้ำร้อนอยู่จนน้ำเดือดแห้งหมด วันหนึ่งแกนั่งภาวนาอยู่ ปรากฏว่าตัวแกไปนอนขว้างทางรถยนต์อยู่ ขณะนั้นปรากฏว่ารถยนต์วิ่งปรูดมา แกก็คิดว่าตายแล้วเวลานี้ ในใจบอกว่าตายเป็นตาย ที่ไหนได้ พอรถวิ่งมาใกล้ ๆ จวนจะถึงจริง ๆ แกลุกขึ้นทันทีนี้แหละ ความถือว่าตัวตนเข้าไปลี้อยู่ลึกซึ้งมาก ขนาดภาวนาจิตรวมเข้าจนไม่รู้ตัวภายนอกแล้ว ความถือภายในมันยังมีอยู่</p>
<p>           มรณานุสติ ต้องพิจารณาให้ชำนิชำนาญ แลพิจารณาให้บ่อย ๆ จนให้เห็นความเกิดขึ้นแลความดับ เมื่อดับไปแล้วมันไปเป็นอะไร จนเห็นเป็นสภาพธรรมดา ตามเป็นจริงของมันจนเชื่อมั่นในใจของตนเองว่า เราจะไม่หวั่นไหวต่อความตายละ</p>
<p>           กาย แล จิต หรือ รูป กับ นาม ก็ว่าแยกกันเกิด แลแยกกันดับ ฉะนั้น ผู้มีปัญญาทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เมื่อท่านมีทุขเวทนาทางกาย ท่านจึงแยก จิต ออกจาก กาย แล้วจึงเป็นสุข</p>
<p>           เมื่อจะเกิด สัมภาวะธาตุของบิดามาราดาประสมกันก่อน หรือเรียกว่าน้ำเชื้อ หรือเรียกว่าสเปอร์มาโตซัวกับไข่ประสมกันก่อน แล้วจิตปฏิสนธิจึงเข้ามาเกาะ ถ้าธาตุของบิดามารดาประสมกันไม่ได้สัดส่วนกัน เช่น อีกฝ่ายหนึ่งเสีย เป็นต้นว่า มันแดง หรือสีมันไม่ปกติ ก็ประสมกันไม่ติด แล้วปฏิสนธิจิตก็ตั้งไม่ติด เรียกว่ารูปเกิดก่อน แล้วจิตจึงมาเข้าปฏิสนธิภายหลัง</p>
<p>           เวลาดับ จิตดับก่อนกายจึงดับภายหลัง พึงเห็นเช่นคนตาย จิตดับหมดความรู้สึกแล้ว แต่กายยังอบอุ่น เซลล์หรือประสาทยังมีอยู่ คนตายแล้วกลับฟื้นคืนมา ยังใช้เซลล์หรือประสาทนั้นได้ตามเดิม</p>
<p>           เมื่อจิตเข้ามาครองร่างกายอันนี้แล้ว จิตจึงไปยึดร่างกายอันนี้หมดทุกส่วน ว่าเป็นของกู ๆ แม้ที่สุด ร่างกายอันรี้จะแตกดับตายไปแล้ว มันก็ยังถือว่าของกู ๆ ๆ อยู่นั่นเอง พึงเห็นเช่น พวกเหล่านั้นตายไปแล้ว ได้เสวยกรรมดับตายที่ตนได้กระทำไว้แต่ยังเป็นมนุษย์อยู่ ไปเกิดเป็นอมิสกาย เช่น ภูต ผี ปีศาจ หรือเทวบุตร เทวดา เป็นต้น เมื่อเขาเหล่านั้นจะแสดงให้คนเห็น ก็จะแสดงอาการที่เคยเป็นอยู่แต่ก่อนนั้นแหละ เช่น เคยทำชั่ว จิตใจเศร้าหมอง กายสกปรก หรือเคยทำความดี จิตใจใสสะอาด ร่างกายงดงาม สมบรูณ์ ก็จะแสดงอย่างนั้น ๆ ให้คนเห็น</p>
<p>           แม้ที่สุด สัตว์ตายไปนรก ก็แสดงภูมิมินรกนั้นให้คนเห็นชัดเจนเลยทีเดียว แต่แท้จริงแล้วภพภูมิของเขาเหล่านั้น  มนุษย์ธรรมดามาสามารถจะเห็นได้ดอก เพราเขาเหล่านั้นตายไปแล้วยังเหลือแต่จิตกับกรรมที่เขาได้กระทำไว้แล้วเท่านั้น</p>
<p>           มนุษย์คนเรานี้เกิดขึ้นมาแล้ว มายึดถือเอาร่างกายอันนี้ว่าเป็นของกู มันแน่หนาลึกซึ้งถึงขนาดนี้ ท่านผู้ฉลาดมาชำระจิตด้วยการทำสมาธิภาวนา ให้จิตสะอาดบริสุทธิ์แล้ว จนเข้าถึงความเป้นกลางได้ ไม่มีอดีต อนาคต วางเฉยได้ เข้าใจ นั่นแลจึงพ้นจากสรรพกิเลสทั้งปวงได้</p>
<p>           สมาธิ เป็นเรื่องของจิต แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องของวาจา แลกายด้วย เพราจิตมีแล้ว กายแลวาจา จะต้องมี เมื่อจิตมีแล้ว ความวิตก คือวาจา จะต้องมี ความวิตกนั้นและวาจามีแล้ว มันจะต้องวิ่งแส่ส่ายไปในรูปธรรม ที่เป้นของสัตว์ แลมนุษย์ทั้งหลาย แลสิ่งสารพัดวัตถุทั้งปวง ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้จิตจะหาที่เกาะเกี่ยวไม่ได้ จิตของคนเรา ไม่ว่าหยาบ แลละเอียด นับแต่กามาพจรภูมิ รูปาพจรภูมิแลอรูปาพจรภูมิต้องมีรูปธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยกันทั้งนั้น มีอายตนะภายใน ภายนอก มีสัมผัสอยู่เป็นนิจ มีผู้รู้อยู่เสมอ แม้แต่อรูปาพจรจิตก็มีอรูปจิตนั้นแหละเป็นเครื่องอยู่ อรูปจิตนี้ ผู้ได้อรูปฌานแล้ว จะเห็นอรูปจิตด้วยอายตนะภายในของตนเองอย่างชัดทีเดียว</p>
<p>           อายตนะภายใน ในที่นี้มิได้หมายเอาอายตนะภายในหรือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย แลใจ อย่างที่ท่านแสดงไว้นั้น แต่หมายเอาอายตนะภายในของใจ คือ หมายเอาผู้ละอายตนะภายใน มีตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี้หมดแล้ว แต่ยังมีอายตนะภายในของใจยังมีอยู่อีก อย่างที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสอันเป็นพิทย์ เช่น เมื่อตาเห็น ก็มิได้เอาตาธรรมดาที่ไหนไปเห็น แต่เอาตาของใจไปดู รูปที่ตาของใจเห็นนั้น ก็มิใช่รูปที่ตาธรรมดาเห็นอยู่นี้ แต่เป็นรูปที่ตาใจเห็นต่างหาก เสียง กลิ่น รส สัมผัส แลอารมณ์ก็เหมือนกัน</p>
<p>           อายตนะภายในของใจนี้ เมื่อสัมผัสเข้าแล้ว จะซาบซึ้งยิ่งกว่าอายตนะภายในดังที่ว่ามานั้นมากเป็นทวีคูณ แลจะสัมผัสเฉพาะตนเองเท่านั้น คนอื่นหารู้ได้ด้วยไม่ อายตนะภายในของจิตนี้พูดยากผู้ไม่ได้ภาวนาจนเห็นจิตใจของตนเสียก่อนแล้ว จะพูดเท่าไร ๆ ก็ไม่เข้าใจ จะใช้ภาษาคำพูดของคนเราธรรมดาเป็นสื่อสารนี้ยาก จะเข้าใจไม่ได้ ต้องใช้อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบจึงจะพอเข้าใจได้</p>
<p>           เหตุนั้น นักปฏิบัติทั้งหลายผู้ไม่ชำนาญในการปฏิปทา จึงปฏิบัติไม่ต่อยลงรอยกัน ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติใช้คำบริกรรมอย่างเดียวกัน ถ้าเป็นพระคณาจารย์ผู้ใหญ่เสียแล้ว มีลูกศิษย์ลูกหามาก ๆ ก็ยิ่งไปใหญ่เลย ฉะนั้น จึงควรยึดเอาหลักคำสอนของพระศาสดาองค์เดียวกัน แต่สาวกผู้ปฏิบัติไปคนละทางกันเป็นที่น่าอับอายขายขี้หน้าอย่างยิ่ง</p>
<p>           อายตนะภายในที่ว่ามานี้ มันเป็นของหลอกหลวงเหมือนกัน จะเชื่อมันเป้นของจริงเป็นของจังทั้งหมดไม่ได้ ของทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ จะต้องเป็นของจริงบ้างของปลอมบ้างด้วยกันทั้งนั้น สรรพสังขารทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าสิ่งสารพัดวัตถุ สัตว์ มนุษย์ ทั้งปวง ล้วนแล้วแต่เป็นของหลอกลวงกันทั้งนั้น</p>
<p>           โลก คือ จิต ของคนเรา มาหลอกลวงจิตให้หลงในสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นจริงเป็นจัง แต่แล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นแต่เพียงมายาเท่านั้น เกิดมาแล้วก็สลายแตกดับไปเป็นธรรมดาของมัน</p>
<p>           เช่นมนุษย์เกิดมาจากธาตุ ๔ ประชุมกันเข้าเป็นก้อนอันหนึ่ง เขาเรียกกันว่า ก้อนธาตุ จิตมนุษย์เข้าไปยึดถือเอา จึงสมมุติเรียกว่า เป็นมนุษย์ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นหนุ่ม เป็นสาว แต่งงานกันมีลูกออกมา หลงรักหลงใคร่ แล้วโกรธเกลียดชังกัน เบียดเบียน ฆ่าฟัน อิจฉาริษยา ซึ่งกันและกัน ส่วนอาชีพการงานก็เหมือนกัน เกิดมาในโลกกับเขาแล้ว จะไม่ทำก้อยู่กับเขาไม่ได้ ต้องกระทำ ทำมาค้าขาย หรือกสิกรรมกสิกร หรือเป็นข้าราชการ ทำไปจนวันตายก็ไม่จบไม่สิ้น คนนี้ตายไปแล้วคนใหม่เกิดมาตั้งต้นทำอีก ยังไม่ทันหมดทันสิ้นก็ตายอีกแล้ว</p>
<p>           ตราบใดโลกนี้ยังมีอยู่ มนุษย์คนเราก็เกิดมาทำอย่างนี้ร่ำไปทุก ๆ คน เมื่อตายไปแล้วก็ไม่มีใครหอบเอาสิ่งที่ตนกระทำไว้นั้นไปด้วยสักคนเดียว แม้แต่ร่างกายก็ทอดทิ้ง เว้นแต่กรรมดี แลกรรมชั่ว ที่ตนทำไว้เท่านั้น ที่ตามจิตใจของตนไป</p>
<p>           โลกจิต ที่มีวิญญาณครองยังหลอกจิตได้ ไม่เห็นแปลกอะไร แม้ที่สุด โลกที่หาวิญญาณครองไม่ได้ ก็ยังหลอกจิตเลย เราจะเห็นได้จากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น ป่า ดง พงไพร ต้นไม้ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด เกิดในดงงดงาน เขียวชอุ่ม ประกอบด้วยกิ่ง ก้าน ดอก ผล เป็นช่อระย้าเรียงลำดับเป็นระเบียบเรียบร้อย ยิ่งกว่าคนเอาไประดับตกแต่งไว้ ใครเห็นแล้วก็นิยมชมว่าสวยงามส่วนเผาเล่า ก็มีชะโงกเงื้อมงุ้ม เป็นตุ่ม เป็นต่อม มีชะง่อน ชะเงื้อม เพิงผา ดูน่าอัศจรรย์เป็นหลั่นเป็นถ้องแถว ดังคนเอามาเรียงลำดับให้วิจิตรงดงาม</p>
<p>           ส่วนแม่น้ำลำธารซึ่งตกลงแต่ที่สูง แล้วก็ไหลลงสู่ที่ต่ำ เป็นลำธาร มีแง่มีมุม เป็นกลุ่มเป็นดอนมีน้ำไหลวกวนเวียน มีหมู่มัจฉาปลาหลากหลายพันธุ์ว่ายวนเป็นหมู่ ๆ ดูแล้วก็จับใจ ดูไป เพลินไปทำให้ใจหลงใหลไปตาม ๆ กัน ดูแล้วเหมือนของเหล่านั้นจะเป็นจริงเป็นจัง เดี๋ยว ๆ ของเหล่านั้นก็อันตรธานหายจากความทรงจำของเรา หรือมิฉะนั้นคนเราก็จักต้องอันตรธานหายไปจากสิ่งเหล่านั้นไม่มีอะไรเหลือหลออยู่ในโลกนี้สักอันเดียว เป็นอนิจจังทั้งสิ้น</p>
<p>           เมื่อของในโลกนี้เป็นของหลอกลวงได้ “<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ธรรม">ธรรม</a>” ธรรมที่เป็นโลกีย์ ก็หลอกลวงได้เหมือนกันเราจะเห็นได้จากการนั่งสมาธิภาวนา เมื่อจิตจะรวมเข้าเป็นสมาธิ ตกใจผวา เหมือนกับมีคนมาผลักบางทีมีเสียงเปรี้ยงเหมือนเสียงฟ้าผ่าลงมาก็มี บางทีกายของเราแตกออกเป็นซีก ๆ ก็มี บางทีมีแสงสว่างจ้าขึ้นมาแลเห็นสิ่งต่าง ๆ เข้าใจว่าเป็นจริงเป็นจัง พอลืมตาขึ้นหายหมด สารพัดแต่มันจะเกิดบางทีพอจิตจะรวมเข้าไป ปรากฏเห็นภูตผี ปีศาจ ทำเป็นหน้ายักษ์หน้ามารมา เลยกลัววิ่งหนี เลยเสียสติเป็นบ้าไปก็มี ธรรมที่ยังเป็นโลกีย์อยู่ก็หลอกลวงได้ เช่นเดียวกับโลก ๆ เรานี้แหละ</p>
<p>           บางทีเราพิจารณาร่างกายอันนี้ให้เป็นอสุภะ เมื่อใจเราน้อมเชื่อมั่นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันเลยเกิดอสุภะขึ้นมา เปื่อยเน่าเฟะไปทั้งตัวเลย แต่แท้ที่จริงแล้ว ร่างกายมันก็เป็นอสุภะธรรมดาๆ เท่าที่มันมีอยู่นั่นแหละ แต่เราเข้าใจผิด หลงไปเชื่อตามจิตมันหลอก เลยหลงเชื่อว่าเป็นอสุภะจริงๆ ไปยึดถือเอาจนเหม็นติดไม้ติดมือติดตัว ไปไหนก็มีแต่กลิ่นอสุภะทั้งนั้น</p>
<p>           จิตที่เราฝึกหัดให้เข้าถึงธรรมแล้ว แต่ธรรมนั้นมันยังเป็นโลกียะอยู่ มันหลอกได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงเทศนาว่า “จิตหลอกจิต” เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าจิตหลอกจิต เรื่องเหล่านี้มันยากอยู่เหมือนกัน ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องของจิต เรื่องของใจ จิต กับ ใจ มันคนละอันกัน ดังภาษาชาวบ้านที่พูดกันว่า ใจๆ นั่นแหละ ใจ เขาหมายเอาของที่เป็นกลางกลาง อะไรทั้งหมดที่เป็นของกลางแล้ว เขาเรียกว่าใจ ทั้งนั้น</p>
<p>           คราวนี้มาพูดถึงเรื่อง จิต คือผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง สัญญาอารมณ์ร้อยแปดพันเก้า ไม่มีที่สิ้นสุด นั้นเป็นเรื่องของ จิต ตามความรู้สึกของคนทั่วไปแล้ว จิต กับ ใจ มักจะเป็นอันเดียวกัน ดังพูดออกมาเมื่อไม่สบายว่า “ไม่สบายใจ จิตใจหงุดหงิด” ดังนี้เป็นต้น ถ้าสบายใจก็บอกว่า “จิตใจมันปลอดโปร่งโล่งไปหมด”</p>
<p>           จิต แล ใจ  แยกออกไว้เป็นคนละส่วนกัน บางทีท่านก็เรียกว่า จิตเป็นของผ่องใสอยู่เป็นนิจแต่อาคันตุกะกิเลสจรมา ทำให้จิตเศร้าหมองต่างหาก หรือบางทีท่านก็ว่าจิตเป็นของเศร้าหมอง จิตนี้เป็นของผ่องใสสะอาด อะไรหลายอย่างต่าง ๆ นานา ทำให้ผู้ศึกษาเรื่อ จิต  เรื่อง ใจ  ยุ่งกันไปหมด</p>
<p>           จิต นี้ถ้าเราจะพิจารณาด้วยสามัญสำนึกแล้ว มันให้คิด ให้นึก ให้ปรุง ให้แต่ง ไปต่าง ๆ นานสารพัดร้อยแปดพันอย่าง ยากที่บุคคลจะห้ามให้อยู่ในอำนาจของตนได้ แม้ที่สุดแต่นอนหลับไปแล้วยังปรุงแต่งท่องเที่ยวไปเลย อย่างเราเรียกว่า ฝัน ปรุงแต่งไปทำธุรกิจการงานต่าง ๆ ไปทำสวน ทำนา ไปค้าขาย หาเงินหาทอง อาชีพต่างๆ หรืออาฆาตบาดหมาง ฆ่าฟันกัน เป็นต้น</p>
<p>           ถ้าเราฝึกหัด จิต ของตนที่ดิ้นรนนี้ให้สงบอยู่เป็นหนึ่งได้แล้ว เราจะมองเห็นจิตที่เป็นหนึ่งนั้นเป็นหนึ่งอยู่ต่างหาก กิเลส มีโทสะ เป็นต้นนั้น อยู่อันหนึ่งต่างหาก จิต กับ กิเลส มิใช่อันเดียวกัน ถ้าอันเดียวกันแล้ว ใครในโลกนี้จะทำใจให้บริสุทธิ์ได้ จิต เป็นผู้ไปปรุงแต่งเอา กิเลส มาไว้ที่จิตต่างหาก แล้วก็ไม่รู้ว่าอันใดเป็น จิต อันใดเป็น กิเลส </p>
<p>           พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า จิตฺตํ ปภสฺสรํ อาคนฺตุเกหิ กิเลเสหิ จิตเป็นของผ่องใสอยู่ทุกเมื่อกิเลสเป็นอาคันตุกะจรมาต่างหาก นี้ก็แสดงว่า พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดแล้ว</p>
<p>           ของในโลกนี้ต้องประสมกันทั้งหมดจึงเป็น โลก  ของอันเดียวมีแต่ ธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ผู้เห็นธรรมเป็นองหลายอย่างต่าง ๆ กัน ผู้นั้นได้ชื่อว่ายังเข้าไม่ถึงธรรม นัยหนึ่งเหมือนกับน้ำเป็นของใสสะอาด เมื่อบุคคลนำเอาสีมาประสมย่อมมีสีต่าง ๆ เช่น เอาสีแดงมาประสมน้ำก็เลยเป็นสีแดงไป เมื่อเอาสีดำมาประสม น้ำก็เลยเป็นสีดำไป สุดแท้แต่จะเอาสีอะไรมาประสม น้ำก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นสีนั้น ๆ แท้จริงแล้วน้ำเป็นของใสสะอาดอยู่ตานเดิม หากผู้มีปัญญาสามารถกลั่นกรองเอาน้ำออกมาได้ น้ำก็ใสสะอาดเป็นปกติอยู่ตามเดิม สีเป็นเครื่องประสมน้ำให้เป็นไปต่างๆ</p>
<p>           น้ำ เป็นของมีประโยชน์มาก สามารถชำระของสกปรกสิ่งโสโครกทั้งปวงให้สะอาดได้ ความสะอาดของตนมีอยู่แล้ว ยังสามารถแทรกซึมเข้าไปในสิ่งโสโครกทั้งปวง ชำระเอาสิ่งโสโครกเหล่านั้นออกมาได้ นี่ก็ฉันใด ผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมสามารถกลั่นกรองเอาจิตของตนที่ปะปนกับกิเลสออกมาได้ ฉันนั้น</p>
<p>           คราวนี้มาพูดกันถึงเรื่อง จิต กับ ใจ ให้เข้าใจกันก่อน จึงค่อยพูดกันถึงเรื่องกิเลส อันเกิดจากจิตต่อไป</p>
<p>           จิต คือผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรง สังขาร สัญญาอารมณ์ทั้งหมดเกิดจากจิต เมื่อพูดถึงจิตแล้วไม่นิ่งเฉยได้เลย แม้ที่สุดเรานอนอยู่ก็ปรุงแต่งไปร้อยแปดพันเก้า อย่างที่เราเรียกว่า ฝัน นั่นเอง จิตไม่มีการนิ่งอยู่เฉยได้ จิตนอนหลับไม่เป็น แลไม่มีกลางคืนกลางวันเสียด้วย ที่นอนหลับนั้นมิใช่จิต กายต่างหาก มันเหนื่อยจึงพักผ่อน จิต เป็นของไม่มีตัวตน แทรกซึมเข้าไปอยู่ได้ในที่ทุกสถาน แม้แต่ภูเขาหนาทึบก็ยังแทรกเข้าไป แทรกทะลุปรุโปร่งได้เลย จิต นี้มีอภินิหารมาก เหลือที่จะพรรณนาให้สิ้นสุดได้</p>
<p>           ใจ คือเป็นผู้เป็นกลาง ๆ ในสิ่งทั้งปวงหมด ใจก็ไม่มีตัวตนอีกนั่นแหละ มีแต่ผู้รู้อยู่เฉย ๆ แต่ไม่มีอาการไป อาการมา อดีตก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มีบุญแลบาปก็ไม่มี นอกแลในก็ไม่มีกลางอยู่ตรงไหน ใจ ก็อยู่ตรงนั้น ใจ หมายความเป้นกลาง ๆ ดังภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ในมือ ก็หมายเอาท่ามกลางมือ ใจเท้า ก็หมายเอาท่ามกลางเท้า แม้ที่สุดเมื่อถ้าถึงใจคนเรา ก็ต้องชี้เข้าท่ามกลางหน้าอก แต่แท้จริงแล้วที่นั้นไม่ใช่ใจ นั่นเป็นแต่หทัยวัตถุ เครื่องสูบฉีดเลือดที่เสียแล้วกลับเป็นของดีให้ไปหล่อเลี้ยงสิ่งต่าง ๆ ในสรรพพางค์ร่างกายเท่านั้น ตัวใจแท้มิใช่วัตถุ เป็นมานธรรม</p>
<p>           จิต กับ ใจ  โดยความหมายแล้วก็อันเดียวกัน ดังพระพุทธเจ้าตรัส ว่า “จิตอันใด ใจก็อันนั้นใจอันใด จิตก็อันนั้น” จิต กับ ใจ เป็นไวพจน์ของกันและกัน ดังพุทธภาษิตว่า จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกหัดดีแล้วนำความสุขมาให้ หรือ มโนปุพฺพํ คมาธมฺมา ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน เป็นต้น แต่โดยส่วนมากท่านจะพูดถึงเรื่องจิตเป็นส่วนมาก เช่น เรื่องพระอภิธัมม์ จะพูดแต่เรื่องจิตเจตสิกทั้งนั้น จะเป็นเพราะจิตทำงานมากกว่าใจ ไม่ว่าจะเรื่องของกิเลส หรือเรื่องของการชำระกิเลส (คือ ปัญญาเป็นหน้าที่ของจิตทั้งนั้น)</p>
<p>           กิเลสมิใช่จิต จิตไม่ใช่กิเลส แต่จิตไปยึดเอากิเลสมาปรุงแต่งให้เป็นกิเลส ถ้าจิตกับกิเลสเป็นอันเดียวกันแล้ว ใครในโลกนี้จะชำระกิเลสให้หมดได้</p>
<p>           จิต แล กิเลส เป็นแต่นามธรรมเท่านั้น หาได้มีตัวมีตนไม่ จิตที่ส่งไปทาง ตา หู เป็นต้น ก็มิใช่ตา หู เป็นกิเลส แต่จิตกระทบกับอายตนะจึงเป็นเหตุให้กิเลสเท่านั้น เมื่อตา เป็นต้น กระทบกับรูป</p>
<p>           ให้เกิดความรู้สึกแล้วความรู้นั้นก็หายไป จิตไปตามเก็บความรู้สึกนั้นมาเป็นอารมณ์ จึงเกิดกิเลส ดีแลชั่ว รักแลชัง ต่างหาก ผู้ไม่เข้าใจ ไปหลงว่าจิตเป็นกิเลส ไปแก้แต่จิต ตัวกิเลสไม่ไปแก้ไม่ไปแยกเอาจิตให้ออกจากกิเลส อย่างนี้ แก้เท่าไร ๆ ก็แก้ไม่ออก เพราะแก้ไม่ถูกจุดสำคัญของจิต จิตไปหลงยึดเอาสิ่งสารพัดวัตถุ เครื่องใช้ต่าง ๆ มาเป็นของกูๆ ติดมั่นอยู่ในสิ่งนั้น ๆ มันเลยเป็นกิเลส</p>
<p>           เป็นต้นว่า เรือกสวน ไร่นา ทรัพย์สินเงินทอง วัตถุต่าง ๆ แม้ที่สุดแต่บุตร ธิดา สามี ภรรยา พี่ ป้า น้า อา เป็นที่สุด ว่าเป้นของกู ๆ จิตเลยเป็นกิเลส แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันเป็นอยู่อย่างไร มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มันหาได้เป็นตามความหลงยึดมั่นถือมั่นของเราไม่ ดังภรรยาสามีของเรา หลงยึดมั่นถือมั่น สำคัญว่าเป็นของเราจริง ๆ ราวกับว่าเอาหัวใจของเขามาไว้ในหัวของเราเลยทีเดียว เวลาเขาคิดจะทำมิจฉาจาร เขาไม่ได้บอกเราเลยสักนิดเดียว พอรู้เรื่อง เราเกิดความทุกข์ระทมใจแทบตาย นี่ก็เพราะ ความหลง ไม่เห็นตามความเป็นจริงของมันนั่นเอง ยิ่งเป็นสิ่งที่วิญญาณไม่ได้เสียแล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เช่น เพชร นิล จินดา ราคามาก ๆ เก็บใส่ตู้ใส่หีบไว้แน่นหนา กลัวขโมยจะมาลักเอาไป แต่ตัวมันเองหาได้รู้สึกอะไรไม่ ใครมาลักมาขโมยเอาไปก็ไม่มีความรู้สึก จะโวยวายก็ตัวเจ้าของผู้ไปยึดมั่นถือมั่นนี้ต่างหาก กิเลสตัวผู้ไปยึดถือนี้มันร้ายกาจเอาเสียจริง ๆ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด มันเข้าไปยึดถือเอาเลย แล้วก็ฝังตัวลึกเข้าไปจนถอนไม่ขึ้น</p>
<p>           จิต ใจ แล กิเลส มีความหมายดังได้อธิบายมานี้</p>
<p>           จิต ผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนอบรมไว้ให้ดีแล้ว มีแต่จะนำให้กิเลสมาทับถมถ่ายเดียว ตรงกันข้าม ถ้าผู้ได้ฝึกฝนอบรม จิต ไว้ดีแล้ว ก็จะเป็นขุมทรัพย์อันมหาศาล เพราะจิตเป็นผู้แส่ส่ายแสวงหากิเลสใส่ตัวเอง พร้อม ๆ กันนั้นก็เป็นผู้แสวงหาปัญญามาให้ตัวอีกด้วย</p>
<p>           บ่อเกิดกิเลสของจิต ก็ไม่พ้นจากอายตนะทั้ง ๖ ซึ่งจิตเคยใช้อยู่ประจำแล้ว อายตนะทั้ง ๖ นี้ เป็นสมบัติอันล้ำค่าของจิต เท่ากับแก้วสารพัดนึกของจิตก็ว่าได้ จะใช้ให้ไปดูรูปที่สดสวยงดงามสักปานใดก็ได้ ตา ก็ไม่อั้น ตามัว ตาเสีย ไปหาแว่นมาใส่ก็ยังได้ หู ก็ยิ่งใช้ได้ดีใหญ่เลย ตาหลับแล้วหูยังได้ฟัง ได้ยินสบายเลย จมูก ก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องไปยืมเอาตา แลหู มาดมกลิ่นแทน แต่จมูกจะต้องรับหน้าที่คนเดียว ดมกลิ่นเหม็นกลิ่นหอมด้วยตนเองทั้งนั้น ลิ้น ก็ไม่ต้องเกี่ยวให้ตา หู จมูก มาทำหน้าที่รับรสแทนเลย พอป้องอะไรเข้าในปากเท่านั้นแหละ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ลิ้นจะต้องรับหน้าที่รับรู้ว่า รสเผ็ด เค็ม หวาน เปรี้ยว อร่อย แลไม่ อร่อย ทันที กาย ก็รับรู้ว่าสัมผัสอันนี้นิ่มนวล อ่อน แข็ง อะไร ต่าง ๆ ยิ่ง ใจ แล้ว มโนสัมผัส รู้คิดนึกอะไรต่อมิอะไรด้วยตนเอง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องด้วยอายตนะทั้ง ๕ หรือจิตใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นหน้าที่ของใจโดยเฉพาะเลยทีเดียว</p>
<p>           ทั้ง ๕ – ๖ นี้เป็นของเก่า เคยรับใช้จิตมานานแล้วจนคล่องแคล่วทีเดียว แต่ให้ระวังหน่อยของเก่าเราเคยใช้มา ให้ความสุขสบายมานานนั้น มันอาจทำพิษให้เราเมื่อไรก็ได้ ดังโบราณท่านกล่าวไว้ว่า ข้าเก่า งูเห่า เมียรัก ไม่ควรไว้วางใจของ ๓ อย่างนี้ มันอาจทำพิษให้เราเมื่อไรก็ได้</p>
<p>           เมื่ออธิบายให้เข้าใจถึงเรื่อง จิต แล ใจ พร้อม กิเลส เครื่องเศร้าหมองของจิตแล้ว ผู้ต้องการที่จะกำจัดกิเลสให้พ้นออกจากจิตของตน พึงหัดสมาธิให้ชำนาญเสียก่อน จึงแยกจิต แล กิเลส ออกจากกันได้ ถ้ามิฉะนั้นแล้ว จิตแลกิเลสจะเป็นอันเดียวกันเลย ไม่ทราบว่าจะแยกอย่างไร กันออก ถ้ามีสมาธิแลชำนาญแล้ว การแยกจิตแลกิเลสออกจากกันจะค่อยง่ายขึ้น คือ จิตตั้งมั่นในอารมณ์อันเดียวแล้ว เรียกว่า สมาธิ สมาธิ ไม่มีอาการส่งส่ายไปภายนอก นั้นเป็นที่ตั้งฐานของการต่อสู้กับกิเลส จิตที่มันส่งส่ายไปหาอารมณ์ภายนอกนั้น มันส่งส่ายไปหากิเลส</p>
<p>           ถ้าหากเรากำหนดรู้เท่าทัน อย่าให้มันไปหมายมั่นสัญญาจดจำแลปรุงแต่ง ให้มีแต่เพียงรู้เฉยๆ กิเลสมันก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะจิตนี้กว่าจะเกิดกิเลสขึ้น มันต้องจดจำ ดำริ ปรุงแต่ง มันจึงเกิดขึ้นเพียงแต่รู้เฉย ๆ กิเลสไม่มี เช่น ตาเห็นรูป ก็สักแต่ว่าเห็น มันไม่เกิดกิเลสอะไร</p>
<p>           ถ้าตาเห็นรูป จดจำ ว่าเป็นหญิง เป็นชาย   ว่าดำ ว่าขาว สวย แลไมสวย แล้วดำริ ปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา มันเกิดกิเลสตามเราปรุงแต่ง จึงมาทับถมจิตเราผ่องใสอยู่แล้วให้เศร้าหมองไป สมาธิเลยเสื่อม กิเลสเลยเข้ารุมล้อม</p>
<p>           หูฟังเสียง ก็เช่นเดียวกัน เมื่อหูฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง อย่าไปจดจำ หรือดำริ ปรุงแต่งในเสียงนั้น ๆ ฟังแล้วก็ผ่านไป ๆ มันก็จะไม่เกิดกิเลสอะไร เหมือนกับเราฟังเยงนก เสียงกา หรือเสียงน้ำตก เป็นต้น ส่วนอายตนะอื่น ๆ นอกนั้น มีจมูกเป็นต้น ก็ทำนองเดียวกัน</p>
<p>           เมื่อเราฝึกหัดสมาธิให้ชำนิชำนาญแล้ว เวลาอายตนะทั้งหลาย มีตาเห็นรูป เป็นต้น จะกำหนดจิตให้เข้าถึงสมาธิ แล้วจิตก็จะมองเห็นรูป สักแต่ว่ารูปเฉย ๆ จะไม่จดจำว่ารูปเป็นหญิง เป็นชาย เป็นหนุ่ม เป็นแก่ ขาวแลดำ สวย แลไม่สวย แล้วก็ไม่ดำริปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา กิเลสก็จะไม่เกิดในที่นั้น ๆ การชำระจิตอย่างที่ว่ามานี้ เป็นแต่ชำระได้ชั่วคราว เพราะเหตุทำสมาธิให้มั่นคงชำนิชำนาญ ถ้าสมาธิไม่มีกำลังแล้ว ไม่ได้ผลเลย ถ้าจะชำระจิตให้สะอาดหมดจริงจังแล้ว ต้องทำวิปัสสนา ซึ่งจะกล่าวต่อไปขางหน้า</p>
<p>           ฌาน สมาธิ วิทยาศาสตร์ ใช้นามธรรมพิจารณารูปอย่างเดียวกัน แต่ต่างกันในความหมายแลความประสงค์ ฌาน แลสมาธิ ดังอธิบายมาแล้ว จะอธิบายซ้ำอีกเล็กน้อยเพื่อทวนความจำ</p>
<p>           ฌาน พิจารณาด้วยนามธรรม คือ จิต เอาไปเพ่งรูปธรรม คือ เช่น เพ่งร่างกายอันนี้ให้เห็นเป็นธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม จิตน้อมเชื่อมั่นว่าตัวของเราเป็นสิ่งนั้นจริง ๆ จนเกิดภาพเป็นดินขึ้นมาจริง ๆ บางทีตนเองพิจารณาเห็นภาพหลอกลวง ว่าเป็นสิ่งนั้นจริง ๆ จนกลัว เลยเกิดวิปริตจิตเป็นบ้าก็มี แลยังมีอาการมากกว่านี้อีกแยะ นี้เป็นเรื่องของ ฌาน</p>
<p>           เรื่องของ สมาธิ ก็พิจารณาอย่างนั้นเหมือนกัน แต่พิจารณาเป็น ๒ นัย คือ ไม่เห็นแต่ภายในเห็นทั้งภายนอกด้วย เห็นภายในคือเห็นแบบ ฌาน เห็นว่าร่างกายของเราเป็นอสุภะ เปื่อยเน่าเป็นของน่าเกลียด ความเห็นอีกอันหนึ่งเห็นว่ามันจะน่าเกลียดอะไร เราอยู่ด้วยกันมาแต่ไหนแต่ไรมา เราก็ไม่เห็นเป็นอะไร มันเป็นอสุภะก็ของธรรมดาร่างกาย มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้นแต่ไรมาแล้ว นี่เป็นความเห็นของผู้ฝึกหัดสมาธิ</p>
<p>           เรื่องของ วิทยาศาสตร์ ก็พิจารณาอย่างนั้น พิจารณาจนนิ่งแน่วลงสู่เรื่องนั้นจริง ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วก็จะไม่รู้เรื่องเหล่านั้น เช่น พิจารณากายวิภาค เห็นเรื่องของกายมนุษย์คนเรา มีชิ้นส่วนประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ให้เคลื่อนไหวไปมาได้อย่างนี้ ๆ แล้วก็บันทึกไว้เป็นตำรา เรียนกันต่อ ๆ ไปนี้เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ดีเหมือนกัน ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ เราเกิดมาก็ไม่ได้เห็นสิ่งต่างๆ ในโลกนี้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือสร้างโลก ของผู้ยังติดอยู่ในโลก ยังไม่เบื่อ บางคนอายุตั้ง  ๑๐๐ ปี ยังไม่อยากตาย ยังขออยู่ไปอีกสัก ๕๐-๖๐ ปีก่อน นักวิทยาสาสตร์สร้างภาพยังไม่จบ ตายไปแล้ว คนอื่นเกิดมาสร้างใหม่อีก ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย มาสร้างโลก อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น</p>
<p>           นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากมักเห็นว่าตายไปแล้วก็หมดเรื่องไปเรื่องหนึ่ง หรือเราเคยเป็นอะไร มีวิทยฐานะเช่นไรอยู่ในโลกนี้ ตายไปแล้วก็จะเป็นอยู่อย่างเคยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้นทำกรรมอยู่นั้นเอง เช่น เขาแต่งมนุษย์เพศชายให้เป็นหญิงได้ ดังนี้เป็นต้น เขาเชื่อว่ากรรม คือ ตัวมนุษย์วิทยาศาสตร์เองเป็นผู้แต่งคน ไม่ใช่กรรม คือบุญ แลบาป เป็นของไม่มีตัวตน ของไม่มีตัวตนจะมาทำของที่มีตัวตนได้อย่างไร</p>
<p>           ท่านผู้รู้ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านเหล่านั้น เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เราเกิดมาเวียนว่ายตายเกิด นับเป็นอเนกอนันตชาติเพราะกรรมเก่า เกิดมาใช้กรรมเก่ายังไม่หมดสิ้น ทำกรรมใหม่อีกแล้ว เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดภพตลอดชาติ ท่านเรียกว่า วัฏฏะ ๓ เกิดมาเรียกว่า วิปากวัฏฏ์ เกิดจากวิบากของกรรม เกิดมาแล้วต้องประกอบกรรม ไม่ทำดีก็ทำชั่ว เรียกว่า กัมมวัฏฏ์ การประกอบกรมมันต้องมีเจตนา เจตนานั้นเป็นกิเลส เรียกว่า กิเลสวัฏฏ์ ผลของกิเลสนั้นเรียกว่า วิปากวัฏฏ์   วิปากวัฏฏ์ กลับมาเกิดอีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จบจักสิ้นสักที ผู้รู้ทั้งหลายท่านเห็นโทษของความเกิด เบื่อหน่ายในความเกิด หาวิธีไม่ให้เกิดอีกด้วยการหัดทำฌาน สมาธิ แลเจริญปัญญา วิปัสสนา รู้แจ้งแทงตลอด เห็นตามสภาพเป็นตามธรรมดาของมัน ปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงหมด จิตใจสะอาด กลายมาเป็นใจ กิเลสตามไม่ทัน</p>
<p>            วิทยาศาสตร์เพ่งพิจารณาจนเห็นชัดแจ้งตามเป็นจริง แต่เป็นรูปธรรม เป็นของภายนอก แล้วบันทึกเป็นตำราสอนกันต่อ ๆ ไป ส่วนในทางธรรม ต้องฝึกหัดทำ ฌาน สมาธิ แลปัญญาวิปัสสนา รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งนั้น ๆ ที่เป็นธรรมทั้งเป็นนามธรรม ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ แลไม่สารารถจะบันทึกออกมาเป็นรูปธรรมได้ แต่พูดรู้เรื่องกันได้ในพวกผู้ปฏิบัติด้วยกัน</p>
<p>           นักพูดธรรมะจงระวัง พูดถึงเรื่อง ฌาน กลับเป็นสมาธิ แลวิทยาศาสตร์เสีย เลยไม่รู้ตัว เมื่อพูดถึงเรื่อง สมาธิ เลยกลายเป็นฌาน แลวิทยาศาสตร์ไปฉิบ ขอทั้ง ๓ อย่างนี้ใกล้กันมาก</p>
<p>           นักปฏิบัติทั้งหลายใจร้อน เรียกว่าเชิงสุกก่อนห่าม หรือตายก่อนเกิด ทำความสงบบริกรรมภาวนา ใจยังไม่เป็นสมาธิ อยากจะรู้จะเห็นสิ่งต่าง ๆ เลยนึกปรุงแต่งไปตามมติของตน แลมันก็เป็นตามนั้นจริง ๆ ถึงแม้ถึงขั้นสมาธิภาวนาแล้ว ผู้ไม่ชำนาญในสมาธิภาวนาของตน ก็ยังปรุงแต่งไปได้เลย สำคัญว่าตนเกิดความรู้จากภาวนา ถ้านักปฏิบัติจริงแล้วจะไม่อยากรู้อย่างนั้น มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำสมาธิ ให้จิตสงบอย่างเดียว มันจะเกิดความรู้อะไรหรือไม่ก็ตาม ถือว่าสมาธิความสงบเป็นของสำคัญ สมาธิความสงบมั่นคงดีแล้ว ปัญญาความรู้อะไรต่าง ๆ มันจะไปไหนพ้น อุปมาเหมือนไฟยังไม่ดับ แสงสว่างแลความร้อนย่อมมี</p>
<p>           ผู้ทำสมาธิมั่นคงดีแล้วไม่อะไรทั้งหมด ขยันทำแต่สมาธิ ทั้งกลางวัน แลกลางคืน ไม่คิดถึงความเหนื่อยยากลำบากอะไร ขอให้ได้สมาธิแล้วก็พอ นั้นได้ชื่อว่า “นักปฏิบัติ” โดยแท้</p>
<p>           ในที่นี้ ผู้เขียนอยากจะแสดง ฌาน กับ สมาธิ ให้เห็นความแตกต่างกัน พอเป็นนิเทศสักเล็กน้อย ฌาน แลสมาธิ มิใช่อันเดียวกัน ท่านผู้รู้ทั้งหลายท่านก็แสดงว่า ฌานอันหนึ่ง สมาธิอันหนึ่งเพราะท่านแสดงองค์ฌานแลการละก็ต่างกัน ถึงฌาน แลสมาธิจะใช้คำบริกรรมอย่างเดียวกัน แต่การพิจารณามันแตกต่างกัน ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว แม้ความรู้ก็ต่างกัน ตัวอย่าง เช่น</p>
<p>           พิจารณาความตาย ฌาน พิจารณาแต่ตาย ๆ อย่างเดียว จนจิตนิ่งแน่ลงเป็นฌาน รวมเข้าเป็นภวังค์ บางทีก็นิ่งเฉยไม่รู้ตัว อย่างนี้เรียกว่านั่งหลับได้เป็นนาน ๆ ตั้งหลายชั่วโมงก็มี บางทีนิ่งเฉยอยู่ยินดีกับความสุขสงบของฌานนั้น พูดง่าย ๆ จิตใดที่บริกรรมภาวนานึกน้อมเอาแต่คำบริกรรมนั้นอย่างเดียว แล้วน้อมเอาจิตนั้นให้เข้าสู่ภวังค์ คือสุขสงบอย่างเดียว จนจิตเข้าสู่ภวังค์ จะหายหรือไม่หายเงียบก็ตาม เรียกว่า ฌาน หรือจะพิจารณาของภายนอก เช่น ดิน หรือ น้ำ-ไฟ-ลม ก็ตาม ล้วนแล้วแต่เพ่งพิจารณาเพื่อน้อมจิตให้รวมเข้าเป็นภวังค์ทั้งนั้น แล้วก็ยินดีพอใจกับความสุขสงบอย่างเดียว</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_483_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/483?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_483_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=483&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b4%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2" title="ตอนที่ 2" rel="tag">ตอนที่ 2</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5" title="พระนิโรธรังสี" rel="tag">พระนิโรธรังสี</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81" title="สิ้นโลก" rel="tag">สิ้นโลก</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิ้นโลก เหลือธรรม</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 May 2009 02:08:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สิ้นโลก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=468</guid>
		<description><![CDATA[โลก คือ จิตของคนเรา มาหลอกลวงจิต ให้หลงในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นจริงเป็นจัง แต่แล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นแต่เพียงมายาเท่านั้น เกิดมาแล้วก็สลาย แตกดับไปเป็นธรรมดาของมัน
พระพุทธเจ้าได้อุบัติเกิดขึ้นมาในโลก   เป็นศาสดาเอกด้วยการตรัสรู้ชองเอง   ไม่มีใครเป็นครูอาจารย์สอน   แล้วก็นำเอาธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น   มาสอนแก่มนุษย์ทั้งปวง   ด้วยธรรมที่สอนนั้นสอนมีเหตุมีผล   มิใช่ไม่มีเหตุไม่มีผล เป็นของอัศจรรย์   สมควรที่ผู้ฟังทั้งหลายตรึกตรองแล้วจะเข้าใจได้แลไม่ได้บังคับให้ผู้ใดมานับถือ   แต่เมื่อผู้ฟังทั้งหลายมาตรึกตรองตามเหตุผลแล้ว   เห็นดี เห็นชอบ มีเหตุมีผล แล้วเลื่อมใสศรัทธา   จึงเข้ามานับถือด้วยตนเอง  ซึ่งผิดจากศาสนาอื่นแลลัทธิอื่น บางลัทธิบางศาสนาอื่น   ซึ่งเขาห้ามไม่ให้วิจารณ์ศาสนาของเขา ส่วนพุทธศาสนา ท้าให้วิจารณ์ได้เต็มที่เลยวิจารณ์เห็นเหตุ เห็นผล แน่ชัดด้วยตนเองแล้ว จึงนับถือด้วยความเป็นอิสระ แลเมื่อยอมรับนับถือแล้ว   ความคิดความเห็น และการปฏิบัติ ก็จะเป็นไปในแนวเดียวกันทั้งหมด   โดยที่มิได้บังคับ หรือนัดแนะกันไว้ก่อนเลย หากแต่เป็นไปตามเหตุผล ดังนี้คือ

 
           ขั้นที่ 1 เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม   “กมฺมสฺสกา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา ยํ กมฺมํ กริสฺสนฺติ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลก คือ จิตของคนเรา มาหลอกลวงจิต ให้หลงในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นจริงเป็นจัง แต่แล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นแต่เพียงมายาเท่านั้น เกิดมาแล้วก็สลาย แตกดับไปเป็นธรรมดาของมัน</p>
<p>พระพุทธเจ้าได้อุบัติเกิดขึ้นมาในโลก   เป็นศาสดาเอกด้วยการตรัสรู้ชองเอง   ไม่มีใครเป็นครูอาจารย์สอน   แล้วก็นำเอาธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น   มาสอนแก่มนุษย์ทั้งปวง   ด้วยธรรมที่สอนนั้นสอนมีเหตุมีผล   มิใช่ไม่มีเหตุไม่มีผล เป็นของอัศจรรย์   สมควรที่ผู้ฟังทั้งหลายตรึกตรองแล้วจะเข้าใจได้แลไม่ได้บังคับให้ผู้ใดมานับถือ   แต่เมื่อผู้ฟังทั้งหลายมาตรึกตรองตามเหตุผลแล้ว   เห็นดี เห็นชอบ มีเหตุมีผล แล้วเลื่อมใสศรัทธา   จึงเข้ามานับถือด้วยตนเอง  ซึ่งผิดจากศาสนาอื่นแลลัทธิอื่น บางลัทธิบางศาสนาอื่น   ซึ่งเขาห้ามไม่ให้วิจารณ์ศาสนาของเขา ส่วนพุทธศาสนา ท้าให้วิจารณ์ได้เต็มที่เลยวิจารณ์เห็นเหตุ เห็นผล แน่ชัดด้วยตนเองแล้ว จึงนับถือด้วยความเป็นอิสระ แลเมื่อยอมรับนับถือแล้ว   ความคิดความเห็น และการปฏิบัติ ก็จะเป็นไปในแนวเดียวกันทั้งหมด   โดยที่มิได้บังคับ หรือนัดแนะกันไว้ก่อนเลย หากแต่เป็นไปตามเหตุผล ดังนี้คือ</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144366.jpg" border="0" alt="" width="408" height="306" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong> </strong></span></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ขั้นที่ 1 เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม</strong></span></span>   <span style="color: #0000ff;"><strong>“กมฺมสฺสกา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา ยํ กมฺมํ กริสฺสนฺติ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺส ทายาทา ภวิสฺสนฺติ”</strong></span> ทั้ง 6 อย่างนี้ เชื่อมั่นแน่วแน่อยู่ในใจของตนทุก ๆ คน ตลอดชีวิต</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กมฺมสฺสกา   คนเราเกิดขึ้นมา   พอรู้ภาวะเดียงสาแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตากระทำแต่กรรมเรื่อยไปไม่ด้วยกาย ก็ด้วยวาจา หรือด้วยใจ จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เรียกว่า กมฺมสฺสกา๑</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีผลทั้งนั้น   ไม่ดีก็ชั่ว   ไม่เป็นบาปก็เป็นบุญ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ฉะนั้น กาย วาจา แลใจ เกิดมาได้กระทำกรรมนั้น ๆ ไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป เรียกว่า</span><span style="font-size: small;">  </span><span style="font-size: small;">กมฺมทายาทา๑</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผลของกรรมดีย่อมนำเอากาย วาจา แลจิตอันนี้   ให้ไปเกิดเป็นสุขในโลกนี้ แลโลกหน้าผลของกรรมชั่ว ย่อมนำเอากาย วาจา แลจิตอันนี้   ให้ไปเกิดเป็นทุกข์ในโลกนี้ แลโลกหน้า เรียกว่า  </span><span style="font-size: small;">กมฺมโยนี๑</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมที่กาย วาจา แล ใจ ได้กระทำไว้ในภพก่อน   บันดาลให้ในภพที่ตนเกิดแล้วให้เป็นไปต่าง ๆ นานา เรียกว่า กมฺมพนฺธู๑</span><span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">คนเราเกิดมาเพราะกรรม   ดังที่อธิบายมาแล้ว   แล้วจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้   ต้องมีการกระทำทั้งนั้นไม่ทำดี ก็ทำชั่ว เพื่อการเลี้ยงชีพของตน   เราต้องอาศัยกรรมนั้น ๆ เป็นเครื่องอยู่อาศัย ฉะนั้น <span style="color: #0000ff;"><strong>กรรมนั้นจึงเรียกว่า กมฺมปฏิสรณา๑</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ฉะนั้น   บุคคลเกิดมา จึงควรตัดใจของตนเองว่า   เราจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว กรรมดีแลกรรมชั่วนั้น   ไม่ใช่เป็นของคนอื่น   เป็นของเราเอง   กรรมนี้เท่านั้นจะจำแนกแจกมนุษย์แลสัตว์ให้เป็นต่าง ๆ นานาได้   นอกจากกรรมแล้วใคร แลสิ่งใดในโลกนี้  จะมาจำแนกไม่ได้เลย   จึงเรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>กลฺนาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺส ทายาทา ภวิสฺสนฺติ ๑</strong></span></span><span style="font-size: small;">  </span><span style="font-size: small;">ทั้ง 6 อย่างนี้   ย่อมเชื่อแนบแน่นอยู่ในใจของผู้นับถือพระพุทธศาสนา จนตลอดชีวิต</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มนุษย์คนเราเกิดมาเพราะกรรมยังไม่สิ้นสุด   กรรมเก่าที่นำให้มาเกิดนั่นแหละ   พาให้กระทำกรรมใหม่อีก   กรรมใหม่นั่นแหละ   เป็นเหตุให้นำไปเกิดชาติหน้า   เป็นกรรมเก่าอีก อธิบายว่า กรรมใหม่ในชาตินี้ เป็นเหตุนำไปเกิด เป็นกรรมในชาติหน้าต่อไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อนึ่งกรรมทั้งหมดเกิดจากกาย วาจา แลใจ สายเดียวกันทั้งสิ้น   จึงได้เชื่อว่า กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของกรรมด้วยกันแลกัน จึงเรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>กมฺมพนฺธู</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม   ดังที่อธิบายมาแล้ว ได้เชื่อว่านับถือพระพุ?ธศาสนา หรือเข้าถึงพระไตรสรณาคมน์เป็นขั้นแรก</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144365.jpg" border="0" alt="" width="359" height="269" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong> </strong></span></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ขั้นที่ 2   จะต้องมีศีล  ๕ ประจำอยู่ในตัวเป็นนิจ</strong></span></span> ศีล ๕ นี้ เมื่อเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมแล้ว รักษาง่ายนิดเดียว เพราศีล๕ พระพุทธเจ้าพระองค์ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว   เมื่องดเว้นจากการกระทำความชั่วแล้ว   ก็เป็นอันว่ารักษาศีลเท่านั้นเอง   บาปกรรม ความชั่วทั้งหมดที่คนเราหรือสัตว์ทั้งหลายที่กระทำกันอยู่ในโลก ท่านประมวลไว้รวมกันอยู่ มี ๕ ข้อเท่านั้นเอง   ใครจะทำอะไร หรือที่ไหนก็มารวมลง ๕ข้อนี้ทั้งนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">จิต เป็นตัวการของสิ่งทั้งปวงหมด ท่านจึงให้สำรวมจิต<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">-    จิตคิดงดเว้นที่จะฆ่าสัตว์ตัวเป็นให้ตาย<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">-    จิตคิดงดเว้นที่จะลักขโมยของเขาที่เจ้าขิงหวงแหนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ๑<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">-    จิตคิดงดเว้นที่จะไม่ล่วงละเมิดผิดลูกเมียของคนอื่น ๑<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">-    จิตคิดงดเว้นที่จะไม่กล่าวคำเท็จ คำไม่จริงคำหยาบคาย หรือวาจาส่อเสียผู้อื่น ๑<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">-    จิตคิดงดเว้นที่จะไม่ดื่มสุราเมรัย น้ำดองของมึนเมา ๑</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ทั้ง ๕ ข้อนี้   ถ้าคนใดรักษาได้   ก็ได้ชื่อว่ารักษาศีล ๕ ได้ อันเป็นเหตุ นำความสุขมาให้แก่หมู่มวลมนุษย์ทั้งปวง   ถ้างดเว้นไม่ได้  ก็ได้ชื่อว่าคนนั้นไม่มีศีล   อันจะเป็นเหตุให้นำความทุกข์เดือดร้อนมาให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย   เพราะฉะนั้น ปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านจึงงดเว้นบาปกรรมความชั่วทั้งปวงเหล่านี้   แล้วแนะนำสั่งสอนมวลมนุษย์ทั้งปวงให้งดเว้นทำตามด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม   ดังได้อธิบายมาแล้ว แลมีศีล ๕ เป็นเครื่องรักษา กาย วาจา แลใจ ผู้นั้นได้ชื่อว่า   เข้าถึงพระพุทธศาสนาเป็นที่สอง   แล้วจึงตั้งใจชำระจิตชำระใจของตนด้วยการทำสมาธิต่อไป   ถ้าไม่เข้าถึงหลักพระพุทธศาสนาแล้ว   จะทำสมาธิชำระจิตของตนได้อย่างไร   แม้แต่ความเห็นของตนก็ยังไม่ตรงต่อคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น เห็นว่า กรรมที่ตนกระทำแล้ว คนอื่น แลสิ่งอื่นเอาไปถ่ายทอดให้คนอื่นแลสิ่งอื่นได้ หรือกรมที่ตนกระทำไว้แล้ว ให้คนอื่นไปใช้ให้หมดสิ้นไปได้อย่างนี้เป็นต้น<br />
ศีล  บางคนว่าต้องรักษาที่กาย  ที่วาจา  ไม่ต้องไปรักษาที่ใจ  ใจเป็นเรื่องของสมาธิต่าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หาก  วาจา  มันจะเป็นอะไร  มันจะทำอะไร  มันก็ไม่กระเทือนถึงสมาธิ  ตกลงว่า  กาย  กับ  ใจ  แยกกัน  เป็นคนละอัน  ตรงนี้ผู้เขียนไม่เข้าใจจริงๆ  เรื่องเหล่านี้พิจารณาเท่าไรๆ  ก็ไม่เข้าใจจริงๆ  ขอแสดงความโง่ออกมาสักนิดเถอะ  สมมุติว่าคนจะไปฆ่าเขา  หรือขโมยของเขา  จำเป็นจิตจะต้องเกิดอกุศล  บาปกรรมขึ้นมา  แล้วจะต้องไปซุ่มแอบ  เพื่อไม่ให้เขาเห็น  เมื่อได้โอกาสแล้ว  จะต้องลงมือฆ่า  หรือขโมยของเขาตามเจตนาของตนแต่เบื้องต้น  การที่จิตคิดจะฆ่า  หรือขโมยของเขา  แล้วไปซุ่มอยู่นั้นถึงแม้ศีลจะไม่ขาด  แต่จิตนั้นเป็นอกุศลพร้อมแล้วทุกประการที่จะทำบาปมิใช่หรือ  ถ้าจิตอันนั้นมีสติรักษา  สำรวมได้ไม่ให้กระทำ  เลิกซุ่มเสีย  ศีลก็จะไม่ขาด  ตกลงว่าใจเป็นตัวการ  ใจเป็นต้นเหตุที่จะให้ศีลขาดและไม่ขาด  จะว่ารักษาศีลไม่ต้องรักษาใจได้อย่างไร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ท่านว่า  รักษาศีล  คือรักษาที่กาย  วาจา  ใจ  ๓  อย่างนี้  มิใช่หรือ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ในทางธรรม  พระพุทธเจ้าก็เทศนาว่า  <strong><span style="color: #0000ff;">“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่  มีใจถึงก่อน  สำเร็จแล้วด้วยใจ”  จะพูดจะคุย  ก็เกิดจากใจทั้งนั้น  พูดถึงธรรมแล้ว  ที่จะไม่พูดเรื่องใจแล้วไม่มี  คำว่า  “ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน”  </span></strong>นั้นชัดเจนเลยทีเดียว  ที่ว่า  <span style="color: #0000ff;"><strong>“ธรรมทั้งหลาย”</strong></span>  นั้น  หมายถึงการกระทำทุกอย่างทำดีเรียกว่า กุศลกรรม  ทำชั่วเรียกว่า  อกุศลกรรม  ทำไม่ดี  ไม่ชั่ว  เรียกว่า  อพยากฤตธรรม  เรียกย่อๆ  เรียกว่าทำบุญ  ทำบาป  หรือไม่เป็นบุญ  ไม่เป็นบาป  (ข้อสุดท้ายนี้  ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะไม่ทำบาปไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อผู้เขียนพิจารณาถึงเรื่องเหตุ  ผล  ในธรรมทั้งหลายแล้ว  ที่ว่าศีล  ให้รักษาที่กายแลวาจา  สมาธิ  ให้รักษาที่ใจ  ไม่ปรากฏเห็นมี  ณ  ที่ใด   หากผู้เขียนจดตำราที่เขียนไว้ไม่เข้าใจ หรือตีความหมายของท่านไม่ถูก   เพราความโฉดเขลาเบาปัญญาของตนเอง ก็สุดวิสัย พระพุทธองค์ยังทรงเทศนาให้พระผู้กระสันอยากสึกว่า   พระวินัยในพระพุทธศาสนานี้มีมากนัก   ข้าพระองค์ไม่สามารถรักษาให้บริบรูณ์ได้   ข้าพระองค์จะสึกละ   พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “อย่าสึกเลย ถ้าพระวินัยมันมากนัก   เธอจงรักษาเอาแต่ใจอันเดียวเถิด” นี่แหละ พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้เอาแต่ใจอันเดียวซ้ำเป็นไร นี้เรารักษาศีล   จะทิ้งใจเสีย แล้วจะรักษาศีลได้อย่างไร ผู้เขียนมืดแปดด้านเลยจริง ๆ<br />
</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144364.jpg" border="0" alt="" width="401" height="300" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ฆราวาสผู้มีศรัทธาแก่กล้า   จะรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ก็ได้   แต่ศีล ๑๐ นั้น รักษาตลอดเวลาไม่ได้   ถ้าเรามีศรัทธา   จะรักษาเป็นครั้งเป็นคราวนั้นได้ ส่วนศีล ๒๒๗ ก็เช่นเดียวกัน   จะรักษาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้   พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่ห้าม   แต่อย่าไปสมาทานก็แล้วกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อย่างครั้งฆฏิการพรหมเสวยพระชาติเป็นฆฏิการบุรุษ   เลี้ยงบิดามารดาตาบอดทั้งสองข้าง   ทั้งสองคน   ด้วยการตีหม้อเอาไปแลกอาหารมาเลี้ยงบิดามารดา ตาบอด อยู่มาวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าชื่อกัสสปะ เสนาสนะของสงฆ์ไม่มีเครื่องมุง พระองค์ใช้ให้พระไปขอเครื่องมุงกับฆฏิการบุรุษ ฆฏิการบุรุษรื้อหลังคาบ้านถวายพระสงฆ์ทั้งหมด  ในพรรษานั้น   ฆฏิการบุรุษมุงด้วยอากาศตลอดพรรษา   ฝนไม่รั่วเลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินนิมนตืพระเจ้าชื่อ กัสสปะ เข้าไปเสวยในพระราชวัง พอเสร็จแล้วจึงได้อาราธนาขอนิมนต์ให้จำพรรษาในสวนพระราชอุทยาน   พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า  <span style="color: #0000ff;"><strong> “ขอถวายพระพรอาตมาภาพได้รับนิมนต์ของฆฏิการบุรุษก่อนแล้ว” </strong></span>  พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“ข้าพระองค์เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายในแว่นแคว้นอันนี้มิใช่หรือ   เมื่อข้าพระองค์นิมนต์ทำไมจึงไม่รับ ฆฏิการบุรุษมีดีอย่างไร”</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงเล่าพฤติการณ์ของฆฏิการบุรุษถวายพระเจ้าแผ่นดิน   ตั้งแต่ต้นจนอวสาน   เมื่อพระองค์ได้สดับแล้วก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสในฆฏิการบุรุษเป็นอันมาก   จึงให้ราชบุรุษเมื่อฆฏิการบุรุษเห็นจึงถามว่า   นั้นใครให้เอามา   ราชบุรุษจึงบอกว่า   พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เอามาให้ท่าน ฆฏิการบุรุษจึงบอกว่า ดีแล้ว   พระเจ้าแผ่นดินพระองค์มีภาระมาก   เลี้ยงผู้คนเป็นจำนวนมากเราหาเลี้ยงกันสามคนไม่ลำบากอะไร   ช่วยกราบบังคมทูลว่าของทั้งหมด   เราขอถวายคืนให้พระเจ้าแผ่นดินไว้ตามเดิมก็แล้วกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><strong>ฆฏิการบุรุษเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้า   เพียงแค่ขุดดินมาปั้นหม้อก็ไม่ทำ อุตส่าห์ไปหาขวายหนูขวายตุ่น และตลิ่งที่มันพัง เอามาปั้นหม้อ</strong>   สวนสิกขาบทที่หยาบกว่านั้น   ทำไมผู้รักษาศีล จะละเว้นไม่ได้ ศีล ๕ เป็นเสมือนท่านบัญญัติตราไว้สำหรับโลกนี้   ผู้จะทำดีต้องเว้นข้อห้าม ๕ ประการนี้ ผู้จะประพฤติความชั่วก็ทำตาม ๕ ข้อนี้เป็นหลักฐาน จะพ้นจาก ๕ ขอนี้แล้วไม่มี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผู้จะถึงพระไตรสรณาคมน์   ต้องถือหลัก ๕ ประการนี้ให้มั่นคง คือ ไม่ประมาทพระพุทธเจ้า ๑ ไม่ประมาทพระธรรม ๑ ไม่ประมาทพระสงฆ์ ๑ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าเราทำดีต้องได้ดี เราทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่เชื่อว่าภายนอกจะมาป้องกันภัยพิบัติเราได้ ๑ ไม่ทำบุญภายนอกพระพุทธศาสนา ๑</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ว่าเราทำดีย่อมได้ดี เราทำชั่วย่อมได้ความชั่ว ชัดเจนในใจของตนแล้ว ศีล ๕ ย่อมไหลมาเอง ๓ ข้อเบื้องต้น แลข้อหนึ่งเบื้องปลาย ไม่เป็นของสำคัญ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ฆราวาสต้องสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐แลศีล ๒๒๗ ฆราวาสก็รักษาได้เป็นข้อ ๆ แต่อย่าสมาทานก็แล้วกัน เพราะ ศีล คือ ข้อห้ามไม่ให้ทำบาป ฆราวาสก็ไม่มีข้อบังคับว่าไม่ให้ทำบาปเท่านั้นข้อเท่านี้   ถึงแม้พระภิกษุ แลสามเณรก็เหมือนกัน   ที่พระองค์บัญญัติไว้ ฆราวาสต้องรักษาศิล ๕ ศีล ๘ สามเณรต้องศีล ๑๐ ภิกษุต้องรักษาศีล ๒๒๗ นั้น   พระองค์ทรงบัญญัติพอให้เป็นมาตรฐานเบื้องต้น   ให้เป็นเครื่องหมายว่า ฆราวาส สามเณร ภิกษุ มีชั้นภูมิต่างกันอย่างนี้ ๆ เท่านั้น   ถ้าเห็นว่าบาปกรรมที่ตนทำลงแล้ว   จะต้องตกมาเป็นของเราเอง   แล้วงดเว้นจากบาปกรรมนั้น ๆ จะมากเท่าไรยิ่งเป็นการดี   ดังที่อธิบายมาแล้ว   พระพุทะองค์ก็มิได้ห้าม   ทรงห้ามแต่การกระทำความชั่วอย่างเดียว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อพูดถึงความชั่ว คือบาปแล้ว คนเกิดมาในโลกนี้เจอะเอามากเหลือแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลยที่เดียว   กระดิกตัวไปที่ไหนก็เจอแต่บาปทั้งนั้น   พระพุทธเจ้าท่านทรงสรุปให้พวกเราเห็นบ่อย ๆ ไว้ดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ให้เข้าหาจิต   จับจิตผู้คิด   ผู้นึก   ให้ได้เสียก่อน   จิตมันคิดนึกอยากจะทำบาปทางกาย   มันสั่งให้กายนี้ไม่ฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ของผู้อื่น   สั่งให่กายนี้ไปประพฤติผิดในกาม   จิตมันคิดนึกอยากจะทำบาปด้วยวาจา มันก็สั่งวาจาให้ไปกระทำบาป   ด้วยการพูดเท็จ พูดคำหยาบ ด่าคนนั้นคนนี้ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล หาประโยชน์มิได้ จิตมันคิดนึกอยากจะทำความชั่วทางกาย ด้วยการกระทำกายอันนี้ให้เป็นคนบ้า มันก็ให้กายนี้เอาน้ำเมากรอกใส่ปาก แล้วก็ดื่มลงไปในลำคอ กายก็จะแสดงฤทธิ์บ้าออกมาต่าง ๆ นานา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ตรงกันข้าม   ถ้าจิตมันละอายจากบาป กลัวบาปกรรม เห็นโทษที่จิตคิดไปทำเช่นนั้น   แล้วจิตไม่คิดนึกที่จะทำเช่นนั้นเสีย กายแลวาจาอันนี้ก็จะเป็นศีลขึ้นมา</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144363.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นี่แหละ   ถ้าผู้ใดเห็นจิตอันมีอยู่ในกายแลวาจาอันนี้แล้ว แลจับจิตอันนี้ได้แล้ว   จะเห็นบาปกรรมแลศีลธรรมซึ่งอยู่ในโลกทั้งหมด บาปกรรม ศีล แลธรรม ย่อมเกิดจากจิตนี้อันเดียวเท่านั้นจึงรักษาศีลถูกตัวศีลแท้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ดังผู้เขียนเคยได้ยินพระบางรูปพูดว่า<strong> พระมีศีล๒๒๗ ข้อ</strong> มีศีล ๕ ข้อ ฆราวาสต้องรักษาศีลให้ดีนะ   ถ้าไม่ดีมันขาดเอา ถ้าข้อหนึ่งก็คงยังเหลือ ๔ ถ้าขาด ๒ ข้อยังเหลือ ๓ ข้อ ถ้าขาด ๓ ก็ยังคงเหลือ ๒ ข้อ ถ้าขาด ๔ ข้อ ก็ยังคงเหลือข้อเดียว ถ้าขาด ๕ ข้อ ก็หมดกันเลย ไม่เหมือนพระภิกษุท่านมีศีล ๒๒๗ ข้อ ถึงท่านขาด ๙ – ๑๐ ข้อ ท่านก็ยังเหลืออยู่แยะ   นี่แสดงว่าท่านองค์นั้นท่านรักษาศีลไม่ได้รักษาที่ใจ   รักษาแต่กาย วาจา ๒ อย่างเท่านั้น   ไม่ได้คิดว่าใจผู้คิดล่วงละเมิดในสิกขาบทนั้น ๆ เป็นบาป แล้วจึงบังคับให้กาย วาจาทำ ก็สนุกดีเหมือนกัน เอาศีลสิกขาบทนั้น ๆ มาอวดอ้างกันว่าใครจะมีศีลมากกว่ากัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความจริงแล้ว   พระวินัยที่พระพุ?เจ้าทรงบัญญัติไว้นั้น   ทรงบัญญัติเข้าถึงกาย วาจา แลใจ ที่แสดงออกมาทางกาย แลวาจา นั้นส่อถึงจิต ผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง แล้วจึงบังคับให้กาย แลวาจา กระทำตามต่างหาก ดังที่อธิบายมาแล้วในข้างต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติพระวินัยไว้ เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร ผู้ไม่รู้พระวินัยให้ปฏิบัติตามนั้น   นับว่าเป็นบุญแก่พวกเราอักโขแล้ว ประพฤติสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูปพระองค์ห้ามไว้ไม่ให้กระทำ   เพื่อความดีของตนเองนั่นแหละ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น แลมิใช่เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ เราหาที่พึ่งไม่ได้แล้ว พระองค์มาเป็นที่พึ่ง ชี้บอกทางให้ นับว่าเป็นบุญเหลือล้นแก่พวกเราแล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผู้รักษาศีลไม่เข้าถึงใจ ถึงจิตแล้ว รักษาศีลยาก หรือ รักษาศีลเป็น <strong><span style="color: #0000ff;">“โคบาลกะ”</span></strong> ว่า เมื่อไรหนอจะถึงเวลามืดค่ำ จะไล่โคเข้าคอก แล้วเราจะได้พักผ่อนนอนสบาย ไม่เข้าใจว่า เรารักษาศีลเพื่อความบริสุทธิ์สะอาดของ กาย วาจา แลใจ รักษาได้นานเท่าไร มากเท่าไร ยิ่งสะอาดมากเท่านั้น รักษาจนตลอดชีวิตได้ยิ่งดีใหญ่ เราจะได้ละความชั่วได้ในชาตินี้ไปเสียที</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">คนเราไม่รู้จัดศีล (คือตัวเรา) และไม่เข้าใจถึงศีล (คือข้องดเว้น) ข้อห้ามไม่ให้ทำความชั่วจึงโทษพระองค์ว่า บัญญัติศีลไว้มากมาย สมาทานไม่ไหว มีคนบางคนพูดว่า บวชนานเท่าไรดูพระวินัยมาก ๆ มีแต่ข้อห้าม นั่นก็เป็นอาบัติ นี่ก็เป็นอาบัติ บาปมากเข้าทุกที สู้บวช 3 วัน 7 วัน ไม่ได้ ไม่ได้เป็นอาบัติดี คำพูดของผู้เห็นเช่นนั้นนับว่าน่าสลดสังเวชมาก   พระพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาในเมืองไทยของเรา นับตั้งสองพันกว่าปีแล้ว แสงธรรมยังไม่ส่องถึงจิตถึงใจของเขาเลย น่าสงสารจริง ๆ เหมือนกับเต่านอนเฝ้ากอบัว ไม่รู้จักกลิ่นดอกบัวเลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อศีลเข้าถึงจิต เข้าถึงใจแล้ว เราไม่ต้องรักษาศีล ศีลกลับรักษาตัวเราเอง ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถใด ๆ ศีลต้องระวังสังวรอยู่ทุกอิริยาบถ มาให้ละเมิดทำความชั่ว แม้แต่จิตจะคิดวิตกว่าเราจะทำความชั่ว ก็รู้แล้ว แลจะละอายต่อความชั่วนั้น ๆ ทั้งที่คนทั้งหลายยังไม่ทันจะรู้ความวิตกของเรานั้นเลย   ความเกลียด โกรธ พยาบาท อาฆาต ทั้งหลาย มันจะมีมาจากไหน เพราะหัวใจมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา กรุณา เข้ามาอยู่เต็มไปหมดแล้วในหัวใจ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <strong> </strong></span><span style="font-size: small;"><strong>ศีล คือ ความปกติของกาย วาจา แลใจ</strong> ถ้าใจไม่ปกติเสียแล้ว กาย วาจา มันจะปกติไม่ได้เพรากาย วาจา มันอยู่ในบังคับของจิต ดังอธิบายมาแล้วแต่เบื้องต้น เพราะฉะนั้นผู้ต้องการให้เข้าถึงศีลที่แท้จริง แลเข้าถึงพุทธศาสนาให้จริงจัง พึงฝึกหัดจิตของตนให้เป็นสมาธิต่อไป</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144362.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong> </strong></span></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ขั้นที่ ๓ การฝึกหัดสมาธิ</strong></span></span>   ก็ไม่พ้นไปจากฝึกหัดกาย วาจา แลใจ อีกนั่นแหละ ใครจะฝึกหัด โดยวิธีใด ๆ ก็แล้วแต่เถอะ ถ้าฝึกหัดสมาธิที่ถูกในทางพระศาสนาแล้ว จำจะต้องฝึกหัดที่กาย วาจา แลใจ นี้ด้วยกันทั้งนั้น เพราพุทธศาสนาสอนที่กาย วาจา แลใจ นี้อย่างเดียว ไม่ได้สอนที่อื่น ๓ อย่างนี้เป็นหลัก จะสอนศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่นอกเหนือไปจากหลัก ๓ อย่างนี้ ถ้ายังพูดถึงพระพุทธศาสนาอยู่ตราบใด หรือพูดถึงการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ตราบใด พูดถึงมรรค ผล นิพพาน อยู่ตราบใด ย่อมไม่พ้นจากกาย วาจา แลใจ ถ้ายังมีสมมติบัญญัติอยู่ตราบใด   ต้องพูดถึง กาย วาจา แลใจ อยู่ตราบนั้น   ถ้ายังไม่ดับขันธ์เป็นอนุปาทิเสสนิพพานเมื่อใด จำจะต้องพูดถึงอยู่ตราบนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ฝึกหัดสมาธิภาวนา นึกเอา มรณานุสติ เป็นอารมณ์ ให้นึกถึงความตายว่า เราจะต้องตายแน่แท้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราความตายเป็นที่สุดของชีวิตคนเรา  เมื่อตายแล้วก็ทอดทิ้งสิ่งทั้งปวงหมด   ไม่ว่าจะขอรักแลหวงแหนสักปานใดต้องทิ้งทั้งหมด การบริกรรม มรณานุสติ เป็นอุบายที่สุดของอุบายทั้งปวง จะพิจารณาลมหายใจเข้า หายใจออก ในที่สุดก็ลงความตาย จะพิจารณาอสุภกรรมฐาน ในที่สุดก็ลงความตาย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อพิจารณาถึงความตายแล้ว มันมิอาลัยในสิ่งทั้งปวงหมดสิ้น จะคงเหลือแต่จิตอันเดียวนั่นแหละ ได้ชื่อว่าชำวะจิตแล้ว แล้วจะมีขณะหนึ่ง จิตจะรวมเข้าเป็น สมาธิ คือ จิตจะหยุดนิ่งเฉย ไม่คิด ไม่นึกอะไร ทั้งหมด แต่รู้ตัวอยู่ว่าเราอยู่เฉย จะนานเท่าไรก็ได้ ถ้าจิตนั้นมีพลังแก่กล้า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางที่เมื่อชำระจิตปราศจากอารมณ์ทั้งหมดแล้ว จะยังเหลือแต่จิต ดังอธิบายมาแล้ว จิตจะรวมเข้า มีอาการวูบวาบเข้าไป แล้วจะเห็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ หลายอย่าง นั่นก็อย่าไปยึดเอา นั่นแหละเป็นตัวมารอย่างร้ายกาจ ถ้าไปยึดเอาสมาธิจะเสื่อมเสีย  แต่คนทั้งหลายก็ไปยึดเอาอยู่นั่นแหละ เพราเห็นเป็นของแปลกประหลาด แลบางอาจารย์ก็สอนให้ไปยึดถือเอาเป็นอารมณ์เสียด้วย จะเป็นเพราะท่านไม่เคยเห็นเคยเป็นหรือท่านไม่เข้าใจสิ่งนั้นเป็นมาร ก็ไม่ทราบ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางคนฝึกหัดภาวนาสมาธิ ใช้คำบริกรรมว่า<span style="color: #0000ff;"><strong> “อานาปานนุสติ” </strong></span>โดยพิจารณาลมหายใจเข้า-ออกหายใจเข้าไม่หายใจออกก็ต้องตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ต้องตาย ความตายของคนเรามีอยู่นิดเดียว มีเพียงแค่หายใจเข้า หายใจออก เท่านั้นเอง แล้วพึงจับเอาแต่จิตนั้น ลมก็จะหายไปเองโดยไม่รู้ตัว จะยังเหลือแต่จิตใสสว่างแจ๋มอยู่ผู้เดียว จิตที่ใสสว่างนี้ ถ้ามีสติแก่กล้าจะจะอยู่ได้นาน ๆ ถ้าสติอ่อนจะไม่นาน หรือรวมเข้าภวังค์เลยก็ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">            </span><span style="font-size: small;">จิตเข้าภวังค์นี้จะมีอาการหลายอย่าง อย่างหนึ่งเมื่อจิตจะรวม   จิตน้อมเข้าไปยินดีพอใจกับสุขสงบที่จิตรวมนั้น แล้วจิตจะเข้าภวังค์ มีอาการเหมือนกับคนนอนหลับ หายเงียบเลย อยู่ได้นานๆ ตั้งเป็นหลายชั่วโมงก็มี   บางคนขณะที่จิตเข้าภวังค์อยู่นั้น มันจะส่งไปเห็นนั้นเห็นนี่ ต่าง ๆ นานา บางทีจำนิมิตนั้นได้บ้างไม่ได้บ้าง   บางคนมีอาการวูบเข้าไปเปลี่ยนสภาพของจิตแล้วเฉยอยู่ มันเกิดหลายเรื่องหลายอย่าง แล้วแต่อุปนิสัยของคน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <strong> </strong></span><span style="font-size: small;"><strong>ภวังค์นี้ถึงมิใช่หนทางให้พ้นจากทุกข์ก็จริงแล   แต่มันเป็นหนทางให้ถึงความบริสุทธิ์ได้</strong> ผู้ฝึกหัดจะต้องเป็นไปเป็นขั้นแรก แลเราจะแต่งเอาไม่ให้เป็นก็ไม่ได้   ผู้ฝึกหัดสมาธิจะเป็นทุก ๆ คน ถ้าสติอ่อน หมั่นเป็นบ่อย ๆ จนเคยชินแล้ว เห็นว่าไม่ใช่หนทางแล้ว มันหากแก้ตัวมันเองดอก ดีเหมือนกันนั่งหลับ   มันเป็นเหตุให้ระงับจิตฟุ้งซ่านไปพักหนึ่ง ดีกว่าไปฟุ้งซ่านหาโน่นหานี่ ตลอดวันค่ำคืนรุ่งสิ่งทั้งปวง ถ้าเราไม่เห็นด้วยตัวเองแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เรารู้มาก ๆ แล้วภายหลังจะได้ไม่หลงอีก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางคนฝึกหัดภาวนา กำหนดเอา อสุภะ เป็นอารมณ์ พิจารณาร่างกายตัวของเรา ให้เห็นเป็นอสุภะไปทั้งตัวเลย หรือพิจารณาส่วนส่วนหนึ่งให้เป็นอสุภะก็ได้ เช่น พิจารณาผม ขน เล็บ หรือจะพิจารณาของภายในมี ตับไต ไส้ พุง เป็นต้น ให้เห็นเป็นของปฏิกูลเปื่อยเน่า น่าพึงเกลียด เป็นของไม่งาม ให้พิจารณาจนเห็นชัด เบื้องต้นพึงพิจารณาโดยอนุโลมเอาของภายนอกมาเทียบ เช่น เห็นคนตาย หรือสัตว์ตายขึ้นอืดอยู่ เอามาเทียบกับตัวของเราว่า เราก็จะต้องเป็นอย่างนั้น แล้วมันค่อยเห็นตัวของเราชัดขึ้นโดยลำดับ   จนชัดขึ้นมาในใจ แล้วจะเกิดความสังเวชสลดใจ จิตจะรวมเข้าเป็นสมาธิ   นิ่งแน่วเป็นอารมณ์อันเดียว  ถ้าสติอ่อนจิตจะน้อมเข้าไปยินดีกับความสงบสุข มันจะเข้าสู่ภวังค์มีอาการดังอธิบายมาแล้ว ในเรื่องมรณานุสติ แล อานาปานุศติ วางคำบริกรรมแล้วสงบนิ่งเฉย บางคนก็เกิดนิมิตต่าง ๆ นานา เกิดแสงสว่างเหมือนกับพระอาทิตย์ แลพระจันทร์ เห็นดวงดาว เห็นกระทั่งเทวดา หรือภูต ผี ปีศาจ แล้วหลงไปจับเอานิมิตนั้น ๆ สมาธิเลยเสื่อมหายไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางอาจารย์เมื่อนิมิตเกิดขึ้นมาแล้ว สอนให้ถือเอานิมิตนั้นเป็นขั้น เป็นชั้นของมรรคทั้ง ๔ มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น เช่น นิมิตเห็นแสงเล็กเท่าแสงหิ่งห้อย ได้สำเร็จชั้นพระโสดาบัน เห็นนิมิตแสงใหญ่ขึ้นมาหน่อยเท่าแสงดาว ได้สำเร็จชั้นพระสกทาคามี เห็นนิมิตแสงใหญ่ขึ้นมาเท่าแสงพระจันทร์ได้สำเร็จชั้นพระอนาคามี เห็นนิมิตแสงใหญ่ขึ้นมาเท่าแสงพระอาทิตย์ ได้สำเร็จชั้นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ไปถือเอาแสงภายนอก ไม่ถือเอาใจของคนที่บริสุทธิ์มากน้อยเป็นเกณฑ์ ความเห็นเช่นนั้นยังห่างไกลจากความเป็นจริงนัก   ผู้อยากได้ชั้นได้ภูมิ เมื่ออาจารย์ถาม ก็แสดงถึงแสงอย่างนั้น แล้วก็ถือว่าตนถึงขั้นนั้นแล้ว แต่อาจารย์ไม่ถามถึงกิเลส แลตนก็ไม่รู้กิเลสของตนเลยว่ามันมีเท่าไร มันหมดไปเท่าไรแล้ว เดี๋ยวกิเลสคือ โทสะ มันเกิดขึ้นมา หน้าแดงกล่ำ มรรคผลนั้นเลยหายหมด การสอนให้จับเอานิมิต เกิดที่แรกแล้วทีหลังไม่เป็นอีกเด็ดขาด อย่างนี้มันจะเป็นของจริงได้อย่างไร นิมิตเกิดจากภวังค์เป็นส่วนมาก ภวังค์เป็นอุปสรรคขอมรรคโดยเฉพาะอยู่แล้ว  มันจะเป้นมรรคได้อย่างไร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">จริงอยู่ คนภายนอกพระพุทธศาสนาก็ทำสมาธิได้มิใช่หรือ เช่น ฤาษีชีไพร เป็นต้น คนเหล่านี้เขาทำกันมาแต่พระพุทธเจ้าของเรายังไม่อุบัติเกิดขึ้นในโลก เขาทำก็ได้เพียงแค่ขั้นโลกิยฌานเท่านั้น ส่วน โลกุตรสมาธิ พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้สอนแต่พระองค์เดียว ไม่มีใครสอนได้ในโลก ผู้เข้าถึงฌานสำคัญตนว่าเป็นสมาธิแล้ว ก็เลยพอใจยินดีในฌานนั้น   ติดอยู่ในฌานนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><strong>ฌาน กับ สมาธิ มีลักษณะคล้าย ๆ กัน</strong></span> ผู้ไม่พิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว จะเห็นเป็นอันเดียวกันเพรา ฌาน  แล สมาธิ สับเปลี่ยนกันได้ อารมณ์ก็อันเดียวกัน ต่างแต่การเข้าภวังค์ แลเข้าสมาธิเท่านั้น เมื่อเข้าภวังค์ จะน้อมจิตลงสู่ความสงบสุขอย่างเดียวแล้วก็เข้าภวังค์เลย ถ้าเข้าสมาธิ จิตจะกล้าแข็งมีสติอยู่เป็นนิจ จะไม่ยอมน้อมจิตเข้าสู่ความสงบสุข จิตจะรวมหรือไม่รวมก็ช่าง แต่จิตนั้นจะพิจารณาอยู่ในธรรมอันเดียว อย่างนี้เรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>สมาธิ</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แท้จริงนิมิตทั้งหลาย ดังที่ได้อธิบายมาแล้วก็ดี หรือนอกไปกว่านั้นก็ดี ถึงมิใช่เป็นทางให้ถึงความบริสุทธิ์ก็จริงแล แต่ปฏิบัติทั้งหลายจะต้องได้ผ่านทุก ๆ คน เพราะการปฏิบัติเข้าถึงจิต รวมเข้าถึงภวังค์แล้วจะต้องมี   เมื่อผู้มีวาสนาเคยได้กระทำมาเมื่อก่อน เมื่อเกิดนิมิตแล้ว จะพ้นจากนิมิตนั้นหรือไม่ ก็แล้วแต่สติปัญญาของตน หรืออาจารย์ของผู้นั้นจะแก้ไขให้ถูกหรือไม่ เพราะของพรรค์นี้ต้องมีครูบาอาจารย์เป็นผู้แนะนำ ถ้าหาไม่แล้วก็ต้องจมอยู่ปรัก คือนิมิตนั้น นานแสนนาน เช่น อาฬารดาบส แล อุททกดาบส เป็นตัวอย่าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความรู่แลนิมิตต่าง ๆ เกิดจากคำบริกรรม เมื่อจิตรวมเข้าภวังค์แล้ว คำบริกรรมมีมากมายท่านแสดงไว้ในตำรามีถึง ๔๐ อย่าง มี<strong>อนุสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กสิณ ๑๐ </strong>เป็นต้น ที่พระสาวกบางองค์บริกรรมแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ยังมีมากกว่านี้   แต่ท่านไม่ได้เอารวมไว้ในที่นี้ ยังมีมากกว่านั้น เช่น องค์หนึ่งไปนั่งอยู่ริมสระน้ำ  เห็นนกกระยางโฉบกินปลา ท่านไปจับเอามาเป็นคำบริกรรมจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ คำบริกรรมแล้วแต่อัธยาศัยของบุคคล มันถูกกับอัธยาศัยของตนก็ใช้ได้ทั้งนั้น   ที่ท่านแสดงไว้ ๔๐ อย่างนั้น พอเป็นเบื้องต้นเฉย ๆ ดอกถึงผู้เขียนนำมาแสดงไว้ ๓ อย่างนั้น ก็พอเป็นบทเบื้องต้นข้อใหญ่ที่สำคัญ ๆ เท่านั้น ผู้ภาวนาถ้าไม่ถูกจริตนิสัยของตนแล้ว จะเอาอะไรก็ได้ แต่ให้เอาอันเดียว อย่าเอาหลายอย่างมันจะฟุ้งแลลังเล ไม่ตั้งมั่นในคำบริกรรมของตน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">คำบริกรรมนี้ให้เอาอันเดียว ถ้ามากอย่างจิตจะไม่รวม เมื่อพิจารณาไป ๆ แล้ว จิตมันจะมารวมนิ่งเฉยอยู่คนเดียว แล้วให้วางคำบริกรรมนั้นเสีย ให้จับเอาแต่จิตผู้นิ่งเฉยนั้น ถ้าไม่วางคำบริกรรมเดี๋ยวมันจะฟุ้งอีก จับจิตไม่ได้ ถึงฌาน แลสมาธิ ก็เหมือนกัน เมื่อเกิดนิมิต แลความรู้แลนิมิตนั้นหายไปแล้วจับเอาจิตไม่ได้<br />
ใจ ๑ นิมิต ๑ ผู้ส่งออกไปดูนิมิต ๑ สามอย่างนี้ให้สังเกตให้ดี   เมื่อนิมิตแลความรู้เกิดขึ้นอาหารทั้งสามอย่างนี้จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ถ้าจับ ใจ คือ<span style="color: #0000ff;"><strong> “ผู้รู้”</strong></span> ไม่ได้ เมื่อนิมิตและความรู้นั้นหายไป ผู้รู้อันนั้นก็หายไปด้วย แล้วจะจับเอาตัวผู้รู้นั้นไม่ได้สักที</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">คำบริกรรม ก็ต้องการให้จิตรวมเข้าอยู่ในอารมณ์อันเดียว เมื่อจิตรวมเข้ามาอยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้ววางคำบริกรรมนั้นเสีย จับเอาแต่ ผู้รู้ อันเดียวก็ใช้ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำบริกรรมอะไรก็ตาม ผู้บริกรรมภาวนาทั้งหลาย ขอพิจารณาดูให้ถี่ถ้วน บริกรรมอันเดียวกัน แต่เวลามันรวมเข้าเป็นภวังค์ แลเป็นสมาธิ มันต่างกัน คือว่า บริกรรม มรณานุสติ พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ จนแน่ชัดว่าเราต้องตายแน่แท้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ตายแล้วไปคนเดียว สิ่งทั้งปวงละทิ้งหมด แม้แต่ปิยชนของเราเอาไปด้วยก็ไม่ได้ เมื่อเห็นชัดเช่นนั้นแล้ว จิตจะเพ่งแต่ความตายอย่างเดียว จะไม่เกี่ยวข้อถึงเรื่องอื่นทั้งหมด แล้วจิตจะรวมเข้าเป็นภวังค์หายเงียบ   ไม่รู้สึกตัวสักพักหนึ่ง หรือรวมเข้าเป็นภวังค์วูบวาบคล้ายกับคนนอนหลับ แล้ว<strong>เกิดความรู้ตัวอยู่อีกโลกหนึ่ง (โลกของจิต)</strong> แล้วมีความรู้เห็นทุกอย่างเหมือนกับความรู้เห็นที่อยู่ในโลกนี้ แต่มันยิ่งกว่าโลกนี้ แลจะเทียบกับโลกนี้ไม่ได้ เป็นแต่รู้สึกได้ในเมื่อจิตนั้นยังไม่ออกจากภวังค์ หรือจิตมีอาการดังกล่าวแล้ว แล้วเข้าไปนิ่งเฉยอยู่ ไม่มีอารมณ์ใด ๆ ทั้งหมด นอกจากความนิ่งเฉยอย่างเดียวเท่านั้นอย่างนี้เป็นต้น เรียกว่าจิตเข้าเป็น <span style="color: #0000ff;"><strong>“ภวังค์”</strong></span><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><strong>บริกรรม มรณานุสติ พิจารณาความตาย </strong>ดังอธิบายแล้วแต่เบื้องต้น แต่คราวนี้เวลามันจะรวมเข้าเป็นสมาธิ มันจะต้องตั้งสติให้กล้าหาญเข้มแข็ง ไม่ยอมให้จิตเข้าสู้ภวังค์ได้ พิจารณา มรณานุสติ ถึงเหตุแห่งความเกิดว่ามันเกิดอย่างไร พิจารณาถึงความตายว่ามันตายอย่างไร ตายแล้วไปเป็นอะไร จนความรู้แจ่มแจ้งชัดขึ้นมาในใจ จนจิตเกิดความปราโมทย์   ร่าเริงอยู่กับความปราโมทย์นั้น (จะไม่มีปีติ ปีติเป็นอาการของฌาน) อย่างนี้เรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“สมาธิ”</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><strong>ฌาน แล สมาธิ</strong></span> พิจารณาคำบริกรรมอันเดียวกัน แต่จิตที่มันเข้าไปมันต่างกัน ฌาน รวมเข้าไปเป็นภวังค์   ให้นึกน้อมเอาอารมณ์อันเดียวคือความตาย   แลเพื่อความสุขสงบอย่างเดียว แล้วเป็นภวังค์ส่วน สมาธิ นั้น ตั้งสติให้กล้าแข็ง พิจารณาความตายให้เห็นชัดตามเป็นจริงทุกสิ่ง จิตจะรวมหรือไม่รวมก็ไม่คำนึงถึง ขอแต่ให้เห็นชัดก็แล้วกัน แต่ด้วยจิตที่แน่วแน่พิจารณาอารมณ์อันนั้น มันเลยกลายเป็นสมาธิไปในตัว   เกิดความรู้ชัดขึ้นมา   เกิดปราโมทย์ร่าเริงในธรรมที่ตนพิจารณาอยู่นั้น แจ่มแจ้งอยู่ในที่เดียวแลคนเดียว จะพิจารณาไปรอบ ๆ ข้าง ก็จะมาชัดแจ้งในที่เดียว หายสงสัยหมด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ฌาน แล สมาธิ บริกรรมอันเดียวกัน แต่มันเป็นฌาน แลเป็นสมาธิ ต่างกันดังอธิบายมานี้   พอเป็นตัวอย่างแก่ผู้ปฏิบัติ   นอกเหนือจากคำบริกรรมที่อธิบายแล้ว จะเป็นคำบริกรรมอะไรก็ได้ แต่มันเป็นฌาน แลสมาธิ จะต่างกันตรงที่มันจะรวมไปเท่านั้น ทางที่ดีที่สุดไม่ต้องไปถือเอาคำที่ ฌานภวังค์ แลสมาธิ ให้พิจารณาเอาแต่อาการของจิตที่รวมเข้าไป มีอาการต่างกันอย่างไร ดังได้อธิบายมาแล้ว ก็จะเห็นชัดเลยที่เดียว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผู้ทำฌานได้ชำนาญคล่องแคล่ว จะเข้าจะออกเมื่อไรก็ได้แล้ว ถ้าหากผู้นั้นเคยบำเพ็ญมาแล้วแต่ชาติก่อน ก็จะทำอภินิหารได้ตามความต้องการของตน เป็นต้นว่า มีความรู่เห็นนิมิตตนเองแลคนอื่น เคยได้เป็นบิดา มารดา เป็นบุตร ธิดา แลสามี ภรรยา หรือเคยได้จองเวรจองกรรม อาฆาตบาดหมางแก่กันแลกันมาแล้วแต่ชาติก่อน เรียกว่า “อตีตั้งสญาณ” อตีตังสญาณนี้บางทีบอกชื่อ แลสถานที่ที่เคยกระทำมาแล้วนั้นพร้อมเลยที่เดียว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางทีก็เห็นนิมิตแลความรู้ขึ้นมาว่า ตนเอง แลผู้อื่น มีญาติพี่น้องเราเป็นต้น ที่มีชีวิตอยู่จะต้องตายวันนั้นวันนี้ หรือปีนั้นปีนี้ หรือจะได้โชคลาภ หรือทุกข์จนอย่างนั้น ๆ เมื่อถึงกำหนดเวลาก็เป็นจริงอย่างที่รู้เห็นนั้นจริง ๆ นี้เรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“อนาคตังสญาณ”</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">            </span><span style="font-size: small;">“อาสวักขยญาณ” ท่านว่า ความรู้ความเห็นในอันที่จะอาสวะให้สิ้นไป   ข้อนี้ผู้เขียนขอวินิจฉัยไว้สักนิดเถอะ เพราะกังขามานานแล้ว ถ้าแปลว่าความรู้ความเห็นของท่านผู้นั้น ๆ ท่านทำให้สิ้นอาสวะไปแล้ว ก็ยังจะเข้าใจบ้าง เพราะญาณก็ดี อภิญญา ๖ ก็ดี เกิดจากฌานทั้งนั้น และในนั้นก็บอกชัดอยู่แล้ว ฌาน ถ้าแปลว่า ความรู้เห็นอันที่จะทำอาสวะให้สิ้นไป ก็แสดงว่า ได้ฌานแล้วทำหน้าที่แทนมัคคสมังคีในมัคค์นั้นได้เลย   ถ้าพูดอย่างนี้มันตรงกันข้ามกับที่ว่า มัคคสมังคี เป็นเครื่องประหารกิเลสแต่ละมัคค์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ญาณ ๓ เกิดจากฌาน ฌานดีแต่รู้เห็นคนอื่น สิ่งอื่น ส่วนกิเลสภายในใจของตนหาได้รู้ไม่ญาณ ๓ ก็ดี ญาณ ๖ หรือบรรดาญาณทุกอย่าง ไม่เคยได้ยินท่านกล่าวไว้ที่ไหนเลยว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>“ญาณประหาร” มีแต่ “มัคคประหาร”</strong></span> ทั้งนั้นมีแต่อาสวักขยญาณนี้แหละที่แปลว่าวิชาความรู้อันที่จะทำอาสวะให้สิ้นไป จึงเป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก ท่านผู้รู้ทั้งหลายกรุณาพิจารณาเรื่องเหล่านี้ให้ด้วย ถ้าเห็นว่าไม่ตรงตามผู้เขียนแล้ว โปรดจดหมายส่งไปที่ที่อยู่ของผู้เขียนข้างต้นด้วย จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">            </span><span style="font-size: small;">“อาสวักขยญาณ” มิได้เกิดจากณาน ฌานเป็นโลกียะทั้งหมด ตลอดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธเพราะโลกุตตรฌาน ไม่เห็นท่านแสดงไว้ว่ามีองค์เท่านั้นเท่านี้ ท่านผู้เข้าเป็นโลกุตตระต่างหาก จึงเรียกฌาณเป้นโลกุตตระตามท่าน เหมือนกับพระเจ้าแผ่นดินทรงพระขรรค์ ที่จริงดาบธรรมดาเราดี ๆ นี่แหละ เมื่อเป็นของพระเจ้าแผ่นดินแล้วจึงเรียกว่าทรงพระขรรค์ นี่ก็ฉันใด ถ้าแปลว่า รู้จักท่านที่ทำกิเลสอาสวะให้สิ้นไป ก็ยังจะเข้าใจบ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อนึ่ง <strong>ท่านยังแยกฌานออกเป็นภวังค์ มี ๓ คือ <span style="color: #0000ff;">ภวังค์คุบาท ๑ ภวังคจรณะ ๑ ภวังค์คุปัจเฉทะ ๑</span>  </strong>ตามลักษณะของจิตที่รวมเข้าไปเป็นภวังค์ ส่วนสมาธิ ก็แยกออกเป็นสมาธิ ดังอธิบายมาข้างต้นเป็น๓เหมือนกัน คือ <span style="color: #0000ff;"><strong>ขณิกสมาธิ ๑ อุปจารสมาธิ ๑ อัปปนาสมาธิ ๑</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ส่วนการละกิเลสท่านก็แสดงไว้   ไม่ใช่ละกิเลส เป็นแต่การข่มกิเลสของตนไว้ไม่ให้มันเกิดขึ้นด้วยองค์ฌานนั้น ๆ ส่วนการละกิเลสของสมาธิ   ท่านแสดงไว้ว่า พระโสดาบัน ล<strong>ะกิเลสได้ ๓ คือ ละสักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ พระสกทาคามี</strong> ละได้ ๓ ตัวเบื้องต้นและยังทำให้ราคะเบาบางลงอีก พระอนาคามี ละได้ ๓ ตัวเบื้องต้นนั้นได้เด็ดขาดแล้ว   ยังละกามราคะและปฏิฆะให้หมดไปอีกด้วย   นี้แสดงว่าฌานเป็นโลกิยะโดยแท้ ส้วนสมาธิเป็นโลกุตตระ ละกิเลสได้ตามลำดับดังอธิบายมาแล้ว </span><span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ฌาน ถึงแม้เป็นโลกิยะก็จริงแล แต่ผู้ฝึกหัดสมาธิจำเป็นจะต้องผ่านฌานนี้เสียก่อน เพราะฌาน แลสมาธิ มันกลับกันได้ ด้วยอุบายแยบคายของตนเอง ผู้จะไม่ผ่านฌาน แลสมาธิ ทั้งสองนี้ไม่มี ฝึกหัดจิตอันเดียวกัน บริกรรมภาวนาอันเดียวกัน หนีไม่พ้นฌาน แลสมาธิ เป็นอันขาด ฌาน แลสมาธิทั้ง ๒ อย่างนี้ให้ชำนิชำนาญ รู้จักผิด รู้จักถูกละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว จึงจะทำวิปัสสนาให้เป็นไปได้ วิปัสสนามิใช่เป็นของง่ายเลย ดังคนทั้งหลายเข้าใจกันนั้น จิตรวมเข้ามาเป็นฌาน แลสมาธิเป็นบางครั้งบางคราว ก็โมเมเอาว่าตนได้ขั้นนั้นขั้นนี้แล้ว   ไม่ทราบว่าถึงขั้นไหน เป็นฌาน หรือเป็นสมาธิ คุยฟุ้งเลย ที่หลังสมาธิเสื่อมแล้วเข้าไม่ถูก</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_468_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/468?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_468_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=468&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b4%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2" title="พระพุทธศาสนา" rel="tag">พระพุทธศาสนา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81" title="สิ้นโลก" rel="tag">สิ้นโลก</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ตอนสุดท้าย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2009 02:00:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[คำสอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สุดท้าย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ]]></category>
		<category><![CDATA[เทศนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=379</guid>
		<description><![CDATA[พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้
เอ้าบุญของเปิ้นก็มี น้ำมันพัดเข้าไปลอยอยู่ ท่าน้ำแห่งหนึ่ง บัดนี้มีเศรษฐีคนหนึ่งลงมาอาบน้ำ มาเห็นหม้อลอยอยู่นั้นละก็ แหวกว่ายออกไปเอาหม้อเอาถาดนั้นมาดู อ้าวก็เป็นเด็กน้อย นอนอยู่ในหม้อนั้น ก็เอ็นดูสงสารก็นำไปเลี้ยงไว้ ในบ้าน พอเลี้ยงไว้แล้วมันใหญ่โตขึ้นมา แล้วเศรษฐีก็คิดว่าเอ๊ะ เด็กคนนี้มันต้องเอาไปฝากพระ ให้พระท่านสั่งสอนให้มันรู้ศีลรู้ธรรม เสียก่อนแล้วมันจะดีว่างั้นนะ ก็เลยเอาไปฝากท่านพระมหากัจจายนะเถระเจ้า อ้าวเศรษฐีคนนี้เป็นโยมอุปฐากของท่าน เศรษฐีนั้นก็เลี้ยงไว้ มันก็ใหญ่แล้วนี่เป็นหนุ่มแล้ว เศรษฐีนั้นอยากจะทดลองบุญกุศลของเขาดู ว่าเด็กคนนี้จะมีบุญจริงหรือไม่ ถ้ามีบุญก็จะแต่งงานให้กับลูกสาว ถ้าไม่มีบุญก็จะไม่แต่งงานให้ บ้านนั้นก็ขายของ ตลาดสดพอรุ่งเช้ามาแล้ว ก็เอาของสินค้า ใส่รถเข็นไปวางขาย บัดนี้เมื่อได้ลูกเลี้ยงลูกบุญธรรมมา ก็เลยเอ้าให้ลูกไปนั่งขายของนะว่างั้น พ่อแม่จะไปทำธุระทางบ้าน บัดนี้ลูกชายเลี้ยงนั้นก็นั่งขายของอยู่เลย โอ๋ยบรรดาคนในตลาดมันหลั่งไหลไปซื้อเอา แต่ของเด็กหนุ่มคนนั้นนะ ไม่ทันไรหมดเลยของที่เอาไปวาง กลับไปบ้านด้วยภาชนะเปล่า กับเงินเอาให้พ่อให้แม่ เอ้าพ่อแม่ก็ทดลองดูอีกวันที่สอง ให้ขนของไปวางขายตลาดสดอีก คนก็หลั่งไหลมาซื้อเอาจนหมดอีก วันที่สามอีกคนก็หลั่งไหลมาซื้อเอาหมด พ่อกับแม่ก็เลยนึกว่าอ้อไอ้เจ้านี่มีบุญหนักจริง ๆ บุญเขามากจริงๆ ก็เลยสร้างเรือนหอขึ้นหลังหนึ่ง แล้วก็ทำพิธีแต่งงานให้กับลูกสาว
                               
           [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้</p>
<p>เอ้าบุญของเปิ้นก็มี น้ำมันพัดเข้าไปลอยอยู่ ท่าน้ำแห่งหนึ่ง บัดนี้มีเศรษฐีคนหนึ่งลงมาอาบน้ำ มาเห็นหม้อลอยอยู่นั้นละก็ แหวกว่ายออกไปเอาหม้อเอาถาดนั้นมาดู อ้าวก็เป็นเด็กน้อย นอนอยู่ในหม้อนั้น ก็เอ็นดูสงสารก็นำไปเลี้ยงไว้ ในบ้าน พอเลี้ยงไว้แล้วมันใหญ่โตขึ้นมา แล้วเศรษฐีก็คิดว่าเอ๊ะ เด็กคนนี้มันต้องเอาไปฝากพระ ให้พระท่านสั่งสอนให้มันรู้ศีลรู้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ธรรม">ธรรม</a> เสียก่อนแล้วมันจะดีว่างั้นนะ ก็เลยเอาไปฝากท่านพระมหากัจจายนะเถระเจ้า อ้าวเศรษฐีคนนี้เป็นโยมอุปฐากของท่าน เศรษฐีนั้นก็เลี้ยงไว้ มันก็ใหญ่แล้วนี่เป็นหนุ่มแล้ว เศรษฐีนั้นอยากจะทดลองบุญกุศลของเขาดู ว่าเด็กคนนี้จะมีบุญจริงหรือไม่ ถ้ามีบุญก็จะแต่งงานให้กับลูกสาว ถ้าไม่มีบุญก็จะไม่แต่งงานให้ บ้านนั้นก็ขายของ ตลาดสดพอรุ่งเช้ามาแล้ว ก็เอาของสินค้า ใส่รถเข็นไปวางขาย บัดนี้เมื่อได้ลูกเลี้ยงลูกบุญธรรมมา ก็เลยเอ้าให้ลูกไปนั่งขายของนะว่างั้น พ่อแม่จะไปทำธุระทางบ้าน บัดนี้ลูกชายเลี้ยงนั้นก็นั่งขายของอยู่เลย โอ๋<strong>ยบรรดาคนในตลาดมันหลั่งไหลไปซื้อเอา</strong> แต่ของเด็กหนุ่มคนนั้นนะ ไม่ทันไรหมดเลยของที่เอาไปวาง กลับไปบ้านด้วยภาชนะเปล่า กับเงินเอาให้พ่อให้แม่ เอ้าพ่อแม่ก็ทดลองดูอีกวันที่สอง ให้ขนของไปวางขายตลาดสดอีก คนก็หลั่งไหลมาซื้อเอาจนหมดอีก วันที่สามอีกคนก็หลั่งไหลมาซื้อเอาหมด พ่อกับแม่ก็เลยนึกว่าอ้อไอ้เจ้านี่มีบุญหนักจริง ๆ บุญเขามากจริงๆ ก็เลยสร้างเรือนหอขึ้นหลังหนึ่ง แล้วก็ทำพิธีแต่งงานให้กับลูกสาว</p>
<p>                               <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141956.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p>           พอแต่งงานให้แล้ว ไม่ทันไร ภูเขาทองก็โผล่ขึ้นหลังบ้านเลย พร้อมด้วยขวานเพชรเล่มหนึ่ง ขวานเพชรนั้นสำหรับพ่อบ้านเท่านั่นแหละ ไปสับเอาทองคำนั้นได้ แต่ผู้อื่นสับไม่ได้ เพราะมันเป็นบุญวาสนาของคนนั้นโดยตรง บัดนี้อยู่มาพ่อบ้านแม่บ้านนั้นก็เลยได้ ลุกชายสามคน พอได้ลุกชายสามคนแล้ว ผู้พ่อนั้นน่ะ ก็ได้ไปฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าบ๊อยบ่อย ก็อินทรีย์บารมีแก่กล้าขึ้นมาแล้ว ก็เลยนึกว่าจะมอบหมายสมบัติอันนี้ให้แก่ลูก เอ้าคนใดมันได้ทำบุญกุศลร่วมกับพ่อมาแต่ก่อน ให้เขาเสี่ยงเอา เอาขวานเล่มนั้นไปสับทองคำได้สักก้อนหนึ่ง แล้วผู้นั้นก็ชื่อว่าได้ทำบุญร่วมกับพ่อ แม่มาแต่ชาติก่อน เรียกลูกชายสามคนมา บัดนี้พ่อก็แก่ชราแล้ว พ่ออยากจะออกไปบวชแล้วลูก อยากจะมอบสมบัติให้ลูกแต่ว่า <strong>พ่อมอบให้แต่บุคคลผู้มีบุญ ที่ได้ทำร่วมกับพ่อ แม่ มาเท่านั้นเอง</strong> <strong>ถ้าผู้ใดไม่ได้ทำร่วมกับพ่อ กับแม่มา พ่อก็จะไม่มอบให้</strong> ให้ลูกนั้นอธิษฐานเอา วาข้าพเจ้าได้ทำบุญกุศลร่วม กับ บิดา มารดา มาขอให้ข้าพเจ้านี้ตัดก้อนทองคำนี้แตกไปได้ ก้อนหนึ่ง ผู้พี่ชายคนหัวปลีก็ อธิษฐาน อธิษฐานแล้วก็ สับลงไปไม่แตกเลย ไม่ได้สักก้อนเดียว เอ้าน้องคนที่สอง ก็อธิษฐานจิตแล้วเอาสับลงไปมันก็ไม่ได้อีก บัดนี้คนที่สามมาอธิษฐานจิตใจ ว่าข้าพเจ้า ได้ทำบุญกุศลร่วมกับบิดา มารดา มาก็ขอให้ สับทองคำนี้แตกมาได้ก้อนหนึ่ง พออธิษฐานแล้วก็สับลงไปทองคำก็แตกได้ก้อนหนึ่งจริงๆ ผู้พ่อจึงว่าเออไอ้นี่ แกมันได้ทำบุญกุศลร่วมกับพ่อมา แต่ชาติก่อนะนี่นะ เราก็จึงต้องมอบเขาทองคำนี้ให้แก่เธอผู้เดียวเลย แต่ว่าเธออย่าไปทิ้งพี่ชายสองคน ให้ช่วยเหลือดูแล ให้เขามีความสุขตามสมควร ผู้ลูกชายก็ยอมรับว่า ผมจะไม่ทิ้งพี่ชายทั้งสอง จะดูแลไปตลอดโน้นแหละว่างั้น บัดนี้นะผู้พ่อก็เลยหนีไปบวช เท่านั้นแหละ บวชแล้วปฏิบัติไม่นาน ก็สำเร็จอรหันต์</p>
<p>           บัดนี้<strong>พระพุทธเจ้า</strong>ก็ เมื่อมีผู้ไปทูลถาม ว่าทำไมเศรษฐีถึงได้ออกบวช ว่างั้นทำไมเศรษฐีนี้จึง มอบสมบัติให้ลูกคนเดียวเท่านั้น ภูเขาทองคำทั้งลูก แท้ๆ ว่างั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดง ว่าคนเหล่านี้แต่อดีตชาติเขามีความเกี่ยวข้องกันมา อย่างนั้นๆ อย่างที่เล่ามา ว่าตั้งแต่ศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปนู่น <strong>พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานบัดนี้</strong> <strong><span style="color: #0000ff;">ชาวเมืองก็พากันสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุของพระองค์ไว้ กราบไหว้บูชา <br />
</span></strong><br />
                              <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141954.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p>           บัดนี้ไอ้ ครอบครัวหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้วัด ไม่ไกลเท่าไร เป็น<strong>ช่างทองนั่งตีทองรูปพรรณขาย บัดนี้วันหนึ่งพระมายืนบิณฑบาตหน้าบ้าน ไอ้ช่างทองผู้เป็นพ่อบ้าน เห็นเข้าแล้วก็ต่อว่าพระบัดนี้ เฮ้ยพระนี่ มีแต่เที่ยวของทานเขาแต่ละวัน เกียจคร้านไม่ทำการทำงานอะไรเลย อย่างนี้นี่ไม่สมควรดอก มาทำอย่างนี้นะ <span style="color: #0000ff;">ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร</span></strong> แก่คนหมู่มากเลย พระท่านยืนอยู่พอประมาณแล้วท่านก็ ไปบ้านหน้าต่อไป <strong>ฝ่ายเมียได้ยินผัว ต่อว่าพระอย่างนั้นก็เลยมา พูดกับผัวว่า</strong>เอ๊ะ แล้วทำไมคุณจึงไปด่าไปว่าพระ เสียๆ หายๆ อย่างนั้น พระท่านทำอะไรให้แก่คุณล่ะ <strong>ท่านก็มายืนอยู่เฉยๆ เราจะมีศรัทธาใส่ให้ ก็ได้ ไม่มีศรัทธาไม่ใส่ให้แล้วท่านก็ไปที่อื่น </strong>ท่านไม่ได้ทำความเดือดร้อนอะไรให้แก่ใครนี่ ชื่อว่าคุณทำบาป ทำแบบนี้ว่างั้น สามีได้ฟังเมียพูดนั้นก็เอ๊อ จริงนะฉันเผลอแล้วฉันพูด ไปด้วยโมโหโทโส ต้องเป็นบาปแน่ว่างั้นแล้วทำยังไงล่ะ ฉันจึงจะพ้นจากบาปนี้ได้ อ้าวคุณต้องได้ดอกไม้ธูปเทียนนะ เข้าไปขอขมาโทษท่านเสีย เมื่อท่านให้อภัยโทษแล้ว โทษนั้นก็จะหมดไปเท่านั้นละว่างั้น พ่อบ้านคนนั้น ก็ได้ดอกไม้ธูปเทียน เข้าไปหาพระองค์นั้น <strong>ไปแสดงสารภาพความผิด ที่ได้ว่าคำหยาบคายกับท่าน ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ด้วย</strong> พระองค์นั้นเข้าใจว่าท่านคงเป็นนักปราชญ์และเป็นพระอรหันต์ หรือก็ไม่รู้ ท่านก็เลยพูดว่า โยมมาขอขมาโทษแต่เพียงวาจาเฉยๆ เท่านี้ โทษคงจะไม่หมดหรอกว่างั้น อ้าวแล้วจะให้ผมทำยังไง อ้าวโยมเป็นช่างตีทองน่ะ <span style="color: #0000ff;"><strong>ขอให้โยมตีทองคำเป็นกระถางดอกไม้ทั้งกระถางเลย ตีเสร็จแล้วก็ให้เอาดินเอาปุ๋ยเข้าไปปลูก ต้นไม้ที่มีดอกขึ้นมาบานสะพรั่งแล้วก็เอา กระถางดอกไม้นั้น มาบูชาพระเจดีย์นี้ ขอขมาลาโทษ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กันอย่างนี้แล้วโยมจะพ้นโทษ ว่างั้นนะ<br />
</strong></span><br />
           เออถ้างั้นทำก็ทำ กลับไปบ้านก็เลยเรียกลูกชาย สามคน มาหา แล้วพูดให้ลูกชายฟังว่าพระท่านแนะนำให้พ่อตีกระถางทองคำ ปลูกดอกไม้ไปบูชาพระธาตุของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นขอให้ลูกทั้งสาม ช่วยพ่อด้วยว่างั้นนะ บัดนี้ลูกชายสองคนนั้นน่ะ บอกว่า อ้าวพ่อทำผิดเอง พ่อก็ทำเองซิ ลูกไม่ได้ทำผิดน่ะ ลูกจะไปทำ ทำไม ว่างั้นนะ ส่วนลูกชายคนที่สามนั้น พ่อชักชวนให้ทำ <strong>ตีกระถางทองคำดอกไม้</strong>ก็ทำ ช่วยพ่อจนเสร็จ ลงไป แล้วก็จนได้ไปถวายพระ ขอขมาลาโทษอย่างว่านั้นแหละ โทษก็เลยหมดไป</p>
<p>           ทีนี้<strong>อานิสงส์ และผลที่เพื่อนได้ตีทองคำ</strong> เป็นกระถางดอกไม้บูชา <strong>พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ากัสสปะ</strong> นั้นน่ะ ก็บันดาลให้ เพื่อนเกิดมาในชาตินั้นก็จึงว่า ภูเขาทองคำโผล่ขึ้นมาหลังบ้านนั้นแหละ เมื่อแต่งงานแล้ว ในที่สุดเมื่อลูกชายสามคนนั้นเจริญวัยใหญ่โตมาแล้ว พ่อก็คิดอยากออกบวชจึงว่าได้ ให้ลูกชายสามคนนั้นมาเสี่ยงบารมี เอาภูเขาทองคำลูกนั้น ไอ้สองคนผู้พี่นั้น ไม่ทำงานไม่ตีทอง ไม่ตีกระถางทองคำตั้งแต่ศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปะโน้นน่ะ ไม่ตีกระถางดอกไม้ช่วยพ่อ มีแต่คนที่สามทำช่วยพ่อ พอผลมาปรากฏในชาติศาสนาพระพุทะเจ้าของเรานี่ จึงว่าผู้พี่ชายสองคนนั้นเอาขวาน ไปสับทองคำนั้นไม่ได้ หน่อยเดียวเลย นี่อย่างนั้นแหละ เรียกว่าการกระทำความดีนั้นใครทำใครได้อย่างว่านั้นแหละ</p>
<p>           ส่วนคนที่สามผู้น้องชายคน ที่สุด อธิษฐานแล้วไปสับมันก็แตกออกซี่ของเขาได้ทำช่วยพ่อ ตั้งแต่ครั้งศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปะโน้นน่ะ เค้าก็จึงได้เจริญรุ่งเรือง ในชีวิตคนสมัยนั้นอายุยืน ตั้งสองหมื่นปี</p>
<p>                                         <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141955.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
           เพราะฉะนั้นแหละพวกเราทั้งหลาย พวกเราทั้งหลายพอเมื่อได้ยินได้ฟัง <strong>คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า</strong> ดังอธิบายให้ฟังมานี้แล้วก็สรุปใจความว่า<strong><span style="color: #0000ff;">ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน</span></strong> อย่างเช่นพวกเราได้ต่างคนต่างคิด จะมาฟังธรรมวันนี้ จิตใจมาถึงบ้านคุณสรศักดิ์ก่อนแล้วแหละ ร่างกายจึงมาทีหลัง แล้วมีใจเป็นใหญ่เมื่อมา ได้เวลาฟังธรรมแล้วก็ตั้งใจฟังจริงๆ ตั้งใจจดจำคำสอนพระพุทธเจ้า ให้ได้จริงๆ นี่เรียกว่าใจเรามันเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเมื่อทำลงไปฟังลงไปแล้ว สิ่งใดที่ท่านสอนให้ละ มันเป็นบาปเป็นโทษ อย่างนี้เราก็ตัดสินใจละมันลงไป จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวมุสาวาท ไม่ดื่มสุราเมรัย กัญชา ยาฝิ่นเฮโรอีน ไม่สูบบุหรี่ให้โรคภัยเบียดเบียนร่างกาย ก็ตัดสินใจลงไปแน่วแน่ เราก็เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เมื่อมีศีลแล้วก็มีธรรม มีเมตตากรุณาอยู่ในใจ ไม่อิจฉาริษยา ไม่เบียดเบียนใคร รู้จักให้อภัยแก่บุคคลผู้ทำผิด ต่อตน เข้าไปใจก็เป็นสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในบุญในคุณแก้วสามประการนี้ อันนี้แหละเป็นหนทางไปสวรรค์ไปสู่พระนิพพาน เพราะฉะนั้นพุทธบริษัททั้งหลายก็ขอให้พากันคิด ขอให้พากันตรองให้เข้าใจคำว่า<strong>ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นบุญเป็นบาปเนี่ยะ ไม่ใช่บุญใช่บาปมีมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจทั้งนั้นเลย ใจเป็นผู้สร้างจึงมีได้</strong> บุญบาปคุณโทษดังกล่าวมานั้นน่ะ ถ้าใจไม่สร้างอันใดแล้วไม่มี ดังนั้นให้พากันรักษาจิตใจของตนเสมอ ไปไหนมาไหนก็ถ้าไม่มี เรื่องอื่นที่จะคิด เราก็บริกรรมพุทโธ นึกพุทโธเอาคุณพระพุทธเจ้า มาตั้งไว้ในใจ ของเราเรื่อยไป พระคุณของพระพุทธเจ้ายังรักษาจิตใจของเรา ไม่ให้ตกไปในที่ต่ำ ไม่ให้เป็นบาปเป็นกรรม เป็นเวร ทำให้ใจสูงไป อยู่ด้วยเมตตากรุณา ดังแสดงมา เอวังก็มีด้วยประการะ ฉะนี้</p>
<p><map name='google_ad_map_379_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/379?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_379_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=379&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2588-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99" title="คำสอน" rel="tag">คำสอน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="สุดท้าย" rel="tag">สุดท้าย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%8d-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a0" title="หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" rel="tag">หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2" title="เทศนา" rel="tag">เทศนา</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ตอนที่ 2</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2009 01:44:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=372</guid>
		<description><![CDATA[พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้
บางคนทำบุญ กุศลให้ทานแต่ของดีๆ ของ สวยๆ งามๆ มา แล้วเป็นผู้มีกริยาวาจา อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวาน ไม่พูดกระแทกแดกดันใคร แล้วก็ไม่โกรธ กริ้วใคร มีความอดทนสูง ใครจะ ด่าจะว่า ติเตียน ก็ไม่แสดงอาการ โกรธกริ้ว โกรธา ผู้ใดฝึกตนแบบนี้แล้ว ตายเกิดไปชาติหน้า ก็จะเป็นคนสวย คนงาม มีกิริยามารยาท ละมุนละมัย ใครเห็นเข้าก็ ปรารถนาจะคบค้าสมาคม นี่ไอ้คนเราน่ะมันเป็น ไปด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมบาปกรรมอย่างว่า อย่าไปเชื่ออย่างอื่นเลย เห็นคนอื่นเขาสวย เขางาม เขาดี อิจฉาก็มีบางคนน่ะ นั่นแหละ ถ้าผู้ใดมานึกคิดว่าโอ๊ คนผู้นี้ต้องได้ทำบุญกุศล ต้องได้ฝึกตนมาแต่ก่อน เขาเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ด่า ไม่แช่งไม่แสดงกิริยา หยาบคาย ต่อใคร และใครมาแต่ชาติก่อน เขาไม่แสดงหน้าตาบูดบึ้ง ต่อคนทั้งหลาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้</p>
<p><strong>บางคนทำบุญ กุศลให้ทานแต่ของดีๆ ของ สวยๆ งามๆ มา แล้วเป็นผู้มีกริยาวาจา อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวาน ไม่พูดกระแทกแดกดันใคร แล้วก็ไม่โกรธ กริ้วใคร มีความอดทนสูง ใครจะ ด่าจะว่า ติเตียน ก็ไม่แสดงอาการ โกรธกริ้ว โกรธา <span style="color: #0000ff;">ผู้ใดฝึกตนแบบนี้แล้ว ตายเกิดไปชาติหน้า ก็จะเป็นคนสวย คนงาม มีกิริยามารยาท ละมุนละมัย ใครเห็นเข้าก็ ปรารถนาจะคบค้าสมาคม</span></strong> นี่ไอ้คนเราน่ะมันเป็น ไปด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมบาปกรรมอย่างว่า อย่าไปเชื่ออย่างอื่นเลย เห็นคนอื่นเขาสวย เขางาม เขาดี อิจฉาก็มีบางคนน่ะ นั่นแหละ ถ้าผู้ใดมานึกคิดว่าโอ๊ คนผู้นี้ต้องได้ทำบุญกุศล ต้องได้ฝึกตนมาแต่ก่อน เขาเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ด่า ไม่แช่งไม่แสดงกิริยา หยาบคาย ต่อใคร และใครมาแต่ชาติก่อน เขาไม่แสดงหน้าตาบูดบึ้ง ต่อคนทั้งหลาย แม้ใครจะว่ากระทบกระทั่งอะไรเขาก็ยิ้มรับเสมอ คนผู้เช่นนี้แหละ เกิดมาเขาจึงสวย จึงงาม จึงมีคนหุ้มห่อ มีคนนับถือลือหน้า แม้เราก็เหมือนกันถ้าเราฝึกตน ให้ ดีให้งามอย่างว่านี้แล้ว ชาตินี้ถึงจะรูปร่างไม่สวยงาม จะไม่มีคนนับถือลือหน้าแต่ ไปสู่ชาติหน้าโน้นแหละ บุญกุศล ที่เราฝึกตน ที่ว่าอย่างว่าเมื่อกี๊เนี่ยะ มันก็จะมาอำนวยผลให้ เกิดไปในชาติหน้าให้มีรูปสวย รูปงาม ให้เป็นคนใจดีใจเย็น มีกิริยามารยาทอ่อนโยน พูดจาปราศรัยอะไรก็ไพเราะเพราะพริ้ง <strong>คนทั้งหลายได้พบได้เห็นได้ฟังแล้ว ก็ชอบใจพอใจอยากคบหาสมาคมเหมือนอย่างเขา<br />
</strong><br />
           แต่ว่า <strong><span style="color: #0000ff;">การทำบุญทำทานอย่าไปปรารถนาผิดทาง การปรารถนาผิดทางเป็นทุกข์อีกเหมือนกันอย่าง</span></strong> เช่นนาง กัณหาสินานารถ พระราชธิดาของพระเวสสันดร และพระนางมัทรีนั่น เมื่อพระเวสสันดรให้ทานแก่ชุชกไป ชูชกเฆี่ยนตีไป ฝ่าย ท้าวชาลีเป็ผู้ชายมีความอดทน อดเอาทนเอา พราหมณ์ตีก็ยอมให้เขาตีไป แต่ฝ่ายน้องสาวนางกัณหาสินานารถนี่ เมื่อ พราหมณ์ ตีเข้าไปเจ็บปวดมาแล้วก็นึก โอ๊ยพ่อแม่เรานี่ ไม่รักเราไม่เอ็นดูเราเลย ปล่อยให้พราหมณ์ เฆี่ยนตีเรามาทนทุกข์ทนยากลำบากอย่างนี้นะ เอาละต่อจากชาตินี้ไป ขออย่าให้เราได้เกิดร่วมกับพ่อแม่คู่นี้ เลย นางกัณหาก็ปรารถนาลงอย่างนั้นนะ ในที่สุดเมื่อพระเวสสันดร สวรรคตแล้วก็ไปเกิดสวรรค์ชั้น ดุสิต จากสวรรค์ชั้นดุสิตลงไปเกิดเมืองกบิลพัสดุ์ จะได้ออกบวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเนี่ยะ พระนางกัณหานั้น ก็ไม่ได้ไปเกิดกับพระนางพิมพาเลย มีแต่พระราหุล มีแต่ท้าวชาลีตั้งแต่ครั้งเป็น ลูกชายของพระเวสสันดร โน่นแหละ ติดสอยห้อยตามไปเกิดด้วย แต่นางกัณหานั้นน่ะ ในชาติต่อๆ มาเป็นคนมีรูปสวยรูปงาม เพราะเหตุว่าชาติหนึ่งเขาไปเกิดในตระกูลยากจน แล้วบัดนี้ ในคราวครั้งนั้นในเมืองเขาทำ เล่นมหรสพ เล่นนักขัตฤกษ์กัน บัดนี้ผู้ลูกสาวนี่ก็ไปขออ้อนวอนขอเครื่องประดับกับแม่ แม่ก็ว่าเราเป็นคนยากคนจน เราจะไปเอาเครื่องประดับที่ไหนมาให้ เออถ้าหากว่าแม่ไม่มีจะให้ลูกจะ ขอลาแม่ไปหารับจ้างเอา ขอให้ได้เครื่องประดับมา แม่ก็อนุญาต นางก็เที่ยวไปบ้านเศรษฐีไปขอรับจ้างเศรษฐี ขอให้ได้ผ้าดอกคำ ซักสองผืน เศรษฐีก็ว่าได้แต่ต้องรับจ้างเราอยู่สามปี ถึงจะได้ เอ้าสามปีก็สาม รับทำงานให้บ้านเศรษฐีอยู่อย่างนั้นแหละ จะรอครบสามปี เศรษฐีก็เลยประทานผ้าให้ สองผืนผ้าสีดอกคำ <strong>ผ้านั้นมีสีเหลืองเหมือนทองคำหมายความว่างั้นแหละ บัดนี้คราวนั้นน่ะ ดูเหมือนจะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นหรือไงเนี่ยะ</strong> ก็มีพระสงฆ์องค์หนึ่งเดินทางมา นางคนนี้ก็นุ่งห่มผ้าดอกคำ เห็นจะนุ่งผ้าธรรมดาแล้วก็เอาผ้าดอกคำนี่ห่มรวมเข้าไป แล้วหาบน้ำลงไปท่าน้ำ ไปตักน้ำ พระนั้นเดินทางมาถูกโจรปล้นเอา ผ้าจีวรสบงไปหมด พระก็เลยเอาใบไม้เย็บนุ่งแทน ผ้าสบงจีวรมา นางคนนี้เห็นเข้าก็เลยถามว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นไงนุ่งใบไม้อย่างนี้ ก็อาตมาเดินตามทางมานี้ โจร น่ะมันแย่งเอา ปล้นเอา ก็เลยสละให้โจรเขาไปหมดเราก็เลย นุ่งใบไม้แทนผ้ามานี่ว่างั้น</p>
<p>           นางเกิดศรัทธาขึ้น ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอถวายผ้า ผืนนี้ให้แก่ท่าน ก็เปลื้องเอาผ้าผืนหนึ่ง ที่ห่มนั้นถวาย พระองค์นั้น พระองค์นั้น ได้แล้วก็ไปบังพุ่มไม้แล้วก็ไปถ่ายใบไม้ออก แล้วก็เอาผ้าดอกคำผืนนั้นนุ่ง เดินออกมานางเห็นเข้าก็โอ๊สวยงามจริงนะ ก็เลยเปลื้องผืนที่สองออกไป แล้วอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจที่ข้าพเจ้าให้ทาน ถวายผ้าสีดอกคำนี้ เกิดไปชาติใดขอให้ข้าพเจ้ามีรูป สวยรูงามแล้วก็มีผิวพรรณเหมือนอย่าง ผ้าดอกคำนี้เองว่างั้น ชายใดเห็นแล้วขอให้ตาค้างไปเลย ขอให้หลงละเมอไปเลยว่างั้น ไปปรารถนาอย่างนั้นแหละ พอดีชาติต่อมาบุญกุศลอันนั้น ก็อำนวยผลให้ไปเกิด ในตระกูลอันพอมีพอกินเข้าไป แล้วก็มีรูปสวยรูปงาม ผิวพรรณก็เหมือนอย่างผ้าดอกคำนั้นเอง ชายใดเห็นเข้าก็ตาค้างอย่างที่ว่านั้นหละ ก็ละเมอเพ้อฝันไปทั่ว ตลอดถึงพระราชามหากษัตริย์ เห็นเข้าก็ไม่ไหวอยากจะได้ อยากจะได้เอาเหลือล้นพ้นประมาณจน ว่าเสวยอาหารก็ไม่ได้นอนก็ไม่หลับ พวกเสนาอำมาตก็เลยทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น แล้วให้พระราชานี่เบื่อหน่าย ก็จึงได้งดจากการที่ไปผูกพันกับหญิงคนนั้น จนในที่สุดนางกัณหานั้นน่ะ เมื่อมาถึงศาสนาพระพุทธเจ้าของเรานี่ นางก็ไม่ได้ไปเกิดร่วมกับพระองค์แล้ว มีแต่ท้าวชาลีเท่านั้นไปเกิดเป็น<strong>ราหุล<br />
</strong><br />
           บัดนี้ส่วนกัณหานี้มาเกิด ในตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถี อ่าเมื่อเกิดมาแล้วรูปร่างผิวพรรณสวยสดงดงาม สีเหมือนดอกบัวดอกทองคำ พ่อแม่ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า<strong>อุบลวรรณา แปลว่าผู้มีผิวพรรณผุดผ่องเหมือนดอกบัว</strong> เป็นอย่างนั้น ชาตินั้นก็อู๊ย พวกลูกของเศรษฐี คหบดี ตลอด พระราชามหากษัตริย์ก็มาสู่มาขอ พ่อกับแม่พิจารณาเห็นว่า ถ้าไปยกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดี๋ยวมันก็จะเกิด สงครามกลางเมือง กันละจะฆ่ากันตายป่นปี้ว่างั้นนะ พ่อก็เลยพูดกับลูกสาวว่าลูก เรื่องมันยุ่งยากเหลือเกิน ในโลกสงสารอันนี้เป็นอย่างนี้แหละ อยากให้ลูกรู้อยู่เนี๊ยะ พ่อว่าลูกควรหนีไปบวชเสียดีกว่า อย่าให้ใครได้เลย มันจะไม่ได้รบราฆ่าฟันกันว่างั้น ลูกก็เลยเห็นดีเห็นชอบด้วย พ่อแม่ก็เลยส่งไปให้สำนักนางภิกษุณี ก็เลยได้บวชเป็นนางภิกษุณี ค่าที่ก็ได้สร้างบุญบารมีตามพระเวสสันดร ตามพระพุทธเจ้ามาแต่ชาติก่อนหนหลัง เมื่อบวชแล้วบำเพ็ญไปไม่นานท่านก็เลยสำเร็จอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณแตกฉาน ในอรรถในธรรม มีฤทธิ์มีเดชอีกด้วย เป็นอย่างนั้น อันนี้ที่นำมาแสดงสู่ฟังนี่หมายความว่า <strong><span style="color: #0000ff;">เมื่อไปตั้งความปรารถนาผิดน่ะ มันทำพิษแก่ชีวิต</span></strong> ท่องเที่ยวไปในสงสาร ได้พบแต่เรื่องรำคาญเรื่องเดือดร้อน ดังนางกัณหาสินารถนั้นแหละให้พากันเข้าใจ ฉะนั้นเรายกไทยทานจบศีรษะแล้วอธิษฐาน ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นทุกข์พ้นภัยในสงสาร เท่านี้แล้วก็ให้ทานไปเลย อย่างนี้นะมันไม่เป็นเวรอย่างที่ว่า มาแล้วนั้นแหละ</p>
<p>                                <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141951.jpg" border="0" alt="" width="392" height="206" align="undefined" /><br />
           ถ้าจะมีเงินทองข้าวของอะไรมามันก็ไม่หวงแหน มันก็ยินดีในการบริจาคทาน ถ้าจะมีรูปสวยรูปงามมามันก็ไม่หลงใหลในรูปนั้น มันก็มองเห็นรูปทั้งหลายนั้น สวยงามประณีตอย่างไรมันก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีความเกิดขึ้นแล้วก็ เสื่อมไปสิ้นไปแปรปรวนไป &#8230;.. ทำคุณงามความดีไป เพราะถึงจะสวยจะงามอย่างไร มันก็ไม่พ้นจากแตกจากดับไป ก่อนที่มันจะแตกจะดับเรา ใช้มันสร้างบุญสร้างกุศลซะดีกว่า ธรรมดาผู้ตั้งความปรารถนาไว้ถูก <strong>บุญมันก็บันดาลให้เกิดปัญญามองเห็นช่องทางพ้นทุกข์ได้</strong> ดังกล่าวมานี้อย่างพวกเรา ที่ได้มาชุมนุมกันในที่นี้ก็ดี ก็ให้ถือว่าเรามีบุญไม่ใช่น้อยนะ ถ้าหากว่าบุญแต่หนหลังเราไม่ได้มีไม่ได้ทำมา คงจะไม่กระตือลือล้นมาฟังเทศน์ฟังธรรมกันอย่างนี้นะ</p>
<p>           เพราะว่าไม่มีบุญกุศลดลบันดาลแล้วมันไม่ได้ดอก มันไม่เกิดศรัทธา มันห่วงการห่วงงานห่วงเล่นห่วงสนุก ห่วงดูโทรทัศน์ สารพัด ตั้งแต่เครื่องล่อตาลวงใจ ในโลกนี้นะ ถ้าบุญกุศลไม่แรงมันทิ้งความห่วงเหล่านั้นไม่ได้ มันทิ้งความสนุกสนานไม่ได้เลย อันนี้พวกเราสละได้อย่างนี้นะ แสดงว่าพวกเรามีบุญมากพอสมควรน๊า ดังนั้นขอให้พากันรักบุญตัวเองให้มาก อย่าไปรักกิเลสตัณหามากกว่าบุญกุศล ให้รักบุญรักความดีที่ตนทำมา</p>
<p>           ตนรักษา<strong>ศีลห้า</strong>ให้บริสุทธิ์ อย่างนี้นะขอให้รักให้ทนุทนอมไว้ อย่าให้ศีลมันขาด แม้ว่าจะอดอยู่อดกินอยู่บ้างก็ ยอมเสียสละลงไป ไม่เป็นไรหรอกขอให้มีศีล เป็นเครื่องประดับตัวแล้ว แม้เราจะอยู่ในโลกนี้ก็ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน อานิสงส์ศีล นี่มันก็ดลบันดาลให้มีอยู่มีกินอยู่นั้นแหละ ถ้าผู้ใดไม่ยอมเสียสละความชั่ว เสียก่อนแล้วความดีมันก็ไม่งอกขึ้นมาได้ เป็นอย่างนั้น ดังนั้นเราต้องยอมสละความชั่วเสียก่อน เหมือนอย่างบุคคลจะปลูกต้นไม้ลงในสวน ในดินตรงนี้ แต่มีหญ้ารกอยู่อย่างนี้นะ เราต้องไปดายหญ้านั้นให้เตียนโล่งเสียก่อน อย่าให้หญ้ามันขึ้นมาท่วม ต้นไม้นั้นได้ เช่นนี้ปลูกต้นไม้นั้นลงในดินนั้นมันก็จึงงอกเงย งอกงามเจริญขึ้นมาได้ ให้ลองคิดดูอย่างนั้น ตั้งแต่แผ่นดินมันก็ต้องมีหญ้า เป็นเครื่องประดับอยู่อย่างนั้นแหละ แต่หญ้านั้นไม่ค่อยเป็นประโยชน์ แก่มนุษย์เท่าไหร่นักแต่ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเหมือนกันแหละ สำหรับวัวควายช้างม้ามันอาศัยกินหญ้านั้นแหละ แต่ว่าหากเป็นศัตรูพืชของมนุษย์ที่ปลูกฝังลงไป ต้องได้ดายทิ้งต้องได้ชำระมันไป อันนี้เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ลองคิดดูให้ดี มีทั้งคุณมีทั้งโทษเหมือนกันหมดเลย ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่ไปรังเกียจเดียดฉัน แม้แต่หมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง แมว สุนัข อะไร ต่ออะไรก็ตามแต่ มันก็มีประโยชน์แก่มนุษย์ไม่น้อยเหมือนกันนะ ดังนั้นอย่าไปรังเกียจมัน อย่าไปเฆี่ยน อย่าไปตีมัน ถ้าหากว่าเป็นสุนัข จรจัด เห็นมาสงสารก็เอาข้าวให้มันกินบ้าง ให้มันประทังชีวิตมันไป อย่างนี้นะเราก็ได้บุญไม่น้อยเหมือนกันนา เพราะฉะนั้นก็ขอให้พากันพิจารณาดูพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ดังที่ยกขึ้นในเบื้องต้นนั้นว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา แปลว่าธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มโนเสฏฐา มีใจเป็นใหญ่ มโนมยา สำเร็จแล้วด้วยใจ ดังนี้ <strong>ถ้าหากว่าใจของเราผ่องใส ใจเบิกบาน ใจดี การกระทำความดี ก็ทำได้ด้วย กาย วาจา ใจ นั้นบุญกุศลก็ย่อมงอกงามเจริญขึ้นได้</strong> เพราะว่าบุญ และบาป ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป มันมีจิตเป็นผู้สร้างขึ้นมาอย่างที่ว่ามาแล้วแต่เบื้องต้นแหละ อย่าไปลืม ฉะนั้นเราไม่ชอบบาป บาปมันก่อทุกข์ให้แก่เราๆ ไม่เอามัน สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามไว้เป็นบาป เราจะไม่ทำเราจะไม่ล่วงเกินเลย เพราะว่าพระพุทธเจ้ารู้ดีกว่ามนุษย์ และเทวดาทั้งหลายทั้งหมดเลย ถ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีผู้จะเชื่อหรอกในโลกอันนี้แหละ ให้คิดอย่างนั้น ถ้าหากว่าเราสละชีวิตบูชา คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าสอนให้เว้นจากโทษอย่างนั้นๆ ก็เว้นตามเลย เอ้าแม้นจะได้อยู่ได้กิน ไม่สมบูรณ์พูลสุขเท่าไรก็ช่างเถอะ ไอ้โลกนี้มันก็ไม่ยั่งยืนอะไรดอก</p>
<p>                                            <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141952.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /><br />
           แต่เศรษฐีมันก็ยังตายได้เหมือนกันนา ไม่ใช่ตายแต่คนโรค คนจนนา คิดเข้ามาเทียบเคียงหลายเรื่อง เข้ามาประกอบกันเข้าไปแล้วก็ มันก็ยินดี ยินดีเป็นอยู่ด้วยศีลด้วยธรรม <strong>ไม่ล่วงศีลแม้จะอดอยาก ปากแห้ง อยู่บ้างก็ช่างมันขอให้มี ศีล ประดับอยู่ที่ กายวาจาใจแล้วพอแล้ว</strong> <strong><span style="color: #0000ff;">ถ้าผู้ใด สละลงได้อย่างนี้แล้ว แน่นอนนะ นับตั้งแต่ชาตินี้ไปขึ้นชื่อว่าความทุกข์ จักไม่มี </span></strong>เพราะว่าผู้ไม่ทำบาป ผู้ไม่มีบาปติดตัวแล้วนะ ไปเกิดที่ไหน ก็เกิดดี เกิดในถิ่นที่มีความสุขความเจริญมีอายุ ยืนยาวนาน มีผิวพรรณผ่องใส สมบูรณ์ด้วยโภคะสมบัตินานาประการ คนมีบุญนะ ถ้าหากว่ามีบาปติดตามไปแล้ว มีเงินทอง มากเมื่อไรโจรมันก็ไปรวมหัวกันจี้เอา ปล้นเอาเผาบ้านเผาเรือน ฉิบหายวายวอด นั่นละเรียกว่าบาปมันตามสนองเอา <strong>บุคคลผู้มีบุญวาสนาบารมีอย่างเดียว ไม่มีบาปติดตามมา มีสมบัติโภคะอันใดก็ล้วน แต่เป็นที่รักที่ชอบใจ แล้วก็ให้ความสุขความสบาย ไม่มีโจรขโมยอะไรจะมาจี้มาปล้นมาหลอกลวงเอา</strong> <span style="color: #0000ff;"><strong>เพราะว่าบุญกุศลของผู้นั้นน่ะ ช่วยรักษา ไม่มีภัยอันตรายใดๆ </strong></span>เหมือนอย่างที่จะยกเรื่องราวของ ลูกของนาโสเภณีคนหนึ่ง ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าโน้นแหละ ธรรมดาคนผู้หญิงโสเภณีสมัยนั้นน่ะ เมื่อเขาได้ลูกมาเป็นลูกผู้ชายเขาไม่เลี้ยงนะ เขาว่ามันหากินช่วยแม่ไม่ได้ ถ้าเป็นลูกผู้หญิงมาเขาเลี้ยงไว้ ว่างั้นบัดนี้ โสเภณีคนหนึ่งได้ลูกผู้ชายมา เลยไม่เอาละไม่เลี้ยงเอาใส่หม้อ แล้วก็เอาหม้อนั้นวางบนถาด ถาดนั้นก็เป็นถาดดีน้ำซึมไม่ได้ แล้วก็เอาไปไหลล่องน้ำเลย ไหลล่องน้ำแม่คงคาประเทศอินเดีย</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_372_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/372?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_372_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=372&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2588-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3" title="วิชาการ" rel="tag">วิชาการ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%8d-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a0" title="หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" rel="tag">หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ตอนที่ 1</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2009 02:25:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมเทศนา]]></category>
		<category><![CDATA[วัดอรัญบรรพต]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=368</guid>
		<description><![CDATA[พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้
นโมตส ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธส
                                              นโมตส ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธส
                                              นโมตส ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธส
                                              มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ติ
 
          โอกาสนี้จะได้แสดงพระธรรมเทศนาคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อประดับสติปัญญาบารมี ของพุทธบริษัททั้งหลาย ที่มาประชุมกันในที่นี้ นั่งอยู่ข้างนอกก็คงจะมีเมิ้ง มีไม่ใช่เหรอ เออ เนี่ยะผู้นั่งข้างนอกก็ตั้งจิตตั้งใจ สำรวมใจให้ดี ก็เหมือนกับอยู่ข้างในนั้นแหละ มันสำคัญอยู่ที่เราสำรวมใจ เคารพต่อพระธรรมจริงๆ พระธรรมนี้เป็นนิยานิกธรรม นำผู้ประพฤติปฏิบัติตามให้ พ้นจากทุกข์ภัย ในสงสารไปได้จริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ดังพุทธภาษิตที่ยกขึ้นเบื้องต้นนั่นแหละ ให้พากันเข้าใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่มันเกิดเองมันนะไม่ใช่ ใจต่างหากล่ะเป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้ ขอให้เข้าใจตรงนี้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญญาได้ฟังคำสอนพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อธรรมเหล่านี้เป็นบาปอกุศล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่เกิดเอง แต่ใจต่างหากที่เป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้</p>
<p><strong>นโมตส ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธส<br />
                                              นโมตส ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธส<br />
                                              นโมตส ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธส<br />
                                              มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ติ<br />
</strong> <br />
          โอกาสนี้จะได้แสดงพระธรรมเทศนาคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อประดับสติปัญญาบารมี ของพุทธบริษัททั้งหลาย ที่มาประชุมกันในที่นี้ นั่งอยู่ข้างนอกก็คงจะมีเมิ้ง มีไม่ใช่เหรอ เออ เนี่ยะผู้นั่งข้างนอกก็ตั้งจิตตั้งใจ สำรวมใจให้ดี ก็เหมือนกับอยู่ข้างในนั้นแหละ มันสำคัญอยู่ที่เราสำรวมใจ เคารพต่อพระธรรมจริงๆ พระธรรมนี้เป็นนิยานิกธรรม นำผู้ประพฤติปฏิบัติตามให้ พ้นจากทุกข์ภัย ในสงสารไปได้จริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายนั้นมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ดังพุทธภาษิตที่ยกขึ้นเบื้องต้นนั่นแหละ ให้พากันเข้าใจ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบุญก็ดี เป็นบาปก็ดี ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็ดี ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่มันเกิดเองมันนะไม่ใช่ ใจต่างหากล่ะเป็นผู้ดำริขึ้นมา เป็นผู้สร้างขึ้นมา จึงมีได้ ขอให้เข้าใจตรงนี้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญญาได้ฟังคำสอนพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อธรรมเหล่านี้เป็นบาปอกุศล จะนำตนให้ไปสู่ทุกข์ เห็นแจ้งด้วยปัญญา อย่างนี้แล้วก็ไม่ทำมันละ ละเว้นไปเลย อ้าวทำแล้วมันนำไปสู่ทุกข์นี่มีประโยชน์อะไรล่ะ มันก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นนะ ไปเบื้องหน้า หรืออยู่ในปัจจุบันนี่ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน เช่นอย่างการเบียดเบียนกันอยู่หมู่นี้ล้วนแต่ไม่มีศีลทั้งนั้นเลย ล้วนแต่ไม่ได้สำรวมในศีล ล้วนแต่ไม่ให้อภัยต่อกันและกัน ถือตัวถือตนถือเราถือเขาว่าเราเก่งอย่างโน้น เราดีอย่างนี้ ไม่ยอนน้อมหัวหากันและกันเลย หมู่นี้นะมันล้วนแต่คนไม่มีศีลทั้งนั้น</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p class="Default" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: small;"><br />
                                      <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141944.jpg" border="0" alt="" width="368" height="317" align="undefined" /></span></p>
<p>          ที่มันทำความทุกข์ให้แก่กันและกัน อยู่ในโลกนี้นะ <strong>เหตุที่คนไม่มีศีลก็เพราะไม่รู้จักรักษาจิตตัวเอง ไม่ควบคุมจิตตัวเอง เมื่อปล่อยจิตของตนให้เลื่อนลอยอยู่นั้นตัณหามันก็ได้ช่อง ตัณหาก็เข้าครอบงำ</strong> ตัณหามันก็บันดาลให้อยากได้ อะไรต่ออะไรสารพัดในทางที่เป็นบาปบ้าง เป็นบุญบ้าง ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาปบ้าง มันก็อยากไปทั่วเลยมันไม่มีขอบเขตบัดนี้ความเป็นผู้ไม่สามารถจะควบคุมจิตใจตัวเองได้ หรือไม่มองเห็นว่าบุญ บาป คุณโทษนี้เกิดจากจิตนี้มองไม่เห็น นึกว่าเกิดจากที่อื่น มันถึงไม่ควบคุมจิตตัวเอง ถ้าผู้ใดพิจารณาเห็นว่าโอ๊ บาปก็ดี บุญก็ดี คุณก็ดี โทษก็ดี ล้วนแต่เกิดจากจิตดวงนี้ทั้งนั้นเลย ดังนั้นเรามาควบคุมจิตนี่ซะ เรียกว่าตนเองควบคุมตนเองก็ว่าได้ เอาละเราจะไม่ใช้กายวาจาทำ สิ่งที่เป็นบาป และจะไม่พูดสิ่งที่เป็นบาปเป็นโทษ เพราะว่าใช้กายวาจาทำบาป ลงไปแล้วกายวาจาไม่ได้รับผลแห่งบาปนั้น ผู้รับผลแห่งบาปนั้นคือใจ ต้องให้เข้าใจให้มันถูกต้องอย่างนี้ เราภาวนา ทีไรๆ ก็พิจารณา ลงไปให้มันลงสู่จิตนี้นะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันจะปรากฏออกมาได้อยู่ที่เราเห็น เรารู้กันอยู่นี้นะ เพราะอาศัยกริยาของจิตน่ะมันใช้กาย บังคับกายวาจาให้แสดงออกมา เนี่ยถ้าไม่มีจิตดวงนี้ไม่มีใครแสดงอะไรออกมาได้เลย ลำพังมีแต่ร่างกายนี้มันก็เหมือนต้นไม่นั้นเองนะ ต้นไม่มันไม่มีจิตวิญญาณครอง</p>
<p>          เหตุนั้นมันไม่ได้สามารถจะแสดงความดีความชั่วอะไร ออกมาให้คนได้รู้ได้เห็นเลย มันมีแต่เจริญขึ้นแล้วก็วิบัติไปตามกาลตามเวลาของมันเท่านั้นเอง ต้นไม้นั้นมันไม่มีจิตวิญญาณครอง เพราะฉะนั้นมันถึงไม่มีนรกมีสวรรค์อะไรหรอก มันหมดอายุมันแล้วมันก็ตายไปเท่านั้นเองนะ คือว่าคนเราไปแปรรูปทำบ้านทำเรือน อะไรต่ออะไรอยู่</p>
<p>          ส่วนร่างกายคนเราคิดดูให้ดี เมื่อบุญกุศลแต่หนหลังตกแต่งให้ คือว่าเราได้ทำบุญกุศลแต่หนหลังอย่างใดมา มากน้อยเท่าใด บุญนั้นก็นำจิตมาปฏิสนธิในท้องของมารดา อาศัยธาตุของมารดา บิดาอยู่ จิตดวงนี้นะแล้ว บุญกุศลก็มาแต่งธาตุของมารดาบิดานั้นแหละ ให้เป็นตาเป็นหูเป็นจมูก เป็นลิ้น เป็นกาย เป็นมือ เท้า อวัยวะน้อยใหญ่ต่างๆ นั่นถ้าหากว่าเป็นร่างกายที่สมบูรณ์ไม่บกพร่องอะไร ก็หมายความว่าบุญทั้งนั้นเลยแต่ให้ ถ้าร่างกายของใครบกพร่องไป พิกลพิการ ตาบอดหูหนวก หรือว่าแขนด้วนขาด้วน มาแต่กำเนิดนั่นเรียกว่าบาปมันตามมา บาปที่ผู้นั้นมันทำมาแต่ก่อนโน้นน่ะมันตามมา ตบแต่งให้ ผู้นั้นก็เลยได้รับความทุกข์ทนทรมาน เพราะว่าจะหาเลี้ยงตัวเองก็ไม่ได้ อวัยวะร่างกายไม่สมบูรณ์ไม่มีกำลัง พอที่จะทำอะไรต่ออะไรได้ ส่วนมากลูกก็อาศัยพ่อแม่นั่นแหละเลี้ยงไป จนใหญ่จนโตขึ้นมา แล้วก็เลี้ยงกันไปจนตายจากกันนั่นละมั้งผู้หนึ่ง<br />
 </p>
<p> </p>
<p class="Default" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: small;">          พ่อแม่ตายแล้วก็เอ้า พี่น้อง เลี้ยงกันต่อไป คนมีกรรมมีเวรนะ มันไม่ใช่กอดทุกข์ไว้กับตัวคนเดียว มันกอดทุกข์ให้ผู้เกี่ยวข้องมากมาย นี่แหละพิจารณาหาเรื่องพิจารณาให้มัน กว้างขวางให้มันรู้ให้มันเข้าใจ โทษของบาปของกรรมต่างๆ ลงไปอย่างนี้เราจะได้เบื่อ เบื่อแล้วจะไม่ทำบาป จะไม่ลุอำนาจแก่ตัณหาความอยาก อันเป็นไปเพื่อบาปเพื่อโทษนั้นๆ ถ้าหากว่าเราไม่มีอุบาย สอนใจเพียงพอ ใจนี้เมื่อเหตุผลไม่เพียงพอมันก็ไม่เชื่อนะ นั่นแหนะ ผู้ที่หาเหตุผลมาก็คือใจ ใจก็คือปัญญานั่นเองแหละ ใจฉลาดแล้วก็หาเรื่องอุบายมาสอนตน มาพิจารณาเหตุผลใน สิ่งที่ตนกระทำนั้นมันดี หรือไม่ดี มันผิดทางหรือถูกทาง </span></p>
<p>          อย่างนี้มันก็เป็นหน้าที่ของตัวเองทั้งนั้นเลย จะให้ผู้อื่นนั้นพยากรณ์ให้หรือบอกให้ ว่ากล่าวให้ อย่างนี้ไม่สมควรนะ แม้คนอื่นเขาว่ากล่าวตักเตือนถ้าหากว่าตนไม่ทำตามแล้ว เขาก็ทำอะไรไม่ได้ มันก็เรื่องของตัวเอง ดังนั้นทางที่ดีเราฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็มาฝึกตนให้มัน ชอบแต่กุศลคุณงามความดี อันความชั่วนั้นฝึกสอนเข้าไปไม่ให้มันชอบ ไม่ให้มันพอใจ เพราะโลกนี้มันมีดีกับชั่วเป็นคู่กัน ถ้าหากว่ามีแต่ดีล้วนๆ มันก็ไม่ยากลำบากอะไรแหละ<br />
 <br />
          มันก็เป็นสุขทุกถ้วนหน้าไปเลยแหละ แต่ถ้ามันมีชั่วล้วนๆ มันก็ไม่มีสุขซักหน่อยโลกนี้ มันก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นแหละถ้ามันมีแต่ชั่วล้วนนะ แต่นี้มันมีดี มีชั่วปนเปกัน เพราะฉะนั้นจึงแบ่งกันไป บางคราว บางคราวก็เป็นสุขบ้าง บางคราวก็เป็นทุกข์ไป เป็นอยู่อย่างนี้นะ แล้วพวกเราไม่เบื่อหน่ายบ้างหรือ อือคิดดูให้ดี เพราะทำทั้งบาปทำทั้งบุญ นี้เองแหละมันเป็นเหตุให้ ได้รับสุขบ้างได้รับทุกข์บ้าง ได้รับความเจริญบ้างได้รับความเสื่อมบ้าง </p>
<p>          ในชีวิตนี้นะ นี่ถ้าหากว่าพิจารณาให้ ละเอียดกว้างขวางออกไปอย่างนี้แล้วจะได้เบื่อหน่ายความชั่วทั้งหลาย จะไม่ปรารถนาจะทำมันแล้ว เราจะทำแต่ความดีเท่านั้น เมื่อเราทำแต่ความดีที่เป็นประโยชน์ตนและผู้อื่นนั้นมันจะอดตายก็ให้มันอดลองดูซิ เราตัดสินใจลงไปอย่างนี้แล้วมันไม่ตายดอก ความจริงนะ เมื่อเราทำในทางที่ถูกต้อง ไม่ผิดศีลไม่ผิดธรรมแล้ว อานิสงส์แห่งการทำความดีนั้นนะมันก็ดลบันดาลให้ เรามองเห็นช่องทางทำมาหากิน มันต้องมีอยู่นั่นนะช่องทางมันนะ แต่ว่าเราก็ต้องอดทนทำไปก่อน </p>
<p> </p>
<p class="Default" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: small;">          เพราะ<strong>การทำความดีนี่ ทำวันนี้จะให้ได้ผลวันพรุ่งนี้อย่างนี้มันไม่ได้ ดูแต่ปลูกต้นไม้ลงในดินนะ ต้องหลายเดือนกว่ามันจะมีดอกออกผลได้</strong> นี่ดูแต่ธรรมชาตินะ มันก็ยังแสดงให้เห็นแล้วนะ ธรรมชาติทั้งหลายก็ต้องอาศัยกาลเวลาเหมือนกัน กว่ามันจะได้รับผลมัน การกระทำความดีหรือความชั่วของคนเราก็ เป็นเช่นนั้นแหละ ก็ต้องอาศัยกาลเวลาทำความดีถ้าไม่ถึงกาลเวลาที่มันจะให้ผล มันก็ยังให้ผลไม่ได้ เหมือนกับว่าทำความดีแล้วไม่เห็นมีดอกมีผลอะไรขึ้นมาเลย เหมือนกับไม่มีมรรคไม่มีผลอะไรเลยอย่างนี้นะ เอ่อคนผู้ที่ไม่รู้จักเหตุผลโดยแจ่มแจ้งเป็นเช่นนั้น ผู้มาพิจารเห็นเหตุผลโดยแจ่มแจ้ง ก็ดังกล่าวมาแล้วนั้นนะ มันก็คิดดูเถอะเค้าปลูกต้นไม้ที่มีผลดังนั้นก็ยัง ต้องอาศัยเวลานานพอสมควรนะ กว่าจะได้หมากได้ผลขึ้นมา อันนี้การที่เราทำความดี ละความชั่วก็เหมือนกันอย่างนั้นแหละ กว่าความดีนั้นมันจะได้โอกาสให้ผล ก็ต้องกินเวลานาน ถ้าพูดตามหลักก็หมายความว่า ที่ชีวิตของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้นะเราอาศัยบุญเก่าหล่อเลี้ยงไว้ เมื่อบุญเก่าหล่อเลี้ยงยังให้ผลอยู่อย่างนี้ บุญกุศลที่เราทำขึ้นมาใหม่นี้ยังให้ผลไม่ได้ ขอให้เข้าใจ อันนี้แหละคนไม่ค่อยเข้าใจไปตรงนี้เองนะ </span></p>
<p>          <strong>เมื่อตนต้องการปรารถนาอะไรให้ร่ำให้รวยขึ้นมา จะคิดว่าบุญจะช่วยก็ทำบุญบัดนี้ ทำบุญแล้วอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจบุญกุศลนี่ ขอให้ข้าพเจ้าถูกรางวัลที่หนึ่ง หรือถ้าข้าพเจ้าค้าขายได้กำไรงามๆ อะไรอย่างนี้นะ อ่าเมื่ออธิษฐานอย่างนี้ให้ทานไปทำบุญไป เมื่อมันไม่ได้ให้ผลตามเป้าหมายอย่างว่านั้นนะ ก็เอาละไม่เชื่อบุญแล้วบัดนี้นะ </strong>เอ๊ทำบุญนี่เสียเปล่า ไหว้เจ้าดีกว่า กลับมาได้กิน คนบางพวกบางเหล่าพูดกันมาเป็นอย่างนั้นแหละ ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ทำบุญไม่ได้เสียเปล่าเลย จะเสียเปล่าอย่างไง เราใส่บาตรให้พระอย่างนี้นะ พระท่านก็ได้ฉัน เอ๊ะข้าวเราจะสูญหายไปไหนล่ะ ข้าวอาหารก็เป็นประโยชน์แก่พระผู้รับทาน เป็นอย่างงั้นนิ ทำไม๊จึงว่ามองไม่เห็นผลเลย เอ๊ามองไม่เห็นผลที่ว่า ให้ทานข้าว ข้าวไม่เห็นปรากฏมา ให้ทานเงิน เงินไม่เห็นหลั่งไหลมา บางคนก็คิดอย่างนั้นแหละ ก็อย่างที่ว่ามาแล้วนั้นแหละขอให้เข้าใจ </p>
<p>          เหมือนเราปลูกต้นหมากรากไม้ต่างๆ นั่นแหละ ไปคิดเอาก็แล้วกันแหละ ผู้ใดเมื่อมาคิดรู้อย่างนี้แล้วมันก็ไม่ สงสัยแคลงใจ ว่าเมื่อตนทำบุญทำทานไปแล้ว บุญไม่อำนวยผลให้ตนร่ำรวยเจริญ ตามเป้าหมาย ก็ไม่เดือดร้อนไม่วุ่นวาย เพราะว่ารู้แล้ว เนี่ยะ บุญกุศลที่ทำนั้นนะ เมื่อมันยังรวมกำลังไม่ได้ ยังไม่ถึงกาลเวลามัน มันก็ให้ผลไม่ได้ เหมือนตนไม้อย่างที่ว่ามาแล้ว เป็นเช่นนั้น บาปก็เหมือนกัน บุคคลทำบาปในโลกนี้ บางทีมันไม่</p>
<p> </p>
<p class="Default" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: small;">          ให้ผลเลย ยังให้อยู่สบายๆ ไปก่อน ต่อเมื่อละโลกนี้ไปแล้วบาปนั้นจึงให้ผล นำไปสู่นรกอบายภูมิ เช่นนี้นะ<br />
อ้าว บาปที่ทำปัจจุบันนี้ทำไมมันจึงไม่ให้ผลในปัจจุบัน มันไม่ให้ผลเพราะบุญรักษาอยู่ ชีวิตนี้น่ะ บุญที่ผู้นั้นทำมาแต่ชาติก่อนนั้นน่ะ รักษาร่างกายชีวิตนี้อยู่ เพราะฉะนั้นบาปที่ทำในปัจจุบันนี้จึงให้ผลไม่ได้เลย มันก็คอยไปอยู่นั้นนะ บาปกรรมนะ คอยไปจนกว่าว่าบุญเก่าที่ทำมาแต่ชาติก่อนหมดลง มันก็ตาย พอตายจิตออกจากร่างนี้ บาปก็นำไปเท่านั้น นำดวงจิตดวงนี้ ไม่ได้นำกายนะ นำจิตดวงนี้ไป ไปบังเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกายไป ตามกรรมที่เขาทำนั้นๆ เอ่อเป็นอย่างงี้<br />
 <br />
                                   <img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/141/141946.jpg" border="0" alt="" width="399" height="280" align="undefined" /></span></p>
<p>          เพราะฉะนั้น เราต้องพิจารณาให้เข้าใจมันแจ่มแจ้ง ดังนั้นแหละบาปนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรกลัวนักกลัวหนา อย่าไปกลัวอดกลัวอยาก กลัวอายุจะสั้นถ้าไม่ได้อยู่ดีกินดี ไม่ได้ทำบาปทำกรรม อย่างว่านั้นน่ะ ไม่ควรกลัวไปอย่างนั้น ไอ้ชีวิตนี้มันมีบุญกุศลที่ทำมาแต่ชาติก่อนตามมารักษา หล่อเลี้ยงอยู่ ฉะนั้นเราหาอาหาร ได้โดยทางบริสุทธิ์ไม่ผิดศีลผิดธรรม อย่างไรนั้นเราเอามาเลี้ยงมัน มันก็ไม่ว่าอะไรน่ะ เมื่อบุญกุศลยังมีอยู่กินอะไรก็มีรส อร่อยเหมือนกัน ถ้าหากว่าบุญกุศลที่ทำมาแต่ชาติก่อน นั้นมันน้อยลงๆ แล้ว กินอาหารการบริโภคอะไรก็จืด ก็ชืดไป แล้วก็ไม่ค่อยได้มากเสียด้วย อย่างคนแก่ นี่นะ อย่างนี้ไอ้ตัวเองก็แก่มาพอแรงแล้ว จะว่ามันรู้เรื่องนั่นแหละ ตั้งแต่ยังหนุ่มนะฉันข้าว ว่าข้าวหมดหลาย พออายุมากเข้ามาแล้ว เจ็ดสิบ แปดสิบเข้ามาอย่างนี้ มาคำนวณดูข้าวที่ เอาไว้ในบาตรไว้ฉัน ไม่มากมายอะไร ไม่หมดทัพ แต่ละวันละวัน หมดน้อยเดียวแต่มันก็อยู่ได้ อยู่ได้เพราะอะไร เพราะว่าธาตุไฟมันอ่อนแล้วมันก็ อยู่ไปตามกำลังธาตุนั้นแหละ ถ้าธาตุไฟมันแก่กล้า ถ้าเรารับประทานอาหาร เข้าไปน้อย มันเผาอาหารนั้นหมดแล้วมันไม่มีอะไรจะเผามันก็เผากระเพาะ ลำไส้ให้เจ็บให้ปวดเข้าไป อย่างนี้แหละ มันธาตุไฟแรงคนยังหนุ่มยังแน่น เป็นอย่างนั้น แต่คนแก่แล้วธาตุไฟมันอ่อนลงไปแล้ว ไปรับทานอาหารให้มากเกินกว่ากำลังของาตุไฟ ไม่ไหว เดี๋ยวก็ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดท้อง เข้ามาแล้วก็ อยู่ไม่สบายแล้ว เป็นยังงั้นเพราะฉะนั้นเราต้องพิจารณาให้รู้ ในเรื่องหมู่นี้นะให้รู้ไว้ ก็เพราะร่างกายอันนี้มันบุญกรรมเป็นเครื่องตกแต่ง อย่างว่านั้นแหละ เราจะแต่งเอาให้ได้สมประสงค์ ไม่ได้เลยสุดแล้วแต่บุญกรรม บาปกรรมที่ตนทำมาในชาติก่อนนั้น ติดตามมาตกแต่งอย่างไรก็ได้อย่างนั้น</p>
<p class="Default" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left;"><span style="font-size: small;">ที่มา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิชาการ">วิชาการ</a>.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_368_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/368?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_368_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=368&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%258d%25e0%25b9%2588-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-1.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1" title="ธรรม" rel="tag">ธรรม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2" title="ธรรมเทศนา" rel="tag">ธรรมเทศนา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%95" title="วัดอรัญบรรพต" rel="tag">วัดอรัญบรรพต</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%8d-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a0" title="หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" rel="tag">หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed ) in 5.77533 seconds, on Feb 8th, 2012 at 4:34 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on Feb 8th, 2012 at 5:34 pm UTC -->
