Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 812345...Last »

“รมว.แรงงาน”บุกนิคมชลบุรี สางวิกฤติ เลิกจ้างพบแรงงานเตะฝุ่นแล้ว 2 พันคน ปีหน้า ส่อเค้าอีก 39 แห่ง คาดลูกจ้างถูกลอยแพ 1.5 หมื่นคน ชี้เดินหน้ามาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม โดยหาตำแหน่งงานว่างที่ใกล้เคียงงานเดิม พร้อมสนับสนุนคนงานเข้าสู่ระบบเกษตร ดันเงินประกันสังคมให้กู้เสริมสภาพคล่อง ด้าน สธ. เดินหน้า จ่ายค่าตอบแทน อสม. เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เดือน ละ 600 บาท คาดเริ่มได้ภายใน 3 เดือน
 
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่นิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร จ.ชลบุรี นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว. แรงงาน เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมสถานประกอบการ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี โดยมี นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผวจ.ชลบุรี ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครและตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง ให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือรับฟังปัญหาของสถานประกอบการ นายสุรพล กล่าวว่า จ.ชลบุรี มีสถานประกอบการ 14,591 แห่ง มีลูกจ้าง 533,488 คน มีจำนวนนิคมอุตสาห กรรม 7 แห่ง มีโรงงานตั้งอยู่ 893 โรงงาน โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-22 ธ.ค. 51 มีการเลิกจ้างลูกจ้างแล้ว 19 แห่ง 2,123 คน สำหรับแนวโน้มการเลิกจ้างภายในปี 52 มี 39 แห่ง ลูกจ้างส่อเค้าจะถูกเลิกจ้าง 15,825 คน 

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

เว็บไซต์สมัครงาน .com เผยผลสำรวจความคิดเห็นหัวหน้างานอเมริกันที่ทำหน้าที่พิจารณาตกลงรับคนเข้าทำงาน พบว่า 1 ใน 5 ของหัวหน้างานในกลุ่มตัวอย่างมีการเข้าไปชมบล็อก () หรือเว็บไซต์เครือข่ายสังคมเพื่อศึกษานิสัยใจคอผู้สมัครให้มากขึ้น โดยมากกว่า 34 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเคยตัดชื่อผู้สมัครออกทันทีหลังจากเข้าชมบล็อกแล้ว
       
       รายชื่อบุคคลอ้างอิงหรือ อาจเก่าเกินจะเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาเข้าทำงานแล้ว เพราะจากการสำรวจหัวหน้างานกว่า 3,169 คนของเว็บไซต์สมัครงานออนไลน์ .com พบว่ากว่า 22 เปอร์เซ็นต์มีการเข้าไปอ่านประวัติส่วนตัวในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมของผู้สมัครงาน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยสำรวจได้ 11 เปอร์เซ็นต์ในปี 2006
       
       โดย 9 เปอร์เซ็นต์บอกว่า ยังไม่เคยเข้าไปหาข้อมูลผู้สมัครงานจากเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอย่าง Facebook หรือ MySpace เลย แต่กำลังเตรียมการพิจารณาผู้สมัครด้วยวิธีนี้ในอนาคต
       
       จุดที่น่าสนใจคือ การสำรวจพบว่า 34 เปอร์เซ็นต์ของหัวหน้างานที่เข้าไปชมบล็อกของผู้สมัครแล้วไปพบคอนเทนท์”ด้านลบ”จนทำให้สามารถตัดรายชื่อผู้สมัครรายนั้นออกอย่างไม่ลังเล เรื่องนี้การสำรวจพบว่า 41 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าการโพสต์เล่าเรื่องการดื่มเหล้าและการใช้ยาเสพติดบนบล็อกถือเป็นคอนเทนท์ด้านลบร้ายแรงอันดับหนึ่ง
       
       คอนเทนท์ด้านลบร้ายแรงอันดับสองคือการโพสต์ภาพที่แสดงถึงความก้าวร้าวและไม่เหมาะสม โดย 40 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างเทคะแนนให้กับข้อนี้
       
       ยังมีคอนเทนท์ด้านลบอื่นๆได้แก่ ข้อความที่แสดงว่าผู้โพสขาดทักษะการสื่อสาร, มีการหลอกลวงคุณสมบัติและวุฒิการศึกษา รวมถึงการแสดงทัศนคติที่แบ่งแยกเรื่องชาติพันธุ์ เพศ และศาสนา
       
       อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังพบว่าหัวหน้างานถึง 24 เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงใจรับผู้สมัครเข้าทำงานทันทีที่ได้อ่านบล็อค
       

       คอนเทนท์ด้านบวกอันดับหนึ่งอันดับเดียว คือคอนเทนท์ที่ให้ความรู้สึกว่าผู้สมัครมีทักษะการสื่อสารที่ดี ภาพลักษณ์ที่ดูมืออาชีพน่าเชื่อถือ และมีความสนใจในหลายเรื่องรอบตัว เหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้ประวัติที่ผู้สมัครส่งเป็นหลักฐานนั้นมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
       

       ”ตอนนี้หัวหน้างานจำนวนมากใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครงาน เพื่อจะหาข้อมูลภาพรวมว่าผู้สมัครรายนั้นมีความเหมาะสมที่จะเข้าทำงานในองค์กรหรือไม่” Rosemary Haefner ประชาสัมพันธ์ .com กล่าว “เพราะฉะนั้น ผู้หางานทั้งหลายควรจัดการประวัติบนเว็บเครือข่ายสังคมให้ดี”
       
       Haefner ให้ข้อมูลว่า กว่า 16 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นพนักงานที่มีงานทำแล้วในสหรัฐฯ บอกว่ามักจะพัฒนาคอนเทนท์และภาพพจน์บล็อกให้ดูมืออาชีพและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ในขณะที่ใครๆ พากันกล่าวว่า การจัดงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนที่กรุงปักกิ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง กรุงปักกิ่งก็กำลังเตรียมตัวกับงานแข่งขันกีฬาของนักกีฬาทุพพล-ภาพ หรือที่เรียกกันว่า Paralympics ซึ่งหลายๆ คนหวังว่าจะช่วยปรับเปลี่ยนสภาพการณ์ให้กับผู้ทุพพลภาพในประเทศจีนได้ด้วย

นาย Jacques Rogge ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคสากล กล่าวว่า โลกได้เรียนรู้เกี่ยวกับจีนมากขึ้น และในทางกลับกัน จีนก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกมากขึ้นด้วยจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค และว่า กีฬาโอลิมปิคที่กรุงปักกิ่งครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างที่จะฝังใจผู้คนไปเป็นเวลานาน

ในขณะเดียวกัน กรุงปักกิ่งกำลังเริ่มการเตรียมงานการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคสำหรับคนทุพพลภาพ หรือที่เรียกว่า Paralympics

สังคมจีนเลือกประติบัดต่อคนทุพพลภาพมานานแล้ว และเป็นที่หวังกันว่า การแข่งขันกีฬา Paralympics ครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ทุพพลภาพนับล้านๆคนในประเทศจีน เป็นที่ยอมรับของสังคมได้มากขึ้น

คุณ Tang Xiaoquan ประธานสหพันธ์ผู้ทุพพลภาพ และรองประธานคณะกรรมการโอ-ลิมปิคของจีน กล่าวว่า การจัดการแข่งขันกีฬา Paralympics ครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะปรับปรุงสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้ทุพพลภาพราวๆ 1 ล้านคนในกรุงปักกิ่งได้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ประมาณกันว่า มีคนทุพพลภาพประมาณ 83 ล้านคนในประเทศจีน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ เดินทางไปไหนต่อไหนไม่สะดวก และหางานทำได้ยาก เพราะมีสถานที่ทำงานไม่กี่แห่งที่อำนวยความสะดวกให้กับคนที่ต้องใช้เก้าอี้รถเข็น หรือไม้ค้ำ หรือผู้ที่ตาพิการ

ในการเตรียมงานโอลิมปิค ปักกิ่งปรับสถานีรถใต้ดินให้ผู้ใช้เก้าอี้รถเข็นเข้าไปใช้บริการได้ และในช่วงการแข่งขันกีฬา Paralympics จะมีรถโดยสาร 16 สายที่จะจัดให้เป็นพิเศษกับผู้ทุพพลภาพ และรถโดยสารบริการระหว่างสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาอีก 400 คัน

รัฐบาลจีนยังมีคำสั่งให้สร้างทางเข้าตามอาคารสถานที่ที่สร้างขึ้นใหม่ และปรับปรุงอาคารเก่าให้มีทางเข้าสำหรับผู้ใช้เก้าอี้รถเข็นด้วย

การแข่งขัน Paralympics ที่กรุงปักกิ่งครั้งนี้ จะมีนักกีฬาเข้าร่วมมากกว่าสี่พันคน ในการแข่งขันเป็นเวลา 12 วันที่จะเริ่มต้นในวันที่ 6 กันยายนนี้ โดยจะใช้อาคารสถานที่การแข่งขันกีฬาเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนที่เพิ่งจะสิ้นสุดลง

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ก.เกษตรฯ จัดงาน “เกษตรแฟร์ ของดีจากชายแดนใต้” เพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์และขยายตลาดสินค้าเกษตร พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในอาชีพเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงต้นเดือนกันยายนถือเป็นช่วงเวลาที่ผลผลิตทางการเกษตรของจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มออกสู่ท้องตลาด อาทิ ลองกอง เงาะ ฯลฯ ประกอบกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตรวมถึงการประกอบอาชีพของประชาชน ทำให้เกิดการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในภาพรวม ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงกำหนดจัดงาน “เกษตรแฟร์ ของดีจากชายแดนใต้” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 4 กันยายน 2551 ณ บริเวณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งบนถนนราชดำเนินนอกบริเวณด้านหน้าที่ทำการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่องถึงหน้าที่ทำการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานการพัฒนาอาชีพการเกษตรที่สามารถขยายผลและเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สู่สาธารณชน ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงเพื่อส่งเสริมด้านการลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและกระจายสินค้านอกจากนี้ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานจะประกอบไปด้วย การจัดนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การประชุมสัมมนา การประกวด การสาธิต และฝึกอาชีพ อาทิ การประกวดนกกรงหัวจุก รวมทั้ง การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อของแต่ละจังหวัด เช่น ลองกอง เงาะ ทุเรียน โรตี ชาชัก บูดู ผ้าบาติก อาหารทะเลแปรรูป เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดให้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรกับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายช่องทางตลาดผลิตภัณฑ์การเกษตรและการแปรรูปของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสร้างตลาดผู้บริโภคให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและเกิดความมั่นใจในอาชีพการเกษตร ซึ่งจะนำไปสู่การทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืนต่อไป

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

“หนึ่งใจ..เดียวกัน” หลอมหัวใจทุกดวงสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับมูลนิธิ MOL

 

“หนึ่งใจ..เดียวกัน” (Where The Miracle Happens) ภาพยนตร์แนวดราม่า สร้างสรรค์สังคม จากบทพระนิพนธ์ เรื่องสั้นที่…ฉันคิด ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ทรงตระหนักถึงปัญหาการด้อยโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทย พระองค์ท่านทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะประทานความช่วยเหลือและบรรเทาปัญหานี้ให้เบาบางลง จึงทรงพระกรุณาประทานกำเนิดโครงการ Miracle of Life (MOL) ขึ้น เพื่อหยิบยื่นความช่วยเหลือมอบให้แก่เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ได้สานต่อความฝันของเด็กๆ เหล่านั้นให้เป็นจริง

แนวความคิดของโครงการ Miracle of Life นี้ได้สะท้อนอยู่ในบทพระนิพนธ์ เรื่องสั้นที่…ฉันคิด สู่ภาพยนตร์ “หนึ่งใจ..เดียวกัน” ที่มุ่งสื่อถึงปัญหาการศึกษาไทย ผ่านการเล่าเรื่องของ “พิมพ์ดาว” นักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ ที่เข้าใจว่าเงินทองสามารถซื้อหาความสุขให้กับตัวเองได้ จนเมื่อเธอสูญเสียทุกอย่างไป เธอจึงออกเดินทางเพื่อค้นหาความสุขในชีวิต แล้วเธอก็ได้เจอกับเด็กยากไร้และด้อยโอกาสทางการศึกษากลุ่มหนึ่ง ที่สอนให้เธอรู้ว่าความสุขไม่ได้เกิดจากสิ่งนอกกาย เพราะแท้จริงแล้วความสุขเกิดขึ้นที่หัวใจ และความสุขของเธอก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเธอมอบโอกาสให้กับเด็กเหล่านั้น

จากภาพยนตร์ยิ่งใหญ่แห่งปี ที่พูดถึงเรื่องราวของการให้ ซึ่งเป็นหัวใจหลักนำมาสู่กิจกรรมภาพยนตร์ “หนึ่งใจ..เดียวกัน กับ Miracle of Life” กิจกรรมที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทย เพื่อสืบสานพระปณิธานที่พระองค์ท่านทรงมีต่อเด็กไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรมดังนี้
 
- กิจกรรม “หนึ่งใจให้ ร้อยใจรับ”
หัวใจคืออวัยวะสำคัญของร่างกาย ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจแสดงให้เห็นว่าเรายังมีชีวิต ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยหลายคนสามารถต่อลมหายใจได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจหรือเปลี่ยนอวัยวะส่วนอื่นๆ  มูลนิธิ MOL จึงร่วมกับ ภาพยนตร์หนึ่งใจ..เดียวกัน และ  โรงภาพยนตร์ทุกเครือฯ นำรายได้ส่วนหนึ่งจากบัตรชมภาพยนตร์หนึ่งใจ..เดียวกัน ร่วมสมทบทุนศูนย์รับบริจาคอวัยวะแห่งสภากาชาดไทย   เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะให้ได้มีโอกาสได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเตรียมเปิดบัญชีรับบริจาคเงินเพื่อร่วมสมทบทุนให้กับกิจกรรมนี้   อีกด้วย

ชื่อบัญชี : โครงการมิราเคิลออฟไลฟ์เพื่อหนึ่งใจ..เดียวกัน
ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารี
บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี : 127-4-78431-1

*** นอกจากนี้ หนึ่งใจ..เดียวกัน ยังร่วมกับ คลื่นวิทยุ 94 EFM เตรียมจัดกิจกรรมการรับบริจาคโลหิตและอวัยวะกับสภากาชาดไทย ในวันที่ 9 สิงหาคม 2551 เวลา 10.00 -15.00 น. ณ ลานหน้าเมเจอร์ รัชโยธิน
 
- กิจกรรม “หนึ่งใจสร้างโรงเรียนให้น้อง”
ทุกวันนี้ยังมีเด็กไทยในทุกๆภาคทั่วประเทศเป็นจำนวนมากที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา พวกเขาพยายามดิ้นรนแสวงหา แต่โอกาสก็ยังมาไม่ถึงพวกเขาเสียที ภาพยนตร์เรื่อง หนึ่งใจ..เดียวกัน และ โรงภาพยนตร์ทุกเครือฯ เล็งเห็นความสำคัญของการให้โอกาสทางการศึกษากับเด็กไทย จึงเตรียมนำรายได้ส่วนหนึ่งจากบัตรชมภาพยนตร์ หนึ่งใจ..เดียวกัน มอบให้มูลนิธิ MOL นำไปสร้างโรงเรียนให้กับเด็กต่างจังหวัดในทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยมีการศึกษาที่ก้าวไกลต่อไปในอนาคต

กิจกรรมทั้งหมดนี้ ภาพยนตร์ “หนึ่งใจ..เดียวกัน” สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อต่อชีวิต และ สร้างชีวิต ให้ผู้ด้อยโอกาส หยิบยื่นสิ่งดีๆสู่เยาวชนไทยเพื่อจะได้สานต่อความฝันของพวกเขาให้เป็นจริง

 

มูลนิธิ
MIRACLE OF LIFE
ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

บางที….บางสิ่ง….
เราจับต้องมันไม่ได้ แต่เราสัมผัสถึงมันได้….ที่หัวใจ
      นั่นต่างหากคือ…ความมหัศจรรย์

มูลนิธิ
MIRACLE OF LIFE
ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา  สิริวัฒนาพรรณวดี

ความสำคัญของปัญหา
ปัญหาของ “เด็กและเยาวชนไทย” นั้นนับวันจะมีความซับซ้อนมากขึ้นตามความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความเสื่อมโทรมของศีลธรรม จริยธรรม และความก้าวหน้าที่ไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีการสื่อสาร   อันเป็นส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การรับรู้และการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปลูกฝังและส่งเสริม คุณค่าทางด้านสติปัญญา จิตใจ และอารมณ์ สังคมแก่เด็กและเยาวชนไทยให้พร้อม มีความเข้มแข็งพอที่จะดำรงอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเติบโตขึ้นอย่างแข็งกล้าทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการค้ามนุษย์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาครอบครัวและปัญหารุนแรงอื่นๆ  อีกทั้งยังสามารถเป็นตัวแทนในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมต่อไป

อย่างไรก็ดี การปลูกฝังและส่งเสริมคุณค่าของคนต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนที่เป็นพลังขนาดใหญ่ของกลุ่มคนต่างๆ อันมากมายหลากหลาย ได้แก่ ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสื่อมวลชน  เป็นต้น  ซึ่งในปัจจุบันสังคมไทยยังต้องการกลุ่มคนที่เป็นผู้นำเพื่อทำการขับเคลื่อนและกระตุ้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนการประสานงานเชื่อมโยงกันทั้งภาครัฐและเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กและเยาวชนของประเทศ  อันควรประกอบด้วย การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย  การส่งเสริมสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในสังคม และการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนไทยให้เป็นคนดีของสังคมตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย 

ดังนั้นมูลนิธิ “Miracle of life” จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นผู้นำในการสร้างเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยได้มีโอกาสตระหนักถึงการพัฒนาศักยภาพของตน และ มีส่วนร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน รวมถึงการรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพตามวิถีความเป็นอยู่และวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงาม 

วิสัยทัศน์
• สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเล็งเห็นคุณค่าและความสามารถของตน และพร้อมที่จะนำศักยภาพเหล่านั้นออกมาใช้ทำประโยชน์กลับคืนสู่สังคม

ภารกิจ
• สร้างโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนได้มีความรู้ ความสามารถ ในการที่จะค้นหาศักยภาพของตน อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
• สร้างความตื่นตัวแก่หน่วยงาน องค์กร สถาบัน ชมรม สมาคมต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการปลูกฝังและเสริมสร้างให้เด็กและเยาวชน

วัตถุประสงค์
• เป็นผู้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนให้มีส่วนร่วมต่อการค้นหาศักยภาพของเด็กและเยาวชน
• เป็นผู้ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสรรค์สร้างกิจกรรมอันหลากหลายรูปแบบเพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงการค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตน
• เป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมที่มีคุณภาพแก่เด็กและเยาวชนเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเยาวชนที่ยังขาดความเข้าใจในการค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตน
• เป็นผู้สร้างเครือข่ายทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับนานาชาติในการเปิดเวทีการแสดงความรู้ความสามารถของเด็กและเยาวชนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน ตลอดจนเป็นเวทีที่สร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่มีความรู้ความสามารถได้มีเครือข่ายเชื่อมโยงสู่การพัฒนาตนในขั้นสูงต่อไปได้ในอนาคต

จุดเด่นของโครงการ
• เพิ่มขีดความสามารถในการค้นหา พัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน
• ใช้การประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เข้าถึงอย่างรวดเร็ว และตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างค่านิยมให้คนทำดี
• สร้างโอกาสแก่เด็กและเยาวชนได้นำศักยภาพเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
• เด็กและเยาวชนทั่วประเทศร่วมสมัครเป็นสมาชิก “ขอสมัครเป็นคนดี”
• สมาชิกมูลนิธิฯ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการอุทิศตนสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม
• สมาชิกมูลนิธิฯ มีความภาคภูมิใจในการทำความดีของตนจนเกิดเป็นค่านิยมอันดี
• สมาชิกมูลนิธิฯ เป็นที่ยอมรับ ชื่นชม และเชิดชูในชุมชนและสังคม
• สังคมไทยมีความตื่นตัวที่จะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น
• ประชาชนคนไทยมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 812345...Last »