Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

          สำหรับคนที่อยู่ดีไม่ว่าดีชอบหาเรื่องแผลงๆ มาทดลองและไม่เห็นค่าของความ “อโรคยา” ก็มีวิธีง่ายๆ มาสนองเจตนารมณ์ วิธีเหล่านี้ง่ายมากสามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดานี่แหละเป็นอุปกรณ์ แล้วก็ไม่เสียเวลามากด้วย เพราะเราสามารถบั่นทอนสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กับที่นั่งทำงานได้เลย เห็นไหมว่าสะดวกแค่ไหน ค่อยๆ ทำตามกันไปทีละข้อ

          วิธีที่ 1 ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จอ เพราะระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างดวงตา ของเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 20-24 นิ้ว ดังนั้นถ้าเรายื่นหน้าเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น ดวงตาเราก็จะได้รับทั้งรังสีปริมาณมาก และได้เพ่งจอใกล้ๆ ด้วย ผลที่จะได้ระยะสั้นคือปวดหัว ปวดตา ส่วนระยะยาวคืออาจจะเป็นต้อหินและตาบอดได้ในที่สุด
          วิธีที่ 2 ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าตา พยายามหันหน้าจอให้มีแสงจ้าๆ สะท้อนเข้าตาเรา เช่น วางจอไว้ใกล้หน้าต่างตอนกลางวัน หรือตั้งโคมไฟไว้ใกล้ๆ หน้าจอ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากจอคอมพิวเตอร์สามารถทำให้ดวงตาของเราเมื่อยล้าได้ ง่ายๆ สมใจ
          วิธีที่ 3 จ้องจอนานๆ พยายามจ้องจอคอมพิวเตอร์ให้มากกว่าครั้งละ 30 นาที ถ้าเริ่มรู้สึกปวดตาเมื่อไหร่แสดงว่าใช้ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึงดวงตาเริ่มล้าแล้ว ทำบ่อยๆ คุณภาพตาจะแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่กระพริบตาเลยจะยิ่งดี เพราะจะทำให้ตาแห้ง แล้วก็แสบตาในที่สุด ส่วนแผนกระจกกรองแสงถ้ามีก็ถอดออกเสีย เพราะจะเป็นการกรองรังสีจากจอ ดวงตาจะปลอดภัยเกินไป
          วิธีที่ 4 นั่งให้ผิดท่า ชุดเก้าอี้และโต๊ะที่ใช้ถ้าหาแบบที่ต่างระดับกันได้มากๆ จะทำให้ท่านั่งผิดสุขลักษณะ ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรงต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกที่แขน ไหล่ หลัง และคอ และเราสามารถเพิ่มระดับความอักเสบของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นด้วยการนั่งที่ผิด ท่า นั่นก็คือเวลาใช้คอมพิวเตอร์อย่านั่งหลังตรง ให้นั่งค้อมไปข้างหน้าบ้าง แอ่นไปข้างหลังบ้าง
          วิธีที่ 5 วางคีย์บอร์ดให้ผิดทาง เวลาพิมพ์งานลองหามุมวางคีย์บอร์ดแล้วทำให้ต้องวางมือยากๆ ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น การพิมพ์ก็ให้กดแป้นพิมพ์ควรกดแป้นพิมพ์แรงๆ เพราะเมื่อทำต่อเนื่องไปนานๆ จะเมื่อยและเจ็บนิ้วและยังของแถมคือคีย์บอร์ดจะเจ๊งเร็วขึ้น เก้าอี้ที่ใช้ให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีที่ให้วางแขน เพื่อที่แขนจะได้เกร็ง เมื่อเกร็งมากๆ ก็จะเมื่อยแขน ปวดไหล่ ปวดนิ้ว ลามไปถึงคอและหลังได้ด้วย

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยกำลังประสบปัญหาธุรกิจ ทั้งด้านธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า e-commerce เป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ โดยจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2551 พบว่า ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ ได้รับความนิยมมากที่สุด 29.4 เปอร์เซ็น และรองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ต 21.1 เปอร์เซ็น โดยมูลค่าการขายผ่าน e-commerce ในรอบปีที่ผ่านมาทั้งหมดประมาณ 427,460 ล้านบาท ถือว่ายังสามารถเติบโตได้ในสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้

ด้านนายบุญรักษ์ สรัคคานนท์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มตลาดไอที ในช่วงปี 2550-2551 ธุรกิจที่มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นธุรกิจหนึ่งที่รัฐควรเข้ามามีส่วนผลักดันให้เติบโตในประเทศนั้น เช่น ธุรกิจฮาร์ดแวร์ ธุรกิจซอฟต์แวร์ ธุรกิจด้านการบริการ และธุรกิจด้านโทรคมนาคม โดยเทียบมูลค่าทางการตลาดรวมทั้งหมด อยู่ประมาณ 537,000 ล้านบาท หรือประมาณ 13 เปอร์เซ็นของธุรกิจทั้งหมด อย่างไรก็ตามธุรกิจด้านต่างๆนั้นมีมูลค่าการทำตลาดที่มีการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจด้านโทรคมนาคมที่มีแนวโน้มเติบโตในตลาดได้อีก

“ธุรกิจซอฟต์ของประเทศไทยยังเข้ามามีบทบาทมาก โดยเฉพาะในองค์ของภาคเอกชน รามทั้งยังมีการขยายตัวออกไปกว่าภาครัฐ ถึง 67 เปอร์เซ็น อีกทั้ง ได้ทำการสำรวจผู้ใช้ internet user ในประเทศไทยมีผู้ใช้อยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าในหลายประเทศในแถบเอเซีย”นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย กล่าว

นายบุญรักษ์ กล่าวด้วยว่า ต้องการให้มีการขยายฐานผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นเพื่อสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ e-commerce โดยหลายหน่วยงานจะต้องช่วยกันกระตุ้นการทำตลาดด้านนี้ให้เติบโตมากขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการเองควรจะมีการปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้ากับประเทศ ส่วนความเร็วของอินเทอร์เน็ตหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีการปรับปรุงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างแอพพลิเคชั่นต่างๆให้กับธุรกิจ e-commerce ให้ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการได้มีทางเลือกในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม แม้สภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้จะส่งผลให้การเงินชะลอตัวลง แต่คาดว่าธุรกิจ e-commerce ยังคงดำเนินการได้ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการกระตุ้นตลาดไอที เพื่อให้ตลาด e-commerce มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงตลาดe-commerceได้ง่าย

ที่มา: ไทยรัฐ

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

จากกรณีที่ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีนโยบายที่จะกวดขันจัดการกับเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีแนวคิดจะจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ราคาแพง และเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ด้วยนั้น

นายอัครวุฒิ ตำราเรียง อุปนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บ ไทยกล่าวว่า ในฐานะที่สมาคมฯ เป็นองค์กรวิชาชีพของผู้ดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทย คณะกรรมการบริหารของสมาคมได้หารือกันในเรื่องดังกล่าว และมีความเห็นในเบื้องต้นว่า การดำเนินการกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ต้องทำโดยเร่งด่วนสูงสุด แต่รัฐบาลควรดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งสมาคมฯ เชื่อว่าเพียงพอในการแก้ไขปัญหา หากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจังและไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ มาตรการในการดำเนินการกับเว็บไซต์เหล่านี้ ควรทำพร้อมกันไประหว่างการป้องกัน ปราบปรามและขอความร่วมมือ โดยภาครัฐจะต้องรณรงค์ สร้างความร่วมมือจากองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายประชาสังคมอื่นๆ ที่ล้วนตระหนักถึงความสำคัญ ของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยเช่นกัน

อุปนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยกล่าวต่อไปว่า มาตรการในการจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ราคาแพงของกระทรวงไอซีที ไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมีความเจริญก้าวหน้าและซับซ้อนขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใดๆ ย่อมไม่สามารถปิดกั้นเนื้อหาข้อมูลที่ปรากฎในเว็บไซต์ต่างๆ ได้โดยง่าย

ส่วนมาตรการในการแก้ไขกฎหมาย พรบ.คอมฯ ยิ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด เพราะสภาพบังคับตามกฎหมายปัจจุบันน่าจะเพียงพอต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหามีเพียงว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ดำเนินการอย่างจริงจังตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่แล้วหรือไม่ การแก้ไข กฎหมายให้เข้มงวดขึ้นอาจมีผลกระทบกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทางการเมืองของประชาชนในระยะยาวได้” นายอัครวุฒิกล่าว

อุปนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยกล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการในการดำเนินการกับเว็บไซต์ดังกล่าว ทางสมาคมขอเสนอแนะให้ใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นหลัก โดยขอความร่วมมือองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไปในการแจ้งเบาะแส และเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลในการสั่งปิดกั้นการเข้าถึง และดำเนินการกับเจ้าของเว็บไซต์ที่มีเจตนาทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่เลือกปฏิบัติว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใด

เว็บไซต์มีหลายลักษณะ เช่นเนื้อหาที่สร้างโดยผู้จัดทำเว็บ เนื้อหาที่สร้างโดยผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ซึ่งผู้ที่พบเห็นข้อความ ภาพ หรือกระทู้ที่มีข้อความไม่เหมาะสม ให้แจ้งโดยตรงไปยังผู้ดูแลเว็บของเว็บนั้นๆ เพื่อดำเนินการแก้ไข หรือแจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย หากมีการนำข้อความนั้น ไปประกาศหรือส่งต่อ จะเป็นการกระจายความเสียหายในวงกว้าง และยังเข้าข่ายผิด พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16 อีกด้วย นายอัครวุฒิกล่าว


ที่มา: ไทยรัฐ

 

 

 

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ซิสโก้เผยผลสำรวจทำข้อมูลภายในบริษัทรั่วไหลออกจากภายนอก พบ 10 พฤติกรรมอันตรายของพนักงานที่ควรแก้ไขเพื่อป้องกันและรักษาข้อมูล อันดับ 1 พนักงานมีการแก้ไขระบบป้องกันในคอมพิวเตอร์เพื่อต้องการล่วงละเมิดนโยบายระบบไอที และพบพนักงานปล่อยให้คนแปลกหน้าเดินเข้าห้องทำงาน
       
       นายแพทริก ปีเตอร์สัน รองประธานฝ่ายเทคโนโลยี หน่วยธุรกิจไอรอนพอร์ต ซิสเต็มส์ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ เปิดเผยว่า ซิสโก้ได้ว่าจ้างอินไซท์เอ็กซ์เพรส บริษัทวิจัยตลาดที่มีฐานวิจัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาให้ศึกษาข้อมูลการรักษาความปลอดภัยและการรั่วไหลของข้อมูลองค์กรธุรกิจ ผลศึกษาการรักษาความปลอดภัยข้อมูลจากทั่วโลก โดยสำรวจพนักงานและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีกว่า 2,000 คนใน 10 ประเทศ ระบุ 800 คนอยู่ในออสเตรเลีย จีน อินเดีย และญี่ปุ่น พบว่าลักษณะการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พนักงานสามารถทำงานจากนอกสำนักงานได้มากขึ้น จึงเกิดการเหลื่อมซ้อนกันระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทั้งนี้ เนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่างๆ อาทิ โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป เทคโนโลยี เว็บ 2.0 วิดีโอ และสื่อทางสังคมอื่นๆ เป็นต้น
       
       สำหรับพฤติกรรมอันหลากหลายที่ค้นพบในการศึกษานี้ มี 10 พฤติกรรมที่ควรพิจารณามากที่สุดดังนี้
       
       1. การแก้ไขระบบป้องกันในคอมพิวเตอร์ พนักงาน 1 ใน 5 คนจะแก้ไขระบบป้องกันบนอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน เพื่อที่จะสามารถล่วงละเมิดนโยบายที่ฝ่ายไอทีติดตั้งไว้ ทำให้สามารถเข้าเว็บไซต์ที่บริษัทไม่อนุญาตได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในสังคมเศรษฐกิจดาวรุ่งเช่นในประเทศบราซิล จีน และอินเดีย โดยมีจำนวน 52% ให้เหตุผลว่าเพียงแค่ต้องการเข้าเว็บไซต์เหล่านั้น
       
       2. การใช้งานแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับอนุญาต ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที 7 ใน 10 คนเชื่อว่าการใช้งานโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตมีผลกับการทำให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหลอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องที่พบเป็นปกติในสหรัฐอเมริกา (74%) บราซิล (75%) และอินเดีย (79%)
       
       3. การใช้งานระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต 2 ใน 5 ของผู้เชี่ยวชาญและผู้ดูแลระบบไอทีต้องพบกับปัญหาพนักงานเชื่อมต่อเข้าไปยังระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศจีน และ 14% ยืนยันว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกเดือน
       
       4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อ่อนไหวขององค์กร 1 ใน 4 ของพนักงาน (24%) ยอมรับว่าได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่อ่อนไหวขององค์กรกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงาน ประเทศบราซิลเกิดเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์สูงที่สุด (47%)
       
       5. การแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ขององค์กร เกือบครึ่งของพนักงานที่ทำแบบสำรวจ (44%) ได้แลกเปลี่ยนการใช้อุปกรณ์ในการทำงานกัน และแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงาน
       
       6. ความไม่ชัดเจนของการใช้งานอุปกรณ์ส่วนตัวกับการทำงาน 2 ใน 3 ของพนักงานยอมรับว่าได้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานไปกับเรื่องส่วนตัว
       
       7. ขาดการป้องกันตัวอุปกรณ์ 1 ใน 3 ของพนักงานเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังคงล็อกอินอยู่ในระบบทิ้งไว้เมื่อไม่อยู่ที่โต๊ะ หรือเปิดเครื่องไว้ข้ามคืน
       
       8. การเก็บชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ดไว้ในที่ที่เปิดเผย 1 ใน 5 ของพนักงานเก็บชื่อผู้ใช้และรหัสลับไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเขียนวางทิ้งไว้บนโต๊ะ บ้างเก็บในตู้ที่ไม่ได้ล็อก รวมถึงติดไว้บนคอมพิวเตอร์ ในบางประเทศเช่นประเทศจีน (28%)
       
       9. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสูญหาย เกือบ 1 ใน 4 ของพนักงาน (22%) จัดเก็บข้อมูลองค์กรไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เคลื่อนย้ายได้และนำออกไปนอกสำนักงาน พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในประเทศจีน (41%)
       
       10. การปล่อยให้มีคนภายนอกเดินตามพนักงานเข้าไปในสำนักงานโดยไม่มีการตรวจสอบ และการอนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่พนักงานเข้ามาในสำนักงานโดยไม่ได้ปรึกษาหัวหน้า:  มากกว่า 1 ใน 5 ของพนักงานในประเทศเยอรมัน (22%) อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่พนักงานเข้ามาในสำนักงานโดยไม่ได้ขออนุญาตหัวหน้าของตน ผลเฉลี่ยอยู่ที่ 13% และ 18% ของพนักงานอนุญาตให้บุคคลที่ไม่รู้จักเดินตามหลังเข้ามาและรุกล้ำเข้าไปใช้อุปกรณ์สำนักงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เผยผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี พ.ศ. 2551 ซึ่งปีนี้มีคำถามพิเศษเกี่ยวกับการใช้งานสังคมออนไลน์
 
จากการสำรวจตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย. 2551 มีผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ผ่านเว็บไซต์เนคเทค และเว็บไซต์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14,809 คน โดย 40% ตอบแบบสอบถามผ่านเว็บไซต์เดลินิวส์ (www.dailynews.co.th)
 
ผลการสำรวจสรุปว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 57.6% ชาย 42.4% อยู่ระหว่างช่วงอายุ 20-29 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา
 
แต่ที่น่าจับตามอง คือ ผลสำรวจปีนี้พบว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่นิยมเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่ทำงานเพิ่มสูงขึ้น จากปีที่แล้ว 38.6% เป็น 44.9% ขณะที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่บ้านก็มีปริมาณลดลงจาก 47.9% ในปีที่แล้วเหลือ 44.8%  และการใช้งานในร้านอินเทอร์เน็ตก็มีปริมาณลดลงจาก 7.8% ในปีที่แล้ว เหลือเพียง 2.4%
 
ซึ่งการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเอดีเอสแอล หรือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) มีปริมาณสูงถึง 43.5% สวนทางกับการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน ไดอัล-อัพ ซึ่งมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องล่าสุดเหลือ 10.3% จาก 14.3% ในปีที่แล้ว และที่น่าจับตามองมากที่สุด คือการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีปริมาณสูงขึ้นอย่างมากจาก 2.8% ในปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 7.1% และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
ส่วนกิจกรรมที่นิยมทำมากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตยังเป็นการค้นหาข้อมูล 31.4% อ่านอีเมล 23.0% และติดตามข่าวสาร 10.3% เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปีที่แล้ว โดยช่วงเวลาที่มีปริมาณการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ 20.01- 24.00 น. คิดเป็น 29.3%
 
ขณะที่ปัญหาสำคัญบนโลกอินเทอร์เน็ตยังครองแชมป์ด้วยไวรัส 64.4% แหล่งยั่วยุทางเพศ 60.6% เพิ่มจาก 42.6% ในปีที่แล้ว และการสื่อสารช้า 56.2% โดยประเด็นที่เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ คือ การโจมตีจากไวรัสและการรักษาความมั่นคงของเครือข่าย 40% การกระจายความทั่วถึง 33.4% และการป้องกันสื่อลามกอนาจารบนอินเทอร์เน็ต 28.8%
 
ย้อนกลับมาเรื่องการกระจายความทั่วถึง หรือการแพร่กระจายการใช้งานอินเทอร์เน็ต ผลสำรวจเรื่องนี้ในปี พ.ศ. 2550 ของประเทศกลุ่ม  อาเซียน พบว่า ไทยมีอัตราการแพร่กระจายของ การใช้งานอินเทอร์เน็ตต่ำกว่าประเทศมาเลเซีย (59.0%) และเวียดนาม (23.4%) ซึ่งไทยมีอัตราการแพร่กระจายการใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 20.3% มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด 13.4 ล้านคน
 
สำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซ การสั่งซื้อหนังสือยังมีปริมาณสูงที่สุด 36.4% รองลงมาเป็น การสั่งจองบริการต่าง ๆ 30.7%
 
จากคำถามเกี่ยวกับการใช้งานสังคมออน ไลน์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 69.7% มีบล็อก/ไดอารีออนไลน์ เป็นของตนเอง โดยไฮไฟว์เป็นเว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดนิยมคิดเป็น 47.5% รองลงมาเป็นวิกิพีเดีย และยูทูบ  ผู้ใช้ส่วนใหญ่เข้าใช้งาน 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ และมองว่าการมีสังคมออนไลน์เป็นผลดีถึง 79.3% เพราะใช้เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ 57.2% ใช้แสดงความคิดเห็น 28.1% และทำให้มีคนรู้จักเพิ่ม 10.6%
 
แม้สังคมออนไลน์จะมีประโยชน์ แต่ผู้ใช้ 66.8% เห็นควรให้มีการกำกับดูแล โดย 72.7% มองว่าเพื่อความปลอดภัยของเยาวชน และ 17.7% มองว่าเพื่อความสงบของสังคม ขณะที่ผู้ใช้ที่ตอบไม่เห็นด้วยกับการที่ต้องกำกับดูแล จำนวน 85.4% ระบุเป็นการปิดกั้นเสรีภาพ และ 13.2% มองว่าไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
 
รู้หรือยังว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตทำอะไร.

ที่มา: เดลินิวส์

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212