Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 11

ขอเชิญร่วมงาน 30 ปี มูลนิธิดวงประทีป

มูลนิธิดวงประทีปได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ มาเกือบ 30 ปี ในวันที่ 31 สิงหาคม 2551  ด้วยเหตุนี้ทางมูลนิธิฯ จึงมีกิจกรรมต่างๆ  เพื่อสังคมต่างๆ  อาทิ
                             
1  
ปลูกคน ปลูกปาล์ม    เพื่อลดภาวะโลกร้อนบนพื้นที่ 200 ไร่ ที่ศูนย์กาญจนบุรี
                              
2  ปลูกฝังการอ่าน  ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ด้วยกิจกรรมให้ส่งเสริมการอ่านหนังสือ(นิทาน)ให้ลูกฟัง
 
                              
3  สนามเด็กเล็กในชุมชน  เพื่อเติมสุข เติมฝัน เติมพลังและจินตนาการของเด็กในชุมชนแออัด 30 แห่ง
  
                              
4 ชุมชนร่วมใจปลูกต้นไม้ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนแออัดร่วมใจกันในการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน จัดระเบียบ แลทำความสะอาด ให้ชุมชนน่าอยู่มากขึ้น
 
      และในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคมนี้ ทางมูลนิธิฯ จะจัดงานเสวนา ในหัวข้อ ““ประสบการณ์จากอดีตสู่คุณค่าในอนาคต” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ดร. สุเมธ  ชุมสาย ณ อยุธยา ดร. กิตติรัตน์ ณ ระนอง คุณครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายสุเทพ ดิรกลาภมรกตนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมฟังเสวนาได้ที่
อาคารมูลนิธิดวงประทีป ตั้งแต่เวลา 13.00 – 15.30 น. 
    หลังจากนั้นจะมีพิธีมอบรางวัล” ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ” โ
ดยผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ได้แก่ นายสังวาลย์ บุญส่ง เป็นผู้ต่อสู้เรื่องที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนานจนชุมชนที่ตนอาศัยได้รับเป็นการพิจารณาให้เป็นบ้านมั่นคงสำเร็จ คุณสังวาลย์ ต่อสู้อย่างไร ท่านสามารถเข้าร่วมรับฟังได้ตั้งแต่เวลา 15.30 – 16.30 น    
นอกจากนี้ในวันครบรอบ 30 ปี มูลนิธิดวงประทีป ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อคนจนยังได้จัดพิธีมอบ
หนังสือนิทานแก่ผู้ปกครอง ตามโครงการส่งเสริมการอ่านหนังสือในครอบครัว สนับสนุนโดย 
บริษัท ลุกซ์ รอแยล (ประเทศไทย) จำกัด และพิธีมอบป้ายบ้าน ตามโครงการบ้านน่าอยู่ครอบครัวอบอุ่น  สนับสนุนโดย Elsereine 1% Club  ซึ่งทั้งกิจกรรมเหล่านี้เป็นเพียง 2 ใน 4 กิจกรรมใหม่ที่ทางมูลนิธิฯ ได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว และช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เสร็จสิ้นแค่วันครบรอบเท่านั้น  แต่จะเป็นก้าวใหม่อีกก้าวที่มูลนิธิฯ จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
   สามารถร่วมงานกับกิจกรรมต่างๆ ได้  หรือต้องการจะรวมสมทบทุนการในการจัดกิจกรรมสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 
www.dpf.or.th

หรือ โทร.02-671-4045-8  ต่อ 107  
 

 

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Aug-11-08

ประวัติวันแม่

posted by พ่อมดน้อย
ความเป็นมาของวันแม่

          ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว

          สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง

          ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม ่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา

          เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย…

          นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “แม่” ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม , พ , ป ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น

ภาษาไทย แม่

ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า

ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)

ภาษาอังกฤษ mom , mam

ภาษาโซ่ ม๋เปะ

ภาษามุสลิม มะ

ภาษาไทใต้คง เม

เป็นต้น

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Jul-7-08

สสวท.อบรมฟรี ครูประถมฯ

posted by พ่อมดน้อย

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดอบรมครูทางไกลผ่านดาวเทียม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา ทางสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (อีทีวี) กระทรวงศึกษาธิการ ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2551 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ครูผู้เข้าอบรมจะต้องผ่านการประเมินโดยเข้าร่วมกิจกรรมและสอบข้อเขียนตามเกณฑ์ และเข้าอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด จึงจะได้รับวุฒิบัตร สนใจสมัครเข้ารับการอบรมได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าลงทะเบียน หรือสอบถามรายละเอียดที่สาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา โทร. -2392-4021 ต่อ 1210-1218 หรือดูรายละเอียดที่ www.ipst.ac.th

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

พระครูวุฒิธรรมาทร

วัดโบสถ์วรดิตถ์  

วัดโบสถ์วรดิตถ์

วัดโบสถ์วรดิตถ์  
ของเล่นของเด็กชิ้นนี้คือนาฬิกาพังๆเรือนหนึ่ง

วัดโบสถ์วรดิตถ์

วัดโบสถ์วรดิตถ์

วัดโบสถ์วรดิตถ์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจากมหา’ลัยชีวิต

           “ของเหลือจากคนเมืองอันมีจะกิน เป็นสิ่งมีค่าเหลือหลายสำหรับเด็กที่ไม่เคยได้ใช้ “เงิน” แม้แต่บาทเดียว . . .”  คำพูดนี้กลั่นออกมาจากปากของ “พระครูวุฒิธรรมาทร” เจ้าอาวาสวัดโบสถ์วรดิตถ์ วัดแห่งหนึ่งใน อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง …

           ในขณะที่ทุกคนเข้าวัดเพื่อทำบุญหรือหาที่พึ่งทางใจ แต่ ณ วัดป่าโมก วัดเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กลับเป็นสถานที่ชุบเลี้ยงเด็กอีกหลายร้อยชีวิต พวกเขาคิดว่า “วัด” คือบ้านที่ให้ชีวิตพวกเขา ให้แหล่งพักพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนไร้ญาติ ขาดคนเหลียวแล และคนจนเช่นพวกเขาจะได้รับ            หลวงพ่อพระครูวุฒิธรรมาทร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์วรดิตถ์ เล่าถึงความเป็นมาของวัดว่า เมื่อประมาณ  30  ปี ที่แล้ว พวกทหารพรานนำเด็กกว่า 30 คนมาฝากให้ท่านเจ้าอาวาสรูปก่อนดูแล ส่งเงินให้เดือนละ 500 บาท เด็กๆ ที่นำมาฝากส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า เพราะพ่อแม่เป็นพวกคอมมิวนิวส์ หลังพ่อแม่ถูกฆ่า ถูกกวาดล้างก็มาขอพึ่งพาอาศัยใบบุญวัดเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด          ต่อมาชาวเขาทางภาคเหนือที่มีฐานะยากจนรู้เรื่องก็ส่งลูกๆ มาให้ทางวัดดูแลอีก เขาบอกว่าอย่างน้อยก็ยังดีกว่าอดตายอยู่บนเขา และก็มีมาอีกเรื่อยๆ เกือบทุกจังหวัด จนถึงปัจจุบันก็กลายเป็นกว่า 400 คนแล้ว ก็ต้องดูแลกันไป จำชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง ดื้อบ้างซนบ้าง แต่อาตมาก็ดูแล ไม่ให้ทะเลาะกัน ถ้าทะเลาะกันจะไม่ถามเลยว่าใครผิดใครถูก จะตีทั้งคู่ เด็กๆ เขาก็ซนตามประสาเด็กๆ” หลวงพ่อกล่าว พร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่แฝงไว้ซึ่งความเมตตาต่อเด็กๆ

           พร้อมกันนี้ท่านยังบอกอีกว่า ทางวัดก็มีโรงเรียนให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ เป็นโรงเรียนประจำแต่ก็เป็นไปตามอัตภาพที่จะทำได้ มีตั้งแต่ชั้นระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่เด็กเป็นร้อยคนดูแลเด็กก็ต้องไปบิณฑบาตรข้าวของเครื่องเรียนต่างๆ เพื่อนำมาให้เด็กๆ เขาใช้ ส่วนครูที่สอนหนังสืออยู่ที่นี่ก็เป็นระบบกึ่งข้าราชการ มีเงินเดือนมีสวัสดิการให้จากภาครัฐ แต่เงินเดือนจะไม่ขึ้น ที่เขาเสียสละมาอยู่กับเด็กๆ ก็เพราะรัก

           “ทุกวันนี้หลวงพ่อไม่เคยมีปัญหาอะไร มีแต่ทุกข์ ขนาดเป็นพระก็ยังมีทุกข์ ทุกข์ที่ว่ากลัวจะมีไม่พอเลี้ยงเขา จะอยู่กันไปตลอดได้อย่างไร บางคนเรียนจบก็กลับมาช่วย บางคนก็ไม่กล้ามา เขาคงละอายใจตัวเองที่ยังช่วยวัดไม่ได้ เพราะในแต่ละเดือนภาระค่าใช้จ่ายของทางวัด เฉพาะค่าไฟก็ไม่น้อยไปกว่า 3 หมื่นบาท รายได้ก็มาจากการบริจาค ส่วนใหญ่ก็ต้องไปขอบิณฑบาตรเอาปัจจัยบ้าง และของที่บริจาคจะเป็นจำพวกข้าวสารอาหารแห้ง แต่บางทีข้าวสารไม่พอ วัดก็ไปขอหยิบยืมมาจากโรงสี พอมีผ้าป่ากฐินมาวัดก็เอาเงินไปใช้เขา ถ้าไม่มีหรือไม่พอเขาก็ไม่ทวงทางวัด ก็ถือว่าเป็นการทำบุญไป” หลวงพ่อ กล่าว

           … ในขณะที่หลายคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง เรียนบ้างเล่นบ้างตามประสา ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามสมัยนิยม แต่ในวัดเล็กๆ แห่งนี้ยังมีเด็กอีกหลายร้อยชีวิตที่ไม่เคยได้สัมผัส “เงิน” ที่กลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต หรือไม่มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ดีๆ สวมใส่

           “ของเก่ามันเก่าที่บ้าน แต่กับเด็กๆ ที่เขาไร้โอกาสมันก็เป็นของใหม่สำหรับเขา แต่ส่วนใหญ่เด็กๆ เค้าก็ดีใจ เราเคยบอกกับเด็กๆ ว่าถ้าไม่มีคนช่วยก็ต้องต่างคนต่างไป เพราะญาติโยมที่มาก็ไม่เยอะมาก แต่แค่เงินทำบุญหาได้เดือนชนเดือนก็พอใจแล้ว ไม่ได้หวังอะไรมาก ส่วนใหญ่คนที่มาบริจาคเค้ามาเอง มาแบบปากต่อปาก วัดไม่เคยออกไปโฆษณาทางไหน ของบริจาคอยากจะบริจาคเสื้อผ้า ของเล่น อะไรก็เอามาบริจาคได้ อาหารแห้ง ถ้าเหลือใช้ไม่รู้จะทิ้งที่ไหน ก็เอามาได้” 

           เรียกได้ว่า ทุกคำพูด ทุกลมหายใจเข้าออกของหลวงพ่อพระครูวุฒิธรรมาทร จะคิดคำนึงถึงปากท้องของชีวิตน้อยๆ ที่ต้องเลี้ยงดูอยู่เสมอ

           “การกินเป็นสิ่งสำคัญต้องมาก่อนอย่างอื่น เด็กๆ ต้องกินแล้วค่อยร่ำเรียน ยังไงก็ต้องให้เค้ามีกิน ถึงจะไม่ดีตาม แต่ก็ต้องได้กิน ทุกวันนี้กลัวอย่างเดียวคือวันข้างหน้าจะมีไม่พอให้เค้ากินเค้าใช้” หลวงพ่อ กล่าวความทุกข์ที่เป็นกังวลใจ พร้อมๆ กับฝากถึงคนที่มีโอกาสว่า “กว่าพ่อแม่จะเลี้ยงมาได้ กว่าจะเติบโตมาเป็นคนได้ มันสุดแสนจะยากลำบาก ยังมีชีวิตก็ยังมีโอกาส อย่าไปคิดสั้นชีวิตมันยังต้องต่อสู้กันต่อไป”           บางสิ่งบางอย่างคนที่มีเพียบพร้อมอาจจะมองเป็นเพียงแค่เศษขยะ เป็นของเหลือกินเหลือใช้ แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งของเหล่านั้นอาจจะช่วยประทังชีวิตเล็กๆ ให้อยู่ต่อข้ามพ้นไปในอีกวัน … สำหรับท่านที่อยากบริจาคช่วยเหลือวัดโบสถ์วรดิตถ์ สามารถโอนเงินเข้าบัญชีชื่อวัดโบสถ์วรดิตถ์โดยพระครูวุฒิธรรมาทร ธนาคารกสิกรไทย สาขาป่าโมก บัญชีออมทรัพย์ 182-2-11-364-4 หรือต้องการบริจาคสิ่งของก็สามารถบริจาคได้ที่วัดโบสถ์วรดิตถ์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยตรงค่ะ

ดูเรื่องเต็มได้ที่ http://hilight.kapook.com/view/25206

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

รับชมเทปรายการย้อนหลัง

01. มูลนิธิ ธนาคารสมอง 02. มูลนิธิ ส่งเสริมอาชีพคนตาบอด
03. มูลนิธิ CCF 04. มูลนิธิ เกื้อดรุณ
05. มูลนิธิ การพัฒนาเด็ก 06. มูลนิธิ ครูพัฒนา
07. มูลนิธิ EDF 08. มูลนิธิ กองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย
09. มูลนิธิ กองทุนไทย 10. มูลนิธิ กระจกเงา
11. มูลนิธิ ใบไม้เขียว 12. มูลนิธิ กรีนพีช
13. มูลนิธิ ที่อยู่อาศัย 14. มูลนิธิ เพื่อชีวิตและสังคม
15. มูลนิธิ สากลพัฒนาท้องถิ่นไทย 16. มูลนิธิ ชีวิตสดใส
17. มูลนิธิ ออทิสติกไทย 18. มูลนิธิ รักษ์ไทย
19. มูลนิธิ สืบนาคะเสถียร 20. มูลนิธิ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน
21. มูลนิธิ YIY 22. มูลนิธิ กองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา (Eng)
23. มูลนิธิ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า 24. มูลนิธิ ชมรมสวัสดี
25. มูลนิธิ บ้านนานา 26. มูลนิธิ ช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย
27. มูลนิธิ หน่วยจัดการความรุนแรง 28. มูลนิธิ สมาคมอารักขาพืชไทย
29. มูลนิธิ โยคะนันดา 30. มูลนิธิ ศูนย์คุณธรรม
31. มูลนิธิ เพื่อเยาวชนชนบท 32.
33. มูลนิธิ DMC 34. มูลนิธิ ธรรมรักษ์
35. มูลนิธิ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ 36. มูลนิธิ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
37. มูลนิธิ สมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต 38. มูลนิธิ โสสะ
39. มูลนิธิ กระจกเงา คอมพิวเตอร์เพื่อน้อง 40. มูลนิธิ ชีวิตสดใส โครงการเสริมสร้างคุณธรรม
41. มูลนิธิ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาด
Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 11