Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสม

           ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่มีความพิการทั้งทางด้านการได้ยิน สติปัญญา สายตา ร่างกาย อยู่ประมาณร้อยละ 10 – 15 ของเด็กในวัยเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ขาดโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากรัฐสามารถจัดให้ได้เรียนเพียงร้อยละ 5.43 เท่านั้น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2547)

 

           ส่วนเด็กกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษและมีโอกาสทางการศึกษา ส่วนใหญ่ก็จะได้รับการศึกษาที่ไม่เหมาะสมกับความพิการ หรือไม่ตอบสนองต่อความต้องการพิเศษของเขา เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เด็กเหล่านั้น ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถพัฒนาชีวิตไปสู่ความเป็นอิสระ พึ่งตนเองเติบโตเป็นสมาชิกที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่เป็นภาระกับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติทำให้สังคมต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการดูแลบุคคลเหล่านี้ไปจนตลอดชีวิต

รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
           เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง เด็กที่มีความต้องการที่เป็นบรรทัดฐาน (Norm) แตกต่างจากเด็กทั่วไป ซึ่งอาจเป็นลักษณะที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าก็ได้ โดยหมายรวมถึงเด็กกลุ่มที่ไม่อาจพัฒนาความสามารถได้เท่าที่ควรจากการเรียนการสอนตามปกติ และกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่ต้องการการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากปกติด้วย

           สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีความพิการ คณะอนุกรรมการคัดแยกผู้พิการเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดบุคคลที่มีความต้องการพิเศษไว้ 9 ประเภท ดังนี้

           • เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impairment) หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินในระดับหูตึงหรือหูหนวก
           • เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Children withMental Retardation) หมายถึง เด็กที่สติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติทั่วไป
           • เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น (Children withVisual Impairment) หมายถึง เด็กตาบอดหรือเด็กที่มีสายตาเหลืออยู่น้อยมาก
           • เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical Impairment) หมายถึง เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป
           • เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม (Children with Behavior Disorders) หมายถึง เด็กที่ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป
           • เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities) หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในขบวนการทางจิตวิทยาทำให้มีปัญหาทางด้านการใช้ภาษา ด้านการฟังการพูด การอ่าน การเขียน และการสะกดคำ หรือมีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร
           • เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit/Hyperactivity Disorders) หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรมชนิดหนึ่ง ได้แก่ การขาดสมาธิ (Inattention)พฤติกรรมซุกซนอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity) ขาดความยับยั้งชั่งใจ หุนหันพลันแล่น ทำอะไรไม่คิดให้รอบคอบ (Impulsivity)และมีพฤติกรรมที่แสดงออกไม่เหมาะสมกับวัยหรือระดับพัฒนาการ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

การศึกษานับเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากการศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในเจริญงอกงามและก้าวหน้า อีกทั้งสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคม ตลอดจนช่วยวางรากฐานพัฒนาการของชีวิตให้เกิดศักยภาพในด้านต่างๆอย่างสมบูรณ์ รวมถึงการพัฒนาประเทศให้เริญก้าวหน้าได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ ดังนั้นประเทศที่มีประชากรได้รับการศึกษาที่ดีและมีประสิทธิภาพ จึงสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญมั่นคงได้อย่างหนึ่ง

 

 ความเป็นมาของวันประถมศึกษาแห่งชาติ

          ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาเห็นได้จาก  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎร์ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ วัดมหรรณพาราม ต่อมาในปี พ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464 ขึ้น เพื่อกำหนดให้เด็กที่มีอายุ 7 ปี บริบูรณ์ทุกคนต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนอายุครบ 14 ปี บริบูรณ์ โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน โดยพระราชบัญญัติประถมศึกษานี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2464 

          ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาจึงได้กำหนดให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันประถมศึกษาแห่งชาติ และได้จัดงานวันประถมศึกษาแห่งชาติเป็นประจำมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2491-2509


          ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2523 ได้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาขึ้น จึงได้โอนโรงเรียนประชาบาลกลับมาสังกัดคณะกรรมการการศึกษา การจัดงานวันศึกษาประชาบาลจึงสิ้นสุดลง และกลับมาจัดวันประถมศึกษาแห่งชาติขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้เปลี่ยนจากวันที่ 1 ตุลาคม มาเป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวแทน เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้ให้การสนับสนุนการประถมศึกษาและพระราชทานตราพระราชบัญญัติ อีกทั้งเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ในคราเดียวกันกับวันวชิราวุธที่ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติวันประถมศึกษาแห่งชาติ

         
1. จัดเผยแพร่นิทรรศการต่างๆโดยเผยแพร่พระเกียรติประวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้า ที่มีต่อวงการศึกษาไทย

          2. จัดนิทรรศการเผยแพร่ แสดงประวัติความก้าวหน้าของการประถมศึกษาแห่งชาติและการศึกษาไทย

          3.  จัดกิจกรรมทางวิชาการเสริมความรู้และทักษะด้านต่างๆเพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ นักเรียนรวมทั้งจัดประชุมและสัมมนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาวงการศึกษาไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น 2552 (Local Educational Fair 2009)

24 ก.ค. 2552 – 26 ก.ค. 2552    เวลา  9.00 น. – 20.00 น.

Impact อิมแพ็ค เมืองทองธานี Challenger 1

ไขความลับสู่ขุมทรัพย์ทางปัญญา สร้างคน สร้างชุมชน สร้างชาติ

มหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น 2552
Local Educational Fair 2009

งานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น 2552 เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ในการลดช่องว่างความเลื่อมล้ำระหว่างคนกรุง และ คนท้องถิ่น โดยการสร้างองค์ความรู้ให้กับเด็ก และ เยาวชน เพื่อนำไปถ่ายทอดสู่ชุมชน รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ที่เกิดจากการพัฒนา และ คิดค้นของชาวบ้านในแต่ละองค์กรปรกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ 265 แห่งทั่วประเทศ

การจัดงานในปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ไขความลับสู่ขุมทรัพย์แห่งปัญญา ซึ่งภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการทางวิชาการ , การจัดแสดงผลงานความสำเร็จ ผลงานดีเด่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 5 ภาค , การจัดเสวนาทางวิชาการ ตลอดจนการนำเสนอนวัตกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ คอนโดยุง , กระบอกไม้ไผ่ลดโลกร้อน , ชุดตู้หมอลำซิ่ง และอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงการจัดการแข่งขัน โครงการแข่งขันหุ่นยนต์ท้องถิ่นไทยตะลุยแดนโสม เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเลิศ จากสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปทำการแข่งขันโอลิมปิกหุ่นยนต์ WRO 2009 ในเดือนพฤศจิกายน 52 ที่เมืองโปฮาง สาธารณรัฐเกาหลี อีกด้วย

รายละเอียดการเสวนาทางวิชาการ

  • แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับบริบทไทย
  • สอนอย่างไร…ให้อัจฉริยะ
  • กลยุทธ์การสร้างเด็กเก่ง ดี และมีคุณธรรม
  • อัจฉริยะสร้างได้
  • การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กไทยภายใต้สภาพแวดล้อมของชุมชน

    การจัดงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่น ประจำปี 2552 ครั้งที่ 3 นี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 ก.ค.52 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การประชุม และ แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานนี้ได้ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น.

  • ที่มา  จส.100

    Share and Enjoy:
    • Print
    • Digg
    • Sphinn
    • del.icio.us
    • Facebook
    • Mixx
    • Google Bookmarks
    • Blogplay
    • Live
    • MySpace
    • PDF
    • Reddit
    • RSS
    • Technorati
    • Twitter

    Related posts

     ครูเป็นบุคคลากรที่มีความสามารถในการทำงานวิจัยพัฒนาตนเองอย่างมาก แต่ก็มีครูที่ยังไม่เข้าใจเรื่องงานวิจัยดีพอที่จะสามารถนำไปสอนนักเรียนได้ หากเราเปิดโอกาศให้กับครูได้ทำงานวิจัยมากขึ้น ก็จะสามารถนำไปพัฒนานักเรียนได้

    การศึกษาเป็นเสาหลักที่สำคัญของชาติ  ทำให้คนมีความรู้   สังคมเป็นสุขไม่ขัดแย้ง  เศรษฐกิจดี   การที่คนในประเทศจะมีความสามารถและมีพฤติกรรมที่ดีงามได้นั้น ย่อมขึ้นกับการจัดการศึกษาเป็นส่วนสำคัญ   แต่ด้วยปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น จนไม่สามารถทำนายหรือคาดการณ์ได้จากปรากฏการณ์ที่มองเห็น  ทำให้การศึกษาปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภายนอก จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่ำลงทุกปี

           “ครุวิจัยและยุววิจัย” เป็นโครงการสนับสนุนครูทำวิจัยโครงการหนึ่ง  ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ทดลองใช้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทการศึกษาของไทย  ซึ่งโรงเรียนยังขาดวัฒนธรรมการวิจัย  เมื่อก่อนถ้าพูดถึงการวิจัย ครูจะเริ่มปวดหัวมองว่าการวิจัยเป็นเรื่องของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  แต่ปัจจุบันมุมมองของครูเปลี่ยนไป  การวิจัยเป็นเรื่องที่ครูอยากรู้  จัดประชุมแนะนำวิธีการทำวิจัยทีไร ครูจะสมัครเข้าร่วมประชุมมากผิดปกติ  จนบางครั้งต้องปฏิเสธ   แสดงว่าสังคมของโรงเรียนกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ขอบของสังคมฐานความรู้   

     

    โครงการครุวิจัย

     

     

           เป็นโครงการสนับสนุนครูเรียนรู้กระบวนการวิจัย โดยฝึกทำวิจัยกับพี่เลี้ยงเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ในเดือนเมษายนของทุกปี  พี่เลี้ยง คือ นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยต่าง ๆ ในประเทศ  

     

           ในการสมัครเข้าร่วมโครงการนั้น ครูต้องเขียนข้อเสนอโครงการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องที่อยากจะมาเรียนรู้  วัตถุประสงค์  วิธีการวิจัย  ผลที่คาดว่าจะได้รับ และแผนการทำงาน  รวมไปถึงการเชื่อมโยงเรื่องที่จะเรียนรู้กับการเรียนการสอนในห้องเรียน โครงการนี้มีข้อกำหนดในเรื่องอายุของผู้สมัครว่า ต้องอายุไม่เกิน 50 ปี  ทั้งนี้เนื่องจากครูที่อายุเกินห้าสิบ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองแล้ว 

     

           ศูนย์พี่เลี้ยงจะคัดเลือกผู้เหมาะสมจากข้อเสนอโครงการ และจัดการพัฒนาข้อเสนอโครงการต่อ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในหัวข้อระเบียบวิธีวิจัย  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ครูจะออกแบบการวิจัยได้ไม่คม บางโครงการต้องผ่านการแก้ไข 2-3 ครั้ง   ในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ พี่เลี้ยงกับครูจะมาประชุมร่วมกันหนึ่งครั้ง  หลังจากนั้นจะเป็นการติดต่อผ่านทางอีเมล์      

     

           การเรียนรู้กับศูนย์พี่เลี้ยงหนึ่งเดือน จะมีทั้งการบรรยายเนื้อหาความรู้ที่จำเป็น การลงมือทดลอง การซ่อมหรือร้างอุปกรณ์ทดลอง  รวมทั้งการไปทัศนศึกษาในแหล่งเรียนรู้ใกล้ ๆ   ในแต่ละปี ถ้าครูได้มีโอกาสไปเรียนรู้กับศูนย์พี่เลี้ยงต่าง ๆ  ซึ่งมีให้เลือกถึง 5 ศูนย์ และกำลังขยายเพิ่มอีก 3 ศูนย์ในปีหน้า  ครูคงจะได้ประสบการณ์และได้ความรู้ที่ใหม่และสด ไปสอนนักเรียน

    Read the rest of this entry »

    Share and Enjoy:
    • Print
    • Digg
    • Sphinn
    • del.icio.us
    • Facebook
    • Mixx
    • Google Bookmarks
    • Blogplay
    • Live
    • MySpace
    • PDF
    • Reddit
    • RSS
    • Technorati
    • Twitter

    Related posts

    จิตตปัญญาศึกษา   การศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์
    Contemplative   education   :   education  for  human  development

     

              เป้าหมายที่แท้ของการศึกษา คือ การเปลี่ยนผู้เรียนจากผู้ไม่รู้ สู่ผู้รู้  และผู้เป็นที่เห็นได้จากการมีวิธีคิด   จิตสำนึก  ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อตอนที่ยังไม่รู้และเกิดพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม   แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า การศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นสร้างผู้เรียนให้เป็นเพียงผู้จำล้วนเป็นเพียงการจำเพื่อไปสอบ   สร้างให้ผู้เรียนมีสภาพเป็นตำราที่เดินได้  โดยไม่ได้นำเอากระบวนการ   “การเปลี่ยนคน  สร้างสรรค์สังคม”  มาเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษา

     

     

              คำถามที่เกิดตามมา คือ หากการศึกษาที่เป้นอยู่   พาเราไปสู่ทางออกของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้   หนำซ้ำกลับยิ่งสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะวิถีของการศึกษาในยุคปัจจุบันเป็นการศึกษาที่สร้างให้คิดแบบแยกส่วน   หล่อหลอมให้คนมีจิตสำนึกการแข่งขัน   และยึดเอาตนเอง หรือหมู่พวกของตนเป็นศูนย์กลาง

     

              สารพันปัญหาที่มีดีกรีความรุนแรงระดับโลกที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เช่น ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาสิ่งแวดลอม ในขณะที่วิกฤติแฮมเบอร์เป็นปัญหาเศรษฐกิจ  ส่วนปัญหาความแตกต่างทางความคิดทางด้านการเมืองจนกลายเป็นความแตกแยกก็เป็นปัญหาที่พบได้ทั้งในระดับประเทศ หรือในระดับบุคคล ก็ยังพบว่าคนในยุคนี้ “ทุกข์ง่าย สุขยาก” ทั้งนี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากการที่บัจเจกบุคคลขาดสำนึกที่ดีง่าย   และขาดซึ่งความตระหนักถึงภาวะหน้าที่ของตนที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่งในธรรมชาติ

     

              ด้วยเหตุนี้   การเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) จึงเกิดขึ้นเพื่อผ่าทางตันให้กับปัญหาที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก   หากเรายังคิดและทำไปบนกระบวนทัศน์เดิม

     

    การเรียนรู้ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง
              หากมนุษย์สักคนมีความสุขอยู่กับการได้เสพวัตถุ   และนึกอยู่แต่เพียงว่ามีวัตถุพรั่งพร้อมเป็นวิธีที่ทำให้เขามีความสุข   เป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ก็คือ การเสพสุขจากวัตถุไปเรื่อย ๆ ด้วยความหิวกระหาย   และเมื่อใดก็ตามที่เขาหรือเธอคนนั้นฉุกคิดขึ้นมาว่าเกิดค้นพบว่า

     

              ความจริงแล้ว “ชีวิตเราจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อหายใจเข้าจักรวาลทั้งหมดก็มาเชื่อมกับตัวเรา   หายใจออกตัวเราก็ไปเชื่อมกับจักรวาลทั้งหมด”   จะเกิดความรู้สึกนึกคิดใหม่อย่างสิ้นเชิง   อย่างที่เรียกว่าจิตเปลี่ยน หรือบางคนเรียกว่าเกิดจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) มีความสุขอย่างลึกล้ำ   มีพลังดื่มด่ำความงามในสรรพสิ่ง   และมีความรักอันไพศาล… ในสภาพที่มีความสมบูรณ์เป็นตัวเองอย่างนี้   วัตถุนิยมบริโภคนิยมก็ยุติลง* (*จากหนังสือความเป็นมนุษย์กับการเข้าถึงสิ่งสูงสุด : ความจริง ความดี ความงาม. จัดพิมพ์โดยสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล)

     

             กระบวนการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเน้นให้ผู้เรียนไปกับความจริงสูงสุด  ที่เมื่อเข้าถึงแล้วจะก่อเกิดอิสรภาพความสุข   ความรักเพื่อมนุษย์และธรรมชาติ   อันเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างศานติ

     

              การศึกษาเช่นนี้จึงเป็นการศึกษาที่ต้องพัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวม  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง   และส่งผลต่อชีวิตด้านในของผู้เรียนจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงผ่าน   วิธีการหลักที่ใช้ คือ การสร้างความรู้เชิงประจักษ์ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน   จากการมีประสบการณ์ตรงด้วยการทำสมาธิและวิปัสสนาในรูปแบบต่าง ๆ  อาทิ   การเรียนรู้ผ่านการฝึกฝนทางกาย เช่น ชี่กง โยคะ การเคลื่อนไหวร่างกายแบบต่าง ๆ การเรียนรู้ผ่านการทำงานศิลปะรูปแบบต่าง ๆ การใคร่ครวญทางความคิดโดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียน   ตลอดจนการเข้าร่วมในประสบการณ์ต่างๆ ทางสังคมและในชุมชน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม  ที่ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนผ่านขั้นตอนสำคัญในแต่ละช่วงชีวิตของทั้งบุคคลและกลุ่มสังคมมาตั้งแต่ครั้งโบราณ

     

     

              หากจะกล่าวโดยย่อแล้ว   จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) คือหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ที่นำผู้เรียนไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะพิเศษคือ มุ่งไปที่การพัฒนาชีวิตโดนการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก   จากรากฐานของการปฏิบัติและฝึกฝนจริง
    จิตตปัญญาเพื่อการศึกษาทางรอด

     

              แนวคิดเรื่องจิตปัญญาศึกษา   เริ่มต้นขึ้นที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในค.ศ. 1947   มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งโดยเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้นำจิตวิญญาณชาวทิเบต   ที่มีอิทธิพลต่อการเผยแพร่ความรู้ด้านจิตวิญญาณให้แก่ชาวตะวันตก

     

              มหาวิทยาลัยนาโรปะมีการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่การสืบค้นสำรวจภายในตนเอง   การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและการรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง   ซึ่งจะนำไปสู่การตระหนักรู้การหยั่งรู้ ความเปิดกว้าง   ความเคารพในความเป้นมนุษย์และการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย

     

              อกจากที่มหาวิทยาลัยนาโรปะแล้วปัจจุบันยังมีสถาบันอุดมศึกษาที่มีปรัชญาและพันธกิจของสถาบันในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตอยู่หลายแห่งด้วยกัน อาทิ Californin Institute of Integral Studies (CIS) ประเทศสหรัฐอเมริกา Budhist Tzu Chi University ประเทศไต้หวัน และ Sathya Institute of Higher Learning ประเทศอินเดีย

     

              ในประเทศไทยได้มีการรวมตัวของภาคีเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา   อันเป็นการร่วมตัวอย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มผู้สนใจในการเข้าร่วมหารือ   เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานสร้างคนที่เป็นกำลังสำคัญในการให้ศึกษาตามแนวทางจิตตปัญญาศึกษา   กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาทั่วไปในหลักสูตรการศึกษาทุกประเภทและทุกระดับ

     

              สภามหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้มีมติให้จัดตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษาขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 โดยมีพันธกิจในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และร่วมขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคม   ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์   รวมถึงการพัฒนากระบวนการและวิธีการเรียนรู้ด้านจิตตปัญญาศึกษา   ทั้งในการจัดการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา การวิจัย และฝึกอบรม โดยร่วมมือกับสถาบันและองค์กรต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาสื่อและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านจิตตปัญญาศึกษากับองค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

     

              เครือข่ายที่ทำงานด้านจิตตปัญญากลุ่มอื่น ๆ เช่นสถาบันการศึกษาสัตยาไส เสถียรธรรมสถาน สถาบันขวัญเมืองเสมสิกขลัย และสถาบันอาศรมศิลป์ เป็นต้น

     

     

    รู้จิตของตนจนเกิดปัญญา
              ก่อนหน้าการเกิดขึ้นของกระแส “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformtive Learning)” ในยุคเรานี้ อริยชนที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ก่อนหน้าก็ได้เคยเฝ้าเพียรค้นหาหนทางแห่งการเข้าสู่ความจริงแท้มาแล้วมากมาย   และมรดกชิ้นนั้นก็ตกทอดมาถึงปัจจุบันในรูปศาสนธรรมของทุกศาสนา   ที่ต่างก็ได้แสดงถึงวิ๔ในการเข้าถึงความจริงแท้เอาไว้อย่างหลากหลาย

     

              การเข้าถึงความจริงแท้หรือสัจธรรม   คือเป้าหมายในชีวิตของ “มนุษย์” ที่ยึดมั่นอยู่ในศาสนธรรมของตนบนโลกนี้ยึดถือการปฏิบัติมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม   กระแสของทุนนิยมมีความเชี่ยวกราดกว่ากระแสธรรม   โลกจึงต้องพบกับความหายนะอย่างเช่นที่เป็นอยู่นี้   เพราะ “คน” บนโลกต่างพากันยึดเอาทุนนิยมที่ดำรงสภาพอยู่ได้ด้วยหิวกระหายในการบริโภคมาเป็นตัวตั้งความสุขที่เกิดจากการได้เสพ จึงเป็นจึงเป็นความสุขเดียวที่คนในยุคนี้รู้จัก

     

              ส่วนความสุขที่เกิดขึ้นจากการไม่ปรุงแต่ง   ที่ผุดขึ้นมาเอง เมื่อจิตอยู่ในภาวะปกติ เป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งเร้า  และเป็นสื่อที่จะพาเราลัดตรงเข้าพบสัจธรรมที่ปรากฏอยู่ข้างในตนของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว   กลับกลายเป็นความสุขที่น้อยคนนักจะรู้จักและเข้าถึง

     

             จิตตปัญญาศึกษาจึงเกิดขึ้นมาเพื่อเชื้อเชิญให้คนในยุคสมัยได้เข้าไปสัมผัสกับการเข้าถึงสิ่งสูงสุด   หรือการเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม เพื่อไปพบกับอิสรภาพ ความสุข และความรักอันไพศาล   ที่พ้นไปจากการยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางด้วย   การเจริญสิตในรูปแบบต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น  ซึ่งคนในยุคนี้ห่างไกลจากการเข้าถึงความจริง ความดี ความงามจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องการ “การปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution)” เลยทีเดียว

     

              ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะลี ได้กล่าวไว้ในปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย เรื่อง”มหาวิทยาลัยกับจิตตปัญญาศึกษาและไตรยางค์แห่งการศึกษา” ที่จัดขึ้นโดยสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2550 ดังมีความตอนหนึ่งว่า
              “การเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม เป็นการปฎิวัติจิตสำนึก… ท่านอาจเลือกศึกษาตามจริงที่แตกต่างกันตั้งแต่ง่ายไปหายาก   ที่ง่ายที่สุดคือการนึกถึงคนอื่นหรือสิ่งอื่น หรือการมีความเมตตากรุณา

     

              ความสุขที่เกิดขึ้นจากการไปปรุงแต่ง ที่ผุดขึ้นมาเองเมื่อจิตอยู่ในภาวะปกติ เป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งเร้า และเป็นสื่อที่จะพาเราลัดตรงเข้าถึงสัจธรรม ที่ปรากฏอยู่ในตนของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว กลับกลายเป็นความสุขที่น้อยคนมักจะรู้จักและเข้าถึง

     

              การนึกถึงสิ่งอื่นหรือและคนอื่นก็เป็นการออกจากมายาคติแห่งการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นการเข้าหาความจริงแล้วเพราะในความจริงมีคนอื่นและสิ่งอื่นด้วย ไม่ใช่มีแต่ตัวเรา

     

              การนึกถึงคนอื่นและสิ่งอื่นก็เป็นความดีและความงาม การมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ และเป็นการก้าวไปสู่ความจริง คาวมดี ความงามแล้ว ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วยประการต่าง ๆ ตามหน้าที่ของเรา แล้วก็เดินเข้าหาความจริงมากยิ่งขึ้นจนเข้าถุงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งหมด”

     

             “ปรกติเราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยความคิด คือเรามีความคิดอะไรก่อนแล้ว (Preconception) รับรู้อะไรต่างๆ ตามความคิดขิงเรา   ทำให้เข้าไม่ถึงความจริงตามธรรมชาติ ต่อเมื่อจิตสงบจากความคิดจึงจะสัมผัสความจริงตามที่เป็นอยู่จริงๆ ปราศจากการปรุงแต่ง (ด้วยความคิดของเรา) การมีสติรู้อยู่กับปัจจุบันทำให้จิตสงบจากความคิดปรุงแต่งโดยไม่รู่ตัว ทำให้สัมผัสความจริงได้   โลกที่เราสัมผัสด้วยตัวตนและความคิด กับโลกที่สัมผัสด้วยจิตที่สงบ มีสติ ต่างกันโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้ทุกคนสามารถทกลองดูได้ด้วยตนเอง”

     

              “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง” “จิตตปัญญา” “จิตสำนึกใหม่” จึงเป็นวาทกรรมที่นำให้คนในยุคปัจจุบันหันหน้าเข้าหาสัจธรรม ด้วยวิธีการที่สามารถเชื่อมโยงเอาคุณค่าของโลกวิชาการที่สอนให้คนชำนาญเรื่องการคิดวิเคราะห์เรื่องนอกตัว ได้กลับเข้ามาหางานดูจิตซึ่งเป็นเรื่องข้างในตัวได้อย่างกลมกลืน เพื่อก้าวสู่หนทางแห่งความจริงและชีวิต   ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ และการเปลี่ยนแปลงที่สร้างอิสรภาพ ความสุข ความรักอันไพศาล ทั้งกับตน ผู้คนรอบข้าง ตลอดจนองค์กรและสังคมของมนุษยชาติ ที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติของจักรวาล

    ที่มา วิชาการ.คอม

    Share and Enjoy:
    • Print
    • Digg
    • Sphinn
    • del.icio.us
    • Facebook
    • Mixx
    • Google Bookmarks
    • Blogplay
    • Live
    • MySpace
    • PDF
    • Reddit
    • RSS
    • Technorati
    • Twitter

    Related posts



    หน้า 1 ถึง 212