Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 212

       เตรียมฟัน บริษัท ร้านค้า โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผิดกฎหมาย ทั้งป้ายกลางแจ้ง   ธงราว ธงญี่ปุ่น  อินเตอร์เน็ต ทีวี  ดีเดย์พร้อมกันทั่วประเทศ  1 มิถุนายน 2553 นี้          

        ที่ซอยอารีย์  ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ  สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วย  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  (สสส.) และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เปิดรณรงค์สร้างจิตสำนึกร้านค้า ประชาชน ไม่ขาย ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด  เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกวันศุกร์ที่ 28  พ.ค. 2553 เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขวันที่ 30 มิ.ย. 2552 ที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด  ในวันสำคัญทางศาสนา 4 วัน ได้แก่ วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา และวันเข้าพรรษา ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเฝ้าระวังผู้กระทำผิดกฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

              ดร.พรรณสิริ  กุลนาถศิริ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อหลักศีลธรรมในพุทธศาสนา และนำมาซึ่งปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุจราจร ทำให้เสียชีวิตหรือทำให้พิการ ส่งผลเสียต่อสุขภาพทำให้เป็นมะเร็งตับ โรคตับแข็ง เกิดการทะเลาะวิวาทในครอบครัว ทั้งนี้ในการควบคุมปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุขจะใช้วิธีรณรงค์สร้างจิตสำนึกประชาชนให้งด ลด ละการดื่ม และการบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทผลิต ผู้ประกอบการค้าขายควบคู่กัน โดยกระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกับองค์กรงดเหล้าทั่วประเทศ ดำเนินการเอาโทษกับบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผิดกฎหมาย ทั้งป้ายโฆษณากลางแจ้ง ป้ายไวนิล ธงราว ธงญี่ปุ่น ป้ายหน้าร้านอาหารทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งการโฆษณาทางทีวี อินเตอร์เน็ต ด้วย  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเบียร์  โดยสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค จะรวบรวมหลักฐานการกระทำผิด ส่งตำรวจพร้อมกันในวันที่ 1 มิ.ย. 2553 เพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป  

              ทั้งนี้จากการสำรวจพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล่าสุดในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีจำนวน 51 ล้านกว่าคน ล่าสุดในปี 2550 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบ 15 ล้านคน หรือ 29 % ของประชากร จังหวัดที่มีความชุกของนักดื่มสูงสุด 10 อันดับแรกของประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือ ได้แก่ พะเยามีนักดื่ม 54 % รองลงมาได้แก่ แพร่ 50 % เชียงราย 48% น่าน 44 % หนองบัวลำภู 43 % มุกดาหาร 42.6 % ขอนแก่น 42 %พิษณุโลก 41% เพชรบูรณ์ 40 % และกำแพงเพชร 39.8%  ส่วนในกลุ่มประชากรอายุ 15-19 ปี พบว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนกว่า 6 แสนคน 10 จังหวัดที่มีนักดื่มมากที่สุดได้แก่ มุกดาหาร 34.2 % เชียงราย 27.7% เลย 25.3 % อำนาจเจริญ 25.1% หนองบัวลำภู 24.2 % กำแพงเพชร 24 % แพร่ 23.4 % พะเยา 23.1% พิษณุโลก 22.6 % และยโสธร 22.2 %

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

     “…หากมีใครตั้งคำถาม พยายามทำเพื่อใคร ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ก็จะทำเพื่อให้ไทยได้สันติสุข ก็จะทำเพื่อให้ไทยได้สันติสุข…” จากเนื้อเพลง “ไฟกลางสายฝน” ของวงสมุนไพรที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในโครงการดนตรีสร้างปัญญานำพาสุขสู่สังคม หรือ Trip H Music เมื่อปีที่ผ่านมา

     เมื่อเร็วๆ นี้ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครได้มีการจัดแถลงข่าวโครงการดนตรีสร้างปัญญา นำพาสุขสู่สังคม (Trip H Music) หรือ โครงการดนตรีกวีคีตา เพื่อการเรียนรู้สู่ปัญญา ปีที่ 2 ขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหวังอยากให้นิสิตนักศึกษาเกิดการเรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ ของการสร้างสรรค์ผลงานเพลง รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดขึ้นในกลุ่มของเยาวชน โดยมีกลุ่มสลึง เป็นผู้ริเริ่มโครงการและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ผู้ให้การสนับสนุน

     นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช กรรมการบริหารแผนเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า โครงการ Trip HMusic ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 2 โดยทาง สสส.ได้ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ และให้คำปรึกษา ซึ่งทาง สสส.เล็งเห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดีและมีความแตกต่างจากโครงการต่างๆ ที่ สสส.เคยให้การสนับสนุน โดยมีการใช้ดนตรีเป็นสื่อในการสร้างสุขภาวะ

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

Medicine

ยาสามัญประจำบ้าน

        ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ ซึ่งกำหนดชนิดของยา สรรพคุณ วิธีใช้ ขนาดบรรจุของยา และคำเตือนหรือข้อแนะนำ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ให้ใช้สำหรับการบำบัดรักษาอาการของโรค ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ สำหรับตนเองหรือบุคคลในครอบครัว

การเก็บรักษายา

        ตู้ยาประจำบ้าน ควรจัดเก็บยาให้เป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกในการหยิบใช้ และให้ยาคงมีสภาพดีอยู่เสมอ

1. แยกเก็บยาสำหรับรับประทาน และยาใช้ภายนอก
2. ยาที่เก็บต้องมีฉลากถูกต้อง ไม่เลอะเลือน
3. เก็บยาไว้ในตู้ให้พ้นมือเด็ก
4. ควรเก็บยาไว้ในที่แสงแดดส่องไม่ถึง ห่างไกลจากความร้อนชื้น ตลอดจนเปลวไฟ
5. อย่าเก็บยาฆ่าแมลง ยาเบื่อหนู หรือสารพิษอื่นๆไว้ในตู้ยา เพราะอาจมีใครหยิบผิด ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงขึ้น ข้อแนะนำในการใช้ยารักษาตนเอง
1. ถ้าต้องการใช้ยารักษาตนเอง ควรมีความรู้เรื่องยานั้นดีพอ และควรใช้เฉพาะในช่วงระยะเวลาอันสั้น หากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์
2. ในกรณีที่สงสัยว่าแพ้ยา ควรหยุดยาทันที และรีบไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร อย่าเปลี่ยนยาเอง
3. อย่าใช้ยาซึ่งไม่มีฉลากระบุตัวยา และวิธีการใช้ยา
4. อย่าหลงเชื่อคำแนะนำจากผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องยาดีพอเป็นอันขาด
5. ในกรณีต่อไปนี้ อย่ารักษาตนเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • กำลังกินยาชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ก่อนหน้าเป็นประจำ เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขข้ออักเสบ ฯลฯ
  • อาการของโรคนั้นรุนแรงหรือเรื้อรัง
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหืด เบาหวาน ฯลฯ
  • กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมลูก
  • ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และในคนชราอายุเกิน 60 ปี

หวัดและแพ้อากาศ

  • หวัด เกิดจากเชื้อไวรัส อาการต่างๆ จะหายภายใน 3-4 วัน
  • แพ้อากาศ เกิดจากการแพ้สารต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เชื้อรา ฝ้าย ฯลฯ

        การรักษาที่ดีที่สุด คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำมากๆ ควรเลือกใช้ยาที่เฉพาะต่ออาการที่เป็นเท่านั้น

ไม่ควรใช้ยารักษาอาการหวัดและแพ้อากาศด้วยตนเองในกรณีต่อไปนี้

  • มีไข้สูง 39 ํC หรือมากกว่า
  • มีไข้นานเกิน 3-4 วัน
  • มีอาการเจ็บคอ คอแดงมาก
  • มีอาการหอบ หายใจเร็ว
  • มีผื่นหรือจุดแดงๆ ขึ้นตามตัว
  • เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ ฯลฯ
  • กำลังตั้งครรภ์

แอนตี้ฮิสตามีน (Antihistamine) คลอเฟนิรามีน (Chlopheniramine)

        มีขายในชื่อการค้าว่า ไพริตอน (Piriton) วิธีใช้ ผู้ใหญ่ 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง เด็กอายุ 6-12 ปี 1/2 -1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง

ฮัยดร็อกซิซีน (Hydroxyzine)

        มีขายในชื่อการค้าว่า Atarax ใช้บรรเทาอาการคันและลมพิษ

ข้อควรระวัง

1. ง่วงซึม ปากแห้ง คอแห้ง
2. ผู้ที่มีอาการท้องผูก ปัสสาวะลำบากอยู่แล้ว อาการอาจเป็นมากขึ้น
3. ถ้าให้ยานี้แก่เด็กเล็กๆ อาจทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายได้

ยาแก้แพ้ที่ไม่ง่วง หรือง่วงน้อย

  • Astemizol มีขายในชื่อการค้าว่า ฮิสมานาล (Hismanal)
  • Terfenadine มีขายในชื่อการค้าว่า เทลเดน (Teldane)

ยาแก้ไอ        อาการไอ เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายพยายามขับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่ไปทำให้เกิดความระคายเคืองต่อหลอดคอและหลอดลม มีทั้งไอแบบแห้งๆ ไม่มีเสมหะ และไอบ่อยๆ รวมทั้งไอแบบมีเสมหะและรู้สึกคันคอ

การใช้ยาระงับอาการไอ จำเป็นต้องรู้ว่า ไอแบบไหน

  • ยาแก้ไอน้ำดำ (Brown Mixture)

        ข้อควรระวัง ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และผู้สูงอายุ

  • ยาแก้ไอขับเสมหะสำหรับเด็ก (Ammonium Carbonate and Glycyrrhyiza Mixture)
    • เด็กอายุ 6-12 ปี ครั้งละ 2 ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้ง
    • เด็กอายุ 3-6 ปี ครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้ง
    • เด็กอายุ 1-3 ปี ครั้งละ ครึ่ง ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้ง 

    ท้องเดิน        สิ่งสำคัญในการรักษาอาการท้องเดิน คือ ป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่ โดยอาการขาดน้ำ จะทำให้ ตาโหล ผิวหนังเหี่ยว ปากแห้ง ชีพจรเต้นเร็ว ปัสสาวะน้อย ลุกนั่งจะรู้สึกหน้ามืด ในเด็กเล็ก กระหม่อมจะบุ๋มและนอนซึม หรือหายใจหอบ ถ้าเป็นมากอาจไม่มีปัสสาวะเลย ชีพจรเบาและเร็ว ความดันต่ำ ตัวเย็น กระสับกระส่าย และช้อค (shock)

    ไม่ควรใช้ยาแก้ท้องเดินรักษาตัวเองในกรณีต่อไปนี้

    1. อุจจาระมีมูกเลือดปน มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ (คล้ายกุ้งเน่า)
    2. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง
    3. มีไข้สูงเกินกว่า 38 ํC อ่อนเพลียมาก
    4. มีอาการท้องเดินนานกว่า 48 ชั่วโมง
    5. เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี หรือผู้สูงอายุเกิน 60 ปี
    6. อยู่ในระยะตั้งครรภ์
    7. มีอาการท้องเดินเรื้อรัง
    • ความผิดปกติของระบบขับถ่าย
    • โรคติดเชื้อเรื้อรัง
    • มะเร็งทางเดินอาหาร
    • การย่อยอาหารผิดปกติ

    สิ่งที่ควรดื่ม

            ผงน้ำตาลเกลือแร่ชนิดกิน (Oral Rehydration Salts) หรือ โอ อาร์ เอส รวมกับ น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ เกลือครึ่งช้อนชา ในน้ำสุก 1 ขวดแม่โขง

    ข้อควรระวัง

    1. ผู้เป็นโรคไต หรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
    2. ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการขาดน้ำมาก ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
    3. เมื่อละลายน้ำแล้ว ไม่ควรเก็บไว้เกิน 24 ชั่วโมง

    ยาที่มีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำและสารพิษ

            เป็นยาที่เข้าสารบิสธ์มัส (Bisthmus) สารเคาลินและเป็คติน (Kaolin Pectin) ยาพวกนี้จะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะ ไม่ให้สารพิษต่างๆ ไปกระตุ้นให้เกิดอาการท้องเดิน และดูดซึมน้ำที่ออกจากลำไส้ให้น้อยลง ใช้ได้ผลในกรณีที่อาการท้องเดินไม่รุนแรง ไม่ควรใช้ยานานเกินกว่า 2 วัน ห้ามใช้ในผู้ที่มีกระเพาะอาหารและลำไส้อุดตัน

    วิธีใช้

            รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ทุก 4-6 ชั่วโมง ตามความจำเป็น

    ยาที่ทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้น้อยลง

            เป็นยาประเภทฝิ่น หรือสารสังเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายฝิ่น มีขายในชื่อการค้าว่า โลโมติล (Lomotil) และอิโมเดียม (Imodium) ใช้ในการระงับอาการท้องเดินที่เป็นค่อนข้างมาก

    ข้อควรระวัง

    1. ยาประเภทนี้ หยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้เชื้อโรคและสารพิษที่อยู่ในทางเดินอาหาร อยู่ในร่างกายนานขึ้น ทำให้เกิดพิษได้
    2. ถ้าใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ติดยาได้
    3. ห้ามใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะอาจมีผลไปกดศูนย์การควบคุมการหายใจ ทำให้หยุดหายใจได้ 

ยาแก้ปวด ลดไข้แอสไพริน (Aspirin)

วิธีใช้

        ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ให้รับประทานหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ

ข้อควรระวัง

1. ห้ามใช้ใน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และหญิงมีครรภ์ในระยะใกล้คลอด
2. ห้ามใช้ในผู้ป่วยไข้เลือดออก
3. ห้ามใช้ในผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคแผลในระบบทางเดินอาหาร และโรคหอบหืด
4. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติเลือดไหลแล้วหยุดยาก
5. ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะแพ้ยา หรือมีอาการแทรกซ้อนจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และได้ยินเสียงในหู ให้หยุดใช้ยาทันที

พาราเซตามอล (Paracetamol)

        ชนิดเม็ด ขนาดเม็ดละ 500 มก. และ 325 มก. ชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก ขนาดยา 120 มก. ต่อช้อนชา

  • เด็กอายุ 3-6 ปี ครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 4-6 ชั่วโมง
  • เด็กอายุ 1-3 ปี ครั้งละ ครึ่ง ช้อนชา ทุก 4-6 ชั่วโมง

ข้อควรระวัง

1. ไม่ใช้ติดต่อกันนานเกิน 5 วัน เนื่องจากอาจมีพิษต่อตับได้
2. ไม่ใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ หรือโรคพิษสุราเรื้อรัง

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ปิ๊งติดภาพเตือนสติบนขวดเหล้า ขุดกม.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บังคับใช้ เน้นช่วงปีใหม่ นายกฯตั้ง กก.10,000 คน ดูแล เปิดสายด่วน 02-590-3342 รับแจ้งเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชม.

          จากการประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจในการปฏิบัติตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มีบทบัญญัติในมาตรา 27 ห้ามขายห้ามดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ และมาตรา 31 ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดภายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและ ก๊าซ

          นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินการเข้มงวดในการใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ นี้ โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน ห้ามสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซทุกชนิด ทุกยี่ห้อ จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่ว ประเทศ ให้ดำเนินการอย่างจริงจัง หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กรุงเทพมหานคร ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นเจ้าพนักงานดูแลควบคุมให้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ และเปิดสายด่วน 02-590-3342 รับแจ้งเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง

          นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ข้อมูลจากกลุ่มป้องกันการบาดเจ็บ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค พบว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2552 ยังพบสถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ 89 แห่งจากที่ทำการสำรวจทั้งหมด 713 แห่ง จึงต้องมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกันอีกครั้ง เพราะแม้จะไม่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ แต่หากมีการจัดบู๊ธ โฆษณา การจัดแสดงสินค้า แจกฟรี ก็จะถือว่าผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ตนมีแนวคิดที่จะรณรงค์ให้คนไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ โดยจะใช้วิธีเดียวกับการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่คือจะมีการติดภาพผลกระทบจากการ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น ภาพอุบัติเหตุ ภาพโรคต่างๆ อยู่บนขวดเหล้า ขวดเบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ทุกชนิดด้วย

ที่มา  สสส.

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

สถานการณ์ของประเทศไทย ทุกวันนี้(และมีแนวโน้มว่าจะยืนยาวไปอีกนานในวันข้างหน้า) กำลังอยู่ใน “ภาวะเสี่ยง” ที่ คนในประเทศทุกคนจะต้อง ร่วมแรงร่วมใจ “สามัคคี”กันเอาไว้เพื่อต่อสู้กับสิ่งไม่ดีที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่คนไทยทั้งประเทศ ทั้งในด้าน “รูปธรรม” และ “นามธรรม”

          ภาวะเสี่ยง ที่อยู่ในรูปแบบของนามธรรม คือ ความแตกแยกกันในด้านความคิดของคนไทย ที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ จนทำให้สังคมไทยของประเทศ แบ่งออกเป็น สีต่างๆ ที่ แต่ละสีล้วนแต่จะหาทางห้ำหั่นกันให้วินาสกันไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งเชื่อเถอะว่า ก่อนที่ สีใดสีหนึ่งจะย่อยยับ หรือ ยกธงขาวยอมแพ้ วันนั้นย่อมหมายถึงว่า สังคมไทยย่อยยับลงไปก่อนแล้ว ดูกันง่ายๆในช่วงเวลานี้ ขนาดว่า ยังไม่มีใครย่อยยับลงกับมือให้เห็น แต่วิกฤติสถานการณ์ของสังคมไทยก็สับสนกันไปจนหมดแล้ว เศรษฐกิจตกสะเก็ด ความแตกแยกกระจายไปทั่ว ความเชื่อถือจากประเทศรอบข้างถดถอยน้อยลงไป ทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นจาก ความแตกแยกกันทางด้านความคิดของคนไทยในประเทศนั่นเอง

          ภาวะเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ก็คือ ภัยพิบัดจาก โรคร้ายที่แปลกใหม่ ประดังกันเข้ามาทำลายสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง หมดจากโรคนั้น ก็มีโรคนี้เข้ามาไม่รู้จักหมดสิ้น ยิ่งมาเจอกับความไม่เอาใจใส่ของคนในประเทศเข้าด้วย โรคร้ายยิ่งระบาดได้อย่างสุขกายสบายใจ

          ล่าสุดต้องเป็นที่น่ายินดีที่ การระบาดของ โรคร้ายสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกกันว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังมีหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกที่ รวมตัวกันต่อต้าน จนทำให้เกิดความอบอุ่นกับคนในประเทศที่ยังมีความรู้สึกว่า คนไทยยังไม่ว้าเหว่ และยืนอยู่คนเดียว ซึ่งกลุ่มคนที่เข้ามาเป็นเพื่อนเพื่อคอยช่วยเหลือ ก็คือ คุณหมอมงคล ณ สงขลาประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกัน ควบคุม และการแก้ปัญหาการแพร่ระบาด ของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ,ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย และผู้บริหารห้างค้าปลีก อีก 9 เครือข่าย ร่วมมือกัน” รวมพลังธุรกิจค้าปลีกสู้หวัด 2009″

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 212