สถานการณ์ของประเทศไทย ทุกวันนี้(และมีแนวโน้มว่าจะยืนยาวไปอีกนานในวันข้างหน้า) กำลังอยู่ใน “ภาวะเสี่ยง” ที่ คนในประเทศทุกคนจะต้อง ร่วมแรงร่วมใจ “สามัคคี”กันเอาไว้เพื่อต่อสู้กับสิ่งไม่ดีที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่คนไทยทั้งประเทศ ทั้งในด้าน “รูปธรรม” และ “นามธรรม”
ภาวะเสี่ยง ที่อยู่ในรูปแบบของนามธรรม คือ ความแตกแยกกันในด้านความคิดของคนไทย ที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ จนทำให้สังคมไทยของประเทศ แบ่งออกเป็น สีต่างๆ ที่ แต่ละสีล้วนแต่จะหาทางห้ำหั่นกันให้วินาสกันไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งเชื่อเถอะว่า ก่อนที่ สีใดสีหนึ่งจะย่อยยับ หรือ ยกธงขาวยอมแพ้ วันนั้นย่อมหมายถึงว่า สังคมไทยย่อยยับลงไปก่อนแล้ว ดูกันง่ายๆในช่วงเวลานี้ ขนาดว่า ยังไม่มีใครย่อยยับลงกับมือให้เห็น แต่วิกฤติสถานการณ์ของสังคมไทยก็สับสนกันไปจนหมดแล้ว เศรษฐกิจตกสะเก็ด ความแตกแยกกระจายไปทั่ว ความเชื่อถือจากประเทศรอบข้างถดถอยน้อยลงไป ทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นจาก ความแตกแยกกันทางด้านความคิดของคนไทยในประเทศนั่นเอง
ภาวะเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ก็คือ ภัยพิบัดจาก โรคร้ายที่แปลกใหม่ ประดังกันเข้ามาทำลายสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง หมดจากโรคนั้น ก็มีโรคนี้เข้ามาไม่รู้จักหมดสิ้น ยิ่งมาเจอกับความไม่เอาใจใส่ของคนในประเทศเข้าด้วย โรคร้ายยิ่งระบาดได้อย่างสุขกายสบายใจ
ล่าสุดต้องเป็นที่น่ายินดีที่ การระบาดของ โรคร้ายสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกกันว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังมีหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกที่ รวมตัวกันต่อต้าน จนทำให้เกิดความอบอุ่นกับคนในประเทศที่ยังมีความรู้สึกว่า คนไทยยังไม่ว้าเหว่ และยืนอยู่คนเดียว ซึ่งกลุ่มคนที่เข้ามาเป็นเพื่อนเพื่อคอยช่วยเหลือ ก็คือ คุณหมอมงคล ณ สงขลาประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกัน ควบคุม และการแก้ปัญหาการแพร่ระบาด ของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ,ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย และผู้บริหารห้างค้าปลีก อีก 9 เครือข่าย ร่วมมือกัน” รวมพลังธุรกิจค้าปลีกสู้หวัด 2009″










