<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; ทั่วไป</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/category/gerneral/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Nov 2011 04:28:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>น้ำ สารเคมีที่แสนแปลก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/water.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/water.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Nov 2011 04:28:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารเคมี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3472</guid>
		<description><![CDATA[สารธรรมดาๆ ที่แสนประหลาด
น้ำ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง!
แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรู้สึกถึง ความ &#8220;พิเศษ&#8221; ของน้ำเท่าใดนัก
อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับน้ำมาโดยตลอด  เราดื่มน้ำ ใช้น้ำ สัมผัสอยู่กับน้ำทุกวัน  (ช่วงนี้อาจจะได้สัมผัสมากหน่อย)
เราจึงเห็นน้ำเป็นของธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปและไม่ตระหนักถึงความสำคัญมันมากนัก  จวบจนเมื่อภัยแล้งหรืออุทกภัยมาเยือน

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ น้ำเป็นสารเคมีที่แสนประหลาด
สารเคมีที่มีสูตรว่า H2O อันแสนเรียบง่ายนี้ กลับมีคุณสมบัติที่น่าพิศวงมากมาย
คุณสมบัติบางอย่างเราพบเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยทราบว่านั่นเป็นคุณสมบัติที่พบเห็นได้ยากยิ่ง ตัวอย่างเช่น
น้ำ ปรากฏอยู่ในธรรมชาติพร้อมกันทั้ง 3 สถานะ แม้ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เราสามารถพบน้ำที่เป็นเหลว น้ำแข็ง และไอน้ำได้พร้อมๆ กัน แต่สสารส่วนใหญ่ในโลกมักอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง ตามอุณหภูมิและปัจจัยอื่นๆ เช่น เหล็กเป็นของแข็ง ปรอทเป็นของเหลว ออกซิเจนเป็นก๊าซ
มีเพียงน้ำเท่านั้นที่ปรากฏทั้ง 3 สถานะ อยู่ด้วยกันในธรรมชาติ


 
น้ำ มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงมากเมื่อเทียบกับสารอื่นที่มีองค์ประกอบคล้ายกัน เราทราบดีว่าจุดหลอมเหลวของน้ำคือ 0 องศาเซลเซียส และจุดเดือดคือ 100 องศาเซลเซียส
แต่หากลองพิจารณาจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรเจนกับธาตุอื่นในหมู่เดียวกันจะพบว่า ตามแนวโน้ม สารประกอบในหมู่เดียวกันจะยิ่งน้ำหนักโมเลกุลต่ำจุดหลอมเหลวและจุดเดือดจะยิ่งต่ำ แต่น้ำซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำที่สุดกลับมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงสุด ขัดกับแนวโน้ม

น้ำ มีความจุความร้อน (Cp) สูง แม้จะไม่เป็นที่สุดแต่ก็ติดอันดับต้นๆ นั่นหมายถึง น้ำสามารถดูดซับพลังงานความร้อนไว้ได้มาก โดยที่อุณหภูมิเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
สังเกตได้จากเวลาเดินชายหาด ทรายที่โดนแดดส่องอาจร้อนจนแทบเดินเหยียบไปไม่ได้ แต่ในทะเล น้ำยังเย็นสบายอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="P1">สารธรรมดาๆ ที่แสนประหลาด</div>
<p><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with น้ำ">น้ำ</a> เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง!<br />
แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรู้สึกถึง ความ &#8220;พิเศษ&#8221; ของน้ำเท่าใดนัก</p>
<p>อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับน้ำมาโดยตลอด  เราดื่มน้ำ ใช้น้ำ สัมผัสอยู่กับน้ำทุกวัน  (ช่วงนี้อาจจะได้สัมผัสมากหน่อย)<br />
เราจึงเห็นน้ำเป็นของธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปและไม่ตระหนักถึงความสำคัญมันมากนัก  จวบจนเมื่อภัยแล้งหรืออุทกภัยมาเยือน<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/18af7d1dcea62d30778daaafdc475a6ec301803d_m.jpg" alt="" width="468" height="441" /></p>
<p><strong>สำหรับนักวิทยาศาสตร์ น้ำเป็นสารเคมีที่แสนประหลาด</strong><br />
สารเคมีที่มีสูตรว่า H<sub>2</sub>O อันแสนเรียบง่ายนี้ กลับมีคุณสมบัติที่น่าพิศวงมากมาย</p>
<p>คุณสมบัติบางอย่างเราพบเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ค่อยทราบว่านั่นเป็นคุณสมบัติที่พบเห็นได้ยากยิ่ง ตัวอย่างเช่น</p>
<p><strong>น้ำ ปรากฏอยู่ในธรรมชาติพร้อมกันทั้ง 3 สถานะ</strong> แม้ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เราสามารถพบน้ำที่เป็นเหลว น้ำแข็ง และไอน้ำได้พร้อมๆ กัน แต่สสารส่วนใหญ่ในโลกมักอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง ตามอุณหภูมิและปัจจัยอื่นๆ เช่น เหล็กเป็นของแข็ง ปรอทเป็นของเหลว ออกซิเจนเป็นก๊าซ<br />
มีเพียงน้ำเท่านั้นที่ปรากฏทั้ง 3 สถานะ อยู่ด้วยกันในธรรมชาติ<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/foggy_iceberg(1).jpg" alt="" width="500" height="375" /><br />
<span id="more-3472"></span><br />
<strong> </strong></p>
<p><strong>น้ำ มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงมากเมื่อเทียบกับสารอื่นที่มีองค์ประกอบคล้ายกัน</strong><strong> </strong>เราทราบดีว่าจุดหลอมเหลวของน้ำคือ 0 องศาเซลเซียส และจุดเดือดคือ 100 องศาเซลเซียส<br />
แต่หากลองพิจารณาจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรเจนกับธาตุอื่นในหมู่เดียวกันจะพบว่า ตามแนวโน้ม สารประกอบในหมู่เดียวกันจะยิ่งน้ำหนักโมเลกุลต่ำจุดหลอมเหลวและจุดเดือดจะยิ่งต่ำ แต่น้ำซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำที่สุดกลับมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงสุด ขัดกับแนวโน้ม<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/waterc.jpg" alt="" width="400" height="83" /></p>
<p><strong>น้ำ มีความจุ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ความร้อน">ความร้อน</a> (C<sub>p</sub>) สูง แม้จะไม่เป็นที่สุดแต่ก็ติดอันดับต้นๆ </strong>นั่นหมายถึง น้ำสามารถดูดซับพลังงานความร้อนไว้ได้มาก โดยที่อุณหภูมิเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย<br />
สังเกตได้จากเวลาเดินชายหาด ทรายที่โดนแดดส่องอาจร้อนจนแทบเดินเหยียบไปไม่ได้ แต่ในทะเล น้ำยังเย็นสบายอยู่ ทั้งที่ได้รับพลังงานจากแสงแดดพอๆ กัน<br />
นอกจากจะดูดซับความร้อนได้มากแล้วยังถ่ายเทความร้อนได้เร็วด้วย เราสามารถใช้ชามกระดาษใส่น้ำแล้วตั้งไฟต้มจนน้ำเดือดได้ โดยที่ชามกระดาษไม่ไหม้ไฟ ทั้งนี้เพราะน้ำดึงความร้อนจากชามกระดาษไปก่อนที่จะทำให้กระดาษติดไฟ<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/525988_700b_v1.jpg" alt="" width="565" height="432" /></p>
<p><strong>น้ำ มีปริมาตรเพิ่มขึ้นเมื่อกลายเป็นของแข็ง </strong>สังเกตเห็นได้เวลาแช่ขวดน้ำที่ปิดสนิทในช่องแช่แข็งนานๆ น้ำแข็งจะดันจนทะลักจากขวดหรืออาจดันขวดแตก<br />
การขยายตัวของน้ำแข็งเกิดจากโมเลกุลของน้ำขยับห่างออกจากกันเล็กน้อยเพื่อสร้างผลึกที่เป็นระเบียบ การจัดเรียงผลึกนี้ยังทำให้เกิดโครงสร้างรูปหกเหลี่ยมอันวิจิตรพิสดารของเกล็ดหิมะด้วย</p>
<p>แม้เราจะเห็นว่าน้ำแข็งขยายตัวได้บ่อยๆ แต่คุณสมบัตินี้แทบไม่พบในสารอื่นเลย เท่าที่ทราบตอนนี้มีเพียงซิลิกอนเหลวที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน<br />
<strong>น้ำ มีแรงตึงผิวสูงมาก</strong> ผิวหน้าของน้ำมีแรงยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกันสูงทำให้วัตถุแทรกตัวผ่านผิวน้ำได้ยากกว่าของเหลวอื่น แม้แต่หยดน้ำก็ยังต้องผ่านแรงตึงผิวลงไปก่อน<br />
มองด้วยตาเปล่าอาจจะไม่เห็นเห็น แต่ภาพจากกล้องความเร็วสูงแสดงให้เห็นว่าเมื่อหยดน้ำกระทบผิวน้ำ พื้นผิวจะยุบตัวลงก่อนจะเด้งกลับไป มีน้ำเพียงบาง่สวนเท่านั้นที่รวมเข้ากับผิวน้ำ กระบวนการนี้เกิดซ้ำไปซ้ำมาแต่ตาเราไม่ไวพอจึงมองเห็นเพียงการกระเพื่อมของน้ำ<br />
<object classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" width="636" height="360" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=7,0,19,0"><embed type="application/x-shockwave-flash" width="636" height="360" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/246/246691.swf" quality="high" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer"></embed></object></p>
<p>แมลงจิงโจ้น้ำ (water strider) อาศัยแรงตึงผิวทำให้สามารถเดินไปมาบนผิวน้ำได้โดยไม่จมลงไป<br />
<object classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" width="636" height="360" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=7,0,19,0"><embed type="application/x-shockwave-flash" width="636" height="360" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/246/246692.swf" quality="high" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer"></embed></object></p>
<p>หรือแม้แต่กิ้งก่าเมื่อวิ่งเร็วๆ ก็สามารถวิ่งไปบนผิวน้ำได้ แต่สำหรับคน ต้องวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 105 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงจะไม่จมน้ำขณะวิ่ง<br />
<object classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" width="640" height="360" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=7,0,19,0"><embed type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="360" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/246/246690.swf" quality="high" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer"></embed></object></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แรงตึงผิวนี้เป็นผลจาก พันธะไฮโดรเจน ซึ่งเป็นแรงที่ยึดเหนี่ยวแต่ละโมเลกุลของน้ำไว้ด้วยกันอีกที</p>
<p>พันธะไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นระหว่างไฮโดรเจนกับออกซิเจนหรือไนโตรเจนที่ยังว่างอยู่เท่านั้น สารเคมีส่วนใหญ่ไม่มีองค์ประกอบ 2 อย่างนี้ จึงไม่เกิดพันธะไฮโดรเจน ทำให้มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยกว่า<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/225/226022.jpg" alt="" /></p>
<p>แรงตึงผิวนี้ยังยึดเหนี่ยวระหว่างผิวน้ำกับขอบภาชนะด้วย สังเกตได้จากผิวน้ำในหลอดดูดจะโค้งเว้าเล็กน้อยไปตามผิวหลอด หากหลอดมีขนาดเล็กลงมากๆ แรงดึงดูดระหว่างขอบกับน้ำจะสามารถดึงน้ำขึ้นไปด้านบนได้เลย<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/193498/ca.jpg" alt="" /></p>
<p>แรงดึงนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่าแรงแคปิลารี (capillary) ซึ่งเป็นแรงที่ดึงให้น้ำไหลผ่านไปตามท่อลำเลียงขนาดจิ๋วของพืชขึ้นไปหล่อเลี้ยง กิ่ง ก้าน ใบ ที่อยู่สูงเป็น 10 เมตรได้</p>
<p>ไม่มีของเหลวอื่นๆ ในอุณหภูมิห้องที่มีแรงตึงผิวมากขนาดนี้ ยกเว้นปรอท</p>
<p><strong>น้ำเป็นตัวทำละลายได้สารพัด </strong>เราคุ้นเคยกับการใช้น้ำชงกาแฟหรือชากินบ่อยๆ ทั้งนี้เพราะสารเคมีส่วนใหญ่ละลายได้ในน้ำ ละลายได้มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป<br />
โดยทั่วไปสารที่มีขั้วเช่นเกลือ หรือน้ำตาลจะละลายน้ำได้ดี ส่วนสารไม่มีขั้วอย่างน้ำมันจะละลายได้เพียงเล็กน้อย<br />
แม้แต่หินหรือทรายที่ดูเหมือนไม่ละลายน้ำ แต่หากแช่ไว้นานๆ ก็จะมีแร่ธาตุละลายออกมาทีละเล็กทีละน้อย ด้วยเหตุนี้ในทะเลจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุมหาศาลในสัดส่วนต่างๆ กัน</p>
<p>การที่น้ำสามารถโอบอุ้มสารเคมีจำนวนมากไว้ได้ทำให้ สารเคมีหลายชนิดมีโอกาสรวมตัวกัน เกิดปฏิกิริยากลายเป็นสารที่มีองค์ประกอบซับซ้อนขึ้นได้</p>
<p><strong>น้ำ จึงเป็นแปล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิต</strong> หากไม่มีน้ำสารที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีน ไขมัน ดีเอ็นเอ คงไม่อาจมารวมกัน แล้วก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้<br />
อีกทั้งคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมายังทำให้น้ำเป็นสารเคมีที่เหมาะสมในการหล่อเลี้ยงชีวิต<br />
น้ำ ดูดซับความร้อน และช่วยรักษาสมดุลอุณหภูมิในร่างกาย แรงตึงผิวช่วยลำเลียงน้ำและสารอาหารไปยังยอดไม้ และความสามารถในการละลายทำให้น้ำบรรจุสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ในคราวเดียว นอกจากนี้ยังทำให้ปฏิกิริยานับพันนับหมื่นในร่างกายสามารถเกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้</p>
<p>นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อไปสำรวจดาวต่างๆ นักวิทยาศาสตร์จึงมองหาแหล่งน้ำก่อน เพราะสารเคมีที่สนับสนุนให้เกิดระบบสิ่งมีชีวิตได้นั้นมีน้อยเต็มที</p>
<p>แม้จะมีความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจมีรูปแบบที่ต่างออกไป แต่การมองหาน้ำก่อนก็ช่วยจำกัดวงในการค้นหาได้มาก<br />
เพราะหากมีน้ำอยู่ ย่อมมีโอกาสสูงทีเดียวที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้น</p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><map name='google_ad_map_3472_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3472?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3472_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3472&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fwater.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4" title="ธรรมชาติ" rel="tag">ธรรมชาติ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3" title="น้ำ" rel="tag">น้ำ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="วิทยาศาสตร์" rel="tag">วิทยาศาสตร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b5" title="สารเคมี" rel="tag">สารเคมี</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/water.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิถีชีวิตมีผลต่อรูปร่างกราม</title>
		<link>http://www.livetogether.org/molar-tooth.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/molar-tooth.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Nov 2011 04:25:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันกราม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3470</guid>
		<description><![CDATA[เป็นที่ทราบกันดีว่า วิถีชีวิตอาจมีผลต่อสุขภาพ แต่ยิ่งกว่านั้นนักวิทยาศาสตร์อังกฤษยังเชื่อมั่นว่า มีผลต่อกรามของเราด้วย


ดร.โนรีน วอน ครามอน-โทบาเดล แห่งมหาวิทยาลัยเคนท์รายงานการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences แล้ว
ดร.ครามอน ทำการวัดกระโหลกและกระดูกกราม (mandibles) ของคน 300 คนจากกลุ่มที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน 11 กลุ่ม บางกลุ่มก็เป็นสังคมนักล่าสัตว์เก็บของป่า บางกลุ่มเป็นสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ส่วนกระโหลกที่ใช้วัดนั้นก็มาจากพิพิธภัณฑ์ของคนเมื่อ 200 ปีก่อน
&#8220;คนกลุ่มนี้มีลักษณะที่เหมือนกับคนสมัยนี้&#8221; ดร.ครามอนกล่าว
ดร.ครามอน พบว่า สังคมที่เป็นนักล่าจะมีกระดูกกรามที่แคบและยาว ขณะที่คนที่มาจากสังคมเกษตรกรรมจะมีกระดูกกรามที่สั้นและกว้างกว่า
ดร.ครามอน มองว่าลักษณะของกระดูกกรามน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับอย่างสภาพอากาศ และการใช้ชีวิต มากกว่าเรื่องของยีน
&#8220;รูปแบบที่ว่านี้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่เกี่ยวเลยว่าคนนั้นมาจากไหน&#8221; ดร.ครามอนชี้แจงผลการวิจัย &#8220;ผลการวิจัยระบุว่า มีกลไกทางชีวกลศาสตร์บางอย่างทำให้กระดูกกรามขยาย ไม่น่าจะเป็นเรื่องของยีนเพียงอย่างเดียว&#8221;
&#8220;เรามองว่าเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในสถานการณ์ที่แตกต่างกันจะมีพฤติกรรมการเคี้ยวที่แตกต่างกัน เมื่อผ่านไปนานๆ ความเปลี่ยนแปลงที่กระดูกกรามจึงเกิดขึ้นในตัวเด็กๆ แต่ละคน&#8221;
ดร.ครามอนตั้งสมมติฐานว่า วิธีการจะเคี้ยวที่แตกต่างกันน่าจะมีจากสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ดร.ครามอนมองว่าคนที่เป็นนักล่าสัตว์เก็บของป่าอาจจะต้องเคี้ยวมากกว่าคนที่ทำเกษตรกรรมเอง &#8220;ประชากรที่เป็นสังคมเกษตรกรรมจะมีการกินอาหารที่ดีกว่า&#8221;
ในแต่ละวันนักล่าสัตว์อาจจะต้องเคี้ยวบ่อย และไม่มีการกำหนดเวลากินอาหารที่แน่นอน การกินอาหารจึงอยู่ที่ว่าสามารถเก็บเช่น ถั่วหรืออาหารทีเคี้ยวยาก ได้มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานจากสปีชีส์อื่นด้วยว่าลักษณะของกระดูกกรามขึ้นอยู่กับการกินอาหารด้วย เช่น สัตว์คล้ายกระต่ายที่ชื่อ hyraxes ก็มีกระดูกกรามที่เล็กกว่าใครอื่นในตระกูลเดียวกันถึง 10 เปอร์เซ็นต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เป็นที่ทราบกันดีว่า วิถีชีวิตอาจมีผลต่อสุขภาพ แต่ยิ่งกว่านั้นนักวิทยาศาสตร์อังกฤษยังเชื่อมั่นว่า มีผลต่อกรามของเราด้วย<br />
</strong><br />
<img src="http://www.abc.net.au/reslib/201111/r858242_8199398.jpg" alt="Starch-based foods in agricultural societies is leading to short jawbones and maybe even overcrowded teeth, suggests the researcher (Source: Richard Clark/iStockphoto)" width="193" height="258" /></p>
<p>ดร.โนรีน วอน ครามอน-โทบาเดล แห่งมหาวิทยาลัยเคนท์รายงานการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences แล้ว</p>
<p>ดร.ครามอน ทำการวัดกระโหลกและกระดูกกราม (mandibles) ของคน 300 คนจากกลุ่มที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน 11 กลุ่ม บางกลุ่มก็เป็นสังคมนักล่าสัตว์เก็บของป่า บางกลุ่มเป็นสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ส่วนกระโหลกที่ใช้วัดนั้นก็มาจากพิพิธภัณฑ์ของคนเมื่อ 200 ปีก่อน</p>
<p>&#8220;คนกลุ่มนี้มีลักษณะที่เหมือนกับคนสมัยนี้&#8221; ดร.ครามอนกล่าว</p>
<p>ดร.ครามอน พบว่า สังคมที่เป็นนักล่าจะมีกระดูกกรามที่แคบและยาว ขณะที่คนที่มาจากสังคมเกษตรกรรมจะมีกระดูกกรามที่สั้นและกว้างกว่า</p>
<p>ดร.ครามอน มองว่าลักษณะของกระดูกกรามน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับอย่างสภาพอากาศ และการใช้ชีวิต มากกว่าเรื่องของยีน</p>
<p>&#8220;รูปแบบที่ว่านี้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่เกี่ยวเลยว่าคนนั้นมาจากไหน&#8221; ดร.ครามอนชี้แจงผลการวิจัย &#8220;ผลการวิจัยระบุว่า มีกลไกทางชีวกลศาสตร์บางอย่างทำให้กระดูกกรามขยาย ไม่น่าจะเป็นเรื่องของยีนเพียงอย่างเดียว&#8221;</p>
<p><strong>&#8220;เรามองว่าเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในสถานการณ์ที่แตกต่างกันจะมีพฤติกรรมการเคี้ยวที่แตกต่างกัน เมื่อผ่านไปนานๆ ความเปลี่ยนแปลงที่กระดูกกรามจึงเกิดขึ้นในตัวเด็กๆ แต่ละคน&#8221;</strong></p>
<p>ดร.ครามอนตั้งสมมติฐานว่า วิธีการจะเคี้ยวที่แตกต่างกันน่าจะมีจากสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ดร.ครามอนมองว่าคนที่เป็นนักล่าสัตว์เก็บของป่าอาจจะต้องเคี้ยวมากกว่าคนที่ทำเกษตรกรรมเอง &#8220;ประชากรที่เป็นสังคมเกษตรกรรมจะมีการกินอาหารที่ดีกว่า&#8221;</p>
<p>ในแต่ละวันนักล่าสัตว์อาจจะต้องเคี้ยวบ่อย และไม่มีการกำหนดเวลากินอาหารที่แน่นอน การกินอาหารจึงอยู่ที่ว่าสามารถเก็บเช่น ถั่วหรืออาหารทีเคี้ยวยาก ได้มากน้อยเพียงใด<br />
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานจากสปีชีส์อื่นด้วยว่าลักษณะของกระดูกกรามขึ้นอยู่กับการกินอาหารด้วย เช่น สัตว์คล้ายกระต่ายที่ชื่อ hyraxes ก็มีกระดูกกรามที่เล็กกว่าใครอื่นในตระกูลเดียวกันถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อได้กินอาหารที่เคี้ยวง่าย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ดร.ครามอนเตือนว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังต้องหาเหตุผลสนับสนุนที่แท้จริงต่อไปเพื่อให้ได้มุมมองที่แตกต่าง เพราะแม้แต่คำว่า นักล่าสัตว์ ก็ยังตีความได้หลายแบบ และมีการกินอาหารที่แตกต่างกันด้วย</p>
<p>แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2011/11/22/3372304.htm</p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_3470_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3470?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3470_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3470&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fmolar-tooth.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99" title="ฟัน" rel="tag">ฟัน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="ฟันกราม" rel="tag">ฟันกราม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e" title="สุขภาพ" rel="tag">สุขภาพ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/molar-tooth.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 วิธีปันรักให้โลก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2011 03:59:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[แสงอาทิตย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3460</guid>
		<description><![CDATA[สังเกตกันไหมว่าฤดูกาลในปัจจุบันนี้ได้แปรปรวนเป็นอย่างมาก ฤดูร้อนก็ร้อนจัด เมื่อถึงฤดูฝนก็เกิดฝนฟ้าคะนองอย่างรุนแรงจนเกิดน้ำท่วมไปทุกภูมิภาคของประเทศ และถ้าสังเกตกันให้ดีหลายปีที่ผ่านมาเรามักจะพบเห็นกับข่าวภัยธรรมชาติต่างๆ มากขึ้นเรื่อย จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว นั่นอาจเป็นเครื่องหมายแสดงให้เรารู้ว่าเรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่นั่นก็คือ ยุคโลกร้อนแล้วนั่นเอง
&#160;

&#160;
จากการรายงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 1 ของเอเชีย แต่ก็คงจะยังไม่สายเกินไป แค่เราเริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมของเราเองในการกินอยู่ใช้อย่างไร ไม่ให้เบียดเบียนโลกใบนี้ได้บ้าง และจริงใจในการปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อลดความร้อนให้โลกของเราแม้สักแค่หนึ่งองศาก็ยังดี ด้วยการใช้ชีวิตแบบปันรักกลับคืนให้โลกนี้กันดีกว่า
1. ใช้หลอดตะเกียบ…
ไม่ใช่เรื่องยากถ้าคิดจะประหยัด พลังงานไฟฟ้า ด้วยการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดตะเกียบซึ่งใช้ไฟเพียง 28 วัตต์ ซึ่งถ้าเปลี่ยนมาใช้กันทั้งประเทศจะสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิง 5,000 ล้านบาทต่อปี ประหยัดไฟฟ้าได้ถึงปีละ 9,000 ล้านหน่วย คิดเป็นเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 4,600 ล้านตันต่อปีอีกด้วย
2. ถุงผ้าช่วยโลก&#8230; 
ยังเป็นเรื่องอินเทรนด์อยู่สำหรับถุงผ้าหลากสไตล์ เมื่อคิดจะช้อปปิ้งก็หิ้วถุงผ้าติดไม้ติดมือเอาไว้ใส่สินค้าต่างๆ แทนการใช้ถุงพลาสติก เพราะในแต่ละปีจะมีการผลิตถุงพลาสติกมากกว่า 60,000 ล้านใบ และมีเพียง 3% เท่านั้นที่สามารถนำมาใช้รีไซเคิลได้
3.ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์&#8230; 
ย่นย่อระยะทางในการต้องไปประชุม นอกออฟฟิศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การโทรศัพท์ข้ามทวีป การแจ้งข่าว นัดหมาย หรือบอกเล่าผ่านอีเมล์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สังเกตกันไหมว่าฤดูกาลในปัจจุบันนี้ได้แปรปรวนเป็นอย่างมาก ฤดูร้อนก็ร้อนจัด เมื่อถึงฤดูฝนก็เกิดฝนฟ้าคะนองอย่างรุนแรงจนเกิดน้ำท่วมไปทุกภูมิภาคของประเทศ และถ้าสังเกตกันให้ดีหลายปีที่ผ่านมาเรามักจะพบเห็นกับข่าวภัยธรรมชาติต่างๆ มากขึ้นเรื่อย จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว นั่นอาจเป็นเครื่องหมายแสดงให้เรารู้ว่าเรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่นั่นก็คือ ยุคโลกร้อนแล้วนั่นเอง</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/1%2856%29.jpg" alt="" width="336" height="160" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากการรายงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 1 ของเอเชีย แต่ก็คงจะยังไม่สายเกินไป แค่เราเริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมของเราเองในการกินอยู่ใช้อย่างไร ไม่ให้เบียดเบียนโลกใบนี้ได้บ้าง และจริงใจในการปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อลดความร้อนให้โลกของเราแม้สักแค่หนึ่งองศาก็ยังดี ด้วยการใช้ชีวิตแบบปันรักกลับคืนให้โลกนี้กันดีกว่า</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/45_20081124205440_.gif" alt="" width="19" height="19" />1. ใช้หลอดตะเกียบ…<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/2%2829%29.jpg" alt="" width="139" height="203" align="right" /></strong><br />
ไม่ใช่เรื่องยากถ้าคิดจะประหยัด พลังงานไฟฟ้า ด้วยการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดตะเกียบซึ่งใช้ไฟเพียง 28 วัตต์ ซึ่งถ้าเปลี่ยนมาใช้กันทั้งประเทศจะสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิง 5,000 ล้านบาทต่อปี ประหยัดไฟฟ้าได้ถึงปีละ 9,000 ล้านหน่วย คิดเป็นเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 4,600 ล้านตันต่อปีอีกด้วย</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/45_20081124205440_.gif" alt="" width="19" height="19" /></strong><strong>2. ถุงผ้าช่วยโลก&#8230; </strong><br />
ยังเป็นเรื่องอินเทรนด์อยู่สำหรับถุงผ้าหลากสไตล์ เมื่อคิดจะช้อปปิ้งก็หิ้วถุงผ้าติดไม้ติดมือเอาไว้ใส่สินค้าต่างๆ แทนการใช้ถุงพลาสติก เพราะในแต่ละปีจะมีการผลิตถุงพลาสติกมากกว่า 60,000 ล้านใบ และมีเพียง 3% เท่านั้นที่สามารถนำมาใช้รีไซเคิลได้</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/45_20081124205440_.gif" alt="" width="19" height="19" /></strong><strong>3.ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์&#8230; </strong><br />
ย่นย่อระยะทางในการต้องไปประชุม นอกออฟฟิศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การโทรศัพท์ข้ามทวีป การแจ้งข่าว นัดหมาย หรือบอกเล่าผ่านอีเมล์ การสนทนาผ่านเว็บแคม ทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้เราเป็นอย่างมาก ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะพัฒนาทักษะเพื่อใช้มันกับหน้าที่การงาน และไลฟ์สไตล์ ย่อมจะทำให้ลดทรัพยากรพลังงานดีทีเดียว นอกจากนี้บางออฟฟิศยังมีการทำงานแบบที่เรียกว่า Paperiess คือการลดการใช้กระดาษภายในสำนักงานโดยการนำสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้แทนกระดาษเพื่อประหยัดทรัพยากร นอกจากนี้ การใช้จอภาพในการทำงานแทนการใช้เอกสารกระดาษสามารถลดต้นทุนให้แก่ องค์กรอย่างมหาศาลอีกด้วย</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/45_20081124205440_.gif" alt="" width="19" height="19" /></strong><strong>4. ขนส่งมวลชนช่วยได้&#8230; </strong><br />
การเลือกใช้บริการขนส่งมวลชนไม่ว่า จะเป็น เรือ รถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นการช่วยลดปริมาณรถยนต์ และการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์สู่อากาศ รวมทั้งการวางแผนการเดินทางก่อนเดินทาง ดูเส้นทางลัด จะเป็นการประหยัดเวลาและน้ำมันอีกด้วย</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/45_20081124205440_.gif" alt="" width="19" height="19" /></strong><strong>5. มือถือลดโลกร้อน&#8230; </strong><br />
ในปัจจุบันโทรศัพท์นับเป็นปัจจัย ที่ 5 ของมนุษย์เราไปแล้ว การชาร์จแบตมือถือทิ้งเอาไว้ หรือเสียบปลั๊กที่ชาร์จคาไว้ตลอดเวลาโดยที่ไม่ถอดออกจากเต้าเสียบ ทำให้เสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ถึง 95% เพราะขณะที่เสียบปลั๊กอยู่นั้นก็ยังคงปล่อยกำลังไฟออกมา ดังนั้นเมื่อชาร์จเรียบร้อยแล้วก็ดึงปลั๊กออก เห็นไหมว่าง่ายนิดเดียวเอง</p>
<p>มีอีกหลากหลายวิธีในการช่วยโลกของเราในชีวิตประจำวัน ขอเพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร่วมมือร่วมใจและตั้งใจอย่างแน่วแน่ ในอนาคตข้างหน้าเราจะได้มีโลกที่เย็นสบาย และสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้ลูกหลานของเราต่อไป&#8230;</p>
<p>ที่มา  วิชาการ.คอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><map name='google_ad_map_3460_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3460?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3460_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3460&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F5-%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="พลังงาน" rel="tag">พลังงาน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81" title="รักษ์โลก" rel="tag">รักษ์โลก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99" title="ลดโลกร้อน" rel="tag">ลดโลกร้อน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c" title="แสงอาทิตย์" rel="tag">แสงอาทิตย์</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผิวของเราทนแดดได้มากแค่ไหน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2011 03:57:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ทนทาน]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[แดด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3458</guid>
		<description><![CDATA[Dr.Fitzpatrick ได้กำหนดสีผิวของคนเราไว้ 6 ชนิดซึ่งได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยแบ่งตามความแตกต่างของสีผิว ขั้นตอนการดูว่าผิวเราเป็นแบบประเภทอะไรซึ่งทำให้เรารู้ ว่าสามารถทนกับรังสี UV ได้มากขนาดไหน วิธีก็แค่ดูสีผิวของเราเทียบกับรูปมือหรือสีผิวตามในรูป และดูรายละเอียดด้านล่างเพิ่มเติม
&#160;
 

Type I ผิวไหม้-ดำได้ตลอดเมื่อถูกแดด เมื่อถูกแดดมากส่วนใหญ่ผิวจะไม่เป็นสีแทน มีแนวโน้มเป็นกระ ผมสีแดงหรือสีทอง ตาสีฟ้าหรือสีเขียว
Type II ผิวไหม้-ดำอยู่บ่อยๆเมื่อถูกแดด บางครั้งถูกแดดมากผิวก็เป็นสีแทน ผมสีอ่อน ตาสีฟ้าหรือสีน้ำตาล
 Type III ผิวไหม้บางครั้งเมื่อถูกแดด เมื่อถูกแดดมากผิวจะเป็นสีแทน ส่วนใหญ่ผมและตาจะเป็นสีน้ำตาล
 Type IV ผิวไม่ค่อยไหม้ ส่วนใหญ่ตากแดดผิวจะเป็นสีแทน โดยมากผมและตาจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม
Type V ผิวดำ-น้ำตาล ส่วนใหญ่ผมและตาเป็นสีน้ำตาลไหม้
 Type VI ผิวดำ-น้ำตาล ผมและตาเป็นสีน้ำตาลไหม้
หลังจากนั้นเรามาดู UV Index ของบ้านเราตามลิงค์นี้ http://www.intellicast.com เพื่อดูความเสี่ยงเรื่องผิวไหม้เมื่อเราตากแดดกัน( ส่วนใหญ่บ้านเรา UV Index จะอยู่ที่ 9 ขึ้นไปในช่วงที่แดดจัด
&#160;

&#160;
Low หมายถึง ไม่จำเป็นต้องใช้กันแดดหรือป้องกันแต่อย่างใด
 Medium หมายถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Dr.Fitzpatrick </strong>ได้กำหนดสีผิวของคนเราไว้ 6 ชนิดซึ่งได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยแบ่งตามความแตกต่างของสีผิว ขั้นตอนการดูว่าผิวเราเป็นแบบประเภทอะไรซึ่งทำให้เรารู้ ว่าสามารถทนกับรังสี UV ได้มากขนาดไหน วิธีก็แค่ดูสีผิวของเราเทียบกับรูปมือหรือสีผิวตามในรูป และดูรายละเอียดด้านล่างเพิ่มเติม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/27_201107121132201_.jpg" alt="" /> <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/27_201107121132202_.jpg" alt="" /></p>
<p><span id="more-3458"></span></p>
<p><strong>Type I</strong> ผิวไหม้-ดำได้ตลอดเมื่อถูกแดด เมื่อถูกแดดมากส่วนใหญ่ผิวจะไม่เป็นสีแทน มีแนวโน้มเป็นกระ ผมสีแดงหรือสีทอง ตาสีฟ้าหรือสีเขียว<br />
<strong>Type II</strong> ผิวไหม้-ดำอยู่บ่อยๆเมื่อถูกแดด บางครั้งถูกแดดมากผิวก็เป็นสีแทน ผมสีอ่อน ตาสีฟ้าหรือสีน้ำตาล<br />
<strong> Type III</strong> ผิวไหม้บางครั้งเมื่อถูกแดด เมื่อถูกแดดมากผิวจะเป็นสีแทน ส่วนใหญ่ผมและตาจะเป็นสีน้ำตาล<br />
<strong> Type IV</strong> ผิวไม่ค่อยไหม้ ส่วนใหญ่ตากแดดผิวจะเป็นสีแทน โดยมากผมและตาจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม<br />
<strong>Type V</strong> ผิวดำ-น้ำตาล ส่วนใหญ่ผมและตาเป็นสีน้ำตาลไหม้<br />
<strong> Type VI</strong> ผิวดำ-น้ำตาล ผมและตาเป็นสีน้ำตาลไหม้</p>
<p>หลังจากนั้นเรามาดู UV Index ของบ้านเราตามลิงค์นี้ http://www.intellicast.com เพื่อดูความเสี่ยงเรื่องผิวไหม้เมื่อเราตากแดดกัน( ส่วนใหญ่บ้านเรา UV Index จะอยู่ที่ 9 ขึ้นไปในช่วงที่แดดจัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/27_20110712113232_.jpg" alt="" width="386" height="209" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Low</strong> หมายถึง ไม่จำเป็นต้องใช้กันแดดหรือป้องกันแต่อย่างใด<br />
<strong> Medium</strong> หมายถึง ให้ระวังในช่วงกลางวัน ไม่ควรอยู่กลางแดดนานหากไม่ได้ป้องกัน<br />
<strong>High</strong> หมายถึง ใส่เสื้อผ้า, หมวก,กางร่มป้องกันหรือหาที่บังแดดในช่วงเวลาระหว่าง 11 โมงถึงบ่าย 3 โมง ใช้กันแดดอย่างน้อยที่มีค่า SPF15 บริเวณผิวที่ถูกแดดVery High หมายถึง ควรอยู่ในที่ที่ไม่ถูกแสงแดดในช่วง 11.00-15.00 และใช้กันแดดอย่างน้อยที่มีค่า SPF15 ถ้ารู้สึกว่าหลังจากถูกแดดแล้วผิวเป็นสีชมพูหรือแดงแสดงว่าเราจำเป็นต้องป้องกันมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ที่มา  วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_3458_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3458?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3458_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3458&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99" title="ความร้อน" rel="tag">ความร้อน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="ทนทาน" rel="tag">ทนทาน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87" title="ผิวหนัง" rel="tag">ผิวหนัง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94" title="แดด" rel="tag">แดด</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครอบครัวเน็ตเวิร์ก สั่นคลอน&#8221;วิถีเอเชีย&#8221;</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2011 03:54:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีเอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[เน็ตเวิร์ค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3456</guid>
		<description><![CDATA[ครอบครัวเน็ตเวิร์ก สั่นคลอน&#8221;วิถีเอเชีย&#8221;
ในยุคครอบครัวเน็ตเวิร์กการพบปะพูดคุยและการสื่อสารทางกายภาพที่บ่งบอกและรับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยของ &#8220;พ่อ แม่ ลูก&#8221; ถูกแทนที่ด้วยความสะดวกรวดเร็ว ผ่านการใช้โทรศัพท์ อีเมล์ หรือการแช็ต ครอบครัวจึงพูดกันน้อยลง เด็กๆ เริ่มหันไปเชื่อฟังคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง วิถีชีวิตไปจนถึงเทรนด์แฟชั่น เกิดการเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ดร.แคทเธอลีน เบอร์นาร์ต ประธานสถาบันวิจัยและบริการด้านครอบครัวและเด็ก (เอสอี อาร์เอฟเอซี) กล่าวในงานแถลงข่าวการประชุมเรื่อง &#8220;การปกป้องสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องความผูกผันในครอบครัว เด็ก และการรักษาวัฒนธรรม&#8221; ที่ประเทศไทย เมื่อไม่นานนี้ว่า ตั้งแต่ปี 2503 ครอบครัวแบบเกษตรกรรม เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โลกไซเบอร์เข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนครอบครัวแบบเราๆ ให้กลายเป็นครอบครัวเน็ตเวิร์ก ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มช่องว่างระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้ห่างจากกันมากขึ้น แต่ยังเป็นช่องทางอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ เช่น การปลอมแปลงเอกสาร การซื้อยาเสพติดผ่านระบบออนไลน์ การค้าอาวุธสงคราม รวมทั้งการค้ามนุษย์และเด็ก
&#160;

&#160;
&#8220;ในมิติของครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมนั้น โลกไซเบอร์ทำให้เด็กมีความต้องการ อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น เมื่อเขาเห็นโฆษณาทางทีวีและบนอินเตอร์เน็ต เด็กจะหาทางเพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งต่างๆ เหล่านั้น จึงเป็นที่มาของปัญหา ทั้งโสเภณีเด็ก โรคเอดส์ การไม่เชื่อฟังพ่อแม่ผู้ปกครอง และความรุนแรงอื่นๆ ที่เป็นผลต่อเนื่องในภายหลัง&#8221;
ดร.เบอร์นาร์ต กล่าวต่อว่าในด้านวัฒนธรรมนั้น ปัจจุบันเราเกือบจะมีวัฒนธรรมหนึ่งเดียวทั่วโลก ที่ครอบครัวแบบเน็ตเวิร์กได้ทำลายสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวเอเชีย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ครอบครัวเน็ตเวิร์ก สั่นคลอน&#8221;<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with วิถีเอเชีย">วิถีเอเชีย</a>&#8221;</strong></p>
<p>ในยุคครอบครัวเน็ตเวิร์กการพบปะพูดคุยและการสื่อสารทางกายภาพที่บ่งบอกและรับรู้ได้ถึงความรักความห่วงใยของ &#8220;พ่อ แม่ ลูก&#8221; ถูกแทนที่ด้วยความสะดวกรวดเร็ว ผ่านการใช้โทรศัพท์ อีเมล์ หรือการแช็ต ครอบครัวจึงพูดกันน้อยลง เด็กๆ เริ่มหันไปเชื่อฟังคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง วิถีชีวิตไปจนถึงเทรนด์แฟชั่น เกิดการเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส</p>
<p><strong>ดร.แคทเธอลีน เบอร์นาร์ต ประธานสถาบันวิจัยและบริการด้านครอบครัวและเด็ก (เอสอี อาร์เอฟเอซี)</strong> กล่าวในงานแถลงข่าวการประชุมเรื่อง <strong>&#8220;การปกป้องสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องความผูกผันในครอบครัว เด็ก และการรักษาวัฒนธรรม&#8221;</strong> ที่ประเทศไทย เมื่อไม่นานนี้ว่า ตั้งแต่ปี 2503 ครอบครัวแบบเกษตรกรรม เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โลกไซเบอร์เข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนครอบครัวแบบเราๆ ให้กลายเป็นครอบครัวเน็ตเวิร์ก ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มช่องว่างระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้ห่างจากกันมากขึ้น แต่ยังเป็นช่องทางอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ เช่น การปลอมแปลงเอกสาร การซื้อยาเสพติดผ่านระบบออนไลน์ การค้าอาวุธสงคราม รวมทั้งการค้ามนุษย์และเด็ก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4(20).jpg" alt="" width="526" height="160" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;ในมิติของครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมนั้น โลกไซเบอร์ทำให้เด็กมีความต้องการ อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น เมื่อเขาเห็นโฆษณาทางทีวีและบนอินเตอร์เน็ต เด็กจะหาทางเพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งต่างๆ เหล่านั้น จึงเป็นที่มาของปัญหา ทั้งโสเภณีเด็ก โรคเอดส์ การไม่เชื่อฟังพ่อแม่ผู้ปกครอง และความรุนแรงอื่นๆ ที่เป็นผลต่อเนื่องในภายหลัง&#8221;</p>
<p>ดร.เบอร์นาร์ต กล่าวต่อว่าในด้านวัฒนธรรมนั้น ปัจจุบันเราเกือบจะมีวัฒนธรรมหนึ่งเดียวทั่วโลก ที่ครอบครัวแบบเน็ตเวิร์กได้ทำลายสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวเอเชีย เช่น การเคารพผู้ใหญ่ วัฒนธรรมการกินอยู่ ประเพณี และการให้คุณค่าเรื่องศาสนา ก็กำลังถูกลบเลือนหายไป แต่เรากลับไปส่งเสริมไลฟ์สไตล์อย่างชาติตะวันตก โดยไม่มีการควบคุมว่าควรจะรับมามากน้อยแค่ไหน</p>
<p>บางอย่างก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด ทั้งการเล่นเกมออนไลน์ หรือการแต่งกายตามแฟชั่นของฝรั่ง สิ่งเหล่านี้ได้ถอนรากถอนโคน วัฒนธรรมที่งดงามของชาวเอเชียออกไป</p>
<p>หลายประเทศเรียกสิ่งนี้ว่าเสรีนิยม หรือความทันสมัย บางประเทศก็นำไปต่อยอด เกิดเป็นสิ่งใหม่ในด้านความคิด แนวทางอุดมการณ์ จนถึงขั้นทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยมองว่าเป็นสิ่งล้าสมัยหรือไม่ก็โบราณไร้คุณค่า</p>
<p><span id="more-3456"></span></p>
<p>&#8220;ดิฉันเป็นชาวอินเดีย เราภูมิใจในวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน แต่ปัจจุบันประเทศของเรากำลังถูกโลกไซเบอร์โจมตีอย่างหนัก แม้โลกภายนอกจะมองว่าเรายังคงความเป็นอินเดีย เราใส่ส่าหรี เรากินอาหารแบบดั้งเดิม เรายังนับถือศาสนาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ขณะที่ความเป็นจริงแล้ว อินเดียรับเอาวัฒนธรรมที่ไม่ใช่แค่จากชาติตะวันตก แต่เป็นจากทุกที่บนโลก</p>
<p>เราพบเจอเด็กสาวแต่งกายด้วยส่าหรีประยุกต์ โชว์เนื้อหนังมังสาเดินไปมาอยู่ในชุมชนอย่างไม่รู้สึกว่านั่นคือการทำลาย ประเพณีของบรรพบุรุษ การหันไปนิยมอาหารแบบฝรั่งยิ่งเป็นที่ชื่นชอบมาก เราก็ยิ่งขาดดุลทางการค้าและประเพณี หรือการเล่นเกมออนไลน์ในกลุ่มเด็กที่อินเดียนี่คือปัญหาที่ยังไม่มีทางออก และดูเหมือนว่าจะยังระบาดต่อไปอนาคตอีกด้วย&#8221;</p>
<p>ด้าน ดร.แคโรไลน์ เดอ ลีออน คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ประธานแผนกการให้คำแนะนำและปรึกษา จากมาเรียมคอลเลจ ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวเสริมขึ้นว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ของพ่อแม่ยุคใหม่ในโลกตะวันตกที่เมื่อหนุ่มสาว อายุได้ 18 ปีแล้ว ต้องออกไปเผชิญโลกด้วยตัวเอง ส่งผลให้เกิดปัญหาการไม่เคารพผู้ใหญ่ การยึดตัวเองเป็นหลักมากกว่ารับฟังความเห็นของผู้อื่น จุดนี้กำลังคืบคลานเข้ามาในสังคมเอเชียที่เคยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่เพื่อความอยู่รอดในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเราจึงคล้อยตามวิถีชีวิตของพวกฝรั่ง</p>
<p><em> &#8220;เช่นเดียวกับการส่งต่อพฤติกรรมที่ขัดต่อวัฒนธรรมไป ยังลูกหลาน ปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไขได้ง่ายจึงกลายเป็นปมใหญ่ทางสังคม หากสภาพบ้านเมืองบังคับให้เราต้องเดินตามอย่างคนอื่น เราก็ควรหาวิธีผสมผสานรับเอาสิ่งดีมาปรับใช้ มากกว่าจะถูกกลืนหายไปโดยไม่เหลือแม้กระทั่งจิตวิญญาณของเรา&#8221;<br />
</em><br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/image_asp%284%29.jpg" alt="" width="140" height="100" align="left" /> <strong> ดร.แคทเธอลีน เบอร์นาร์ต</strong> กล่าวสรุปว่า &#8220;ดิฉันคิดว่า ภาครัฐของทุกประเทศในเอเชีย ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และการเป็นหนึ่งในด้านเศรษฐกิจ มากกว่าความเป็นอยู่ของคนในสังคม พวกเขานึกถึงแต่ตัวเลขจีดีพี ผลกำไร การครอบครองตลาด ปลูกฝังและผลักให้เรายึดหลักวัตถุนิยมมากกว่าความสุขในการใช้ชีวิต เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์มีเพียงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ แต่ก็นำมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินงานว่าทำเพื่อส่วนรวม&#8221;</p>
<p>&#8220;เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้ นอกจากพ่อแม่ผู้ปกครองจะให้ความสำคัญกับครอบครัวแล้ว การสร้างบรรยากาศภายในบ้านของเราเอง ให้สัมผัสได้ถึงความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคงปลอดภัย รวมทั้งการเลี้ยงดูด้วยหลักศีลธรรม เพื่อให้เด็กๆ มีแรงต้านต่อสิ่งที่ถาโถมเข้ามากับโลกยุคใหม่ได้</p>
<p>ขณะที่ภาครัฐควรเป็นสื่อกลางช่วยชี้แจงและถ่ายทอดปัญหาให้สังคมรับรู้ไป พร้อมกับการหาหนทางเพื่อแก้ไข และควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในการดูแลขอบเขตของเทคโนโลยี และอารยธรรมตะวันตก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิม อะไรที่พอจะช่วยได้ เราควรร่วมมือกัน เพราะทุกวันนี้ ความทันสมัยบีบบังคับให้เราเป็นเหมือนชาวต่างด้าวในบ้านเกิดเมืองนอนของเราเองเสียแล้ว&#8221; ดร.เบอร์นาร์ต กล่าวทิ้งท้าย</p>
<p>ที่มา  วิชาการ.คอม</p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><map name='google_ad_map_3456_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3456?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3456_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3456&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2581-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7" title="ครอบครัว" rel="tag">ครอบครัว</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2" title="วิถีเอเชีย" rel="tag">วิถีเอเชีย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84" title="เน็ตเวิร์ค" rel="tag">เน็ตเวิร์ค</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตอบโต้อย่างไรกับคนทางลบ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%9a.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%9a.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2011 03:51:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิต อึ้งรังษี]]></category>
		<category><![CDATA[วาทยากร]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรับมือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3452</guid>
		<description><![CDATA[ตอบโต้อย่างไรกับคนทางลบ โดย บัณฑิต อึ้งรังษี

&#8220;คุณบัณฑิตเคยบอกว่า เราเป็นคนควบคุมความคิดของเราเอง ถ้าหากว่า ความคิดหรือ อารมณ์ลบๆ นั้นเกิดจากการกระทำใครบางคนทำให้เราโมโห หรือไม่พอใจ บางครั้ง มันยากต่อการมองให้เป็นบวก คุณบัณฑิตมีคำแนะนำสำหรับการจัดการทางอารมณ์และความคิดของตัวเราเองในขณะนั้นมั้ยคะ&#8221; 

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า อารมณ์ของเรา ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือวาจาคนอื่น 
และการเอาชนะ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความ “ยาก ง่าย” อย่างที่คุณคิดเลยด้วยซ้ำ 
ตัวอย่างที่ 1 
สมมติว่า ผมขับรถคุยกับครอบครัวอย่างมีความสุข อยู่ดีๆก็มีอันธพาลขับรถมอเตอร์ไซค์มาข้างๆ แล้ว&#8221;ยกนิ้วกลาง&#8221;ให้ 
สมมติอีกว่า ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การยกนิ้วกลางให้คนอื่น มีความหมายว่าอย่างไร 
เป็นสัญลักษณ์ของฝรั่ง หรือวัฒนธรรมไหนก็ไม่รู้ 
ในบางประเทศ อาจหมายความว่า “เอ็งเก่ง” ก็ได้ 
พูดง่ายๆ&#8230; 
การยกนิ้วกลางนั้น “ไม่มีความหมาย” สำหรับคุณ 
ผมต้องโกรธด้วยหรือ แค่เขาใช้สรีระของร่างกายทำอะไรแปลกๆ กับมือของเขา 
คุณเคยคิดไหมว่า มันตลกมาก ที่คนอื่นยกนิ้วกลางให้ แล้วเราต้องโกรธ หรือรู้สึกไม่ดี 
เขามีอำนาจมากไปแล้วมั้ง! 
เขาลงทุนแค่เลื่อนนิ้วนิดเดียว ก็ทำให้เราขาดความสุขสงบไปได้ชั่วครู่ หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ 
บางคน สามสี่วันยังกลับมาคิดแล้วโมโหได้เป็นระยะๆ เสียเวลารวมๆกันไปหลายชั่วโมง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong>ตอบโต้อย่างไรกับคนทางลบ โดย <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a9%e0%b8%b5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with บัณฑิต อึ้งรังษี">บัณฑิต อึ้งรังษี</a></strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong><a href="http://www.livetogether.org/goto/link/3452/1" rel="nofollow" ><img class="aligncenter size-full wp-image-3453" title="d_bundit_14" src="http://www.livetogether.org/wp-content/uploads/2011/08/d_bundit_14.jpg" alt="" width="600" height="400" /></a></strong></span></p>
<p style="text-align: left;"><em>&#8220;คุณบัณฑิตเคยบอกว่า เราเป็นคนควบคุมความคิดของเราเอง ถ้าหากว่า ความคิดหรือ อารมณ์ลบๆ นั้นเกิดจากการกระทำใครบางคนทำให้เราโมโห หรือไม่พอใจ บางครั้ง มันยากต่อการมองให้เป็นบวก คุณบัณฑิตมีคำแนะนำสำหรับการจัดการทางอารมณ์และความคิดของตัวเราเองในขณะนั้นมั้ยคะ&#8221; </em></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #0000ff;"><br />
<span style="color: #000000;">ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า อารมณ์ของเรา ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือวาจาคนอื่น </span></p>
<p><span style="color: #000000;">และการเอาชนะ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความ “ยาก ง่าย” อย่างที่คุณคิดเลยด้วยซ้ำ </span></p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #000000;">ตัวอย่างที่ 1 </span></p>
<p><span style="color: #000000;">สมมติว่า ผมขับรถคุยกับครอบครัวอย่างมีความสุข อยู่ดีๆก็มีอันธพาลขับรถมอเตอร์ไซค์มาข้างๆ แล้ว&#8221;ยกนิ้วกลาง&#8221;ให้ </span></p>
<p><span style="color: #000000;">สมมติอีกว่า ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การยกนิ้วกลางให้คนอื่น มีความหมายว่าอย่างไร </span><br />
<span style="color: #000000;">เป็นสัญลักษณ์ของฝรั่ง หรือวัฒนธรรมไหนก็ไม่รู้ </span><br />
<span style="color: #000000;">ในบางประเทศ อาจหมายความว่า “เอ็งเก่ง” ก็ได้ </span><br />
<span style="color: #000000;">พูดง่ายๆ&#8230; </span></p>
<p><span style="color: #000000;">การยกนิ้วกลางนั้น “ไม่มีความหมาย” สำหรับคุณ </span><br />
<span style="color: #000000;">ผมต้องโกรธด้วยหรือ แค่เขาใช้สรีระของร่างกายทำอะไรแปลกๆ กับมือของเขา </span><br />
<span style="color: #000000;">คุณเคยคิดไหมว่า มันตลกมาก ที่คนอื่นยกนิ้วกลางให้ แล้วเราต้องโกรธ หรือรู้สึกไม่ดี </span></p>
<p><span style="color: #000000;">เขามีอำนาจมากไปแล้วมั้ง! </span></p>
<p><span style="color: #000000;">เขาลงทุนแค่เลื่อนนิ้วนิดเดียว ก็ทำให้เราขาดความสุขสงบไปได้ชั่วครู่ หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ </span><br />
<span style="color: #000000;">บางคน สามสี่วันยังกลับมาคิดแล้วโมโหได้เป็นระยะๆ เสียเวลารวมๆกันไปหลายชั่วโมง </span><br />
<span style="color: #000000;">เสียสุขภาพจิตอีกต่างหาก </span><br />
<span style="color: #000000;">ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์คนนั้น ขับรถต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้ </span><br />
<span style="color: #000000;">ถ้าเขารู้ว่า เขามีอำนาจขนาดทำให้คุณเสียเวลาเสียสุขภาพจิตได้ขนาดนั้น เขาคงสะใจมาก </span></p>
<p><span style="color: #000000;">ผมไม่มีทางให้คนอื่นมีอำนาจเหนือผมขนาดนั้นหรอก </span></p>
<p><span style="color: #000000;">และคุณก็ไม่ควรให้คนอื่นมีอำนาจเหนือคุณได้ </span></p>
<p><span style="color: #000000;">Ignore them! จงเพิกเฉยใส่คนแบบนั้น </span></p>
<p><span style="color: #000000;">สิ่งทางลบที่คนอื่นทำ มัน“ไม่มีความหมาย”สำหรับคุณเลย </span><br />
<span style="color: #000000;">จิตวิญญาณของคุณ ใหญ่เกินไปที่จะมาสนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้น </span><br />
<span style="color: #000000;">คุณมีเรื่องสำคัญๆต้องคิดเยอะแยะ มีความฝันใหญ่ที่กำลังปั้นให้สำเร็จอยู่ </span><br />
<span style="color: #000000;">ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเล็กๆ ของคนลบๆ </span></p>
<p><span style="color: #000000;">สรุป สังเกตว่า&#8230; </span><br />
<span style="color: #000000;">การกระทำหรือวาจาทางลบของคนอื่น ไม่ใช่สาระสำคัญ </span><br />
<span style="color: #000000;">สำคัญที่ “ความหมาย”ที่ เราเองเป็นคนให้ </span><br />
<span style="color: #000000;">เน้น “เราเอง” เป็นคนให้ </span><br />
<span style="color: #000000;">ฉะนั้น “เราเอง” เป็นคนควบคุม </span><br />
<span style="color: #000000;">“เราเอง” ก็เลือกที่จะให้ความหมายใหม่กับมัน ก็หมดเรื่อง </span></p>
<p><span style="color: #000000;">ผมก็คิดซะว่า การยกนิ้วกลาง (หรือการกระทำ วาจาทางลบของคนอื่น) เป็นคำชม </span><br />
<span style="color: #000000;">แล้วก็อาจยิ้มตอบ </span><br />
<span style="color: #000000;">หรือถ้าจิตวิญญาณคุณสูงส่งมากๆ (วิทยายุทธขั้นปรมาจารย์) </span><br />
<span style="color: #000000;">คุณก็ “อวยพร”ให้เขา ส่งความรักให้เขา </span><br />
<span style="color: #000000;">แล้วก็รีบกลับไปคิดเรื่องสร้างสรรค์อย่างรวดเร็ว</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #000000;">ที่มา Bundit&#8217;s Blog</span></span></p>
<p><map name='google_ad_map_3452_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3452?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3452_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3452&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%259a.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a9%e0%b8%b5" title="บัณฑิต อึ้งรังษี" rel="tag">บัณฑิต อึ้งรังษี</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3" title="วาทยากร" rel="tag">วาทยากร</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad" title="วิธีรับมือ" rel="tag">วิธีรับมือ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%9a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครบรอบ 66 ปี ที่ญี่ปุ่นถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a-66-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a-66-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Aug 2011 09:07:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[นางาซากิ]]></category>
		<category><![CDATA[ระเบิดนิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ฮิโรชิม่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3449</guid>
		<description><![CDATA[ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น
เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ที่เราจะได้เห็นเป็นข่าวทางโทรทัศน์คงจะเป็นเหตุการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น จากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นซึนามิครั้งร้ายแรงถล่มประเทศญี่ปุ่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ จึงทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกสู่พื้นที่โดยรอบ รัฐบาลญี่ปุ่นจำเป็นต้องอพยพประชาชนชาวญี่ปุ่นกว่า 2 แสนคนที่อยู่อาศัยในรัศมี 20 กิโลเมตร ต้องอพยพออกจากบริเวณที่ตั้งโรงไฟฟ้า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นภัยทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นนับจากสงครามโลกครั้งที่สอง
&#160;

รูปการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ
&#160;
ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากภัยธรรมชาติแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภัยที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
&#160;
ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่เคยถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาได้โจมตีญี่ปุ่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ถึงสองครั้ง ครั้งแรก วันที่ 6 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2488 และ โจมตีครั้งที่สองในอีกสามวันให้ลังคือวันที่ 9 สิงหาคม ดังนั้น ในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2554 จึงถือเป็นวันครบรอบ 66 ปี ที่ญี่ปุ่นถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์
 ลิตเติลบอย (Little Boy) เป็นชื่อของระเบิดนิวเคลียร์ ที่ถูกนำไปทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม โดยเครื่องบินทิ้งระเบินรุ่น B-29 Superfortress ชื่อ Enola Gay แห่งกองกำลังอากาศในกองทัพบกสหรัฐอเมริกา (ภายหลังได้ยกฐานะขึ้นเป็นกองทัพอากาศ) นับเป็นระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก ที่ใช้ในการสงคราม อีกสามวันถัดมา ระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า แฟตแมน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #0000ff;">ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น</span></strong></p>
<p>เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ที่เราจะได้เห็นเป็นข่าวทางโทรทัศน์คงจะเป็นเหตุการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น จากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นซึนามิครั้งร้ายแรงถล่มประเทศญี่ปุ่น <strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ</strong>ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ จึงทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกสู่พื้นที่โดยรอบ รัฐบาลญี่ปุ่นจำเป็นต้องอพยพประชาชนชาวญี่ปุ่นกว่า 2 แสนคนที่อยู่อาศัยในรัศมี 20 กิโลเมตร ต้องอพยพออกจากบริเวณที่ตั้งโรงไฟฟ้า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นภัยทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นนับจากสงครามโลกครั้งที่สอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/nuclear%20powerplant.jpg" alt="" width="400" height="283" /><br />
รูปการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากภัยธรรมชาติแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภัยที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่เคยถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาได้โจมตีญี่ปุ่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ถึงสองครั้ง ครั้งแรก วันที่ 6 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2488 และ โจมตีครั้งที่สองในอีกสามวันให้ลังคือวันที่ 9 สิงหาคม ดังนั้น<strong> ในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2554 จึงถือเป็นวันครบรอบ 66 ปี ที่ญี่ปุ่นถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์</strong></p>
<p><strong> ลิตเติลบอย (Little Boy)</strong> เป็นชื่อของระเบิดนิวเคลียร์ ที่ถูกนำไปทิ้งเหนือเมืองฮิโรชิมา ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม โดยเครื่องบินทิ้งระเบินรุ่น B-29 Superfortress ชื่อ Enola Gay แห่งกองกำลังอากาศในกองทัพบกสหรัฐอเมริกา (ภายหลังได้ยกฐานะขึ้นเป็นกองทัพอากาศ) นับเป็นระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก ที่ใช้ในการสงคราม อีกสามวันถัดมา ระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า <strong>แฟตแมน (Fat man)</strong> ถูกปล่อยจากเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น B-29 Superfortress ชื่อ Bockscar เพื่อโจมตีเมืองนางาซากิของญี่ปุ่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/amazingfunquaintweirdoffbeat.jpg" alt="" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>คนญี่ปุ่นและคนทั่วโลก ต่างรับรู้ถึงความน่ากลัวของระเบิดนิวเคลียร์</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อำนาจการทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือการ ทำลายล้างอันเนื่องจากความร้อนและความดันอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นทันทีที่ระเบิดทำงาน และ ลักษณะที่สองคือ อาการเจ็บป่วยอันเนื่องจากร่ายกายได้รับกัมมันตภาพรังสีในปริมาณสูง</p>
<p>ระเบิดที่สหรัฐอเมริกาใช้ตอนนั้น แรงระเบิดเกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน หรือก็คือเป็นปฏิกิริยาที่ธาตุหนักสลายตัวเป็นธาตุเบา 2 ถึง 3 ธาตุ พร้อมทั้งมีนิวตรอน และปลดปล่อยพลังงานออกมาด้วย ระเบิดนิวเคลียร์ลิตเลิตบอยยูเรเนียมไอโซโทป 235 ส่วน ระเบิดแฟตแมนใช้พลูโตเนียม 239 เป็นเชื้อเพลิงของการระเบิด เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะต้องผ่านกระบวนการทำให้ธาตุไอโซโทปดังกล่าวมีความเข้มข้นถึง  90% (เชื้อเพลิงนิวเคลียร์สำหร้บโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะใช้เฉพาะยูเรเนียม 235 ความเข้มข้นเพียง 3%) เชื้อเพลิงจะถูกเก็บไว้ให้อยู่ในสถานะมวลใต้วิกฤต  ซึ่งยังไม่เกิดปฏิกิริยาฟิชชั่นลูกโซ่ <strong>การใช้งานเชื้อเพลิงนั้นต้องทำให้เชื้อเพลิงที่สถานะมวลใต้วิกฤตให้เปลี่ยนไปเป็นสถานะมวลวิกฤตยิ่งยวดก่อน</strong> เมื่อเชื้อเพลิงในสถานะมวลวิกฤตยิ่งยวดถูกยิงด้วยนิวตรอน เชื้อเพลิงยูเรเนียมเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของการแตกตัวอย่างต่อเนื่อง พลังงานที่ปลดปล่อยจากกระบวนการการแตกตัวทั้งหมดรวมกันกลายเป็นพลังงานความร้อนและพลังงานแสงในปริมาณมหาศาล ความร้อนและแสงนี่เองที่เป็นอำนาจการทำลายล้างของการระเบิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/fiision02.gif" alt="" width="354" height="200" /><br />
รูปแสดงการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันของธาตุยูเรเนียมไอโซโทป 235</p>
<p><span id="more-3449"></span><strong><span style="color: #0000ff;">การออกแบบระเบิดนิวเคลียร์</span></strong></p>
<p><em>ความพร้อมของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์</em><br />
ไม่ใช่ว่าธาตุกัมมันตภาพรังสีทุกๆธาตุจะเหมาะสมสำหรับเป็นเชื้อเพลิงระเบิดนิวเคลียร์ และธาตุที่นำไปทำเป็นอาวุธนิวเคลียร์คือ<strong>ธา</strong><strong>ตุยูเรเนียมไอโซโทป 235</strong> และ <strong>พลูโตเนียมไอโซโทป 239</strong><strong> </strong>การเตรียมเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากธาตุยูเรเนียมหรือพลูโตเนียมคือการเพิ่มความเข้มข้นของธาตุไอโซโทปนั้นๆได้มากพอ อีกสิ่งที่สำคัญของการเตรียมเชื้อเพลิงระเบิดนิวเคลียร์คือจะต้องรู้ว่าเงื่อนไขใด หรือสถานะใดที่ทำให้ธาตุอยู่ในสภาพมวลใต้วิกฤต มวลวิกฤต หรือ มวลวิกฤต ยิ่งยวด</p>
<p>ความวิกฤต (ใต้วิกฤต วิกฤต หรือ วิกฤตยิ่งยวด) จะบอกถึงจำนวนครั้งของการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน<strong> ถ้าธาตุอยู่ในสถานะใต้วิกฤต ปฏิกิริยานิวเคลียร์ในธาตุมีแนวโน้มที่จะหยุด หรือก็คือจำนวนครั้งที่เกิดปฏิกิริยาจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเวลา เมื่อจำนวนครั้งลดลงจนเป็นศูนย์หมายถึงปฏิกิริยาได้หยุดล</strong><strong>ง</strong> <strong>สำหรับสถานะวิกฤต ปฏิกิริยานิวเคลียร์อยู่ในสถานะสมดุล จำนวนครั้งของการเกิดจะคงทีเมื่อเวลาผ่านไป</strong> และ <strong>สำหรับวิกฤตยิ่งยวด คือจำนวนครั้งของการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์เพิ่มขึ้นตามเวลาแบบทวีคูณ ปฏิกิริยานิวเคลียร์จะเกิดขึ้นเรื่อยๆจนกว่าเชื้อเพลิงจะหมดลง</strong></p>
<p>เมื่อเชื้อเพลิงเกิดปฏิกิริยาในสถาพมวลวิกฤตยิ่งยวด การระเบิดจะปลดปล่อยอำนาจการทำลายล้างมหาศาลทั้งหมด (เท่าที่เชื้อเพลิงจะให้ได้) ออกมา และนี่คือ <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ระเบิดนิวเคลียร์">ระเบิดนิวเคลียร์</a></p>
<p><em>อีกความต่างของระเบิดนิวเคลียร์ลิตเติลบอย และ แฟตแมน อยู่ที่วิธีการจุดระเบิด<br />
</em> ลิตเติลบอย และ แฟตแมน ใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ทำจากธาตุต่างกัน และยังมีวิธีจุดระเบิด (นิวเคลียร์) ที่แตกต่างกันด้วย</p>
<p>สำหรับลิตเติลบอย จะจุดระเบิดด้วยปืน ส่วนประกอบหลักที่เกียวข้องกับการจุดระเบิดได้แก่ จะมีเชื้อเพลิงยูเรเนียม 235 สถานะใต้มวลวิกฤตอยู่ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะอยู่บริเวณหัวส่วนชิ้นที่สองจะอยู่ที่หางของลูกระเบิดซึ่งจะคล้ายกับกระสุนของปืน อีกชิ้นส่วนคือตัวให้นิวตรอน</p>
<p>การจุดระเบิดคือ กระสุนยูเรเนียม 235 ด้านหางจะถูกยิงด้วยดินปืนไปรวมกับเชื้อเพลิงยูเรเนียม 235 ด้านหัว ยูเรเนียม 235 สถานะใต้มวลวิกฤตสองก้อนชนกันทำให้เชื้อเพลิงอยู่ในสถาพมวลวิกฤตยิ่งยวด เป็นสภาพที่ยูเรเนียมมีโอกาสแตกตัวสูงมาก ตัวให้นิวตรอนจะปลดปล่อยนิวตรอนออกมา เมื่อมีนิวตรอนวิ้งไปชนกับยูเรเนียมสถานะมวลวิกฤต ยูเรเนียมจะดูดกลืนนิวตรอนและแตกตัว และเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ปลดปล่อยพลังทำลายล้างอันมหาศาลออกมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/littleboy.jpg" alt="" width="580" height="240" /><br />
รูปแสดงส่วนประกอบหลักๆใน ลิตเติลบอย กระสุนยู่เรเนียม (แสดงด้วยก้อนสีส้มรูปกรวย) ถูกยิงให้ไปชนกับยูเรเนียมส่วนหัวของระเบิด (ก้อนสีส้มอีกก้อนหนึ่ง)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับแฟตแมน เนื่องจากนี้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของแฟตแมนจะเป็นพลูโตเนียม 239 แทนที่จะเป็นยูเรเนียม ถือได้ว่าแฟตแมนเป็นระเบิดนิวเคลียร์พลูโตเนียมยุคแรกเริ่ม การจุดระเบิดนิวเคลียร์จะใช้ระเบิด (จากดินระเบิด) แทนที่จะเป็นการยิงด้วยปืน ส่วนประกอบที่เกียวข้องกับการจุดระเบิดจะประกอบกันเป็นชั้นๆซ้อนกันเป็นรูปทรงกลม ชั้นนอกสุดจะเป็นชั้นของดินระเบิด ชั้นถัดไปจะเป็นชั้น Temper ทำจากยูเรเนียม 238 ชั้นของยูเรเนียมนี้จะมีไว้เพื่อส่งแรงจากระเบิดไปสู่พลูโตเนียมชั้นถัดไปอย่างสม่ำเสมอ ชั้นในสุดถัดจากยูเรเนียม 238 และพลูโตเนียมคือชั้นของเบอริลเลียมและโพโลเนียม ชั้นในสุดนี้ทำหน้าที่เป็นตัวให้นิวตรอน</p>
<p>การจุดระเบิดนิวเคลียร์ จะเริ่มจากสั่งให้ดินระเบิดชั้นนอกสุดระเบิด แรงระเบิดจะอัดเข้าสู่ภายใน Temper จะกระจายแรงอัดจากระเบิดสูดพลูโตเนียม เมื่อพลูโตเนียมได้รับแรงอัดจากระเบิด ความหนาแน่นจะเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนจากสถานะมวลใต้วิกฤตไปเป็นมวลวิกฤตยิ่งยวด นอกจากนี้พลูโตเนียมยังถูกแรงระเบิดอัดจนไปรวมกับตัวให้นิวตรอน แล้วพลูโตเนียมรับนิวตรอน เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ลูกโซ่ ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/fatman.jpg" alt="" width="580" height="300" /><br />
รูปแสดงส่วนประกอบในแฟตแมน เปลือกสีส้มที่เห็นคือดินระเบิด เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะทำจากพลูโตเนียม แสดงด้วยชั้นสีน้ำเงิน</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">อีเท่ากับเอ็มซีกำลังสอง ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์</span></strong></p>
<p><em>ระเบิดนิวเคลียร์อาจเรียกได้ว่าเป็นอาวุธที่น่ากลัวแบบหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น มันเริ่มมีการใช้งานจริงในสงครามโลกครั้งที่สองโดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นเป้าหมาย ถ้าถามว่าใครกันนะที่สร้างอาวุธน่ากลัวชนิดนี้ จะมีหลายคนตอบทันทีว่า ไอน์สไตน์ ใช้สมการ E = mc<sup>2</sup> ในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/ein.jpg" alt="" width="517" height="300" /><br />
ความรู้ของไอน์สไตน์เพียงคนเดียวคงจะไม่สามารถทำให้ระเบิดนิวเคลียร์เสร็จสมบูรณ์ได้ แม้ว่าไอน์สไตน์จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการแมนฮัตตัน ภายหลังสงครามไอน์สไตน์ก็ได้อุทิศตัวเพื่อสันติภาพและต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์</p>
<p>&nbsp;<br />
<em>ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น</em> ความจริงแล้วมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่เกียวข้องกับการสร้างระเบิด อีกทั้งยังต้องใช้ความรู้ฟิสิกส์ด้านอื่นอีกหลายอย่าง จึงจะสามารถสร้างระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จใช้งานได้</p>
<p>ความรู้เกี่ยวกับธาตุกัมมันตภาพรังสี (ความรู้พื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์) เริ่มจากการค้นพบการแผ่รังสีจากธาตุยูเรเนียมโดยนักเคมีชาวฝรังเศษชื่อ Henry Becquerel ในปี 1896 (J.J. Thomson ค้นพบอิเล็กตรอนเมื่อปี 1897) หลังจากนั้น ความรู้เรื่องแบบจำลองอะตอม และความรู้เรื่องการแผ่รังสี ก็ได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆกัน</p>
<p>จนกระทั่งเมื่อปี 1905 เป็นปีที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เสนอแนวคิดความเท่าเทียมกันของมวลและพลังงาน (Mass-energy equivalence) ตามสมการ <em>E = mc<sup>2</sup></em><sup> </sup>แต่ในขณะนั้นความรู้ด้านการแผ่รังสีของธาตุยังไม่มีความก้าวหน้ามากนัก เพราะว่าสมัยนั้นยังมีการใช้แบบจำลองอะตอมของทอมสัน ซึ่งยังห่างไกลจากความสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีแนวคิดเรื่องนิวเคลียสของอะตอม</p>
<p>ภายหลังจีงมีการใช้แบบจำลองอะตอมของ Rutherford ต่อมา ในปี 1932 James Chadwick ได้ค้นพบอนุภาคนิวตรอนซึ่งเป็นอนุภาคที่มีอยู่ในนิวเคลียส<strong> จึงมีแบบจำลองอะตอมที่ประกอบมีกลุ่มอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส และนิวเคลียสจะประกอบด้วยกลุ่มของโปรตรอนและกลุ่มของนิวตรอน</strong> นักวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณพลังงานที่ยึดเหนี่ยวแต่ละอนุภาคในนิวเคลียสได้ พบว่า พลังงานยึดเหนี่ยวคำนวณได้จากผลต่างระหว่างมวลของนิวเคลียสและมวลรวมของโปรตอนและนิวตรอนทั้งหมดที่ประกอบเป็นนิวเคลียสนั้น ตามสมการ <em>E = mc<sup>2</sup></em> ของไอน์สไตน์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/atom.gif" alt="" width="440" height="300" /><br />
แบบจำลองอะตอมที่มีอนุภาคอิเล็กตรอนอยู่รอบๆนิวเคลียส และนิวเคลียส์ประกอบด้วยโปรตรอนและนิวตรอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สมการ <em>E = mc<sup>2</sup></em> ของไอน์สไตน์สามารถคำนวณหาพลังงานยึดเหนี่ยวของอนุภาคในนิวเคลียสได้ ไม่ใช่สมการที่มีไว้ใช้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ ในทางกลับกัน ความรู้เรื่องความเท่าเทียมมวลพลังงานเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้</p>
<p>ยังมีความรู้ที่จำเป็นอื่นๆอีกสำหรับการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ เช่น การสร้างเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ทั้งโดยยูเรเนียม 235 และ พลูโตเนียม 239 ให้ได้จำนวนมากพอ การควบคุมสถาพวิกฤตลองเชื้อเพลิงให้ได้ตามที่ต้องการ รวมถึงการออกการจุดระเบิด และอื่นๆอีกหลายๆด้าน การพัฒนาความรู้ต่างๆสำหรับการสร้างระเบิดในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสหรัฐอเมริกา เป็นผลของความร่วมมือกันระหว่าง กลุ่มนักฟิสิกส์ชั้นนำของโลก และกลุ่มทหารช่างอเมริกา<strong> </strong><strong>ภายใต้โครงการแมนฮัตตัน (Manhattan project)</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/feynman-scientist.jpg" alt="" width="393" height="205" /><br />
ทีมนักฟิสิกส์ในโครงการแมนฮัตตัน จากซ้ายไปขวา นีลล์ โบร์ ถัดไป โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ คนถัดไป ริชาร์ด ไฟยน์แมน และ เอนริโก แฟร์มี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/209838/asd.jpg" alt="" align="left" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มาถึงตอนนี้สงครามได้จบแล้ว โศกนาฎกรรมจากอาวุธนิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ผ่านพ้นไปถึง 66 ปีแล้ว คงจะเป็นการเสียเวลาเปล่าๆที่จะมาเถียงกันว่าสหรัฐอเมริกาทำถูกหรือทำผิด ไอน์สไตน์คิดถูกหรือคิดผิด ยุคนี้เป็นยุคของ พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ในทางสร้างไม่ใช่การทำลาย ในประเทศไทยเราก็ได้มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ใช้ในการพัฒนา ทั้งด้านการเกษตร ด้านการแพทย์ และอื่นๆ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย ที่ไทยจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ดังนั้นพลังงานนิวเคลียร์จึงไม่ใช่สิ่งไกลตัวเลย</p>
<p><em>พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นพลังงานที่สร้างสรรค์ตราบที่มันไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสงคราม</em></p>
<p>ที่มา  วิชาการ.คอม</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"><br />
</span></strong></p>
<p><map name='google_ad_map_3449_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3449?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3449_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3449&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%259a-66-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b8%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b4" title="นางาซากิ" rel="tag">นางาซากิ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c" title="ระเบิดนิวเคลียร์" rel="tag">ระเบิดนิวเคลียร์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81" title="สงครามโลก" rel="tag">สงครามโลก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2" title="ฮิโรชิม่า" rel="tag">ฮิโรชิม่า</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a-66-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนะนำ 5 ชาสมุนไพรดีต่อสุขภาพ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Aug 2011 09:03:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ชาสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3447</guid>
		<description><![CDATA[แนะนำ 5 ชาสมุนไพรดีต่อสุขภาพ

&#160;
อะไรจะเหมาะกับสายลมเย็นๆ ของฤดูหนาวมากกว่าชาอุ่นๆ สักแก้ว แต่ตอนนี้ให้เก็บชาธรรมดาไปก่อน และมาลองชาสมุนไพรหอมๆ ที่ดีต่อสุขภาพกันเถอะ

ชาเปปเปอร์มินต์
เพียงแค่กลิ่นหอม ๆ เย็นชื่นใจของชามินต์ ก็ช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้แล้ว ขณะเดียวกันมันช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ทำให้นอนหลับง่าย แถมยังทำให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างปกติ เนื่องจากมินต์มีส่วนช่วยให้ไขมันในระบบย่อยอาหารสลายตัว ป้องกันไม่ให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหาร และด้วยความที่มันดีต่อกระเพาะของเรา มันจึงเหมาะสำหรับคนที่เมารถเมาเรือ นอกจากนี้ มันมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอ่อน ๆ จึงช่วยระงับกลิ่นปากได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ชาตะไคร้
เราใช้ตะไคร้ในการทำกับข้าวมานานแล้ว และชาตะไคร้นั้นก็เป็นหนึ่งในตำรับโบราณ ที่ใช้รักษาอาการแน่นหน้าอก ไอ หรือหวัด หากเหยาะพริกไทยลงไปสักนิด อาจช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนและคลื่นเหียน แถมเคยมีการศึกษาชี้ว่าการดื่มชาตะไคร้ทุกวัน จะช่วยรักษาผิวหนังให้ปราศจากสิวด้วย แต่มีข้อควรระวังคือ ห้ามดื่มในระหว่างตั้งครรภ์เด็ดขาด และไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน

ชาโสม
ไม่ว่าจะเป็นโสมเอเชียหรือโสมอเมริกาต่างก็มีสารอาหารมากมาย ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ และวิตามินบีชนิดต่าง ๆ ซึ่งทาง University of Maryland Medical Center ชี้ว่าโสมเป็นสมุนไพรที่เชื่อกันว่า จะช่วยให้เราสู้กับความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทสอง เพิ่มเซลล์ภูมิคุ้มกันลดคอเลสเตอรอลเลว (LDL) และสาร Ginsenosides ซึ่งพบในโสมนั้นยังมีคุณสมบัติ ช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วย

ชาผลกุหลาบ
หลายคนอาจจะรู้จักผลกุหลาบในชื่อของโรสฮิป ซึ่งมักจะใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย แต่ชาผลกุหลาบก็มีสรรพคุณดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แนะนำ 5 ชาสมุนไพรดีต่อสุขภาพ</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/a21.jpg" alt="" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อะไรจะเหมาะกับสายลมเย็นๆ ของฤดูหนาวมากกว่าชาอุ่นๆ สักแก้ว แต่ตอนนี้ให้เก็บชาธรรมดาไปก่อน และมาลองชาสมุนไพรหอมๆ ที่ดีต่อสุขภาพกันเถอะ</p>
<p><strong></strong><strong><br />
<input src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/3-1(1).gif" type="image" /></strong>ชาเปปเปอร์มินต์<br />
เพียงแค่กลิ่นหอม ๆ เย็นชื่นใจของชามินต์ ก็ช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้แล้ว ขณะเดียวกันมันช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ทำให้นอนหลับง่าย แถมยังทำให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างปกติ เนื่องจากมินต์มีส่วนช่วยให้ไขมันในระบบย่อยอาหารสลายตัว ป้องกันไม่ให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหาร และด้วยความที่มันดีต่อกระเพาะของเรา มันจึงเหมาะสำหรับคนที่เมารถเมาเรือ นอกจากนี้ มันมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอ่อน ๆ จึงช่วยระงับกลิ่นปากได้เป็นอย่างดีอีกด้วย</p>
<p><strong></strong><strong><br />
<input src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/3-1(1).gif" type="image" /></strong>ชาตะไคร้<br />
เราใช้ตะไคร้ในการทำกับข้าวมานานแล้ว และชาตะไคร้นั้นก็เป็นหนึ่งในตำรับโบราณ ที่ใช้รักษาอาการแน่นหน้าอก ไอ หรือหวัด หากเหยาะพริกไทยลงไปสักนิด อาจช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนและคลื่นเหียน แถมเคยมีการศึกษาชี้ว่าการดื่มชาตะไคร้ทุกวัน จะช่วยรักษาผิวหนังให้ปราศจากสิวด้วย แต่มีข้อควรระวังคือ ห้ามดื่มในระหว่างตั้งครรภ์เด็ดขาด และไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน</p>
<p><strong></strong><strong><br />
<input src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/3-1(1).gif" type="image" /></strong>ชาโสม<br />
ไม่ว่าจะเป็นโสมเอเชียหรือโสมอเมริกาต่างก็มีสารอาหารมากมาย ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ และวิตามินบีชนิดต่าง ๆ ซึ่งทาง University of Maryland Medical Center ชี้ว่าโสมเป็นสมุนไพรที่เชื่อกันว่า จะช่วยให้เราสู้กับความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทสอง เพิ่มเซลล์ภูมิคุ้มกันลดคอเลสเตอรอลเลว (LDL) และสาร Ginsenosides ซึ่งพบในโสมนั้นยังมีคุณสมบัติ ช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วย</p>
<p><strong></strong><strong><br />
<input src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/3-1(1).gif" type="image" /></strong>ชาผลกุหลาบ<br />
หลายคนอาจจะรู้จักผลกุหลาบในชื่อของโรสฮิป ซึ่งมักจะใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย แต่ชาผลกุหลาบก็มีสรรพคุณดี ๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี ซึ่งสำคัญต่อการสมานแผล เสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรงและเซลล์ภูมิคุ้มกัน ด้วยเหตุเดียวกันนี้ มันจึงช่วยลดอาการข้ออักเสบด้วย ท้ายสุดนี้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Planta Medica ในปี 1992 ยังชี้ว่าชาผลกุหลาบอาจช่วยป้องกันนิ่วในไตได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะก็ตาม</p>
<p><strong></strong><strong><br />
<input src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/3-1(1).gif" type="image" /></strong>ชาใบหม่อน<strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/45_20080618120048_.gif" alt="" width="100" height="120" align="right" /></strong><br />
มีอีกชื่อเก๋ๆ ว่า ชามัลเบอร์รี่ ชาใบหม่อนก็เป็นที่รู้จักกว้างขวาง ในฐานะเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพจากญี่ปุ่น ที่อาจจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ เนื่องจากเชื่อกันว่ามันสามารถลดการดูดซึมน้ำตาล โดยใบหม่อนนั้นมีทั้งแมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียม จึงช่วยบำรุงร่างกายเราได้ในแง่ของกระดูก ผมเล็บ แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นกุญแจสำคัญให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นอีกด้วย</p>
<p><strong><br />
<input src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20100618150737_.gif" type="image" />Tip</strong><br />
อย่าเพิ่งทิ้งถุงชา ให้นำถุงชาที่ใช้แล้วแช่น้ำและนำไปแช่แข็ง แล้วนำมาประคบเวลาแมลงกัดต่อยหรือมีแผลเล็ก ๆ และยังช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าที่ดวงตาได้ดีนัก</p>
<p>ที่มา  วิชาการ.คอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><map name='google_ad_map_3447_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3447?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3447_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3447&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b3-5-%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3" title="ชาสมุนไพร" rel="tag">ชาสมุนไพร</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3" title="สมุนไพร" rel="tag">สมุนไพร</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e" title="สุขภาพ" rel="tag">สุขภาพ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้เรื่องสายดิน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Aug 2011 09:00:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[สายดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3445</guid>
		<description><![CDATA[สายดินป้องกันไม่ให้มีผู้ถูกไฟฟ้าดูดกรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน ทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และไฟฟ้ารั่วจะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที
ความรู้เรื่องสายดิน
ประโยชน์ของสายดิน
&#160;

&#160;
ป้องกันไม่ให้มีผู้ถูกไฟฟ้าดูดกรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และ/หรือไฟฟ้ารั่วจะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที
เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมี/ไม่มีสายดิน
• เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ ต้องมีสายดิน เช่น ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องซักผ้า, หม้อหุงข้าว, เครื่องปรับอากาศ, เตาไมโครเวฟ, กระทะไฟฟ้า, กระติกน้ำร้อน, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น, เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น เราเรียกครื่องใช้ฯ เหล่านี้ว่าเป็น  เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 1

• เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน
- เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 ซึ่งมีสัญลักษณ์  หรือมีเครื่องหมาย  (ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ามีสัญลักษณ์ประเภท 2 แต่ยังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใช้ฯ ประเภท 2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น
&#160;

&#160;
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กับแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 50 โวลต์ โดยต่อจากหม้อแปลงชนิดพิเศษที่ได้ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัย เช่น เครื่องโกนหนวด, โทรศัพท์ เป็นต้น

สัญลักษณ์และสีของสายดิน
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมาย   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สายดินป้องกันไม่ให้มีผู้ถูกไฟฟ้าดูดกรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ไฟฟ้า">ไฟฟ้า</a> เนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน ทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และไฟฟ้ารั่วจะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที</p>
<div id="e_detail_topic">ความรู้เรื่องสายดิน</div>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />ประโยชน์ของสายดิน</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/1(6).jpg" alt="" width="253" height="233" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ป้องกันไม่ให้มีผู้ถูกไฟฟ้าดูดกรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และ/หรือไฟฟ้ารั่วจะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที</p>
<p>เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มี<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สายดิน">สายดิน</a></p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมี/ไม่มีสายดิน</p>
<p></strong>• เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน</p>
<p>เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ ต้องมีสายดิน เช่น ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องซักผ้า, หม้อหุงข้าว, เครื่องปรับอากาศ, เตาไมโครเวฟ, กระทะไฟฟ้า, กระติกน้ำร้อน, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น, เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น เราเรียกครื่องใช้ฯ เหล่านี้ว่าเป็น  <strong>เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 1</p>
<p></strong></p>
<p>• เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน</p>
<p>- เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 ซึ่งมีสัญลักษณ์ <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/2(1).jpg" alt="" width="24" height="26" /> หรือมีเครื่องหมาย <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/3(1).jpg" alt="" width="24" height="24" /> (ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ามีสัญลักษณ์ประเภท 2 แต่ยังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใช้ฯ ประเภท 2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/4.jpg" alt="" width="493" height="239" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กับแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 50 โวลต์ โดยต่อจากหม้อแปลงชนิดพิเศษที่ได้ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัย เช่น เครื่องโกนหนวด, โทรศัพท์ เป็นต้น</p>
<p><span id="more-3445"></span><br />
สัญลักษณ์และสีของสายดิน</p>
<p>- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมาย  <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/5.jpg" alt="" width="24" height="24" /> แสดงว่าต้องมีสายดิน โดยมักจะแสดงไว้ในตำแหน่งหรือจุดที่จะต้องต่อสายดิน</p>
<p>- สีของสายไฟฟ้าเส้นที่แสดงว่าเป็นสายดิน คือ สีเขียว หรือ สีเขียวสลับเหลือง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/1(7).jpg" alt="" width="264" height="217" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />วิธีติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง</p>
<p></strong> 1.จุดต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (จุดต่อลงดินของเส้นศูนย์หรือนิวทรัล) ต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดวงจรตัวแรกของตู้ เมนสวิตช์</p>
<p>2.ภายในอาคารหลังเดียวกันไม่ควรมีจุดต่อลง ดินมากกว่า 1 จุด</p>
<p>3.สายดินและสายเส้นศูนย์สามารถต่อร่วมกัน ได้เพียงแห่งเดียวที่จุดต่อลงดินภายในตู้เมนสวิตช์ ห้ามต่อร่วมกันในที่อื่น ๆ อีก เช่น ในแผงสวิตช์ย่อยจะต้องมีขั้วสายดินแยกจากขั้วต่อสายศูนย์ และห้ามต่อถึงกันโดยมีฉนวนคั่นระหว่างขั้วต่อสายเส้นศูนย์กับตัวตู้ซึ่งต่อ กับขั้วต่อสายดิน</p>
<p>4.ตู้เมน สวิตช์สำหรับห้องชุดของอาคารชุดและตู้แผงสวิตช์ประจำชั้นของอาคารชุดให้ถือ ว่าเป็นแผงสวิตช์ย่อย ห้ามต่อสายเส้นศูนย์และสายดินร่วมกัน</p>
<p>5.ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลง ดินโดยตรง แต่ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยมีการต่อลงดินที่</p>
<p>เมนสวิตย์อย่างถูกต้องแล้วเดินสายดินจากเมนสวิตช์มาต่อร่วมกับสายดินที่ใช้ อยู่เดิม</p>
<p>6.ไม่ควรใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด 120/240 V กับระบบไฟ 220 V เพราะพิกัด IC จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง</p>
<p>7.การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว จะเสริมการป้องกันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น กรณีที่มักจะมีน้ำท่วมขัง หรือกรณีสายดินขาด เป็นต้น และจุดต่อลงดินต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดไฟรั่วเสมอ</p>
<p>8.ถ้าตู้เมนสวิตช์ไม่มีขั้วต่อสายดินและขั้วต่อสายเส้นศูนย์แยกออกจากกัน เครื่องตัดไฟรั่วจะต่อใช้ได้เฉพาะวงจรย่อยเท่านั้น จะใช้ตัวเดียวป้องกันทั้งระบบไม่ได้</p>
<p>9.วงจรสายดินที่ถูกต้องในสภาวะปกติจะต้อง ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล</p>
<p>10.ถ้าเดินสายไฟในท่อโลหะ จะต้องเดินสายดินในท่อโลหะนั้นด้วย</p>
<p>11.ดวงโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งที่เป็น โลหะควรต่อลงดิน มิฉะนั้นต้องอยู่เกินระยะที่บุคคลทั่วไปสัมผัสไม่ถึง (สูง 2.40 เมตร หรือห่าง 1.50 เมตร ในแนวราบ)</p>
<p>12.ขนาดและชนิดของอุปกรณ์ระบบสายดิน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกฎการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/2(2).jpg" alt="" width="471" height="157" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />ผังแสดงการต่อลงดินและการต่อสายดินของอุปกรณ์ไฟฟ้า</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/3(2).jpg" alt="" width="398" height="338" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>1 = Protective conductor (P.E.) หรือ equipment grounding conductor (EGC) สายดินอุปกรณ์ ไฟฟ้า</p>
<p>2 = main equipotential bonding conductor (สายต่อฝากหลักหรือสายต่อประสานหลัก)</p>
<p>3 = earthing conductor, grounding electrode conductor (สายต่อหลักดิน)</p>
<p>4 = supplementary equipotential bonding conductors, bonding jumper (สายต่อฝาก  หรือสายต่อประสาน)</p>
<p>B = main earthing terminal, main earthing bar, ground bus (ขั้วต่อลงดินหลัก)</p>
<p>M = exposed-conductive-part (โลหะเปลือกนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้า)</p>
<p>C = extraneous-conductive-part (ตัวนำหรือโลหะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า)</p>
<p>P = main metallic water pipe (ท่อน้ำโลหะ)</p>
<p>T = earth electrode (หลักดิน)</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />เครื่องตัดไฟรั่วคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/4(1).jpg" alt="" width="269" height="258" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เครื่องตัดไฟรั่วหรือที่รู้จักกันว่า “เครื่องกันไฟดูด” นั้น คือเครื่องตัดไฟฟ้าอัตโนมัติที่ทำหน้าที่ตัดไฟเมื่อมีกระแสไฟฟ้าบางส่วนรั่ว หายไปคือไมไหลกลับไปตามสายไฟฟ้า แต่มีไฟรั่วลงไปในดิน โดยผ่านร่างกายมนุษย์ หรือผ่านฉนวนของอุปกรณ์ไฟฟ้า</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />ประโยชน์ของเครื่องตัดไฟรั่ว</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/5(1).jpg" alt="" width="389" height="235" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>- ป้องกันอันตรายจากไฟดูด (ตัดไฟรั่วที่ไหลผ่านร่างกาย)</p>
<p>- ป้องกันอัคคีภัย (ตัดไฟรั่วที่ไหลลงดินที่อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือสายไฟฟ้าในกรณีที่เครื่องป้องกัน กระแสเกิน เช่น ฟิวส์ หรือเบรกเกอร์ไม่ทำงาน หรือทำงานช้า เนื่องจากปริมาณกระแสไฟรั่วมีค่าต่ำ แต่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้)</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />ประเภทเครื่องตัดไฟรั่ว</p>
<p></strong>เครื่องตัดไฟรั่วจะมีอยู่หลายประเภท ในที่นี้ขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/1(8).jpg" alt="" width="181" height="175" align="right" /></p>
<p>- เครื่องตัดไฟรั่วที่ตัดกระแสลัดวงจรได้ (RCBO) สามารถใช้ตัดได้ทั้งไฟรั่วและกระแสลัดวงจร</p>
<p>- เครื่องตัดไฟรั่วที่ไม่สามารถตัดกระแสลัดวงจร (RCCB) จึงต้องใช้ร่วมกับฟิวส์หรือเบรกเกอร์ด้วยทุกครั้ง</p>
<p>เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสายดินต้องใช้ปลั๊กไฟที่มี เฉพาะ 3 ขา เท่านั้นหรือ</p>
<p>ไม่จำเป็นต้องใช้ปลั๊กไฟ 3 ขา ปลั๊กไฟที่มีสายดินของเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะมีเพียง 2 ขา โดยมีขั้วสายดิน 2 แถบ อยู่ด้านข้างของตัวปลั๊ก ดังนั้นการติดตั้งเต้ารับที่มี 3 รู จึงไม่เกิดประโยชน์ต่อการต่อ ลงดิน และยังเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้อุปกรณ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล อีกด้วย</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />เครื่องตัดไฟรั่วกับสายดินอย่างไหนจะดีกว่ากัน</p>
<p></strong> • สายดิน เป็นความจำเป็นอันดับแรกที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องมีสำหรับ ป้องกันไฟฟ้าดูด เพื่อให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงสายดินได้โดยสะดวก โดยไม่ผ่านร่างกาย (ไฟ ไม่ดูด) และทำให้เครื่องตัดไฟ อัตโนมัติตัดไฟออกได้ทันที</p>
<p>• เครื่องตัดไฟรั่ว เมื่อใช้กับระบบไฟที่มีสายดินจะเป็นมาตรการ เสริมความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้มีการตัดไฟรั่วก่อนที่จะเป็น อันตรายกับระบบไฟฟ้า (ไฟไหม้) หรือกับมนุษย์ (ไฟดูด)</p>
<p>• เครื่องตัดไฟรั่วในระบบไฟทีไม่มีสายดิน เครื่องตัดไฟรั่วจะทำงานก็ต่อเมื่อมีไฟรั่วไหลผ่านร่างกายแล้ว (ต้องถูกไฟดูดก่อน) ดังนั้นความปลอดภัยจึงขึ้นอยู่กับความไวในการตัดกระแสไฟฟ้า</p>
<p>• ระบบไฟฟ้าที่ดีจึงควรมีทั้งระบบสายดินและเครื่องตัดไฟรั่ว เพื่อเสริมการทำงานซึ่งกันและกันให้เกิดความปลอดภัยทั้ง จากอัคคีภัยและการถูกไฟฟ้าดูด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/2(3).jpg" alt="" width="203" height="335" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />เครื่องตัดไฟรั่วที่ใช้ป้องกันไฟดูดต้องมีคุณสมบัติและการใช้งานอย่างไร</p>
<p></strong> • พิกัดขนาดกระแสไฟฟ้ารั่วต้องไม่เกิน 30 mA และตัดไฟได้ภายในระยะเวลา 0.04 วินาที เมื่อมีไฟรั่วขนาด 5 เท่าของพิกัด (=150 mA)</p>
<p>• ควรติดตั้งใช้งานเฉพาะจุด เช่น วงจรเต้ารับในห้องครัว, ห้องน้ำ, ห้องเด็ก ๆ หรือวงจรเต้ารับ/สายไฟที่ต่อไปใช้งานนอกอาคารทั้งชั่วคราวและถาวร</p>
<p>• ถ้าจะติดตั้งรวมที่เมนสวิตช์จะต้องแยกวงจรที่มีค่าไฟรั่ว ตามธรรมชาติมากออกไป เช่น อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า,เครื่องปรับอากาศ, อุปกรณ์ที่มีโอกาสเปียกชื้น</p>
<p>• เมื่อต้องการให้เครื่องตัดไฟรั่วสามารถป้องกันทุกวงจรที่ เมนสวิตช์ (ใช้ได้เฉพาะระบบที่มีสายดิน เป็นมาตรการเสริมป้องกันอัคคีภัย และไฟฟ้าดูด) ให้ใช้ขนาดตั้งแต่ 100 mA เป็นต้นไป โดยอาจเป็น 300 mA หรือ 500 mA ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสไฟรั่วตามธรรมชาติ สำหรับขนาด 30 mA นั้นก็ยังคงใช้ร่วมกันในวงจรย่อยซึ่งอาจใช้หลายตัวก็ได้ และหากมีปัญหาการทำงานพร้อมกันให้เลือกชนิดที่มีการหน่วงเวลา (Type S) สำหรับเครื่องตัดไฟรั่วที่เมนสวิตช์</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4%20%289%29%281%29.gif" alt="" width="19" height="19" />เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องตัดไฟรั่วที่มีอยู่ปลอดภัย</p>
<p></strong> เราสามารถตรวจสอบการทำงานของเครื่องตัดไฟรั่วได้ด้วยเครื่องตรวจสอบการทำงานของเครื่องตัดไฟรั่ว การกดปุ่มทดสอบเป็นประจำเป็นเพียงการบอกว่าการรับสัญญาณและกลไกสามารถทำงาน ได้เท่านั้นอย่างไรก็ตามความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับการติดตั้งว่าถูกต้องหรือไม่ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/207274/1(5).jpg" alt="" width="347" height="192" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ขอขอบคุณข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง</p>
<p></strong><a href="http://www.livetogether.org/goto/www_mea_or_th/3445/1" rel="nofollow" ><strong>www.mea.or.th</strong></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><map name='google_ad_map_3445_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3445?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3445_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3445&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2" title="ความปลอดภัย" rel="tag">ความปลอดภัย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99" title="สายดิน" rel="tag">สายดิน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2" title="ไฟฟ้า" rel="tag">ไฟฟ้า</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ส้ม 9 ลูก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-9-%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-9-%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Aug 2011 09:07:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าของคน]]></category>
		<category><![CDATA[ผมส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[อดทน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3442</guid>
		<description><![CDATA[ส้ม 9 ลูก





มีผู้ใจดีซื้อ ส้มชั้นดีคัดพิเศษ 9 ลูก ราคา 45 บาท
แล้วจากนั้นก็ แจกให้กับคนกลุ่มหนึ่ง &#8230;
 

ส้มผลแรก





อยู่กับขอทาน ขอทานผู้นั้นแกะทานแค่ครึ่งหนึ่ง
แล้ว อีกครึ่งหนึ่งก็ ขว้างทิ้งไปอย่างไม่แยแส แล้วก็บ่นว่า
&#8221; ทุเรศจัง &#8230; ให้มาได้แค่ส้มผลเดียว &#8220;

ส้มผลที่สอง



อยู่กับลูกของ ผู้ใจดี ลูกของผู้ใจดีนั้นก็แกะทานทันที
เมื่อทานหมดผลแล้ว ก็พูดว่า &#8230; &#8221; ส้มนี้อร่อยดีนะ &#8221;
ส้มผลที่ สาม




อยู่กับแม่ของ ผู้ใจดี แม่ของผู้ใจดีนี้ นำส้มที่ได้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม
แล้ว แช่ตู้เย็นไว้ เมื่อกระหาย จึงนำมาดื่ม &#8230;
&#8221; แหมม..น้ำส้มนี้ชื่นใจดีจริง &#8221;
ส้มผลที่สี่




อยู่กับร้านขายของชำ เจ้าของร้านขายของชำก็นำส้มผลนี้
ไป คั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย 
ปรุงได้ ที่แล้วก็นำไปใส่แก้ว แช่ไว้ในตู้แช่
เมื่อมีคนเดินผ่านมาเปิดตู้แช่ แล้วหยิบน้ำส้มแก้วนั้นมาทาน
เมื่อทานเสร็จ ก็นำแก้วเปล่านั้นวางไว้ที่ตู้แช่ &#8230;
&#8221; เท่าไหร่ครับ &#8220;
&#8221; 10 บาท ครับ &#8221;

ส้มผลที่ห้า




อยู่กับพ่อค้า น้ำผลไม้ พ่อค้าน้ำผลไม้ก็นำส้มผลนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span><span>ส้ม 9 ลูก<br />
</span></span></strong></p>
<div>
<div><img id="imgb" class="aligncenter" src="http://it.irpct.ac.th/prs/images/stories/orange_1.jpg" alt="" width="350" height="233" /></p>
<div>
<div><span><br />
<strong>มีผู้ใจดีซื้อ ส้มชั้นดีคัดพิเศษ 9 ลูก ราคา 45 บาท</strong></span></p>
<div><span><strong>แล้วจากนั้นก็ แจกให้กับคนกลุ่มหนึ่ง &#8230;<br />
<span style="font-weight: normal;"><strong><span> </span></strong></span></strong></span></div>
<div></div>
<div><span><strong><span style="font-weight: normal;"><strong><span>ส้มผลแรก</span></strong></span></strong></span></div>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับขอทาน ขอทานผู้นั้นแกะทานแค่ครึ่งหนึ่ง</span></p>
<div><span>แล้ว อีกครึ่งหนึ่งก็ ขว้างทิ้งไปอย่างไม่แยแส แล้วก็บ่นว่า</span></p>
<div><span>&#8221; ทุเรศจัง &#8230; ให้มาได้แค่ส้มผลเดียว &#8220;</span></p>
<div><span><br />
<strong><span>ส้มผลที่สอง</span></strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับลูกของ ผู้ใจดี ลูกของผู้ใจดีนั้นก็แกะทานทันที</span></p>
<div><span>เมื่อทานหมดผลแล้ว ก็พูดว่า &#8230; </span><span>&#8221; ส้มนี้อร่อยดีนะ &#8221;</p>
<p><strong>ส้มผลที่ สาม</strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับแม่ของ ผู้ใจดี แม่ของผู้ใจดีนี้ นำส้มที่ได้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม</span></p>
<div><span>แล้ว แช่ตู้เย็นไว้ เมื่อกระหาย จึงนำมาดื่ม &#8230;</span></p>
<div><span>&#8221; แหมม..น้ำส้มนี้ชื่นใจดีจริง &#8221;</p>
<p><strong><span>ส้มผลที่สี่</span></strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับร้านขายของชำ เจ้าของร้านขายของชำก็นำส้มผลนี้</span></p>
<div><span>ไป คั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย </span><br />
<span>ปรุงได้ ที่แล้วก็นำไปใส่แก้ว แช่ไว้ในตู้แช่</span></p>
<div><span>เมื่อมีคนเดินผ่านมาเปิดตู้แช่ แล้วหยิบน้ำส้มแก้วนั้นมาทาน</span></p>
<div><span>เมื่อทานเสร็จ ก็นำแก้วเปล่านั้นวางไว้ที่ตู้แช่ &#8230;</span></p>
<div><span>&#8221; เท่าไหร่ครับ &#8220;</span></p>
<div><span>&#8221; 10 บาท ครับ &#8221;<br />
<span id="more-3442"></span><br />
<strong><span>ส้มผลที่ห้า</span></strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับพ่อค้า น้ำผลไม้ พ่อค้าน้ำผลไม้ก็นำส้มผลนี้ </span><br />
<span>ไปคั้น เป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด</span></p>
<div><span>เติมน้ำตาล หน่อย ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่ขวดพลาสติก </span><br />
<span>แช่ไว้ใน ตู้น้ำแข็งบนรถเข็น</span></p>
<div><span>แล้วเดินเข็น จำหน่ายไปเรื่อยๆ</span></p>
<div><span>มีคนหนึ่งเดิน สวนมา เรียกให้หยุด เสร็จแล้วก็เปิดตู้น้ำแข็ง</span></p>
<div><span>ก็ชี้เอาน้ำส้มขวดนั้น คนขายหยิบน้ำส้มขวดนั้น</span></p>
<div><span>เปิดหยิบหลอดพลาสติกเสียบให้ หนึ่งหลอดแล้วส่งให้คนๆนั้น &#8230;</span></p>
<div><span>&#8221; เท่าไหร่ครับ &#8220;</span></p>
<div><span>&#8221; 20 บาท ครับ &#8220;</span></p>
<div><span>และคน ๆ นั้นก็ถือขวดพลาสติกบรรจุน้ำส้มนั้นเดินจากไป</span></p>
<div><span><br />
<strong><span>ส้มผลที่หก</span></strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับร้านอาหารแห่งหนึ่งบนห้างสรรพ สินค้าชั้นนำย่านลาดพร้าว</span></p>
<div><span>เจ้า ของร้านอาหารแห่งนี้ก็นำส้มผลนี้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม</span></p>
<div><span>เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้วแล้วแช่ไว้ในตู้เย็น</span></p>
<div><span>วันนั้นมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามา</span></p>
<div><span>เจ้าของร้านจึงเชื้อเชิญ และหาที่นั่งให้</span></p>
<div><span>ฝ่ายหญิง &#8230; </span><span>&#8221; น้ำส้มแก้วหนึ่ง ค่ะ &#8220;</span></p>
<div><span>ฝ่ายชาย &#8230; </span><span>&#8221; กาแฟ ร้อน ครับ &#8220;</span></p>
<div><span>เจ้าของร้านจึง นำน้ำส้มที่คั้นไว้นำมาใส่แก้วใบใหม่</span></p>
<div><span>แก้วใบนี้มีลักษณะทรงสูง รอบๆ แก้ว มีรูปหัวใจ ดวงเล็ก ๆ น่ารัก สีแดงติดอยู่</span></p>
<div><span>ภายในแก้วใบ นั้นมีหลอดพลาสติกเสียบอยู่ ตรงปลายหลอดนั้นงอได้</span></p>
<div><span>แต่เจ้าของร้านไม่ได้มาเสริฟเอง แต่มีเด็กเสริฟใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว</span></p>
<div><span>กระโปรง สีดำมาเสริฟ แทน เมื่อทานเสร็จ &#8230; เช็คบิล &#8230;</span></p>
<div><span>น้ำส้มแก้วนี้ 50 บาท</p>
<p><strong><span>ส้มผลที่เจ็ด</span></strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับ ภัตตาคารแห่งหนึ่งแถวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา</span></p>
<div><span>ครั้งนี้ส้มผลนี้ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง ของร้าน</span></p>
<div><span>น้ำส้มคั้นที่ ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี</span></p>
<div><span>และในวันนั้น มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าภัตตาคารนั้นมา</span></p>
<div><span>และมีความ ประสงค์ที่จะลงเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา</span><br />
<span>เพื่อชม ทิวทัศน์ในยามค่ำคืนด้วย</span></p>
<div><span>ฝ่ายหญิง &#8230;</span><span> &#8221; น้ำส้มคั้นแก้วห</span><span>นึ่งค่ะ &#8220;</span></p>
<div><span>และ แล้วน้ำส้มคั้นแก้วที่วางอยู่ตรงหน้าหญิงสาวผู้นั้น</span></p>
<div><span>ถูกเสริฟโดย บริกรในชุดประจำร้านที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านนั้น</span></p>
<div><span>แก้ว ที่ใช้เป็นทรงสูงมีก้านสำหรับจับ หลอดเป็นหลอดพลาสติกใสตรงปลายหลอดงอได้</span></p>
<div><span>สิ่งที่โดดเด่นนั้นอยู่ตรงที่บริเวณขอบปากแก้วนั้น</span></p>
<div><span>มีส้มที่ถูกฝานเป็นวงกลมเสียบอยู่ เมื่อเรือจะเข้าเทียบฝั่ง &#8230;</span></p>
<div><span>สิ่ง ที่ปรากฎในบิลนั้น &#8230; 100 บาท</span></p>
<div><span>เป็น ราคาของน้ำส้มแก้วนี้</p>
<p><strong>ส้มผลที่ แปด</strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับคลับ เฮาซ์สุดหรูย่านปทุมธานี</span></p>
<div><span>และ เช่นเดียวกันส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้นเหมือนกัน</span></p>
<div><span>ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่ง</span></p>
<div><span>และ เก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดีเช่นเดียวกัน</span></p>
<div><span>ในค่ำคืนนั้นมีงานราตรีของกลุ่มสาวไฮโซกลุ่มหนึ่ง</span></p>
<div><span>และหนึ่งในนั้นก็สั่ง &#8230; </span><span>&#8221; น้ำส้มคั้นหนึ่ง &#8220;</span></p>
<div><span>&#8230; น้ำส้มคั้นแก้วนี้ถูกเสริฟโดยบริกรหนุ่มหน้าตาคมสันคนหนึ่ง</span></p>
<div><span>มาในชุดทักซิโดที่ตัดด้วยผ้ามูนอย่างดี</span></p>
<div><span>สิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของบริกรหนุ่มคนนั้น คือ ถาดสีเงิน </span><br />
<span>บนถาด นั้นมีแก้วน้ำส้มคั้นตั้งอยู่</span></p>
<div><span>แก้ว ที่บรรจุน้ำส้มคั้นใบนี้ ป็นแก้วคริสตัลทรงสูงเจียรนัยอย่างดี</span></p>
<div><span>เป็นแก้วที่สั่งทำเป็นพิเศษตรงขอบปากแก้ว</span></p>
<div><span>มีส้มกลีบหนึ่ง ที่ถูกแกะสลักเป็น รูปนกตัวหนึ่งเกาะ(เสียบ)อยู่ที่ปากแก้วนั้น</span></p>
<div><span>หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส บนถาดใบนั้นที่มาพร้อมแก้วคริสตัล</span></p>
<div><span>มี สลิปบัตรสมาชิกคลับเฮาซ์แนบมาด้วย &#8230; 300 บาท</span></p>
<div><span>&#8230; ก่อนที่หญิงผู้นั้นจะจดปากกาเซ็นลงไป</p>
<p><strong><span>ส้มผลที่เก้า</span></strong></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div><span>อยู่กับโรงแรม แห่งหนึ่งย่านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา</span></p>
<div><span>และเช่นเดียวกันส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้ เหมือนกัน ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง</span></p>
<div><span><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with น้ำ">น้ำ</a> ส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่ง และเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี</span></p>
<div><span>ค่ำคืนนี้ ห้องอาหารชั้น Sky Top มีโอกาสต้อนรับหนุ่มสาวชาวต่างประเทศคู่หนึ่ง</span></p>
<div><span>ที่เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ดินเนอร์ เนื่องในโอกาสฉลองสมรส และเลือกเมืองไทยเป็นที่ฮันนีมูน</span></p>
<div><span>เมื่อหาที่นั่งในห้องอาหารแห่งนี้ได้แล้ว ณ มุมมองตรงนั้น</span></p>
<div><span>สามารถมองเห็น ทิวทัศน์ของเกาะรั ตนโกสินทร์อย่างชัดเจน</span></p>
<div><span>ตลอดจนสายน้ำที่ทอดยาวของลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อทอดสายตามองยาวออกไป</span></p>
<div><span>จะมองเห็น สะพานแขวนที่ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม</span></p>
<div><span>หลังจากพักผ่อนอิริยาบทสักพักหนึ่งแล้ว ฝ่ายหญิงจึงกล่าวกับบริกรว่า</span></p>
<div><span>&#8230; &#8221; Orangeade &#8221; &#8230;</span></p>
<div><span>และฝ่ายชายว่า &#8230; &#8221; American Expresso &#8221; &#8230;</span></p>
<div><span>สัก พักบริกรที่อยู่ในชุดไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นท่านนั้นกลับมา</span></p>
<div><span>พร้อมกับกาแฟร้อน และน้ำส้มคั้นแก้วหนึ่ง</span></p>
<div><span>แก้วนั้นเป็น แก้วคริสตัลอย่างดี ตรงฐานแก้ว</span></p>
<div><span>และ ขอบปากแก้วเคลือบด้วยทอง 18 เค ถัดจากฐานรองแก้วตรงขอบที่เคลือบทองขึ้นมา</span></p>
<div><span>และถัดจากขอบที่เคลือบทองที่ปากแก้วลงมา ถูกเจียรนัยตกแต่งอย่างดี</span></p>
<div><span>เมื่อแสงไฟตก กระทบถูกแก้วเจียรนัยใบนี้จะเป็นประกายแวววับ</span></p>
<div><span>ยิ่งภายในใช้บรรจุน้ำส้มคั้นด้วยแล้วยิ่งทำให้โดดเด่น ยิ่งขึ้น</span></p>
<div><span>ตรงกลางของแก้ว ใบนี้ มีตราสัญลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้ติดอยู่</span></p>
<div><span>เป็นเคลือบทอง 18 เค เช่นเดียวกัน หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส</span></p>
<div><span>ตรงปลายได้ขด เป็นเกลียว ตรงขอบปากแก้วมีดอกกล้วยไม้ที่มีชื่อว่า</span><span> </span><br />
<span>&#8221; ช้างเผือก &#8220;</span><span> เสียบอยู่</span></p>
<div><span>เมื่อแสงไฟที่ เป็นหลอด Black Light ส่องมากระทบกับ </span><span>&#8221; ช้างเผือก &#8220;</span><span> </span><br />
<span>ดอกนี้ </span><span>จะเกิดเป็นสี ขาวเรือง ๆ ขึ้นมาอย่างสวยงาม</span></p>
<div><span>บริ กรโค้งคำนับก่อนที่จะเสริฟ และโค้งคำนับเมื่อเสริฟเสร็จแล้ว</span></p>
<div><span>หลังจากที่หนุ่มสาวคู่นี้ดื่มด่ำกับ บรรยากาศในค่ำคืนนี้พอสมควรแล้ว</span></p>
<div><span>ฝ่าย ชายจึงกล่าวกับบริกรขึ้นว่า &#8230;</span></p>
<div><span>&#8221; Cash Please &#8220;</span><span> บริกรโค้งคำนับ</span></p>
<div><span>ก่อน ที่จะเดินไปที่แคชเชียร์</span></p>
<div><span>Ticket ที่ออกมา &#8230; Orangeade 500 Baht &#8230;<br />
</span></p>
<div><span><br />
</span></p>
<div><img id="imgb" src="http://cyber.thailife.com/userfiles/orange11.jpg" alt="" width="350" height="269" /></p>
<div><span><br />
</span></p>
<div><span>ส้มเหมือนกัน ราคาโดยเฉลี่ยแล้วผลละ 5 บาทเหมือนกัน</span></p>
<div><span>อาจ จะเป็นพันธุ์เดียวกัน ต้นเดียวกัน อยู่กิ่งก้านเดียวกัน</span></p>
<div><span>หรือ อาจจะอยู่ช่อเดียวกันด้วยซ้ำไป แต่ทำไมมูลค่าของส้มถึง</span><br />
<span>ต่างกัน มากมาย </span><span>หรือว่าเป็น เพราะเวลาและสถานที่ต่างกัน</span></p>
<div><span>ครับ &#8230; ช่วงเวลา สถานการณ์ และสถานที่ที่ต่างกันนั่นแหละ</span></p>
<div><span>เป็นตัวกำหนดมูลค่าของส้ม และ &#8230; ของตัวคุณเอง !!!!</span></p>
<div><span>บ่อยครั้งที่เราเคยท้อแท้กับงาน การตกงาน คนรอบข้าง <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ครอบครัว">ครอบครัว</a></span></p>
<div><span>หรือแม้กระทั่ง กับ ตัวเราเอง แต่อยากจะบอกว่า &#8230; </span><span>ขอให้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%99"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with อดทน">อดทน</a></span><br />
<span>เพราะ ช่วงเวลานี้ &#8230; มันไม่ใช่ของเรา</span></p>
<p><span> </span>ส้มนั้นถูกคน เป็นผู้กำหนดจนทำให้มีมูลค่าแบบนั้น</p>
<div>
<div><span>แล้ว ทำไมเราไม่กำหนดมูลค่าของตัวเราขึ้นมาบ้างหละ</span></p>
<div><span>ณ วันนี้เราอาจจะมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งของส้มที่ขอทานกินแล้วโยนทิ้งไป</span></p>
<div><span>แต่เชื่อแน่ว่า หากเราได้ตัดสินใจแล้วว่า ทางเดินเส้นนี้</span><br />
<span>เราได้ ตัดสินใจเลือกที่จะเดินแล้ว </span><br />
<span><br />
</span><span style="font-size: medium;"><em></em></span></div>
<div><span style="font-size: medium;"><em>จงตั้งมั่น และก้าวต่อไป อดทนเพื่อรอเวลาของเรา </em></span><br />
<span style="font-size: medium;"><em>ไม่แน่นะว่า มูลค่าของเราอาจจะ</em></span><br />
<span style="font-size: medium;"><em>มากมายเกินกว่า</em></span><span><em><span style="font-size: medium;">ที่เราจะคาดคิดก็เป็นไปได้</span></em></span></div>
<div></div>
<div><span style="font-size: medium;">ที่มา : atcloud</span></div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p><map name='google_ad_map_3442_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3442?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3442_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3442&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a1-9-%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99" title="ค่าของคน" rel="tag">ค่าของคน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1" title="ผมส้ม" rel="tag">ผมส้ม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%99" title="อดทน" rel="tag">อดทน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-9-%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/category/gerneral/feed ) in 4.13359 seconds, on Feb 7th, 2012 at 5:40 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on Feb 7th, 2012 at 6:40 pm UTC -->
