<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; ทั่วไป</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/category/gerneral/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Apr 2012 04:12:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>กุญแจแห่งความรัก</title>
		<link>http://www.livetogether.org/key-of-love.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/key-of-love.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Apr 2012 04:12:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กุญแจแห่งความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ความสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3535</guid>
		<description><![CDATA[&#160;
กุญแจแห่งความรัก
&#160;
กุญแจสู่พลังคือหนทางที่ทรงงพลังที่สุดในการใช้ประโยชน์จากพลังแห่งความรักรับชีวิตแบบที่คุณตั้งใจจะมี เป็นวิธีทีง่ายและธรรมดาจนเด็กคนไหนก็ทำตามได้ กุญแจแต่ละดอกจะไขพลังอันยิ่งใหญ่ภายในตัวคุณ
เพื่อจะใช้ความรักเป็นพลังอันสูงสุดในชีวิต คุณต้องรักแบบที่ไม่เคยรักมาก่อน จงตกหลุมรักชีวิต ไม่ว่ารักชิวิตเท่าไร ขอให้แสดงความรู้สึกเป็นสองเท่า เพิ่มพูนให้เป็นสิบเท่า หรือทวีให้เป็นร้อยเท่า พันเท่าและล้านเท่า เพราะนั่นคือ ระดับแห่งความรักที่คุณสามารถแสดงความรู้สึกนี้ได้..ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีเพดานให้กับความรักที่คุณรู้สึกได้และทั้งหมดอยู่ภายในตัวคุณ คุณสร้างขึ้นด้วยความรัก เป็นธรรมชาติและเป็นแก่นแท้อันยิ่งใหญ่ของคุณ ของชีวิต และของจักรวาล และคุณรักได้มากยิ่งกว่าที่เคยรักมาก่อน และมากล้นกว่าที่เคยนึกจินตนาการได้

&#160;
เมื่อคุณตกหลุมรักชีวิต ข้อจำกัดทั้งสิ้นก็จะหมดไป คุณได้ทายขีดจำกัดทางด้านการเงิน สุขภาพ ความสุข และข้อจำกัดของความรื่นรมย์ในความสัมพันธ์ของคุณ เมื่อคุณตกหลุมรักชีวิต คุณจะไม่มีแรงต้านทานและสิ่งใดก็ตามที่คุณรักจะปรากฏในชีวิตคุณเกือบจะทันทีทันใด ตัวตนของคุณจะเป็นที่ประจักษ์เมื่อคุณก้าวเข้าไปในห้องใด โอกาสจะวิ่งเข้าสู่ชีวิตคุณ และเพียงสัมผัสอันเบาบางของคุณก็จะทำให้ด้านลบ มลายหายไป.. คุณจะรู้สึกดีขึ้นกว่าที่คิดว่าจะรู้สึกได้ คุณจะมีชีวิตชีวาและมีความตื่นเต้นอย่างไม่มีขีดจำกัด มีความสนุกสนานอย่างไม่หยุดยั้งในชีวิต คุณจะรู้สึกเบาสบายดั่งขนนก เหมือนกำลังลอยอยู่ในอากาศ และทุกสิ่งที่คุณรักก็ดูจะมาวางอยู่แทบเท้า จงตกหลุมรักในชีวิต ปล่อยพลังที่อยุ่ในตัวคุณแล้วคุณก็จะไร้ขีดจำกัดและไม่มีวันแพ้พ่าย
ถ้าเช่นนั้น คุณตกหลุมรักชีวิจอย่างไรหรือ ก็เช่นเดียวกับที่คุณตกหลุมรักใครสักคน นั่นคือ คุณรัก “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ที่เกี่ยวกับใครคนนั้น คุณตกหลุมรักใครบางคนโดยมองเห็นแต่เพียงรัก ได้ยินแต่เพียงรัก พูดแต่เพียงรักแล้วโดย “ความรู้สึก” รักด้วยหัวใจทั้งดวง และนั่นแหละ คือวิธีที่คุณใช้พลังอันสูงสุดแห่งความรักตกหลุมรักชีวิต
ไม่ว่าคุรจะทำอะไร ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในช่วงวันของคุณ จงมองหาสรพสิ่งที่คุณรัก คุณอาจมองหาเทคโนโลยีและประดิษฐกรรมที่คุณรัก มองหาอาคารที่คุณรัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<h1 style="text-align: center;"><a href="http://www.livetogether.org/goto/link/3535/1" rel="nofollow" ><img class="aligncenter size-full wp-image-3536" title="headline59519" src="http://www.livetogether.org/wp-content/uploads/2012/04/headline59519.gif" alt="" width="380" height="308" /></a><span style="color: #ff0000;"><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with กุญแจแห่งความรัก">กุญแจแห่งความรัก</a></span></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>กุญแจสู่พลังคือหนทางที่ทรงงพลังที่สุดในการใช้ประโยชน์จากพลังแห่งความรักรับชีวิตแบบที่คุณตั้งใจจะมี เป็นวิธีทีง่ายและธรรมดาจนเด็กคนไหนก็ทำตามได้ กุญแจแต่ละดอกจะไขพลังอันยิ่งใหญ่ภายในตัวคุณ</p>
<p>เพื่อจะใช้ความรักเป็นพลังอันสูงสุดในชีวิต คุณต้องรักแบบที่ไม่เคยรักมาก่อน จงตกหลุมรักชีวิต ไม่ว่ารักชิวิตเท่าไร ขอให้แสดงความรู้สึกเป็นสองเท่า เพิ่มพูนให้เป็นสิบเท่า หรือทวีให้เป็นร้อยเท่า พันเท่าและล้านเท่า เพราะนั่นคือ ระดับแห่งความรักที่คุณสามารถแสดงความรู้สึกนี้ได้..ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีเพดานให้กับความรักที่คุณรู้สึกได้และทั้งหมดอยู่ภายในตัวคุณ คุณสร้างขึ้นด้วยความรัก เป็นธรรมชาติและเป็นแก่นแท้อันยิ่งใหญ่ของคุณ ของชีวิต และของจักรวาล และคุณรักได้มากยิ่งกว่าที่เคยรักมาก่อน และมากล้นกว่าที่เคยนึกจินตนาการได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><a href="http://www.livetogether.org/goto/link/3535/2" rel="nofollow" ><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-3537" title="104439" src="http://www.livetogether.org/wp-content/uploads/2012/04/104439-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อคุณตกหลุมรักชีวิต ข้อจำกัดทั้งสิ้นก็จะหมดไป คุณได้ทายขีดจำกัดทางด้านการเงิน <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สุขภาพ">สุขภาพ</a> <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ความสุข">ความสุข</a> และข้อจำกัดของความรื่นรมย์ในความสัมพันธ์ของคุณ เมื่อคุณตกหลุมรักชีวิต คุณจะไม่มีแรงต้านทานและสิ่งใดก็ตามที่คุณรักจะปรากฏในชีวิตคุณเกือบจะทันทีทันใด ตัวตนของคุณจะเป็นที่ประจักษ์เมื่อคุณก้าวเข้าไปในห้องใด โอกาสจะวิ่งเข้าสู่ชีวิตคุณ และเพียงสัมผัสอันเบาบางของคุณก็จะทำให้ด้านลบ มลายหายไป.. คุณจะรู้สึกดีขึ้นกว่าที่คิดว่าจะรู้สึกได้ คุณจะมีชีวิตชีวาและมีความตื่นเต้นอย่างไม่มีขีดจำกัด มีความสนุกสนานอย่างไม่หยุดยั้งในชีวิต คุณจะรู้สึกเบาสบายดั่งขนนก เหมือนกำลังลอยอยู่ในอากาศ และทุกสิ่งที่คุณรักก็ดูจะมาวางอยู่แทบเท้า จงตกหลุมรักในชีวิต ปล่อยพลังที่อยุ่ในตัวคุณแล้วคุณก็จะไร้ขีดจำกัดและไม่มีวันแพ้พ่าย</p>
<p>ถ้าเช่นนั้น คุณตกหลุมรักชีวิจอย่างไรหรือ ก็เช่นเดียวกับที่คุณตกหลุมรักใครสักคน นั่นคือ คุณรัก “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ที่เกี่ยวกับใครคนนั้น คุณตกหลุมรักใครบางคนโดยมองเห็นแต่เพียงรัก ได้ยินแต่เพียงรัก พูดแต่เพียงรักแล้วโดย “ความรู้สึก”<strong> รักด้วยหัวใจทั้งดวง</strong> และนั่นแหละ คือวิธีที่คุณใช้พลังอันสูงสุดแห่งความรักตกหลุมรักชีวิต</p>
<p>ไม่ว่าคุรจะทำอะไร ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในช่วงวันของคุณ จงมองหาสรพสิ่งที่คุณรัก คุณอาจมองหาเทคโนโลยีและประดิษฐกรรมที่คุณรัก มองหาอาคารที่คุณรัก รถและถนนที่คุณรัก ร้านกาแฟ ร้านอาหารที่คุณรัก จงเดินไปตามถนนหรือเดินเข้าไปในร้านค้าสักแห่งด้วยเจตนาที่จะหาสิ่งต่างๆเท่าที่คุณจะรักได้ มองหาสิ่งที่คุณรักในตัวคนอื่น มองหาทุกๆสิ่งที่คุณรักในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น นก ต้นไม้ ดอกไม้ น้ำหอม และสีสันแห่งธรรมชาติ จงมองหาสิ่งที่คุณรัก ฟังสิ่งที่คุณรัก พูดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรัก</p>
<p>จงคิดถึงสิ่งที่คุณรัก คุยถึงสิ่งที่คุณรัก ทำในสิ่งที่คุณรัก เพราะเวลาที่คุณกำลังทำสิ่งเหล่านั้น คุณกำลัง “รู้สึก” รัก</p>
<p><span id="more-3535"></span></p>
<p>คุยถึงสิ่งที่คุณรักเรื่องบ้าน ครอบครัว คู่ครอง และลูกๆคุยถึงสิ่งที่คุณรักเรื่องเพื่อนๆ บอกพวกเขาว่าคุณรักอะไรในตัวเขา คุยถึงสิ่งที่คุณสัมผัส ได้กลิ่น และได้ลิ้มรสที่คุณรัก</p>
<p>บอกกฏแห่งการดึงดูดถึงสิ่งที่คุณรักทุกๆวัน โดยเอ่ยถึงและรู้สึกแต่สิ่งที่คุณรัก จงคิดว่าคุณจะให้ความรักได้มากแค่ไหนในหนึ่งวันด้วยการรู้สึกถึงสิ่งที่คุณรัก เวลาเดินไปตามถนน มองหาสิ่งที่คุณรักจากคนอื่นๆ เวามองเข้าไปในร้านค้า จงมองหาสิงที่คุณรัก จงพูดว่า”ฉันรักเสื้อผ้าชุดนั้นจัง” “ฉันรักรองเท้าคู่โน้น”  “ฉันรักสีนัยย์ตาของคนคนนั้น”  “ฉันรักผมของคนโน้น” “ฉันรักรอยยิ้มของคนนี้” “ฉันรักกลิ่นนั้นจัง”   “ฉันรักร้านนี้”   “ฉันรักโต๊ะ โคมไฟ โซฟา พรม เครื่องเสียง ถุงมือ หมวกพวกนั้น”   “ฉันรักต้นไม้ในฤดูฝน”    “ฉันนรักดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ”    “ฉันรักสีนั้น”    “ฉันรักเมืองนี้”</p>
<p>“ฉันรักที่ตะเห็นใครๆมีความสุข”    “ฉันรักการหัวเราะกับคนอื่นๆ”   “ฉันรักงานรื่นเริง”   “ฉันรักชีวิต” ให้มองหาสิ่งที่คุณรักในทุกหัวข้อที่จตะทำให้หัวใจคุณรื่นเริง สดใส รู้สึกถึงความรักให้ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้</p>
<p>ถ้าคุณกำลังรู้สึกแย่และอยากเปลี่ยนวิธีรู้สึก หรือ ถ้าคุณอยากยกระดับความรู้สึกให้สูงขึ้น ให้ใช้เวลาสักนาทีสองนาทีสำรวจจิตใจ ไล่เรียงรายการทุกสิ่งที่คุณรักและชื่นชมบูชา คุณอาจทำรหว่างแต่งตัวในตอนเช้า ระหว่างเดิน ขับรถ หรือท่องเที่ยวอยู่ที่ไหนก็ตาม เป็นเรื่องง่ายๆแต่ผลที่เกิดกับชีวิตนั้นเรียกว่ามหัศจรรย์</p>
<p><strong>“ทันทีที่ใครสักคนได้เข้าสู่อาณาจักรแห่งความรักเต้มตัว แม้โลกนี้จะขาดตกบกพร่องอย่างไร ก็จะกลายเป็นแดนแห่งความมั่งคั่งและงดงาม เป็นโลกที่เปิดโอกาสให้กับความรักอย่างเดียว”</strong><strong>–โซริน ออบู คีร์เคอการ์ด นักปาชญ์</strong></p>
<p>หน้าที่ของคุณคือ การรักให้มากเท่าที่จะรักได้ในแต่ละวัน ถ้าวันนี้คุณให้เพียงความรักและความชื่นชมในทุกๆสิ่งเท่าที่จะทำได้ มองหาและรู้สึกถึงสิ่งต่างๆที่คุณรัก และหกันหนีจากสิ่งทั้งหลายที่คุณไม่รัก วันพรุ่งนี้ของคุณจะเป็นวันที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกในทุกๆสิ่งที่คุณต้องการและรัก</p>
<p><strong>“ความรักคือกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่ความสุข”-โอลิเวอร์ เวนเดล โฮมส์ คณบดีวิทยาลัยแพทย์แห่งฮาร์วาร์ด</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>จากหนังสือกุญแจสู่พลัง หน้า 117-122</p>
<p>วันนี้ฉันก็ตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้และรักใครบางคนด้วยหัวใจทั้งดวง (^.^)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ที่มา โอเคเนชั่น / ภาพ Google</strong></span></p>
<p><map name='google_ad_map_3535_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3535?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3535_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3535&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fkey-of-love.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81" title="กุญแจแห่งความรัก" rel="tag">กุญแจแห่งความรัก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81" title="ความรัก" rel="tag">ความรัก</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82" title="ความสุข" rel="tag">ความสุข</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/key-of-love.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระวัง! นิสัยเช่นนี้ที่ทำให้สมองเสื่อม เกิดโรคตับ และมะเร็ง</title>
		<link>http://www.livetogether.org/disease.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/disease.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Apr 2012 04:05:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมองเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[โรคตับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3531</guid>
		<description><![CDATA[ระวัง!!!
นิสัยเช่นนี้ที่ทำให้สมองเสื่อม เกิดโรคตับ และมะเร็ง

&#160;
เป็นข้อความที่คุณอนันต์ วิริยะพินิจ FWD..จากเมล์..ซึ่งหลายท่านคงได้อ่านแล้วแต่ต้องการเก็บบันทึกไว้เป็นข้อมูลการศึกษาเรื่องสุขภาพที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ ต้องการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นานกว่าปกติ..
BRAIN DAMAGING HABITS
อุปนิสัยคนเราที่ทำลายการทำงานของสมอง
1. No Breakfast
ไม่กินอาหารเช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
มีผลต่อการทำงานของสมอง
People who do not take breakfast are going to have a lower blood sugar
level. This leads to an insufficient supply of nutrients to the brain
causing brain degeneration.
2 . Overeating
การกินอาหารมากเกินไปทำให้หลอดเลือดในสมองหนามีไขมันเกาะ   การทำงานสมองช้าลง
It causes hardening of the brain arteries, leading to a decrease in
mental power.
3. Smoking
การสูบบุหรี่ทำให้สมองฝ่อ เกิดโรคอัลไซเมอร์ตามมมา
It [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">ระวัง!!!</span></h1>
<h2 style="text-align: center;">นิสัยเช่นนี้ที่ทำให้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สมองเสื่อม">สมองเสื่อม</a> เกิดโรคตับ และมะเร็ง</h2>
<p><a href="http://www.livetogether.org/goto/link/3531/1" rel="nofollow" ><img class="aligncenter size-medium wp-image-3533" title="helth_pic5" src="http://www.livetogether.org/wp-content/uploads/2012/04/helth_pic51-300x260.jpg" alt="" width="300" height="260" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เป็นข้อความที่คุณอนันต์ วิริยะพินิจ FWD..จากเมล์..ซึ่งหลายท่านคงได้อ่านแล้วแต่ต้องการเก็บบันทึกไว้เป็นข้อมูลการศึกษาเรื่องสุขภาพที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ ต้องการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นานกว่าปกติ..</p>
<p><strong>BRAIN DAMAGING HABITS</strong></p>
<p>อุปนิสัยคนเราที่ทำลายการทำงานของสมอง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>1. No Breakfast</strong></span></p>
<p>ไม่กินอาหารเช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ<br />
มีผลต่อการทำงานของสมอง</p>
<p>People who do not take breakfast are going to have a lower blood sugar<br />
level. This leads to an insufficient supply of nutrients to the brain<br />
causing brain degeneration.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>2 . Overeating</strong></span></p>
<p>การกินอาหารมากเกินไปทำให้หลอดเลือดในสมองหนามีไขมันเกาะ   การทำงานสมองช้าลง</p>
<p>It causes hardening of the brain arteries, leading to a decrease in<br />
mental power.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>3. Smoking</strong></span></p>
<p>การสูบบุหรี่ทำให้สมองฝ่อ เกิดโรคอัลไซเมอร์ตามมมา</p>
<p>It causes multiple brain shrinkage and may lead to Alzheimer disease.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>4. High Sugar consumption</strong></span></p>
<p>การกินหวานมาก   น้ำตาลจะไปขัดขวางการดูดซึมของโปรตีนและสารอาหาร<br />
ทำให้ขาดอาหาร ขัดขวางพัฒนาการของสมอง</p>
<p>Too much sugar will interrupt the absorption of proteins and nutrients<br />
causing malnutrition and may interfere with brain development.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>5. Air Pollution</strong></span></p>
<p>อากาศเป็นพิษ   สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนมากที่สุดในร่างกาย<br />
อากาศเสียส่งผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง</p>
<p>The brain is the largest oxygen consumer in our body. Inhaling<br />
polluted air decreases the supply of oxygen to the brain, bringing<br />
about a decrease in brain efficiency.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>6 . Sleep Deprivation</strong></span></p>
<p>การอดนอนทำให้เซลล์สมองไม่สร้างเซลล์ใหม่ทดแทน   เซลล์สมองที่ตายแล้วสะสมปริมาณมากเป็นอันตรายในระยะยาว</p>
<p>Sleep allows our brain to rest.. Long term deprivation from sleep will<br />
accelerate the death of brain cells.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>7. Head covered while sleeping</strong></span></p>
<p>การคลุมหน้าเวลาหลับทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกสะสมอยู่<br />
ก๊าซออกซิเจนที่ต้องการมีไม่พอสมองจะค่อย ๆ ถูกทำลาย</p>
<p>Sleeping with the head covered increases the concentration of carbon<br />
dioxide and decrease concentration of oxygen that may lead to brain<br />
damaging effects.</p>
<p><span id="more-3531"></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>8. Working your brain during illness</strong></span></p>
<p>การทำงานหรืออ่านหนังสือคร่ำเคร่งเวลาป่วยไข้ไม่สบาย<br />
นอกจากลดประสิทธิภาพการใช้งานสมองแล้ว ยังทำลายสมองอีกด้วย</p>
<p>Working hard or studying with sickness may lead to a decrease in<br />
effectiveness of the brain as well as damage the brain.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>9. Lacking in stimulating thoughts</strong></span></p>
<p>การไม่ใช้สมองเหมือนไม่ออกกำลังกายให้มัน มีผลทำให้สมองฝ่อ<br />
การใช้ความคิดเป็นการฝึกความจำที่ดี (คนอายุมากควรฝึกบ่อย ๆ)</p>
<p>Thinking is the best way to train our brain, lacking in brain<br />
stimulation thoughts may cause brain shrinkage.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>10. Talking Rarely</strong></span></p>
<p>คนไม่ค่อยพูดกับใครมักมีปัญหา   เพราะการพูดคุยช่วยให้สมองทำงานและพัฒนา</p>
<p>( การคุยแบบสร้างสรรค์   ไม่ใช่ชวนทะเลาะ)</p>
<p>Intellectual conversations will promote the efficiency of the brain</p>
<p>The main causes of liver damage are:</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>สาเหตุการทำลายตับ</strong></span></p>
<p>1. Sleeping too late and waking up too late are main cause.</p>
<p>การนอนดึกและตื่นสาย ทำให้ตับทำงานผิดเวลา</p>
<p>2. Not urinating in the morning.</p>
<p>ไม่ฉี่ในตอนเช้า หรือตื่นนอน<br />
น้ำปัสสาวะเลยไปขังเหม็นในตับ ตับไม่สดชื่น</p>
<p>3 . Too much eating.</p>
<p>กินมากไปทำให้ตับทำงานเกินกำลังในการกรองสารอาหารทั้งแอลกอฮอล์ น้ำหวาน   ไขมัน ฯลฯ</p>
<p>4. Skipping breakfast.</p>
<p>การงดกินอาหารเช้า แต่น้ำย่อยกับตับยังต้องทำงาน</p>
<p>5. Consuming too much medication.</p>
<p>การกินยาหลายขนาน มาก ๆ บ่อย ๆ   และประจำ สารจากยาสังเคราะห์สมัยใหม่จะไปสะสมที่ตับ<br />
ช่วยให้ตับเสียเร็วในระยะยาว</p>
<p>6. Consuming too much preservatives, additives, food coloring, and<br />
artificial sweetener.</p>
<p>การกินอาหารที่ใช้สารกันบูด สารเพิ่มรสชาติ   สารใส่สี น้ำตาลเทียม<br />
ล้วนเป็นสิ่งที่ไปสะสมทำลายตับในระยะยาว</p>
<p>7. Consuming unhealthy cooking oil.</p>
<p>การกินน้ำมันปรุงอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น น้ำมันทอดซ้ำมาก ๆ<br />
เวลาเหนื่อยมาก ๆ ไม่ควรกินอาหารทอด</p>
<p>As much as possible reduce cooking oil use when frying, which includes<br />
even the best cooking oils like olive oil. Do not consume fried foods<br />
when you are tired, except if the body is very fit.</p>
<p>8. Consuming raw (overly done) foods also add to the burden of liver.</p>
<p>การกินของดิบยิ่งทำลายตับ ควรปรุงสุกก่อนทุกครั้งและอาหารทอดควรกินให้หมด<br />
ไม่ควรเก็บไว้กินภายหลังเพราะน้ำมันที่ทอดในอาหารจะแปรสภาพอิ่มตัว</p>
<p>Veggies should be eaten raw or cooked 3-5 parts. Fried veggies should<br />
be finished in one sitting, do not store.</p>
<p>We should prevent this without necessarily spending more. We just have<br />
to adopt a good daily lifestyle and eating habits. Maintaining good<br />
eating habits and time condition are very important for our bodies to<br />
absorb and get rid of unnecessary chemicals according to &#8216;schedule.&#8217;</p>
<p>The top five cancer-causing foods are:</p>
<p>อาหารชั้นเลิศที่มะเร็งถามหา</p>
<p>1. Hot Dogs</p>
<p>ฮ็อตดอก เด็กไม่ควรกินเกิน 12 ชิ้นต่อเดือนเพราะใส่สารโซเดียมไนเตรตมาก<br />
คนที่ชอบกินควรเลือกสูตรที่ไม่ผสมโซเดียมไนเตรต</p>
<p>Because they are high in nitrates, the Cancer Prevention Coalition<br />
advises that children eat no more than 12 hot dogs a month. If you<br />
can&#8217;t live without hot dogs, buy those made without sodium nitrate.</p>
<p>2. Processed meats and Bacon</p>
<p>เนื้อต่าง ๆ ที่ผ่านกระบวนการแปรรูป   และหมูเบคอนใส่สารโซเดียมไนเตรตมาก</p>
<p>มีผลต่อการเกิดโรคหัวใจ   ตัวเบคอนเองก็มีไขมันอิ่มตัวที่เร่งการเติบโตของมะเร็ง</p>
<p>Also high in the same sodium nitrates found in hot dogs, bacon, and<br />
other processed meats raise the risk of heart disease. The saturated<br />
fat in bacon also contributes to cancer.</p>
<p>3. Doughnuts</p>
<p>โดนัทเป็นของชอบที่สุดของมะเร็ง<br />
เพราะมีสารและการปรุงที่ถูกวิธี คือแป้ง น้ำตาลและน้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรเจนแล้ว<br />
ทอดในอุณหภูมิที่สูงเพราะฉะนั้นคนที่มะเร็งถามหา หรือยังไม่หา ต้องระวังเป็นพิเศษ</p>
<p>Doughnuts are cancer-causing double trouble. First, they are made with<br />
white flour, sugar, and hydrogenated oils, then fried at high<br />
temperatures. Doughnuts, says Adams , may be the worst food you can<br />
possibly eat to raise your risk of cancer.</p>
<p>4. French fries</p>
<p>มันฝรั่งทอดมีคุณสมบัติดีเด่นเหมือนกับโดนัท<br />
ที่ต้องทอดในอุณหภูมิสูงเช่นกัน แต่เด่นกว่าในการผลิตสารอะครีลอาไมล์                           ที่เป็นตัวกระตุ้นมะเร็ง   เป็นสุดยอดอาหารมะเร็งถามหา</p>
<p>Like doughnuts, French fries are made with hydrogenated oils and then<br />
fried at high temperatures. They also contain cancer- causing acryl<br />
amides which occur during the frying process. They should be called<br />
cancer fries, not French fries, said Adams .</p>
<p>5. Chips, crackers, and cookies</p>
<p>มันฝรั่งทอดแบบแผ่น ขนมปังแครกเกอร์<br />
และขนมคุกกี้ ทำจากแป้งและน้ำตาล (เหมือนโดนัท)<br />
ของต้องห้ามสำหรับคนเกิดปี<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with มะเร็ง">มะเร็ง</a></p>
<p>All are usually made with white flour and sugar. Even the ones whose<br />
labels claim to be free of trans-fats generally contain small amounts<br />
of trans-fats.</p>
<p>ท่านคมสรณ์-พระธรรมทูตอินเดีย</p>
<p>๑๕ เมษายน ๒๕๕๕</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ที่มา โอเคเนชั่น / ภาพ Google</strong></span></p>
<p><map name='google_ad_map_3531_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3531?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3531_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3531&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fdisease.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87" title="มะเร็ง" rel="tag">มะเร็ง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1" title="สมองเสื่อม" rel="tag">สมองเสื่อม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a" title="โรคตับ" rel="tag">โรคตับ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/disease.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุดยอดอาหารดีท็อกซ์เพื่อสุขภาพ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/detox-food.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/detox-food.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Apr 2012 03:55:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Detox]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารดีทอกซ์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเพื่อสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3527</guid>
		<description><![CDATA[
สุดยอดอาหารดีท็อกซ์เพื่อสุขภาพ
หากวันๆหนึ่งคุณต้องรับประทานอาหารหนักๆ ทำให้เกิดปัญหาในการย่อย ระบบการขับถ่ายอาจจะเกิดปัญหาสุขภาพได้
ดังนั้น 1 สัปดาห์เราควรจะหาเวลารับประทานอาหารดีท็อกซ์เพื่อขับล้างพิษให้ร่างกาย

สุดยอดอาหารดีท็อกซ์เพื่อสุขภาพ
อาหารเพื่อสุขภาพที่เราอยากแนะนำให้คุณผู้หญิงรับประทานและแนะนำต่อบอกทุกๆคนในครอบครัว เพราะอยากให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผิวพรรณสดใส อาหาร10ชนิดเหล่านี้จะช่วยล้างสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรทานให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วนบริโภค (1 ส่วนบริโภค = 1 ถ้วยตวง หรือ 240 มิลลิลิตร)


หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)


นำไปนึ่งหรือต้มสักครู่จนนิ่ม ราดด้วยน้ำมันมะกอกเล็กน้อย บีบน้ำมะนาวลงไป ก็จะได้อาหารเรียกน้ำย่อยหรือเครื่องเคียงที่อุดมด้วยกรดอะมิโนที่เรียกว่า แอสพาราจีน (asparagine) รวมถึงโพแทสเซียมที่ช่วยขับปัสสาวะและทำความสะอาดอวัยวะภายใน ช่วยไตขับสารพิษ และการบวมน้ำ ผู้หญิงที่กำลังจะมีประจำเดือน


บีทรูท (Beetroot)


น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมอย่างหนึ่ง เป็นที่รู้จักว่าช่วยล้างสารพิษในเลือด บีทรูทมีสารเบทาไซอานิน (betacyanin) ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส คุณผู้หญิงหลายๆคนคงชอบ และช่วยกระตุ้นการทำงานของกระบวนการล้างสารพิษในตับ  นำไปอบกับน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ราดด้วยน้ำส้มสายชูบัลเซมิกเล็กน้อยจะช่วยให้รสชาติดี แต่ถ้าต้องการให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรกินดิบ ๆ โดยนำไปขูดฝอยกินเป็นสลัดทำใจลำบากแต่เพื่อสุขภาพและผิวพรรณที่ดีสาวๆควรจะหารับประทานบ้างนะคะ




เบอร์รี่ (Berry)


ผลไม้ตระกูล บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ และแบล็กเบอร์รี่ เป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิงทั้งหลาย นอกจากจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว อร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์ต่อสู้กับสารพิษ โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่ช่วยให้หลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงแข็งแรง จึงทำให้ออกซิเจนและสารอาหารจำเป็นเข้าสู่ร่างกายได้ในปริมาณมาก ช่วยให้ผิวพรรณสดใส อ่อนกว่าวัยได้อีกหลายๆปีเลยค่ะลองนำไปทำเป็นสมูธตี้หรือสลัดผลไม้


บร็อกโคลี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.livetogether.org/goto/link/3527/1" rel="nofollow" ><img class="aligncenter size-medium wp-image-3528" title="detox" src="http://www.livetogether.org/wp-content/uploads/2012/04/detox-300x168.jpg" alt="" width="300" height="168" /></a></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">สุดยอดอาหารดีท็อกซ์เพื่อสุขภาพ</span></h2>
<p>หากวันๆหนึ่งคุณต้องรับประทานอาหารหนักๆ ทำให้เกิดปัญหาในการย่อย ระบบการขับถ่ายอาจจะเกิดปัญหาสุขภาพได้</p>
<div>ดังนั้น 1 สัปดาห์เราควรจะหาเวลารับประทานอาหารดีท็อกซ์เพื่อขับล้างพิษให้ร่างกาย</div>
<div></div>
<div><span><strong><span style="text-decoration: underline;">สุดยอดอาหารดีท็อกซ์เพื่อสุขภาพ</span></strong></span></div>
<div><span>อาหารเพื่อสุขภาพที่เราอยากแนะนำให้คุณผู้หญิงรับประทานและแนะนำต่อบอกทุกๆคนในครอบครัว เพราะอยากให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผิวพรรณสดใส อาหาร10ชนิดเหล่านี้จะช่วยล้างสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรทานให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วนบริโภค (1 ส่วนบริโภค = 1 ถ้วยตวง หรือ 240 มิลลิลิตร)</span></div>
<div>
<ul>
<li><span><strong>หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>นำไปนึ่งหรือต้มสักครู่จนนิ่ม ราดด้วยน้ำมันมะกอกเล็กน้อย บีบน้ำมะนาวลงไป ก็จะได้อาหารเรียกน้ำย่อยหรือเครื่องเคียงที่อุดมด้วยกรดอะมิโนที่เรียกว่า แอสพาราจีน (asparagine) รวมถึงโพแทสเซียมที่ช่วยขับปัสสาวะและทำความสะอาดอวัยวะภายใน ช่วยไตขับสารพิษ และการบวมน้ำ ผู้หญิงที่กำลังจะมีประจำเดือน</span></div>
<div>
<ul>
<li><span><strong>บีทรูท (Beetroot)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมอย่างหนึ่ง เป็นที่รู้จักว่าช่วยล้างสารพิษในเลือด บีทรูทมีสารเบทาไซอานิน (betacyanin) ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส คุณผู้หญิงหลายๆคนคงชอบ และช่วยกระตุ้นการทำงานของกระบวนการล้างสารพิษในตับ  นำไปอบกับน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ราดด้วยน้ำส้มสายชูบัลเซมิกเล็กน้อยจะช่วยให้รสชาติดี แต่ถ้าต้องการให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรกินดิบ ๆ โดยนำไปขูดฝอยกินเป็นสลัดทำใจลำบากแต่เพื่อสุขภาพและผิวพรรณที่ดีสาวๆควรจะหารับประทานบ้างนะคะ</span></div>
<div><span><span id="more-3527"></span><br />
</span></div>
<div>
<ul>
<li><span style="font-size: x-small;"><strong>เบอร์รี่ (Berry)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>ผลไม้ตระกูล บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ และแบล็กเบอร์รี่ เป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิงทั้งหลาย นอกจากจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว อร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์ต่อสู้กับสารพิษ โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่ช่วยให้หลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงแข็งแรง จึงทำให้ออกซิเจนและสารอาหารจำเป็นเข้าสู่ร่างกายได้ในปริมาณมาก ช่วยให้ผิวพรรณสดใส อ่อนกว่าวัยได้อีกหลายๆปีเลยค่ะลองนำไปทำเป็นสมูธตี้หรือสลัดผลไม้</span></div>
<div>
<ul>
<li><span style="font-size: x-small;"><strong>บร็อกโคลี (Broccoli)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>ผักที่มีสรรพคุณต่อต้านมะเร็ง เนื่องจากมีวิตามินซีสูง  บร็อกโคลียังอุดมด้วยสารกลูโคซิโนเลต (glucosinolates) เช่นเดียวกับสารชัลโฟราเฟน (sulforaphane) ซึ่งจะช่วยตับขับสารพิษ  รับประทานดิบ ๆ โดยนำดอกบร็อกโคลีจิ้มกับซัลซ่า หรือฮุมมุส (hummus &#8211; ทำจากถั่วชิกพีผสมงาและกระเทียมราดด้วยน้ำมันมะกอก) จะนำไปผัด หรือนึ่งเสิร์ฟกับปลาย่าง สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพที่อยากให้ทุกคนๆทานค่ะ</span></div>
<div>
<ul>
<li><span><strong>กะหล่ำปลี (Cabbage)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>ผักกะหล่ำปลีแดง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หรือผักกวางตุ้งไต้หวัน (bok choy) เป็นอาหารดีท็อกซ์ชั้นยอด  ทำเป็นสลัด หรือนำไปผัด หรือนำไปต้มและผัดเร็ว ๆ ด้วยไฟแรงในน้ำมันมะกอก หาทานได้ง่าย ที่สำคัญควรล้างให้สะอาดก่อนปรุงอาหารเพื่อสุขลักษณะอนามัยที่ดีต่อสุขภาพด้วยนะคะ</span></div>
<div>
<ul>
<li><span><strong>มะนาว (Lemons)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>สีเหลืองของมะนาวมาจากการที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์ อยู่สูง  จึงช่วยการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการล้างสารพิษ  บีบมะนาวลงในน้ำร้อน ดื่มเป็นอย่างแรกหลังตื่นนอนตอนเช้า  หรือนำไปคั้นผสมกับส้มและเกรฟฟรุต ดื่มเพิ่มความสดชื่น ช่วยกระตุ้นรับบการขับถ่าย เวิตามินซีสูงช่วยให้ผิวพรรณของคุณผู้หญิงขาวสดใสได้ค่ะ</span></div>
<div>
<ul>
<li><span><strong>ลินสีด หรือ เมล็ดแฟล็กซ์ (Linseed or Flaxseed)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>นอกจากอุดมด้วยกรดไขมันจำเป็นแล้ว ลินสีดยังช่วยล้างลำไส้และทำให้ขับถ่ายเป็นปกติ  เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการล้างสารพิษ ให้แช่เมล็ดลินสีด 1 ช้อนโต๊ะในน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วดื่มจนหมดแก้ว  หากไม่ชอบรสชาติให้นำไปปั่นรวมกับผลเบอร์รี่ ทำเป็นสมูธตี้ หรือนำเมล็ดไปบด แล้วโรยบนผลไม้หรือสลัด</span></div>
<div>
<ul>
<li><span><strong>พริก (Chilli)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>ผู้หญิงที่ชอบอาหารรสจัด คงขาดอาหารที่มีสีสดใส เช่น พริกและมะเขือเทศ ไม่ได้นะ เพราะนอกจากจะเพิ่มรสชาติและสีสันให้อาหารน่าทาน ยังอุดมด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์ในการล้างสารพิษช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ทำให้เซลล์เสื่อม เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค  สารประกอบแคปไซซิน (capsaicin) ในพริกทำให้โลหิตไหลเวียนดี และช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร  เมนูดีท็อกซ์ของคุณควรประกอบไปด้วยอาหารสีสันสดใสหลากหลายชนิด เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับแอนตี้ออกซิแดนท์ที่หลากหลาย </span></div>
<div>
<ul>
<li><span><strong>มะละกอ และ สับปะรด (Papaya and Pineapple)</strong></span></li>
</ul>
</div>
<div><span>มะละกอ มีสารปาเปน (Papain) ส่วนสับปะรดอุดมไปด้วยบรอมีเลน (Bromelain) สารทั้งสองชนิดนี้เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยโปรตีน ในกรณีเรากินเนื้อสัตว์ไปมาก และกระตุ้นให้ร่างกายขับของเสียผ่านทางอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดของเสีย  สับปะรดมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะอ่อน ๆ ซึ่งสารพิษจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ  นำผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มาหั่นเป็นชิ้น ๆ กินเป็นอาหารเช้าหรือของหวาน หรือนำไปบดกับผักชี กระเทียมสับ พริกแดง ต้นหอม แตงกวา และมะเขือเทศ ตามด้วยน้ำมะนาว ทำเป็นซัลซารสชาติอร่อยกินคู่กับปลานึ่ง</span></div>
<div></div>
<div><span>ที่มา โอเคเนชั่น / ภาพ Google</span></div>
<p><map name='google_ad_map_3527_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3527?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3527_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3527&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fdetox-food.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/detox" title="Detox" rel="tag">Detox</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c" title="อาหารดีทอกซ์" rel="tag">อาหารดีทอกซ์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e" title="อาหารเพื่อสุขภาพ" rel="tag">อาหารเพื่อสุขภาพ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/detox-food.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การจัดห้องนอนเพื่อสุขภาพ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/bedroom.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/bedroom.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Apr 2012 03:47:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หวัดเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องนอน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3523</guid>
		<description><![CDATA[

การจัดห้องนอน
เพื่อสุขภาพ
&#160;
&#160;
&#160;
&#160;
&#160;
 ผู้ที่เป็นหวัดบ่อย ๆ นั้น บางครั้งมาจากสาเหตุของการแพ้สารที่ปะปนอยู่ในอากาศ ทำให้มีอาการคล้ายหวัดเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรคหวัดจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ ซึ่งโรคนี้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจนติดอันดับโรคยอดนิยมเลยทีเดียว
 วงการแพทย์ในประเทศไทยปัจจุบัน จึงได้ให้ความสนใจกับการจัดแต่งบ้านและห้องนอนมากขึ้น เนื่องจากเป็นส่วนที่เราสัมผัสอยู่เป็นประจำ ซึ่งแพทย์ได้แนะนำว่าห้องนอนควรจะจัดแต่งด้วยเครื่องประดับที่กอปรด้วยสารก่อภูมิแพ้ให้น้อยที่สุด และพยายามรักษาจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ สารที่ก่อภูมิแพ้ในบ้านเรา ได้แก่ ฝุ่นละอองและ ตัวไรที่ติดมากับฝุ่นในบ้าน ขนสัตว์ และเชื้อเรา 
 ดังนั้น ห้องนอน นอกจากจะแลดูสวยงามสดชื่นตามสไตล์ที่ชอบแล้ว ยังต้องพิถีพิถันในการเลือกสรรวัสดุและเครื่องเรือนสำหรับการตกแต่งอีกด้วย
 เตียงนอนและเครื่องนอน ควรเลือกเตียงนอนแบบไม่มีขาเตียง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าไปขังใต้เตียง และที่นอนก็ควรเลือกวัสดุที่ไม่เป็นฝุ่นฟุ้ง ได้แก่ ที่นอนทำด้วย ฟองน้ำ ยาง หรือที่นอนสปริง โดยมีผ้าหุ้มมิดชิด ส่วนผ้าปูที่นอนควรทำด้วยผ้าฝ้าย เพื่อหลีกเลี่ยงสารที่ก่อเกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง และควรเปลี่ยนผ้าปูอย่างน้อยสัปดาห์ ละ 2 ครั้ง ส่วนหมอนนั้น ถ้าทำด้วยใยสังเคราะห์ก็จะเป็นการดีทีเดียว เนื่องจากนำมาซักทำความสะอาดได้ ส่วนของผ้าห่มก็เช่นกันควรจะเลือกที่เป็นใยสังเคราะห์ 
 เครื่องประดับห้อง ควรมีน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นที่เก็บกักฝุ่นและตัวไร เช่น ตุ๊กตาขนฟู หมอนประดับที่ไม่จำเป็น ส่วนเก็บหนังสือและส่วนแต่งตัว ควรแยกเป็นสัดส่วน เสื้อผ้าเก็บไว้ในตู้ให้เรียบร้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.livetogether.org/goto/link/3523/1" rel="nofollow" ><img class="alignleft size-medium wp-image-3524" title="decorating-ideas-bedroom12" src="http://www.livetogether.org/wp-content/uploads/2012/04/decorating-ideas-bedroom12-300x215.jpg" alt="" width="300" height="215" /></a></p>
<h2 style="text-align: right;"></h2>
<h2 style="text-align: right;"><strong>การจัดห้องนอน</strong></h2>
<h2 style="text-align: right;"><strong>เพื่อสุขภาพ</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Arial;"> ผู้ที่เป็นหวัดบ่อย ๆ นั้น บางครั้งมาจากสาเหตุของการแพ้สารที่ปะปนอยู่ในอากาศ ทำให้มีอาการคล้ายหวัดเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรคหวัดจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ ซึ่งโรคนี้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจนติดอันดับโรคยอดนิยมเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> วงการแพทย์ในประเทศไทยปัจจุบัน จึงได้ให้ความสนใจกับการจัดแต่งบ้านและห้องนอนมากขึ้น เนื่องจากเป็นส่วนที่เราสัมผัสอยู่เป็นประจำ ซึ่งแพทย์ได้แนะนำว่าห้องนอนควรจะจัดแต่งด้วยเครื่องประดับที่กอปรด้วยสารก่อภูมิแพ้ให้น้อยที่สุด และพยายามรักษาจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ สารที่ก่อภูมิแพ้ในบ้านเรา ได้แก่ ฝุ่นละอองและ ตัวไรที่ติดมากับฝุ่นในบ้าน ขนสัตว์ และเชื้อเรา </span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> ดังนั้น <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ห้องนอน">ห้องนอน</a> นอกจากจะแลดูสวยงามสดชื่นตามสไตล์ที่ชอบแล้ว ยังต้องพิถีพิถันในการเลือกสรรวัสดุและเครื่องเรือนสำหรับการตกแต่งอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> <span style="color: #0000ff;">เตียงนอนและเครื่องนอน</span> ควรเลือกเตียงนอนแบบไม่มีขาเตียง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าไปขังใต้เตียง และที่นอนก็ควรเลือกวัสดุที่ไม่เป็นฝุ่นฟุ้ง ได้แก่ ที่นอนทำด้วย ฟองน้ำ ยาง หรือที่นอนสปริง โดยมีผ้าหุ้มมิดชิด ส่วนผ้าปูที่นอนควรทำด้วยผ้าฝ้าย เพื่อหลีกเลี่ยงสารที่ก่อเกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง และควรเปลี่ยนผ้าปูอย่างน้อยสัปดาห์ ละ 2 ครั้ง ส่วนหมอนนั้น ถ้าทำด้วยใยสังเคราะห์ก็จะเป็นการดีทีเดียว เนื่องจากนำมาซักทำความสะอาดได้ ส่วนของผ้าห่มก็เช่นกันควรจะเลือกที่เป็นใยสังเคราะห์ </span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> <span style="color: #0000ff;">เครื่องประดับห้อง</span> ควรมีน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นที่เก็บกักฝุ่นและตัวไร เช่น ตุ๊กตาขนฟู หมอนประดับที่ไม่จำเป็น ส่วนเก็บหนังสือและส่วนแต่งตัว ควรแยกเป็นสัดส่วน เสื้อผ้าเก็บไว้ในตู้ให้เรียบร้อย บริเวณที่แต่งหน้าผัดแป้งใส่น้ำหอม ควรมีฉากปรับเลื่อนกั้นออกจากส่วนนอน หรือจะออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของห้องน้ำก็ได้<br />
</span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> <span style="color: #0000ff;"> พื้นห้องนอน</span> ควรปูด้วยไวนีลหรือพื้นไม้ ไม่ควรปูพรม</span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> <span style="color: #0000ff;">ผ้าม่าน</span> เลือกผ้าที่ฝุ่นสะสมยาก และแบบที่ไม่เป็นจีบซับซ้อน หรือเลือกมู่ลี่ที่ถอดทำความสะอาดได้ง่าย </span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> <span style="color: #0000ff;">หน้าต่างและการระบายอากาศ</span> เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเราใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อความสบาย แต่ก็ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศหมุนเวียน และเปิดม่านออกให้ห้องนอนได้รับแสงแดดพอสมควร เพราะห้องนอนควรมีอากาศที่สดชื่น ปราศจากกลิ่นควันของบุหรี่ หรือควันธูป หรือน้ำหอมต่าง ๆ รวมทั้งกลิ่นอาหาร การติดเครื่องกรองอากาศ ควบคู่กับเครื่องปรับอากาศก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้แล้วแต่กรณี</span></p>
<p><span style="font-family: Arial;"> การรักษาห้องนอนให้ปลอดมลพิษ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเสริมพลานามัย ซึ่งจะต้องควบคู่กับการสร้างเสริมจิตใจที่แจ่มใส หากคุณจะเสริมแต่งผนังให้ดูสนชื่นด้วยภาพเขียนสักภาพละก็ ลงมือจัดการได้ทันทีค่ะ ก่อนจะเกิดโรคเครียดขึ้นมาอีกโรคหนึ่ง&#8230;.</span></p>
<p>ที่มา โอเคเนชั่น / ภาพจาก google</p>
<p><map name='google_ad_map_3523_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3523?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3523_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3523&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fbedroom.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89" title="ภูมิแพ้" rel="tag">ภูมิแพ้</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e" title="สุขภาพ" rel="tag">สุขภาพ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87" title="หวัดเรื้อรัง" rel="tag">หวัดเรื้อรัง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99" title="ห้องนอน" rel="tag">ห้องนอน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/bedroom.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปอกหอมทีไร น้ำตาไหลทุกที!!</title>
		<link>http://www.livetogether.org/onion.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/onion.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Apr 2012 03:48:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ปอกหอม]]></category>
		<category><![CDATA[หัวหอม]]></category>
		<category><![CDATA[แสบตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3518</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆท่านคงเคยพบกับประสบการณ์อันไม่น่าอภิรมณ์ระหว่างการปอกหอมหรือกระเทียม
นั่นก็คือการเจ็บตา แสบตา และน้ำตาไหลพรากโดยไม่ได้ตั้งใจ T-T

&#62;&#62; ทำไมเวลาปอกหอมแล้วน้ำตาจึงต้องไหล??
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า น้ำตาไหลในที่นี้ไม่นับรวมสาเหตุจากความซาบซึ้งที่โดนใช้ให้ปอกหอมนะ 
สาเหตุจริงๆที่ทำให้เกิดน้ำตาก็คือสารเคมีที่ซับซ้อนภายในเปลือกหอมนั่นเอง
พระเอกของเราก็คือสารตั้งต้นที่ชื่อว่า amino acid sulfoxide จะแอบอยู่นิ่งๆภายในเซลล์หัวหอม
จนกระทั่งทันทีที่เราปอก สับ หั่น ซอย หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เซลล์หัวหอมถูกทำร้าย
amino acid sulfoxide ก็จะเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนไปเป็น sulfenic acid โดยความช่วยเหลือของ allinase
(allinase เป็นเอนไซม์ที่อยู่ในเปลือกหอมเหมือนกัน แต่อยู่คนละส่วน จึงไม่เกิดปฏิกิริยาก่อนหน้านี้)
หลังจากนั้น sulfenic acid จะเกิดการจัดเรียงตัวใหม่อย่างรวดเร็ว โดย lachrymatory factor synthase
ได้เป็น syn-propanethial S-oxide
(I) โครงสร้างของ syn-propanethial S-oxide
พูดมาตั้งนาน แล้วมันเกี่ยวกับดวงตาของเราอย่างไรหล่ะ??
syn-propanethial S-oxide มีสถานะเป็นแก๊ส สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ดวงตาได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งจะมีฤทธิ์เป็นสารระคายเคือง(chemical irritant) ทำให้เยื่อหุ้มตาแดง มีอาการแสบตา ระคายตา
รวมถึงออกฤทธิ์รบกวนต่อมน้ำตา(lacrimal gland) ให้ผลิตน้ำตาปริมาณมากขึ้นด้วย
ดังนั้น syn-propanethial S-oxide ในหัวหอมตัวนี้ จึงได้ถูกจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ lachrymatory agent
หรือแก๊สน้ำตาที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

&#62;&#62; แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรดี
ถ้าพิจารณาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำตาไหลแล้ว วิธีการแก้ไขก็ทำได้ง่ายๆ 3 ทางด้วยกันคือ
1) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">หลายๆท่านคงเคยพบกับประสบการณ์อันไม่น่าอภิรมณ์ระหว่างการปอกหอมหรือกระเทียม<br />
นั่นก็คือการเจ็บตา <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with แสบตา">แสบตา</a> และน้ำตาไหลพรากโดยไม่ได้ตั้งใจ T-T</p>
<p><img id="il_fi" src="http://instigator.wpengine.netdna-cdn.com/wp-content/uploads/2010/06/cartoon-chef-cutting-onion.jpg" alt="" width="275" height="270" /></p>
<p>&gt;&gt; ทำไมเวลาปอกหอมแล้วน้ำตาจึงต้องไหล??<br />
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า น้ำตาไหลในที่นี้ไม่นับรวมสาเหตุจากความซาบซึ้งที่โดนใช้ให้ปอกหอมนะ <img src="http://www.vcharkarn.com/shareimages/smilies/biggrin.gif" border="0" alt="" /><br />
สาเหตุจริงๆที่ทำให้เกิดน้ำตาก็คือสารเคมีที่ซับซ้อนภายในเปลือกหอมนั่นเอง</p>
<p>พระเอกของเราก็คือสารตั้งต้นที่ชื่อว่า amino acid sulfoxide จะแอบอยู่นิ่งๆภายในเซลล์<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with หัวหอม">หัวหอม</a><br />
จนกระทั่งทันทีที่เราปอก สับ หั่น ซอย หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เซลล์หัวหอมถูกทำร้าย<br />
amino acid sulfoxide ก็จะเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนไปเป็น sulfenic acid โดยความช่วยเหลือของ allinase<br />
(allinase เป็นเอนไซม์ที่อยู่ในเปลือกหอมเหมือนกัน แต่อยู่คนละส่วน จึงไม่เกิดปฏิกิริยาก่อนหน้านี้)</p>
<p>หลังจากนั้น sulfenic acid จะเกิดการจัดเรียงตัวใหม่อย่างรวดเร็ว โดย lachrymatory factor synthase<br />
ได้เป็น syn-propanethial S-oxide</p>
<p><img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/43/Propanethial-S-oxide.png" alt="File:Propanethial-S-oxide.png" width="134" height="82" />(I) โครงสร้างของ syn-propanethial S-oxide</p>
<p>พูดมาตั้งนาน แล้วมันเกี่ยวกับดวงตาของเราอย่างไรหล่ะ??<br />
syn-propanethial S-oxide มีสถานะเป็นแก๊ส สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ดวงตาได้อย่างง่ายดาย<br />
ซึ่งจะมีฤทธิ์เป็นสารระคายเคือง(chemical irritant) ทำให้เยื่อหุ้มตาแดง มีอาการแสบตา ระคายตา<br />
รวมถึงออกฤทธิ์รบกวนต่อมน้ำตา(lacrimal gland) ให้ผลิตน้ำตาปริมาณมากขึ้นด้วย</p>
<p>ดังนั้น syn-propanethial S-oxide ในหัวหอมตัวนี้ จึงได้ถูกจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ lachrymatory agent<br />
หรือแก๊สน้ำตาที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง</p>
<p><img id="il_fi" src="http://www.mystockvectors.com/Cartoon_Onion_Grinning_Royalty_Free_Vector_Illustration_sjpg4186.jpg" alt="" width="195" height="198" /></p>
<p>&gt;&gt; แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรดี<br />
ถ้าพิจารณาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำตาไหลแล้ว วิธีการแก้ไขก็ทำได้ง่ายๆ 3 ทางด้วยกันคือ</p>
<p>1) การป้องกันไม่ให้ syn-propanethial S-oxide ฟุ้งกระจายในอากาศ<br />
โดยการปอกหัวหอมใต้น้ำ ซึ่งจะช่วยให้สารบางส่วนละลายไปกับน้ำได้บ้าง จึงเกิดการแพร่ขึ้นมาลดลง</p>
<p>2) การกำจัด syn-propanethial S-oxide<br />
วิธีนี้เป็นเคล็ดลับง่ายๆที่ใช้ได้ผลอย่างน่าแปลกใจ คือการคาบไม้ขีดระหว่างการปอกหอม<br />
โดยคาบไม้ขีด 2-3 ก้าน หันด้านที่ใช้จุดออกมาภายนอก แล้วจุดไม้ขีดให้ไฟลวกตาแทนหอม!!<br />
ล้อเล่นนน .. เพียงแค่คาบไม้ขีดไว้ sulfur ที่หัวไม้ขีด ก็จะช่วย neutralize สารจากหัวหอมได้<br />
(ในทางปฏิบัติแล้ว อาจแค่เปิดกล่องไม้ขีดวางไว้ใกล้ๆก็ได้)</p>
<p>3) การป้องกันไม่ให้ syn-propanethial S-oxide เข้าตา<br />
โดยการใส่แว่นตา หรือจะเป็นแว่นบังลมอันใหญ่ๆก็ได้ วิธีนี้อาจช่วยไม่ได้มากนัก<br />
เพราะสารก็สามารถแพร่ลอดแว่นเข้ามาได้ไม่ยากอยู่ดี (ถ้าเป็นแว่นว่ายน้ำอาจจะดีกว่าก็ได้)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม วิธีการแก้ไขทั้ง 3 วิธีนี้ ก็ช่วยได้เพียงบางส่วน<br />
ไม่อาจทำให้ปอกหอมโดยไร้น้ำตาได้ 100% เลยทีเดียว<br />
แต่ก็คิดเสียว่ายังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย</p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_3518_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3518?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3518_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3518&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fonion.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1" title="ปอกหอม" rel="tag">ปอกหอม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1" title="หัวหอม" rel="tag">หัวหอม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2" title="แสบตา" rel="tag">แสบตา</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/onion.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รองเท้าแบบไหนที่ปลอดภัยกับคุณ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/shoes.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/shoes.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Apr 2012 02:47:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[เท้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3516</guid>
		<description><![CDATA[รองเท้าแบบไหน ที่ปลอดภัยกับคุณ
อาจจะดูเป็นเรื่อจุกจิกไปสักนิดสำหรับเรื่องของรองเท้า เพราะบางคนอาจคิดว่า &#8220;จะรองเท้าอะไรก็ช่างเถอะขอให้ใส่แล้วไม่กัดก็พอ&#8221; แต่ในความจริง เท้าของคนเราก็ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว ไหนจะปัญหารองเท้ากัด โรคเกี่ยวกับเท้า ตาปลา เล็บขบ อาจส่งผลไปถึงเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้ รองเท้ายังสามารถทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บหรือพิการได้อีกด้วย
&#160;

&#160;
 ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมาใส่ใจการเลือกรองเท้า เพื่อสุขภาพเท้าของเรา

รู้จักส่วนต่าง ๆ ของรองเท้าให้ถ่องแท้
ก่อนอื่นเราควรจะมาทำความรู้จักส่วนต่าง ๆ ของรองเท้ากันก่อน เพื่อที่เราจะได้ละเอียดต่อการเลือกกรองเท้า เพราะถ้าพลาดเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็อาจจะทำให้สิ่งไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นกับเท้าก็เป็นได้
Vamp หรือ ส่วนบนบริเวณที่เป็นรูรองเท้าที่ใช้เชือกผูก ควรทำมาจากผ้าหรือหนังที่อ่อนนุ่มสักหน่อย เพราะหากแข็งเกินไป จะก่อให้เกิดตาปลาขึ้นบริเวณเท้า
Toe Box หรือ ส่วนที่หุ้มนิ้วเท้า ซึ่งอาจจะมีทั้งรูปร่างกลมหรือรูปร่างเป็นเหลี่ยมก็ได้ เมื่อใส่รองเท้าแล้วบริเวณนี้ ควรจะเหลือพื้นที่เพื่อให้นิ้วเท้าขยับได้อย่าให้อัดแน่นบีบนิ้วเท้าจนเกินไป เพราะอาจทำให้นิ้วเท้าของเราผิดรูปผิดร่าง
Heel Couter หรือ ส่วนพื้นบริเวณส้นเท้า เป็นส่วนรองรับน้ำหนักจากบริเวณส้นเท้าของเรา ควรจะบุด้วยวัสดุที่มีความอ่อนนุ่มแต่รับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพื่อที่ในเวลาก้าวเดินเท้าจะได้มีความมั่นคง ไม่ทำให้ล้มง่าย
Heel Tab หรือ ส่วนของรองเท้าที่ล้อมรอบเอ็นร้อยหวาย ควรจะบุด้วยวัสดุที่นุ่มและไม่มีตะเข็บ เพื่อป้องกันการเสียดสีผิวหนังบริเวณนั้น
Sole หรือ ส่วนพื้นรองเท้า ประกอบไปด้วย Insole พื้นด้านในที่เท้าเราสัมผัส OutSole พื้นรองเท้าด้านนอก และ Midsole แผ่นที่รองรับแรงกระแทกอยู่ระหว่างกลาง พื้นรองเท้าที่ดีควรจะอ่อนนุ่มเพื่อกันการกระแทก และไม่ควรหนาจนเกินไป
Heel หรือ ส่วนส้นเท้า เป็นส่วนที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักเวลาที่เราเดิน ควรจะเลือกส้นเท้าที่กว้างและนุ่ม ส้นรองเท้าไม่ควรเกิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="P1"><strong>รองเท้าแบบไหน ที่ปลอดภัยกับคุณ</strong></div>
<p>อาจจะดูเป็นเรื่อจุกจิกไปสักนิดสำหรับเรื่องของรองเท้า เพราะบางคนอาจคิดว่า <strong>&#8220;จะรองเท้าอะไรก็ช่างเถอะขอให้ใส่แล้วไม่กัดก็พอ&#8221;</strong> แต่ในความจริง เท้าของคนเราก็ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว ไหนจะปัญหารองเท้ากัด โรคเกี่ยวกับเท้า ตาปลา เล็บขบ อาจส่งผลไปถึงเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้ รองเท้ายังสามารถทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บหรือพิการได้อีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/1-291.jpg" alt="" width="230" height="231" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมาใส่ใจการเลือกรองเท้า เพื่อสุขภาพเท้าของเรา<br />
</strong><br />
<strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20110321220221_(2).gif" alt="" width="19" height="19" />รู้จักส่วนต่าง ๆ ของรองเท้าให้ถ่องแท้</strong><br />
ก่อนอื่นเราควรจะมาทำความรู้จักส่วนต่าง ๆ ของรองเท้ากันก่อน เพื่อที่เราจะได้ละเอียดต่อการเลือกกรองเท้า เพราะถ้าพลาดเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็อาจจะทำให้สิ่งไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นกับเท้าก็เป็นได้</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />Vamp หรือ ส่วนบนบริเวณที่เป็นรูรองเท้าที่ใช้เชือกผูก ควรทำมาจากผ้าหรือหนังที่อ่อนนุ่มสักหน่อย เพราะหากแข็งเกินไป จะก่อให้เกิดตาปลาขึ้นบริเวณเท้า<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />Toe Box หรือ ส่วนที่หุ้มนิ้วเท้า ซึ่งอาจจะมีทั้งรูปร่างกลมหรือรูปร่างเป็นเหลี่ยมก็ได้ เมื่อใส่รองเท้าแล้วบริเวณนี้ ควรจะเหลือพื้นที่เพื่อให้นิ้วเท้าขยับได้อย่าให้อัดแน่นบีบนิ้วเท้าจนเกินไป เพราะอาจทำให้นิ้วเท้าของเราผิดรูปผิดร่าง<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />Heel Couter หรือ ส่วนพื้นบริเวณส้นเท้า เป็นส่วนรองรับน้ำหนักจากบริเวณส้นเท้าของเรา ควรจะบุด้วยวัสดุที่มีความอ่อนนุ่มแต่รับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพื่อที่ในเวลาก้าวเดินเท้าจะได้มีความมั่นคง ไม่ทำให้ล้มง่าย<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />Heel Tab หรือ ส่วนของรองเท้าที่ล้อมรอบเอ็นร้อยหวาย ควรจะบุด้วยวัสดุที่นุ่มและไม่มีตะเข็บ เพื่อป้องกันการเสียดสีผิวหนังบริเวณนั้น<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />Sole หรือ ส่วนพื้นรองเท้า ประกอบไปด้วย Insole พื้นด้านในที่เท้าเราสัมผัส OutSole พื้นรองเท้าด้านนอก และ Midsole แผ่นที่รองรับแรงกระแทกอยู่ระหว่างกลาง พื้นรองเท้าที่ดีควรจะอ่อนนุ่มเพื่อกันการกระแทก และไม่ควรหนาจนเกินไป<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />Heel หรือ ส่วนส้นเท้า เป็นส่วนที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักเวลาที่เราเดิน ควรจะเลือกส้นเท้าที่กว้างและนุ่ม ส้นรองเท้าไม่ควรเกิน 2 นิ้วเพราะส้นยิ่งสูงจะทำให้เจ็บฝ่าเท้าได้มากขึ้น</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20110321220221_(2).gif" alt="" width="19" height="19" />รองเท้าที่ดีมีลักษณะอย่างไร </strong><br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/0801150405338438(6).gif" alt="" width="11" height="13" />รองเท้าต้องมีลักษณะเหมือนรูปเท้าของผู้สวมใส่ และต้องสวมใส่พอดีกับเท้า การที่รองเท้ากว้างหรือแคบจนเกินไป จะทำให้เท้าได้รับบาดเจ็บง่าย<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/0801150405338438(6).gif" alt="" width="11" height="13" />รองเท้าต้องทำจากวัสดุที่อ่อนนุ่มต่อเท้า รองเท้าต้องมีพื้นที่นุ่ม สามารถกันกระแทกได้ และไม่ลื่น พื้นรองเท้าที่ทำจากยางจะมีประสิทธิภาพดีกว่าหนังสัตว์<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/0801150405338438(6).gif" alt="" width="11" height="13" />ไม่ควรเลือกซื้อรองเท้าที่มีตะเข็บในบริเวณที่เราได้รับบาดเจ็บ อาทิ บริเวณนิ้วหัวแม่<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with เท้า">เท้า</a><br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/0801150405338438(6).gif" alt="" width="11" height="13" />ควรเลือกใช้รองเท้าแบบที่ใช้เชือกผูก เพราะจะใส่ได้พอดีกว่ารองเท้าที่ไม่ใช้เชือกผูกแม้จะสวมใส่สะดวกก็ตาม<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/0801150405338438(6).gif" alt="" width="11" height="13" />หลีกเลี่ยงรองเท้าที่มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะรองเท้าที่ส่วนหัวรองเท้าทำจากยาง และมีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/0801150405338438(6).gif" alt="" width="11" height="13" />รองเท้าที่ดีส้นเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว และหากต้องใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และใส่ไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ที่สำคัญควรถอดออกหากไม่จำเป็นต้องเดิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/k(2).jpg" alt="" width="300" height="250" /></p>
<p><span id="more-3516"></span></p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20110321220221_(2).gif" alt="" width="19" height="19" />การเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก</strong><br />
เมื่อเด็กเริ่มเดินได้ (ประมาณอายุ 12-15 เดือน) ควรเลือกซื้อรองเท้าที่พอดีกับเท้า และควรเปลี่ยนรองเท้าให้เด็กทุก ๆ 3-6 เดือน เพราะเด็กจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สังเกตง่าย ๆ จากพฤติกรรมที่เด็กชอบถอดรองเท้าบ่อย ๆ นั่นแสดงว่าเด็กเริ่มจะรู้สึกไม่สบายเท้าแล้ว สาเหตุน่าจะเกิดจากรองเท้าคับไป จากนั้นก็ให้ดูที่เท้าของเด็กว่ามีรอยแดง รอยถลอก หรือรอยกดทับหรือไม่</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20110321220221_(2).gif" alt="" width="19" height="19" />การเลือกรองเท้าสำหรับผู้หญิง<br />
</strong> ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเลือกใส่รองเท้าที่มีส้นสูง และปลายเท้าแคบเพื่อความสวยงาม ซึ่งนี่เองที่ทำให้เกิดอาการปวดเท้า นิ้วเท้า น่อง และหลัง ทางที่ดีควรเลือกสวมรองเท้าที่มีส้นเตี้ย และปลายเท้ากว้างจะดีกว่า อาจะไม่สวยสง่า แต่ก็ใส่สบายไม่อึดอัด และอันตราย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/22411_28Jun2011360341_1.jpg" alt="" width="400" height="267" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20110321220221_(2).gif" alt="" width="19" height="19" />การเลือกรองเท้ากีฬา<br />
</strong> <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />รองเท้าวิ่ง รองเท้าวิ่งที่ดีจะต้องมีแผ่นรองเท้าที่กันกระแทก และจะต้องมีหุ้มส้นที่พอเหมาะ เพื่อป้องกันเอ็นอักเสบ ปวดส้นเท้า และกระดูกหัก<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />รองเท้าสำหรับเต้น รองเท้าที่ใช้งานแบบนี้ต้องมีน้ำหนักที่เบา เพื่อไม่ก่อให้เกิดอาการเมื่อยเวลาขยับร่างกายมาก ๆ และตรงฝ่าเท้าควรจะมีแผ่นกันกระแทกที่อ่อนนุ่ม เพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่มีการกระแทกมากที่สุด<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />รองเท้าสำหรับการเล่น Basketball พื้นรองเท้าต้องหนาและแข็งแรงเพื่อการทรงตัวที่ดี และต้องเป็นรองเท้าหุ้มข้อเพื่อป้องกันข้อพลิก<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />รองเท้าสำหรับการเล่น Tennis ต้องเป็นรองเท้าที่ป้องกันข้อเท้า ขณะที่มีการสไลด์ออกข้างได้อย่างดี อีกทั้งพื้นรองเท้าไม่จำเป็นต้องมีแผ่นกันกระแทกที่หนาเกินไป เพื่อการเคลื่อนตัวที่สะดวกสบาย<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20120229074212_(2).gif" alt="" width="15" height="15" />รองเท้าสำหรับเดิน รองเท้าสำหรับเดินควรเป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา และควรมีแผ่นกันกระแทกที่ส้นเท้าและบริเวณกลางฝ่าเท้า ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า นอกจากนี้พื้นรองเท้าควรจะมีลักษณะออกป้าน ๆ เพื่อให้การถ่ายเทน้ำหนักจากส้นเท้าไปยังนิ้วเท้าได้สะดวก และลดแรงกดทับที่ฝ่าเท้าได้อย่างดี</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_20100609153545_.gif" alt="" width="50" height="50" align="left" /> <strong>Tip &#8230; </strong>สำหรับผู้ที่เล่นกีฬามากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ จำเป็นอย่างมากที่ต้องใช้รองเท้าสำหรับกีฬาชนิดนั้น และโปรดจำไว้ว่าหากเราวิ่ง 400-800 กิโลเมตรหรือเต้นแอโรบิคมากกว่า 300 ชั่วโมง รองเท้าที่เราใส่จะสูญเสียคุณสมบัติในการกันกระแทกไป ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนรองเท้าทันทีที่เสื่อมสภาพ อย่าไปเสียดาย และหากเราใส่รองเท้าแล้วมีปัญหาปวดที่ส้นเท้า ฝ่าเท้าอาจจะต้องหาอุปกรณ์เสริม เช่น แผ่นรองส้นเท้า แผ่นรองฝ่าเท้า มาช่วย แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแนะนำให้ลองเข้าไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน</p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_3516_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3516?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3516_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3516&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fshoes.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="มาตรฐาน" rel="tag">มาตรฐาน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2" title="รองเท้า" rel="tag">รองเท้า</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2" title="เท้า" rel="tag">เท้า</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/shoes.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การผันกริยาตามกาล(12 tenses)</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a512-tenses.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a512-tenses.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2012 03:50:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Tense]]></category>
		<category><![CDATA[กิริยา]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาภาษาอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3512</guid>
		<description><![CDATA[การผันกริยาตามกาล ( 12 tenses)


โดย PornpanAcademy
www.pornpanacademy.com

&#160;
&#160;
&#160;



 กริยาสามารถผันได้ใน 3 กรณี คือ ผันตามประธาน ตามกาล และตามรูปประโยค active/passive เราได้เรื่อนเรื่องกาลผันกริยาตามประธานไปแล้ว ต่อไปจะเป็นการผันกริยาตามกาล หรือหลักของ tense ทั้ง 12 นั่นเอง
เรื่องนี้มักจะเป็นปัญหาหนักอกของคนไทยเพราะในภาษาไทยเราไม่มีการแบ่งรูปอดีต ปัจจุบัน อนาคต
 tense มีทั้งหมด 12 แบ่งเป็นปัจจุบัน 4 อดีต 4 และอนาคตอีก 4 ด้วยกัน ตามรูปด้านล่างนี้ 


  เส้นสีเขียวแนวนอนคือเส้นเวลา ไหลจากอดีต &#8212;&#8212;&#62; ปัจจุบัน &#8212;&#8212;&#62; อนาคต ส่วนเส้นสีส้มแนวตั้งบอกถึงช่วงเวลาหนึ่งๆ ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต
เรามาเริ่มจากปัจจุบันกันก่อน
1) หากจะพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำใดที่
• เกิดในปัจจุบัน (พูดขึ้นมาลอยๆ)
• เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือยังไงๆ ก็เกิดตามธรรมชาติ
• เกิดขึ้นในอนาคตที่ยังไงๆ ก็ต้องเกิด
เราจะใช้รูป  นั่นคือประธาน + กริยาช่อง 1 นั่นเอง (คำว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การผันกริยาตามกาล ( 12 tenses)</strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>โดย PornpanAcademy<br />
</strong><a rel="nofollow" href="http://www.livetogether.org/goto/www_pornpanacademy_com_/3512/1"><strong>www.pornpanacademy.com</strong><strong><br />
<img class="alignright" src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/Logo_cmyk(6).jpg" alt="" width="250" height="95" /></strong></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<hr />
<div><strong> </strong><strong>กริยาสามารถผันได้ใน 3 กรณี คือ ผันตามประธาน ตามกาล และตามรูปประโยค active/passive เราได้เรื่อนเรื่องกาลผันกริยาตามประธานไปแล้ว ต่อไปจะเป็นการผันกริยาตามกาล หรือหลักของ tense ทั้ง 12 นั่นเอง</strong></div>
<div>เรื่องนี้มักจะเป็นปัญหาหนักอกของคนไทยเพราะในภาษาไทยเราไม่มีการแบ่งรูปอดีต ปัจจุบัน อนาคต</div>
<div><strong> tense มีทั้งหมด 12 แบ่งเป็นปัจจุบัน 4 อดีต 4 และอนาคตอีก 4 ด้วยกัน ตามรูปด้านล่างนี้ </strong></div>
<div><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/1(323).jpg" alt="" width="500" height="256" /></div>
<div>
<strong> </strong> เส้นสีเขียวแนวนอนคือเส้นเวลา ไหลจากอดีต &#8212;&#8212;&gt; ปัจจุบัน &#8212;&#8212;&gt; อนาคต ส่วนเส้นสีส้มแนวตั้งบอกถึงช่วงเวลาหนึ่งๆ ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต</p>
<p><strong>เรามาเริ่มจากปัจจุบันกันก่อน</strong></p>
<p>1) หากจะพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำใดที่</p></div>
<div>• เกิดในปัจจุบัน (พูดขึ้นมาลอยๆ)</div>
<div>• เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือยังไงๆ ก็เกิดตามธรรมชาติ</div>
<div>• เกิดขึ้นในอนาคตที่ยังไงๆ ก็ต้องเกิด</p>
<p>เราจะใช้รูป <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/2(182).jpg" alt="" width="60" height="35" /> นั่นคือประธาน + กริยาช่อง 1 นั่นเอง (คำว่า do สามารถแทนโดยกริยาคำอื่นๆ ที่เราต้องการใช้) เช่น</p>
<p>I like to have dinner outside. (ปัจจุบันลอยๆ บอกแค่ว่าชอบกินข้าวเย็นข้างนอก)</p></div>
<div>He goes to work every morning. (ทำเป็นประจำ)</div>
<div>The sun rises in the east and sets in the west. (เกิดขึ้นเป็นประจำตามธรรมชาติ)</div>
<div>Today is Thursday and tomorrow is Friday. (ยังไงๆ พรุ่งนี้ก็เป็นวันศุกร์)</p>
<p><em>*อย่าลืมนะว่าถ้าประธานเป็นเอกพจน์ บุรุษที่สาม และเป็นปัจจุบัน กริยาที่ใช้ต้องเติม -s หรือ -es เสมอ</em></p>
<p>2) หากจะพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำใดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูด เราจะใช้รูป <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/3(130).jpg" alt="" width="90" height="35" /> ก็คือประธาน + verb to be (is/am/are) + กริยาเติม -ing (คำว่า doing สามารถแทนโดยกริยาเติม -ing คำอื่นๆ ที่เราต้องการใช้) เช่น</p>
<p>I am working very hard now. (กำลังทำงานหนักอยู่ในตอนนี้)</p></div>
<div>She is cooking lunch. (กำลังทำอาหารเที่ยงอยู่ตอนนี้)</div>
<div>We are studying the same subject. (เรากำลังเรียนอยู่ตอนนี้)</p>
<p><em> *อย่าลืมการใช้ is/am/are ว่า is ใช้กับประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3 ส่วน am ใช้กับ I และ are ใช้กับ you หรือประธานพหูพจน์<br />
</em><br />
อนุโลมได้ว่าถ้าเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เราก็สามารถใช้รูปนี้ได้เช่นเดียวกัน เช่น</div>
<div>I am arriving in Rome tomorrow. (อนาคตอันใกล้จะไปถึงกรุงโรม)</p>
<p>3) หากจะพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำใดที่เกิดขึ้นในอดีต กินเวลามาเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันได้เสร็จสิ้นลงแล้ว หรืออาจส่งผลมาปัจจุบัน เราจะใช้รูป <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/4(110).jpg" alt="" width="90" height="35" /> คือ ประธาน + have/has + กริยาช่อง 3 (คำว่า done สามารถแทนโดยกริยาช่อง 3 คำอื่นๆ ที่เราต้องการใช้) เช่น</p>
<p>I have known this person for more than 20 years. (เกิดในอดีตแต่มีผลถึงปัจจุบัน)</p></div>
<div>She has taught English since 1999. (สอนมาตั้งแต่อดีตกินเวลามาเรื่อยๆ)</div>
<div>We have just finished our assignments. (ทำมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันทำเสร็จแล้ว)</p>
<p><em>*อย่าลืมการผัน have/has ตามประธาน have ใช้กับประธานพหูพจน์และ I และ you ส่วน has ใช้กับประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3<br />
</em><br />
4) หากจะพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำใดที่เกิดขึ้นในอดีต กินเวลามาเรื่อยๆ และปัจจุบันก็ยังดำเนินอยู่ (และอาจจะดำเนินต่อไปถึงอนาคตด้วย)เราจะใช้รูป <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/5(84).jpg" alt="" width="90" height="33" /> คือ ประธาน + have/has + been + กริยาเติม -ing (คำว่า doing สามารถแทนโดยกริยาเติม -ing คำอื่นๆ ที่เราต้องการใช้) เช่น</div>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/man-cartoon.png" alt="" width="150" height="226" align="right" /></p>
<div>
<p>I have been staying in this house for more than a year. (ยังคงอาศัยอยู่จนถึงตอนนี้)</p></div>
<div>John has been working here since 2010. (จนถึงตอนนี้ก็ยังทำงานที่นี่อยู่)</div>
<div><em> *อย่าลืมการผัน have/has ตามประธาน have ใช้กับประธานพหูพจน์และ I และ you ส่วน has ใช้กับประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3</em></div>
<div>จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 tense ที่ใช้กับปัจจุบันนั้นล้วนแล้วแต่มีความหมายและการใช้ที่แตกต่างกัน หากเราไม่เข้าใจเรื่อง tense ไม่เพียงแต่จะทำข้อสอบเติมคำในช่องว่าง (TOEIC part 5 และ 6) ไม่ได้แล้ว เวลาเราทำข้อสอบที่ต้องอ่านจับใจความ (part 7) ก็จะสับสนอีกด้วยว่าเหตุการณ์ไหนเกิดก่อน เกิดหลัง หรือเกิดพร้อมๆ กัน เมื่อเราเข้าใจถึงหลักการใช้ tense ทั้ง 4 ในปัจจุบันแล้ว การใช้ tense อื่นๆ ในอดีตหรืออนาคตก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะใช้หลักการเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์หรือการกระทำสามารถ (1) เกิดขึ้นลอยๆ (2) กำลังเกิดอยู่ (3) เกิดในอดีตและจบไปแล้ว (4) เกิดในอดีตและยังคงเกิดอยู่  ในตอนหน้าเราจะมาเก็บอีก 8 tense ซึ่งเป็นเรื่องของอดีตและอนาคตให้หมด จากนั้นจะมาดูกันว่าส่วนใหญ่ข้อสอบที่ถามเรื่องนี้ใน TOEIC จะมีลักษณะอย่างไร และเราจะใช้เทคนิคใดในการทำ</div>
<div></div>
<div>ที่มา : วิชาการ.คอม</div>
<p>&nbsp;</p>
<p><map name='google_ad_map_3512_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3512?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3512_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3512&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a512-tenses.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/tense" title="Tense" rel="tag">Tense</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2" title="กิริยา" rel="tag">กิริยา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9" title="วิชาภาษาอังกฤษ" rel="tag">วิชาภาษาอังกฤษ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a512-tenses.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/warning.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/warning.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2012 03:46:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความปลอดภัยทางน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกัน]]></category>
		<category><![CDATA[อันตรายทางน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3509</guid>
		<description><![CDATA[สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สร้างความปลอดภัยทางน้ำ


ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และวิชาการดอทคอม
www.thaihealth.or.th

&#160;
คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมว่า ในช่วงปิดเทอม มี.ค.- พ.ค. มีเด็กอายุต่ำกว่า 15ปี จมน้ำเสียชีวิตเกือบ 500คน ซึ่งการจมน้ำก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15ปี และจากสถิติยังพบอีกกว่าเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15ปีเสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าอุบัติเหตุจราจรถึง 2เท่า และมากกว่าไข้จากไวรัสและไข้เลือดออกถึง 24เท่าอีกด้วย
&#160;

เมื่อหลายปีก่อนหลังจบเป็นกุมารแพทย์ใหม่ ๆ ที่ต่างจังหวัด ได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยเด็กอายุ 7ขวบ มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องจมน้ำบริเวณหนองน้ำใกล้บ้าน คุณแม่บอกว่าเด็กว่ายน้ำได้และไปเล่นน้ำกับเพื่อนบ้าน เด็ก ๆ คนอื่นขึ้นจากน้ำกันแล้วแต่ลูกขอเล่นน้ำต่อ จากนั้น ไม่เกิน 15นาที เพื่อน ๆ ไม่เห็นลูก จึงตามผู้ใหญ่มาช่วยงมลูกขึ้นมา เด็กตัวเขียว ไม่รู้ตัว นำส่งโรงพยาบาล ภาพที่ห้องฉุกเฉินมีแต่เสียงร้องไห้ น้ำตาของเด็ก ๆ เพื่อนของผู้ป่วย น้ำตาของคุณพ่อคุณแม่ เป็นความเศร้าจนเกินบรรยาย เด็กต้องได้รับการฟื้นคืนชีพที่ห้องฉุกเฉินและนำตัวรักษาต่อที่ห้องไอซียูต่ออีก 2คืน จากนั้นเราก็สูญเสียเด็กไปเนื่องจากสมองขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง และในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันนี้ก็มีเด็กอีกรายถูกส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดเนื่องจากจมน้ำและมีการติดเชื้อภาวะปอดบวมอย่างรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องเจาะช่องปอดเพื่อระบายน้ำในช่องปอด เด็กต้องอยู่ในไอซียูเป็นสัปดาห์ และต้องเจาะคอเพราะไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ เด็กรายนี้ปลอดภัยรอดชีวิต แต่เด็กต้องกลับบ้านพร้อมท่อเจาะคออีกหลายเดือนจึงจะเอาท่อเจาะคอออกได้
ในระหว่างที่ตัวดิฉันเขียนเรื่องเล่านี้ ยังคงรู้สึกรับรู้ถึงความเศร้า น้ำตาของคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ของผู้ป่วยเด็กทุกท่าน และรำลึกได้ถึงความเศร้าที่เกิดขึ้นกับตัวเองในฐานะแพทย์ผู้ดูแลในตอนนั้นได้อย่างดี
คุณพ่อคุณแม่ช่วยหนูได้&#8230;

ไม่ปล่อยให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p id="P1"><strong>สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สร้างความปลอดภัยทางน้ำ</strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และวิชาการดอทคอม<br />
</strong><strong><a href="http://www.livetogether.org/goto/www_thaihealth_or_th/3509/1" rel="nofollow" >www.thaihealth.or.th</a></strong></p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
<p>คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมว่า ในช่วงปิดเทอม มี.ค.- พ.ค. มีเด็กอายุต่ำกว่า 15ปี จมน้ำเสียชีวิตเกือบ 500คน ซึ่งการจมน้ำก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15ปี และจากสถิติยังพบอีกกว่าเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15ปีเสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าอุบัติเหตุจราจรถึง 2เท่า และมากกว่าไข้จากไวรัสและไข้เลือดออกถึง 24เท่าอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/water_1.jpg" alt="" width="285" height="145" /></p>
<p>เมื่อหลายปีก่อนหลังจบเป็นกุมารแพทย์ใหม่ ๆ ที่ต่างจังหวัด ได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยเด็กอายุ 7ขวบ มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องจมน้ำบริเวณหนองน้ำใกล้บ้าน คุณแม่บอกว่าเด็กว่ายน้ำได้และไปเล่นน้ำกับเพื่อนบ้าน เด็ก ๆ คนอื่นขึ้นจากน้ำกันแล้วแต่ลูกขอเล่นน้ำต่อ จากนั้น ไม่เกิน 15นาที เพื่อน ๆ ไม่เห็นลูก จึงตามผู้ใหญ่มาช่วยงมลูกขึ้นมา เด็กตัวเขียว ไม่รู้ตัว นำส่งโรงพยาบาล ภาพที่ห้องฉุกเฉินมีแต่เสียงร้องไห้ น้ำตาของเด็ก ๆ เพื่อนของผู้ป่วย น้ำตาของคุณพ่อคุณแม่ เป็นความเศร้าจนเกินบรรยาย เด็กต้องได้รับการฟื้นคืนชีพที่ห้องฉุกเฉินและนำตัวรักษาต่อที่ห้องไอซียูต่ออีก 2คืน จากนั้นเราก็สูญเสียเด็กไปเนื่องจากสมองขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง และในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันนี้ก็มีเด็กอีกรายถูกส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดเนื่องจากจมน้ำและมีการติดเชื้อภาวะปอดบวมอย่างรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องเจาะช่องปอดเพื่อระบายน้ำในช่องปอด เด็กต้องอยู่ในไอซียูเป็นสัปดาห์ และต้องเจาะคอเพราะไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ เด็กรายนี้ปลอดภัยรอดชีวิต แต่เด็กต้องกลับบ้านพร้อมท่อเจาะคออีกหลายเดือนจึงจะเอาท่อเจาะคอออกได้</p>
<p>ในระหว่างที่ตัวดิฉันเขียนเรื่องเล่านี้ ยังคงรู้สึกรับรู้ถึงความเศร้า น้ำตาของคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ของผู้ป่วยเด็กทุกท่าน และรำลึกได้ถึงความเศร้าที่เกิดขึ้นกับตัวเองในฐานะแพทย์ผู้ดูแลในตอนนั้นได้อย่างดี</p>
<p><strong>คุณพ่อคุณแม่ช่วยหนูได้&#8230;<br />
</strong><br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_201202290741552_(1).gif" alt="" width="40" height="10" />ไม่ปล่อยให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5ปี คลาดสายตาแม้เพียงชั่วขณะ เช่น เดินไปรับโทรศัพท์ เดินไปเปิดปิดประตูบ้าน เป็นต้น ทั้งขณะอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือภายในบ้าน ที่ใกล้ภาชนะใส่น้ำ เช่น โอ่ง ถัง เพราะระดับน้ำเพียง 1-2นิ้วก็สามารถทำให้เด็กจมน้ำได้<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_201202290741552_(1).gif" alt="" width="40" height="10" /> สอนวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง คือต้องไม่กระโดดลงไปช่วยแม้ว่ายน้ำเป็น แต่ให้ช่วยด้วยการตะโกนเรียกผู้ใหญ่<br />
<img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/195_201202290741552_(1).gif" alt="" width="40" height="10" /> สอนบุตรหลานให้รู้จักกฎแห่งความปลอดภัย เช่นไม่เล่นใกล้แหล่งน้ำ ไม่เล่นคนเดียว<br />
<strong><br />
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น<br />
</strong> 1. สังเกตว่าถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้เป่าปากช่วยหายใจทันทีอย่าเสียเวลาพยายามเอาน้ำออกจากปอดหรือผายปอดด้วยวิธีอื่น เพราะไม่ทันการณ์และไม่ได้ผล ถ้าเป็นไปได้ควรลงมือเป่าปากตั้งแต่ก่อนขึ้นฝั่ง เช่นพาขึ้นเรือ หรือพาเข้าที่ตื้น ๆ<br />
2. หากคลำชีพจรไม่ได้ หรือหัวใจหยุดเต้น ให้นวดหัวใจทันที ถ้าผู้ป่วยยังหายได้เอง หรือช่วยเหลือจนหายใจได้แล้ว ควรจับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง ศีรษะหงายไปข้างหลังเพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก ใช้ผ้าคลุมผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความอบอุ่น อย่าให้กินอาหารและดื่มน้ำทางปากถ้ายังไม่หายใจ ต้องช่วยเป่าปากสลับกับนวดหัวใจไปด้วยกัน<br />
3. ควรส่งผู้ป่วย ที่จมน้ำไม่ว่าจะมีอาการหนักเบาเพียงใด ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลทุกราย ในรายที่หมดสติและหยุดหายใจ ผายปอดด้วยวิธีเป่าปากไปตลอดทาง อย่ารู้สึกหมดหวังแล้วหยุดให้การช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามให้ขอความช่วยเหลือด้านการแพทย์ได้ที่สายด่วน 1669<br />
4. ห้ามจับเด็กที่จมน้ำอุ้มพาดบ่าหรือวางบนกระทะคว่ำเพื่อเอาน้ำออกเพราะไม่ได้ประโยชน์และจะทำให้เด็กขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/01_193.jpg" alt="" width="300" height="199" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ดิฉันเองมีความเชื่อส่วนตัวค่ะว่า <em>“เด็ก ๆ เปรียบเสมือนเทวดานางฟ้า..บ้านไหนมีเด็กก็เท่ากับมีเทวดานางฟ้าประจำอยู่ในบ้าน” </em>การปกป้องเด็กจากการจมน้ำนี้เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมสามารถปกป้องเด็ก ๆ ให้ปลอดภัยจากการจมน้ำได้ การฝึกเด็กให้ว่ายน้ำเป็นนั้นช่วยให้มีเวลามาพอที่ผู้ใหญ่จะเข้าไปช่วยเหลือได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่จมน้ำ ดังนั้นเมื่อเด็กเล่นน้ำควรอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เสมอนะคะ</strong></p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_3509_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3509?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3509_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3509&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Fwarning.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3" title="ความปลอดภัยทางน้ำ" rel="tag">ความปลอดภัยทางน้ำ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99" title="ภูมิคุ้มกัน" rel="tag">ภูมิคุ้มกัน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3" title="อันตรายทางน้ำ" rel="tag">อันตรายทางน้ำ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/warning.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ส้ม&#8221; ผลไม้คู่บ้านของคนไทย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/orange.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/orange.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2012 03:44:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ส้ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3507</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ส้ม&#8221; ผลไม้คู่บ้านของคนไทย
 &#8220;ส้ม&#8221; เป็นผลไม้ที่คนไทยคุ้นเคยดี เวลาเป็นหวัดเราจะเรียกหาส้มเขียวหวาน น้ำส้มคั้นจัดเป็นเครื่องดื่มประจำตัวนางเอก ระยะสิบปีที่ผ่านมา สีส้มแปลกๆ วางตลาดเพิ่มขึ้นมากมายหลายชนิด ส้มโชกุน ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มซันคิส ส้มสีทอง ฯลฯ
&#160;

&#160;
ส้ม (Oranges และ Tangerines) พืชจำพวกส้มมีมากมายหลายพันธุ์ ทั้งที่เป็นส้มหัวจุก ส้มเขียวหวาน ส้มโอ เลมอน มะนาว มะกรูด มะงั่ว ส้มลูกเล็ก เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด จิ้มเกลือ
ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกผลไม้จำพวกส้มมะนาวเหล่านี้ด้วยชื่อรวมๆ ว่า ซิตรุส (Citrus) เพราะทั้งหมดร่วมสกุลเดียวกันคือ Citrus วงศ์ Rutaceae
เรามักรู้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครบอกว่า ผลไม้ชนิดนี้น่าจะเป็นส้ม หรือญาติของส้ม เพราะมันมักมีเอกลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดหลายประการคือ มีเปลือกหนาเหมือนหนังสัตว์ ในเปลือกมีต่อมน้ำมันเล็กๆ แทรกอยู่ หากบีบไม่ระวัง น้ำหอมร้อนอาจกระเด็นเข้าตา บีบใส่มด มดวิ่งหนี จึงนำมาเป็นยาไล่แมลงได้ ส่วนเนื้อในของผลจะแยกเป็นกลีบ ในกลีบมีถุงที่บรรจุน้ำผลไม้รสเปรี้ยวอันทรงคุณค่า
 คนไทยสมัยก่อนมักมองว่าส้มเป็นผลไม้ของคนจน เราใช้ส้มล้อเลียนฐานะ เช่น &#8220;มาเยี่ยมไข้ ไม่มีอะไรติดมือเลย มีแต่ส้มกิโลเดียว&#8221; หรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="P1">&#8220;<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ส้ม">ส้ม</a>&#8221; ผลไม้คู่บ้านของคนไทย</div>
<p><strong> &#8220;ส้ม&#8221; </strong>เป็นผลไม้ที่คนไทยคุ้นเคยดี เวลาเป็นหวัดเราจะเรียกหาส้มเขียวหวาน น้ำส้มคั้นจัดเป็นเครื่องดื่มประจำตัวนางเอก ระยะสิบปีที่ผ่านมา สีส้มแปลกๆ วางตลาดเพิ่มขึ้นมากมายหลายชนิด ส้มโชกุน ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มซันคิส ส้มสีทอง ฯลฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/b_35100_3370.jpg" alt="" width="400" height="268" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ส้ม </strong><em>(Oranges และ Tangerines) </em>พืชจำพวกส้มมีมากมายหลายพันธุ์ ทั้งที่เป็นส้มหัวจุก ส้มเขียวหวาน ส้มโอ เลมอน มะนาว มะกรูด มะงั่ว ส้มลูกเล็ก เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด จิ้มเกลือ</p>
<p>ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกผลไม้จำพวกส้มมะนาวเหล่านี้ด้วยชื่อรวมๆ ว่า <strong>ซิตรุส</strong> <em>(Citrus)</em> เพราะทั้งหมดร่วมสกุลเดียวกันคือ Citrus วงศ์ Rutaceae</p>
<p>เรามักรู้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครบอกว่า ผลไม้ชนิดนี้น่าจะเป็นส้ม หรือญาติของส้ม เพราะมันมักมีเอกลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดหลายประการคือ มีเปลือกหนาเหมือนหนังสัตว์ ในเปลือกมีต่อมน้ำมันเล็กๆ แทรกอยู่ หากบีบไม่ระวัง น้ำหอมร้อนอาจกระเด็นเข้าตา บีบใส่มด มดวิ่งหนี จึงนำมาเป็นยาไล่แมลงได้ ส่วนเนื้อในของผลจะแยกเป็นกลีบ ในกลีบมีถุงที่บรรจุน้ำผลไม้รสเปรี้ยวอันทรงคุณค่า</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/o(3).jpg" alt="" width="250" height="312" align="left" /> คนไทยสมัยก่อนมักมองว่าส้มเป็นผลไม้ของคนจน เราใช้ส้มล้อเลียนฐานะ เช่น &#8220;มาเยี่ยมไข้ ไม่มีอะไรติดมือเลย มีแต่ส้มกิโลเดียว&#8221; หรือ &#8220;เปิดตู้เย็นบ้านโน้นเห็นแต่ส้มกลิ้งอยู่สองสามลูก&#8221; ทั้งนี้เป็นเพราะแต่ก่อนนี้ส้มราคาย่อมเยาจนถูกเหยียดหยาม (แต่เชื่อเถอะคุณภาพเนื้อในเต็มร้อย)</p>
<p>ความคิดนี้ตรงข้ามกับชาวฝรั่ง เพราะฝรั่งถือว่าส้มเป็นผลไม้เชิดหน้าชูตาในหมู่คนรวยเหมือนกับที่คนไทยต้องมีแอปเปิ้ล พรุนแพร์ องุ่นดำใส่ในกระเช้าปีใหม่เพื่อแสดงความร่ำรวย</p>
<p>ในฝรั่งเศส ช่วงสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 ชนชั้นสูงฝรั่งเศสมีค่านิยมทำสวนส้มแข่งกันเพื่ออวดร่ำอวดรวย ไม่ใช่สวนส้มแบบบ้านเรา แต่เป็นคล้ายอุทยานส้ม เพราะส้มทนหนาวไม่ได้ มีคนงานคอยหมุนกระถางส้มให้รับแสงแดดที่มีค่อนข้างน้อย วันไหนแดดจ้าอากาศอบอุ่นก็จะลำเลียงส้มต้นสวยออกมาอวดหน้าบ้าน เป็นที่ชิดหน้าชูตามาก</p>
<p>สวนส้มที่มีชื่อเสียงที่สุด เป็นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีส้มปลูกในกระถางถึง 1,400 ต้น ใช้คนสวนเป็นกองทัพ เพื่อคอยหมุนต้นส้มให้ได้รับแดดทั่วถึง</p>
<p>คนรวยฝรั่งเศสสมัยนั้น ต้องมีผลส้มติดกิ่งวางโชว์บนโต๊ะอาหารและอาบน้ำด้วยน้ำดอกส้ม และต่อมาแม่บ้านก็รู้จักทำแยมผิวส้ม หรือที่เรียก มาร์มาเลด (Marmalade) เป็นอาหารสุดฮิตสุดเท่ห์เลยทีเดียว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อศึกษาย้อนไป เราพบว่า ประวัติของส้มมีอยู่คู่มนุษย์มายาวนานเกือบห้าพันปี เชื่อว่าส้มมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบบ้านเราและบริเวณปรเทศจีน ต่อมาแพร่ขยายไปทางอินเดีย อาหรับ แอฟริกา เมดิเตอเรเนียน</p>
<p>ส้มเป็นพืชไม่ทนอากาศหนาว พันธุ์ดีๆ จึงมักอยู่ในเขตร้อน พันธุ์ที่ทนหนาวฝรั่งปลูกได้มักเป็นส้มเปรี้ยว รสไม่กลมกล่อมถูกลิ้นเหมือนส้มเขตร้อน กระนั้นฝรั่งเรียกส้มของพวกตนว่า <strong>&#8220;Sweet orange&#8221; </strong>หรือส้มหวาน ใครที่ลองซื้อส้มฝรั่งลูกโตสีส้มสดมาผ่ากิน จะเห็นว่าเนื้อติดเปลือก แกะยาก เปรี้ยวหัวสั่น แต่คนไทยก็ยังนิยมซื้อมากิน เพราะเท่ห์ดี บ้างก็อยากลอง</p>
<p>เนื่องจากปลูกกันมาหลายพันปี ผลไม้จำพวกส้มจึงมีมากมายหลายสายพันธุ์ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังจัดเป็นกลุ่มได้ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/1(326).jpg" alt="" width="620" height="185" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/orange_slice_with_drops_of_orange_juice_coming_from_the_ripe_fresh_fruit_0515-1006-2302-4254_SMU.jpg" alt="" width="25" height="25" /><strong>กลุ่มส้มหวาน</strong> (Sweet orange) คือส้มฝรั่งสีส้มสดรสเปรี้ยวนำ ไม่หวานจริงดังชื่อ (ฝรั่งเรียกส้มหวานเพราะยังมีสายพันธุ์ที่เปรี้ยวกว่านี้อีก ทั้งเปรี้ยวทั้งขม เรียก Bitter Orange)</p>
<p>ส้มหวานจะมีลักษณะจำเพาะคือ เปลือกกับเนื้อจะติดกัน แกะเปลือกยากมาก ดังนั้นเวลากินจึงไม่นิยมแกะเปลือก แต่ใช้วิธีผ่าเป็นชิ้น วางเรียงบนจาน เอาเกลือโรย เวลาทานหยิบทั้งเปลือก ใช้ฟันกัดเอาแต่เนื้อ</p>
<p>บราซิลเป็นผู้นำการผลิตส้มหวานรายใหญ่ของโลก รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา สเปน เม็กซิโก และจีน</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/orange_slice_with_drops_of_orange_juice_coming_from_the_ripe_fresh_fruit_0515-1006-2302-4254_SMU.jpg" alt="" width="25" height="25" /><strong>กลุ่มส้มเขียวหวาน</strong> <strong>หรือส้มแมนดาริน </strong>ลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของส้มกลุ่มนี้คือ เปลือกล่อน ปอกง่าย ดังตัวอย่างที่เห็นชัดในส้มเขียวหวาน (Tangerine)</p>
<p>ฟลอริดาเป็นถิ่นที่มีอากาศอบอุ่นเหมาะกับการปลูกส้ม จึงมีการนำส้มเขียวหวานไปปลูกที่นั่นราวปี 1825 และได้รับความนิยม จุดด้อยของส้มเขียวหวานคือสีเปลือกนอกไม่ชวนให้ซื้อ ดูเขียวๆ นึกว่าเปรี้ยว ฝรั่งบางคนไม่ยอมลิ้มลอง</p>
<p>จึงมีการนำส้มเขียวหวานไปผสมข้ามพันธุ์ เกิดเป็นส้มลูกครึ่งมากมาย ดังที่เห็นในตลาดทุกวันนี้</p>
<p><strong> <img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/orange_slice_with_drops_of_orange_juice_coming_from_the_ripe_fresh_fruit_0515-1006-2302-4254_SMU.jpg" alt="" width="25" height="25" />กลุ่มส้มเปรี้ยว </strong>(Sour Orange) เป็นเศษส้มที่บ้านเราไม่คิดจะปลูกเพราะทั้งเปรี้ยวทั้งขม มีถิ่นกำเนิดในจีนแต่ได้รับความนิยมในยุโรปเพราะมันทนหนาวได้ดี ส้มอื่นตายหมดเหลือแต่ส้มเปรี้ยว ก็เลยจำยอมปลูกกันต่อไป</p>
<p>แต่กระนั้นมันก็ยังมีคุณค่าต่อมนุษย์ แม่บ้านเด็ดผลส้ม ปอกเอาแต่เปลือกทำแยมผิวส้ม เกษตรกรฝรั่งใช้ส้มเปรี้ยวเป็นต้นตอแล้วติดตาทาบกิ่งด้วยส้มหวานอีกที</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/orange_slice_with_drops_of_orange_juice_coming_from_the_ripe_fresh_fruit_0515-1006-2302-4254_SMU.jpg" alt="" width="25" height="25" /><strong>กลุ่มส้มพันธุ์ผสม</strong> (Hybrids) วอลเตอร์ ที สวิงเกิล แห่งกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกส้มพันธุ์ผสมของโลกที่วงการยอมรับ ส้มพันธุ์ผสมต้นแรกที่จัดว่าดีเกิดจากฝีมือของวอลเตอร์ในปี 1897 โดยการผสมส้มเขียวหวานกับเกรพฟรุตได้ลูกผสมเรียก Tangelos และเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ตามมาหลังจากนั้น</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีการผสมข้ามพันธุ์ตามธรรมชาติระหว่างส้มเขียวหวานกับส้มหวานได้ลูกผสมเรียก Tangors ตัวเด่นๆ ในทางการค้าคือ ส้มคิงส์ ส้มเทมเปิ้ล</p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><map name='google_ad_map_3507_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3507?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3507_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3507&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2Forange.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1" title="น้ำส้ม" rel="tag">น้ำส้ม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89" title="ผลไม้" rel="tag">ผลไม้</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1" title="ส้ม" rel="tag">ส้ม</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/orange.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>4G คืออะไร?</title>
		<link>http://www.livetogether.org/4g-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/4g-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Mar 2012 04:18:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[3G]]></category>
		<category><![CDATA[4G]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบโทรศัพท์]]></category>
		<category><![CDATA[โทรคมนาคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=3504</guid>
		<description><![CDATA[4G คืออะไร?

พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์  มะลิสุวรรณ
settapong_m@hotmail.com
ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
กรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่
กรรมการกำหนดนโยบายการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและ บริการเพื่อสังคม
ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
&#160;
 Alwin Toffler นักอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า “อนาคตมักจะมาเร็วเสมอ” การสื่อสารไร้สายก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยขณะที่ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G กำลังขยายไปทั่วโลก แต่ก็ยังช้ากว่าแผนที่วางไว้ประมาณสองปี และขณะนี้กลุ่มของเทคโนโลยีสื่อสารเคลื่อนที่ใหม่ ที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ 4G 
&#160;

&#160;
 สิ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยี 4G ก็เป็นผลมาจากจุดอ่อนของระบบ 3G นั่นเอง โดยที่ผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึงหนึ่งแสนล้านดอลล่าร์ เพื่อซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิในการประกอบการโทรคมนาคมเครือข่าย 3G เพียงเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่สามารถสื่อสารแบบมัลติมีเดียแบบเคลื่อนที่ได้ แต่การนำมาใช้จริงกลับกลายเป็นทำได้ยากกว่าที่คาดไว้ และยังมีการลงทุนทางด้านเครือข่ายและการบำรุงรักษาเครือข่ายที่สูง จึงสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ประกอบกิจการที่กำลังจะพัฒนาระบบจาก 2.5G สู่ 3G
โดยสรุปแล้วแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G มีดังนี้ คือ
  ความสามารถในการทำงานของ 3G อาจจะไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของแอพพลิเคชั่นสูงๆ อย่างเช่น มัลติมีเดีย, วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full-motion video) หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless teleconferencing) ทำให้เกิดความต้องการเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่มากด้วย
  มาตรฐานที่ซับซ้อนของ 3G [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="P1"><a href="http://www.livetogether.org/content/4g"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with 4G">4G</a> คืออะไร?</div>
<p><strong><img class="alignright" src="http://www.vcharkarn.com/my/members/19/3/945.jpg" alt="" width="64" height="99" /><br />
พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์  มะลิสุวรรณ<br />
</strong><a href="mailto:settapong_m@hotmail.com"><strong>settapong_m@hotmail.com</strong></a><br />
<strong><span style="color: #666699;">ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย<br />
กรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่<br />
กรรมการกำหนดนโยบายการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและ บริการเพื่อสังคม<br />
ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em><span style="color: #003300;"> Alwin Toffler นักอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า “อนาคตมักจะมาเร็วเสมอ” การสื่อสารไร้สายก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยขณะที่ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ <a href="http://www.livetogether.org/content/3g"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with 3G">3G</a> กำลังขยายไปทั่วโลก แต่ก็ยังช้ากว่าแผนที่วางไว้ประมาณสองปี และขณะนี้กลุ่มของเทคโนโลยีสื่อสารเคลื่อนที่ใหม่ ที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ 4G </span></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/217/218100.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;"> </span>สิ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยี 4G ก็เป็นผลมาจากจุดอ่อนของระบบ 3G นั่นเอง โดยที่ผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึงหนึ่งแสนล้านดอลล่าร์ เพื่อซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิในการประกอบการโทรคมนาคมเครือข่าย 3G เพียงเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่สามารถสื่อสารแบบมัลติมีเดียแบบเคลื่อนที่ได้ แต่การนำมาใช้จริงกลับกลายเป็นทำได้ยากกว่าที่คาดไว้ และยังมีการลงทุนทางด้านเครือข่ายและการบำรุงรักษาเครือข่ายที่สูง จึงสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ประกอบกิจการที่กำลังจะพัฒนาระบบจาก 2.5G สู่ 3G</p>
<p><strong>โดยสรุปแล้วแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G มีดังนี้ คือ<br />
</strong><span style="color: #000000;"> </span><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/217/218098.gif" border="0" alt="" align="undefined" /> ความสามารถในการทำงานของ 3G อาจจะไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของแอพพลิเคชั่นสูงๆ อย่างเช่น มัลติมีเดีย, วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full-motion video) หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless teleconferencing) ทำให้เกิดความต้องการเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่มากด้วย<br />
<span style="color: #000000;"> </span><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/217/218098.gif" border="0" alt="" align="undefined" /><span style="color: #000000;"> </span>มาตรฐานที่ซับซ้อนของ 3G ทำให้ยากในการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย แต่เราต้องการใช้งานแบบเคลื่อนที่และพกพาไปได้ทั่วโลก<br />
<span style="color: #000000;"> </span><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/217/218098.gif" border="0" alt="" align="undefined" /> นักวิจัยต้องการให้รูปแบบการส่งคลื่นทางเทคนิคมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 10 Mbps ซึ่งไม่สามารถทำได้ในโครงสร้างของ 3G<br />
<span style="color: #000000;"> </span><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/217/218098.gif" border="0" alt="" align="undefined" /> ระบบ 4G เป็นระบบเครือข่ายแบบ IP digital packet ทำให้สามารถส่ง Voice และ Data ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยราคาการให้บริการที่ถูกมากและมีรูปแบบที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p>
<p><span style="color: #000000;"> </span>การพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 4G ได้มีการพัฒนาโดยเน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัย โดยการนำไบโอแมทริกซ์มาผสมผสาน ทำให้สามารถซื้อขายกันได้โดยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ Mobile Internet และยังสามารถหักบัญชีเงินในธนาคาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรือบริการได้ทันที ระบบไบโอแมทริกซ์ จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในธุรกิจในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนในยุคโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G นั่นคือในธุรกิจ Mobile Commerce นั่นเอง</p>
<p><span style="color: #000000;"> <span style="color: #008000;"> </span></span><span style="color: #008000;">ซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดีย นับเป็นกลุ่มซอฟแวร์ที่จะถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบ 4G โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถูกพัฒนาให้สูงกว่า 100 เมกะบิตต่อวินาที ตัวอย่างเช่น คุณอาจดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอมาไว้ในรถยนต์ ก่อนออกเดินทางไกล เพื่อว่าจะได้มีหนังดีๆ รวมทั้งข้อมูลการท่องเที่ยวไว้ดูบ้างในระหว่างเดินทาง นั่นคือธุรกิจ Software house และ ธุรกิจเกี่ยวกับการสร้าง Content ในระดับ SME ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะมีโอกาสในธุรกิจสื่อมัลติมีเดียบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เป็นอย่างมาก </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span>ลองนึกภาพการที่คุณสามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อซื้อน้ำอัดลมจากตู้ขายอัตโนมัติ ใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวกันสั่งซื้ออัลบั้มเพลงล่าสุดและดาวน์โหลลงเครื่องเล่น MP3 ได้โดยตรง หรือการที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้คอมพิวเตอร์พกพาเพื่อหาจองโรงแรมที่ใกล้ที่สุด และราคาเหมาะสมที่สุดขณะที่นั่งรถแท็กซี่</p>
<p><span style="color: #000000;"> </span>โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 4G จะมีความสามารถและสมรรถนะสูงมาก ในระดับที่สามารถชมภาพวิดีโอกันแบบสดๆได้ พร้อมคุณภาพระดับ DVD ตามการเปิดเผยของซัมซุงฯ  เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ทางซัมซุงฯได้เพิ่มบุคลากรในแผนกอาร์แอนด์ดี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ 4G  แล้ว</p>
<p><span style="color: #000000;"> <span style="color: #008000;"> </span></span><span style="color: #008000;">มีการคาดหวังถึงความสะดวกสบายและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อบริการ M-Commerce บนระบบ 4G จะเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย ทำให้เกิดแนวคิดมากมายในการทำ M-Commerce เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลออกไปในระยะใกล้ โดยมีเป้าหมายคือผู้บริโภคที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเดินผ่านร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คุณอาจจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ๆ ที่มีจำหน่ายในร้าน และคุณก็สามารถที่จะตรวจสอบราคาสินค้า เปรียบเทียบราคากับร้านอื่นๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด หรือเมื่อคุณนั่งรถไฟฟ้าผ่านสถานที่ท่องเที่ยวโทรศัพท์เคลื่อนที่4G ของคุณก็จะได้รับแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ของบริเวณนั้นบนจอของคุณ อีกทั้งข้อความโฆษณาของโรงแรมหรือที่พักที่อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ เป็นต้น </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span>ขณะนี้ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จับมือกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีหวังสร้างมาตรฐานร่วม 4G แห่งเอเชีย โดยชูคุณสมบัติเด่น รับส่งข้อมูล 100 เมกะบิตต่อวินาที พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เวอร์ชั่น 6 หรือ “ไอพีวี6” (IPv 6) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาขี้นเป็นรายแรก และมีแผนที่จะผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานระดับโลก</p>
<p><span style="color: #000000;"> </span>จะเห็นได้ว่าตอนนี้เหล่าผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และนักพัฒนาเริ่มตื่นตัวกับเทคโนโลยีใหม่กันแล้ว และดูเหมือนการแข่งขันที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่า 3G มาก จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว แต่น่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดด จนธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอาจปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง</p>
<p>ที่มา : วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_3504_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/3504?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_3504_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=3504&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F4g-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/content/3g" title="3G" rel="tag">3G</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/4g" title="4G" rel="tag">4G</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c" title="ระบบโทรศัพท์" rel="tag">ระบบโทรศัพท์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1" title="โทรคมนาคม" rel="tag">โทรคมนาคม</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/4g-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/category/gerneral/feed ) in 3.64379 seconds, on May 19th, 2012 at 1:04 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on May 19th, 2012 at 2:04 pm UTC -->
