<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย &#187; Diary by Fern</title>
	<atom:link href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.livetogether.org</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 25 Nov 2011 04:28:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>เหตุผลที่ควรดื่มนมก่อนนอน</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 May 2009 01:53:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ก่อนนอน]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มนม]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มนมหรือยัง]]></category>
		<category><![CDATA[เหตุผล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=760</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีคะทุกคน
ไม่รู้ว่ามีใครดื่มนมก่อนนอนกันบ้างคะ  และรู้ไหมว่าการดื่มนมก่อนนอนให้ประโยชน์กับเราอย่างไรบ้าง
&#8230;&#8230;ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะจะได้รู้ว่าเหตุผลที่เราควรดื่มนมก่อนนอนคืออะไร
ขอบคุณข้อมูลจาก โอเคเนชั่นคะ
ทำไมต้องดื่มนมก่อนนอน? 


ก็เพราะร่างกายจะปรับสมดุลเคมีในตอนกลางคืนหลังจากเราหลับ เพื่อทำให้ภาวะทางเคมีในร่างกายเป็นกลางเช่นที่ควรเป็นตามปกติ






การดึงแคลเซียมมาช่วยในกระบวนการปรับสมดุลเคมีของร่างกายนั้น เป็นสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ




สมดุลที่ผิดปกติ เกิดจากการที่เรารับเกลือแร่บางตัวเข้าไปมากเกินจนทำให้ภาวะกรดด่างในร่างกายผิดปกติไป แคลเซียมก็จะถูกดึงออกมามากเพื่อใช้ช่วยปรับปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่สมดุลนี้  โดยดึงจากเลือดก่อน และถ้าไม่พอก็ดึงจากกระดูกต่อไป  






ดังนั้นร่างกายที่มีแคลเซียมในเลือดน้อยก็จะถูกละลายออกมาจากกระดูกนั่นเองนี่คือสาเหตุที่ทำให้กระดูกพรุน






เกลือแร่ที่ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมออกมามากสำหรับยุคนี้ที่นับว่าอันตรายยิ่งก็คือเกลือแร่ที่อยู่ในน้ำอัดลมทั้งหลายนั่นเอง&#8230;จึงมีการรณรงค์สู่เด็กเล็กเพื่อนิยามว่า &#8220;เจ้าน้ำอัดลมเป็นสารทำให้กระดูกพรุน&#8221; เราจึงไม่ควรดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปนะคะ &#8230;.




แคลเซียมที่ดื่มก่อนนอนจะถูกดูดซึมและยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด ไม่ถูกขับถ่ายไปซะก่อนเหมือนตอนกลางวัน จึงยังคงได้ทันเป็นกำลังสำรองให้ร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการที่ว่านี้ในตอนกลางคืนเมื่อเราหลับไปแล้วค่ะ




แล้วคืนนี้คุณดื่มนมหรือยัง&#8230;?




	Tags: Diary by Fern, ก่อนนอน, ดื่มนม, ดื่มนมหรือยัง, ทั่วไป, เหตุผล
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีคะทุกคน</p>
<p>ไม่รู้ว่ามีใครดื่มนมก่อนนอนกันบ้างคะ  และรู้ไหมว่าการดื่มนมก่อนนอนให้ประโยชน์กับเราอย่างไรบ้าง</p>
<p>&#8230;&#8230;ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะจะได้รู้ว่าเหตุผลที่เราควรดื่มนมก่อนนอนคืออะไร</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก โอเคเนชั่นคะ</p>
<p><span style="color: #33ff00;">ทำไมต้องดื่มนมก่อนนอน? </span></p>
<ul>
<li>
<div class="article_segbody"><span style="color: #33ff00;">ก็เพราะร่างกายจะปรับสมดุลเคมีในตอนกลางคืนหลังจากเราหลับ เพื่อทำให้ภาวะทางเคมีในร่างกายเป็นกลางเช่นที่ควรเป็นตามปกติ</span></div>
</li>
</ul>
<div class="article_segbody"></div>
<div class="article_segbody"></div>
<ul>
<li>
<div class="article_segbody"><span style="color: #33ff00;">การดึงแคลเซียมมาช่วยในกระบวนการปรับสมดุลเคมีของร่างกายนั้น เป็นสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ</span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div class="article_segbody"><span style="color: #33ff00;">สมดุลที่ผิดปกติ เกิดจากการที่เรารับเกลือแร่บางตัวเข้าไปมากเกินจนทำให้ภาวะกรดด่างในร่างกายผิดปกติไป แคลเซียมก็จะถูกดึงออกมามากเพื่อใช้ช่วยปรับปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่สมดุลนี้  โดยดึงจากเลือดก่อน และถ้าไม่พอก็ดึงจากกระดูกต่อไป  </span></div>
</li>
</ul>
<div class="article_segbody"></div>
<div class="article_segbody"></div>
<ul>
<li>
<div class="article_segbody"><span style="color: #33ff00;">ดังนั้นร่างกายที่มีแคลเซียมในเลือดน้อยก็จะถูกละลายออกมาจากกระดูกนั่นเองนี่คือสาเหตุที่ทำให้กระดูกพรุน</span></div>
</li>
</ul>
<div class="article_segbody"></div>
<div class="article_segbody"></div>
<ul>
<li>
<div class="article_segbody"><span style="color: #33ff00;">เกลือแร่ที่ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมออกมามากสำหรับยุคนี้ที่นับว่าอันตรายยิ่งก็คือเกลือแร่ที่อยู่ในน้ำอัดลมทั้งหลายนั่นเอง&#8230;จึงมีการรณรงค์สู่เด็กเล็กเพื่อนิยามว่า &#8220;เจ้าน้ำอัดลมเป็นสารทำให้กระดูกพรุน&#8221; เราจึงไม่ควรดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปนะคะ &#8230;.</span></div>
</li>
</ul>
<ul>
<li>
<div class="article_segbody"><span style="color: #33ff00;">แคลเซียมที่ดื่มก่อนนอนจะถูกดูดซึมและยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด ไม่ถูกขับถ่ายไปซะก่อนเหมือนตอนกลางวัน จึงยังคงได้ทันเป็นกำลังสำรองให้ร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการที่ว่านี้ในตอนกลางคืนเมื่อเราหลับไปแล้วค่ะ</span></div>
</li>
</ul>
<div class="article_segbody"></div>
<div class="article_segbody"></div>
<h5 class="article_segbody">แล้วคืนนี้คุณดื่มนมหรือยัง&#8230;?</h5>
<p><map name='google_ad_map_760_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/760?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_760_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=760&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99" title="ก่อนนอน" rel="tag">ก่อนนอน</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1" title="ดื่มนม" rel="tag">ดื่มนม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87" title="ดื่มนมหรือยัง" rel="tag">ดื่มนมหรือยัง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5" title="เหตุผล" rel="tag">เหตุผล</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เนคไทและหูกระต่าย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 May 2009 02:36:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[หูกระต่าย]]></category>
		<category><![CDATA[เนคไท]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=748</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีคะทุกคน
ไม่ทราบว่ามีใครเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับเนคไท และหูกระต่ายบ้างรีเปล่าคะ?
ถ้ายังไม่เคยก็ลองอ่านดูนะคะ&#8230;&#8230;..ขอบคุณบทความดีๆ จาก ฮ.ฮูกดอทคอมคะ

เนคไทและหูกระต่าย
เนคไทและหูกระต่าย ประเพณีวิธีปฎิบัติต่าง ๆ ที่เราประพฤติกันมาและอธิบายว่าเพื่อ &#8220;มารยาท&#8221; นั้น หลายอย่างทีเดียวที่เกิดจาก ความเชื่อ และ ความเชื่อก็มักเกิดจากความรู้สึกกลัวต่อสิ่งที่อธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ความตายดูเหมือนจะเป็นแหล่งที่มาของความเชื่อทั้งหลายทั้งปวงมากกว่าเรื่องอื่น แม้แต่มารยาทในเรื่องการหาวฃึ่งดูไม่น่า เกี่ยวข้องอะไร แต่ก็เกี่ยวจนได้
ฝรั่งสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่างฉะนั้นเวลาหาวต้องเอามือปิดปากไว้ไม่ให้วิญญาณ หนีไปเหมือนกับที่เราเชื่อว่าขวัญหนี เพียงแต่ขวัญหรือวิญญาณของเราออกจากกระหม่อม ไม่ได้ออกทางปาก เขาให้ข้ออธิบายว่า เพราะสมัยนั้นเด็กเกิดมาแล้วมักจะเสียชีวิต เมื่อสังเกตดูจะเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด (ซึ่ง-อธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่จะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด) จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิตและแน่นอนว่าเด็กนั้นเวลาหาวแล้วปิดปากตัวเองไม่ได้ แพทย์สมัยโรมันจึงแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรก ๆ ที่คลอดออกมา เพื่อคอยปิดปากลูกน้อยของตน
ปัจจุบันมีมารยาทเรื่องการหาวเพิ่มอีกว่าให้หันหน้าไปทางอื่นแต่การแสดงความสุภาพก็มักไม่ได้บอกที่มาของประเพณีการปฏิบัติหรือการขอโทษหลังหาว ที่มาของเรื่องนี้มีว่า คนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าการหาวติดต่อ ถึงผู้อื่นได้ คนหนึ่งหาวคนที่อยู่ใกล้กันก็มักจะหาวตามดังนั้นถ้าการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาวอันตรายนี้ย่อมติดไปถึง ผู้อื่นด้วยเหมือนกับการแพร่เชื้ออหิวาตกโรค การขอโทษจึงเป็นการแสดงความเป็นญาติดีกับทูตมรณะ
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายการหาวว่า เป็นความต้องการออกซิเจนขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะตอนเพิ่งตื่น ตอนที่ร่างกายเหน็ดเหนื่ย และเวลาออกกำลังมาก ๆ ในช่วงแรก แต่สรุปไม่ได้ว่าเหตุผลด้านร่างกายจะเกี่ยวข้องกับการหาวที่ติดต่อกันด้วยเรารู้แต่เพียงว่าภาพที่เห็นคนกำลังหาวจะส่งไปยังศูนย์รับภาพของสมอง และส่งต่อไป ศูนย์รับภาพของสมองและส่งต่อไปศูนย์ประสาทการหาว แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเป็นคำถามที่ยังมืดมนในปัจจุบันเหมือนดังเช่นที่คนสมัยโบราณไม่รู้ว่าทำไมจึงหาว




	Tags: Diary by Fern, ความเชื่อ, ทั่วไป, บทความ, หูกระต่าย, เนคไท
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">สวัสดีคะทุกคน</span></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">ไม่ทราบว่ามีใครเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับเนคไท และหูกระต่ายบ้างรีเปล่าคะ?</span></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">ถ้ายังไม่เคยก็ลองอ่านดูนะคะ&#8230;&#8230;..ขอบคุณบทความดีๆ จาก ฮ.ฮูกดอทคอมคะ</span></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong></strong></span></p>
<p><span class="style6"><strong><span style="color: #0000ff;">เนคไทและหูกระต่าย</span></strong></span><br />
เนคไทและหูกระต่าย ประเพณีวิธีปฎิบัติต่าง ๆ ที่เราประพฤติกันมาและอธิบายว่าเพื่อ &#8220;มารยาท&#8221; นั้น หลายอย่างทีเดียวที่เกิดจาก <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ความเชื่อ">ความเชื่อ</a> และ ความเชื่อก็มักเกิดจากความรู้สึกกลัวต่อสิ่งที่อธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ความตายดูเหมือนจะเป็นแหล่งที่มาของความเชื่อทั้งหลายทั้งปวงมากกว่าเรื่องอื่น แม้แต่มารยาทในเรื่องการหาวฃึ่งดูไม่น่า เกี่ยวข้องอะไร แต่ก็เกี่ยวจนได้</p>
<p>ฝรั่งสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่างฉะนั้นเวลาหาวต้องเอามือปิดปากไว้ไม่ให้วิญญาณ หนีไปเหมือนกับที่เราเชื่อว่าขวัญหนี เพียงแต่ขวัญหรือวิญญาณของเราออกจากกระหม่อม ไม่ได้ออกทางปาก เขาให้ข้ออธิบายว่า เพราะสมัยนั้นเด็กเกิดมาแล้วมักจะเสียชีวิต เมื่อสังเกตดูจะเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด (ซึ่ง-อธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่จะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด) จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิตและแน่นอนว่าเด็กนั้นเวลาหาวแล้วปิดปากตัวเองไม่ได้ แพทย์สมัยโรมันจึงแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรก ๆ ที่คลอดออกมา เพื่อคอยปิดปากลูกน้อยของตน<br />
ปัจจุบันมีมารยาทเรื่องการหาวเพิ่มอีกว่าให้หันหน้าไปทางอื่นแต่การแสดงความสุภาพก็มักไม่ได้บอกที่มาของประเพณีการปฏิบัติหรือการขอโทษหลังหาว ที่มาของเรื่องนี้มีว่า คนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าการหาวติดต่อ ถึงผู้อื่นได้ คนหนึ่งหาวคนที่อยู่ใกล้กันก็มักจะหาวตามดังนั้นถ้าการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาวอันตรายนี้ย่อมติดไปถึง ผู้อื่นด้วยเหมือนกับการแพร่เชื้ออหิวาตกโรค การขอโทษจึงเป็นการแสดงความเป็นญาติดีกับทูตมรณะ</p>
<p>วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายการหาวว่า เป็นความต้องการออกซิเจนขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะตอนเพิ่งตื่น ตอนที่ร่างกายเหน็ดเหนื่ย และเวลาออกกำลังมาก ๆ ในช่วงแรก แต่สรุปไม่ได้ว่าเหตุผลด้านร่างกายจะเกี่ยวข้องกับการหาวที่ติดต่อกันด้วยเรารู้แต่เพียงว่าภาพที่เห็นคนกำลังหาวจะส่งไปยังศูนย์รับภาพของสมอง และส่งต่อไป ศูนย์รับภาพของสมองและส่งต่อไปศูนย์ประสาทการหาว แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเป็นคำถามที่ยังมืดมนในปัจจุบันเหมือนดังเช่นที่คนสมัยโบราณไม่รู้ว่าทำไมจึงหาว</p>
<p><map name='google_ad_map_748_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/748?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_748_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=748&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad" title="ความเชื่อ" rel="tag">ความเชื่อ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="บทความ" rel="tag">บทความ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="หูกระต่าย" rel="tag">หูกระต่าย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97" title="เนคไท" rel="tag">เนคไท</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติขนมไทย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 May 2009 02:22:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สยามประเทศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=658</guid>
		<description><![CDATA[
สวัสดีคะทุกคน

วันนี้เฟิร์นเอาประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของขนมไทยมาฝากคะ
ขนมไทยนอกจากจะมีสีสันน่ารับประทานแล้ว  ยังมีชื่อที่เป็นมงคลอีกด้วย
และกว่าที่จะได้ขนมแต่ละชิ้นขึ้นมาก็ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย 108 อย่าง
อยากให้ทุกคนลองหันมาสนใจขนมไทยกันบ้างนะคะ

ขอบคุณคะ

ขนมจัดเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยใช้คำว่าสำรับกับข้าวคาว-หวาน โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลและงานพิธีการ อาหารหวานที่จัดเป็นสำรับจะต้องประกอบด้วย ของหวานอย่างน้อย 5 สิ่ง ซึ่งต้องเลือกให้มีรสชาติ สีสัน ชนิด ตลอดจนลักษณะที่กลมกลืนกัน แต่ละสำรับจะต้องมีผลไม้ 10 ที่ และขนมเป็นน้ำ 1 ที่เสมอ
     ประเทศไทยครั้งยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วยต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวางไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จนทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆ และอะไร
ดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนมที่ใส่มักเป็น &#8220;ของเทศ&#8221; เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small; color: #ffffff; font-family: MS Sans Serif;"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #000000;">สวัสดีคะทุกคน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #000000;">วันนี้เฟิร์นเอาประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของขนมไทยมาฝากคะ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #000000;">ขนมไทยนอกจากจะมีสีสันน่ารับประทานแล้ว  ยังมีชื่อที่เป็นมงคลอีกด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #000000;">และกว่าที่จะได้ขนมแต่ละชิ้นขึ้นมาก็ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย 108 อย่าง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #000000;">อยากให้ทุกคนลองหันมาสนใจขนมไทยกันบ้างนะคะ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #000000;">ขอบคุณคะ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #000000;">ขนมจัดเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยใช้คำว่าสำรับกับข้าวคาว</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="color: #000000;">-<span lang="TH">หวาน โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลและงานพิธีการ อาหารหวานที่จัดเป็นสำรับจะต้องประกอบด้วย ของหวานอย่างน้อย </span>5<span lang="TH"> สิ่ง ซึ่งต้องเลือกให้มีรสชาติ สีสัน ชนิด ตลอดจนลักษณะที่กลมกลืนกัน แต่ละสำรับจะต้องมีผลไม้ </span>10<span lang="TH"> ที่ และขนมเป็นน้ำ </span>1 <span lang="TH">ที่เสมอ</span></p>
<p>     <span lang="TH">ประเทศไทยครั้งยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วยต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวางไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จนทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆ และอะไร</span><br />
<span lang="TH">ดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนมที่ใส่มักเป็น </span>&#8220;<span lang="TH">ของเทศ</span>&#8221; <span lang="TH">เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์ <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ขนมไทย">ขนมไทย</a> เป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น ๆ</span></p>
<p>     <span lang="TH">ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่าง ๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้น ๆ งานศิริมงคลต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกัน ยืดยาวมีอายุยืน ขนมชั้น ก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="color: #000000;"></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><span style="color: #000000;"><span lang="TH">ที่มา ฮ.ฮูก.คอม</span></span></span><span style="font-family: Tahoma;"></span></p>
<p></span></p>
<p><map name='google_ad_map_658_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/658?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_658_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=658&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5" title="ขนมมงคล" rel="tag">ขนมมงคล</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2" title="ขนมไทย" rel="tag">ขนมไทย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4" title="ประวัติ" rel="tag">ประวัติ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8" title="สยามประเทศ" rel="tag">สยามประเทศ</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ตอนสุดท้าย</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 May 2009 01:58:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมบรรพ]]></category>
		<category><![CDATA[สรุป]]></category>
		<category><![CDATA[เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=617</guid>
		<description><![CDATA[มาถึงตอนสุดท้ายกันแล้ว
คิดว่าหลายๆ คนน่าจะได้ข้อคิดดีๆ จากบทความนี้บ้างนะคะ
ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก วิชาการ.คอม มากคะ
สรุปปฐมบรรพ
ถ้าใช้สมองคิด ก็คงเห็นว่ายากเกินกว่าจะคำนวณไหว ว่าทำกรรมประมาณเท่านั้นเท่านี้แล้วจะมีสิทธิ์มาเกิดเป็นใคร แบบไหน แต่กรรมเขาไม่ต้องใช้สมองคิด เขาเป็นธรรมชาติที่ผสมสูตรบันดาลวิบากได้ทันทีทันใดโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ ทำนองเดียวกับเตรียมน้ำ เตรียมทราย เตรียมปูนไว้พร้อม ถึงเวลาผสมก็ได้อะไรออกมาอย่างหนึ่ง จะแข็งแรงหรืออ่อนเปียกเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะเจาะของส่วนประกอบ
           เมื่อสั่งสมบาปบุญมาถึงไหน วิบากกรรมก็เลือกให้มาเกิดในที่เหมาะควรทุกประการ ทั้งเครือพันธุ์ที่จะสืบทอดความงามหรือความอัปลักษณ์ ทั้งวงศ์ตระกูลที่จะมอบมรดกเป็นทรัพย์สินอลังการหรือหนี้สินจมธรณี ทั้งพันธุกรรมที่จะแสดงความปราดเปรื่องหรือความเบาปัญญา จะมีท้องแม่อยู่ท้องหนึ่งที่เหมาะเป็นถิ่นอาศัยของวิญญาณอันทรงไว้ด้วยบาปบุญต่างๆเสมอ
 
           เรามาสู่ความเป็นอย่างนี้ ก็เพราะทำกรรมไว้เหมาะกับการมาเกิดในท้องแม่คนนี้ ไม่มีความบังเอิญไม่มีการผิดฝาผิดตัว ไม่มีการลำเอียงเลือกส่งด้วยรักหรือด้วยชังจากใครคนใดคนหนึ่งทั้งสิ้น กรรมเก่าของเราเองเป็นผู้ดูแลจัดสรร
 
           เกือบทุกคนอยากเกิดเป็นชาย เกือบทุกคนอยากเป็นผู้มีรูปงาม เกือบทุกคนอยากเป็นลูกเศรษฐี เกือบทุกคนอยากมีสติปัญญาล้ำเลิศ ทุกๆคนอยากเป็นผู้มีความสุข มีความพึงใจเป็นในสิ่งที่ตนปรารถนา ทว่าเกมชีวิตจะบีบให้เราสร้างเหตุอันเป็นตรงข้ามกับสภาพน่าพึงใจทั้งหลาย เราจึงเห็นคนในโลกนี้มีหญิงมากกว่าชาย มีคนสวยหล่อน้อยกว่าคนขี้เหร่ มีคนยากจนข้นแค้นมากกว่าคนมั่งมีศรีสุขมีคนโง่มากกว่าคนฉลาด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคนที่จมทุกข์มากกว่าลอยตัวเป็นสุข
 
           เมื่อศรัทธาและมีปัญญาเห็นแจ้งในเรื่องกรรมวิบาก ต่อไปหากน้อยใจวาสนา เราจะไม่โทษใครเลยนอกจากตัวเอง และหากจะขอบคุณชะตาชีวิต เราจะไม่สรรเสริญใครเลยนอกจากตัวเองเช่นกันถ้าดูอย่างผิวเผิน เหมือนใครบางคนในโลกกำลังช่วยเหลือผู้อื่นอยู่อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แต่ที่สุดของที่สุดแห่งความจริงก็คือเขากำลังช่วยเหลือตนเองให้ได้ดีต่างหาก เมื่อเขาให้เงินคนอื่นไปหนึ่งร้อย ค่าเงินหนึ่งร้อยนั้นจะถูกใช้ไปในทางใดทางหนึ่งจนหมดสิ้นโดยไม่มีใครรักษาไว้ได้ แต่กรรมที่บริจาคทานหนึ่งร้อยเดียวกันจะติดตามไปคุ้มครอง ช่วยเหลือเกื้อกูลจิตวิญญาณผู้นั้นแม้กายจะแตกดับสาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว
 
           สิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่สะท้อนฐานกรรมที่เคยทำมา เราจะทำดีได้ง่ายต่อเมื่อเรามีฐานความดีอยู่ก่อนและจะรู้สึกเป็นสิ่งฝืดฝืนยากเย็นยิ่งถ้าต้องทำดีทั้งที่ฐานเดิมเป็นตรงข้าม แต่หากไม่มีการต่อยอดความดีความดีก็มักถล่มพัง และหากมีการกัดฟันทนสร้างฐานความดี ในที่สุดความดีก็งอกงามไพบูลย์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มาถึงตอนสุดท้ายกันแล้ว</p>
<p>คิดว่าหลายๆ คนน่าจะได้ข้อคิดดีๆ จากบทความนี้บ้างนะคะ</p>
<p>ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก วิชาการ.คอม มากคะ</p>
<p>สรุปปฐมบรรพ</p>
<p>ถ้าใช้สมองคิด ก็คงเห็นว่ายากเกินกว่าจะคำนวณไหว ว่าทำกรรมประมาณเท่านั้นเท่านี้แล้วจะมีสิทธิ์มาเกิดเป็นใคร แบบไหน แต่กรรมเขาไม่ต้องใช้สมองคิด เขาเป็นธรรมชาติที่ผสมสูตรบันดาลวิบากได้ทันทีทันใดโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ ทำนองเดียวกับเตรียมน้ำ เตรียมทราย เตรียมปูนไว้พร้อม ถึงเวลาผสมก็ได้อะไรออกมาอย่างหนึ่ง จะแข็งแรงหรืออ่อนเปียกเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะเจาะของส่วนประกอบ</p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อสั่งสมบาปบุญมาถึงไหน วิบากกรรมก็เลือกให้มาเกิดในที่เหมาะควรทุกประการ ทั้งเครือพันธุ์ที่จะสืบทอดความงามหรือความอัปลักษณ์ ทั้งวงศ์ตระกูลที่จะมอบมรดกเป็นทรัพย์สินอลังการหรือหนี้สินจมธรณี ทั้งพันธุกรรมที่จะแสดงความปราดเปรื่องหรือความเบาปัญญา จะมีท้องแม่อยู่ท้องหนึ่งที่เหมาะเป็นถิ่นอาศัยของวิญญาณอันทรงไว้ด้วยบาปบุญต่างๆเสมอ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เรามาสู่ความเป็นอย่างนี้ ก็เพราะทำกรรมไว้เหมาะกับการมาเกิดในท้องแม่คนนี้ ไม่มีความบังเอิญไม่มีการผิดฝาผิดตัว ไม่มีการลำเอียงเลือกส่งด้วยรักหรือด้วยชังจากใครคนใดคนหนึ่งทั้งสิ้น กรรมเก่าของเราเองเป็นผู้ดูแลจัดสรร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>เกือบทุกคนอยากเกิดเป็นชาย เกือบทุกคนอยากเป็นผู้มีรูปงาม เกือบทุกคนอยากเป็นลูกเศรษฐี เกือบทุกคนอยากมีสติปัญญาล้ำเลิศ</strong></span> ทุกๆคนอยากเป็นผู้มีความสุข มีความพึงใจเป็นในสิ่งที่ตนปรารถนา ทว่าเกมชีวิตจะบีบให้เราสร้างเหตุอันเป็นตรงข้ามกับสภาพน่าพึงใจทั้งหลาย เราจึงเห็นคนในโลกนี้มีหญิงมากกว่าชาย มีคนสวยหล่อน้อยกว่าคนขี้เหร่ มีคนยากจนข้นแค้นมากกว่าคนมั่งมีศรีสุขมีคนโง่มากกว่าคนฉลาด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคนที่จมทุกข์มากกว่าลอยตัวเป็นสุข</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อศรัทธาและมีปัญญาเห็นแจ้งในเรื่องกรรมวิบาก ต่อไปหากน้อยใจวาสนา เราจะไม่โทษใครเลยนอกจากตัวเอง และหากจะขอบคุณชะตาชีวิต เราจะไม่สรรเสริญใครเลยนอกจากตัวเองเช่นกันถ้าดูอย่างผิวเผิน เหมือนใครบางคนในโลกกำลังช่วยเหลือผู้อื่นอยู่อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แต่ที่สุดของที่สุดแห่งความจริงก็คือเขากำลังช่วยเหลือตนเองให้ได้ดีต่างหาก เมื่อเขาให้เงินคนอื่นไปหนึ่งร้อย ค่าเงินหนึ่งร้อยนั้นจะถูกใช้ไปในทางใดทางหนึ่งจนหมดสิ้นโดยไม่มีใครรักษาไว้ได้ แต่กรรมที่บริจาคทานหนึ่งร้อยเดียวกันจะติดตามไปคุ้มครอง ช่วยเหลือเกื้อกูลจิตวิญญาณผู้นั้นแม้กายจะแตกดับสาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่สะท้อนฐานกรรมที่เคยทำมา เราจะทำดีได้ง่ายต่อเมื่อเรามีฐานความดีอยู่ก่อนและจะรู้สึกเป็นสิ่งฝืดฝืนยากเย็นยิ่งถ้าต้องทำดีทั้งที่ฐานเดิมเป็นตรงข้าม แต่หากไม่มีการต่อยอดความดีความดีก็มักถล่มพัง และหากมีการกัดฟันทนสร้างฐานความดี ในที่สุดความดีก็งอกงามไพบูลย์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ณ จุดที่กำลังรู้ได้ว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก เพียงเมื่อกำหนดแน่วแน่ว่าจะทำดีเราก็กำลังบ่ายหน้าไปสู่ทิศทางที่จะทำให้เป็นสุขมากขึ้นแล้ว</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา วิชาการ.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_617_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/617?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_617_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=617&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e" title="ปฐมบรรพ" rel="tag">ปฐมบรรพ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b" title="สรุป" rel="tag">สรุป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99" title="เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน" rel="tag">เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ตอนที่ 6</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-6.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-6.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 May 2009 05:06:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนที่ 6]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เสียดาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=595</guid>
		<description><![CDATA[ตอนที่ 6 – เหตุใดจึงมีสติปัญญามาก
ถึงแม้เกิดมาเป็นคนสวยคนหล่อ หรือต่อให้มีฐานะดีปานใด หากไร้ซึ่งสติปัญญาความสามารถแล้ว ก็เรียกได้ว่า ‘มีไม่ครบสูตร’ ลองนึกดูว่าถ้ามีอะไรๆดีหมด แต่คิดอ่านไม่ทันคนก็อาจเข้าตำราสวยแล้วถูกหลอกง่าย หรือถ้ารวยแล้วไม่ทันเกมธุรกิจ รูปสมบัติและคุณสมบัติก็คงไม่ช่วยให้มีความสุขกับชีวิตใหม่เท่าใดนัก
           เป็นที่ถกเถียงกันมาช้านานว่าสติปัญญามาจากไหน ถ้าบอกว่ามาจากเชื้อของพ่อแม่หรือคนในตระกูลก็ลืมได้ เพราะนั่นจะไม่ใช่ความจริงสากล เนื่องจากบางคนฉลาดระดับอัจฉริยะในขณะที่พ่อแม่มีสติปัญญาปานกลางหรือค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำ
 
           บางคนก็บอกว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่เพิ่มพูนได้ด้วยความรู้และประสบการณ์ หรือสะกิดให้ถูกจุดความสนใจ ก็เกิดการใฝ่ใจเรียนรู้ และเป็นที่มาของการต่อยอดปัญญายิ่งๆขึ้นไปได้ แต่ความเชื่อนี้ก็ไม่ใช่สัจจะสากลอีก เพราะบางคนเรียนกี่ปีๆก็ยังคงมีไอคิวเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลย
 
           เดี๋ยวนี้เวลามนุษย์จะหาหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง ก็มักใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็ได้แก่การตรวจสอบวัตถุอันเป็นรูปธรรมต่างๆ ตั้งแต่สมองจนถึงดีเอ็นเอ ความจริงคือหยักสมองและพันธุกรรมอาจมีส่วนช่วยให้คนเราออกจากจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่สมองและพันธุกรรมเป็นเพียงวิบากชนิดหนึ่ง หากปราศจากการตกแต่งของกรรมแล้ว สมองและพันธุกรรมของทุกคนจะต้องเริ่มต้นเหมือนกันหมด ทุกคนจะฉลาดเท่ากัน เป็นดอกเตอร์ได้เหมือนๆกัน และโลกนี้ก็จะไม่มีความแตกต่างทางปัญญาหรือแม้ทางความคิดอยู่เลย
 
ความต่างระหว่างปัญญากับความฉลาด
 
           หากดูในพจนานุกรม จะเห็นว่าปัญญากับความฉลาดเป็นคำแปลของกันและกัน ปัญญาหมายถึงความฉลาดที่เกิดจากการเรียนและคิด ส่วนฉลาดหมายถึงการมีปัญญาดี เพราะฉะนั้นจะมองเป็นคนละด้านของเหรียญก็ได้ แต่เพื่อให้เป็นที่เข้าใจความหมายและมองเห็นภาพกว้างตรงกัน ก็ขอจำแนกนิยามของปัญญากับความฉลาดไว้ดังนี้
 
           ปัญญา หมายถึงความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ไม่แคบจำกัดอยู่ตรงจุดเล็กๆ ถ้ารู้มากเรื่องเดียว ถามอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้นแล้วเป็นใบ้ ก็ไม่เรียกเป็นปัญญาได้เต็มปากเต็มคำ ที่มักได้ยินกันบ่อยในโครงการพัฒนาชนบทได้แก่ ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ หาไม่ได้จากตำราทั่วไป เพราะถ้าหาได้จากตำราก็เรียกว่าลอกเลียนเขามา ไม่ต้องใช้ปัญญาคิดค้นอะไรขึ้นมาเอง
           ความฉลาด หมายเอาความมีไหวพริบดี ปฏิภาณดี พูดง่ายๆว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันการณ์ตรงนี้เรามักเทน้ำหนักให้ความสามารถในการรับข้อมูลจำนวนหนึ่งเข้ามาในหัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนที่ 6 – เหตุใดจึงมีสติปัญญามาก</p>
<p>ถึงแม้เกิดมาเป็นคนสวยคนหล่อ หรือต่อให้มีฐานะดีปานใด หากไร้ซึ่งสติปัญญาความสามารถแล้ว ก็เรียกได้ว่า ‘มีไม่ครบสูตร’ ลองนึกดูว่าถ้ามีอะไรๆดีหมด แต่คิดอ่านไม่ทันคนก็อาจเข้าตำราสวยแล้วถูกหลอกง่าย หรือถ้ารวยแล้วไม่ทันเกมธุรกิจ รูปสมบัติและคุณสมบัติก็คงไม่ช่วยให้มีความสุขกับชีวิตใหม่เท่าใดนัก</p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เป็นที่ถกเถียงกันมาช้านานว่าสติปัญญามาจากไหน ถ้าบอกว่ามาจากเชื้อของพ่อแม่หรือคนในตระกูลก็ลืมได้ เพราะนั่นจะไม่ใช่ความจริงสากล เนื่องจากบางคนฉลาดระดับอัจฉริยะในขณะที่พ่อแม่มีสติปัญญาปานกลางหรือค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางคนก็บอกว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่เพิ่มพูนได้ด้วยความรู้และประสบการณ์ หรือสะกิดให้ถูกจุดความสนใจ ก็เกิดการใฝ่ใจเรียนรู้ และเป็นที่มาของการต่อยอดปัญญายิ่งๆขึ้นไปได้ แต่ความเชื่อนี้ก็ไม่ใช่สัจจะสากลอีก เพราะบางคนเรียนกี่ปีๆก็ยังคงมีไอคิวเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เดี๋ยวนี้เวลามนุษย์จะหาหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง ก็มักใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็ได้แก่การตรวจสอบวัตถุอันเป็นรูปธรรมต่างๆ ตั้งแต่สมองจนถึงดีเอ็นเอ ความจริงคือหยักสมองและพันธุกรรมอาจมีส่วนช่วยให้คนเราออกจากจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่สมองและพันธุกรรมเป็นเพียงวิบากชนิดหนึ่ง หากปราศจากการตกแต่งของกรรมแล้ว สมองและพันธุกรรมของทุกคนจะต้องเริ่มต้นเหมือนกันหมด ทุกคนจะฉลาดเท่ากัน เป็นดอกเตอร์ได้เหมือนๆกัน และโลกนี้ก็จะไม่มีความแตกต่างทางปัญญาหรือแม้ทางความคิดอยู่เลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">ความต่างระหว่างปัญญากับความฉลาด</span></strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หากดูในพจนานุกรม จะเห็นว่าปัญญากับความฉลาดเป็นคำแปลของกันและกัน ปัญญาหมายถึงความฉลาดที่เกิดจากการเรียนและคิด ส่วนฉลาดหมายถึงการมีปัญญาดี เพราะฉะนั้นจะมองเป็นคนละด้านของเหรียญก็ได้ แต่เพื่อให้เป็นที่เข้าใจความหมายและมองเห็นภาพกว้างตรงกัน ก็ขอจำแนกนิยามของปัญญากับความฉลาดไว้ดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <strong><span style="text-decoration: underline;"> </span></strong></span><span style="font-size: small;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัญญา </span></strong>หมายถึงความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ไม่แคบจำกัดอยู่ตรงจุดเล็กๆ ถ้ารู้มากเรื่องเดียว ถามอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้นแล้วเป็นใบ้ ก็ไม่เรียกเป็นปัญญาได้เต็มปากเต็มคำ ที่มักได้ยินกันบ่อยในโครงการพัฒนาชนบทได้แก่ ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ หาไม่ได้จากตำราทั่วไป เพราะถ้าหาได้จากตำราก็เรียกว่าลอกเลียนเขามา ไม่ต้องใช้ปัญญาคิดค้นอะไรขึ้นมาเอง</span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ความฉลาด</strong></span> หมายเอาความมีไหวพริบดี ปฏิภาณดี พูดง่ายๆว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันการณ์ตรงนี้เรามักเทน้ำหนักให้ความสามารถในการรับข้อมูลจำนวนหนึ่งเข้ามาในหัว แล้วเห็นความเชื่อมโยงกลุ่มข้อมูลเหล่านั้นได้ตั้งแต่หนึ่งแง่มุมขึ้นไปในเวลาไม่เนิ่นช้า ยิ่งเห็นได้หลายแง่มุมโดยใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ ก็นับว่าฉลาดกว่าคนปกติมากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่นนักสืบเข้าไปในที่เกิดเหตุฆาตกรรมซึ่งไม่มีใครรู้เห็นเหตุการณ์จริง แต่นักสืบมองปราดไปโดยรอบ เห็นวัตถุต่างๆ เห็นร่องรอยการต่อสู้ รวมทั้งรับฟังการบอกเล่าจากพยาน ก็อาจสรุปได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีการต่อสู้แบบไหน คนร้ายใช้อาวุธชนิดใด ฯลฯอย่างนี้เรียกว่าความฉลาด บางทีไม่ต้องเป็นนักสืบอาวุโสที่ผ่านประสบการณ์โชกโชนหลายสิบปีเสียก่อนก็หัวไวพอจะโยงอะไรต่ออะไรเองได้</span></p>
<p><span id="more-595"></span></p>
<p><span style="font-size: small;">คราวนี้ขอมองจุดร่วมระหว่างความมีปัญญากับความเป็นคนฉลาด โดยมองเฉพาะขณะความรู้สึกของจิตที่กำลังมีปัญญา และ/หรือ ความฉลาด<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑) ขณะนั้นมีสติรู้เห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งแจ่มชัดตามจริงไม่ผิดเพี้ยน<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒) ขณะนั้นทราบดีว่าเรื่องนั้นๆมีองค์ประกอบสำคัญใดอยู่บ้าง<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓) ขณะนั้นรู้ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆเป็นอันดี ในแง่มุมหนึ่งหรือหลายแง่มุม<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๔) ขณะนั้นหากจำเป็นต้องแก้ปัญหา หรือต้องคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก็สามารถโยงสิ่งต่างๆเข้ามาถักทอเป็นสะพานเข้าถึงจุดหมายปลายทางตามประสงค์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">ยิ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญามากหรือฉลาดมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งมีคุณสมบัติของจิตดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มองอีกแง่หนึ่งตามนิยามที่ต่างกันเล็กๆน้อยๆ คนมีปัญญามากอาจใช้ความรู้ทำให้เกิดข้อสรุปที่เป็นคุณยิ่งใหญ่ ส่วนคนฉลาดมากอาจใช้เวลาเพียงสั้นๆในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฉะนั้นความมีปัญญามากกับความฉลาดมากอาจรวมอยู่ในคนๆเดียวกันหรือต่างคนก็ได้ เช่นเสนาธิการทหารใหญ่อาจเป็นผู้วางนโยบายที่สมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่อาจต้องใช้เวลาพิจารณาข้อมูลเพื่อวางแผนให้รอบคอบสักนิดหนึ่ง ไม่อาจคิดคำนวณแบบปุบปับฉับพลันทันด่วน เป็นต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สมัยพุทธกาลเมื่อกล่าวถึงปัญญา จะหมายถึงปัญญาได้หลายแบบ ซึ่งอาจรวมอยู่ในคนๆเดียวหรืออาจมีคนละนิดคนละหน่อย เช่นการมีปัญญามาก การเป็นคนเจ้าปัญญา เป็นผู้มีปัญญาชวนให้ร่าเริงมีปัญญาแล่นเร็ว มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาแทงตลอด มีปัญญาแน่นหนา มีปัญญาไพบูลย์ มีปัญญาลึกซึ้ง มีปัญญาดังแผ่นดิน มีปัญญาคมกล้า มีปัญญาหาประมาณมิได้ ชนิดของปัญญาต่างๆเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงสภาพจิตในขณะนั้นๆทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นบางคนสนุกกับการคิดเรื่องยากๆได้อย่างต่อเนื่องก็เรียกว่าเป็นผู้มีปัญญาชวนให้ร่าเริง แต่อาจจะไม่ได้เป็นผู้มีปัญญาคมกล้าประดุจดาบเหล็กที่สามารถตัดเครื่องขวางขาดสองท่อนในทันทีทันใด</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144512.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พอพูดถึงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์แทนปัญญานั้น หลายแห่งมักใช้ตัวหมากรุกกันเป็นส่วนใหญ่ทั้งนี้เพราะเกมหมากรุกได้รับการยอมรับมานับพันปีว่าเป็นเกมที่ต้องใช้ทางเล่ห์กล ใช้ปฏิภาณ ใช้จินตนาการ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งกำลังสติอย่างมากในการเอาชนะกัน เสน่ห์ของเกมนี้ยิ่งใหญ่ขนาดที่ดึงดูดคนหัวดีไปทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้กับมันแบบมืออาชีพ และเมื่อแข่งกันระดับโลกสามารถล่าเงินรางวัลกันได้เป็นล้านเหรียญ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">คนฉลาดอาจเห็นหมากรุกเป็นเครื่องวัดความฉลาด คือยิ่งชนะมากก็ยิ่งฉลาดมาก แต่คนมีปัญญาอาจเห็นว่าการหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับหมากรุกทั้งวันทั้งคืนตลอดชีวิตนั้น จัดเป็นการถูกหลอกให้เอาความฉลาดไปหมกมุ่นและจมปลักอย่างโง่เขลาเสียมากกว่า แทนที่จะเอาความฉลาดมาพัฒนาโลกให้ดีขึ้นเพราะความจริงก็คือนักหมากรุกบางคนฉลาดขนาดเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น ตั้งแต่วิศวกรขององค์การนาซ่า ตลอดไปจนกระทั่งแพทย์ในทีมวิจัยพัฒนารักษาโรคเอดส์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แต่ฝ่ายนักหมากรุกก็อาจเถียงกลับ ว่าแล้วการใช้ความฉลาดไปทางอื่นช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้สักแค่ไหน ไอน์สไตน์ปฏิวัติทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ผลคือโลกเราได้เห็นอานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวของระเบิดนิวเคลียร์ ๒ ลูกแรกในที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ยอดรวมคนตายทั้งทันทีและอีก ๔เดือนต่อมาประมาณสองแสนคน ยังไม่นับความบาดเจ็บทางกายและความเสียหายทางจิตวิญญาณที่ประมาณได้ยากว่าเท่านั้นเท่านี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อีกประการหนึ่ง บางชาติเช่นรัสเซียและจีนทุ่มกำลังเงิน กำลังคน และเวลาหลายทศวรรษเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่ง ผู้ชนะจะได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของประเทศ และคำพูดของผู้ชนะอาจมีอิทธิพลกระทบแม้การเมืองระดับชาติ ทั้งนี้เพราะหมากรุกเป็นเกมทางปัญญาที่แข่งกันระดับโลก หากชาติใดคว้าชัยไป หรือชาติไหนมีคนเก่งหมากรุกอยู่มากๆ ก็แปลว่าชาตินั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงปัญญาเหนือเผ่าพันธุ์อื่น เขามองกันอย่างนี้จริงๆ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">จะเห็นว่าการใช้ปัญญาหรือความฉลาดนั้นเป็นไปได้ทุกทาง แล้วแต่จะคิด แล้วแต่จะตัดสินใจเลือกเอา เพราะทุกๆทางมีคุณค่าของตัวเอง และอาจแฝงโทษของตัวเองไว้ก็ได้ทั้งสิ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หากมาตั้งมุมมองกันอีกแบบหนึ่ง <span style="color: #cc99ff;"><strong>คือทำอย่างไรจะใช้ปัญญาและความฉลาดที่มีอยู่ทั้งหมดให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดโดยไม่แฝงโทษไว้เลย</strong></span> ก็คงจำเป็นต้องมองไปโดยรอบ ต้องหาให้เจอเสียก่อนว่าประโยชน์สูงสุดคืออะไร อยู่ที่ไหน และจะอาศัยปัญญาหรือความฉลาดมาช่วยให้เข้าถึงด้วยท่าใด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ในความหมายของพระพุทธเจ้า บุคคลผู้จัดเป็นบัณฑิตหรือมีปัญญามากนั้น คือผู้ที่ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตน ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้u3629 .ื่น ถ้าจะคิดก็คิดเพื่อเกื้อกูลแก่ตน เกื้อกูลแก่ผู้อื่น และเกื้อกูลแก่โลกทั้งหมดเลยทีเดียว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ฟังดูเหมือนง่ายๆและเป็นไปตามสามัญสำนึก แต่ถ้าถามคำถามเดียวสั้นๆแค่ว่า ‘การคิดไม่เบียดเบียนตนเป็นอย่างไร?’ ก็คงมีน้อยเท่าน้อยที่ตอบถูก เหตุเพราะปัญญาของชาวโลกส่วนใหญ่ถูกเบียดบังด้วยคลื่นหมอกราคะ โทสะ โมหะหนาแน่น กระทำการโดยมากเพื่อรับใช้ราคะ โทสะ โมหะ โดยไม่อาจทราบได้ว่ามีกี่การกระทำที่เผลอเบียดเบียนตนเข้าไปแล้วโดยไม่รู้ตัว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สิ่งที่พระพุทธองค์พร่ำตรัสสอนอยู่เสมอนั้น จะเรียกว่าเป็น ‘วิชารู้ตามจริง‘ ก็ได้ คือท่านชี้ให้มองว่าสิ่งใดคือประโยชน์ สิ่งใดคือโทษ สิ่งใดเป็นทางหลุดพ้นจากเขาวงกตแห่งความหลงไม่รู้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กรรมที่ทำให้มีปัญญามาก</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าตรัสว่า <span style="color: #cc99ff;"><strong>บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม จะได้ชื่อว่าสร้างเหตุแห่งการเป็นผู้มีปัญญามาก ก็เมื่อเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่าอะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรที่ทำแล้วเป็นโทษหรือเป็นไปเพื่อต้องทนทุกข์จนสิ้นกาลนาน อะไรที่ทำแล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล หรือเป็นไปเพื่อความสุขจนสิ้นกาลนาน</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อไถ่ถามหรือใฝ่รู้อยู่โดยอาการอย่างนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดถามในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดหากมีวาสนาพอจะได้พบสมณะหรือพราหมณ์ที่รู้หลักกรรมวิบากตามจริง แล้วมีจิตศรัทธา ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในขอบเขตที่ถูกต้อง ไม่เอาตัวเข้าไปอยู่ในขอบเขตที่ผิดพลาด<span style="color: #cc99ff;"><strong> ย่อมเป็นผู้มีสติรู้เห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งแจ่มชัดตามจริงไม่ผิดเพี้ยน</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">จิตที่ทรงสติเห็นตามจริงไม่ผิดเพี้ยน เห็นชัดว่าเพราะมีเหตุดี ผลที่ดีจึงปรากฏ เพราะมีเหตุชั่ว ผลที่ชั่วจึงปรากฏ ไม่มีการปรากฏใดๆเกิดขึ้นเองลอยๆโดยปราศจากเหตุ หากมาถึงจุดนั้นได้ก็ย่อมเป็นบ่อเกิดของปัญญาและความฉลาดทั้งปวง เพราะยิ่งเห็นตามจริงมาก ไม่หลงตามกิเลสมาก สติก็ยิ่งคมชัดมาก มีความเป็นกลางมาก และเมื่อสติคมชัดมาก มีความเป็นกลางมาก ความสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสิ่งที่เราสามารถเห็นผลได้ทันตาในชาติปัจจุบัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผลของการเป็นผู้รู้เรื่องกรรมตามจริง จะทำให้การเกิดเป็นมนุษย์ในครั้งต่อไปเป็นผู้มี ‘สมองโต’ จะมองในแง่ขนาดหรือจำนวนหยักสมองมากก็ได้ หรือแม้ว่าจะไม่ได้มีหยักสมองเกินมนุษย์ปกติ ก็จะไม่มีปัญหาทางสมองที่ขัดขวางสติปัญญาแต่อย่างใด อย่างน้อยก็ฉลาดพอจะเรียนได้ทุกสาขาไม่ว่ายากเย็นเพียงใด อีกทั้งจบมาต้องเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทห้างร้านใหญ่ๆประจำยุคนั้นๆอย่างแน่นอน ต่อไปนี้ขอแสดงทานและศีลในแง่ที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา</span></p>
<p> </p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: small;">๑) ให้วิทยาทาน</span></span></strong></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อใครมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญด้านใด ก็ควรแจกจ่ายความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ตามสมควร หากใครให้แบบไม่หวงวิชา หรือที่เรียก ‘ไม่มีกำมือของอาจารย์’ ก็จะทำให้เป็นผู้ลงลึกในด้านนั้นๆไปเรื่อย เมื่อเกิดใหม่ต้องแข่งความรู้ความสามารถกับใครก็มักหาคนมีบารมีเทียบเคียงได้ยากเนื่องจากวิบากของการให้ความรู้เป็นทานนั้น จะปรุงแต่งให้เกิดปัญญามาก มีพลังในการเรียนรู้มากมายเหลือเฟือ ทำนองเดียวกับให้ทรัพย์เป็นทานมากย่อมไปเกิดในบ้านคนมีเงินมาก ได้คาบช้อนเงินช้อนทองออกมาจากท้องแม่นั่นเอง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ไม่ว่าจะให้เป็นอาชีพ หรือให้ตามโอกาส ขอเพียงมีเจตนาอนุเคราะห์ หวังให้ศิษย์ได้ดี ได้มีความรู้ติดตัว ก็จัดเป็นวิทยาทานทั้งสิ้น ซึ่งจะให้ผลสะท้อนกลับมาเป็นปัญญาลุ่มลึกและกว้างขวางทันทีในชาติปัจจุบัน เพราะถ้าสอนบ่อย หรือให้คำตอบบ่อย ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการตอกย้ำเสาหลักแห่งความรู้ให้ลึกลงไป และเพราะมีคำถามหลากๆมุมมอง ก็ย่อมเป็นเหตุให้คิดอ่านและเห็นด้านต่างๆของปัญหาเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <strong> </strong></span><span style="font-size: small;"><strong>นิสัยในการให้ความรู้มีหลายแบบจาระไนไม่หมด ในที่นี้ขอจำแนกไว้ง่ายๆเพื่อให้นึกออกว่ารูปแบบของวิทยาทานมีประมาณใด</strong><br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- ตอบอย่างเต็มใจเมื่อมีคนถาม: หากตอบให้กระจ่างเป็นที่เข้าใจได้ วิบากจะเป็นผู้มีปัญญาระดับแก้ข้อสงสัยให้ตนเองได้ เช่นเด็กที่เรียนสอบผ่านด้วยการอ่านหนังสือเอง ไม่ต้องให้ใครช่วย<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- พยายามสอนแม้ไม่มีคนถาม: คือเห็นใครกำลังเก้ๆกังๆก็อาสาเข้าไปช่วยเอง หรือเพื่อนๆขอให้ติววิชาก็ร่ายยาวแบบมีต้นมีปลายเรียบเรียงอย่างดี หากสอนจนวิชาความรู้เข้าไปอยู่ในหัวคนอื่นได้ ช่วยให้เขาสอบผ่าน หรือช่วยให้เขาประกอบวิชาชีพอย่างมีคุณภาพสูงขึ้น วิบากจะเป็นผู้มีปัญญาสว่างไสว แบบที่มักเรียกกันว่า ‘ไบรท์’ เป็นพิเศษ ประเภทท็อปวิชาต่างๆหรือได้ที่หนึ่งเป็นประจำ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- ชอบสอนให้จำ: ถ้าบังคับให้นักเรียนท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง วิบากจะเป็นผู้มีปัญญาแบบคิดอะไรชั้นเดียว จดจำแบบลอกตามคนอื่นอย่างเดียว ไม่กล้าคิดเองเพราะกลัวผิด แต่หากสอนให้จำแบบมีอุบายวิธีดีๆ วิบากจะเป็นผู้มีปัญญาแบบเรียนรู้ตามคนอื่นด้วยทางลัด<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- ชอบสอนให้คิด: คือนิยมให้องค์ความรู้ไปกว้างๆ แล้วสอนให้เชื่อมโยง สอนด้วยเจตนาจะจุดประกายความคิดใหม่ๆให้นักเรียน สอนให้คิดเองเป็น อย่างนี้วิบากจะเป็นผู้มีปัญญาแบบคิดอะไรได้ซับซ้อน มีไอเดียริเริ่มใหม่ๆได้ด้วยตนเอง เวลามองโลก เวลาคิดเกี่ยวกับโลก จะต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144510.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <strong> </strong></span><span style="font-size: small;"><strong>นอกจากนี้ยังมีระดับความกว้างของการเผยแพร่ความรู้ เช่น</strong><br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- ระดับครอบครัว: เช่นพ่อแม่สอนลูกๆ วิบากจะเป็นผู้ไม่ขาดแคลนผู้ให้ปัญญา ขอให้สังเกตเด็กบางคนที่น่าสงสาร ถามใครไม่ค่อยมีคนว่างให้คำตอบ หรือได้คำตอบที่ไม่จุใจ ไม่อิ่มในความรู้อันนี้ก็มีกรณีที่เคยเป็นพ่อแม่คนแล้วไม่ค่อยอบรมเลี้ยงดู ไม่ค่อยเห็นความสำคัญในการให้คำตอบกับลูกๆ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- ระดับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย: คือครูบาอาจารย์นั่นเอง ถ้าหากมีเจตนาดี มีความหวังว่าจะให้วิชาเต็มกำลัง มีความกระตือรือร้นเสมอต้นเสมอปลาย สอนนักเรียนให้จบออกไปหลายต่อหลายรุ่น วิบากจะเป็นผู้มีบุคลิกทรงภูมิแบบคงแก่เรียน และหากในชาติที่เสวยวิบากนั้นไม่เป็นคนเหลวไหล ก็จะเป็นผู้มีปัญญาลึก มีปัญญากว้างขวาง รับรู้ได้มากกว่าคนธรรมดา คิดได้มากกว่าคนธรรมดา<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- ระดับประเทศ: อย่างเช่นวิทยากรรายการที่ให้ความรู้และมีคนติดตามดูด้วยความสนใจมากๆหากมีวิธีพูดให้คนส่วนใหญ่เข้าอกเข้าใจ วิบากจะเป็นผู้มีสิทธิ์ชนะการแข่งขันระดับประเทศอย่างเช่นเด็กที่สอบเอนทรานซ์ได้ที่หนึ่ง มีชื่อเสียงเป็นเกียรติ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ประวัติ">ประวัติ</a> เป็นต้น<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- ระดับโลก: อย่างเช่นผู้ที่เขียนตำราเรียนซึ่งใช้กันหลายต่อหลายมหาวิทยาลัยของแทบทุกประเทศ วิบากจะเป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการบันทึกเป็นสถิติโลกบางอย่าง เช่นถ้าในชาติที่เสวยวิบากนั้นอยากทำงานวิจัยซึ่งต้องอาศัยปัญญาอันล้ำลึก ก็อาจมีคนเล็งเห็นประโยชน์และมอบรางวัลโนเบลให้ นอกจากนี้พวกนักวิทยาศาสตร์ที่เกิดมาอยากไขความลับของโลกและจักรวาลให้เป็นที่เปิดเผยกระจ่างแจ้งแก่ชาวโลก ก็มักได้เกิดใหม่มีนิสัยเดิมๆ อย่างเช่นนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบหลักความจริงอันยิ่งใหญ่ บางคนเกิดใหม่อีกทีพบความจริงยิ่งใหญ่กว่า และอาจหักล้างการค้นพบของตนเองในชาติก่อนก็ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">วิทยาทานที่ให้เดี๋ยวเดียวกับให้ตลอดชีวิตนั้นต่างกัน ข้างต้นจะกล่าวเฉพาะวิทยาทานแบบที่ให้จนติดเป็นนิสัยไปตลอดชีวิต และจะได้รับผลของวิทยาทานในกาลต่อๆไปเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามระดับของตน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>๒) ให้ธรรมเป็นทาน</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าตรัสว่า <span style="color: #800080;"><strong>การให้ธรรมเป็นทานชนะทานทั้งปวง</strong></span> ธรรมะในที่นี้หมายถึงเรื่องกรรมวิบากสำหรับคนธรรมดา และหมายถึงเรื่องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานสำหรับภิกษุ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อศึกษาเรื่องกรรมวิบาก ศึกษาเรื่องหนทางออกจากวังวนทุกข์จนเข้าใจแจ่มแจ้งถูกต้อง แล้วนำความรู้ที่มีอยู่นั้นไปเผยแพร่ นำไปบอกต่อแก่คนที่ควรรู้ หรือนำไปเป็นคำตอบสำหรับคนที่สงสัยใคร่รู้ ใช้ความคิดทั้งหมดทุ่มเทลงไปไขความข้องใจแก่ผู้อื่น ก็นับเป็นธรรมทานอันยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่หลวงเกินประมาณ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ทำอยู่เป็นปกติ จะเห็นผลชัดภายในเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น ก็ขนาดเข้าไปไต่ถามเรื่องบุญกรรมจากสมณะยังมีผลให้เป็นผู้มีปัญญามาก แล้วถ้าเป็นผู้ให้ความรู้เรื่องบุญกรรมจากความเข้าใจที่ถ่องแท้ด้วยตนเองเล่า จะยิ่งมีผลคูณทวีตัวกว่าเป็นผู้ถามสักเพียงไหน?</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ในขั้นต้นที่ง่ายกว่านั้นอาจให้ธรรมทานในลักษณะของสิ่งของแก่ผู้ควรให้ อย่างเช่นถ้าใครตระเวนไปตามวัดต่างๆ จะเห็นว่าภิกษุในปัจจุบันน้อยนักที่รู้ข้อตกลงกับพระพุทธเจ้าว่ามาบวชห่มผ้าเหลืองก็เพื่อ ‘ทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง’ ส่วนใหญ่เข้าใจเพียงว่าถ้าอายุครบก็ควรบวชตามประเพณี หรือบวชเพื่อให้พ่อแม่ได้ชื่นใจ อาศัยเกาะผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ พูดง่ายๆคือมีความเข้าใจว่าเพศพระหรือการบวชเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่วิเศษสูงส่ง และสามารถแปลงคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้วิเศษสูงส่งขึ้นมาทันตา ขอเพียงมีเงินค่าบวช และมีความจำเพียงเล็กน้อย ท่องบทสวดขอบวชต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ได้ถูกและแม้พระหลายต่อหลายรูปใคร่จะทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งตามกติกาการบวช ก็ติดปัญหาอีกคือไม่มีคนสอน หรือสอนไม่ถูกทาง หรือบางทีก็ขาดสิ่งแวดล้อมสนับสนุน ไม่มีใครเป็นเพื่อนปฏิบัติ ไม่มีใครเป็นแรงบันดาลใจ ไม่มีใครเป็นแม้กำลังใจให้ในขั้นเริ่มต้น ฉะนั้นหากเราเอาu3627 .นังสือแม้เล่มเล็กๆที่เป็นกำลังใจให้ภิกษุรู้ทางดี ทางชอบ ทางตรง หรือเหนี่ยวนำให้เกิดความปรารถนามรรคผลนิพพาน ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้ปัญญาอันประเสริฐ หากนำไปถวายเป็นสังฆทานเรื่อยๆพร้อมกับปัจจัย ๔ อื่นๆดังแจกแจงแล้วในบทก่อน ก็จะทำให้สังฆทานบริบูรณ์ถึงขีดสุด ช่วยส่งเสริมให้เป็นผู้มีปัญญาเอกอุได้ ทั้งที่อาจเห็นผลในชาติปัจจุบัน และต้องรอดูผลยิ่งใหญ่ในชาติถัดๆไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หากทราบว่าที่ใดมีการร่วมมือร่วมใจจัดสร้างพระไตรปิฎก ถ้าเข้าไปร่วมบริจาคหรือให้ความช่วยเหลือในทางใดทางหนึ่งได้ก็จะเป็นเรื่องวิเศษ เพราะการจัดสร้างพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบหนังสือชุดรวม ๔๕ เล่มหรือว่าเป็นสื่อบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการสืบทอดคำสอนล้ำค่าของพระพุทธเจ้าที่หาได้ยาก เนื่องจากพุทธศาสนาจะตั้งอยู่ได้เป็นพันๆปี ก็ต้องอาศัยบันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เท่านั้น โดยเฉพาะถ้าตั้งจิตอนุเคราะห์แก่ปวงชนไว้ เช่นขอให้พระไตรปิฎกที่เราสร้างจงเป็นประโยชน์ จงก่อให้เกิดปัญญาสว่างไสวแก่ผู้คลำหาทางไปสู่สวรรค์นิพพานทั้งหลาย เช่นนี้วิบากของผู้มีส่วนร่วมในธรรมทานย่อมไม่อาจประมาณ ทั้งแง่ของความกว้างขวาง และแง่ของความยิ่งใหญ่แห่งคุณภาพบุญ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>๓) รักษาศีลทุกข้อ</strong></span><br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางคนรู้สึกอยู่ลึกๆว่าตัวเองก็ฉลาดไม่แพ้ใครอื่น แต่น่าเจ็บใจที่มีข้อติดขัดบางประการ หลายครั้ง   เมื่อจะต้องตัดสินใจดีๆดันไม่มีสมาธิ หรือหลายครั้งเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เข้าด้ายเข้าเข็มต้องอาศัยหูตากว้างขวางรู้เห็นชัดเจน จู่ๆก็หนักหัวขึ้นมาเฉยๆ ความคิดความอ่านและหูตาพร่ามัวไปหมดโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่ทราบจะแก้ไขอย่างไร เพราะตรวจสุขภาพแล้วหมอก็บอกว่าปกติดี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ต่อให้เนื้อแท้ฉลาด แต่ถ้าโดนบาปกรรมบางอย่างปิดบังเนื้อแท้นั้นไว้ หลายๆทีก็ดูเหมือนคนทึ่มๆเซ่อซ่าเด๋อด๋า หรือตัดสินใจในเรื่องสำคัญไม่ต่างจากคนเขลาอย่างที่สุดคนหนึ่งได้ ผู้ที่เคยผิดศีลอย่างหนักในอดีตชาติจะได้รับผลเป็นข้อๆประมาณนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้มาก โดยเฉพาะพวกขุนศึกเก่งๆ วิบากคือทำให้รู้สึกหนักหัว มึนตลอดบางทีคล้ายใครเอาหมอนมาโปะไว้บนกระหม่อมอุดทางออกของปัญญา ยิ่งถ้าเคยคิดประทุษร้าย แบบแกล้งให้ใครสมองบอบช้ำ ก็อาจต้องรับผลคือเป็นคนปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิดเลยทีเดียว<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- เคยลักทรัพย์ทางปัญญาไว้มาก ยกตัวอย่างที่จัดแจ้งสุดได้แก่พวกเผาโรงเรียน หรือยักยอกหนังสือที่เขาบริจาคเพื่อให้เด็กยากไร้มีโอกาสเรียนกัน วิบากคือทำให้ขาดที่ศึกษา ขาดเครื่องมือ หรืออยู่ในถิ่นไกลปืนเที่ยงเสียจนไม่อาจหวังเอาวิชาความรู้ได้จากไหน หรือถ้ามีโอกาสเรียนก็เจอความมืดทางปัญญา ชนิดเรียนอย่างไรก็ไม่รู้ พยายามดูอย่างไรก็ไม่เห็น ราวกับผีเอากำแพงมาบังกระดานดำหน้าชั้นเรียน พูดง่ายๆว่าขณะเสวยวิบากนั้นยากจะเป็นคนมีความรู้แม้เพื่อเลี้ยงชีพตนเองให้อยู่รอดปลอดภัย<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- เคยลักลอบเป็นชู้ด้วยความหน้ามืดตามัว หมกมุ่นและเมากามอย่างหนัก วิบากคือทำให้อ่อนแอ ไม่อยากเรียน ไม่อยากคิดมาก ฝักใฝ่ถึงแต่นิมิตบนเตียง มองครูหรือมองเพื่อนในห้องก็จะเอาแต่คิดอัปมงคลไปเสียหมด<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- เคยโกหกมดเท็จ ปั้นน้ำเป็นตัวจนชิน วิบากคือทำให้มองไม่เห็นตามจริง รับรู้อยู่ในปัจจุบันให้ตรงจริงได้ยาก ส่วนใหญ่พอได้ความรู้อะไรนิดหนึ่ง จิตจะดีดไปทางอื่น ทะเล้นคิดแบบไร้สาระไม่ยอมรับสาระ เห็นจริงเป็นเท็จ เห็นเท็จเป็นจริงอย่างง่ายดาย แม้พยายามหันมาสนใจจดจ่อรับรู้อะไรให้ตรงจริงเป็นปัจจุบัน แต่ละทีก็ยากเย็นสาหัส<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">- เคยร่ำสุราจนได้ชื่อเป็นขี้เมา วิบากคือจะเป็นผู้ฟุ้งซ่านจัด ห้ามยาก หยุดยาก เรียกว่าบางทียิ่งเรียนเหมือนยิ่งใกล้บ้า ทั้งเบื่อ ทั้งหงุดหงิด ทั้งล่องลอยเลื่อนเปื้อน คนมักเข้าใจว่าถ้าเมามายแล้วมีผลเสียเฉพาะกับสุขภาพ แต่ความจริงคือเราขยำวิญญาณตัวเองให้ยับยู่ยี่ไปด้วย และมีผลข้ามภพข้ามชาติทีเดียว เนื่องจากจิตวิญญาณขี้เมาจะมีคุณภาพต่ำ หาความสงบสุขไม่ค่อยได้ สติปัญญาย่อมไม่เกิดขณะทุกข์หนักด้วยความฟุ้งซ่านรำคาญใจ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมที่เคยผิดศีลและให้วิบากเป็นม่านทึบบดบังแสงสว่างทางปัญญานั้น พอจะแก้ได้ด้วยการกลับลำในศีลแต่ละข้อ เช่นถ้ามึนๆหนักๆหัว ขอให้ลองปล่อยนกปล่อยปลา ปล่อยโคกระบือที่เห็นชัดว่ากำลังจะถูกฆ่า หัดแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งปวง ขอภัยเวรจงเป็นอโหสิ ทำมากๆข้ามเดือนข้ามปีถ้าอะไรที่หนักๆในหัวหรือบนหัวก็เบาบางลง ก็แปลว่าแก้ถูกทางแล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นอกจากนั้นยังมีกรรมที่พึงระวังเกี่ยวกับเรื่องการดูถูก หรือการปิดกั้นการศึกษา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กรรมชนิดนี้คนฉลาดหลายๆคนชอบทำกัน เห็นใครต่อใครโง่เง่าเต่าตุ่นไปหมด ถ้านึกอยู่ในใจเงียบๆคงไม่กระไรนัก แต่ถ้าถึงขนาดพูดถากถางให้เขาอับอาย น้อยเนื้อต่ำใจจนขาดความมานะพยายามที่จะเพียรศึกษาต่อ อย่างนี้มีโทษหนัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ตัวอย่างเช่นพระจูฬปันถก ความจริงท่านเป็นคนมีบุญญาธิการ แต่เพราะในอดีตเคยก่ออกุศลกรรม คือชอบไปดูถูก หัวเราะเยาะ บั่นทอนกำลังใจของคนที่เขามีสติปัญญาไม่ใคร่ดี จนกระทั่งเขาอับอายถอยเท้าไปจากแวดวงการศึกษาธรรมะ ส่งผลให้ท่านเกิดใหม่แล้วท่องจำหรือเรียนมนต์อะไรไม่ได้แม้แต่คาถาสักบทเดียว เป็นต้น ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าช่วยแนะอุบายช่วยแหวกม่านโมหะออก ปัญญาที่แท้จริงของท่านจึงสว่างชำแรกออกมาได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>๔) เจริญสติรู้ความเคลื่อนไหวทางกาย</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144507.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้เป็นวิชาในพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ผลจะเกิดขึ้นในปัจจุบันชาติ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า แนวคิดหลักๆมีอยู่ว่าถ้ามีสติสัมปชัญญะ รู้เห็นอะไรตามจริงอยู่ทุกขณะ ไม่ว่าจะใช้อะไรเป็นเป้าล่อ ก็จะได้ผลเป็นความสามารถทางปัญญาอย่างเอกอุ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สิ่งที่จะใช้อาศัยเป็นเป้าล่อ หรือเครื่องระลึกของใจนั้นก็ไม่ต้องไปหาอะไรอื่น คือกายทั่วทั้งหมดของเรานี้เอง ทุกขณะจิตมีการเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่งทางกายให้อาศัยระลึกรู้ได้ตลอดเวลา แต่เมื่อไม่ฝึกตามรู้ก็ไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาเป็นรางวัล พระพุทธเจ้าตรัสว่า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small; color: #cc99ff;">เมื่อบุคคลเจริญธรรมข้อหนึ่งแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ธรรมข้อหนึ่งนั้นคืออะไร? คือ ‘กายคตาสติ’ ธรรมข้อนี้เมื่อบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว แม้ที่สุดย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">โดยย่นย่อกายคตาสติคือหลักรู้อาการทั้งปวงของกาย อะไรเกิดขึ้นเด่นๆให้รู้ให้หมด นับตั้งแต่มีสติรู้ว่าขณะนี้กำลังหายใจออก ขณะนี้กำลังหายใจเข้า ขณะนี้กำลังหายใจยาว ขณะนี้กำลังหายใจสั้น ไม่ต้องสำรวจให้ละเอียดอะไร ทำได้ทุกเมื่อ ทุกสถานที่เมื่อแรกอาจรู้ลมหายใจไม่ได้บ่อยนัก แต่ถ้าเตือนตัวเองเสมอๆทุกครั้งที่ระลึกได้ ว่ากำลังหายใจออกหรือหายใจเข้า เท่านี้ก็ได้ชื่อว่าเริ่มทำกายคตาสติ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ทุกครั้งที่ทราบลมหายใจชัด เราจะสามารถรู้สึกเข้ามาถึงกายไปด้วย ว่ากำลังอยู่ในอิริยาบถใดการทราบอิริยาบถอันเป็นปัจจุบัน เช่นหัวกำลังตั้งหรือเอียง กายกำลังขยับหรือหยุด แขนตกหรือยกเกร็งที่หัวไหล่ ขากำลังก้าวสลับเดินหรือวางนิ่งบนพื้นเก้าอี้ ยืดแขนหรือหดแขน ฯลฯ หากรู้ได้สบายๆแล้วก็ล้วนแต่ปรุงจิตให้เกิดสติสัมปชัญญะมากขึ้นเรื่อยๆทั้งสิ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ยิ่งเมื่อถึงจุดที่สติสัมปชัญญะเจริญถึงจุดที่สามารถเห็นถนัดว่ากายสงบ ไม่กวัดแกว่ง มีความสุขทางกายให้รู้ได้ ตลอดจนเมื่อเกิดความอึดอัดทางกายก็รู้ทัน เห็นว่าอาการทั้งปวงของกายแปรปรวนอยู่ตลอด มีความสนุกกับการตามรู้ว่าอะไรๆทางกายล้วนไม่เที่ยง ที่ตรงนั้นจิตเราจะมีความเป็นกลางขึ้นมารู้เห็นอะไรคมชัดขึ้นไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน แม้อาการรู้สึกนึกคิดที่เกิดกับจิตก็พลอยเห็นไปหมดโดยไม่ต้องฝืนพยายามจ้องดูแต่อย่างใด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ตรงนั้นเราจะทราบเองว่าแท้จริงแล้วเคล็ดลับของมหาปัญญาก็คือการมีมหาสตินั่นเอง เรื่องง่ายๆที่ไม่มีใครสักกี่คนในโลกล่วงรู้ แม้วิชากายคตาสติจะสืบทอดกันมาเนิ่นนานหลายพันปีแล้วก็ตาม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กรรมที่ทำให้เป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความฉลาดมิใช่คุณสมบัติจำกัดเพศ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะสวยหรือหล่อปานไหน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกรรมเก่าที่ทำมาในอดีตดังกล่าวแล้วในหัวข้อก่อน บวกกับกรรมใหม่ซึ่งเริ่มต้นจุดชนวนจากแรงบันดาลใจรักใคร่ชื่นชอบในงานใดงานหนึ่ง เมื่อชอบงานใดย่อมมีความพากเพียรในงานนั้นอย่างต่อเนื่องใฝ่ใจจดจ่ออุทิศพลังกายพลังใจทั้งหมดให้ รวมทั้งหมั่นประเมินฝีมือเพื่อพัฒนาต่อยอดยิ่งๆขึ้นไปถ้าหากมีทั้ง ‘พรสวรรค์’ อันได้แก่กรรมเก่าส่งเสริม บวกกับ ‘พรแสวง’ อันได้แก่กรรมใหม่ชักนำคนๆหนึ่งอาจเก่งได้โดยไม่จำกัดหน้าตา อายุ และเชื้อชาติ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ที่ยกตัวอย่างกันมากน่าจะได้แก่อัจฉริยะที่ผู้คนยังจดจำและกล่าวขวัญถึงอยู่เสมอ แม้ว่าตัวเขาจะล่วงลับจากโลกนี้ไปกว่าสองศตวรรษแล้วก็ตาม คือโวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท กรรมเก่าที่เคยมีคุณูปการต่อแวดวงการดนตรีได้ส่งเขามาเกิดในบ้านที่จะได้รับแรงบันดาลใจอย่างสูง ทั้งเห็นพ่อเล่นฮาร์พซิคอร์ด ทั้งเห็นพี่สาวเล่นคลาเวียร์ได้เก่ง และทั้งมีความสามารถของตัวเขาเองที่จดจำเสียงดนตรีได้แม่นยำ เรียนรู้ได้เร็วเกินวัย เมื่อมาประกอบกับกรรมใหม่ที่สมัครใจทุ่มเทเวลามาฝึกหัดจริงจัง กล้าหาญชาญชัย ในที่สุดเขามีความสามารถเล่นดนตรีได้ตั้งแต่ ๔ ขวบ ประพันธ์เพลงได้เมื่อ ๕ ขวบ และเล่นไวโอลินให้สมาชิกวงดนตรีประจำสำนักของอาร์ชบิชอพตะลึงฟังตาค้างได้ขณะที่อายุเพิ่ง ๖ ขวบเท่านั้น!</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใจแคบ ยึดถือความเชื่อผิดๆไว้อย่างเหนียวแน่น เช่นเห็นว่าถ้ามีรูปสมบัติคือหน้าตาดี จะต้องแถมพกเอาคุณสมบัติคือสมองโง่คู่มาด้วยเสมอ หรือไม่ก็มองว่าเพศชายต้องฉลาดกว่าเพศหญิง ถ้าผู้หญิงคนไหนเก่งกว่าผู้ชายจะถูกมองเป็นตัวประหลาดไม่น่าคบทันที</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความจริงคืออัจฉริยะที่มีผลงานระดับโลกมากมายหน้าตาดีระดับพระเอกนางเอกหนัง อย่างเช่นโมสาร์ทนั้นก็เป็นที่เลื่องลือในรูปโฉมคนหนึ่ง หรืออย่างอลิเซีย วิตต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นนางเอกสาวรูปงามของฮอลลีวูดก็พูดคำแรกได้ขณะอายุ ๑ เดือน อ่านหนังสือได้เมื่ออายุเพียง ๖ เดือน เขียนนวนิยายได้หลายเรื่องเมื่ออายุได้เพียง ๕ ขวบ กับทั้งแข่งเปียโนชนะในหลายรายการแข่งขันจนได้รับการยกย่องให้เป็นเด็กอัจฉริยะทางดนตรีคนหนึ่ง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความน่าทึ่งของเด็กอัจฉริยะทำให้หลายต่อหลายเรื่องยากจะเป็นที่ยอมรับ หรือง่ายที่จะทำให้รู้สึกว่าเป็นข่าวโคมลอยมากกว่าเรื่องจริง อีกทั้งยังปรากฏอย่างสม่ำเสมอในโลกนี้โดยไม่จำกัดอยู่ที่ยุคใดยุคหนึ่ง บุคคลร่วมสมัยอย่างเช่น ไมเคิล เคียร์นีย์ มีไอคิวสูงเสียจนเข้าเรียนมัธยมปลายตอน ๕ ขวบ และเข้าเตรียมมหาวิทยาลัยเมื่ออายุเพียง ๖ ขวบเท่านั้น!<br />
ในโลกที่คนไม่รู้เรื่องกรรมวิบากและภพชาติ หลายฝ่ายถกเถียงกันมาตลอดว่าความเก่งกาจผิด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มนุษย์มนาของเด็กอัจฉริยะมีเหตุมาแต่ไหน ระหว่างพรสวรรค์ พรแสวง หรือสิ่งแวดล้อม   กรณีตัวอย่างของการไล่ล่าคว้าคำตอบซึ่งค่อนข้างโด่งดัง ได้แก่การที่นักจิตวิทยาคนหนึ่งเอาตนเองและชีวิตลูกสาวสามคนเป็นเดิมพันการทดลอง กล่าวคือเขาประกาศตั้งแต่ก่อนลูกสาวคนแรกเกิดว่าเขาจะมีลูกเท่าไหร่ ทุกคนต้องยิ่งใหญ่ในโลกหมากรุก และเขาก็ทำได้จริงๆ เริ่มจากการให้ลูกเรียนหนังสือที่บ้าน กระตุ้นให้เกิดความสนใจในเกมหมากรุก ในที่สุดก็ได้ผลผลิตที่ระดับประวัติศาสตร์ นั่นคือ นักหมากรุกทุกคนจะต้องรู้จักสามพี่น้องโพลการ์ โดยเฉพาะ จูดิท โพลการ์ ผู้เป็นน้องคนสุดท้องนั้น เล่นได้ถึงระดับแกรนด์มาสเตอร์ (คล้ายปริญญาดอกเตอร์ทางหมากรุก นักเล่นเก่งๆหลายคนพยายามจนอายุ ๖๐ ก็ไม่ได้เป็น) ตั้งแต่อายุเพียง ๑๕ ปีกับ ๕ เดือน ทำลายสถิติโลกเดิมที่ผู้ชายทำไว้ก่อนหน้าลงอย่างราบคาบ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การที่นักจิตวิทยาดังกล่าวเสนอทฤษฎีว่าเด็กอัจฉริยะไม่ได้เกิดขึ้นจากพรสวรรค์หรือความบังเอิญทางพันธุกรรมใดๆ แต่เกิดขึ้นจากการให้สภาพแวดล้อมที่ดีในการกระตุ้นความสนใจ รวมทั้งการฝึกฝนอย่างจริงจังภายใต้ความสมัครใจของเด็กเอง นับเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา เพราะเขากับภรรยาไม่ใช่อัจฉริยะ และได้ประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างเด็กอัจฉริยะก่อนเด็กเกิด อีกทั้งค่าความบังเอิญก็ถูกตัดทิ้งไปด้วยความสำเร็จของลูกสาวถึง ๓ คน (ทางวิทยาศาสตร์ถือว่า ๑ ใน ๓ ‘อาจ’ เป็นเรื่องบังเอิญแต่ ๓ ใน ๓ นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พ่อแม่ยุคปัจจุบันมักเห่อเด็กอัจฉริยะ และขวนขวายบำรุงลูกทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นเด็กอัจฉริยะแต่ความจริงคือการเป็นเด็กอัจฉริยะมีความหมายกับตัวเด็กเองและหน้าตาของพ่อแม่เพียงเดี๋ยวเดียวผลงานถาวรที่แต่ละคนฝากไว้กับโลกต่างหากจะเป็นที่จดจำยั่งยืน และเป็นบุญติดตัวไปถึงภพหน้า เช่นที่มีผู้กล่าวไว้ว่าโมสาร์ทเป็นเด็กอัจฉริยะในช่วงต้นชีวิต ขณะที่บีโธเฟ่นไม่ใช่ แต่ทั้งสองคนก็ฝากผลงานน่าชื่นชมไว้เสมอกัน (ไอน์สไตน์ซึ่งนับถือสองผู้ยิ่งใหญ่เท่าเทียมกันเคยกล่าวคำเด็ดไว้ว่า บีโธเฟ่นสร้างงานขึ้นเอง ขณะที่โมสาร์ทเป็นผู้ค้นพบดนตรีอันบริสุทธิ์งดงามซึ่งเหมือนมีอยู่ก่อนแล้วในธรรมชาติ)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สรุปคือถ้าต้องการเกิดเป็นเด็กอัจฉริยะผู้น่าอัศจรรย์ของโลก ก็ไม่ใช่แค่สร้างกรรมว่าด้วยการมีปัญญามาก แต่เราจะต้องสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และเป็นผู้ใหญ่ที่มีความตั้งใจอุทิศชีวิตทั้งหมดของตนเป็นคุณูปการกว้างขวางแก่แวดวงสาขาอาชีพที่รัก กระทั่งเชื้อความรัก ความสนใจ และอานิสงส์ที่ช่วยคนอื่นในสาขานั้นๆ ติดตัวไปบันดาลสภาพแวดล้อมการเกิดใหม่ให้สอดคล้องกับบรรยากาศแบบเดิมๆอีกเพราะหากขาดความรักเดียวใจเดียวในสาขาวิชาชีพหนึ่งๆแล้ว จิตก็จะไม่ยึดภพแห่งความเป็นเช่นนั้นไว้เหนียวแน่นพอ เกิดใหม่ก็ไม่มีอะไรกระตุ้นความสนใจได้แรงพอจะทุ่มเวลาช่วงเด็กให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ขอให้พิจารณาด้วย ว่าใครๆไม่มีทางเป็นเด็กอัจฉริยะ หรือแม้กระทั่งเป็นเด็กฉลาดตามปกติขึ้นมาได้เลย ถ้าเกิดในชาติที่ต้องเสวยผลกรรมชนิดปิดบังสติปัญญา ดังได้แจกแจงไว้แล้วในหัวข้อก่อน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144506.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>บทสำรวจตนเอง</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ไม่ว่าใครจะพอใจในสติปัญญาของตนเองเพียงใด ทุกคนต้องยอมรับเหมือนกันหมดว่าสติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญสูงสุดในการรบกับความทุกข์และภาระหน้าที่การงานแต่กรรมของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ละเมิดศีลเป็นอาจิณ และที่ไม่สนใจว่าอะไรคือบาปบุญคุณโทษ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องบั่นทอนสติปัญญาทั้งในชาตินี้และชาติหน้าทั้งสิ้น จึงสมควรสำรวจตนเองว่าเราทำทางอันเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงของสติปัญญา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">๑) เรามีความสนใจใคร่รู้ด้วยตนเองหรือไม่ ว่าทำอย่างไรเป็นประโยชน์ ทำอย่างไรเป็นโทษ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว?<br />
๒) เมื่อรู้หลักจากพระพุทธเจ้าว่าอะไรคือบุญ อะไรคือบาป รู้ว่าอะไรคือประโยชน์ อะไรคือโทษ เรามีความขวนขวายเพื่อประโยชน์อันเป็นที่สุดตามที่สามารถทำได้หรือไม่?<br />
๓) เมื่อมีความรู้อะไรดีๆ เราเคยคิดแบ่งปันให้คนอื่นหรือไม่?<br />
๔) เราเป็นผู้ละเมิดศีล ๕ ข้อเป็นอาจิณหรือไม่?<br />
๕) เราเคยทดลองเจริญสติรู้ความเป็นไปทั้งปวงทางกายหรือไม่?</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สรุป">สรุป</a></strong></span></span><br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การมีความฉลาดกับการมีปัญญารอบรู้ในเรื่องดีๆนั้นแตกต่างกัน ความจริงคือคนฉลาดทำเรื่องเดือดร้อนให้ชาวโลกได้มากกว่าคนโง่เสียด้วยซ้ำ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การเป็นผู้มีปัญญาดี การเป็นผู้มีปัญญาเห็นชอบ คือหัวหน้าของความเจริญทั้งปวง คนมีปัญญาเห็นทางประพฤติตนอันชอบเท่านั้น ที่นำความเจริญมาสู่ตนเองกับโลกรอบด้านโดยส่วนเดียว การมีชีวิตอยู่ของเขาย่อมหมายถึงแสงสว่าง ไม่ใช่ความมืด<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ถ้าให้เลือกได้ ระหว่างสวยหล่อกับฉลาดจะเลือกอะไร? คนส่วนใหญ่จะเลือกไม่ค่อยถูก เพราะถ้า<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หน้าตาดีแต่ถูกหาว่าโง่ก็คงไม่มีใครรู้สึกดีนัก ส่วนถ้าจะให้ฉลาดแล้วหน้าหักก็คงมีปมด้อยไปทั้งชีวิตเช่นกัน ฉะนั้นเมื่อทราบทางไปสู่สภาพน่าพึงใจทั้งสองส่วน ก็ควรเร่งสร้างเหตุสร้างปัจจัยเสียแต่บัดนี้ จะได้เป็นผู้มีความสุขที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่มีอย่างแต่ขาดอีกอย่างเหมือนหลายๆคน</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา วิชาการ.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_595_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/595?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_595_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=595&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-6.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-6" title="ตอนที่ 6" rel="tag">ตอนที่ 6</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2" title="สติปัญญา" rel="tag">สติปัญญา</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="เสียดาย" rel="tag">เสียดาย</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-6.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ตอนที่ 5</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 May 2009 01:55:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนที่ 5]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้มีรูปงาม]]></category>
		<category><![CDATA[เหตุใด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=570</guid>
		<description><![CDATA[ตอนที่ 5 คะ
ตอนที่ 5 – เหตุใดจึงเป็นผู้มีรูปงาม
ในบทก่อนเราทราบว่าด้วยอาการทางใจและวิธีคิดทำบุญอย่างไรจึงส่งให้เป็นหญิงชาย แต่หญิงชายมีระดับชั้นวรรณะเป็นต่างๆ เริ่มเห็นได้ตั้งแต่การปรากฏตัวเลยทีเดียว บางคนเห็นแล้วน่าเมิน บางคนเห็นแล้วน่ามอง ความไม่รู้ทำให้เราคิดว่านั่นคือการ ‘ให้มา’ ของธรรมชาติ หรือของผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่แต่ความจริงก็คือเราแต่ละคน ‘ได้มา’ อย่างมีเงื่อนไข และเงื่อนไขนั้นก็คือกรรมเกี่ยวกับทานและศีลนั่นเอง

 
นิยามของความงาม
 
           คนเราเห็นความงามต่างกัน ฉะนั้นจึงต้องตกลงกันให้ดีว่าความสวยคืออะไร ความงามคืออะไร จะได้ไม่ต้องพูดในเชิงปรัชญา เช่นความงามเป็นสิ่งลี้ลับ ความงามเป็นสิ่งฉายให้เห็นเฉพาะคน หรือความงามของที่ฉายออกมาจากจิตใจภายใน ฯลฯ           
ต่อไปนี้เมื่อพูดถึงความสวยหรือความงาม ขอให้เข้าใจว่าเราพูดจำเพาะถึงความงามในรูปร่างหน้าตาของมนุษย์
           ความสวยงามของมนุษย์คือลักษณะที่ตาคนส่วนใหญ่เห็นแล้วเกิดความยินดี เกิดความสุข เกิดความพึงพอใจ ตลอดจนกระทั่งเกิดความติดใจไหลหลง แน่นอนว่ามีตาของคนส่วนน้อยที่อาจเห็นแย้งมองแล้ววิจารณ์ว่าไม่เห็นสวยเลย หรือถากถางว่าอย่างนี้เหรอหล่อ? นั่นอาจเป็นอคติหรือพื้นหลังเฉพาะตัวของแต่ละคน เครื่องชี้ที่ชัดคือเจ้าตัวผู้มีรูปร่างหน้าตาเป็นสมบัติเอง ส่วนใหญ่ไปไหนต่อไหนได้รับความชื่นชม ทำให้ปลื้มเปรมกับสมบัติที่ติดตัวมาแต่เกิดหรือไม่

           สำหรับเราเอง เมื่อเรารู้สึกดีกับการปรากฏตัวในแต่ละครั้ง จะเหมือนมีรัศมีแห่งความเชื่อมั่นฉายออกไปพร้อมกับพลังกระทบด้านดี ซึ่งถ้าดีจริงอย่างที่เรารู้สึก อย่างน้อยก็จะพลอยทำให้คนอื่นรู้สึกดีตามไปด้วย
 
           สำหรับสายตาคนอื่น ผู้มีรูปงามชนิดแลตะลึง หรือที่เรียกว่า ‘สวยจัด’ กับ ‘หล่อจัด’ นั้น เป็นบุคคลประเภทที่ปลุกเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายใจ ความสวยหล่อจัดๆสามารถกระตุ้นให้เกิดความคิดหลากหลาย หรืออาจเรียกได้ว่ารบกวนให้คนเห็นกระวนกระวายใจผิดปกติ เพราะในหัวเกิดถ้อยคำพิเศษที่ไม่ค่อยปรากฏนักในการเห็นบุคคลทั่วไป เมื่อคนเราไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองเห็นออกมาเป็นคำพูดได้ถนัด ก็มักนึกถึงคำหรูๆเกินจริงเช่น ‘ความงามที่เหมือนเวทมนต์’ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ตอนที่ 5">ตอนที่ 5</a> คะ</p>
<p>ตอนที่ 5 – เหตุใดจึงเป็นผู้มีรูปงาม</p>
<p>ในบทก่อนเราทราบว่าด้วยอาการทางใจและวิธีคิดทำบุญอย่างไรจึงส่งให้เป็นหญิงชาย แต่หญิงชายมีระดับชั้นวรรณะเป็นต่างๆ เริ่มเห็นได้ตั้งแต่การปรากฏตัวเลยทีเดียว บางคนเห็นแล้วน่าเมิน บางคนเห็นแล้วน่ามอง ความไม่รู้ทำให้เราคิดว่านั่นคือการ ‘ให้มา’ ของธรรมชาติ หรือของผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่แต่ความจริงก็คือเราแต่ละคน ‘ได้มา’ อย่างมีเงื่อนไข และเงื่อนไขนั้นก็คือกรรมเกี่ยวกับทานและศีลนั่นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144480.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">นิยามของความงาม</span></strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">คนเราเห็นความงามต่างกัน ฉะนั้นจึงต้องตกลงกันให้ดีว่าความสวยคืออะไร ความงามคืออะไร จะได้ไม่ต้องพูดในเชิงปรัชญา เช่นความงามเป็นสิ่งลี้ลับ ความงามเป็นสิ่งฉายให้เห็นเฉพาะคน หรือความงามของที่ฉายออกมาจากจิตใจภายใน ฯลฯ</span><span style="font-size: small;">           </span></p>
<p><span style="font-size: small;">ต่อไปนี้เมื่อพูดถึงความสวยหรือความงาม ขอให้เข้าใจว่าเราพูดจำเพาะถึงความงามในรูปร่างหน้าตาของมนุษย์</span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความสวยงามของมนุษย์คือลักษณะที่ตาคนส่วนใหญ่เห็นแล้วเกิดความยินดี เกิดความสุข เกิดความพึงพอใจ ตลอดจนกระทั่งเกิดความติดใจไหลหลง แน่นอนว่ามีตาของคนส่วนน้อยที่อาจเห็นแย้งมองแล้ววิจารณ์ว่าไม่เห็นสวยเลย หรือถากถางว่าอย่างนี้เหรอหล่อ? นั่นอาจเป็นอคติหรือพื้นหลังเฉพาะตัวของแต่ละคน<span style="color: #008000;"><strong> เครื่องชี้ที่ชัดคือเจ้าตัวผู้มีรูปร่างหน้าตาเป็นสมบัติเอง ส่วนใหญ่ไปไหนต่อไหนได้รับความชื่นชม ทำให้ปลื้มเปรมกับสมบัติที่ติดตัวมาแต่เกิดหรือไม่</strong></span></span><br />
<span id="more-570"></span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สำหรับเราเอง เมื่อเรารู้สึกดีกับการปรากฏตัวในแต่ละครั้ง จะเหมือนมีรัศมีแห่งความเชื่อมั่นฉายออกไปพร้อมกับพลังกระทบด้านดี ซึ่งถ้าดีจริงอย่างที่เรารู้สึก อย่างน้อยก็จะพลอยทำให้คนอื่นรู้สึกดีตามไปด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สำหรับสายตาคนอื่น ผู้มีรูปงามชนิดแลตะลึง หรือที่เรียกว่า ‘สวยจัด’ กับ ‘หล่อจัด’ นั้น เป็นบุคคลประเภทที่ปลุกเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายใจ ความสวยหล่อจัดๆสามารถกระตุ้นให้เกิดความคิดหลากหลาย หรืออาจเรียกได้ว่ารบกวนให้คนเห็นกระวนกระวายใจผิดปกติ เพราะในหัวเกิดถ้อยคำพิเศษที่ไม่ค่อยปรากฏนักในการเห็นบุคคลทั่วไป เมื่อคนเราไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองเห็นออกมาเป็นคำพูดได้ถนัด ก็มักนึกถึงคำหรูๆเกินจริงเช่น ‘ความงามที่เหมือนเวทมนต์’ หรือ ‘หยาดฟ้ามาดิน’ เป็นต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แม้ในความงามแลตะลึงอาจมีความต่าง คือสวยหล่อแต่หน้า รูปร่างเอวองค์ไม่สมส่วน บางคนเตี้ยม่อต้อ บางคนสูงชะลูด บางคนผิวหยาบไม่น่ามอง บางคนโครงกระดูกมีจุดปูดโปนประหลาดๆ บางคนมีรายละเอียดใต้ร่มผ้าน่ารังเกียจ ฯลฯ หาได้น้อยที่สวยหล่อพรั่งพร้อมไปทั้งสรรพางค์กายสมคำว่า ‘สวรรค์เสก’</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความจริงสวรรค์ไม่ได้ทำอะไรกับความมีรูปงามของมนุษย์ แต่ความมีรูปงามของมนุษย์ทำให้คนเรานึกถึงสวรรค์ต่างหาก นั่นแหละคือคุณของความงาม ช่วยปรุงแต่งให้ผู้พบเห็น หรือแม้แต่ผู้ครอบครองความงามเองได้รู้สึกชื่นชมยินดี และเหนี่ยวนำให้เลื่อมใสไปในทางมีจิตคิดเป็นกุศลน่าเสียดายในปัจจุบันคนสวยหล่อทั้งหลายเอาเครื่องหน้าและรูปร่างของตนไปเป็นสินค้าทางเพศกันมาก ทำให้คนมองเกิดความรู้สึกที่เพี้ยนไป คือเห็นความสวยหล่อมีไว้ขาย มีไว้ทำเงิน มีไว้หาประโยชน์ ไม่ได้มีเอาไว้จูงใจให้เกิดความเลื่อมใสว่าบุญมีจริง สวรรค์มีจริงเหมือนในสมัยโบราณเขามองกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สรุปคือสำหรับคนราคะจัดส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ความสวยอาจเป็นเพียงสิ่งที่เอาไว้กระตุ้นความกำหนัด สำหรับศิลปินผู้มีความละเอียดอ่อนในหัวใจ ความสวยสามารถเป็นเครื่องปลุกเร้าจินตนาการสร้างสรรค์ให้บรรเจิดจ้า และสำหรับผู้แสวงบุญ ความสวยเป็นร่องรอยหลักฐานยืนยันว่าผลบุญมีจริงและทำให้มนุษย์ต่างกันได้เพียงใด!</span></p>
<p> </p>
<p><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">กรรมหลักที่ตกแต่งให้รูปงาม</span></strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หลักง่ายๆคือคนตามใจกิเลสจะมีรูปทราม ส่วนคนงามจะงามเพราะสละกิเลส กรรมที่ตกแต่งให้รูปงามนั้น เป็นกรรมประเภทที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดความผ่องใส มีความขาวสะอาดสว่างรอบปราศจากมลทินและกิริยาที่จะก่อให้เกิดลักษณะดังกล่าว ก็ไม่พ้นเรื่องของการสละความตระหนี่ และการรักษาความตั้งใจไม่เกลือกกลั้วกับความชั่ว โดยตีกรอบความประพฤติทางกายและวาจาให้อยู่ในศีลธรรมอันดี นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอาการทางใจและวิธีคิดต่างๆประกอบอยู่ด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๑) ทำทานด้วยศรัทธา</span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ขอให้ดูเถิด คนส่วนใหญ่แม้ชอบทำทาน ก็มักทำทานด้วยจิตที่แห้งแล้ง ทำแล้วก็ถือว่าแล้วกันน้อยคนนักจะทราบว่าแม้อาการทางใจในขณะทำทานก็มีผลใหญ่หลวงกับรูปร่างหน้าตาได้ ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า <span style="color: #008000;"><strong>ผลของการให้ทานด้วยศรัทธา จะทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมากและเป็นผู้มีรูปงามชวนพิศ น่าเลื่อมใส ผิวพรรณงามยิ่ง</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การทำทานด้วยความศรัทธาเป็นประจำ ทำให้เจ้าตัวรู้สึกสวยแพรวออกมาจากภายในตั้งแต่ชาติปัจจุบัน แม้รูปร่างหน้าตาในชาตินี้จะดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกสวยแพรวที่ออกมาจากภายในนั้น จะดึงดูดให้คนพบเห็นเกิดความทึ่งกว่าเดิม และหาคำตอบไม่ได้ ว่าทำไมไม่สวยไม่หล่อจึงน่ามองขนาดนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และผลของการทำทานด้วยความศรัทธาเป็นประจำ จะทำให้ชาติต่อไปมีใบหน้างดงามชนิดที่ชวนเลื่อมใส ข้อนี้คนของศาสนาที่ปลูกฝังเรื่องศรัทธาเป็นหลักจะได้เปรียบ เพราะเมื่อเกิดการประชุมทำพิธีทางศาสนาแล้วมักเหนี่ยวนำกันให้เกิดจิตศรัทธา เปี่ยมปีติสุขเป็นล้นพ้นกับการคิดให้ คิดเจือจาน คิดเมตตาต่อคนและสัตว์ทั้งโลก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หลายคนคงสงสัยว่าอย่างไรจึงเรียกได้ว่าเป็นศรัทธาแล้ว อันนี้ใช้เกณฑ์ง่ายๆคือเมื่อนึกถึงบุญขณะต่างๆ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ แล้วมีใจนึกอยากยิ้มสดชื่นออกมาจากภายใน เป็นยิ้มอันบันดาลจากความสุขความอิ่มเอมที่บริสุทธิ์ ปราศจากเงื่อนไขแลกเปลี่ยน ส่วนการฝืนยิ้มไปแกนๆ แต่จิตไม่เป็นสุขนั้นไม่นับ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สภาพแวดล้อมในการทำบุญมีส่วนก่อให้เกิดศรัทธาหรือเสื่อมศรัทธาได้มาก แต่หากเราเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในบุญอยู่อย่างหนักแน่น เชื่อมั่นว่าบุญมีที่ใจ ผลบุญเช่นความสุขความสว่างไสวก็เกิดทันทีที่ใจ เช่นนี้แม้สภาพแวดล้อมหรือบุคคลอันเป็นผู้รับจะไม่ดีนัก ใจเราก็คงไม่เสื่อมศรัทธาลงสักเท่าใด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หากให้ทานไปแกนๆ ไม่คิดอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ศรัทธาสักเท่าไหร่ อย่างนี้ชาติปัจจุบันแม้ทำทานมากก็ไม่ค่อยอิ่มใจ ไม่ค่อยรู้สึกอบอุ่นอยู่กับตัวเองนัก และชาติถัดไปถึงแม้มีรูปร่างหน้าตาดีก็ไม่ถึงกับดึงดูดให้รู้สึกเลื่อมใสในความงามนั้นๆสักเท่าใด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หากให้ทานด้วยจิตใจคับแคบ เช่นแก่งแย่งชิงดีเอาหน้าเอาเด่น หรือให้ทานแบบกีดกัน ไม่คิดรวมทานกับใคร เช่นมาถวายสังฆทานพร้อมกันกับคนอื่น แต่จะแยกเป็นต่างหากต้องให้พระสวดสองที แบบนี้ชาติปัจจุบันแม้โครงหน้าสวยหล่ออยู่ก่อน เห็นแล้วก็ไม่ชวนให้รู้สึกปลื้ม และชาติหน้ากรรมจะตกแต่งให้หน้าตาออกไปในทางเค็มเสียมาก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๒) รักษาศีลได้สะอาดครบ</span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ศีลจะมีส่วนช่วยปรุงแต่งหน้าตาให้ดูดีจริงๆต่อเมื่อสะอาดหมดจดในข้อหนึ่งๆ ต้องจาระไนกันด้วยความรู้สึกยามเมื่อตาเห็น ศีลแต่ละข้อจะก่อให้เกิดความรู้สึกทางใจดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑) อยากปกป้องชีวิตสัตว์ ทำให้หน้าตาใจดี เห็นแล้วสงบเย็น<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒) ไม่เพ่งเล็งอยากได้ ทำให้หน้าตาน่าไว้ใจ เห็นแล้วเชื่อถือ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓) ซื่อสัตย์กับคู่ครอง ทำให้หน้าตามีเสน่ห์ชวนอบอุ่นใจ เห็นแล้วอยากเป็นคู่ด้วย<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๔) ไม่คิดปั้นคำลวง ทำให้หน้าตาใสซื่อ เห็นแล้วนึกเอ็นดู<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๕) ไม่เกลือกกลั้วสิ่งเสพย์ติดมึนเมา ทำให้หน้าตาดูเป็นคนมีสติปัญญาดี เห็นแล้วเชื่อว่าไม่ใช่พวกคิดอ่านฟุ้งซ่านเหลวไหล</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144481.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ถ้าใครถือศีลได้สะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างสม่ำเสมอ จะมีความสะอาดผุดผ่องออกมาทางผิว ศีลจะตกแต่งให้เนื้อหนังบางส่วนหนาขึ้นหรือบางลง เห็นแล้วดูสมส่วนขึ้น และจิตที่สงบไม่เดือดร้อนกระวนกระวายจะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าผ่อนคลาย จึงดูดีที่สุดเท่าที่โครงหน้าจะอำนวย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ถ้าใครถือศีลได้สะอาดบริสุทธิ์ตลอดชีวิต ชาติใหม่จะมีรูปร่างหน้าตาสมส่วนหมดจด มองจากมุมไหนก็ดูดีไปหมด แบบที่เรียกกันว่างามไร้ที่ตินั่นเองหากละเมิดศีลเป็นอาจิณ หน้าตาและผิวพรรณจะดูคล้ำหมอง เว้นแต่อำนาจศีลแต่หนหลังมีพลังแรงมาก ช่วยค้ำพยุงไว้ได้ระยะหนึ่ง หรืออาจใช้วิทยาการทางความงามในปัจจุบันช่วยทำให้ผุดผ่องก็มีสิทธิ์ แต่จะประคับประคองได้ไม่นาน ในที่สุดความเสื่อมโทรมแบบแก่ก่อนวัยต้องถามหาอยู่ดี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และกรรมที่เกิดจากการละเมิดศีลเป็นอาจิณนั้น จะมีผลให้ชาติถัดมามีความไม่สมส่วน แม้ใบหน้าสวยหล่อด้วยการทำทานอย่างมีศรัทธา จุดอื่นในร่างกายก็จะไม่สมส่วน เช่นขาสั้นไปบ้าง หลังยาวไปบ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๓) อาการทางใจและวิธีคิด</span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บางคนแม้ทำทานและรักษาศีลมาดีในแบบที่จะทำให้สวยหล่อ แต่เป็นผู้ที่ฉุนเฉียวง่าย เก็บเรื่องเล็กๆน้อยๆมาคิดมากใหญ่โต อย่างนี้ก็มีผลกับรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณทั้งในชาตินี้และในชาติต่อๆไปได้มาก ดังเช่นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาทมาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก และเพราะมีความข้องติดอยู่ในกรรมเช่นนั้นแม้ตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังก็จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #008000;"><strong>พูดง่ายๆคือ แม้ให้ทรัพย์เป็นทานด้วยศรัทธาได้เพียงใด แต่ถ้าใจไม่รู้จักให้อภัยเป็นทานเลย ก็ได้ชื่อว่าสร้างส่วนแห่งความเป็นผู้มีรูปทรามเอาไว้</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สมมุติว่าเราเป็นผู้ให้ทานด้วยศรัทธายิ่งไปตลอดชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพวกฉุนเฉียวง่ายไม่รู้จักระงับอารมณ์เลยจนวันตายเช่นกัน อย่างนี้กรรมอาจปรุงแต่งให้มองเสี้ยวหน้าด้านหนึ่งเหมือนสวยหล่อ แต่มองจากอีกมุมหนึ่งกลับดูไม่ได้เอาเลย และผิวพรรณแทนที่จะเลอเลิศจากผลของทาน ก็กลายเป็นแค่ธรรมดาๆ ไม่ถึงกับน่าดู ไม่ถึงกับน่าเกลียดไป หรือไม่บางส่วนของเนื้อหนังดูเหมือนงามละเอียด แต่บางส่วนกลับหยาบกระด้าง ครึ่งๆกลางๆไม่สมบูรณ์เสมอกันทั่ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ขณะโกรธ ขณะยอมถูกโทสะควบคุมจิตใจ เราจะไม่มีมุมมองอื่นนอกเหนือไปจากความคิดเขม่นเข่นเขี้ยวอยากจองล้างจองผลาญ แต่เมื่อรู้ผลของการเป็นคนเจ้าโทสะแล้วเช่นนี้ ก็อาจฝึกมองไว้ล่วงหน้าว่าเราจะเสียเวลา เสียรูปในอนาคตให้กับความโกรธเปล่าๆปลี้ๆไปทำไม อย่างไรคู่อริของเราก็ต้องตายจากกันไปเสวยวิบากของแต่ละคน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เพียงเห็นในขณะที่โกรธเป็นขณะแห่งความสูญเปล่า เท่ากับเอาเวลาที่ควรจะทำให้อะไรดีขึ้นสักนิดไปทิ้งเสียอีกนาทีหนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง หรือปีหนึ่ง หากเราเห็นทุกวินาทีในโลกนี้มีค่ายิ่งกว่าทอง ก็จะปรับทัศนะได้ใหม่ เห็นว่ายิ่งเสียเวลากับสิ่งไร้ประโยชน์น้อยลงเพียงใด ก็เท่ากับมีเวลาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น เราจะเป็นทาสกิเลสผู้น่าสงสาร ที่มัวหลงเสียเวลาในชีวิตไปหมกมุ่นครุ่นคิดถึงสิ่งไร้สาระโดยแท้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ถ้าหากประกอบพร้อมทั้งการให้ทรัพย์เป็นทานด้วยศรัทธา และการให้อภัยเป็นทานด้วยใจจริงอย่างนี้ความสมบูรณ์พร้อมในเรือนกายย่อมเป็นที่หวังได้และบางคนแม้ทำทานรักษาศีลดี มีจิตใจเบิกบานเป็นนิตย์ แต่ก็แอบคิดเล็กคิดน้อยอยู่ในใจ เช่นเจอใครก็จ้องจับผิดอยู่เงียบๆ นึกด่าเขาอยู่เงียบๆ หรือกระทั่งชอบสาปแช่งอยู่เงียบๆ เพราะคิดว่าคงไม่ทำให้ใครเดือดร้อน จิตมีความโสมนัสอยู่กับความคิดร้ายๆภายในใจ ก็มีผลให้รูปร่างหน้าตาเสียความสมบูรณ์แบบ ลดหลั่นกันไปตามฐานะแห่งกรรม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">วิธีคิดของคนนั้น เป็นมโนกรรมสำคัญที่จำแนกสัตว์ออกเป็นต่างๆอย่างแท้จริง เพราะเป็นของที่ตนรู้อยู่กับตัว และเป็นของที่ติดตัว ติดจิตติดวิญญาณเราไปทุกหนทุกแห่ง จึงเป็นใจกลางแห่งความปรุงแต่งรูปร่างหน้าตา ถ้าความคิดมีมลทิน แม้สวยหรือหล่อจากทานและศีลก็เหมือนภาพงามที่มีรอยด่างหรือจุดตำหนิ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กล่าวได้เต็มปากว่าวิธีคิดนั่นเอง ทำให้ความสวยหล่อไม่ได้มีแบบเดียว ถอดพิมพ์กันเป๊ะๆไม่ได้และรูปร่างหน้าตานั้น จะไม่ผิดแผกแตกต่างจากที่เราเป็นอยู่อย่างนี้มากนักก็เพราะการสืบสายของวิธีคิดนี่เอง หากสามารถยกระดับวิธีคิดได้มาก หน้าตาก็จะเปลี่ยนไปมากแบบแปรผันตรง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สรุปว่ากรรมหลักๆที่ทำให้สวยหล่อบาดตาบาดใจกันจริงๆ หรือมีรูปงามเกินใจใครต้านทานนั้นมาจากการเป็นคนที่หมั่นทำทานด้วยศรัทธา มีศีลสะอาดบริสุทธิ์หมดจด และมีอาการทางใจกับวิธีคิดที่เป็นบวกอยู่เสมอๆ คือไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่คิดอกุศลหรือติดใจความคิดอัปมงคลจนปล่อยใจให้ไหลไปกับเรื่องต่ำๆ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผู้ทำกรรมในแบบที่จะส่งผลเป็นความสวยหล่อถึงขีดสุดดังกล่าวนี้ จะมีความงามออกมาจากภายในตั้งแต่ชาติปัจจุบัน เห็นแล้วรู้สึกดีด้วยเป็นอย่างยิ่ง และในความเป็นมนุษย์ชาติถัดไป ก็จะเป็นผู้งามวัย วัยเด็กก็น่ารักแบบเด็ก วัยหนุ่มสาวก็หล่อสวยแบบหนุ่มสาวตามค่านิยมของยุคนั้นๆ และถ้าล่วงเข้าวัยชราก็ยังชวนพิศแบบผู้สูงอายุที่ดูไม่จืดตา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การผสมกันระหว่างกรรมประเภทต่างๆที่ก่อให้เกิดรูปร่างหน้าตานั้น ไม่มีกรรมใดกรรมหนึ่งระหว่างทานและศีลเป็นผู้ขึ้นรูป ทุกอย่างผสมกันเบ็ดเสร็จแล้วออกมาเป็นหน้าตาหนึ่งๆเลยทีเดียว แต่รูปทรงอาจถูกกำหนดจากน้ำหนักของทานหรือศีลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นถ้าเคยเป็นผู้มีนิสัยหนักไปทางทำทานด้วยศรัทธามากกว่ารักษาศีลให้สะอาดหมดจด ชาตินี้จะดูรูปงามชวนชมเมื่อมองผาด แต่พอมองพิศแล้วเห็นความไม่ค่อยสมส่วนสักเท่าไหร่ หรือกระทั่งจุดลับต่างๆไม่น่าพิสมัยนัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ส่วนบางคนเป็นผู้มีนิสัยหนักไปทางรักษาศีลพอประมาณมากกว่าทำทานด้วยศรัทธา หรือบางทีไม่ค่อยได้ทำทานเอาเลย ชาตินี้จะดูสมส่วน เครื่องหน้าทุกชิ้น อวัยวะใหญ่น้อยทั้งหลายดูเข้ารูปรับกันไปหมด แต่กลับสวยหล่อแบบเรียบๆ ไม่หวือหวาสะดุดตานัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และขอให้เข้าใจด้วยว่าสภาพจิตในชาติอันเป็นปัจจุบันก็มีบทบาทสำคัญยิ่ง บางคนรูปร่างหน้าตาดีแต่กลับขาดเสน่ห์ เพราะปล่อยตัวปล่อยใจให้ง่วงเหงาหาวนอน หรือหดหู่ทอดอาลัยตายอยาก จมอยู่กับความเศร้าชั่วนาตาปี อย่างนี้ก็ขาดความชวนชมได้เหมือนกัน เพราะแม้ตาคนเขาจะเห็นรูปโฉมดีๆภายนอก แต่ใจเขาก็จะรู้สึกแย่กับกระแสความหดหู่หรือคลื่นความปั่นป่วนในภายในจนอยากเมินมากกว่าอยากพิศให้นาน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กรรมที่ตกแต่งอวัยวะเป็นต่างๆ</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ที่ผ่านมาในบทนี้จะกล่าวเพียงรูปลักษณะคร่าวๆว่าสวย หล่อ รูปร่างดี ฯลฯ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะเป็นจุดๆว่าอวัยวะแต่ละส่วนนั้น ‘งาม’ อย่างไร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘งามเพราะอะไร ?’</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">รายละเอียดความแตกต่างระหว่างรูปพรรณสัณฐานของอวัยวะทั้งหลายนั้น เราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รู้แน่ๆล่ะว่าต่าง แต่ไม่ทราบว่าต่างเพราะอะไร โดยทั่วไปจึงโยนให้กับความบังเอิญทางธรรมชาติและกลายเป็นที่มาของคำว่า ‘โชคดี’ และ ‘โชคร้าย’ คือใครโชคดีหน้าตาสวยหล่อก็เท่ากับมีใบเบิกทางดีๆให้ชีวิต ใครหน้าตาขี้เหร่แล้วไม่ขยันสร้างเสน่ห์ในทางอื่นก็ต้องใช้ชีวิตอับเฉากันไป ส่วนใหญ่มองเรื่องรูปร่างหน้าตากันเพียงในขอบเขตประมาณนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แต่จะมีคนอยู่พวกหนึ่งที่ศึกษาความต่างระหว่างรูปพรรณสัณฐานทั่วองคาพยพของมนุษย์ และค้นพบว่าร่างกายมนุษย์หาได้แสดงความงามหรืออัปลักษณ์กระทบตาคนเห็นอย่างเดียว ทว่ายังมีรายละเอียดน่าสนใจกว่านั้น บอกอะไรได้ยิ่งกว่านั้น อย่างพวกที่ศึกษาศาสตร์เกี่ยวกับโหงวเฮ้งจะพอทราบจากสถิติว่าชีวิตใครเป็นอย่างไรจากภาพรวมและภาพย่อยที่ปรากฏให้เห็นในกายแต่ละคน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ยกตัวอย่างเช่นความยากจนนั้นคล้ายบอกได้ด้วยสัญลักษณ์ทางกายหลายๆจุด ซึ่งบางทีจุดเดียวก็บอกได้แล้วว่าพ่อคนนี้หรือแม่คนนี้ต้องยากจนและรวยยากแน่ๆ แต่บางทีต้องอาศัยอวัยวะมากกว่าหนึ่งจุดขึ้นไปเป็นตัวตัดสิน ขอยกเครื่องหมายของความเป็นคนยากจนข้นแค้นมาพอสังเขปดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144482.gif" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑) ส่วนหัวสอบแหลม<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒) หัวเล็กประกอบกับคอยาว<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓) คนหน้าอ้วนประกอบกับตัวเล็ก หรือคนหน้าเล็กประกอบกับตัวหยาบ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๔) หูบาง<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๕) ตาเหมือนคนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๖) คอเอียง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความจริงยังมีลักษณะอื่นๆอีกมาก เช่นหลายครั้งเราบอกได้จากการมองเพียงปราดเดียวว่าคนนี้ไม่ค่อยมีอันจะกินแน่ เพราะท่าทางผอมแห้งแรงน้อย แห้งเหี่ยวไม่มีชีวิตชีวาแต่หลายคนดูยาก บางคนดูน่าจะรวยแต่สืบไปสืบมาไม่เคยมีสตางค์ใช้สบายๆเลยทั้งชีวิต ต้องทำอาชีพที่ใช้แรงกายเหนื่อยยากลำบากเป็นหลัก หรือหลายคนไม่ได้มีเครื่องหมายของความยากจนเด่นชัดนัก เรียกว่าพอมีพอกินได้ หรืออาจจะเงินขาดมือได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายๆอย่าง โดยเฉพาะในแง่ของความขยันทำกิน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ศาสตร์เกี่ยวกับโหงวเฮ้งอาจแม่นยำได้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครล่วงรู้ทะลุไปถึงสาเหตุ ว่าทำไมแต่ละคนจึงจำเพาะมีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ๆ ส่วนใหญ่บอกได้ตามตำราเพียงว่าถ้ารูปพรรณสัณฐานอย่างนี้จะมีชะตาอย่างนั้น ถ้าเค้าโครงเป็นอย่างนั้นจะมีชะตาลงเอยอย่างนี้ ซึ่งดูๆแล้วก็ไม่ได้น่าทึ่งอะไรนัก เพราะหากเก็บสถิติกันจริงจัง มีการสืบมรดกความรู้ของสำนักใหญ่ที่มีกำลังคนรวบรวมอย่างเป็นระบบระเบียบก็สามารถจำแนกความต่างระหว่างมนุษย์ได้ว่าถ้าเค้าโครงเหมือนๆกัน ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปคล้ายกันหรือเหมือนกันดิก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสแสดงไว้เหมือนกันว่ารูปลักษณ์ของคนเราบ่งบอกถึงความแตกต่าง แต่ท่านจะเน้นแสดงให้เข้าใจ ว่าองคาพยพต่างๆทั่วร่างกายถูก ‘วาด’ หรือ ‘ปั้น’ ขึ้นโดยกระแสกรรมเก่าจากอดีตชาติทั้งสิ้น ไม่มีรูปรอยใดเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ กรรมนั่นเองคือจิตรกร กรรมนั่นเองคือประติมากร และเจ้าของกรรมนั่นเองจะต้องครองร่างอันเหมาะสมกับฐานะแห่งตนแต่เวลาวิบากกรรมวาดตาหูจมูกปากนั้นไม่ง่ายเหมือนจิตรกรใช้มือวาดเอา จิตรกรแค่คิดนิดหนึ่งแล้วสะบัดปลายพู่กันทีเดียวก็ได้หู ได้ตา ได้ปาก ได้คางออกมาแล้ว ทว่าเราต้องคิดซ้ำๆหลายๆครั้ง มีวิธีพูดแบบหนึ่งๆอย่างยาวนาน และลงมือกระทำการจนติดนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอันมาก จึงรวมออกมาเป็นการปั้นแต่งรูปร่างหน้าตาขึ้นมาอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อีกประการหนึ่ง กรรมชุดเดียวกันอาจปั้นแต่งอวัยวะหลายๆส่วนในคราวเดียว เช่นผู้ที่ไม่ให้ทานเลย แถมตระหนี่ถี่เหนียว กีดกันหรือพูดจาถากถางคนที่เขาคิดทำบุญ อย่างนี้ก็อาจมีเครื่องหมายของความจนครบสูตร เช่นหัวสอบแหลม ขนาดศีรษะเล็กเมื่อเทียบสัดส่วนกับร่างกาย อีกทั้งมีคอยาว หูยาวตาเหมือนคนง่วงนอน และมีคอเอียง ฯลฯ พร้อมเบ็ดเสร็จในตัวคนเดียว ซึ่งก็ส่อชัดว่าทั้งชาติคงต้องลำบากกับฐานะความเป็นอยู่ไปเรื่อย จะมีกินได้ต้องทำกรรมดีใหม่อย่างใหญ่หลวงต่อเนื่องยาวนาน จึงจะพอมีส่วนช่วยเอื้อให้สบายขึ้นได้บ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อดีตก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ในชาติสุดท้ายนั้น พระองค์เป็นปุถุชนที่คิดเกื้อกูลมหาชนเป็นอันมากมาอย่างยาวนานนับอนันตชาติ คือแต่ละชาติกรรมของท่านหนักไปในทางช่วยคน ช่วยสม่ำเสมอช่วยเป็นประจำ หรือแม้พลาดพลั้งหลงก่อกรรมตามอำนาจกิเลสไปบ้าง อย่างน้อยก็ประพฤติตนในทำนองช่วยเหลืออยู่โดยมาก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">วิบากซึ่งมีน้ำหนักดีจึงทำให้ชาติสุดท้ายของท่านได้มีลักษณะของมหาบุรุษ ๓๒ ประการ คือไม่ใช่แค่มีรูปโฉมงดงามปานเทพเจ้า แต่ทว่าทั่วองคาพยพยังบ่งบอกถึงพื้นชะตาว่าจะประสบความเจริญรุ่งเรืองต่างๆนานาอย่างไรอีกด้วย ซึ่งสำหรับผู้มีลักษณะของมหาบุรุษครบถ้วนนั้น พระองค์ท่านตรัสว่าจะมีฐานะอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงสองประการ คือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ หรือไม่ก็เป็นพระพุทธเจ้า(จักรพรรดิ์ในความหมายของพระพุทธองค์ไม่ใช่หมายถึงจักรพรรดิ์ที่ต้องได้อำนาจมาด้วยการมีมือเปื้อนเลือด แต่ครองอาณาจักรไพศาลด้วยบุญญาธิการเป็นล้นพ้น)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้ามีปกติตรัสเล่าเกี่ยวกับกรรมของพระองค์เพื่อให้เป็นแบบอย่างอยู่แล้ว เมื่อจะแสดงเกี่ยวกับมหาบุรุษลักษณะก็เพื่อให้พวกเรารู้ว่าแม้รูปพรรณสัณฐานแต่ละส่วนก็ได้มาโดยกรรม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑) ฝ่าพระบาทราบเสมอกัน ตั้งอยู่ได้มั่นคง คือทรงเหยียบพระบาทเสมอกันบนพื้น ทรงยกพระบาทขึ้นก็เสมอกัน ทรงจดภาคพื้นด้วยฝ่าพระบาททุกส่วนเสมอกัน<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ถือความประพฤติมั่นคงในกุศลธรรม ไม่ย่อหย่อนในความสุจริตทางกายวาจาใจ ในการบำเพ็ญทาน ในการรักษาศีล ๕ และศีล ๘ ในการปฏิบัติดีต่อมารดาและบิดา ในการปฏิบัติดีต่อสมณะ ในการปฏิบัติดีต่อพราหมณ์ ในความเป็นผู้เคารพต่อผู้ควรเคารพเป็นอันมาก (คือมากกว่าชนทั่วไปอย่างเทียบกันอย่างไม่อาจประมาณ)<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือถ้าเลือกเป็นราชามหาจักรพรรดิ์จะทรงมีราชอาณาจักรมั่นคง มีพระราชโอรสจำนวนมากที่ล้วนเป็นผู้แกล้วกล้า สามารถย่ำยีเสนาแห่งปรปักษ์ได้โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา ไม่มีข้าศึกใดข่มได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒) ลายพื้นพระบาทปรากฏเป็นรูปจักรจำนวนมาก มีซี่กำพันหนึ่ง มีกง มีดุมบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้นำความสุขมาให้แก่มหาชนเป็นอันมาก บรรเทาภัยร้ายที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวและความหวาดเสียว จัดการรักษาความปลอดภัยโดยธรรม และบำเพ็ญทานพร้อมด้วยวัตถุอันเป็นบริวาร<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีบริวารมาก       ทั้งพราหมณ์ คฤหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์ มหาอำมาตย์ กองทหาร นายประตู ผู้มีอิทธิพล เศรษฐีราชกุมาร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓) มีส้นพระบาทยาว ๔) มีนิ้วพระหัตถ์และพระบาทยาว และ ๕) พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สามข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ละปาณาติบาตแล้ว เว้นขาดจากปาณาติบาต เป็นผู้ไม่จับอาวุธ มีความละอายในการเบียดเบียน มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีพระชนมายุยืน ดำรงอยู่นาน ไม่มีใครๆ ที่เป็นมนุษย์ซึ่งเป็นข้าศึกศัตรูสามารถปลงพระชนม์ชีพได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๖) ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม และ ๗) ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าบาทมีลายดุจตาข่าย<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้สงเคราะห์ประชาชน ได้แก่การให้ทาน การกล่าวคำเป็นที่รัก การประพฤติให้เป็นประโยชน์ และความเป็นผู้ไม่ถือตัว<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีบริวารมากทั้งพราหมณ์ คฤหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท โหราจารย์ มหาอำมาตย์ กองทหาร นายประตู ผู้มีอิทธิพลเศรษฐีราชกุมาร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๘) มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ อัฐิข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาท กลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน และ ๙) มีปลายพระโลมชาติ (ขน) ทุกๆเส้นเวียนขวาเส้นช้อนขึ้นข้างบนล้วนสองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถธรรม แนะนำประชาชนเป็นอันมากไปในทางดี เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมเป็นปกติ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะเป็นประธานสูงสุด ดีกว่าหมู่ชนที่บริโภคกามทั้งปวง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๐) พระชงฆ์ (แข้ง) เรียวดุจแข้งเนื้อทราย คือเรียวไปโดยลำดับ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ตั้งใจสอนศิลปะวิชา ข้อที่ควรประพฤติ หลักกรรมวิบาก ด้วยความครุ่นคิดว่าทำอย่างไรชนทั้งพึงรู้เร็ว พึงสำเร็จเร็ว ไม่พึงลำบากนาน<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะได้เฉพาะซึ่งพาหนะที่ยิ่งใหญ่เช่นช้างเผือกคู่บารมี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๑) ส่วนพระกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร (พระกายสูงเท่ากับวาของพระองค์)และ ๑๒) เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองสามารถลูบจับถึงพระชานุ (เข่า)<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ ย่อมรู้จักชนที่เสมอกัน รู้จักตนเองรู้จักบุรุษ รู้จักบุรุษพิเศษ หยั่งทราบว่าผู้นั้นควรสักการะอย่างนี้ บุคคลผู้นี้ควรสักการะอย่างนั้น รวมทั้งเกื้อกูลพวกท่านเป็นพิเศษ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะได้เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีข้าวเปลือกมาก มีคลังเต็มบริบูรณ์ มีเครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมาก    <br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๓) มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้นำพวกญาติมิตรสหายที่สูญหายพลัดพรากไปนานให้กลับมาพบกันเมื่อทำพวกเขาให้พร้อมเพรียงกันแล้วก็ชื่นชมยินดีปรีดาอยู่ วิบากของกรรมทำให้เกิดลักษณะของมหาบุรุษคือมีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีพระโอรสมาก ล้วนกล้าหาญและมีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๔) พระฉวี (ผิวกาย) ละเอียด ธุลีละอองไม่ติดพระกาย<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้เข้าหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วซักถาม (ด้วยความเคารพและน้อมนำไปปฏิบัติ) ว่ากุศลกรรมเป็นอย่างไร อกุศลกรรมเป็นอย่างไร กรรมส่วนที่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมส่วนที่ไม่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมที่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมที่ไม่ควรเสพเป็นอย่างไร วิบากของกรรมทำให้เกิดลักษณะของมหาบุรุษคือมีพระฉวี (ผิวกาย) สุขุมละเอียด ธุลีละอองไม่อาจติดกายได้<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีปัญญามากไม่มีบรรดาชนผู้บริโภคกรรมใดมีปัญญาเสมอหรือประเสริฐกว่าพระองค์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๕) มีฉวีวรรณ (สีผิว) ประดุจทองคำ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้นใจ แม้ถูกคนหมู่มากว่าเอาก็ไม่ขัดใจ ไม่ปองร้าย ไม่จองเวรล้างผลาญ ไม่แม้ทำความโกรธเคืองและความเสียใจให้ปรากฏ นอกจากนั้นยังมีกรรมที่ให้ผลเป็นผิวประดุจทองอื่นอีก คือเป็นผู้ให้เครื่องปูหลังสัตว์มีเนื้อละเอียดอ่อน และให้ผ้า สำหรับนุ่งห่มคือ ผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะได้เครื่องลาดมีเนื้อละเอียดอ่อน ทั้งได้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม เช่นผ้าโขมพัสตร์เนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ผ้าไหมเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลเนื้อละเอียด เป็นต้น (หมายถึงถ้าเป็นกษัตริย์จะทรงอยู่ในถิ่นที่มีช่างผู้ฉลาดในทางภูษาอาภรณ์ และทั้งชีวิตจะไม่ขาดจากเครื่องนุ่งห่มชั้นเลิศ มีความประณีตยิ่ง เข้ากันกับผิวอันงามประดุจทองคำของพระองค์ แต่ถ้าทรงผนวชและเลือกที่จะมักน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางครั้งเมื่อมีคนถวายจีวรชั้นดีท่านก็สนองศรัทธา แต่โดยมากท่านจะเป็นอยู่ด้วยจีวรปอนๆ)</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144483.jpg" border="0" alt="" width="374" height="280" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๖) มีเส้นพระโลมา (ขน) เฉพาะขุมละเส้น และ ๑๗) มีอุณาโลม (ขนหว่างคิ้ว) เวียนขวา<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์มีถ้อยคำเป็นหลักเป็นฐานควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีมหาชนยกย่องและยึดถือเป็นแบบอย่าง เป็นบุคคลในอุดมคติ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๘) มีพระมังสะ (เนื้อ) อูมเต็มในที่ ๗ แห่ง คือหลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ หลังพระบาททั้ง ๒ พระอังสา(บ่า) ทั้ง ๒ กับลำพระศอ (คอ)<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยวและของที่ควรบริโภคอันประณีตและมีรสอร่อยรวมทั้งให้น้ำที่ควรซด ควรดื่ม<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะได้ของที่ควรเคี้ยวและของที่ควรบริโภคอันประณีต มีรสอร่อย และได้น้ำที่ควรซด ควรดื่ม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑๙) มีส่วนพระสรีรกายบริบูรณ์ ล่ำพีดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์ ๒๐) พระปฤษฎางค์ (ส่วนหลัง) ราบเต็มเสมอกัน ๒๑) มีลำพระศอ (คอ) กลมงามเสมอตลอด<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สามข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมจากโยคะ แก่ชนเป็นอันมาก ด้วยความคิดว่าทำอย่างไรชนเหล่านี้พึงเจริญด้วยศรัทธา เจริญด้วยสละออก เจริญด้วยศีล เจริญด้วยการฟังสาระธรรม เจริญด้วยการเป็นผู้รู้แจ้งตื่นจากการหลับใหล เจริญด้วยปัญญา เจริญด้วยโภคทรัพย์ เจริญด้วยบุตรและภรรยา เจริญด้วยทาสและกรรมกร เจริญด้วยญาติ เจริญด้วยมิตร เจริญด้วยพวกพ้อง<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดาจากทรัพย์ บุตรภรรยา ญาติมิตร และบริวาร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒๒) มีเส้นประสาทสำหรับรับรสพระกระยาหารอันดี มีปลายในเบื้องบนประชุมอยู่ที่ลำพระศอสำหรับนำรสอาหารแผ่ซ่านไปสม่ำเสมอทั่วพระกาย<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรือศาสตรา<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีพระโรคาพาธน้อย สมบูรณ์ด้วยธาตุไฟ (ความเผาผลาญ) อันยังอาหารให้ย่อยดีไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒๓) มีพระหนุ (คาง) ดุจคางแห่งราชสีห์ (โค้งเหมือนวงพระจันทร์)<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริงพูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบประโยชน์โดยกาลอันควร<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะไม่มีใครๆที่เป็นข้าศึกศัตรูกำจัดได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒๔) มีพระทนต์ (ฟัน) ๔๐ ซี่ (ข้างละ ๒๐ ซี่) และ ๒๕) พระทนต์ชิดสนิทมิได้ห่าง<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น ไม่ประสงค์ยุแยงตะแคงรั่วให้คนเขาแตกคอกัน ตรงข้ามพยายามพูดสมานสามัคคี ทำให้คนที่เขาแตกร้าวกันกลับมาคืนดีกัน มีความเพลิดเพลินยินดีในการเห็นผู้คนปรองดองกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้ใครต่อใครปรองดองกัน<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีบริษัทส่วนใหญ่จะไม่แตกคอกัน (คือไม่เป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่ตั้งก๊กตั้งป้อมโจมตีกันจนเสียความเป็นปึกแผ่น เสียความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจนกระทั่งพระราชบัลลังก์คลอนแคลนได้)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒๖) พระทนต์เรียบเสมอกัน และ ๒๗) เขี้ยวพระทนต์ทั้ง ๔ ขาวงามบริสุทธิ์<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ละอาชีพทุจริตแล้ว สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยอาชีพสุจริต เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม การโกงด้วยเครื่องตวงวัด การโกงด้วยการรับสินบน การหลอกลวง การทำตลบตะแลง เว้นขาดจากการตัด การฆ่าการจองจำ การตีชิง การปล้นและการกรรโชกขู่เอาทรัพย์ผู้อื่น (ข้อนี้ต้องดูว่าบางชาติอาจยากจนข้นแค้น แต่แม้จนตรอกขนาดไหน มีใครชักชวนอย่างไรก็ห้ามใจไว้ ไม่ประพฤติผิดแม้มีกำลังมากพอที่จะทำได้)<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีบริวารสะอาดปราศจากมลทิน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒๘) พระชิวหา (ลิ้น) อ่อนและยาว (อาจแผ่ปกหน้าผากได้) และ ๒๙) พระสุรเสียงยิ่งใหญ่ดุจท้าวมหาพรหม ทว่ายามตรัสมีสำเนียงเพราะพริ้งราวกับนกการเวก<br />
สองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เสนาะเพราะโสตจับใจ ชวนให้รัก คนส่วนใหญ่พึงใจ<br />
กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะมีพระวาจาอันมหาชนพึงเชื่อถือ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓๐) พระเนตร (ตา) ดำสนิท และ ๓๑) ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สองข้อนี้คือวิบากจากการเป็นผู้ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่ชำเลืองตาดูใครๆด้วยอำนาจความโกรธ เป็นผู้ตรง มีใจตรงเป็นปรกติ แลดูใครๆตรงๆด้วยดวงตาทอแววรักใคร่เมตตา วิบากของกรรมทำให้เกิดลักษณะของมหาบุรุษคือมีพระเนตร (ตา) สีดำสนิทและงามดุจประกายตาแห่งโค<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะเป็นผู้ที่อันมหาชนเห็นแล้วเคารพรัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓๒) มีพระเศียร (ศีรษะ) งามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ข้อนี้คือวิบากจากการเป็นหัวหน้าของมหาชนในธรรมทั้งหลายที่เป็นฝ่ายกุศล เป็นประธานของมหาชนด้วยกายสุจริต ด้วยวจีสุจริต ด้วยมโนสุจริต ในการบำเพ็ญทาน ในการตั้งใจรักษาศีล ๕ และศีล๘ ในความเป็นผู้ปฏิบัติดีต่อมารดาและบิดา ในความเป็นผู้ปฏิบัติดีต่อสมณะ ในความปฏิบัติดีต่อพราหมณ์ ในความเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล รวมทั้งเป็นผู้นำในธรรมเป็นมหากุศลอื่นๆ<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมดังกล่าวนอกจากตกแต่งอวัยวะแล้ว ยังส่งผลกับวิถีชีวิตคือเมื่อเป็นพระราชาจะเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากมหาชนอย่างล้นหลาม<br />
จากความรู้เกี่ยวกับลักษณะของมหาบุรุษข้างต้นนี้ เราพอจะอาศัยบางส่วนเป็นตำราทายมนุษย์ได้เล็กๆน้อยๆ เช่นถ้าหากใครมีร่างใหญ่ ส้นเท้ายาว นิ้วมือนิ้วเท้ายาว ก็ประมาณว่าอดีตชาติเคยเป็นผู้เว้นจากการฆ่า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และหวังประโยชน์ใหญ่ ทำคุณกับมหาชนมาก่อน เพราะผู้เคยกระทำการอันมุ่งประโยชน์มหาชนจะมีคุณสมบัติข้อนี้อยู่จริงๆ เรียกว่ามีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของมหาบุรุษ แม้จะไม่ใช่มหาบุรุษทั้งตัวก็ตามทีและคงเห็นชัดว่าแม้เราๆท่านๆจะไม่ได้ตั้งความปรารถนาบำเพ็ญบารมีเพื่อให้มีลักษณะมหาบุรุษแต่ก็สามารถทราบได้ และเกิดแรงบันดาลใจว่าถ้าอยากเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ก็จะต้องพูดเพราะๆและประกอบด้วยคำอันเป็นที่รื่นหู ฟังแล้วสบายใจ เป็นต้น หากปลูกฝัง สั่งสม และประพฤติตนเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวานก็ย่อมได้รับผลเป็นแก้วเสียงคุณภาพสูงในระยะยาว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แต่มีข้อน่าสังเกตว่านอกจากกรรมหลักๆอันเป็นแก่นแล้ว ก็ยังมีกรรมพิเศษที่ปรุงแต่งคุณลักษณ์ซึ่งดีอยู่แล้วให้วิเศษเยี่ยมยอดเป็นทวีคูณ เช่นถ้าใครพูดเพราะ พูดแต่เรื่องดีมีสาระและความจริงรองรับแล้วบวกเข้าไปอีก เช่นสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์องค์เจ้าด้วยใจรู้เนื้อความ มีความยินดีเลื่อมใสในการป่าวประกาศด้วยปากตนให้ญาติพี่น้องตลอดจนมหาชนรับรู้ถึงคุณ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันมีผู้ร้องเพลงออกเทปในแนวที่สามารถโน้มน้าวใจให้คนเกิดศรัทธาในพระรัตนตรัยได้จริง ผลเกี่ยวกับแก้วเสียงในชาติถัดๆไปย่อมเอกอุเกินประมาณได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อีกประการหนึ่ง มีกรรมหลายๆประการที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถรับรู้ด้วยจิตว่าจะออกดอกออกผลงอกเงยอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเราคิดพูดดี คิดพูดจาให้เป็นที่รัก เป็นที่รื่นหู เป็นที่สบอารมณ์ของคนฟัง จิตใจเราจะโปร่งใสจนเหมือนสัมผัสประกายใสแพรวจากส่วนลึกของตนเอง และประกายใสแพรวดังกล่าวนั้นก็ปรากฏออกมาในรูปของแก้วเสียงที่เพราะพริ้งขึ้นกว่าปกติ ไม่ว่าคุณภาพแก้วเสียงเดิมของเราจะเป็นอย่างไร เราย่อมเกิดความพึงพอใจในประกายใสแพรวขึ้นกว่าปกตินั้นเสมอ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หรืออย่างเมื่อเราให้ความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ หรือผู้ทรงคุณใดๆ โดยพนมมือด้วยความตั้งใจไหว้สวยๆ มีการค้อมศีรษะลงด้วยจิตที่นบน้อมปราศจากมายาหรือฝืนแสร้ง เราจะรู้สึกถึงรูปศีรษะของตนขึ้นมาในขณะหนึ่ง ว่าเป็นส่วนของเครื่องบูชาอันงามได้ และจิตที่จับเครื่องบูชาอันงามนั้น ย่อมก่อให้เกิดมโนภาพทางใจเป็นนิมิตประเสริฐ มีความมน กลมกลึง ปราศจากปุ่มปมขรุขระ จิตแบบนั้นแหละที่สร้างภพของผู้มีศีรษะมนงามขึ้นมา ยิ่งทำบ่อย ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ภพของผู้มีศีรษะมนงามก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144484.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กรรมที่มีอิทธิพลปรุงแต่งรูปร่างหน้าตาให้กระเดียดไปในทางหนึ่งๆ</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พวกเราทำกรรมกันมาซับซ้อนหลายหลาก จึงมักเกิดคำถามว่าแล้วมีการเลือกสรรกรรมมาตกแต่งหน้าตาอย่างไร เช่นบางคนเคยร้ายมากและดีมากในชาติเดียวกัน อย่างนี้มิต้องมีหน้าตาพิลึกกึกกือขัดแย้งกันเองแย่หรอกหรือ?</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมหลายๆประการทำให้บางคนหน้ากลม บางคนหน้าแหลม บางคนหน้ารูปหัวใจ บางคนหน้ารูปไข่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ถ้ามีบุญปรุงรูปโฉมให้ดีเสียหน่อย พอรวมเครื่องหน้าทั้งหมดก็ยังดูงามได้ทั้งนั้น ผิดกับบางคน ถึงแม้เค้าโครงหน้าตาจะดูดี เครื่องเคราบนใบหน้าก็ไม่มีชิ้นใดผิดรูปผิดทรง    แต่รวมออกมาทั้งหมดกลับจืดๆ เฉยๆ ไม่เห็นเด่นสะดุดตาแต่อย่างใด เหล่านี้ล้วนเป็นเพราะการเสกการบันดาลของกรรมเก่า จะไปคิดคำนวณตีค่าความงามเป็นสัดส่วนตายตัวไม่ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กรรมที่ทำเป็นประจำจนคนสนิทใกล้ตัวเอาไปโจษกันว่า ‘คนนี้นะ มีนิสัย…’ สิ่งที่สังคมพูดกันตรงกันว่าเราเป็นอย่างไรนั่นแหละ มักมีบทบาทสำคัญในการตกแต่งความงามให้เป็นไปต่างๆ เสมือนเป็นตะกร้าใหญ่ที่รวบรวมเอาผลหมากรากไม้ต่างๆมารวมไว้ในที่เดียว คนเห็นเพียงผาดย่อมเห็นทั้งตะกร้านั้นก่อนที่จะลงไปดูผลไม้เป็นลูกๆ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">ขอจำแนกความงามที่เห็นแล้วรู้สึกสะดุดตาสัก ๖ ประเภท พร้อมกรรมอันก่อไว้เป็นเหตุให้งามในประเภทนั้นๆ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๑) งามแบบสง่า</span> บางคนมีรัศมีงามจับตา เห็นเด่นแต่ไกลอยู่ตลอด ท่วงท่าเวลาจะนั่งจะเดินดูมีความจับตาจับใจแปลกประหลาดกว่าคนธรรมดา ในอดีตชาติพวกนี้เคยทำบุญกับผู้มีคุณวิเศษเช่นสมณะที่พยายามเพียรเพื่อละกาม เวลาทำบุญทำด้วยความเคารพลึกซึ้ง จะจัดถวายทานใดก็นิยมพิธีรีตองที่งดงามโดยมีเจตนาให้เกียรติผู้รับ ส่วนในแง่ศีลธรรมนั้น เวลาจะทำผิดอะไรเห็นแก่หน้าพ่อแม่และวงศ์ตระกูล ไม่ทำตามอำเภอใจเพียงเพราะเห็นแก่กิเลสตนเอง แต่ถ้าไม่ค่อยเป็นคนรักเกียรติ ผิดศีลผิดธรรมเก่ง อย่างนี้แม้ทำบุญด้วยความเคารพก็จะได้ผลเป็นความงามสง่าแบบแปลกๆ ไม่ดูดีเต็มร้อย คือบางมุมเหมือนหงส์ แต่บางมุมเหมือนกาก็ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๒) งามแบบอ่อนหวาน</span> ความอ่อนหวานดูเป็นธรรมชาติประจำเพศของผู้หญิง แต่ความจริงก็คือมีผู้หญิงไม่กี่คนที่เห็นแล้วทำให้อยากออกปากวิจารณ์ว่าหน้าหวานจริง ส่วนใหญ่จะธรรมดา เอียงไปทางจืดชืดหรือทางคมคายกัน ในอดีตชาติพวกที่หน้าหวานนั้นเคยพูดจาอ่อนโยน ใช้ถ้อยคำหวานหูโดยมีเจตนาให้คนฟังรู้สึกดี ไม่ใช่พูดหวานแต่จิตใจซ่อนแฝงความประสงค์ร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ และไม่ใช่พูดหวานในลักษณะแกล้งดัดจริต เวลาทำบุญจะทำด้วยความนุ่มนวล ผู้หญิงแสดงท่าทีชดช้อย ผู้ชายแสดงท่าทีนบนอบอ่อนน้อม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๓) งามแบบฉูดฉาดจัดจ้าน</span> บางคนสวยหรือหล่อแบบคมเข้ม ดูว่าบาดตาบาดใจก็ได้ หรือดูว่าน่าเขม่นชวนให้อยากชิงดีชิงเด่นกันก็ได้ ในอดีตชาติพวกนี้เวลาทำบุญจะมีจิตคิดออกหน้าออกตา ชอบทำให้คนเห็นเยอะๆ เป็นจุดเด่น เป็นความสนใจ ซึ่งแง่ดีคือเป็นแรงบันดาลใจให้คนเห็นอยากเอาตามแต่แง่เสียคือเป็นที่หมั่นไส้ได้ และจิตของคนชอบเป็นจุดเด่นในงานบุญนั้น มักพ่วงเอาความโลภเข้าไปเจืออยู่ในบุญ พร้อมจะแปรจิตจากบุญเป็นบาปได้ทันทีที่มีการแก่งแย่งชิงดีทางหน้าตากัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๔) งามแบบเร้าความรู้สึกทางเพศ</span> บางคนถูกจัดให้เป็นสัญลักษณ์ทางเพศโดยไม่ต้องทำอะไรเลยแค่ปรากฏตัวยังไม่ทันอวดเนื้ออวดหนังสักเท่าไหร่ด้วยซ้ำ ในอดีตชาติพวกนี้เคยทำบุญแบบหวังผลทางรูปร่างหน้าตาโดยเฉพาะ แบบที่ดึงดูดใจเพศตรงข้ามมากๆ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๕) งามแบบน่าเอ็นดูเหมือนเด็กๆ</span> บางคนหน้าอ่อนเยาว์ตลอดชีวิต ดาราบางรายอายุจะ ๕๐ อยู่แล้วยังได้เล่นบทหนุ่ม ๓๐ โดยไม่ต้องอาศัยการแต่งหน้าหรือเทคนิคการถ่ายทำเข้ามาช่วย ในอดีตชาติพวกนี้เคยถวายเครื่องบำรุงสุขภาพ เครื่องชะลอความชราให้แก่สมณะหรือพราหมณ์ โดยมีเจตนาจะยืดอายุของพวกท่าน ให้พวกท่านมีความอ่อนกว่าวัย เพื่อเป็นประโยชน์กับโลกต่อไปนานๆ นอกจากนั้นยังมีศีลข้อแรกสะอาดหมดจด ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่นแม้ด้วยความคิด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๖) งามแบบแปลกประหลาด </span>บางคนมีหลายมุมมองเหลือเกิน บางมุมดูแล้วดี อีกมุมดูแล้วชอบกลเอาไปบอกต่อได้ยากว่างามหรือไม่งามกันแน่ ต้องให้ดูเอาเอง ในอดีตชาติพวกนี้มักทำทานพอประมาณรักษาศีลพอประมาณ แต่ชอบมีความคิดแหวกแนว พิลึกกึกกือ ไม่ค่อยลงใจสนิทกับทานและศีลยกตัวอย่างเช่นเป็นยอมใส่บาตรพระกับญาติได้ แต่ก็มักมาพูดทีหลังว่าจะทำไปทำไม น่าจะเก็บไว้กินเองมากกว่า หรือยอมรักษาศีลไม่ประพฤติผิดทางกามกับใคร แต่ก็ชอบไปยั่วเย้าให้เขามาอยากมีเพศสัมพันธ์แบบผิดๆกับตน ความคิดซ่อนแฝงที่ขัดแย้งกันกับพฤติกรรมทำนองนี้แหละ ที่ทำให้สวยหล่อแบบแปลกๆ แบบที่สมัยนี้เรียกกันว่าสวยไม่เสร็จ หล่อไม่เสร็จ คือเหมือนยังปั้นไม่ครบ หรือครบแต่เว้าแหว่ง บางส่วนเหมือนหายๆไปไม่เต็มบริบูรณ์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความงามไม่ได้มีแค่ ๖ ประเภทเท่านี้ แต่ขอยกมาพอสังเขป ขอให้ถือว่าถ้าไม่งามเลย หรือน่าเกลียดอัปลักษณ์ต่างๆนานา ก็ขึ้นอยู่กับศีลไม่บริสุทธิ์และพูดจาระคายโสตเป็นหลัก นอกจากนั้นคือไม่ค่อยทำทาน หรือทำทานด้วยความคิดอุตริไปต่างๆ เหล่านี้มีผลตกแต่งให้หน้าตาดูแย่ได้ทั้งสิ้น ยิ่งพวกชอบพูดหยาบ ชอบสาปแช่งชาวบ้านเป็นงานอดิเรก ถ้าเกิดใหม่มีวาสนาพอได้เป็นคน ก็มักเป็นประเภทสิวปรุ เตี้ยล่ำดำมิด หรือโหนกแก้มไม่เท่ากันไปโน่น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ลักษณะขัดแย้งระหว่างรูปโฉมและกรรมในปัจจุบัน</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เหมือนธรรมชาติไม่เปิดโอกาสให้พวกเราเลือกที่จะสวยหล่อด้วยกรรมดีอย่างเดียวไปตลอดกาลกิเลสคือราคะ โทสะ โมหะมักจะชักชวนเราประพฤติปฏิบัติในทางที่จะทำให้เกิดมารูปร่างหน้าตาน่าเกลียดเสียมากกว่าอย่างอื่น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แม้แต่คนเกิดมารูปงามจัดก็ไม่พ้นกิเลสทั้งสามข้อดังกล่าว และกลับจะยิ่งกิเลสแรงเหนือคนทั่วไปเสียอีก เพราะพวกเราเกิดมากับความไม่รู้ จำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรมาถึงหน้าตาเป็นอย่างนี้ พอส่องกระจกเห็นดูดีมาแต่จำความได้ ก็เลยเกิดอาการหลงรูปหรือหลงตัว และกลายเป็นตัวแปรยั่วยุให้ทำอะไรผิดๆเมื่อเจริญวัยขึ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเห็นใครต่อใครมาหลงตนง่ายๆ หญิงชายก็มักใช้รูปร่างหน้าตาเป็นอาวุธ หลอล่อให้ใครต่อใครเขามาหลงชอบเยอะๆ สะใจที่ตนมีอิทธิพลสำคัญกับการทำให้พวกหน้าโง่ซึมเศร้าผิดหวัง หรือภูมิใจที่ใครๆโจษจันกันว่าเราเป็นศูนย์รวมอกที่หักเดาะของผู้คนจำนวนมหาศาล</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความชอบใจที่เห็นคนมาหลงใหลได้ปลื้มตัวเองมากๆนั้น ก่อให้เกิดพฤติกรรมบิดเบี้ยวขึ้นตามลำดับ เช่นเป็นผู้ไม่มีความเห็นอกเห็นใจใคร เห็นแต่ความสำคัญของตัวเองอย่างเดียว คนอื่นทั้งโลกต้องเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้ตน ไม่ใช่ตนเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้คนอื่น เรื่องศีลสัตย์ เรื่องพูดจริง เรื่องรักษาคำพูด ฯลฯ ไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งนั้น แล้วในที่สุดก็กลายเป็นการเอาตัวเองมาเดินบนเส้นทางกรรมใหม่ที่ส่งผลให้รูปทรามเข้าจนได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">กล่าวในอีกทางหนึ่ง ตามหลักกรรมวิบากนั้น ปกติกำลังกุศลจะมีอำนาจเหนือกำลังของอกุศลหมายความว่าถ้าทำบุญและทำบาปมาในประมาณเดียวกันหรือก้ำกึ่งกัน กำลังบุญมักจะชิงให้ผลก่อนหรือตัดทอนการให้ผลของบาปจนไม่รู้สึกชัดเจน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นั่นหมายความว่าแม้จะเป็นผู้มีกาย วาจา ใจอันไม่ค่อยเป็นไปในทางปรุงแต่งรูปร่างหน้าตาให้พริ้มเพราเท่าใดนัก แต่หากมีอภิมหากุศลบางประการมาเป็นตัวนำร่องการปรุงแต่งรูปโฉม ก็อาจเกิดมาสวยหล่อทุกภพทุกชาติได้ หรืออย่างน้อยถ้าเฉือนกันไม่ขาดกับอกุศลกรรมจริงๆ ก็จะไม่ทำให้มู่ทู่ดูน่าชังนัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มหากุศลกรรมที่เป็นตัวอย่างได้ดีคือการเคยมีหน้าที่เป็นผู้ทำความสะอาดพระปฏิมา และทำไม่ใช่สักแต่ทำ แต่ทำแล้วเกิดความปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้นที่เห็นองค์พระปฏิมาสะอาดเอี่ยมเป็นประกายเงางามด้วยมือตน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เหนือยิ่งกว่านั้นคือเคยเป็นช่างปั้นพระปฏิมาหรือเป็นจิตรกรวาดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแบบเหมือนจริง หรือใกล้เคียง ในทางที่จะก่อให้มหาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธนิมิต เมื่อหมู่มหาชนได้กราบไหว้แล้วเกิดมหากุศลจิตติดตัวเป็นยานนำร่องไปสู่สุคติได้ พวกนี้เกิดมามักสวยหล่อระดับโลก ไม่ใช่สวยหล่อแค่เอาไว้ประกวดได้เพียงระดับท้องถิ่น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และแม้ไม่ได้เป็นปฏิมากรหรือจิตรกรด้วยตนเอง เพียงได้มีส่วนร่วมสร้างพระประธานองค์งามหรือเพียงเห็นแล้วนึกปลื้มใจยินดี มีน้ำจิตอนุโมทนากับผู้สร้างอย่างแท้จริง เท่านี้ก็มีส่วนปรุงแต่งรูปให้งามเลิศได้แล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>บทสำรวจตนเอง</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มีผู้คนไม่พึงพอใจมากกว่าผู้พึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของตน และแม้บางคนพอใจแล้ว ก็ยังมีจุดปลีกย่อยอันเป็นที่ไม่พอใจหลงเหลืออยู่อีก ทุกวันนี้แม้มีเทคโนโลยีผ่าตัดผ่าแต่งเสริมความงามผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ยืนยันความไม่อิ่มไม่พอในรูปโฉมโนมพรรณของตนเองได้เป็นอย่างดี แต่แทนที่จะมีการสร้างเหตุแห่งความงามอย่างถูกต้อง กลับหาทางลัดราคาแพงที่ไม่จีรังกันเสียหมด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เพื่อเป็นผู้งามออกมาจากภายในตั้งแต่วันนี้ และเตรียมรูปโฉมดีๆไว้สำหรับอนาคตชาติ ขอให้ถามตนเองเป็นข้อๆดังนี้<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑) เรายังเป็นผู้ยินดีให้ทานอยู่หรือไม่?<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒) ขณะให้ทานนั้นเรายิ้มแย้มผ่องใสได้ด้วยจิตอันเปี่ยมศรัทธาในบุญหรือไม่?<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓) เราเป็นผู้รู้สึกสะอาดออกมาจากหัวใจเมื่อถนอมรักษาศีลไว้ได้ตามเจตนาหรือไม่?<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๔) เราเป็นผู้มองด้วยสายตาใยดีมีเมตตาหรือชอบแกล้งทำตาดุให้คนกลัว?<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๕) เราเป็นผู้เปล่งเสียงอันประกอบด้วยน้ำจิตคิดเป็นประโยชน์หรือใช้เสียงในการข่มขู่ให้คนขุ่นใจ?<br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๖) เราเป็นผู้อ่อนน้อมหรือแข็งกระด้างต่อคนและสัตว์?</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">วิญญาณที่สะอาด วิญญาณที่มีประกายสุขจากการถึงพร้อมซึ่งความสุจริตทางกาย วาจา ใจนั้นย่อมให้ความรู้สึกบอกตัวเองว่าตนจะเป็นผู้น่าดู ไม่น่ารังเกียจในสายตาคนอื่น นับแต่การเปลี่ยนแปลงนิสัยได้ถาวรในปัจจุบันชาติทีเดียว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สรุป">สรุป</a></strong></span></span><br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พวกเรากำลังเพลินมองผลผลิตของกรรมเก่าของใครบางคนในโลก เฝ้าชมความน่าพิสมัยของคนสวยคนหล่อโดยไม่รู้กันเลยว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร พอประกวดประขันขึ้นทีหนึ่งก็ตัดสินกันเอามัน ให้คนหนึ่งฟองฟู ให้อีกหลายคนเสียใจ เช่นวิจารณ์ได้แค่ยายคนนั้นเข่าสวย ยายคนนี้เข่าเป็นปุ่มโปนน่าเกลียด ทั้งที่ไม่มีใครเจาะจงลงไปได้ถูกว่าทำไมเข่าแต่ละคนเคยปั้นเคยแต่งกันมาอย่างไรถึงต่างกันอย่างนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">คนหน้าตาไม่ดีมักมีปมด้อย ไร้ใบเบิกทาง ตอนเด็กๆพ่อแม่ไม่ค่อยอยากแสดงความพิศวาส โตขึ้นหาแฟนยาก เลยกลายเป็นชนวนให้คิดไม่ดีเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับโลกหนักเข้าไปอีก แต่ก็มีคนหน้าตาไม่ดีบางจำพวก ที่กลับดำให้เป็นขาว พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสไปเลย คือเพียรสร้างความดีด้วยประการต่างๆ ประพฤติกาย วาจา ใจจนสุจริตพร้อม เปล่งประกายความเป็นผู้มีรูปงามออกมาจากภายในตั้งแต่ยังมีชีวิต</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ชาตินี้เป็นมนุษย์ ได้พบพุทธศาสนาก็ถือเป็นโอกาสทองไม่เป็นรองชาติไหนๆแล้ว ขืนไม่ฉวยโอกาสทำทาน ไม่รักษาศีลเลย แถมคิดไม่ดีอยู่เรื่อยๆ อย่างนี้แม้เกิดใหม่ยังได้เป็นมนุษย์อยู่ ก็จะรูปร่างหน้าตาบูดๆเบี้ยวๆไปตามยถากรรม ผู้มีโอกาสล่วงรู้เส้นทางกรรมที่จะปรุงแต่งให้รูปโฉมงามพร้อม ย่อมประพฤติกาย วาจา ใจให้เป็นกุศลด้วย และสร้างบุญสร้างกุศลพิเศษประการต่างๆไปด้วย เพื่อความไร้ที่ติแห่งการปรากฏกายในชาติภพเบื้องหน้าตราบเท่าเข้าถึงพระนิพพานกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อซื้อของด้วยความตั้งใจจะไปถวายสังฆทาน หรือตั้งใจจะเอาไปให้คนอนาถา แล้วเกิดความรู้สึกราวกับว่าเรากำลังซื้อของให้ตัวเอง กำลังซื้อความปลอดภัยให้ตัวเอง กำลังซื้อความอบอุ่นเป็นสุขใจให้ตัวเอง โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นรูปธรรมในทางใดทางหนึ่งทันทีทันใด อันนั้นเป็นอาการที่จิตเริ่มรู้สึกถึงผลของทานล่วงหน้าได้แล้ว และจะรู้สึกชัดขึ้นเรื่อยๆว่าการเสียสละ การเจือจานสิ่งที่ตนมีให้คนอื่นนั่นเอง เป็นหลักประกันความมั่งมีศรีสุขในภายภาคหน้าได้ยิ่งกว่าพันธบัตรของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจไหนๆทั้งสิ้น</span></p>
<div id="P6" style="font-weight: bold; font-size: 16px; color: #0000ff;">เหตุใดจึงมีฐานะร่ำรวย</div>
<p><span style="font-size: small;">          ในบทก่อนเราทราบว่าด้วยกรรมอย่างไรจึงทำให้คนเรามีรูปงาม แต่ยังไม่คำนึงถึงเรื่องน่าเศร้าที่คนรูปงามจำนวนมากกรูกันเอาความสวยความหล่อไปขายกิน ด้วยข้ออ้างยอดนิยมคือเพราะเกิดมายากจน เลยไม่อยากทนเก็บความสวยหล่อไว้ขึ้นหิ้ง ในบทนี้จะแสดงให้เห็นว่าทานและศีลนั่นเองที่ทำให้คนเรามีทรัพย์มาก และทรัพย์นั้นไม่พินาศไปโดยเหตุสุดวิสัยป้องกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">ความต่างระหว่างคนรวย</span></strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ขอทานที่นั่งรับเศษเงินตั้งแต่เกิดมีอยู่มากมาย เราเห็นพวกเขาเสมอกันหมด แต่เชื่อไหมว่าพวกเขารู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างกัน? ขอทานบางคนได้เศษเงินมากมายเป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่ขอทานบางคนมีรายได้น้อยและต้องร่อนเร่หาที่ปักหลักใหม่อยู่เรื่อยๆ นี่จึงเป็นที่มาของขบวนการสร้างภาพน่าสงสาร และบางทีก็มีเด็กเคราะห์ร้าย (ด้วยกรรมเก่า) ถูกตัดมือตัดเท้าเอามาตากแดดขอทานด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ทำนองเดียวกัน แม้มีศัพท์อย่างเป็นทางการเช่น ‘เศรษฐี’ เอาไว้ใช้ยังไม่พอ ต้องมีการขยายเป็น‘มหาเศรษฐี’ และ ‘อภิมหาเศรษฐี’ เข้าไปอีก ผู้เป็นเศรษฐีควรมีเงินกี่ล้านก็ไม่ทราบ แต่ลองได้ชื่อว่าเศรษฐีแล้วก็จะไม่มีคำถามแบบคนทั่วไปเช่น “มีสิบล้านทำไมไม่ฝากธนาคารเก็บดอกเบี้ยกินไปจนตาย?อะไรเป็นแรงจูงใจให้ทำงานต่อเหนื่อยยากเปล่าๆ?”</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">คนจนย่อมเปรียบเทียบและเห็นความต่างระหว่างคนจนด้วยกันง่าย คนรวยก็เช่นกัน ย่อมเปรียบเทียบและเห็นความต่างระหว่างคนรวยด้วยกันไม่ยากนัก แม้ว่าอาจจะขับเบนซ์ท็อปคลาสเหมือนๆกัน แต่ตามไปดูบ้านอาจใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ตามไปดูที่บริษัทอาจเห็นความหรูที่แตกต่าง และตามไปดูการใช้ชีวิตอาจเห็นระดับอิทธิพลเป็นคนละเรื่อง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ในระหว่างคนร่ำรวยด้วยกัน ย่อมเห็นกันและกันได้ชัดถึงความต่างสารพัดด้าน นับตั้งแต่ความสุขกับความทุกข์ที่ได้รับจากความรวย รสนิยมในการกว้านซื้อสมบัติพัสถาน การมีคู่ชีวิตและครอบครัวที่เสริมสร้างหรือบั่นทอนทรัพย์ ตลอดไปจนกระทั่งขีดความสำเร็จทางธุรกิจ เช่นสัดส่วนกำไรที่ได้คืนมาจากการหว่านเม็ดเงินเท่าๆกัน ระยะเวลารอคอยกี่เดือนกี่ปีกว่าจะได้ทุนคืน หนี้สินที่ต้องรีบหาเงินมาใช้ให้ทันตามกำหนด ฯลฯ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">และไม่ใช่น้อยๆเลย ที่ไม่ได้เป็น ‘เศรษฐีชั่วชีวิต’ คือรวยเดี๋ยวเดียวก็ประสบกับหายนะในรูปแบบต่างๆ ถูกโกงบ้าง ถูกปล้นเอาซึ่งๆหน้าบ้าง หรือถูกภัยจากน้ำและไฟทำลายล้างเอาบ้าง อย่างนี้คือรวยวูบเดียว หรือรวยแบบไม่ยั่งยืน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สรุปคือไม่ใช่พูดง่ายๆแค่ ‘เขาเป็นคนรวย’ แล้วจบ พูดแค่นี้ยังจินตนาการกันไม่ได้แจ่มแจ้งหรอกว่าหมายถึงคนแบบไหนกันแน่ และคนรวยก็มีความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งติดตัวอยู่ ระหว่าง ‘เกิดมารวย’ กับ ‘ขยันทำงานจนรวย’ คนที่รวยจริง มีอิทธิพลยิ่งใหญ่จริง ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทหลัง ถ้าหากสำรวจดู ๔๐๐ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด จะต้องทำงานกันเป็นบ้าเป็นหลังเกือบทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้นยังมีจำนวนมากที่ผ่านความยากจนในวัยเด็กมาก่อน น้อยเท่าน้อยชนิดหนึ่งในล้านที่รวยเอาๆด้วยการอยู่เฉยๆแล้วมีคนนำเงินกับอำนาจมาประเคนให้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อย่างไรก็ตาม ถ้าขาด ‘ฐานความรวย’ อยู่ก่อน ก็ยากที่จะไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับได้ ฐานความรวยอาจหมายถึงความรู้ มุมมอง <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สติปัญญา">สติปัญญา</a> ไหวพริบปฏิภาณ ตลอดจนกระทั่งกิจการเล็กๆที่พ่อแม่ให้สืบทอด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">มองอีกด้านหนึ่ง เรื่องสติปัญญานั้นบางทียากว่าจะเอาอะไรมาวัด หากรู้จักกับบรรดา ‘อภิมหาเศรษฐี’ หลายๆคน เราจะพบความจริงประการหนึ่ง คือบางทีพวกเขาไม่ได้เก่ง ไม่ได้ฉลาด ไม่ได้มีความสามารถน่าอัศจรรย์อะไรมากไปกว่า ‘ถนัดทำเงิน’ บางคนเหมือนพ่อมดแห่งวงการเก็งกำไร เก็งการลงทุนอะไรแม่นไปหมด บางคนก็เหมือนเดาใจผู้บริโภคถูกทุกที ประชาสัมพันธ์สินค้าธรรมดาๆให้กลายเป็นสินค้าน่าปรารถนาไปได้อย่างเหลือเชื่อ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เศรษฐีบางคนเหมือนไม่ค่อยทันคน หรือกระทั่งไม่ค่อยทันเกมธุรกิจของตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่กลับทำเรื่องน่าตกตะลึงให้กับคู่แข่งด้วยการสร้างรายได้คุ้มทุนเสมอ ชนะการทำงานหนักเต็มสติปัญญาของคู่แข่งเสมอ ต่อให้มีเล่ห์เหลี่ยมเชิงธุรกิจแพรวพรายปานใดก็โค่นกันไม่ลงเลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ตำราในมหาวิทยาลัยธุรกิจจำเป็นต้องกัดฟันใส่คำว่า ‘โชคช่วย’ เข้าไปในปัจจัยความสำเร็จและความรุ่งโรจน์ นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องยอมรับ และคำนี้เพียงคำเดียวอาจล้มล้างทุกทฤษฎีที่เลิศสุด ประกันความสำเร็จได้สูงสุด เพราะต่อให้มีปัญญา มีความขยัน มีความอดทนฟันฝ่าอุปสรรคกี่สิบปี ถ้าขาดโชคช่วยตัวเดียวก็อาจไม่ได้เป็นเศรษฐีกับเขาสักที หรือกว่าจะเป็นเศรษฐีก็เข้าวัยชรา ปล่อยให้ลูกหลานชุบมือเปิบเม็ดเงินที่ตนเองอุตส่าห์สร้างสมมาจนชั่วชีวิต</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความจริงคือสติปัญญา ความมุ่งมั่น ความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง ความพากเพียรอย่างต่อเนื่องความรู้จักสินค้าและลูกค้า ล้วนแล้วแต่เป็น ‘เบื้องหน้า’ ที่สำคัญต่อการประสพความสำเร็จเชิงธุรกิจ แต่ยังมี ‘เบื้องหลัง’ เป็นบุญเก่าหนุนนำอยู่ด้วย การศึกษาพุทธพจน์จะทำให้เราทราบว่า ‘โชคช่วย’ นั้นไม่มี มีแต่ ‘บุญช่วย’ ทั้งสิ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ขอให้ทำความเข้าใจดีๆว่าบทนี้ เน้นกล่าวถึงวิบากซึ่งเกือบทุกคนในโลกมองว่าเป็น ‘โชค’ตัวอย่างเช่นทำไมรวยมาแต่เกิด เหตุใดทำมาค้าขึ้นนัก แล้วเพราะอะไรบางคนถึงเจอลาภลอยเป็นประจำ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">วิบากของการทำทานสามารถให้ผลทันตาในชาติปัจจุบัน เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรอดูผลเมื่อเกิดใหม่ชาติหน้า อย่างไรก็ตาม ความเป็นชาติปัจจุบันคือการจองจำไว้กับผลกรรมเก่าทั้งดีและร้ายในอดีต เพราะฉะนั้นถ้าหากเคยทำกรรมในทางตระหนี่มามากๆ ก็อาจถูกบีบไว้ให้ขยับยาก โดยเฉพาะถ้าไม่มีกรรมดีที่จะทำให้เกิดลาภลอยมาช่วยเพื่อให้เป็นที่เข้าใจง่าย ขอแสดงพุทธพจน์เกี่ยวกับวิบากของทานไว้เป็นเปลาะๆ แยกเป็นหัวข้อดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144489.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">กรรมทางใจที่ทำให้ร่ำรวยสูงสุด</span></strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ให้ของเหมือนกัน แต่ใจแตกต่าง ก็ให้ผลผิดกันได้ลิบลับ พระพุทธเจ้าจำแนกอาการของใจในขณะให้ไว้เป็นต่างๆ แต่ละอาการล้วนเป็นกำลังหนุนให้วิบากออกดอกออกผลเป็นความมั่งคั่ง หากใครให้ทานด้วยอาการของใจดังต่อไปนี้ครบถ้วนเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็จะมีผลไพบูลย์สูงสุด ส่งผลเป็นความมั่งคั่งถึงที่สุดเท่าที่ทานนั้นๆจะอำนวย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <span style="color: #808000;"><strong> </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #808000;"><strong>๑) ให้ด้วยความศรัทธา</strong></span> คือมีความเลื่อมใสอยู่ก่อนว่าทานเป็นของดี เป็นของที่ให้ความสุขในปัจจุบัน และเที่ยงที่จะติดตามไปให้ความสุขแก่เราในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้หมายเอาอาการโลภแบบจำเพาะเจาะจงว่าขอให้รวยเท่านั้นเท่านี้ เมื่อนั่นเมื่อนี่ อาการทางใจเช่นนั้นไม่ใช่ศรัทธาในบุญ แต่เป็นการลงทุนของนักธุรกิจอย่างหนึ่งผู้ศรัทธาในการเอากำไรเข้าตัว หรือถ้าให้โดยปราศจากศรัทธา ให้อย่างเสียไม่ได้ให้เพราะจำใจ ให้เพราะตามๆญาติมา แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยความศรัทธาดีแล้ว ยังมีผลให้รูปร่างหน้าตาและผิวพรรณงดงามยิ่งอีกด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <span style="color: #808000;"><strong> </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #808000;"><strong>๒) ให้ด้วยความเคารพ</strong></span> คือมีความรู้สึกอยู่ว่าการทำทานเป็นของสูง ไม่ใช่ของต่ำ จึงไม่ควรโยนให้หรือเสือกให้เหมือนเป็นของเหลือเดน การถวายทานแด่สงฆ์จัดเป็นการฝึกใจให้ทำทานด้วยความเคารพได้อย่างดี เพราะรู้สึกอยู่ว่าท่านใช้ชีวิตที่สะอาดสูงส่งกว่าเรา หรืออย่างน้อยพวกท่านก็นุ่งห่มจีวรอันเป็นธงชัยพระอรหันต์ สืบทอดพระศาสนาให้ต่อเนื่องไม่สาบสูญ ถ้าให้ทานโดยปราศจากความเคารพ ให้แบบโยนกระดูกลงพื้น ให้ด้วยความเหยียดหยาม หรือให้แบบแดกดัน แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยความเคารพดีแล้ว ยังมีผลให้ดูเป็นคนน่าเลื่อมใสควรแก่การเชื่อฟังอีกด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <span style="color: #808000;"><strong> </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #808000;"><strong>๓) ให้โดยกาลอันควร </strong></span>คือให้อย่างรู้จักความเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลาหนึ่งๆ เช่นเมื่อเห็นพระตาแดง ก็ขวนขวายเป็นธุระหายาหยอดตามาให้ท่าน เห็นวัดมีทางโคจรของพระที่เฉอะแฉะ ก็ร่วมแรงร่วมใจกันทำทางให้แห้งหรือเทปูนให้พวกท่านไปเลย ไม่ใช่เห็นท่านอยู่ปกติก็เอายาหยอดตาไปถวายขวดเดียวโดดๆด้วยความคิดว่าสักวันหนึ่งท่านอาจจะตาแดง แต่ถ้าซื้อยาสามัญครบชุดไปถวายด้วยความคิดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ เผื่อไว้ว่าท่านอาจจำเป็นต้องใช้ อย่างนี้ถือว่าให้โดยกาลอันควร ถ้าให้ทานโดยปราศจากความเหมาะสมกับกาล แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้โดยกาลอันควรดีแล้ว ก็จะเป็นผู้ได้ของตามต้องการในเวลาไม่เนิ่นช้าอีกด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <span style="color: #808000;"><strong> </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #808000;"><strong>๔) ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์</strong></span> คือให้ด้วยความปรารถนาจะช่วยผู้รับในเรื่องหนึ่งๆอย่างแท้จริง เช่นเมื่อเลือกซื้อยาสีฟันถวายพระ ก็หยิบเอายี่ห้อดีที่สุดที่เราทราบว่ามีคุณภาพในการรักษาเหงือกและฟัน โดยไม่เกี่ยงงอนเรื่องราคา อย่างนี้ถือว่าให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ ถ้าให้ทานโดยปราศจากจิตคิดอนุเคราะห์ แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยจิตคิดอนุเคราะห์ดีแล้ว ก็จะเป็นผู้มีรสนิยมดี เลือกใช้ของมาทำความเพลิดเพลินเจริญสุขอันเป็นไปด้วยกามคุณ ๕ ได้อย่างฉลาดอีกด้วย (ตรงนี้ขอให้สังเกตว่าบางคนเงินไม่ได้เนรมิตทุกสิ่งในชีวิตให้ดูดีโดยอัตโนมัติ บางคนมีเงินมากก็จริง แต่ไม่รู้จักร้านอร่อย ซื้ออาหารผิดสุขลักษณะ เลือกของแต่งบ้านไม่เป็นนั่งทำงานในที่สกปรกรุงรัง งกเสียจนแม้ข้าวของเครื่องใช้ผุพังก็ดันทุรังใช้ต่อ ในขณะที่บางคนมีทรัพย์สมบัติเพียงปานกลาง แต่ความเป็นอยู่ดูดีคุ้มเงินยิ่ง)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #808000;"><strong>๕) ให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น </strong></span>คือให้โดยไม่ประชด ให้โดยไม่แข่งขันชิงดี ให้โดยไม่คิดเอาหน้าเกินใคร ขอให้สังเกตว่าบางคนอยากได้บุญเป็นอันดับหนึ่ง นึกว่าเป็นเช่นนั้นได้ก็ด้วยการไปอยู่หัวแถวสุดเสมอ แทบจะใช้แขนปาดกวาดต้อนคนอื่นไปอยู่ข้างหลังเลยทีเดียว หรือบางคนก็ทำบุญแบบเกทับกันเช่นเห็นเขาให้ก่อน ๕๐๐ ตัวเองรีบหยิบแบงก์พันขึ้นมาสู้ จิตมีอาการคิดเบ่ง คิดทำให้เขาเสียหน้าหรือน้อยหน้า ถ้าให้ทานด้วยจิตคิดกระทบกระทั่ง แม้เกิดบุญขึ้นมากก็ไม่ได้เป็นกรรมสว่างสร้างภพแห่งความมั่งคั่งแต่อย่างใด และเมื่อมีนิสัยให้ด้วยจิตไม่คิดกระทบกระทั่งดีแล้ว ก็จะทำให้ทรัพย์สินปลอดภัยจากไฟ น้ำ หรือการแย่งชิงของผู้อื่น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ถ้าหากเกิดข้อสงสัยว่าเราจะมีอาการทางใจถึง ๕ ประการพร้อมๆกันได้อย่างไร ในเมื่อคนเราคิดได้ทีละอย่าง ก็ขอให้หมั่นฝึกสังเกตเถิดว่าเรายังมี ‘ข้อเสีย’ ในการทำทานอย่างไรอยู่บ้าง เมื่อรู้ตัวก็ฝึกใหม่ เช่นขณะหนึ่งในการให้ รู้สึกว่าเป็นการให้เพียงด้วยกิริยาทางกาย ใจไม่เป็นสุข แห้งแล้งเหมือนดอกไม้ขาดฝน ก็ควรศึกษาประโยชน์ของทานทั้งปัจจุบันและอนาคตให้ดี น้อมใจว่าการให้ทานก็คือการสละยางเหนียวเหนอะหนะของความตระหนี่ เมื่อทำลายความทึบย่อมเกิดความรู้สึกโปร่งโล่งเบาสบายและการให้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาว่าผลทานจะบันดาลสุขทางโภคทรัพย์ยิ่งๆขึ้นไปในอนาคต จิตก็จะได้คิดปลื้ม เลิกทำทานแบบบัวแล้งน้ำเสียได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">การสังเกตข้อเสียในการทำทานไปทีละข้อจนเห็นว่าไม่เหลือข้อเสียแล้วนั่นแหละ เป็นที่มาของกรรมทางใจที่จะบันดาลผลให้มั่งคั่งสูงสุด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดอยู่ว่าทำแบบใหญ่พรวดพราดโครมเดียวแล้วจะรวยทันใจ ทั้งปัจจุบันและอนาคต ความจริงคือถ้าอาการทางใจยังไม่สมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว ผลของทานก็มักจะยังไม่ปรากฏตัวต่อเมื่อใจเริ่มเป็นสุข มีความสมัครใจ มีความยินดีแท้จริงจากส่วนลึกว่า ‘อยากให้’ โดยปราศจากเงื่อนไขทั้งปวง จะเหมือนพลังความสุขแห่งทานเอ่อล้นจากภายใน ส่งคลื่นรบกวนเหตุการณ์ภายนอกให้แปรปรวน กลับดำเป็นขาว กลับมืดเป็นสว่าง กลับแคบเป็นเปิดกว้างไปด้วย ต่อให้เคยฝืดเคืองลำบากลำบนอย่างไร ก็เหมือนจะมีตัวช่วย ตัวหล่อลื่นให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและถ้ามีน้ำจิตเป็นทาน หรือที่เรียกว่ามีทานจิตอย่างสมบูรณ์ วันไหนไม่มีโอกาสสละให้แล้วรู้สึก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เหมือนชีวิตขาดบางอย่างไป นั่นแหละกรรมได้เตรียมภพอันเปิดกว้างสว่างสบายตามจิตไว้แล้ว เมื่อเคลื่อนจากชาติปัจจุบัน ละโลกนี้ไปแล้ว กรรมย่อมเลือกสรรให้ไปอยู่ในภพซึ่งมีความสุกสว่างรุ่งโรจน์ทางการเงินอย่างแน่นอน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ประเภทของผู้รับที่ขยายผลทานเป็นต่างๆ</strong></span></span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">จากหัวข้อก่อนคงเห็นแล้วว่าแม้แต่การให้ก็เป็นของที่ต้องฝึก ไม่ใช่สักแต่ให้ๆไปก็ได้ผลเหมือนกันคนทั้งโลกผิดแผกแตกต่างหลายหลากก็เพราะ ‘การสมัครใจฝึกตน’ นี่เอง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">และเหมือนธรรมชาติจะกลัวเกมกรรมไม่สนุกพอ พอทำเงื่อนไขฝ่ายผู้ให้ครบถ้วนก็มาเจอเงื่อนไขฝ่ายผู้รับเข้าอีก เปรียบเหมือนการหว่านพืช แค่เมล็ดพันธุ์ดียังไม่ถึงการนับว่าสมบูรณ์แบบ ต้องดูด้วยว่าเอาไปใส่ในดินดีแค่ไหน ถ้าลงในดินดีพืชก็เจริญงอกงาม ถ้าลงในดินเสียก็เหี่ยวเฉาหรือแทบปลูกไม่ขึ้นเอาเลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงผู้รับทาน พระพุทธองค์จะตรัสไว้ครบ ไม่ให้คิดลำเอียงอยากทำทานกับใครโดยเฉพาะ ดังเช่นที่ท่านตรัสว่า เรากล่าวว่าแม้ผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะหรือน้ำล้างขันไปที่บ่อน้ำครำหรือในบ่อโสโครกข้างประตูบ้านซึ่งมีสัตว์อาศัยอยู่ ด้วยความตั้งใจว่าสัตว์ที่อาศัยแหล่งน้ำนั้น จะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยของที่สาดไป ก็เป็นเหตุ เป็นที่มาแห่งบุญแล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ขอให้พิจารณาดีๆ แม้สัตว์ซึ่งอยู่ในอบายภูมิเช่นหมาแมวหรือปูปลานั้น ก็เป็นที่มาแห่งบุญได้ และที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เพียงเท่านี้ก็เป็นเรื่องน่าคิดต่อหลายๆประการ เช่นบุญนั้นสำเร็จด้วยกิริยาทางใจไม่ใช่สำเร็จด้วยกิริยาทางกาย คนสาดน้ำทิ้งไปเหมือนๆกัน แต่แค่คิดต่างกันหน่อยเดียวยังเป็นบุญได้เลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อีกประการหนึ่ง เราควรมองให้เห็นว่าบุญนั้นเรียงรายให้หยิบฉวยอยู่ตลอดวันตลอดคืน ไม่ควรดูดายว่าเป็นของเสียเวลาเปล่า ไม่ควรเห็นโอกาสใดๆเป็นเพียงของเล็ก และไม่ควรดูเบาว่าการทำบุญเล็กๆนั้นไม่สมศักดิ์ศรี ขอเพียงรู้ทางมาแห่งบุญ เป็นผู้เต็มใจกระทำกิจอันเป็นบุญด้วยความร่าเริง ในที่สุดย่อมเหมือนหยอดกระปุกทีละสิบยี่สิบ รวมไปรวมมาเป็นปีๆอาจได้นับหมื่น เหนือกว่าพวกเก็บทีละร้อยทีละพันแบบนานทีปีหนเสียอีก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ประการสุดท้าย ลองพิจารณาว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่าทานอันเกิดจากการสาดน้ำทิ้งนั้นเป็นที่มาแห่งบุญ คือเป็นที่ตั้งของจิตอันเป็นทานได้ ดังนั้น <strong>ถ้าให้ด้วยศรัทธาในบุญ ให้โดยไม่ดูแคลนว่าเป็นบุญเพียงน้อย กำหนดใจให้อย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่สาดน้ำทิ้ง ด้วยความคิดอนุเคราะห์เช่นขอให้อาหารในน้ำทิ้งจงทำให้เขาอิ่มหนำ กับทั้งให้โดยไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยเช่นประชดตัวเองที่ขาดวาสนาทำบุญใหญ่จึงทำบุญได้มากสุดแค่ด้วยน้ำทิ้ง ด้วยอาการทางใจที่พรั่งพร้อมเช่นนี้ การสาดน้ำทิ้งก็เป็นทางมาของความร่ำรวยได้ เพราะจิตที่มีความสำราญในการให้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นเอง เป็นผู้ก่อภพแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">การให้ทานกับสัตว์เป็นของดี เพราะโดยมากเราจะไม่หวังการตอบแทนในทางใดๆจากสัตว์โดยเฉพาะถ้าเป็นสัตว์ข้างถนน หรือสัตว์ในน้ำที่ไม่มีใครสนใจ <strong>การฝึกให้โดยไม่หวังผลตอบแทนนั้นนับเป็นก้าวแรกอันประเสริฐ หากให้ทานเป็นมูลค่าอาหารเพียงเล็กๆน้อยๆกับสัตว์ แต่มีใจใหญ่ใจคิดสละให้อย่างถูกต้องตามหลักการที่กล่าวแล้วข้างต้น ทุกคนจะสามารถกล่าวอ้างเป็นสัจจะว่าทานกับสัตว์เราทำด้วยดีแล้ว ก็ขออธิษฐานให้ได้ทำทานกับผู้รับที่ทรงคุณใหญ่ยิ่งๆขึ้นไปด้วยเถิด</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">การทำบุญด้วยใจซื่อต่อทาน ประกอบกับการคิดไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆเช่นนี้ มีผลแน่นอนประการหนึ่งคือผลของทานจะงอกเงยขึ้นทีละน้อย และจะได้พบมนุษย์ที่สมควรรับทานจากเราโดยที่เราไม่มีความเดือดร้อนแม้แต่นิดเดียว กับทั้งมีกำลังใจในอันที่จะบริจาคหรือสละทรัพย์สินหรือสิ่งของส่วนเกินออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นมีร่มคันหนึ่งที่ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง ก็จะมีบุคคลที่กำลังประสบความลำบากจากฝนฟ้า ซึ่งเราเห็นแล้วจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีร่มให้เขาเอาไว้ใช้โดยไม่จำเป็นต้องมาคืน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เมื่อทำทานจนสัมผัสถึงประกายสุขจากใจ อิ่มเอมเปรมปลื้มมากขึ้นเรื่อยๆถึงจุดหนึ่งก็จะอยากทำทานให้ยิ่งๆขึ้นเอง แม้ยังไม่มีเงินทองเป็นกองภูเขา แต่ใจเราก็จะไม่ตระหนี่ถี่เหนียว อยากกักไว้เป็นส่วนตัวเฉยๆเหมือนเก่า ที่ตรงนั้นก็จะเริ่มคิดถวายพระสงฆ์องค์เจ้าขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติทีเดียวเพราะทานจิตย่อมทำให้เราเกิดสัญชาตญาณรู้ขึ้นเองว่าให้กับใครถึงจะอิ่มใจยิ่งกว่าที่ผ่านๆมา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ในการจะบอกพวกเราว่าผู้รับทานจากเรานั้น มีส่วนขยายผลเป็นอัตราส่วนมากน้อยเพียงใด พระพุทธองค์จะตรัสโดยเปรียบเอาการมีสมบัติหนึ่งชิ้นเป็นบุญหนึ่งหน่วย เหมือนเรามีทุนอยู่หนึ่งบาท พอทำทานแล้วจะคืนกำไรกลับมากี่บาท ท่านจำแนกไว้พอให้เป็นที่ประมาณเอาด้วยจินตนาการดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๑) ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน พึงหวังผลร้อยเท่า<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๒) ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลพันเท่า<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๓) ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลแสนเท่า<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๔) ให้ทานในบุคคลนอกศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลแสนโกฏิเท่า (แสนโกฏิเป็นสำนวนที่บอกว่ามีมากเหลือเกิน เพื่อความสบายใจและจินตนาการถูก จะตัดเอาแสนออกเหลือแต่คำว่าโกฏิซึ่งแปลว่า ‘สิบล้าน’ ก็น่าจะได้ เพราะยังอยู่ในอัตราส่วนที่ไม่กระโดดเกินไปจากข้อก่อน)<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๕) ให้ทานในผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง (บรรลุมรรคผลขั้นแรก) พึงหวังผลอันนับประมาณไม่ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นอกจากนี้ท่านยังแจกแจงต่อไปอีกว่าถ้าทำทานกับอริยบุคคล (คือพระโสดาบัน พระสกทาคามีพระอนาคามี และพระอรหันต์) ตลอดไปจนกระทั่งพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า (คือท่านผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองแต่ไม่ก่อตั้งพระพุทธศาสนา) และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (คือท่านผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองและมีบารมีพอจะก่อตั้งพระพุทธศาสนา) จะยิ่งไม่อาจประมาณผลเลยว่าควรได้ผลตอบแทนกลับมาเพียงใด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ดังที่กล่าวแล้วว่าเพื่อจินตนาการง่ายจึงได้เปรียบสมบัติที่มีอยู่เป็นเงินหนึ่งบาท เมื่อซื้อขนมให้สัตว์ ๑ บาทจะมีผลตอบกลับเป็นรูปธรรม ๑๐๐ บาท ให้ค่ารถแก่โจรโฉด ๑ บาทจะมีผลตอบกลับเป็นรูปธรรม ๑,๐๐๐ บาท แต่ถ้าช่วยซื้อน้ำแก้วละบาทดับกระหายให้แก่คนดีมีศีลสัตย์ จะเท่ากับลงทุนแบบมีกำไรใหญ่ตอบคืนกลับมาถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน!</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หากกำลังรู้สึกว่าเป็นอัตราส่วนที่เหลือเชื่อ เราให้ไปตั้งเท่าไหร่ไม่เห็นรับผลตอบกลับคืนเป็นแสนเป็นล้านสักที ก็ขอให้พิจารณาดีๆว่ามีกี่ครั้งที่เราคิดให้จริงๆ โดยมากคนในโลกยุคปัจจุบันจดจ้องจะตะครุบข้าวของเงินทองคนอื่นเสียมากกว่า แม้แต่พ่อแม่ของตัวเองยังไม่ค่อยมีน้ำใจคิดอยากให้ตอบแทนที่พวกท่านมอบชีวิตมาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อีกประการหนึ่ง ลำดับการให้ผลของทานเป็นเรื่องยากที่จะหยั่งรู้ ทานที่ให้ไปนิดๆหน่อยๆด้วยใจไม่เต็มร้อยนั้น มักเข้าคิวรอให้ผลอีกนาน หรืออย่างวิธีคิดของบางคนที่ทำทานหวังสวรรค์ ก็จำเป็นต้องตายเสียก่อนจึงจะได้รับผลทานตามเจตนาของตน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">แล้วก็เหมือนการลงทุนทั่วไป โดยธรรมดาจะไม่ได้กำไรกลับมาโครมเดียว แต่จะกระจายตัว ทยอยคืนมาทีละส่วน ซึ่งธนาคารกรรมเขารู้ของเขาเองว่าจะปันผลผ่อนส่งให้ทีละกี่เปอร์เซ็นต์เป็นระยะเวลานานเพียงใด ตรงนี้เราจะไม่มีทางทราบเลยว่ากำลังได้รับการเลี้ยงดูจากกรรมใดในอดีตอยู่บ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อันที่จริงในโลกของกรรมอันเป็นนามธรรมนั้น การเปรียบเป็นเงินบาทเงินเหรียญอย่างนี้ไม่ถูกต้องนัก โดยมากผู้ฝึกวิชา ‘รู้ตามจริง’ ของพระพุทธเจ้าจนได้สมาธิผ่องแผ้ว จะเห็นกรรมเป็นดวงสว่างหรือดวงมืดกว้างขวางประมาณหนึ่ง มีกำลังประมาณหนึ่ง สบช่องให้ผลในระยะใกล้ไกลประมาณหนึ่ง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">การมีเงินหนึ่งบาทจัดเป็นวิบากจากความสว่างในบุญเก่าหนึ่งหน่วย แต่เมื่อมองไปอีกแง่ เมื่อเห็นสภาพจิตที่หวงแหนไว้ ตระหนี่ไว้ กอดรัดเงินหนึ่งบาทนั้นไว้กับตัวโดยไม่ทำอะไร แค่พึงใจกับความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของเงินบาท เงินบาทเดียวนั้นจัดเป็นความมืดทึบในซอกมุมหนึ่งของจิตใจเราไปแล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ต่อเมื่อเห็นตามจริงว่าหนึ่งบาทนั้นเป็นส่วนเกินที่ไม่ต้องใช้ แล้วคิดให้ไปกับบุคคลต่างๆที่เข้ามาในชีวิตเรา ซอกมุมมืดในจิตใจจะถูกทำลายไปหน่วยหนึ่งทันที แม้ซื้อขนมให้สัตว์ราคาหนึ่งบาท ค่าเดิมของเงินบาทก็ทวีตัวขึ้นเป็นร้อยเท่าได้จริงๆ เห็นชัดเป็นความสว่างเหมือนเปลวไฟร้อยแรงเทียนที่จุดขึ้นจากแสงเทียนริบหรี่เพียงเล่มเดียว</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144488.gif" border="0" alt="" width="304" height="304" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความสว่างร้อยแรงเทียนนั้นไม่ได้คืนกลับมาเป็นเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้เพียงอย่างเดียว แต่บางทีอยู่ในรูปของปัญญาเห็นทางดีทางชอบ ตลอดจนซื้อสิทธิ์เห็นต้นทางไปสวรรค์นิพพาน ซึ่งนั่นเกินค่าเงินประมาณร้อยพันไปไม่รู้กี่เท่าตัว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อีกประการหนึ่ง จำนวนเงินและความร่ำรวยบนโลกมนุษย์นั้นเป็นของน้อย จัดเป็นเพียงเศษบุญเก่าเท่านั้น เพราะแม้บางคนมีร้อยล้านพันล้านก็ไถ่ตัวเองออกจากทุกข์ไม่ได้ ต่างจากปริมาณความสว่างแห่งบารมีที่จะได้ไปรู้กันบนสวรรค์ บางทีการทำทานทั้งหมดถ้าไม่สบช่องให้ผลบนโลกมนุษย์ ก็จะรวบยอดไปให้ผลจริงจังกันบนสวรรค์หลังจากตายแล้วนั่นเอง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หากจะตีค่าความสุขบนสวรรค์ด้วยเงินทองบนโลกมนุษย์ เราอาจต้องทุ่มเงินนับล้านๆบาทเพื่อแลกกันตรงๆกับการได้ดื่มน้ำอมฤตจอกเดียวที่ข้างสระโบกขรณี แต่ขอเพียงมีใจอนุเคราะห์เต็มกำลังช่วยเหลือคนดีๆด้วยเงินเพียงร้อยบาท น้ำอมฤตจอกนั้นก็ดูจะไม่ไกลเกินเอื้อมเสียแล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">โดยสรุปพระพุทธองค์ทรงตรัสตามจริง คือมิได้ทรงตั้งแง่ว่าต้องทำบุญกับคนของพระองค์จึงจะได้บุญ แต่ทรงระบุว่าแม้ทำกับสัตว์หรือคนชั่วก็ได้ผลเป็นร้อยเป็นพันเท่าแล้ว หรือทำกับคนนอกศาสนาที่เพียรปฏิบัติเพื่อละกามก็ได้ผลเป็นสิบล้านเท่าแล้ว จะกล่าวไปไยถึงการทำบุญกับคนในศาสนาผู้รู้ทางมรรคผล และกำลังปฏิบัติด้วยใจซื่อต่อมรรคผลที่เขาทราบทางนั้น!</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ทานที่ให้แบบไม่เลือกหน้า</strong></span></span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ในข้อก่อนเป็นความรู้เบื้องต้น เพื่อใช้จินตนาการจำแนกได้ถูกว่าให้ทานกับบุคคลเช่นไรจะสะท้อนกลับมาเป็นความร่ำรวยระดับไหน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หัวข้อนี้จะบอกว่าถ้าเราทำทานโดยเจตนาว่าจะทำกับคนนั้นคนนี้ เรียกว่าเป็นการให้ทานแบบเจาะจง ทานนั้นจะให้ผลแบบตรงตัวตามเกณฑ์การขยายผลดังที่กล่าวมาแล้ว แต่หากหว่านทานไปแบบไม่เลือกหน้า ก็จะกลายเป็นทานอีกแบบหนึ่งซึ่งมีผลแบบเหมารวม</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ขอเปรียบเทียบว่าการทำทานแบบเจาะจงนั้น เหมือนการโยนหินลงในสระน้ำที่มีเขตจำกัด ต่อให้ทุ่มหินแรงๆจนเกิดการกระเพื่อมเป็นวงคลื่นมากมายเพียงใดก็ไม่เกินความกว้างยาวของสระ เราพอประมาณถูกว่าวงคลื่นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ส่วนการทำทานแบบไม่เลือกหน้านั้น เหมือนการโยนหินลงในผืนทะเลเรียบสุดลูกหูลูกตา เมื่อเกิดวงกระเพื่อมขึ้นแล้วก็จะขยายใหญ่ออกไปโดยที่เราไม่อาจประมาณว่าจะกินอาณาเขตกว้างขวางเพียงใดกว่าจะสิ้นสุดการไล่ตัวของระลอกคลื่น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">การฝึกให้ทานแบบไม่เลือกหน้านั้น จิตไม่รู้ว่าทานตกไปถึงมือใครบ้าง อาจเป็นผู้ทุศีลหรือมีศีลอาจเป็นคนนอกศาสนาหรือในศาสนา อาจเป็นผู้หวังละกามหรือยังหวงกาม อาจเป็นผู้ปฏิบัติตรงทางเพื่อบรรลุมรรคผลหรือเป็นผู้ไม่มีความรู้เรื่องมรรคผลสู่ความพ้นทุกข์เลย สาระอยู่ที่ ‘จิตคิดให้ไม่จำกัด’ ก็จะให้ผลเป็นอนันต์ตามประมาณแห่งเจตนา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการตั้งจิตขณะให้ทาน เครื่องของเหมือนกัน แต่ตั้งจิตไว้ต่างกัน ก็อาจให้ผลเป็นคนละเรื่อง บางคนเฝ้าคิดอยู่แต่ว่าทำอย่างไรหนอจึงได้ทำบุญใหญ่กับพระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส บางคนก็ยึดมั่นถือมั่นด้วยความศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวว่าท่านที่เราเคารพน่าจะเป็นพระอรหันต์ ก็ขอให้ดูเรื่องของพ่อค้าฟืนนามทารุกัมมิกะ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ทารุกัมมิกะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในครั้งหนึ่ง และครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่าเธอยังทำบุญทำทานอยู่บ้างหรือไม่ ทารุกัมมิกะกราบทูลว่าเขายังทำบุญทำทานอยู่ และเป็นการถวายทานแด่พระอรหันต์ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ผู้เที่ยวบิณฑบาตรเป็นวัตร ผู้นุ่งห่มผ้าห่อศพเป็นวัตร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นั่นหมายความว่าทารุกัมมิกะตัดสินพระอรหันต์จากวัตรปฏิบัติที่ทำอยู่เป็นประจำ ภิกษุใดเคร่งครัดเข้มงวด อยู่ในป่าเขา หาข้าวด้วยลำแข้ง (คือไม่ใช่เอาแต่รอรับนิมนต์) และใช้เครื่องนุ่งห่มแบบมักน้อย คือพระอรหันต์สำหรับเขา พระพุทธเจ้าปรารถนาจะสงเคราะห์ทารุกัมมิกะและบุคคลผู้ไม่รู้ทั้งหลาย จึงตรัสว่า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ดูกรพ่อค้าฟืน เธอเป็นชาวบ้าน บริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร บริโภคจันทน์แคว้นกาสี ทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยินดีในเงินทองอยู่ จึงยากที่จะทราบว่าภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ดูกรพ่อค้าฟืน ถ้าแม้ภิกษุซึ่งถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั้น เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้าพูดพล่าม มีสติเลอะเลือน ไม่มีสัมปชัญญะ มีใจไม่ตั้งมั่น มีจิตพลุ่งพล่าน ไม่สำรวมอินทรีย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็สมควรถูกติเตียน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังตรัสจาระไนโดยพิสดาร สรุปความว่าจะu3629 .ยู่ป่าหรืออยู่บ้าน จะบิณฑบาตหรือรับนิมนต์ จะใช้ผ้าห่อศพหรือรับจีวรที่ชาวบ้านถวาย ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย สำคัญที่จิตอันเป็นของภายใน ว่าดีหรือไม่ดี ถ้าจิตดีแล้วท่านจะมีวัตรอย่างไรก็สมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้นและในเมื่อชาวบ้านผู้บริโภคกามไม่อาจรู้ตื้นลึกหนาบางอันเป็นของภายในจิตของภิกษุได้ ดังนี้จะควรทำเช่นไร? พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่า ดูกรพ่อค้าฟืน เธอจงให้สังฆทานเถิด เมื่อเธอให้สังฆทานอยู่ จิตจักเลื่อมใส และเมื่อเธอเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส เมื่อตายไปก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">คำแนะนำของพระพุทธเจ้านั้นมุ่งประโยชน์สูงสุดเสมอ ท่านไม่ให้พ่อค้าฟืนคิดแบบใจแคบอยู่ว่าจะต้องถวายพระอรหันต์ (ตามแบบฉบับการยึดมั่นถือมั่นของชาวบ้านซึ่งไม่สามารถรู้วาระจิตผู้อื่น) แต่แนะการตั้งจิตคิดเลื่อมใสในการถวายสังฆทานแทน เพราะเป็นประกันว่าจะต้องได้บุญใหญ่หลวงเสมอไม่ว่าสังฆทานนั้นจะโดนตัวหรือไม่โดนตัวพระอรหันต์ โดนตัวหรือไม่โดนตัวผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">จะเห็นว่าระหว่างการให้แบบเจาะจงกับการให้แบบไม่เลือกหน้านั้น การให้แบบไม่เลือกหน้ามีผลใหญ่กว่าอย่างประมาณมิได้ และการให้กับมนุษย์ผู้ดำรงชีวิตเพื่อละกาม สละกิเลสเพื่อความพ้นทุกข์นั้นจัดเป็นการให้กับจิตวิญญาณที่มีความสูงส่งเหนือกว่าการให้กับบุคคลประเภทอื่นหรือสิ่งมีชีวิตอื่น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #808000;"><strong>กล่าวโดยรวบยอดคือสังฆทานเป็นยอดแห่งทาน เป็นส่วนขยายผลอันเยี่ยมยอดถึงที่สุด</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">แต่ยุคเรามักสับสนเกี่ยวกับสังฆทานกันมาก เช่นมีข้อสงสัยว่าอย่างไรจึงเรียกสังฆทาน การถวายสังฆทานอย่างถูกต้องมีพิธีรีตองอย่างไร ถวายแล้วต้องกรวดน้ำให้ใคร ฯลฯ ก็ขอกล่าวรวมๆไว้ในที่นี้เพื่อเป็นแนวทางตัดสินว่าเราทำสังฆทานไปบ้างหรือยัง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #33cccc;">๑) ของที่ถวายอาจเป็นอะไรก็ได้ </span>แต่ควรเป็นปัจจัย ๔ ได้แก่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เพื่อความสะดวกในการบำเพ็ญสมณธรรม เรื่องน่าอีหลักอีเหลื่ออยู่ตรงที่ของแบบนี้คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ใช้ คนซื้อเลยไม่รู้ว่าควรซื้ออะไรบ้าง เว้นแต่เป็นผู้เคยบวช หรือไปมาหาสู่ ปวารณาตัวรับใช้พระ จัดหาของให้พระตามประสงค์เป็นประจำ ถึงค่อยรู้เรื่องเครื่องของอันควรถวายหน่อย ในที่นี้ขอแนะนำเฉพาะขอบเขตของปัจจัย ๔ เบื้องต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- อาหาร: จะเป็นของคาวหวานอย่างไรก็ได้ไม่จำกัด แต่ขอให้ทราบว่าพระพุทธเจ้าห้ามพระไม่ให้ฉันเนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อสิงโต เนื้อเสือ และเนื้อหมี<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- เครื่องนุ่งห่ม: ได้แก่ผ้าไตรจีวร<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- ยารักษาโรค: ถ้าไม่ทราบว่ามียาใดจำเป็นมาก ก็อาจซื้อชุดยาสามัญประจำบ้านกล่องเล็กหรือกล่องใหญ่ได้<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">- ที่อยู่อาศัย: คงมีน้อยคนที่ฐานะเอื้ออำนวยพอจะปลูกกุฏิหรือซื้อที่ดินให้พระด้วยกำลังของตนเองตามลำพัง จะใช้วิธีทยอยบริจาคตามตู้ที่วัดเปิดรับก็ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ตามปกติถ้าถวายแบบชาวบ้านธรรมดาก็อาจมีเครื่องของสำคัญและจำเป็นในชีวิตประจำวันเช่นสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แชมพู ใบมีดโกน ผงซักฟอก นอกจากนั้นจะเสริมอะไรเข้าไปก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัย ขอให้เพ่งประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตเป็นปกติสุขเป็นหลัก การซื้อของด้วยอาการหยิบฉวยถังที่ใส่ของไว้แล้วนั้น ใจจะไม่รู้ถึงประโยชน์ของของแต่ละชิ้น และโดยมากปัจจุบันมีการ ‘จับยัด’ ของคุณภาพต่ำแบบมั่วๆนำมาวางขายแก่ผู้ไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหลัง ฉะนั้นเดินเลือกของตามซูเปอร์มาเก็ตเอาเองได้เป็นดีที่สุด</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144487.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <span style="color: #33cccc;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #33cccc;">๒) คำว่า ‘ถวายสังฆทาน’ </span>หมายถึงการถวายแด่หมู่สงฆ์โดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่พระรูปหนึ่งรูปใดคือกำหนดใจไว้ว่าของที่ถวายนี้จะมีพระรูปใดเป็นผู้นำไปใช้สอย ก็สุดแท้แต่จะมีการแบ่งสรรปันส่วนกันในหมู่ของพวกท่าน ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกที่นางสุภัททานิมนต์พระเรวตะและภิกษุอื่นอีก ๗ รูป มารับภัตตาหาร เดิมทีทานนั้นเป็นทานแบบเจาะจง ไม่เป็นสังฆทาน พระเรวตะให้นางสุภัททาตั้งจิตเสียใหม่ว่านี่คือการถวายแด่หมู่สงฆ์ คือดูแค่ผ้าเหลือง ไม่ต้องดูหน้า เท่านั้นทานแบบเจาะจงก็เปลี่ยนเป็นสังฆทาน คือให้แบบไม่เลือกหน้าทันที ซึ่งก็จะมีอานิสงส์ต่างกันเป็นล้นพ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ขอยกตัวอย่างว่าถ้านิมนต์พระ ๑๐๐ รูปมารับสังฆทาน โดยที่เรารู้จักพระทั้ง ๑๐๐ รูปนั้นและกำหนดจำเพาะว่าของของเราจงเป็นของพระเหล่านี้เท่านั้น นี่ไม่เรียกว่าเป็นสังฆทานแต่หากตอนใส่บาตรตอนเช้ามีใจคิดถวายแด่สงฆ์โดยไม่เลือกหน้า ไม่ทราบว่าจะเป็นพระรูปไหนโคจรมารับ อย่างนี้เรียกว่าเป็นสังฆทาน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อย่างไรก็ตามสังฆทานที่นำไปให้ถึงที่นั้นมีผลมากกว่า เพราะสะท้อนให้เห็นว่ามีใจศรัทธา มีควาเคารพในสงฆ์ มีจิตคิดอนุเคราะห์ไม่อยากให้ท่านลำบากเดินทาง ข้อนี้ขอให้ทราบไว้เท่านั้นว่าจะนิมนต์พวกท่านมารับที่บ้านหรือไปถวายเองไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ใจไม่เลือกจำเพาะเจาะจงเป็นหลัก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <span style="color: #33cccc;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #33cccc;">๓) คำว่า ‘สงฆ์’ หรือ ‘สังฆะ’ </span>นั้นจะมุ่งหมายเอาการชุมนุมภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ที่ต้องเป็นตัวเลขนี้เพราะสามารถประกอบสังฆกรรมได้ตามกำหนดทางพระวินัย ต่ำกว่านี้จะประกอบสังฆกรรมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากไปถึงวัดแล้วหาพระได้เพียงรูปเดียว จะถวายฝากท่านไว้โดยมีเจตนาให้ของเหล่านั้นเป็นสมบัติของสงฆ์จะได้หรือไม่? ต้องตอบว่าได้ เพราะกรรมทุกอย่างตั้งต้นที่จิตคิด จิตคิดอย่างไรสำคัญที่สุด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการถวายแบบไม่เลือกหน้า ไม่เลือกจำนวนชัดๆได้แก่การปลูกกุฏิเพื่อเป็นที่อยู่ของพระและสามเณร โดยไม่สนใจว่าพระหรือเณรใดจะได้มาอาศัยอยู่บ้าง ขอเพียงกำหนดไว้ว่าให้อยู่ในเขตวัด และพระเณรใดจะมาใช้ประโยชน์ได้ก็นับว่าสมประสงค์แล้ว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #33cccc;">๔) เรื่องพิธีรีตองในการถวายสังฆทาน </span>อย่างเช่นการกรวดน้ำนั้น ไม่ได้มีผลให้กระบวนการถวายสมบูรณ์หรือบกพร่องแต่อย่างใด ตามธรรมเนียมอันเป็นข้อวินัยสงฆ์นั้น ต้องมีชาวบ้านกล่าวถวายและประเคนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และท่านรับประเคนกับมือ หรือให้ผู้แทนรับไว้เท่านั้น พูดง่ายๆฝ่ายชาวบ้านผู้ให้ได้ถวายสังฆทานโดยอาการครบ ๓ คือด้วยใจคิด ด้วยปากเอ่ยวาจา และด้วยกายยกของประเคนแล้ว ถือว่าสมบูรณ์ที่ตรงนั้น อย่าไปกังวลเรื่องความต่างระหว่างธรรมเนียมของแต่ละวัด อย่าไปพะวงว่าเราท่องบทสวดถวายไม่ชำนาญ ปัจจุบันพระท่านมักช่วยเหลือด้วยวิธีต่างๆ เช่นเตรียมหนังสือมนต์พิธีให้ หรือสวดนำด้วยตัวท่านเองบ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำพิเศษเพื่อให้การถวายสังฆทานให้ผลรวดเร็วและหนักแน่นชนิดเห็นทันตาในปัจจุบัน คือลองตระเวนถวายไม่เลือกที่ เพื่อให้จิตเปิดแผ่ออกไปเต็มที่ไม่อึดอัดคับแคบ ขอแนะให้กำหนดบ้านตนเองเป็นศูนย์กลาง แล้วกำหนดวัดทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตกให้ครบ ๔ ทิศ จากนั้นตระเวนถวายสังฆทานวัดละ ๔ ชุด เว้นห่างไม่เกินแห่งละอาทิตย์ จะรู้สึกถึงความสมดุลแห่งจิตที่กระจายไปโดยปราศจากความลำเอียง ไม่ติดที่ ไม่เกาะเกี่ยวกับพระรูปใดรูปหนึ่ง ที่ตรงนั้นจะรู้สึกถึงความหมายของการถวายทานแด่สงฆ์ขึ้นมาจริงๆจังๆ รวมทั้งสัมผัสความสว่างไสวแห่งกองบุญอันเรืองโรจน์โชติช่วงออกมาจากภายใน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กรรมที่ทำให้เกิดความต่างระหว่างคนรวย</strong></span></span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">แม้จะเป็นบุคคลร่ำรวยเหมือนๆกัน แต่คนรวยก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินแตกต่างกันออกไปมาก บางทีชัดมากจนเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความบังเอิญ ขอจำแนกเป็นหลักๆตามที่สงสัยกันทั่วไปดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small; color: #3366ff;">๑) ความรวยแบบได้มาอย่างที่คาดคิด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บางคนที่ได้รับฉายาว่าเป็นพ่อมดในวงการธุรกิจการเงิน เพราะเป็นผู้มีสายตาแหลมคมราวกับมีตาทิพย์รู้อนาคต พยากรณ์ถูกไปหมดว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พลิกผันได้แค่ไหน ทำให้ลงทุนแทบไม่เคยพลาด เป็นผู้ชนะตลอดกาลในเกมการเก็งกำไร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากการอยู่ใกล้ผู้ทรงคุณเช่นนักบวชในลัทธิหรือศาสนาที่เพียรทำความดี มีใจพยายามพรากจากกาม แล้วเมื่อท่านขอก็ให้ตามที่ท่านขอ หรือบางทีก็มีใจนึกครึ้ม ท่านขอแค่สิบแต่เกิดอยากให้เป็นร้อยเป็นพัน อย่างนี้ผลยิ่งไพบูลย์ คือเก็งกำไรไว้ประมาณหนึ่ง ผลออกมากลับท่วมท้นจนขนลุก หากทำทานแบบใจใหญ่เป็นครั้งๆก็ได้ประหลาดใจเป็นครั้งๆ หากใจใหญ่อยู่เสมอก็ได้ผลเสมอๆ ส่วนพวกที่อยู่ใกล้นักบวชดีๆแล้วไม่เคยให้ตามที่พวกท่านขอ ก็มักทำมาค้าขายไม่ค่อยขึ้น คิดอะไรสมเหตุสมผลแค่ไหนก็ไม่ได้อย่างใจนึกสักเท่าไหร่</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">นอกจากนั้นยังมีความรวยแบบปานกลางหรือค่อนข้างสูงที่ได้มาจากการเป็นลูกจ้างที่กินเงินเดือนประจำสม่ำเสมอ ความรวยประเภทนี้เป็นผลมาจากการให้ทานอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นทานในสัตว์หรือผู้ต่ำต้อย บุญจะส่งให้ได้งานดีพอควร แต่หากเป็นทานในนักบวชผู้ทรงศีล บุญจะส่งให้มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูง ต่อให้การศึกษาต่ำก็ได้เงินเดือนดีๆสูงเกินระดับเฉลี่ยไปมาก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #3366ff;">๒) ความรวยที่ไม่อาจพยากรณ์ความแน่นอน</span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บางคนเจอกับเหตุการณ์ท่าดีทีเหลวเป็นประจำ นึกว่าจะได้กลับไม่ได้ ไม่นึกว่าจะได้กลับได้ ขนาดที่ว่าแน่ๆ เช่นฝ่ายการตลาดของบางบริษัทวางแผนอย่างดิบดี ใช้ทุนรอน ใช้เวลาวิจัย ใช้กำลังคนมากมาย แต่ท้ายที่สุดกลับต้องงุนงงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคตัวจริง ว่าเหตุใดจึงไม่เหมือนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเอาเลย พูดง่ายๆพอสินค้าออกวางตลาดจริงเจ๊งไม่เป็นท่า ทั้งที่ตอนทดลองกับกลุ่มผู้บริโภคตัวอย่างแล้วชอบกันมากมาย แต่บางทีนึกว่าทำสินค้าขัดตาทัพไปพลางๆ ลงทุนน้อย ไม่หวังกำไรตอบแทนมาก กลับมีใครต่อใครแห่ซื้อกันล้นหลามชนิดมืดฟ้ามัวดิน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากการเป็นนิสัยไม่อยู่กับร่องกับรอย โดยเฉพาะเกี่ยวกับความคิดให้ทาน บางทีหลอกให้คนเขารอเก้อเล่นเสียอย่างนั้น บางทีโลเลกลับไปกลับมาเดี๋ยวอยากให้เดี๋ยวไม่อยากให้ บางทีนึกอยากให้ดีใจหรือประหลาดใจก็เทกระเป๋าให้แทบเกลี้ยง บางทีก็สำนึกเห็นขึ้นมาว่าไม่ควรผิดคำพูดกับคนอื่น ความคิดที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆไม่อาจพยากรณ์ได้นี้ ส่งผลชัดในชาติที่ผลทานงอกเงย หรือในชาติที่เป็นพ่อค้า ผลกำไรตอบแทนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนความรวยที่แน่นอนและสามารถพยากรณ์ได้จะมาจากการทำทานแบบพูดคำไหนคำนั้น หรือกระทั่งคิดอย่างไรทำตามนั้น ซื่อสัตย์แม้กระทั่งกับความคิดของตัวเอง อย่าต้องกล่าวถึงเมื่อให้สัญญากับผู้อื่นไว้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #3366ff;">๓) ความรวยที่ได้มายาก</span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บางคนต้องลำบากมากกว่าจะรวยได้ เรียกว่าหืดจับ หรือรอจนแก่กว่าจะได้ลิ้มรสของความมานะพยายามทั้งชีวิต<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากความขยันทำงาน หมั่นเก็บออม และมีสติปัญญาเพียงปานกลางหรือเล็กน้อยในการทำงาน แต่อดีตชาติเคยเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ค่อยทำบุญสุนทาน กว่าจะทำแต่ละทียากเย็นแสนเข็ญ อาจทำเพราะเสียไม่ได้ที่โดนคนตื๊อ หรืออาจทำเพราะสงสารใครจับใจจริงๆแต่ขอให้เข้าใจด้วยว่าถ้าเคยถึงขั้นตระหนี่ระดับพาล ดีแต่กีดขวางญาติพี่น้องที่อยากทำทานพูดจาถากถางให้คนเขาเสียกำลังใจได้ลงคอ อันนี้ไม่ใช่แค่ยากที่จะรวย แต่จะเข้าขั้นเกิดมายากจนข้นแค้น หาเสื้อผ้าและเครื่องอยู่ได้ลำบาก หาความสนุกสนานบันเทิงเริงใจได้ยาก พูดง่ายๆว่าถ้าโชคดีเป็นมนุษย์ก็ต้องระเห็จไปอยู่แถวๆเอธิโอเปียโน่น หรือถึงมีสิทธิ์เกิดในแดนศิวิไลซ์ก็อาจต้องเดินเท้าเปล่าอยู่ริมถนนเป็นส่วนใหญ่</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #3366ff;">๔) ความรวยที่ต้องเกลือกกลั้วกับธุรกิจเลวร้ายหรือคนร้ายๆ</span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บางคนร่ำรวยมากก็จริง แต่ทั้งชีวิตไม่ค่อยเป็นสุขกับเงินทองข้าวของที่มี เพราะมัวแต่เกร็ง ใจต้องคอยระแวดระวังว่าอาจถูกลอบสังหารได้ทุกเมื่อ ทั้งจากคู่แข่งที่เป็นมาเฟีย หรือกระทั่งคนใกล้ชิดที่อาจเป็นหอกข้างแคร่ เขาอาจเกิดมาท่ามกลางธุรกิจสกปรก เช่นค้าอาวุธ ค้าสุรา ค้ายาพิษ ค้าชีวิตสัตว์หรือมนุษย์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรวยชนิดนี้เป็นผลมาจากการที่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจสกปรกเทือกเดียวกันมาก่อน เมื่อใช้กรรมในอบายภูมิแล้วยังพอมีบุญมาเกิดใหม่ในภพมนุษย์ ก็จะต้องเวียนว่ายในวงจรอุบาทว์เดิมแบบหนีไปไหนไม่รอด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เป็นที่น่าสังเกตว่าคนในแวดวงธุรกิจที่แปดเปื้อนมลทินนั้น ไม่ใช่ว่ามีจิตใจเลวร้าย ขาดสำนึกผิดชอบชั่วดีเหมือนผู้ร้ายในหนังเสมอไป ตรงข้าม บางคนชอบทำบุญ และมีใจดิ้นรนอยากเป็นคนดีในสังคมอย่างมาก บางคนพยายามช่วยเหลือสังคม ทำบุญสร้างวัดวาอารามใหญ่โต เป็นการชดเชยความรู้สึกด้านลบที่ทำอาชีพอันเป็นบาป ผลบุญที่เขาทำในระหว่างมือเปื้อนบาปนั้น ส่งผลให้ร่ำรวยได้ในชาติต่อๆมา แต่มีข้อแม้ว่าต้องไปอยู่ท่ามกลางธุรกิจดิบๆเถื่อนๆร่ำไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">อีกประการหนึ่ง ความรวยชนิดนี้อาจเป็นผลมาจากการให้ทานที่ไม่บริสุทธิ์ กล่าวคือของที่ได้มาให้ทานหรือถวายสังฆทานนั้นได้มาโดยไม่สุจริต อย่างเช่นตำนานโรบินฮู้ด ปล้นทรัพย์คนรวยมาแจกจ่ายคนจนอะไรทำนองนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #3366ff;">๕) ความรวยที่ได้มาแบบลาภลอย</span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บางคนเกิดมายากจน แต่มักมีลาภลอยประเภทซื้อหวยรวยลอตเตอรี่ หรืออยู่ๆก็มีคนตกรางวัลให้ด้วยเหตุเพียงทำดีเล็กๆน้อยๆแล้วเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หรือบังเอิญเข้าตากรรมการอย่างไม่คาดฝัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรวยชนิดนี้มาจากการให้ทานแบบไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน เช่นเดินไปเจอขอทานในต่างถิ่นก็คิดอยากให้เศษสตางค์ หรือเดินทางกลางป่าพบพระธุดงค์ถึงกับนำอาหารที่เตรียมมาเพื่อตนเองถวายท่านหมดแบบไม่เสียดมเสียดาย ทานชนิดนี้เป็นการให้แบบที่ส่งลาภลอยให้คนอื่น จึงสะท้อนกลับมาเป็นลาภลอยไม่คาดฝันเช่นกัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ชาวบ้านป่าที่อาศัยอยู่ในเขตพระธุดงค์โคจรเป็นระยะมักได้ทำบุญประเภทนี้ คือร้อยวันพันปีอาจไม่ค่อยชอบทำบุญทำทาน หรือขาดโอกาสทำบุญทำทาน แต่ปะเหมาะเคราะห์ดีเกิดเจอพระธุดงค์ท่านผ่านทางมา แล้วมีใจปลาบปลื้มยินดี ขนข้าวของที่มีติดตัวให้ท่านมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หากเผอิญพระธุดงค์ท่านเป็นผู้สำเร็จธรรม ก็มักได้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่เช่นลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">เฉพาะกรณีชาวบ้านป่าทำบุญกับพระธุดงค์นี้ หากเห็นพระแล้วเกิดจิตคิดเลื่อมใสอยากทำทานทันที ก็มักได้ลาภลอยตั้งแต่ต้นวัยและเป็นลาภใหญ่ หากเห็นแล้วคิดชั่งใจอยู่เล็กน้อยว่าจะให้ดีหรือไม่ให้ดีจากนั้นจึงถวาย ก็มักได้ลาภลอยประมาณกลางวัยและเป็นลาภปานกลาง แต่หากเห็นแล้วชั่งใจอยู่นานว่าจะเอาอย่างไรกับพระรูปนี้จากนั้นจึงถวาย ก็มักได้ลาภลอยเอาปลายชีวิตและเป็นลาภเล็กน้อย</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144485.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #3366ff;">๖) ความรวยที่ทำให้กลายเป็นโรคไม่รู้จักพอ</span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">หลายคนรวยก็แล้ว ประสบความสำเร็จทางธุรกิจสม่ำเสมอก็แล้ว จับอะไรเป็นทองไปหมดก็แล้วแต่ยังไม่อิ่มไม่พอ เป็นทุกข์ทางใจอยู่ไม่ขาด กลัวมีจะหมด กลัวธุรกิจไม่ทำเงินเพิ่ม กลัวความล้มเหลวในอนาคต ฯลฯ ในหมู่เศรษฐีจะมีโรคทางใจชนิดนี้อยู่เป็นปกติ แต่คนฐานะต่ำกว่าจะคาดกันไม่ถึงว่าอย่างนี้ก็มีด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความรวยที่เป็นเหตุแห่งโรคทางใจนี้ เป็นผลมาจากกรรมทั้งปัจจุบันและอดีต ว่ากันเรื่องกรรมในปัจจุบันก่อน ตั้งต้นจากความโลภธรรมดาๆ คือใจคนเราส่วนใหญ่มักละโมบเกินตัว อยากมีเกินกว่าที่มีอยู่เป็นปกติกันทั้งนั้น จากกฎธรรมดาข้อนี้จะเป็นคำตอบว่าทำไมมีแล้วไม่รู้จักพอเสียที ต่อให้ครองโลกทั้งใบก็อยากได้ดาวอังคารไว้ในมืออีกสักดวง!</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความโลภแบบไร้ขีดจำกัดนั้น เป็นผลมาจากการเป็นคนไม่รู้จักให้ ไม่คิดเฉลี่ยเงินไปอุปถัมภ์สังคมหรือไม่รู้จักสละแรงกายแรงใจไปช่วยคนอื่นเสียบ้าง หรือบางทีทำก็จริง แต่ไม่พอดีสัดส่วนกับทรัพย์สมบัติที่มี จึงไม่เกิดความชุ่มฉ่ำเบิกบานใจอย่างแท้จริง เพราะที่ให้ไปเป็นแค่เศษเดนของตนเท่านั้นว่ากันเรื่องกรรมในอดีตชาติ ได้แก่ทานที่เจตนาหวังผลกำไรตอบแทน หรือเจือด้วยความคิดแก่งแย่งชิงดี หรือเจือด้วยความอยากเอาหน้า พูดรวบรัดสั้นๆได้ว่าถ้าให้ทานบนพื้นฐานของความโลภเป็นประจำ ก็จะทำให้รวยจริง แต่ได้โรคทางใจพกพามาเป็นของแถมด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ทางที่ดีถ้ารู้ตัวว่ามีเชื้อหรือมีนิสัยอันเป็นเหตุของโรคทางใจ ก็ควรอธิษฐาน ขอให้สละความโลภได้เหมือนสละทรัพย์สิ่งของ หรือเหมือนถ่มเสลดออกจากปาก ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ อยากทำทานชะล้างสิ่งโสโครกทางใจประการเดียว พอฝึกให้ทานด้วยอาการเช่นนี้ไปเรื่อยๆจะพบความน่าอัศจรรย์ยิ่งว่าโรคทางใจไม่รู้จักพอนั้นละลายหายสูญเป็นปลิดทิ้ง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small; color: #3366ff;">          </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #3366ff;">๗) ความรวยที่ถึงความหายนะด้วยอุบัติภัยต่างๆ</span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บางคนรวยแล้วไม่เป็นสุขเพราะมีเหตุที่น่าเห็นใจ คือสมบัติพัสถานมักไม่ค่อยอยู่ดี ต้องมีอันเป็นไปต่างๆก่อนกาลอันควรเสมอๆ ด้วยเหตุอันสุดวิสัย ควบคุมป้องกันไม่ได้ความรวยที่มีทรัพย์สินสำคัญๆถึงความวิบัตินั้น มาจากการที่เคยลักทรัพย์มาก่อน ถ้าเคยลักทรัพย์เล็กๆน้อยๆ ทรัพย์สินก็จะประสบความวิบัติเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าลักทรัพย์แบบที่ทำให้เจ้าของเดือดเนื้อร้อนใจ ทรัพย์สินก็จะประสบความวิบัติอย่างมโหฬาร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">สำหรับคนรวยที่รวยทีไรแทบหายนะด้วยอุบัติภัยทุกที ควรสันนิษฐานว่าเคยปล้นครั้งใหญ่มาก่อนอาจในรูปของการปล้นชาติแบบนักการเมือง หรืออาจในรูปของการเคยยักยอกทรัพย์ของวัด เพราะกรรมที่ทำกับประชาชนหรือกับวัดนั้น เวลาเผล็ดผลแล้วจะหนักหน่วงและร้อนแรงมาก ให้ผลยืดเยื้อราวกับไม่มีวันสิ้นสุด นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะที่รวยได้นั้นต้องอาศัยเหตุปัจจัยประกอบกันหลายอย่าง เมื่อเกิดในชาติที่จำไม่ได้ว่าเคยฉ้อโกงประชาชนหรือยักยอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ย่อมงงงันทดท้อว่าเหตุใดทรัพย์ที่หามาได้จึงไม่อาจตั้งอยู่นาน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>บทสำรวจตนเอง</strong></span></span><br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ถ้าเรากำลังรวยอยู่ ก็บอกตนเองอย่างมั่นใจว่าเป็นเพราะความขยัน หมั่นออม ประกอบกับทานและศีลในอดีต ถ้ากำลังยากจนก็เป็นตรงข้าม แต่จะอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่าเรากำลังสร้างเหตุแห่งความมั่งมีไว้ในอนาคตอันใกล้และอนาคตที่ยืดยาวต่อไปเบื้องหน้าหรือเปล่า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๑) ถามตัวเองเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสถามทารุกัมมิกะ ว่าเรายังเป็นผู้ทำบุญทำทานอยู่หรือ?<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๒) หากเป็นผู้ที่ยังทำทานอยู่ ลองสำรวจว่าเราให้ด้วยอาการทางใจอย่างไร วิธีคิดในการให้ทานเป็นอย่างไร<br />
</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">๓) ทบทวนดีๆว่าเราเป็นผู้รักษาศีล ไม่เป็นผู้ลักทรัพย์ ไม่เป็นผู้ฉ้อฉล ไม่เป็นผู้เล็งละโมบคิดเอาสมบัติผู้อื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบหรือไม่?</span><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ผู้มีปัญญาบางท่านกล่าวไว้ตามจริงว่าความจนเป็นต้นทางแห่งกรรมชั่วได้มากมายหลายหลากเพราะเมื่อจนกรอบก็ยากที่จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆ ยากที่จะไม่เจอสภาพบีบคั้นให้ทำผิดคิดร้ายยากที่จะหลีกหนีสิ่งยั่วยุนานัปการ มีความโน้มเอียงที่จะเล็งโลภอยากได้ของจำเป็นบ้าง ของที่ยังไม่มีแต่น่ามีบ้าง ตลอดไปจนกระทั่งของที่ไม่ต้องมีแต่เกิดอยากจะลองมีบ้าง</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>สรุป</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">บางคนมองว่าความรวยเป็นเรื่องน่ารังเกียจ อาจหัวก้าวหน้าขนาดเป็นผู้นำในการปฏิวัติสังคมไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ให้ทุกคนมีสมบัติที่จัดแบ่งไว้อย่างเสมอภาค แล้วก็มักพบความจริงว่าเป็นไปไม่ได้ จะมีข้อจำกัดของระบอบการปกครองที่ต้องให้อำนาจบุคคลหรือกลุ่มบุคคลไว้เสมอ ซึ่งถ้าเมื่อใดอำนาจตกอยู่ในมือทรราช เมื่อนั้นอย่าว่าแต่ความเสมอภาค กะแค่สิทธิ์ในการร้องบอกว่าฉันกำลังเดือดร้อน ฉันกำลังจะอดตายยังไม่มี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ที่โลกเป็นเช่นนี้ก็เพราะเบื้องหลังความรวยความจนไม่ใช่เกิดจากความบังเอิญเกิดที่นั่นที่นี่ แต่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทุกคนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นผู้จำแนกชั้นวรรณะ และความร่ำรวยก็บันดาลขึ้นจากความสว่างของ ‘ทานจิต’ และ ‘ศีลจิต’ เท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเหนือกว่านี้อายุคนนั้นสั้น เก็บของไว้กับกายได้เดี๋ยวเดียว แต่ถ้าฉลาดในการเดินทางไกล แจกสิ่งที่มีเป็นส่วนเกินให้กับคนอื่นไป กระแสทานจะเป็นกระแสธารที่โอบอุ้มเราแบบไม่ร้อยรัด และพัดพาเราไปบนเส้นทางที่เยือกเย็น มั่งมีศรีสุขยืดยาวเกินอายุของกายนี้ไปมาก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ด้วยความไม่รู้ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเกิดหนเดียวตายหนเดียว ความไม่รู้ที่ฝังแน่นนี้ทำให้เราคิดจะเอาๆท่าเดียว เมื่อพบพุทธศาสนาแล้ว ทราบเบาะแสของความอัตคัดขัดสนแล้ว ก็สมควรเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเสียใหม่ ไม่ต้องถึงขนาดจะให้ๆท่าเดียว แต่ให้บ้างเพื่อเป็นเสบียงไว้เลี้ยงตัวต่อไปก็ยังดี</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา วิชาการ.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_570_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/570?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_570_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=570&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-5.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5" title="ตอนที่ 5" rel="tag">ตอนที่ 5</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1" title="ผู้มีรูปงาม" rel="tag">ผู้มีรูปงาม</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%94" title="เหตุใด" rel="tag">เหตุใด</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ตอนที่ 4</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 May 2009 07:08:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนที่ 4]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[เหตุใดจึงเป็นชาย หญิง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=551</guid>
		<description><![CDATA[ตอนที่ 4 แล้วคะ
ตอนที่ 4   เหตุใดจึงเป็นหญิงเป็นชาย
ในบทก่อนเราทราบว่าจะมาเป็นมนุษย์เพราะทำกรรมอย่างไร แต่ความเป็นมนุษย์มีทั้งหญิงและชาย เหมือนกับสิ่งอื่นทั้งจักรวาลที่มีคู่ตรงข้าม คำถามคือในกรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์เหมือนๆกันนั้น มีที่ต่างตรงไหน กรรมจึงเลือกเพศให้กับเราเป็นอย่างนี้?

 
ความต่างระหว่างชายกับหญิง
           ทุกคนทราบดีว่าหญิงชายต่างกัน แต่ถ้าถามว่าต่างกันอย่างไรล่ะ? คำ ตอบแรกที่คนส่วนใหญ่จะนึกออกคือหญิงมีอวัยวะเพศอย่างหนึ่ง ชายมีอวัยวะเพศอีกอย่างหนึ่ง และที่คนส่วนใหญ่ขึ้นใจกันอย่างนี้เหตุผลก็ตรงตัว คือเพราะอวัยวะเพศถูกใช้เป็นเครื่องตัดสินว่าต้องเรียกหญิงหรือชายนับแต่ออก จากท้องแม่
           ชาว โลกต่างให้ความสำคัญกับอวัยวะเพศ เอาอวัยวะเพศมาเป็นเกณฑ์แบ่งว่านั่นชายนี่หญิง แต่น้อยคนจะทราบว่า ทารกในครรภ์มารดาเมื่อยังเป็นตัวอ่อนอยู่นั้น จะเริ่มต้นด้วยการมีอวัยวะเพศหญิงก่อน แต่ถ้าเซลล์ของตัวอ่อนมีโครโมโซมเพศเป็นชาย อวัยวะเพศแบบชายจึงปรากฏยื่นออกมาภายหลังส่วนถ้าเซลล์ของตัวอ่อนมีโครโมโซม เพศเป็นหญิง อวัยวะเพศจะฝ่อตัวหายไปก่อนคลอด
           พูดให้ง่ายที่สุดคือ เมื่อกำเนิดเกิดกายนั้น ทุกคนเป็นหญิงเหมือนกันหมด! และถ้าถามนักวิทยาศาสตร์ว่าเหตุใดอวัยวะเพศแบบชายจึงยื่นออกมา ก็จะได้คำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำว่าเด็ก‘บังเอิญ’ ได้รับโครโมโซม Y จากพ่อไปประกบคู่กับโครโมโซม X ของแม่ นี่คือคำตอบสุดท้ายจากวิทยาศาสตร์ และหมายความว่าถ้าไว้ใจวิทยาศาสตร์ ณ วันนี้ เราจำเป็นต้องสรุปว่าจุดเริ่มต้นอันเป็นที่สุดของสภาวะหญิงชายคือความบังเอิญ!
 
          ความต่างกันระหว่างร่างกายของชายกับหญิงนั้น ใช่ว่าจะมีแต่จุดเด่นที่อวัยวะเพศส่วนเดียวแม้แต่ส่วนที่ทุกคนมองไม่เห็นอย่างเช่นสมองก็มีความต่าง! เรื่องความต่างระหว่างสมองของสองเพศนี้อยู่ในความสนใจของนักวิทยาศาสตร์มาหลายร้อยปีแล้ว กับทั้งยังคงต้องศึกษากันต่อไปเป็นร้อยๆปีเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีรายละเอียดใดบ้างที่บ่งชี้ว่านั่นคือสมองชาย นี่คือสมองหญิง ทั้งในแง่ของขนาด คุณภาพ และวิธีการทำงาน มีการแยกแยะเปรียบเทียบเป็นส่วนๆอย่างละเอียดเลยทีเดียว
           ที่ นักวิทยาศาสตร์สนใจความต่างระหว่างสมองหญิงกับชายก็เพราะเชื่อว่าถ้าเรารู้ ชัดว่าอะไรเป็นอะไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ตอนที่ 4">ตอนที่ 4</a> แล้วคะ</p>
<p>ตอนที่ 4   เหตุใดจึงเป็นหญิงเป็นชาย</p>
<p>ในบทก่อนเราทราบว่าจะมาเป็นมนุษย์เพราะทำกรรมอย่างไร แต่ความเป็นมนุษย์มีทั้งหญิงและชาย เหมือนกับสิ่งอื่นทั้งจักรวาลที่มีคู่ตรงข้าม คำถามคือในกรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์เหมือนๆกันนั้น มีที่ต่างตรงไหน กรรมจึงเลือกเพศให้กับเราเป็นอย่างนี้?</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144476.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">ความต่างระหว่างชายกับหญิง</span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ทุกคนทราบดีว่าหญิงชายต่างกัน แต่ถ้าถามว่าต่างกันอย่างไรล่ะ? คำ ตอบแรกที่คนส่วนใหญ่จะนึกออกคือหญิงมีอวัยวะเพศอย่างหนึ่ง ชายมีอวัยวะเพศอีกอย่างหนึ่ง และที่คนส่วนใหญ่ขึ้นใจกันอย่างนี้เหตุผลก็ตรงตัว คือเพราะอวัยวะเพศถูกใช้เป็นเครื่องตัดสินว่าต้องเรียกหญิงหรือชายนับแต่ออก จากท้องแม่</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ชาว โลกต่างให้ความสำคัญกับอวัยวะเพศ เอาอวัยวะเพศมาเป็นเกณฑ์แบ่งว่านั่นชายนี่หญิง แต่น้อยคนจะทราบว่า ทารกในครรภ์มารดาเมื่อยังเป็นตัวอ่อนอยู่นั้น จะเริ่มต้นด้วยการมีอวัยวะเพศหญิงก่อน แต่ถ้าเซลล์ของตัวอ่อนมีโครโมโซมเพศเป็นชาย อวัยวะเพศแบบชายจึงปรากฏยื่นออกมาภายหลังส่วนถ้าเซลล์ของตัวอ่อนมีโครโมโซม เพศเป็นหญิง อวัยวะเพศจะฝ่อตัวหายไปก่อนคลอด</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พูดให้ง่ายที่สุดคือ <span style="color: #008000;"><strong>เมื่อกำเนิดเกิดกายนั้น ทุกคนเป็นหญิงเหมือนกันหมด!</strong></span> และถ้าถามนักวิทยาศาสตร์ว่าเหตุใดอวัยวะเพศแบบชายจึงยื่นออกมา ก็จะได้คำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำว่าเด็ก‘บังเอิญ’ ได้รับโครโมโซม Y จากพ่อไปประกบคู่กับโครโมโซม X ของแม่ นี่คือคำตอบสุดท้ายจากวิทยาศาสตร์ และหมายความว่าถ้าไว้ใจวิทยาศาสตร์ ณ วันนี้ เราจำเป็นต้องสรุปว่าจุดเริ่มต้นอันเป็นที่สุดของสภาวะหญิงชายคือความบังเอิญ!</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span id="more-551"></span> </span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">          </span><span style="font-size: small;">ความต่างกันระหว่างร่างกายของชายกับหญิงนั้น ใช่ว่าจะมีแต่จุดเด่นที่อวัยวะเพศส่วนเดียวแม้แต่ส่วนที่ทุกคนมองไม่เห็นอย่างเช่นสมองก็มีความต่าง! เรื่องความต่างระหว่างสมองของสองเพศนี้อยู่ในความสนใจของนักวิทยาศาสตร์มาหลายร้อยปีแล้ว กับทั้งยังคงต้องศึกษากันต่อไปเป็นร้อยๆปีเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีรายละเอียดใดบ้างที่บ่งชี้ว่านั่นคือสมองชาย นี่คือสมองหญิง ทั้งในแง่ของขนาด คุณภาพ และวิธีการทำงาน มีการแยกแยะเปรียบเทียบเป็นส่วนๆอย่างละเอียดเลยทีเดียว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ที่ นักวิทยาศาสตร์สนใจความต่างระหว่างสมองหญิงกับชายก็เพราะเชื่อว่าถ้าเรารู้ ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ก็จะสามารถควบคุมจุดด้อยและจุดเด่นระหว่างเพศได้ นี่เป็นความเห็นของคนกลุ่มหนึ่งที่โน้มเอียงจะเชื่อว่าทุกความต่างกำเนิด ขึ้นจากสมองก้อนเดียว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หากเอาตามมุมมองของชาวพุทธ จะเห็นพระพุทธเจ้าตรัสไว้แบบรวบรัดเบ็ดเสร็จแล้ว นั่นคือ <span style="color: #008000;"><strong>จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว</strong></span> ร่างกายเป็นเพียงปลายทาง ต้นทางอยู่ที่จิตซึ่งคิดก่อกรรม แม้ต่อไปวิทยาการจะบอกได้ว่ามันสมองของแต่ละเพศผิดแผกแตกต่างกันเพียงใดบ้าง นั่นก็เป็นการเห็นผลของกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น!</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มาว่ากันตามประสบการณ์ที่พบเจอง่ายๆแบบชาวบ้าน ขอให้ลองดูตัวอย่างเฉพาะบางข้อสังเกตทางรูปธรรมอันเป็นที่ยอมรับทั่วไป เช่น</p>
<p></span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑) ร่างกายหญิงอ้อนแอ้นอรชรเหมือนหยดน้ำ ร่างกายชายแข็งแรงหนักแน่นเหมือนต้นไม้</p>
<p></span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒) โดยธรรมชาติ หญิงจะลำบากในการเข้าห้องน้ำทุกวัน อย่างน้อยก็มากกว่าเพศชายที่ยืนปล่อยปัสสาวะตรงมุมปลอดตรงไหนก็ได้ ขอให้นึกถึงรถติดบนทางด่วน เราอาจเห็นชายใจไม่ต้องกล้ามากนักยืนเบียดกับปูนกั้นทาง ในขณะที่เราไม่รู้ความลับว่ามีหญิงจำนวนมากเพียงใด ยอมเบาะเปียกแต่ไม่ยอมเอาหน้าไปขายกลางถนน พูดง่ายๆชายทำไม่น่าแปลกและไม่มีใครใส่ใจสน แต่หญิงทำอาจถูกมองด้วยยิ้มเย้ยว่าหน้าด้าผิดปกติและเอาไปบอกต่อกันอีกนานทีเดียว</p>
<p></span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓) โดยธรรมชาติ หญิงจะมีเรื่องชวนหงุดหงิดและน่าเบื่อหน่ายทุกเดือน มีเลือดไหล มีกลิ่นเหม็นมีความชื้นแฉะควรแก่การรำคาญเป็นยิ่งนัก ในขณะที่ฝ่ายชายแห้งสบายไปตลอดชีวิต</p>
<p></span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๔) โดยธรรมชาติ หญิงที่ปรารถนาจะเป็นหญิงสมบูรณ์แบบเหมือนถูกกำหนดมาให้เจ็บตัวสาหัสทั้งภาระหนักขณะอุ้มท้องเป็นเวลายืดเยื้อยาวนานถึง ๙ เดือน และทั้งความเจ็บปวดสุดขีดขณะคลอดบุตร ในขณะที่ฝ่ายชายเหมือนไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากสนุกสนานขณะทำหน้าที่พ่อพันธุ์</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เพียงข้อสังเกตข้างต้นก็คงทำให้ทุกคนยอมรับโดยดุษณีว่า <strong>หญิงเสียเปรียบชายในแง่ธรรมชาติทางกายอย่างแน่นอน และถ้าเราทราบว่าร่างกายมนุษย์ทั้งหลายคือวิบากที่เคยทำกรรมบางอย่างเป็นประจำในอดีตชาติ ก็ต้องสรุปว่ากรรมเก่าของหญิงนั้น ส่งผลให้เกิดภาวะไม่น่าพึงใจเท่าใดนัก อย่างน้อยที่สุดก็ไม่น่าพึงใจเมื่อเทียบกับความเป็นชาย</strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ผู้หญิงแม้สวยและทรงเสน่ห์ดึงดูดใจขนาดไหน หากถามเอาความรู้สึกจากใจแล้ว ส่วนใหญ่ก็พูดตรงกันเป็นเสียงเดียวว่าอยากเกิดเป็นผู้ชาย หรือแม้พวกที่เรียกร้องสิทธิสตรีนั้น ให้เอาหัวใจมาพูดแล้วอยากเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ตอบอีกว่าอยากเป็นผู้ชาย พวกเธu3629 .อาจได้สิทธิสตรีตามที่เรียกร้อง แต่จะไม่มีทางขจัดปมด้อยเกี่ยวกับความเสียเปรียบทางสรีระไปได้เลย เว้นแต่จะมีใจผิดเพศ อยากผ่าตัดแปลงเพศให้รู้แล้วรู้รอด<br />
</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">สิ่งที่ไม่น่าพึงใจย่อมเป็นวิบากของกรรมที่กระเดียดไปเข้าฝ่ายอกุศล ดังนั้นจึงควรสำรวจตามจริงที่เห็นด้วยตาเปล่าโดยทั่วไป ว่าถ้าเอาเกณฑ์กิเลสคือโลภ โกรธ หลงมาเป็นตัวตั้งแล้ว เหล่าสตรีน่าจะมีความโน้มเอียงในการแสดงกิเลสแตกต่างจากชายอย่างไร</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">          <span style="color: #993366;"><span style="text-decoration: underline;"> </span></span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #993366;"><span style="text-decoration: underline;">๑) เกี่ยวกับความโลภ</span></span> ชายหญิงอาจโลภอยากรวยมากพอกัน แต่ฝ่ายหญิงจะคิดเล็กคิดน้อยมากกว่า ขณะที่ชายจะมองเป้าใหญ่ไปเลย ดังที่เคยมีคนกล่าวติดตลกไว้ว่าผู้ชายพร้อมที่จะจ่ายสองเท่าเพื่อสิ่งที่เขา ต้องการเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ผู้หญิงเต็มใจจ่ายสำหรับสิ่งที่กำลังลดราคาครึ่งหนึ่ง แม้ว่าเธอไม่ได้ต้องการมัน</p>
<p></span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #993366;"><span style="text-decoration: underline;">๒) เกี่ยวกับความโกรธ </span></span>ชายหญิงอาจโกรธแรงขั้นลืมตัวลงมือฆ่าแกงได้เหมือนกัน แต่ฝ่ายหญิงจะมีปมด้อยอยากเอาชนะมากกว่า คือคิดรักษาหน้า รักษาทิฐิไว้ด้วยอาการผูกใจเจ็บแรง ดังที่คู่ชีวิตส่วนใหญ่คงเคยผ่านประสบการณ์ทำนองเดียวกันมา คือในทุกการโต้เถียง ผู้หญิงเป็นฝ่ายพูดคำสุดท้ายเสมอหากฝ่ายชายหาญจะพูดต่อจากนั้น นั่นหมายถึงการตั้งต้นโต้เถียงกันใหม่ แต่ถ้าเป็นเรื่องงอนง้อขอคืนดีจะเป็นฝ่ายสนองรับ ไม่อยากเป็นฝ่ายเข้าหาเพื่อขอญาติดีก่อน</p>
<p></span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #993366;"><span style="text-decoration: underline;">๓) เกี่ยวกับความหลงสำคัญผิด </span></span>ฝ่ายหญิงจะยอมรับความจริงยากกว่าชาย เช่นว่าสังขารต้องโรยราเป็นธรรมดา ธรรมชาติประจำเพศของฝ่ายหญิงจะทำให้สำคัญว่าตนต้องสวย ตนต้องผมดำ ตนต้องเต่งตึงอยู่เสมอ ส่วนฝ่ายชายนั้นแม้กังวลเกี่ยวกับเรื่องหัวล้านบ้างก็ไม่ถึงขนาดกลัดกลุ้มจน กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่ค่อยยอเสียเงินแพงเกินเหตุเพื่อแลกกับการเอาผมดกดำคืนมา ในขณะที่ฝ่ายหญิงอาจยอมขายสมบัติทิ้งได้เพียงเพื่อแลกกับบางชิ้นส่วนที่ เหี่ยวเฉาลงแล้ว</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนมีกิเลสทำนองนี้เหมือนกันหมด แต่พูดคลุมๆไปโดยรวมถึงธรรมชาตินิสัยที่ฝังลึกอยู่ข้างใน สรุปได้ว่าในแง่โลภะ โทสะ โมหะนั้น วิสัยหญิงจะคิดมากหยุมหยิม ไม่อยากริเริ่มทำเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี รวมทั้งมีโอกาสเห็นผิดเป็นชอบด้วยอารมณ์ได้มากกว่าชาย มนุษย์เราจะเริ่มรู้ชัดถึงความต่างระหว่างชายกับหญิงต่อเมื่อแต่งงานอยู่กินกันฉันผัวเมีย ช่องว่างระหว่างเพศจะปรากฏขึ้นตั้งแต่ในมุ้งเลยทีเดียว</span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144477.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กรรมที่ทำหน้าที่กำหนดเพศ</strong></span></p>
<p></span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ถ้าทุกคนยอมรับว่าวิสัยพื้นฐานของหญิงและชายเป็นดังที่กล่าวมาในหัวข้อก่อนจริง <strong>สิ่งที่น่าสนใจคือถ้าหญิงไม่ปรับปรุงพื้นฐานดังกล่าวให้ดีขึ้น ก็มีแนวโน้มว่าคงจะต้องเป็นหญิงต่อไปส่วนชายถ้าประพฤติตนย่อหย่อนลงจากวิสัยเดิม ก็มีแนวโน้มจะต้องเป็นหญิงเช่นกัน</strong></span></span><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ดังที่ทราบจากบทก่อน พระพุทธองค์ตรัสว่าเราจะไม่เกิดเป็นมนุษย์ด้วยกรรมที่เกิดจากโลภะโทสะ โมหะเลย พูดง่ายๆว่าต้องอาศัยกำลังบุญเป็นตัวนำมาสู่ภูมิ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with มนุษย์">มนุษย์</a> <strong>การทำบุญแต่ละครั้งนั้นคิดง่ายๆก็คือการพยายามสลัดโลภะ โทสะ โมหะทิ้งจากใจนั่นเอง</strong></span></span><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แต่การทำบุญก็อาศัยกำลังใจแตกต่างกัน หากใครมีประสบการณ์ทำบุญตามงานสาธารณะบ่อยๆ จะพบความหลากหลายของผู้คนที่มาทำบุญ เหมือนแต่ละคนมีแนวทางเฉพาะตัว ซึ่งถ้าถามว่าขณะให้ทานจะมีลักษณะใดในคนเราที่ผิดแผกกันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่คงตอบว่ากิริยาท่าที ความมีหน้าใหญ่ให้มาก ความมีหน้าเล็กให้น้อย ทำทั้งยิ้มแย้ม ทำทั้งบูดบึ้ง มีความอ่อนน้อม มีความกระด้าง ออกอาการก้มหน้ากระมิดกระเมี้ยน ออกอาการอกผายไหล่ผึ่งอาจหาญ ทำอย่างเชื่องช้าซังกะตาย ทำอย่างรีบเร่งกระตือรือร้น ฯลฯ เหล่านี้คือกิริยาที่ทุกคนคุ้นตา และถ้าจะเดาหลายคนก็คงเดาว่าสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าเหล่านี้เอง จะจำแนกผลบุญออกเป็นต่างๆ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ความจริงอาการทางกายไม่ค่อยมีความหมายสักเท่าใดเลย ‘อาการทางใจ’ และ ‘วิธีคิด’ ต่างหากที่มีความหมาย และมีอิทธิพลกำหนดผลกรรมใหญ่กว่าอาการทางกายมากมายนัก จำแนกได้ต่างๆดังนี้</span></span><br />
<span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">          <span style="text-decoration: underline;"><strong> </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>๑) อาการทางใจ</strong></span> ที่เป็นฝักฝ่ายของชายจะหนักแน่น ศรัทธาแน่วแน่ในบุญที่ตัดสินใจทำแล้ว ไม่หวั่นไหวโลเลกลับไปกลับมา ที่เป็นฝักฝ่ายของหญิงจะมัวมนขาดสมาธิ มีศรัทธาที่คลอนแคลนในบุญที่ตัดสินใจทำแล้ว อาจกลับกลอกโลเล เดี๋ยวอยากทำ เดี๋ยวไม่อยากทำ เดี๋ยวจะอยากให้มาก เดี๋ยวอยากให้น้อย เป็นต้น</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">          <span style="text-decoration: underline;"><strong> </strong></span></span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>๒) วิธีคิด</strong></span> ที่เป็นฝักฝ่ายของชายจะคิดริเริ่มทำบุญด้วยตนเองไม่รอให้คนอื่นชักชวนก่อน กับทั้งไม่คิดเล็กคิดน้อยหยุมหยิม ที่เป็นฝักฝ่ายของหญิงจะต้องรอเป็นฝ่ายถูกชักชวนจึงค่อยตามไปทำ กับทั้งคิดเล็กคิดน้อยได้สารพัดเรื่อง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ร่างปัจจุบันจะเป็นชายหรือเป็นหญิงไม่สำคัญ ทุกคนมีสิทธิ์เกิดอาการทางใจและวิธีคิดที่สอดคล้องหรือขัดแย้งกับเพศตนเสมอ ผลรวมจะเป็นกำลังบุญระดับหนึ่งที่ทำให้ ‘รู้สึก’ สัมผัสได้ ขอให้ลองสังเกตดูตามจริงเถอะว่าคนที่มีอาการทางใจและวิธีคิดทำบุญอย่างชายเป็นประจำนั้น จะทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเข้มแข็งในภายในเยี่ยงบุรุษเพศ ส่วนคนที่มีอาการทางใจและวิธีคิดทำบุญอย่างหญิงเป็นประจำนั้นเป็นตรงข้าม จะทำให้เรารู้สึกได้ถึงความปวกเปียกในภายในเยี่ยงสตรีเพศไป</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">คราวนี้มาถึงประเด็นสำคัญ <strong>วิธีคิดทำบุญเป็นอย่างไร วิธีคิดเรื่องทั่วไปก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น</strong> กล่าวคือถ้าใจคอหนักแน่นในการบุญ ก็จะมีใจคอหนักแน่น มีเหตุมีผล ไม่หวั่นไหวโอนเอนกลับไปกลับมาง่ายๆ จิตวิญญาณจะค่อยๆสั่งสมธาตุของความเป็นชายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหญิงจะเป็นตรงกันข้าม ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า <strong>กำลังของบุญที่หนักแน่นแบบชาย จะมีวิบากให้ได้ครองรูปชายกำลังบุญที่ปวกเปียกแบบหญิง จะมีวิบากให้ได้ครองรูปหญิง</strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อย่างไรก็ตาม การชั่งน้ำหนักกรรมเพื่อเลือกเพศเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่ได้มีการทำทานเพียงแง่เดียวที่ตัดสินได้ เรายังต้องเอาความประพฤติอันเกี่ยวเนื่องกับกามารมณ์มาเป็นเกณฑ์ชี้ชะตาด้วย</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ตามหลักธรรมชาตินั้น รูปหญิงกับรูปชายเมื่อเข้าใกล้กันจะมีพลังดึงดูดเข้าหากัน ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกรรมสัมพันธ์เก่าแก่แต่ชาติปางก่อนมาช่วย <strong>ขอเพียงมีรูปชายกับรูปหญิงก็มีทวารให้สามารถนำมาประกบประกอบกามกิจกันในทางใดทางหนึ่งได้หมด</strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การมีเพศสัมพันธ์เป็นของน่าบาดใจ รู้ด้วยสัญชาตญาณโดยไม่ต้องให้ใครบอก เพราะเป็นวิถีทางแห่งการครอบครอง หรือถึงยอดแห่งรสสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ โดยธรรมชาติจะมีใครเพียงคนหนึ่งคนเดียวที่มีสิทธิ์ได้เสพรสดังกล่าว และใครคนนั้นก็เป็นผู้ที่ตกลงเป็นคู่ครองกัน</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เงื่อนไขง่ายๆเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของเกม ธรรมชาติอนุญาตให้มีกิจกรรมบาดใจกับคู่ครองที่ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ หากเกินกว่านั้นจะเกิดภาวะ ‘ไม่ปกติ’ ขึ้นมาทันที สัญญาณเตือนแรกคือความรู้สึกผิดรุนแรง สัญญาณเตือนที่สองเมื่อฝืนทำไประยะหนึ่งไม่เลิกได้แก่ความรู้สึกมืดมนและการ มองโลกในแง่ร้าย สัญญาณเตือนที่สามเมื่อยังขืนทำอยู่อีกได้แก่ความรู้สึกชาด้านและเหลือสำนึก ผิดชอบชั่วดีน้อยลงทุกที ตรงนั้นอันตรายยิ่งแล้ว เพราะเมื่อทำบาปโดยปราศจากความละอาย ก็ย่อมก่อบาปได้ทุกชนิดโดยไม่รู้สึกว่าเป็นบาป เงาดำของกรรมจะห่อหุ้มจิตวิญญาณหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้แม้ด้วยตาเปล่า คือสีหน้าผู้ชุ่มด้วยบาปจะคล้ำหมองหาสง่าราศีไม่ได้เลย</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นั่นเป็นเรื่องของคนที่แพ้เกมกาม หลุดร่วงจากความเป็นมนุษย์ไปแล้วเกินครึ่งตัว สำหรับวิญญาณที่มีศักยภาพพอจะเป็นมนุษย์ได้นั้น ต้องมีความละอายต่อบาป ไม่ละเมิดกฎธรรมชาติ ไม่ก่อกิจกรรมบาดใจกับผู้อื่นที่มิใช่คู่ครอง <strong>แม้ว่าจะรู้สึกถึงแรงดึงดูดระหว่างรูปชายกับรูปหญิงเหมือนๆกับคนอื่น ก็สามารถยับยั้งชั่งใจได้ ฝืนข่มใจได้ และเลือกตัดสินใจที่จะไม่เอาบาปมาใส่ตัวได้<br />
</strong><br />
</span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">แม้เมื่อเลือกที่จะไม่ก่อกรรมทางกาเมแล้ว เรื่องก็ยังไม่ถึงที่สุด เพราะ ‘อาการทางใจ’ กับ ‘วิธีคิด’ในการรักษาศีลข้อนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าเมื่อเกิดเป็นมนุษย์สมควรจะได้เป็นชายหรือเป็นหญิง จำแนกได้ดังนี้</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">          <span style="text-decoration: underline;"> </span></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๑) อาการทางใจ</span> ที่เป็นฝักฝ่ายของชายจะมีความมั่นคงเด็ดเดี่ยว ต่อให้อยากจนมันจุกอกแทบตายอย่างไรก็ไม่เอาแน่ๆ ส่วนที่เป็นฝักฝ่ายของหญิงจะปล่อยใจให้เกิดความวาบหวาม มีความโอนอ่อนไปหากามารมณ์นอกขอบเขตได้เรื่อยๆ</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">          <span style="text-decoration: underline;"> </span></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">๒) วิธีคิด</span> ที่เป็นฝักฝ่ายของชายจะไม่มีความคิดแส่ส่าย ไม่ตรึกนึกด้วยความอยากลองของแปลกใหม่ ไม่พยายามพาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม ส่วนที่เป็นฝักฝ่ายของหญิงจะมีความคิดแส่สายอยากลองของแปลกใหม่ คิดชั่งใจกับสถานการณ์ล่อแหลมอยู่เรื่อยๆ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ขอย้ำว่าอาการทางใจและวิธีคิดข้างต้นนี้ <strong>ยังไม่เกินเลยออกมาเป็นการกระทำทางกายเพราะถ้าเกินเลยออกมาเป็นการกระทำทางกาย</strong> โดยเฉพาะพวกที่ปล่อยตัวปล่อยใจบ่อยๆจนขาดความละอาย จะไม่มีสิทธิ์แม้มาถือกำเนิดเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">แถมเกี่ยวกับเรื่องวิธีคิดนิดหนึ่ง คือผู้หญิงบางคนอยู่กินกับชายดีๆแล้วคิดอยากติดตามสามีของตนไปทุกภพทุกชาติ อันนี้ก็มีสิทธิ์ทำให้เกิดเป็นหญิงไปเรื่อยๆได้เหมือนกัน เพราะความชอบใจและแรงอธิษฐานอันมีพลังหนุนจากความซื่อสัตย์ในสามีคนเดียวนั้น ย่อมส่งผลหนักแน่นตามปรารถนา หญิงที่รักษาศีลข้อกาเมฯได้บริสุทธิ์ พิสูจน์ตัวโดยการไม่ประพฤติผิดแม้มีสถานการณ์ยั่วยุปานใด ย่อมเป็นผู้ไม่มีเวรภัยในเรื่องทางเพศ ไม่เป็นผู้สับสนในการเลือกคู่ และจะเป็นอิสตรีที่มีเกียรติ คนเห็นแล้วคร้ามเกรงไม่คิดดูถูก ไม่เห็นเป็นผู้น่ารังแกได้ตามใจชอบ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">จาก กรณีสมัครใจเป็นหญิงนี้คงพอทำให้เห็นว่าจริงๆแล้วเป็นหญิงหรือเป็นชายใช่ว่า หมายถึงผิดหรือถูก เหนือกว่าหรือด้อยกว่าเสมอไป ภพหรือสภาวะนั้นเริ่มจากความคิด ใครติดอยู่กับภาวะแบบไหนก็โน้มเอียงที่จะไหลเข้าไปรวมกับภาวะแบบนั้นไป เรื่อยๆ โดยมีทานและศีลเป็นเครื่องแบ่งชั้นวรรณะว่าใครจะได้สุขสมตามปรารถนามากกว่า กัน</span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144478.jpg" border="0" alt="" width="389" height="268" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ผลของความด่างพร้อยและขาดทะลุของศีลข้อกาเมฯ</strong></span></p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">กาเมสุมิจฉาจาร หรือการประพฤติผิดในกามนั้น ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสจะมุ่งเอาการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่มารดาบิดารักษา หญิงที่พี่ชายพี่สาวรักษา หญิงที่ญาติรักษา หญิงที่ยังมีสามี หญิงที่ถูกซื้อตัวไว้ และหญิงที่ถูกจองตัวไว้แล้วด้วยเครื่องหมั้นหมายเช่นแก้วแหวนหรือแม้ด้วยพวงมาลัยตามประเพณีท้องถิ่น</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">มักมีข้อสงสัยเกิดขึ้นเสมอว่าอย่างไรเรียกว่าศีลด่างพร้อย อย่างไรเรียกว่าศีลขาดทะลุ ถ้าเจ้าของเขาไม่รู้จะมีค่าเท่ากับไม่ได้ทำไหม? เผลอทำแบบตกกระไดพลอยโจนโดยไม่เจตนาไว้แต่แรกถือว่าใช่ไหม? แค่ทำอะไรภายนอกเข้าข่ายไหม? ดูหนังโป๊เป็นบาปไหม ? ฯลฯ</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ขอให้ใช้เกณฑ์คือความละอายต่อบาปเป็นเครื่องชี้ อวัยวะที่เกี่ยวข้องทางเพศนั้น ความจริงเริ่มนับเอาตั้งแต่เนื้อหนังทีเดียว พูดง่ายๆว่าทุกตารางนิ้วมีผล หญิงชายไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกันโดยธรรมชาติ <strong>เว้นแต่จะเป็นเจ้าของกันและกัน หรือผู้เป็นเจ้าของยินยอมโดยดี</strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ลองสังเกตสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจ ว่าทุกสัมผัสนั้นล้วนต้องห้ามไปหมด <strong>หากแตะต้องบุคคลมีเจ้าของด้วยความกำหนัด ไม่ว่าจะอย่างไรก็เรียกว่าประพฤติผิดในกามทั้งสิ้น ส่วนจะเข้าขั้นด่างพร้อยหรือขาดทะลุก็ขึ้นอยู่กับระดับความต้องห้ามของอวัยวะนั้นๆ</strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ขอแสดงเกณฑ์คร่าวๆไว้เป็นประมาณ วัดเอาจากการใช้กำลังใจของคนทั่วไปในการทำผิดทางกามดังนี้</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๑) หอมแก้ม ใจเขายินดีทางเพศ ใจเราไม่ยินดีทางเพศ นับว่าด่างพร้อยราวๆ 10% (คือรู้อยู่แก่ใจว่าเขาหอมด้วยความพิศวาสก็ยอมด้วยเงื่อนไขบางอย่าง ทั้งที่ใจจริงไม่ได้อยากเอออวย)</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๒) หอมแก้ม ใจเขายินดีทางเพศ ใจเรายินดีทางเพศ นับว่าด่างพร้อยราวๆ 20%</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๓) จูบปาก ใจเขายินดีทางเพศ ใจเราไม่ยินดีทางเพศ นับว่าด่างพร้อยราวๆ 50% (บางท้องถิ่นจูบปากกันแผ่วๆเพื่อกระชับสัมพันธ์ ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ยินดีทางเพศเลยจะไม่นับเข้าข่ายเลยเช่นกัน)</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๔) จูบปาก ใจเขายินดีทางเพศ ใจเรายินดีทางเพศ ถือว่าหวิดๆจะขาดทะลุมาได้ 80% (มีฝรั่งเคยเปรียบเทียบไว้ว่าจูบปากคือการเคาะประตูบนเพื่อถามว่าประตูล่างพร้อมหรือยัง)</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๕) เปลือยกายกอดจูบลูบไล้ตลอดจนหลั่งภายนอก ใจจะยินดีหรือไม่ยินดีหรือไม่ยินดีทางเพศ ก็ฉิวเฉียดขาดทะลุมาได้เกิน 90% (บางคนรู้สึกว่าถ้าเพียงทำโอษฐกามยังไม่ผิดเต็มประตู เพราะไม่ใช่เครื่องเพศทั้งสองฝ่าย ความรู้สึกจึงยังไม่เต็มร้อย ซึ่งก็ใช่ตามธรรมชาติ แต่พิจารณาด้วยว่าถ้าพระให้หญิงอื่นทำ ตามวินัยสงฆ์จะต้องถูกสึกสถานเดียว ซึ่งก็แปลว่าโทษพอๆกับร่วมเพศแล้วเต็มที่)</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๖) อวัยวะเพศเข้าถึงกัน ใจจะยินดีหรือไม่ยินดีทางเพศ ก็จัดว่าศีลข้อกาเมฯขาดทะลุแล้ว 100% (เว้นแต่จะเป็นการข่มขืนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายถูกข่มขืนไม่มีความยินดีอยู่เลยตลอดการร่วม)</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้ามักตรัสถึงผลของการประพฤติผิดในกาม (คือนับตั้งแต่ข้อแรกเป็นต้นมา) ว่าจะทำให้เป็นผู้ประสบภัยเวร ซึ่งแน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกับแง่มุมของศีลข้อหนึ่งๆ เช่นตรัสว่า <strong>บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม ย่อมประสบภัยเวรในชาตินี้บ้าง ในชาติหน้าบ้าง ย่อมโทมนัสบ้าง ภัยเวรในที่นี้ย่อมเกี่ยวกับเรื่องทางเพศนั่นเอง </strong>ความอยู่ไม่สุข ความวิปริตผิดเพศทั้งหลาย โดยมากมักไหลมาจากเหตุคือทำกรรมว่าด้วยการประพฤติผิดในกามนี่แหละ แต่โทษานุโทษจะหนักเบา จะถูกร้อยรัดแน่นหนาแกะไม่ออกเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับระดับของการขาดความยับยั้งชั่งใจ</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ขอให้ดูตามจริง ผู้ลักลอบคบชู้มักมีอาการหมกมุ่นครุ่นคิด อัดอั้นตันใจ ไม่อิ่มไม่พอ อยากเลิกก็อยากเลิก อยากเสพต่อก็อยากเสพต่อ สองจิตสองใจแล้วๆเล่าๆอยู่อย่างนั้น นี่เรียกว่าเสวยทุกข์ มีความโทมนัส เป็นวิบากในชาติปัจจุบันเห็นทันตา</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ส่วนการประสบเวรภัยนั้น วันหนึ่งอาจเผลอลักลอบมีชู้ในจังหวะที่เจ้าของเขากลับมา แบบที่เรียกว่าจับได้คาหนังคาเขา ซึ่งเจ้าของก็จะบันดาลโทสะ ก่อให้เกิดการทำร้ายหรือการเข่นฆ่ากันดังที่เห็นข่าวเป็นประจำ พวกลักลอบเป็นชู้กันประจำมักไม่ค่อยรอด ทั้งที่นึกว่าหลาย ๆ ซ่อนๆ กันรอบคอบเพียงใดข่าวสารอาจเดินทางไกลในชั่วพริบตาได้ นี่เป็นวิบากในปัจจุบันเช่นกัน</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">และเรื่องของหญิงชายนั้น แม้อยู่กินกันอย่างถูกต้องตามประเพณีก็ยังมีปากเสียงกันได้เรื่อยๆตามธรรมชาติของช่องว่างระหว่างเพศ แต่นี่ลักลอบได้เสียกันอย่างผิดๆ แน่นอนเมื่อโมโหโกรธามีปากเสียงขึ้นมาย่อมทำให้เกลียดชัง คิดจองเวรกันได้หนักกว่าปกติ เพราะพื้นฐานจะมองกันและกันในทางต่ำจึงขาดความเคารพ ขาดความรู้สึกอยากให้เกียรติกันอยู่แล้ว</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">การคบชู้กันอาจก่อให้เกิดสายใยผูกพัน เพราะร่วมทำผิดมาด้วยกัน พอเจอกันในชาติใหม่ถ้าหากเป็นมนุษย์ก็มักมีความกระสันใคร่อยากในทันทีที่เห็นกัน แต่มักมีอาการขนลุกระคนอยู่ด้วย เพราะบาปเก่ามาเตือนว่าสัมพันธ์ระหว่างกันมีความดึงดูดเข้าหาเรื่องสกปรก อีกอย่างหนึ่งเวลาที่เจอกันมักอยู่ในจังหวะเวลาผิดๆ หรือมีเหตุการณ์ไม่ดีเป็นลางร้าย เมื่อทนความกำหนัดไม่ไหวแล้วสมสู่กัน ก็จะมีเหตุให้ต้องทะเลาะเบาะแว้ง มีเหตุให้เกลียดชังกันอย่างรุนแรง หรือกระทั่งอยากฆ่าแกงกันด้วยความทนไม่ได้</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ตัวอย่างของการเคยร่วมผิดประเวณีกันมา ที่ชัดหน่อยได้แก่ฝ่ายชายกลายเป็นหญิง มาเจอคู่บาปเก่าที่ก็ยังคงเป็นหญิงอยู่ พบกันแล้วมีแรงดึงดูดให้พิศวาสกัน เกิดความใคร่อยากทันที กลายเป็นพวกหญิงรักหญิงชนิดจริงจัง รู้ทั้งรู้ว่าฝืนธรรมชาติ อยู่กันไปอยู่กันมาในที่สุดแรงกรรมเก่าย่อมผลักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้คิดตีจากไปมีใหม่ และเมื่อนั้นเรื่องน่าเศร้าย่อมเกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบ</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ความละอายต่อบาปมีมากน้อยเพียงใด ยังเป็นตัวกำหนดชี้ระดับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นอีกด้วยประเด็นนี้เริ่มต้นจากกฎทางใจของมนุษย์ที่ว่าถ้าทำบาปก็สมควรจะเกิดความละอาย เพราะเป็นมนุษย์ได้ต้องมีความละอายต่อบาปเป็นพื้นฐาน ดังกล่าวแล้วในบทที่ ๒</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ฉะนั้น นักเลงผู้หญิงที่ลักกินขโมยกินของคนอื่นโดยปราศจากความละอาย ก็สมควรได้รับผลสะท้อนของความไม่ละอายเลยเป็นความน่าอับอายถึงขีดสุด นั่นคือชาติต่อไปหากได้รูปกายเป็นชายก็จะมีใจเป็นกะเทยตั้งแต่จำความได้ ไม่ใช่มาชอบใจเป็นกะเทยด้วยกรรมใหม่เช่นแกล้งทำกระตุ้งกระติ้งจนติด</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">สำหรับพวกเจ้าชู้ยักษ์ลักลอบร่วมประเวณีไม่เลือกลูกเขาเมียใคร แต่ยังเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือกล้าทำกล้ารับอยู่บ้าง ไม่ใช่แค่เอาสนุกชั่วแล่น พวกนี้มักเกิดใหม่มีใจเป็นชายแต่กายเป็นหญิงขอให้สังเกตว่าผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่ออกแนวทอมบอยจะชอบหว่านเสน่ห์เล่นไปทั่ว นี่ก็เป็นนิสัยเก่าที่เคยเจ้าชู้มามากนั่นเอง แต่ชาติที่รับผลกรรมนั้นมักเป็นอยู่ด้วยความไม่พอใจในเพศตน และรู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบทางเพศอย่างน่าโมโหเสมอ</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ส่วนที่มักเป็นประเด็นถามไถ่กันเสมอๆในหมู่ชาวพุทธที่เริ่มถือศีล ๕ คือดูรูปโป๊หรือหนังโป๊ผิดศีลหรือไม่ ? อัน นี้ถ้าจับหลักได้ว่ากาเมสุมิจฉาจารนับเอาการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้มี เจ้าของเป็นสำคัญ ก็ต้องมองตามจริงว่าการเสพแค่ทางตานั้นไม่ผิด เพราะยังไม่ได้สมสู่ในหญิงผู้มีเจ้าของรักษา แต่ความหมกมุ่นในกามจนเกินเหตุย่อมทำให้สภาพวิญญาณเหมือนจมอยู่ในบ่อน้ำกาม ชุ่มโชก และความหมกมุ่นในรูปสตรีจะทำให้จิตเคลื่อนไปอยู่ในภพของสตรีได้ เนื่องจากการมีราคะจัดเป็นตัวบั่นทอนกำลังกุศล ทำให้จิตวิญญาณปวกเปียก อีกอย่างสื่อลามกในปัจจุบันก็มีหลายประเภทหลายระดับความรุนแรงดังที่เป็น ข่าวน่ากลัดกลุ้มของผู้ปกครองเวลานี้คือมีเกมยั่วยุขนาดปลุกปั่นให้เด็กกลาย เป็นอาชญากรทางเพศ มีเกมวางแผนข่มขืนผู้หญิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอนเสพเข้าไปอาจจะยังไม่เข้าข่ายผิดศีล แต่ได้กระตุ้นให้เกิดแนวโน้มที่จะก่อการร้ายยิ่งกว่าผิดศีลธรรมดาเป็นไหนๆใน อนาคต</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจจำไว้ง่ายๆเพียงว่าเมื่อประพฤติผิดทางเพศ ย่อมมีแรงเหวี่ยงกลับมาเป็นเรื่องราวผิดๆทางเพศ และจะออกไปในทางภัยเวรรูปแบบต่างๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็น ‘คู่เวร’ที่แรกพบสบตาแล้วหวือหวาอยากกระทำการอันเป็นไปในทางด่วนได้ แล้วประสบอันตรายจากการอยู่ร่วมกันในภายหลัง หรืออย่างเบาที่สุดก็คือทำให้ตกที่นั่งเสียเปรียบทางเพศ ซึ่งก็คือการได้รูปหญิงอันง่ายต่อการถูกรังแกนั่นเอง</span></span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144479.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>บทสำรวจตนเอง</strong></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">เรา มาสู่ความเป็นหญิงเป็นชายด้วยอาการทางใจและวิธีคิดในทางบุญ ชายเคยแข็งแรงกว่า จึงมีวิบากคือได้มาครองอัตภาพที่สบายกว่า ส่วนหญิงเคยอ่อนแอกว่า จึงมีวิบากคือได้มาครองอัตภาพที่ลำบากกว่า แต่อาการทางใจและวิธีคิดในชาติปัจจุบันก็จะเป็นตัวกำหนดเช่นกันว่าคราวหน้า จะได้ครองอัตภาพแบบไหนเพราะฉะนั้นจึงควรเร่งสำรวจตนเองเสียแต่วันนี้เพื่อ ให้อนาคตเป็นไปตามปรารถนา</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๑) ในการทำทาน ตั้งแต่ให้อาหารสัตว์ ให้เงินคนยาก ตลอดไปจนกระทั่งถวายสังฆทาน โดยมากเราเป็นฝ่ายริเริ่มคิดทำเองหรือต้องรอให้คนอื่นชักชวน ?</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๒) ขณะทำทาน เรามีความลังเลสองจิตสองใจหรือไม่ เช่นอยากให้มากแต่เกิดเสียดายของ หรือนึกกำหนดวันเมื่อนั้นเมื่อนี้แล้วขี้เกียจขึ้นมาเฉยๆ  เป็นโรคเลื่อนไปเรื่อย ?</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๓) ในการรักษาศีลข้อกาเมฯ เรามีปกติเป็นผู้คิดว่าจะหยุดอยู่กับคู่ครองคนเดียว หรือใจยังมีแส่ส่ายไปหาคนอื่นเรื่อยๆ  และถ้าหากยังไม่มีคู่ครอง  เราคิดเอาลูกเขาหรือผัวเมียใครมาทำเรื่องน่าอดสูบ้างหรือเปล่า ?</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">๔) ขณะเกิดสถานการณ์ล่อแหลมและเป็นไปได้ที่จะละเมิดศีลข้อกาเมฯ   เราปฏิเสธทันทีหรือมีการชั่งใจจะเอาดีหรือไม่เอาดี ?</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ในชีวิตมนุษย์หนึ่งๆ ทุกคนต้องเผชิญกับสถานการณ์พิสูจน์ใจเสมอว่าอยู่ในศีลในธรรมแค่ไหนความมั่นคงแน่วแน่ในศีลเป็นของดี ไม่ว่าจะปรารถนาเป็นหญิงหรือเป็นชาย เมื่อสำรวจตนเองแล้วยอมรับตามจริงได้ว่ากรรมของเราในชาติปัจจุบันกระเดียดไปทางหญิง ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจว่าโทษสูงสุดคือต้องไปเป็นหญิง เพราะความอ่อนแอในศีลธรรมพาเราไปสู่อบายภูมิก่อนหน้านำมาเป็นมนุษย์ผู้หญิงได้เสมอ</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ขอให้สังเกตว่าเมื่อทำทานรักษาศีลแบบชายไประยะหนึ่ง ใจคอจะหนักแน่นและคิดในวิสัยชายมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีผลข้างเคียงเป็นการเบี่ยงเบนทางเพศ นี่เป็นสิ่งที่เราจะรู้สึกด้วยตนเอง และแม้กายเป็นหญิงก็จะได้รับความยำเกรงเสมอชายผู้น่าเกรงใจคนหนึ่ง</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สรุป">สรุป</a></strong></span></p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม บทนี้คงเห็นได้ชัดขึ้น เพราะแม้แต่เพศก็ถูกกำหนดโดยกรรมของแต่ละคน สภาพความเป็นชายและความเป็นหญิงจัดเป็น ‘วิบาก’ ไม่มีการเลือกโดยบังเอิญเหมือนอย่างที่นักวิทยาศาสตร์บอกจิตวิญญาณไม่มีเพศ คือทางนามธรรมไม่มีใครเป็นชาย ไม่มีใครเป็นหญิง มีแต่กรรมทางการคิดการพูด การทำของแต่ละคนที่ ‘สมชาย’ หรือ ‘สมหญิง’ ถ้าน้ำหนักกรรมโดยรวมมีความสมชายก็ทำให้เกิดรูปชาย ถ้าน้ำหนักกรรมโดยรวมไม่พอก็ได้รูปหญิง</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">เมื่อเราเข้าใจว่าวิธีทำทานและรักษาศีลของแต่ละคนเป็นตัวกำหนดเพศในภพต่อไป ก็จะเห็นตามจริงว่าชายไม่จำเป็นต้องเป็นชายเสมอไป หญิงไม่ต้องเป็นหญิงเสมอไป ชาตินี้ปฏิบัติตนโดยความเป็นอย่างไร ก็เตรียมภาวะแห่งเพศในชาติใหม่โดยความเป็นอย่างนั้น</p>
<p></span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">           </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ศีลตีกรอบจำกัดเราแค่ให้ประพฤติดีทางกายและวาจา แต่เมื่อสมัครใจยินยอมอยู่ในกรอบของกายวาจานานเข้า ในที่สุดก็กลายเป็นใจจริงได้ คือแม้ความคิดชั่วร้ายทางเพศเกิดขึ้น ก็อ่อนกำลังลงเรื่อยๆเนื่องจากถูกขนาบ ถูกบีบให้ฝ่อตัวลงจนกระทั่งไม่ผุดเป็นความคิดออกมาเลย ฉะนั้นการกำหนดใจแน่วแน่ว่าจะถือศีล งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารอย่างเด็ดขาด จะรักษาเราไว้บนเส้นทางปลอดภัยทางเพศไม่ว่าจะมีเหตุให้ต้องเป็นหญิงหรือเป็นชายก็ตาม</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;">ที่มา วิชาการ.คอม</span></span></p>
<p><map name='google_ad_map_551_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/551?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_551_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=551&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-4.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4" title="ตอนที่ 4" rel="tag">ตอนที่ 4</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c" title="มนุษย์" rel="tag">มนุษย์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87" title="เหตุใดจึงเป็นชาย หญิง" rel="tag">เหตุใดจึงเป็นชาย หญิง</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-4.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ตอนที่ 3</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 May 2009 03:45:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนที่ 3]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดเป็นมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[เสียดาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=548</guid>
		<description><![CDATA[ตอนที่ 3 มาแล้วคะ
ตอนที่ 3 – เหตุใดจึงเกิดเป็นมนุษย์
ในบทก่อนเราได้เห็นพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเพราะมีกรรมเป็นไร่นา จึงมีวิญญาณเป็นเหมือนพืชตั้งอยู่ได้ ในบทนี้เราจะมองตามจริงว่า…
         เพราะมีกรรมดีเก่ารองรับ วิญญาณมนุษย์เราจึงปรากฏมีอยู่ได้
          และเพราะต้องมีวิญญาณมนุษย์ปรากฏอยู่ ร่างมนุษย์จึงต้องเกิดมีเป็นที่อาศัย
          และเพราะต้องมีร่างมนุษย์ โลกมนุษย์จึงต้องปรากฏอยู่เป็นภาชนะรองรับ
          และเพราะต้องมีโลกมนุษย์ มหาจักรวาลทั้งหมดจึงปรากฏออกมาจากความว่าง!
 

 
ความเป็นมนุษย์
         บางคนนั่งชมทะเลอย่างเหม่อลอยก็เป็นสุขแล้ว ไม่ต้องการคิดอะไรเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์อีก
          หลายคนได้เสพกามไปวันๆก็หนำใจพอ ศักยภาพมนุษย์อย่างอื่นมีอย่างไรบ้างไม่สน
          หลายคนได้รับผิดชอบตนเองและครอบครัวให้อยู่รอดก็เหนื่อยแล้ว อย่าเข็นให้คิดใช้ความเป็นมนุษย์ในทางอื่นใดเพิ่มเติมเสียให้ยาก
          หลายคนตั้งเป้าหมายและมุ่งมั่นบากบั่นไปจนถึงปลายทางสักครั้งเดียวก็เต็มอิ่มกับความเป็นมนุษย์แล้ว
          หลายคนรักการใฝ่ฝันหลากหลาย และเต็มใจบินไปคว้าดาวจากหลายขอบฟ้า เพื่อรู้จักความเป็นมนุษย์อย่างพิสดารสูงสุด

          แต่มีคนน้อยเท่าน้อย ที่ตั้งคำถามกับตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุดที่สมควรได้จากความเป็นมนุษย์
 
         ใครจะเห็นความเป็นมนุษย์อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจอใครมาบ้าง ประสบพบพานอะไรมาบ้าง และใช้ชีวิตอย่างไรมาบ้าง
 
         แค่เพียงถือกำเนิดขึ้นในโลกนี้เป็นวันแรก ก็เหมือนพวกเราเกิดความไม่ค่อยชอบใจกันแล้ว โดยประกาศผ่านการร้องไห้จ้าทันทีที่ออกจากท้องแม่ ถ้าไม่ร้องก็จะโดนตีให้ร้องเป็นการบริหารปอดกัน นอกจากนั้นยังมีใครบางคนต้องรับภาระแจ้งการเกิดของเราให้เป็นที่รับรู้ อยู่ๆจะยอมให้มาปรากฏตัวบนโลกเฉยๆไม่ได้ สำหรับในไทยกำหนดว่าอย่างช้า ๑๕ วันนับแต่ถือกำเนิด เกินกว่านี้ต้องมีใครสักคนโดนปรับเป็นพัน
 
         และนับจากนาทีที่ถูกแจ้งเกิด เราจะมีเอกลักษณ์ประจำตัวให้สำคัญว่าเป็นตนคือชื่อพร้อมนามสกุล เราจะไม่รู้ตัวเลยว่าชื่อไปซ้ำกับใครเข้าบ้าง รวมทั้งไม่รู้เลยว่าร่วมใช้นามสกุลกับญาติกี่คน รู้อย่างเดียว หลายคนไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเพียงร่วมนามสกุลกับใครบางคน ก็อาจมีหน้ามีตาไปทั้งชีวิต หรืออาจต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆไม่อาจเป็นปกติสุขในสังคมได้อย่างคนอื่น
 
         แต่แม้ขั้นตอนอันผิวเผินของการเกิดจะยุ่งยากเช่นนี้ จำนวนมนุษย์ที่มากมายน่าลายตามีส่วนทำให้เราไม่เลื่อมใสว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากสักเท่าไหร่ เหมือนใครๆก็มีชีวิตมนุษย์กันได้ แถมการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆดุจการโถมเข้ามาของคลื่นยักษ์เป็นการยืนยันเสียด้วย เมื่อสี่ร้อยปีก่อนจำนวนพลโลกเพิ่งมีแค่ ๔๐๐ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ตอนที่ 3">ตอนที่ 3</a> มาแล้วคะ</strong></p>
<p>ตอนที่ 3 – เหตุใดจึงเกิดเป็นมนุษย์</p>
<p>ในบทก่อนเราได้เห็นพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเพราะมีกรรมเป็นไร่นา จึงมีวิญญาณเป็นเหมือนพืชตั้งอยู่ได้ ในบทนี้เราจะมองตามจริงว่า…</p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">เพราะมีกรรมดีเก่ารองรับ วิญญาณมนุษย์เราจึงปรากฏมีอยู่ได้</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">และเพราะต้องมีวิญญาณมนุษย์ปรากฏอยู่ ร่างมนุษย์จึงต้องเกิดมีเป็นที่อาศัย</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">และเพราะต้องมีร่างมนุษย์ โลกมนุษย์จึงต้องปรากฏอยู่เป็นภาชนะรองรับ</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">และเพราะต้องมีโลกมนุษย์ มหาจักรวาลทั้งหมดจึงปรากฏออกมาจากความว่าง!</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144465.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ความเป็นมนุษย์</strong></span><br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">บางคนนั่งชมทะเลอย่างเหม่อลอยก็เป็นสุขแล้ว ไม่ต้องการคิดอะไรเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์อีก</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หลายคนได้เสพกามไปวันๆก็หนำใจพอ ศักยภาพมนุษย์อย่างอื่นมีอย่างไรบ้างไม่สน</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หลายคนได้รับผิดชอบตนเองและครอบครัวให้อยู่รอดก็เหนื่อยแล้ว อย่าเข็นให้คิดใช้ความเป็นมนุษย์ในทางอื่นใดเพิ่มเติมเสียให้ยาก</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หลายคนตั้งเป้าหมายและมุ่งมั่นบากบั่นไปจนถึงปลายทางสักครั้งเดียวก็เต็มอิ่มกับความเป็นมนุษย์แล้ว</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หลายคนรักการใฝ่ฝันหลากหลาย และเต็มใจบินไปคว้าดาวจากหลายขอบฟ้า เพื่อรู้จักความเป็นมนุษย์อย่างพิสดารสูงสุด<br />
</span></p>
<p> <span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">แต่มีคนน้อยเท่าน้อย ที่ตั้งคำถามกับตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุดที่สมควรได้จากความเป็นมนุษย์</span></p>
<p><span id="more-548"></span> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ใครจะเห็นความเป็นมนุษย์อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจอใครมาบ้าง ประสบพบพานอะไรมาบ้าง และใช้ชีวิตอย่างไรมาบ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">แค่เพียงถือกำเนิดขึ้นในโลกนี้เป็นวันแรก ก็เหมือนพวกเราเกิดความไม่ค่อยชอบใจกันแล้ว โดยประกาศผ่านการร้องไห้จ้าทันทีที่ออกจากท้องแม่ ถ้าไม่ร้องก็จะโดนตีให้ร้องเป็นการบริหารปอดกัน นอกจากนั้นยังมีใครบางคนต้องรับภาระแจ้งการเกิดของเราให้เป็นที่รับรู้ อยู่ๆจะยอมให้มาปรากฏตัวบนโลกเฉยๆไม่ได้ สำหรับในไทยกำหนดว่าอย่างช้า ๑๕ วันนับแต่ถือกำเนิด เกินกว่านี้ต้องมีใครสักคนโดนปรับเป็นพัน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">และนับจากนาทีที่ถูกแจ้งเกิด เราจะมีเอกลักษณ์ประจำตัวให้สำคัญว่าเป็นตนคือชื่อพร้อมนามสกุล เราจะไม่รู้ตัวเลยว่าชื่อไปซ้ำกับใครเข้าบ้าง รวมทั้งไม่รู้เลยว่าร่วมใช้นามสกุลกับญาติกี่คน รู้อย่างเดียว หลายคนไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเพียงร่วมนามสกุลกับใครบางคน ก็อาจมีหน้ามีตาไปทั้งชีวิต หรืออาจต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆไม่อาจเป็นปกติสุขในสังคมได้อย่างคนอื่น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">แต่แม้ขั้นตอนอันผิวเผินของการเกิดจะยุ่งยากเช่นนี้ จำนวนมนุษย์ที่มากมายน่าลายตามีส่วนทำให้เราไม่เลื่อมใสว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากสักเท่าไหร่ เหมือนใครๆก็มีชีวิตมนุษย์กันได้ แถมการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆดุจการโถมเข้ามาของคลื่นยักษ์เป็นการยืนยันเสียด้วย เมื่อสี่ร้อยปีก่อนจำนวนพลโลกเพิ่งมีแค่ ๔๐๐ ล้าน แต่ในปี ๒๕๐๔ พุ่งพรวดขึ้นเป็น ๓,๐๐๐ล้าน และในเดือนกรกฎาคมปี ๒๕๔๖ โลกมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ ๖,๓๐๐ ล้านคน เกือบ ๑๖ เท่าของเมื่อสี่ร้อยปีก่อน! มากพอที่เรามองไปตามแหล่งชุมชนด้วยตาเปล่าแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองร่วมเป็นหนึ่งในขบวนมดปลวกบนเส้นทางอันไร้ความหมาย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">และแม้เรายอมเชื่อว่าโลกนี้มีมนุษย์กว่าหกพันล้าน ก็ไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ ความจริงคือทุกวินาทีมีการเกิดตายถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆคือสมมุติว่าเราสามารถเป็นดวงตาสวรรค์ รู้ครอบโลกในคราวเดียว เราจะเห็นวิญญาณจำนวนหนึ่งมาสู่โลกและได้ร่างมนุษย์แหกปากร้องอุแว้วินาทีละ ๔ คน และเห็นมนุษย์จำนวนหนึ่งเดินทางลาโลกวินาทีละ ๒ คน ดุจฝนที่ตกลงมาจากเวิ้งฟ้าแห่งความว่างเปล่า และเป็นกระแสธารไหลบ่าออกไปสู่มหาสมุทรแห่งความไร้แก่นสารปริมาณมนุษย์ไม่เคยคงที่มีสมาชิกเก่าอยู่พร้อมหน้าเลแม้แต่วินาทีเดียว!</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">มนุษย์เกือบทุกคนต้องการเป็นที่จดจำ แต่มีไม่ถึงหนึ่งในล้านที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์อาจยาวนานหลายสิบปี หลายร้อยปี หรือหลายพันปี แล้วในที่สุดก็จะต้องถูกลืมเลือนไปจนได้ แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นหนึ่งในศาสดาของศาสนาใหญ่ก็ทรงเคยตรัสพยากรณ์ถึงยุคของสงฆ์รุ่นสุดท้ายที่เรียก ‘โคตรภูสงฆ์’ ซึ่งพ้นยุu3588 .นั้นไปแล้วจะไม่มีใครท่องจำธรรมบทได้อีก และนั่นหมายความว่าจะไม่มีใครรู้เลยว่าครั้งหนึ่งโลกนี้เคยเป็นที่อุบัติของมหาบุรุษผู้ทรงความสำคัญยิ่งยวดต่อมนุษย์และเทวดาอินทร์พรหมยมยักษ์นับจำนวนไม่ถ้วน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">จะพูดว่าพวกเราเกิดมาเพื่อรู้แล้วลืมก็ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">จะพูดว่าพวกเราเกิดมาเพื่อถูกลืมก็ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">แก่นสารและคุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน? นี่คือสิ่งที่ถูกถามถึงมาตลอด แต่ละคนก็ให้ความหมาย ให้คุณค่ากันไปตามมุมมองของตน แท้จริงเราอาจได้คำตอบอันถูกต้อง หากตั้งคำถามเสียใหม่ให้ตรงประเด็นกว่าเดิม นั่นคือเราเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ด้วยเหตุอันใดกัน ?</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>องค์ประกอบของการเกิดเป็นมนุษย์</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><strong>‘การเกิด’ </strong>ของมนุษย์นั้น เรานับกันตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงคลอดออกมา สอดคล้องกันทั้งทางแพทย์และทางศาสนา ฉะนั้นมาดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรในขณะแห่งปฏิสนธิ ท่านตรัสว่า เมื่อมี  <strong>องค์ประกอบ ๓ ประการมาประชุมพร้อมกัน ย่อมมีการหยั่งลงในครรภ์</strong> องค์ประกอบทั้ง ๓ นั้น ได้แก่</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">๑) มารดาและบิดาร่วมกัน<br />
๒) ขณะนั้นมารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุก<br />
๓) มีวิญญาณเกิดขึ้นเพื่อสืบกรรมจากภพอื่น โดยได้ที่ตั้งอยู่ในครรภ์มารดา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">เพื่อเข้าใจเกี่ยวกับความจริงตามพุทธพจน์ข้างต้นอย่างลึกซึ้ง ควรพิจารณาจาก <strong>‘ภาวะการมีบุตรยาก’</strong> ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลก กล่าวคือบางคู่สุขภาพแข็งแรงทั้งสองฝ่าย ต่างไม่ได้เป็นหมัน และมีสัมพันธ์กันแทบทุกคืนลูกก็ยังไม่เห็นมาสักทีทั้งที่อยู่กินกันเป็นสิบปีแล้ว <strong>หากอาศัยความเชื่อเพียงว่าถ้าร่วมเพศในช่วงมารดามีไข่สุแล้วจะต้องตั้งครรภ์ ก็จะผิดจากความเป็นจริงที่ปรากฏ ดังนั้นต้องมีองค์ประกอบมากกว่าการร่วมเพศในช่วงมารดามีไข่สุกอย่างแน่นอน</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ทางการแพทย์พยายามอธิบายด้วยเหตุผลอันเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่นดื่มเหล้าสูบบุหรี่เก่ง มีความเครียด หรือเป็นไข้หวัดธรรมดาๆก็อาจทำให้ระบบฮอร์โมนเพศผิดปกติได้ พูดง่ายๆฝ่ายชายน้ำยาไม่พอ นอกจากนี้อาจมีกรณีทางสรีระอื่นๆของฝ่ายหญิง เช่นท่อนำไข่ตัน มีพังผืดอยู่ในอุ้งเชิงกรานหรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อยู่ในอุ้งเชิงกราน ก็ขัดขวางการปฏิสนธิระหว่างไข่กับตัวอสุจิได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">จะเห็นว่าถ้าตั้งคำถามกันอย่างจำเพาะเจาะจงเป็นรายๆไป ด้วยวิธีอธิบายแบบแพทย์เราอาจได้คำตอบของภาวะ ‘มีบุตรยาก’ ไปต่างๆนานา แต่ถ้าเอาคำตอบจากนักเก็บสถิติ คำตอบจะน่าประหลาดใจเป็นล้นพ้น กล่าวคือแม้คู่สมรสบางรายเต็มไปด้วยปัจจัยลบ เช่นเครียดเก่ง กินเหล้าสูบบุหรี่ถี่บ่อย เขาก็มีลูกกันได้ แถมมีได้เร็วเสียด้วย โดยเฉพาะตอนกำลังกลุ้มๆเรื่องเงินเรื่องทองอยู่นั่นเอง</span><span style="font-size: small;">         </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หากพิจารณาว่าธรรมชาติของการ ‘หยั่งลงในครรภ์’ เป็นจริงดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัส เราก็ตอบได้ง่ายๆไม่ต้องด้นเดาสันนิษฐานหรือหาเหตุผลทางสรีระมาสนับสนุนอีกต่อไป <strong>คำตอบสุดท้ายคือถ้าไม่มีสัตว์ในภูมิอื่นใดทั้งที่สูงกว่าและต่ำกว่าภูมิ<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with มนุษย์">มนุษย์</a> เหมาะจะมาเกิดในท้องของหญิงคนหนึ่งๆได้ ต่อให้มารดาและบิดาพยายามจนตายก็ไม่มีทางประสพความสำเร็จเลย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อช่วยเหลือผู้มีบุตรยาก อย่างเช่นการทำเด็กหลอดแก้ว หลักการคือเขาจะใช้ยาฮอร์โมนกระตุ้นให้มีการตกไข่จำนวนมากๆ แล้วนำมาผสมกับอสุจิในหลอดแก้ว แทนที่จะเกิดขึ้นในครรภ์มารดาตามธรรมชาติ แล้วจึงค่อยมีการนำตัวอ่อนในหลอดแก้วใส่กลับคืนเข้าสู่ร่างกายมารดาในภายหลัง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ตรงนี้ทำให้หลายคนมองว่ากำเนิดมนุษย์น่าจะเริ่มต้นขึ้นจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมอันเห็นง่ายด้วยตาเปล่าเท่านั้นเอง ขอแค่มีไข่หลายใบมาผสมกันกับน้ำเชื้อในหลอดแก้ว เก็บในตู้อบซึ่งมีการควบคุมปัจจัยต่างๆให้ใกล้เคียงกับสภาพในมดลูกตามธรรมชาติ รอเวลาครึ่งวันให้ไข่กับอสุจิรวมตัวเป็นเซลล์เดียวกันก็เป็นอันเรียบร้อย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ยิ่งถ้าวันหนึ่ง จับพลัดจับผลูนาโนเทคโนโลยีพาพวกเราไปไกลขนาดทำอะไรได้แผลงๆ เช่นสร้างอสุจิกับไข่สุกเทียมขึ้นมาสำเร็จ แถมสร้างตู้อบที่เลียนแบบครรภ์มารดาได้ครบถ้วนทุกประการ ต่อไปโลกจะไม่รู้จักแต่มนุษย์หลอดแก้ว แต่ยังมีมนุษย์ตู้อบขึ้นมาอีก หลายคนคงฟันธงทันทีว่ากำเนิดมนุษย์นั้น‘เป็นวิทยาศาสตร์’ คือไม่ต้องเชื่อกันอีกแล้วเรื่องวิญญงวิญญาณ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ภพภูมิกรรมวิบาก โยนทิ้งน้ำให้หมด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">อันที่จริงเรามองให้เป็นสุดโต่งความเชื่ออีกด้านหนึ่งก็ได้ คือวิญญาณมีส่วนสำคัญสูงสุดเหนือรูปธรรม ธรรมชาติฝ่ายรูปนั้นสร้างขึ้นมาได้ ควบคุมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ได้ แต่<strong>เราไม่มีทางผลิตจิตวิญญาณขึ้นมาด้วยวิธีการอันเป็นรูปธรรมใดๆเลย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ถ้าไม่สมัครใจเชื่อว่าวิญญาณเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิสนธิ เราจะต้องตอบคำถามน่าสงสัยหลายต่อหลายเรื่องด้วยคำว่า ‘บังเอิญ’ เช่นทำไมแพทย์พยายามใส่เหตุปัจจัยช่วยปฏิสนธิดิบดีแล้วก็ไม่เห็นท้องอยู่ดี ทำไมเด็กบางคนคล้ายพ่อ บางคนคล้ายแม่ บางคนผ่าเหล่าผ่ากอไม่คล้ายทั้งพ่อและแม่คำตอบและการอธิบายฝ่ายรูปอย่างเดียวจะทำให้เรารู้สึกเหมือนขาดองค์ประกอบสำคัญไปเสมอ ทำนองเดียวกับพูดว่ามีคอมพิวเตอร์พร้อมแล้ว มีไฟฟ้าพร้อมแล้ว แต่ทำไมไม่เห็นไฟฟ้าไหลเข้าเครื่องสักทีทำไมเครื่องไม่เปิดสักที ทำไมโปรแกรมในเครื่องเป็นร้อยเป็นพันไม่ทำงานสักที</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144464.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">กรณีคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานเอง เราก็อธิบายได้ง่ายๆว่าเพราะไม่มีคนไปกดปุ่มเปิดมันน่ะซี อันนี้เป็นเรื่องที่เห็นๆ ซึ่งก็ทำนองเดียวกับการตั้งครรภ์ ถ้าบอกว่านอกจากไข่กับอสุจิแล้วยังต้องอาศัยวิญญาณมาเป็นองค์ประกอบร่วมสุดท้าย ก็ดูเหมือนข้อกังขานานัปการจะถูกไขได้หมดจด <strong>แค่พูดคำเดียว คือถ้ามีบุญพอก็ต้องได้เกิด</strong> องค์ประกอบฝ่ายรูปเป็นแค่ฐานที่ตั้งหรือภาชนะรองรับ แพทย์ทำได้แค่เพิ่มทางลงให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้า ‘ไม่มีใคร’ เหมาะจะเข้ามาสถิตอยู่ด้วยความคู่ควรกับครรภ์มารดาหนึ่งๆ อย่างไรเรื่องก็ต้องเงียบเป็นเป่าสากอยู่ดี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">การสรุปว่าถ้ามีบุญพอก็ต้องได้เกิดนั้น ทำให้หลายคนสบายใจ ครางออกมาได้ว่า อ้อ! มันเป็นอย่างนี้เอง แต่ก็อาจจุดชนวนให้คนอีกค่อนโลกไม่จุใจ เกิดความสงสัยขึ้นมาอีก ว่า ‘บุญพอ’   นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนน้ำที่เต็มแก้วพอจะกินอิ่มมีกำลังวังชาไหม ? อะไรบ้างที่ถือเป็นบุญ? บุญแบบไหนเป็นตัวกำหนดให้เกิดมายากดีมีจน? อันนี้ขอให้พิจารณาพุทธพจน์ในข้อต่อไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กรรมที่ทำให้เกิดศักยภาพของการตั้งอยู่ในครรภ์มนุษย์</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ในกลุ่มมนุษย์ด้วยกัน ปริมาณคนยากจน ปริมาณคนผิวพรรณทราม และปริมาณคนโชคร้ายนั้นล้นหลามเสียจนทำให้เรารู้สึกว่าพูดรวมๆแล้ว เป็นมนุษย์ไม่ใช่ว่าต้องมีจิตวิญญาณที่สูงส่งหรือทรงบุญญาธิการเท่าไหร่นัก แต่ความจริงก็คือก่อนหน้าจะเป็นมนุษย์ได้ต้องมีการก่อกรรมอันเป็นไปในทางดีไว้มากพอดูทีเดียว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">การพูดแค่ ‘ต้องมีบุญพอจึงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้’ นั้นไม่ทำให้เข้าใจกระจ่าง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจจริงๆว่าบุญมาจากอะไร บาปเกิดมาแต่ไหน ตรงนี้พระพุทธองค์ตรัสเป็นใจความว่า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <strong> </strong></span><strong><span style="font-size: small;">เหตุเพื่อเกิดอกุศลกรรม ๓ ประการเป็นไฉน? คือ โลภะหนึ่ง โทสะหนึ่ง โมหะหนึ่ง</span></strong></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">พูดง่ายๆว่าหากทำกรรมในขณะกำลังโลภ กำลังโกรธ หรือกำลังหลง กรรมนั้นก็ต้องเป็นดำท่าเดียว ส่วนจะดำสนิทหรือดำจางๆก็ขึ้นอยู่กับระดับความแรงของกิเลสอีกที<br />
ในทางตรงข้ามหากทำกรรมขณะกำลังมีน้ำจิตคิดให้ทาน กำลังมีน้ำจิตคิดเมตตา หรือกำลังมีปัญญาเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ตามจริง กรรมนั้นก็ต้องเป็นขาวแน่นอน ส่วนจะขาวสว่างหรือขาวขุ่นๆก็ขึ้นอยู่กับระดับกำลังใจในขณะนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">การก่อกรรมในแต่ละชาติจะไปรวบยอดตัดสินทีเดียวขณะถึงอายุขัยเพื่อเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิก่อกรรมหนักมาทางบุญจิตก็สว่างไสว ก่อกรรมหนักมาทางบาปจิตก็มืดมน และเป็นไปในภพภูมิอันสว่างไสวหรือมืดมนสอดคล้องกับสภาพวิญญาณนั้นๆ สมดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเป็นใจความว่า <strong>ความเป็นเทวดาก็ดี ความเป็นมนุษย์ก็ดี หรือแม้สุคติภูมิอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเพราะกรรมที่เกิดแต่โลภะ โทสะ โมหะเลย</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">สรุปคือถ้าถามว่าใครส่งวิญญาณมาเข้าท้องมนุษย์ มีตุลาการผู้ถืออภิสิทธิ์สามารถพิพากษาเปิดประตูสวรรค์นรกคัดสัตว์ได้ตามอำเภอใจหรืออย่างไร ก็ต้องตอบว่าไม่มีตัวตนผู้ใดทำหน้าที่ตัดสินทั้งสิ้นมีแต่กรรมดีของตนนั่นแหละส่งมา หากเคยทำกรรมอันประกอบด้วยความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงไว้ได้น้ำหนักพอเพียงแล้ว เมื่อจิตดับจากภพเก่า (เรียกว่าจุติจิต) ย่อมเกิดจิตดวงใหม่ขึ้นสืบกรรม (เรียกว่าปฏิสนธิจิต) ซึ่งก็ได้ภาชนะรองรับจิตวิญญาณเป็นครรภ์มนุษย์นั่นเอง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ดังนั้นจะยากดีมีจนเพียงใด ต่ำต้อยเหมือนไม่มีบารมีคุ้มกะลาหัวขนาดไหน อย่างน้อยเกิดเป็นมนุษย์ได้ก็ต้อง ‘มีดี’ เหนือสัตว์เดรัจฉานในโลกหลายขุม เพราะสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายปรากฏขึ้นก็ด้วยเพราะกรรมที่ทำขณะมีโลภะ โทสะ โมหะทั้งสิ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ณ ตรงนี้เราพูดกันกว้างๆก่อน อย่าเพิ่งสงสัยเล็งแลเข้าไปในรายละเอียด <strong>ขอให้เข้าใจว่าถ้าโดยมากเคยมีนิสัยทางการ คิด พูด ทำ หนักไปในแบบตามใจกิเลส เอาความโลภ ความโกรธความหลงผิดเป็นใหญ่ ปล่อยให้อารมณ์ด้านมืดครอบงำการประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปในทางเบียดเบียน เช่นนี้ก็ขาดแนวโน้มที่จะมาถือกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ในทางตรงข้าม <strong>ถ้าโดยมากเคยมีนิสัยทางการ คิด พูด ทำ หนักไปในแบบหักห้ามกิเลส เอาการเสียสละ ความมีเมตตา และความมีสติปัญญาพิจารณาตามจริงเป็นใหญ่ ประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้ปราศจากความเบียดเบียน เช่นนี้ก็มีแนวโน้มที่จะมาถือกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์สูงมาก</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>เกณฑ์วัดน้ำหนักโลภะ โทสะ โมหะ</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ธรรมชาติมีเครื่องชั่งน้ำหนักของเขาอยู่ ว่าโลภะ โทสะ โมหะประมาณนี้ถือว่าเกินพิกัด พื้นโลกมนุษย์แบกไว้ไม่ไหว ต้องทะลุตกลงไปหมกไหม้ในนรก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">เหตุการณ์หนึ่งๆจะเป็นตัวชี้ชัด ว่าโลภะ โทสะ โมหะเกินขีดจำกัด เกินเส้นแบ่งต้องห้ามไปแล้วหรือยัง เส้นแบ่งต้องห้ามนี้เรียกว่า ‘ศีล’</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ศีลคือกรอบ คือเกณฑ์ คือแนวทางประพฤติปฏิบัติทางกายและทางวาจา ยังไม่รวมว่าใจจะคิดอย่างไร อยากสักแค่ไหน ขอแค่ว่าเก็บอาการให้อยู่ ไม่ละเมิดไปจากกรอบอันควร ก็ถือว่ายังพอใช้ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">คนไทยรู้จักคำว่า ‘ศีล’ ดี แต่น้อยคนจะจดจำขึ้นใจว่ามีอะไรบ้าง และยิ่งน้อยเท่าน้อยที่จะนำมาเป็นกรอบการประพฤติปฏิบัติตนจริงๆ หากผู้ใดอยู่ในกรอบของศีลดีแล้ว ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีโลภะ โทสะ โมหะน้อย คู่ควรแก่การเกิดใหม่ในสุคติภูมิ ทั้งโลกสวรรค์และโลกมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ที่ตรงนี้จะแสดงศีล ๕ โดยความเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักโลภะ โทสะ โมหะ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;">๑) การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต</span> – หากกระทำเพราะโลภอยากกินเนื้อ หรือโกรธแค้นเกินระงับ หรือหลงเชื่อลัทธิผิดๆเช่นบูชายัญแพะเพื่อปลดปล่อยวิญญาณพวกมันไปสู่สุคติภูมิ อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่สำหรับการไปสู่ทุคติภูมิ<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;">๒) การลักขโมย </span>– หากกระทำเพราะโลภอยากเอามาเป็นของตน หรือทำลายของเขาเพื่อแก้แค้นหรือหลงสำคัญผิดเช่นลักของคนรวยที่ไม่เดือดร้อนจะไม่บาป อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่สำหรับการไปสู่ทุคติภูมิ<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;">๓) การผิดลูกเขาเมียใคร </span>– หากกระทำเพราะโลภอยากเสพกามจนหน้ามืด หรือล่วงละเมิดทางเพศเพื่อให้เกิดความเจ็บใจ หรือหลงเชื่อแนวคิดวิปริตเช่นนำสาวพรหมจรรย์มาข่มขืนจะทำให้เทพพอใจอย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่สำหรับการไปสู่ทุคติภูมิ<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;">๔) การโป้ปดมดเท็จ </span>– หากกระทำเพราะโลภอยากได้หน้า หรือปั้นน้ำเป็นตัวด้วยความอาฆาตอยากให้ศัตรูประสบความหายนะ หรือหลงเห็นไปว่าการโกหกพกลมหลอกลวงใครๆได้เป็นการแสดงความฉลาดเฉลียวเหนือผู้อื่น อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่สำหรับการไปสู่ทุคติภูมิ<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;">๕) การร่ำสุรายาเมา </span>– หากกระทำเพราะโลภในรสบาดลิ้นชวนเคลิ้ม หรืออยากประชดชีวิตให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงไป หรือหลงมองตามเพื่อนว่าการร่ำสุรายาเมาเป็นของโก้เก๋ อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่สำหรับการไปสู่ทุคติภูมิ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">การตกอยู่ในสภาพเมาบาปแบบไม่ลืมหูลืมตานั้น ก็อาจวัดจากแต้มที่สะสมไว้ บางคนได้แค่ ๑ แต้มยังพอทำเนา บางคนซัดเข้าไป ๓ แต้มก็เริ่มหนักหน่วงเต็มที แต่บางคนอุตส่าห์เหมารวบครบทั้ง ๕ แต้ม อย่างนั้นน้ำหนักเกินพิกัดแน่นอน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">สำหรับพวกสั่งสมแต้มไว้น้อยๆก็ใช่จะรอดจากโทษภัย แม้บุญด้านอื่นจะช่วยประคับประคองให้พอมายืนบนพื้นโลกมนุษย์ไหว ก็จะต้องประสบกับผัสสะอันไม่น่าอภิรมย์อยู่ดี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสจำแนกวิบากของการละเมิดศีล ๕ ไว้พอเป็นแนว โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการพูดจานั้น ขยายเพิ่มจากการโป้ปดมดเท็จออกไปเป็นวจีทุจริต ๔ ประการ ดังนี้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">        <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff00ff;"> </span></span></span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff00ff;">๑) ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต)</span></span> เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งปาณาติบาตอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นผู้มีอายุน้อยให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์<br />
</span><span style="font-size: small;">        <span style="text-decoration: underline;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;">๒) อทินนาทาน (การลักขโมย)</span> </span>เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศแห่งสมบัติให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์<br />
</span><span style="font-size: small;">        <span style="color: #ff00ff;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff00ff;">๓) กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม)</span> </span>เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารอย่างเบาที่สุด ย่อมยังศัตรูและเวรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff00ff;">๔) วจีทุจริต</span></span><br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">๔.๑) มุสาวาท (การโป้ปดมดเท็จ) เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุดย่อมยังการกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">๔.๒) ปิสุณาวาจา (การพูดส่อเสียด) เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งปิสุณาวาจาอย่างเบาที่สุดย่อมยังการแตกจากมิตรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">๔.๓) ผรุสวาจา (การพูดจาหยาบคาย) เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งผรุสวาจาอย่างเบาที่สุดย่อมยังเสียงที่ไม่น่าพอใจให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์<br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">๔.๔) สัมผัสปลาปะ (การพูดเพ้อเจ้อ) เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งสัมผัสปลาปะอย่างเบาที่สุด ย่อมยังคำไม่ควรเชื่อถือให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์<br />
</span><span style="font-size: small;">        <span style="text-decoration: underline;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;">๕) การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย</span></span> เมื่อเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นบ้าให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ขอให้สังเกตด้วยว่าถ้าใครประพฤติตนละเมิดกรอบเกณฑ์ธรรมชาติของศีลดังกล่าวทั้ง ๕ประการนี้มากๆ ไม่จำเป็นต้องไปเกิดใหม่ ก็มีผลให้เห็นตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น ‘โทษสถานเบาที่ได้รับเมื่อเป็นมนุษย์’ กันแล้ว ตัวอย่างเช่นคนพูดเพ้อเจ้อบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย อยู่เงียบแล้วทนไม่ได้ต้องหยิบเรื่องไร้สาระมาจ้อ หรือคนอื่นเขาจะพูดกันเป็นงานเป็นการก็ก่อกวนชักใบให้เรือเสีย คนพวกนี้จะมีท่าทีที่คนรุ่นใหม่เรียกกันว่า ‘ต๊อง’ ให้เห็นโดยไม่จำเป็นต้องพูดสักคำ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">เพียงตัวอย่างเดียวที่เห็นได้ชัดนี้ เป็นหลักฐานแสดงว่าคำพูดนั้นปรุงแต่งคลื่นจิตให้เพี้ยนผิดบิดเบี้ยวจนคนอื่นสามารถสัมผัสได้ ถ้าไม่พยายามปรับปรุงนิสัย ยังติดพล่ามเพ้อพูดมากไปจนตาย ก็จะเป็นพลังกรรมปรุงแต่งให้เป็นคนพูดจาไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย แม้พูดความจริง พยายามให้เป็นงานเป็นการ ก็จะขาดน้ำหนัก ชนิดที่คนอื่นฟังแล้วอยากเอาหูทวนลมมากกว่าเงี่ยหูเอาใจจดจ่อ</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144463.gif" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ในเมื่อความจริงตามธรรมชาติของกรรมวิบากเป็นเช่นนี้ หลายคนก็อาจนึกว่าโลกมนุษย์มีไว้แกล้งกัน หรือบีบคั้นกันให้ไหลลงต่ำ เพราะเกิดมาทุกคนต้องเจอเรื่องยั่วยุให้ละเมิดศีล ๕ แน่ๆ เช่นอยู่ของเราดีๆก็มียุงมากัดให้อยากตบ ทำมาหากินสุจริตนานไปก็เห็นช่องทางใช้หน้าที่ฉ้อฉล ไม่แสวงหาก็มีเพศตรงข้ามมาใกล้ชิดให้อยากสัมผัส เหตุการณ์โดยทั่วไปก็เหมือนน่าพูดบิดเบือนมากกว่าพูดจริง และถ้าอยากเข้าสังคมหลายๆกลุ่มก็ต้องมีเหล้ายาเป็นตัวกระชับมิตร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">เพราะโลกนี้มีแรงดึงดูดยวนยั่วให้กระโจนลงที่ต่ำ เราถึงเห็นใบหน้าระทมทุกข์มากกว่าใบหน้าระรื่นสุข คนจนมากกว่าคนรวย คนผิวพรรณหยาบมากกว่าคนผิวพรรณดี คนขี้โรคมากกว่าคนแข็งแรงความต่างระหว่างชั้นวรรณะเกิดขึ้นก็เพราะชาติที่แล้วๆมาผู้คนเจอสภาพแวดล้อมฉุดให้ตกต่ำทำนองเดียวกันนี้แหละ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจุบัน เมื่อเราเข้ามาอยู่ในสนามสอบอีก จะผ่านด่านไปได้หรือไม่ ทุกอย่างตั้งต้นที่การศึกษา การตระหนัก การตัดสินใจเลือก และการเพียรเอาจริง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ถ้าแค่ตั้งใจเด็ดขาดว่าจะอยู่ในกรอบของศีลทั้ง ๕ ข้อ หรือพูดง่ายกว่านั้นคือ <strong>ถ้ามีใจละอายต่อบาป สะดุ้งกลัวต่อบาป ก็เป็นอันประกันว่าจะก่อกรรมอันเป็นฝักฝ่ายให้ได้เกิดเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">ใจที่ละอายต่อบาป สำนึกผิดเป็น และไม่เห็นการทำผิดซ้ำซากเป็นเรื่องเล่นๆนั้น เป็นภาพรวมรวบยอดของจิตวิญญาณที่พร้อมจะถูกจุดแสงให้สว่างไสวคงทน เพราะคนที่มีใจจริงละอายต่อบาปเท่านั้น จะประพฤติตนอยู่ในกรอบศีล ๕ ได้ยาวนาน ต่างจากคนที่มีจิตสำนึกน้อย แม้ใครกระตุ้นให้ถือศีลอย่างมากก็ทำตัวดีได้สองสามวันก็ตบะแตก ต้องกลับมาละเมิดศีลอีก เพราะเคยชินจนอดรนทนไม่ได้ อึดอัดกัดฟันเป็นคนดีได้เดี๋ยวเดียวเท่านั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">วิธีที่จะสร้างสำนึก ทำตนให้เป็นคนละอายบาปได้จริงๆ ก็ต้องสั่งสมบุญให้มากเข้าไว้ คือต้องทำตัวเป็นฝ่ายรุกด้วย ไม่ใช่ฝ่ายรับ ฝ่ายต้านทานประการเดียว บุญที่สั่งสมมากๆจะเป็นตัวตั้งใหม่ให้สังเกตเห็นความต่างระหว่างขาวกับดำ สว่างกับมืด และดีกับเลว จนเห็นโทษภัย เห็นความไม่น่ารักของอกุศลจิตในตน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">สำหรับวิธีการสั่งสมบุญอย่างถูกต้องจะแสดงไว้ในตติยบรรพ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>บทสำรวจตนเอง</strong></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">เรามาสู่ความเป็นมนุษย์ก็ด้วยคุณธรรมคือความละอายต่อบาป ถ้าไม่ละอายต่อบาปด้วยใจจริงชีวิตก่อนของเราไม่มีทางรักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งด้วยใจเช่นกัน ดังนั้นจึงสมควรที่เราจะสำรวจตรวจสอบว่ายังมีพื้นฐานความเป็นมนุษย์อยู่มากน้อยเพียงใด กับดักและเล่ห์กลกิเลสในโลกชักนำให้ศีลของเราเสื่อมลงหรือว่าเจริญขึ้น ที่ท้ายบทนี้เป็นโอกาสเหมาะสำหรับการแจกแจงจาระไนตนเองเป็นข้อๆ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">๑) ในช่วงต้นชีวิตเรามีความละอายที่จะฆ่าสัตว์ หรือเบียดเบียนชีวิตสัตว์  หรือกระทั่งทรมานสัตว์บ้างหรือไม่ ? แล้วในขณะนี้เรายังมีความเป็นปกติเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า?<br />
๒) ในช่วงต้นชีวิตเรามีความละอายที่จะลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ หรือกระทั่งแสวงประโยชน์เล็กๆน้อยๆโดยมิชอบหรือไม่ ? แล้วในขณะนี้เรายังมีความเป็นปกติเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า ?<br />
๓) ในช่วงต้นชีวิตเรามีความละอายที่จะลอบเป็นชู้ หรือลอบได้เสียกับลูกเขา หรือกระทั่งจ้องเล็งจะผิดประเวณีบ้างหรือไม่? แล้วในขณะนี้เรายังมีความเป็นปกติเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า?<br />
๔) ในช่วงต้นชีวิตเรามีความละอายที่จะพูดปดทั้งรู้ หรือพูดให้ใครหลงเชื่อผิดๆ หรือกระทั่งแกล้ง ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดบ้างหรือไม่? แล้วในขณะนี้เรายังมีความเป็นปกติเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า ?<br />
๕) ในช่วงต้นชีวิตเรามีความละอายที่จะกินเหล้าเมายา หรือเข้าหาสิ่งเสพย์ติด หรือกระทั่งลองลิ้มเล็กๆน้อยๆบ้างหรือไม่ ? แล้วในขณะนี้เรายังมีความเป็นปกติเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า ?</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">เมื่อถามตัวเองว่าขณะนี้เล่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ยังละอายในการกระทำเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า? จะมีขณะหนึ่งที่เกิดสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นมา คือเข้าถึงพื้นฐานเมื่อครั้งรู้ผิดรู้ชอบ เพราะอย่างไรความเป็นมนุษย์ก็มีศักยภาพในการแยกแยะว่าอะไรบาป อะไรบุญ อะไรมืด อะไรสว่าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หากได้คำตอบว่าส่วนใหญ่เราไม่เคยละอาย แต่บัดนี้ละอายแล้ว ปิดกั้นทางมาของความชั่วทั้งปวงแล้ว ก็เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะนั่นหมายความว่าเรามีความเจริญขึ้น มีความเป็นไปได้ว่าตายแล้วจะไปเกิดในสุคติน่าชื่นใจ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หากได้คำตอบว่าส่วนใหญ่เราเคยละอาย แต่บัดนี้ไม่ละอายแล้ว เปิดทางมาของความชั่วทั้งปวงอย่างกว้างขวางแล้ว ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะนั่นหมายความว่าเรามีความเสื่อมลง มีความเป็นไปได้ว่าตายแล้วจะไปเกิดในทุคติน่ากลุ้มใจ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">หากได้คำตอบว่าส่วนใหญ่เราเคยเป็นแบบหนึ่ง แล้วบัดนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้น ก็เป็นเรื่องน่าใส่ใจพิจารณา ว่าความเป็นเช่นนั้นดีพอหรือยัง เนื่องจากผู้รับผลดี ผู้เป็นทายาทแห่งผลจากการกระทำทั้งปวง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">มิใช่ใครอื่นใดเลยนอกจากตัวเราเองเท่านั้น</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144462.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สรุป">สรุป</a></strong></span><br />
</span><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าแสดงไว้พร้อมสรรพว่าเหตุใดเราจึงได้ความเป็นมนุษย์มา หากขาดความใส่ใจ หรือหากไม่พิจารณาอย่างแยบยลเข้ามาสำรวจในตนเอง ก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย คล้ายคนกำลังหลงป่า มีโอกาสพบแผนที่ชี้ทั้งทางไปสู่เขตอันอุดมด้วยผลหมากรากไม้ และกระทั่งชี้ทางออกอย่างเด็ดขาดจากป่าทึบ แต่กลับไม่รับรู้ หรือรู้แต่ไม่สนใจ หรือสนใจแต่ไม่ขวนขวาย ก็ยังต้องกลายเป็นคนหลงป่าน่าวังเวงอยู่อย่างนั้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         </span><span style="font-size: small;">แม้ความเป็นมนุษย์ก็ยังคงอยู่ในสภาพผู้หลงป่า ไม่ทราบว่าลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นตนอยู่กลางไพรได้อย่างไร ไม่ทราบว่าจะออกจากป่าได้อย่างไร แต่ความเป็นมนุษย์นั้นสุดประเสริฐกว่าสัตว์อื่นก็ตรงที่เพียรพยายามดั้นด้นค้นทางออกจากป่าได้ หรืออย่างน้อยที่สุดเดินทางไปยังเขตที่อุดมสมบูรณ์กว่าที่กำลังอาศัยอยู่ได้ นี่แหละคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ มิใช่เรื่องน่าดูดายแต่อย่างใดเลย</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ที่มา วิชาการ.คอม</span></p>
<p><map name='google_ad_map_548_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/548?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_548_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=548&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-3.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3" title="ตอนที่ 3" rel="tag">ตอนที่ 3</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c" title="เกิดเป็นมนุษย์" rel="tag">เกิดเป็นมนุษย์</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="เสียดาย" rel="tag">เสียดาย</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคจำศัพท์ภาษาอังกฤษ</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 May 2009 03:22:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษากลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ศัพท์ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=536</guid>
		<description><![CDATA[ภาษาอังกฤษ หลายๆคนอาจจะคิดว่าการเรียนภาษา้เป็นเรื่องยาก การพูดก็ยาก ทั้งยังมีคำศัพท์มากมายจนยากแก่การจดจำ จึงมีบางคนที่ไม่ชอบและไม่กล้าที่จะพูดหรือสนุกกับภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเรารู้เทคนิค รู้หลักการจดจำคำศัพท์ ภาษาอังกฤษก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเราอีกต่อไป
ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษากลางที่มีความจำเป็น เนื่องจากมีบทบาทต่อผู้คนในหลากหลายอาชีพ รวมไปถึงน้อง ๆ นักศึกษาที่หลายหลักสูตรต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐาน ส่วนใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจำคำศัพท์ ก็ลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้ดูละกัน
            จัดศัพท์เป็นหมวดหมู่ เช่น คำที่มีความสัมพันธ์กัน หรือมีความหมายตรงข้ามกัน จะช่วยให้จำศัพท์ได้ง่ายขึ้น อาจจดบันทึกใส่สมุดที่พกพาได้ เพื่อความสะดวกเมื่อต้องหยิบมาท่องในเวลาว่าง
            นำศัพท์มาใช้บ่อย ๆ ทำให้เกิดความเคยชิน จะจำได้แม่นยำขึ้น จากนั้นลองแต่งประโยคจากคำเหล่านั้น เพื่อฝึกการเรียบเรียงประโยค
       [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ภาษาอังกฤษ หลายๆคนอาจจะคิดว่าการเรียนภาษา้เป็นเรื่องยาก การพูดก็ยาก ทั้งยังมีคำศัพท์มากมายจนยากแก่การจดจำ จึงมีบางคนที่ไม่ชอบและไม่กล้าที่จะพูดหรือสนุกกับภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเรารู้<a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with เทคนิค">เทคนิค</a> รู้หลักการจดจำคำศัพท์ ภาษาอังกฤษก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเราอีกต่อไป</p>
<p>ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษากลางที่มีความจำเป็น เนื่องจากมีบทบาทต่อผู้คนในหลากหลายอาชีพ รวมไปถึงน้อง ๆ นักศึกษาที่หลายหลักสูตรต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐาน ส่วนใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจำคำศัพท์ ก็ลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้ดูละกัน</p>
<p>            จัดศัพท์เป็นหมวดหมู่ เช่น คำที่มีความสัมพันธ์กัน หรือมีความหมายตรงข้ามกัน จะช่วยให้จำศัพท์ได้ง่ายขึ้น อาจจดบันทึกใส่สมุดที่พกพาได้ เพื่อความสะดวกเมื่อต้องหยิบมาท่องในเวลาว่าง</p>
<p>            นำศัพท์มาใช้บ่อย ๆ ทำให้เกิดความเคยชิน จะจำได้แม่นยำขึ้น จากนั้นลองแต่งประโยคจากคำเหล่านั้น เพื่อฝึกการเรียบเรียงประโยค</p>
<p>            จำศัพท์จากการออกเสียง อาทิ คำที่ออกเสียงคล้าย ๆ กัน นอกจากจะช่วยให้นึกถึงความหมายได้ง่ายแล้ว ยังได้รู้หลักการออกเสียงที่ถูกต้อง</p>
<p>            ท่องศัพท์ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10 คำ และหมั่นทบทวนบ่อย ๆ ให้คุ้นเคย หากมีโอกาสสนทนากับคนพูดภาษาอังกฤษ ควรลองนำศัพท์ไปใช้ในสถานการณ์จริง</p>
<p>            ฝึกฟัง-อ่านภาษาอังกฤษจากข่าวหรือหนังสือต่าง ๆ แล้วสังเกตหาศัพท์ที่เคยท่อง จะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวโดยรวมของเรื่องที่อ่านได้เร็วขึ้น</p>
<p>            หลักการจำที่สำคัญอีกประการ คงต้องอยู่ที่ความขยันและความสม่ำเสมอในการท่อง เพื่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่ได้ผล.</p>
<p>ที่มา วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_536_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/536?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_536_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=536&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87" title="ภาษากลาง" rel="tag">ภาษากลาง</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9" title="ศัพท์ภาษาอังกฤษ" rel="tag">ศัพท์ภาษาอังกฤษ</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84" title="เทคนิค" rel="tag">เทคนิค</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ตอนที่ 2</title>
		<link>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html</link>
		<comments>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 May 2009 03:34:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bubble B</dc:creator>
				<category><![CDATA[Diary by Fern]]></category>
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ตอนที่ 2]]></category>
		<category><![CDATA[เสียดาย]]></category>
		<category><![CDATA[ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.livetogether.org/?p=533</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีคะทุกคน
วันนี้เสียดานคนตายไม่ได้อ่านมาถึงตอนที่ 2 แล้วนะคะ
ตอนนี้อาจจะยาวไปสักหน่อยแต่อยากให้ลองอ่านดู
ขอบคุณมากคะ
ตอนที่ 2 &#8211; ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม
คนเราชอบพูดเรื่องลี้ลับน่าตื่นเต้น เรื่องที่พยากรณ์ยากว่าจะออกหัวออกก้อยท่าไหน เพราะชอบแสดงความคิดเห็นว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้น่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ และถึงจุดหนึ่งอยากพิสูจน์ว่าตนเป็นฝ่ายถูกในขณะที่คนอื่นอ่านทางไม่ขาดอย่างตน อย่างเช่นบางทีเถียงกันคอเป็นเอ็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องสัตว์ประหลาด เรื่องสงครามโลก ฯลฯ ต่างคนต่างมั่นใจเอาจริงๆว่าความเชื่อของตนถูก ความเชื่อของตนเท่านั้นตรงกับความจริง ทั้งๆที่อาจไม่รู้ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงประกอบเลยแม้แต่น้อย
           มนุษย์เป็นกันได้อย่างนี้จริงๆ คือเชื่อโดยไม่ต้องหาหลักฐานสนับสนุน ฉะนั้นเมื่อเถียงกันเรื่องความเชื่อแล้วถามอีกฝ่ายว่า ‘แน่ใจได้อย่างไร?’ แล้วสืบไปสืบมาสรุปว่าเพราะคิดเอาเอง เพราะคาดเดาเอาตามอำเภอใจ หรือเพราะมีอคติอยากให้ความจริงตรงกับสิ่งที่ตนเชื่อ ก็อย่าไปใส่ใจเลยจะดีกว่า เป็นทุกข์เปล่าๆ เพราะคนเกือบทั้งโลกต่างก็ยินดีที่จะทึกทักตามใจตนต่างๆนานา ไม่มีวันที่เราจะไปไล่จี้ให้ใครต่อใครหันเหศรัทธาของเขามาตามทางศรัทธาของเราได้หมดแน่ๆ
 

 
           ขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดประการหนึ่ง ไม่ว่าไทยหรือเทศ ไม่ว่าเชื่อนรกสวรรค์หรือไม่ เวลาโกรธเกลียดใครก็มักสาปแช่งว่า ‘ไปลงนรกเถอะ!’ หรือแม้ไม่ถึงขั้นสาปแช่ง ก็นึกอยู่ในใจว่ากรรมที่เขาทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจย่อมส่งเขาไปไม่ดีแน่นอน นับว่าเป็นการเดาแกมแช่งอยู่ดี คนเราก็เท่านี้ รักใครก็จะดันก้นเขาขึ้นฝั่งสวรรค์ เกลียดใครก็จะขว้างเขาลงเหวนรก โดยที่ความจริงสวรรค์และนรกไม่ได้เปิดประตูต้อนรับใครตามการแยกเขี้ยวยิงฟันลุ้นตัวโก่งของบรรดาญาติมิตรหรือศัตรูคู่อาฆาตรายใดเลย
 
           เรื่องของกรรม หรือที่คนไทยชินหูกับคำว่า ‘กฎแห่งกรรม’ นั้น เป็นหนึ่งในสี่ของอจินไตยอจินไตยคือเรื่องที่ไม่ควรใช้ความคิดตรึกเดาหรือฟุ้งซ่านจินตนาการไปเอง คือจิตไม่รู้ว่าทำอะไรแล้วจะโดนสนองคืนท่าไหน แต่กรรมรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร จิตได้แต่คาดเดา ส่วนกรรมเป็นผู้ตัดสินว่าเราเดาถูกหรือเดาผิด
 
           ในต้นบทขอกล่าวถึงอจินไตยโดยสังเขปเป็นอันดับแรก เพราะเห็นว่าโยงกันแล้วจะทำให้เข้าใจเรื่องกรรมวิบากได้กระจ่างกว้างขวางขึ้น 

 
อจินไตย ๔
 
           ๑) พุทธวินัย  หมายถึงคุณสมบัติและความสามารถของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งในความสามารถของพระพุทธองค์คือ ‘รู้ทุกอย่าง’ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สวัสดีคะทุกคน</strong></p>
<p><strong>วันนี้เสียดานคนตายไม่ได้อ่านมาถึงตอนที่ 2 แล้วนะคะ</strong></p>
<p><strong>ตอนนี้อาจจะยาวไปสักหน่อยแต่อยากให้ลองอ่านดู</strong></p>
<p><strong>ขอบคุณมากคะ</strong></p>
<p>ตอนที่ 2 &#8211; <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม">ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม</a></p>
<p>คนเราชอบพูดเรื่องลี้ลับน่าตื่นเต้น เรื่องที่พยากรณ์ยากว่าจะออกหัวออกก้อยท่าไหน เพราะชอบแสดงความคิดเห็นว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้น่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ และถึงจุดหนึ่งอยากพิสูจน์ว่าตนเป็นฝ่ายถูกในขณะที่คนอื่นอ่านทางไม่ขาดอย่างตน อย่างเช่นบางทีเถียงกันคอเป็นเอ็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องสัตว์ประหลาด เรื่องสงครามโลก ฯลฯ ต่างคนต่างมั่นใจเอาจริงๆว่าความเชื่อของตนถูก ความเชื่อของตนเท่านั้นตรงกับความจริง ทั้งๆที่อาจไม่รู้ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงประกอบเลยแม้แต่น้อย</p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">มนุษย์เป็นกันได้อย่างนี้จริงๆ คือเชื่อโดยไม่ต้องหาหลักฐานสนับสนุน ฉะนั้นเมื่อเถียงกันเรื่องความเชื่อแล้วถามอีกฝ่ายว่า ‘แน่ใจได้อย่างไร?’ แล้วสืบไปสืบมาสรุปว่าเพราะคิดเอาเอง เพราะคาดเดาเอาตามอำเภอใจ หรือเพราะมีอคติอยากให้ความจริงตรงกับสิ่งที่ตนเชื่อ ก็อย่าไปใส่ใจเลยจะดีกว่า เป็นทุกข์เปล่าๆ เพราะคนเกือบทั้งโลกต่างก็ยินดีที่จะทึกทักตามใจตนต่างๆนานา ไม่มีวันที่เราจะไปไล่จี้ให้ใครต่อใครหันเหศรัทธาของเขามาตามทางศรัทธาของเราได้หมดแน่ๆ</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144458.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดประการหนึ่ง ไม่ว่าไทยหรือเทศ ไม่ว่าเชื่อนรกสวรรค์หรือไม่ เวลาโกรธเกลียดใครก็มักสาปแช่งว่า ‘ไปลงนรกเถอะ!’ หรือแม้ไม่ถึงขั้นสาปแช่ง ก็นึกอยู่ในใจว่ากรรมที่เขาทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจย่อมส่งเขาไปไม่ดีแน่นอน นับว่าเป็นการเดาแกมแช่งอยู่ดี คนเราก็เท่านี้ รักใครก็จะดันก้นเขาขึ้นฝั่งสวรรค์ เกลียดใครก็จะขว้างเขาลงเหวนรก โดยที่ความจริงสวรรค์และนรกไม่ได้เปิดประตูต้อนรับใครตามการแยกเขี้ยวยิงฟันลุ้นตัวโก่งของบรรดาญาติมิตรหรือศัตรูคู่อาฆาตรายใดเลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เรื่องของกรรม หรือที่คนไทยชินหูกับคำว่า ‘กฎแห่งกรรม’ นั้น เป็นหนึ่งในสี่ของอจินไตยอจินไตยคือเรื่องที่ไม่ควรใช้ความคิดตรึกเดาหรือฟุ้งซ่านจินตนาการไปเอง คือจิตไม่รู้ว่าทำอะไรแล้วจะโดนสนองคืนท่าไหน แต่กรรมรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร จิตได้แต่คาดเดา ส่วนกรรมเป็นผู้ตัดสินว่าเราเดาถูกหรือเดาผิด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ในต้นบทขอกล่าวถึงอจินไตยโดยสังเขปเป็นอันดับแรก เพราะเห็นว่าโยงกันแล้วจะทำให้เข้าใจเรื่องกรรมวิบากได้กระจ่างกว้างขวางขึ้น <br />
</span></p>
<p> <span id="more-533"></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">อจินไตย ๔</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๑) พุทธวินัย  หมายถึงคุณสมบัติและความสามารถของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งในความสามารถของพระพุทธองค์คือ ‘รู้ทุกอย่าง’ ถ้าด้วยปุถุชนวิสัยก็ย่อมสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรมนุษย์ที่ไหนจะไปรู้ทุกอย่างได้เล่า อันนี้เป็นการมองมาจากมุมมืดอันแคบจำกัดของปุถุชน ซึ่งแม้ได้ข่าวว่ามนุษย์อื่นแค่จดจำสิ่งต่างๆได้มากกว่า หรือคิดเลขได้เร็วกว่า หรือเจนจัดในการงานหลากหลายกว่าตนก็โน้มเอียงจะดูหมิ่น เห็นเป็นข่าวกุ พร้อมจะเอ่ยเต็มปากเต็มคำแล้วว่าไม่เชื่อ อย่างนี้จะไปเชื่อพุทธวิสัยอันเหนือมนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้อย่างไร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๒) ฌานวิสัย   หมายถึงคุณภาพจิตที่สามารถนิ่งอย่างเอกอุ เสพรสปีติสุขในสมาธิอันยิ่งใหญ่ระดับทิพย์ที่เกินประสบการณ์มนุษย์สามัญ และนอกจากนั้นยังมีผลเป็นความผ่องใสทางกายเกินคนธรรมดา ล่วงรู้สิ่งลี้ลับต่างๆมากกว่าที่จิตคิดๆนึกๆทั่วไปจะทำได้ เมื่อผู้ได้ฌานพยายามพรรณนาความสุขและความล่วงรู้ต่างๆให้คนกิเลสหนาทั้งหลายฟัง หรือกระทั่งอยากให้รับรู้ตาม เขาจะมีภาพของคนบ้า คนเพ้อเจ้อ หรือคนหลอกลวงมากกว่าอย่างอื่น และในทำนองเดียวกันแม้ใครเชื่อเรื่องฌาน ก็ไม่อาจจินตนาการถูกว่ารสสุขระดับฌานนั้นยิ่งกว่ารสสุขแบบโลกๆสักแค่ไหน รวมทั้งไม่อาจเข้าใจเลยว่าจิตอีกแบบสามารถทะลุทะลวงกำแพงความไม่รู้ต่างๆนานาได้อย่างไร เช่นอ่านใจคนอื่นออกเป็นคำๆพยากรณ์อนาคตได้แม่นยำเหลือเชื่อ ฯลฯ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๓) วิบากแห่งกรรม   หมายถึงผลที่ปรากฏเป็นเหตุการณ์ต่างๆนานาในชีวิตเรา เมื่อไม่รู้เหตุผลเราก็อาจบัญญัติคำว่า ‘บังเอิญ’ ขึ้นมา แต่แม้เมื่อเชื่อว่าสิ่งทั้งหลายเป็นผลที่หลั่งไหลมาจากต้นธารคือกรรมเก่า ก็ไม่อาจเข้าถึงว่าตนเองเคยไปทำกรรมอันใดไว้ หลายคนโยงกรรมอันเป็นต้นเหตุเข้ากับผลกรรมอันเป็นปลายทางด้วยความคิดคาดเดา บางทีเผอิญถูก แต่หลายทีจะผิดถนัด และแม้จะเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมละเอียดลออปานใด ท่องจำหลักของกรรมวิบากได้มากมายเพียงไหน ก็ไม่อาจระบุด้วยจินตนาการคิดนึกว่าตนเจอสุขหรือเจอทุกข์หนึ่งๆเพราะแรงกรรมเก่าอันใดเหวี่ยงมา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">๔) ความคิดเรื่องโลกและจักรวาล  หมายถึงที่มาที่ไปของวัตถุซึ่งใหญ่มากๆเช่นโลกและดวงดาว กับวัตถุที่เล็กมากๆเช่นอะตอมและองค์ประกอบสุดจิ๋ว หลายคนเข้าใจว่าปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบคำตอบทั้งหมดแล้ว แต่ความจริงก็คืออัจฉริยะที่อุทิศทั้งชีวิตทำงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับวัตถุระดับมหภาคและจุลภาคนั้น เลิกพูดถึง ‘ความจริงสุดท้าย’ กันนานแล้ว หลายคนเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ที่รู้มากที่สุดในโลก อย่างมากก็เป็นได้แค่เด็กที่ยืนอยู่ชายหาดแต่อยากรู้อยากเห็นและสัมผัสความลี้ลับของท้องสมุทรกันเท่านั้น เอาแค่ได้ข้อสันนิษฐานว่าก่อนเกิดจักรวาลไม่มีอวกาศ ไม่มีกาลเวลา เท่านี้ก็งงแปดกลับแล้วว่าสภาพนั้นเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงอุบัติมหากัมปนาท จากความไม่มีอะไรกลายเป็นดาราจักรนับแสนล้านอย่างที่กำลังเห็นๆอยู่ได้ท่าไหน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144459.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">ผู้มีสิทธิ์ล่วงรู้เรื่องอจินไตย</span></strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">จากนิยามของอจินไตยทั้ง ๔ คงสรุปได้ว่าเรื่องอจินไตยนั้น ขืนคิดๆนึกๆเอาก็หัวแตกเปล่าเพราะจะไม่มีใครได้คำตอบเรื่องอจินไตยจากจินตนาการคาดเดา อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเป็นเรื่องอจินไตยแล้วเราจะหมดสิทธิ์ล่วงรู้ความจริงอย่างสิ้นเชิง เช่นพุทธวิสัยนั้น เมื่อชาติหนึ่งชาติใดเบื้องหน้าโพ้นสามารถบำเพ็ญบารมีจนแก่กล้าพอจะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ก็ย่อมเข้าถึงพุทธวิสัยได้ว่ามีขอบเขตประมาณใด</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และสำหรับมนุษย์ที่บารมีไม่สามารถถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ก็อาจบำเพ็ญเพียรทำสมาธิจนถึงฌาน ผู้ได้ฌานย่อมทราบฌานวิสัยได้ รวมทั้งยังอาจจะหยั่งรู้เรื่องกรรมวิบากและเรื่องจักรวาลกับภพภูมิต่างๆเป็นของแถมอีกด้วย สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">          <strong> </strong></span><strong><span style="font-size: small;">เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสใดจรมารบกวน มีความอ่อนควรแก่การงาน มีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแล้ว ก็ย่อมสามารถโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้การจุติและการอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย อาศัยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงตาเนื้อของมนุษย์ เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติและกำลังอุบัติ ทั้งในสภาพเลว ทั้งในสภาพประณีต ทั้งมีผิวพรรณดี ทั้งมีผิวพรรณทราม ทั้งได้ดี ทั้งตกยาก</span></strong></p>
<p> </p>
<p><strong><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นอกจากนั้นยังรู้ชัดว่าหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม จำแนกถูกว่าเมื่อสัตว์ใดดำรงตนอยู่ด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นผิด เบื้องหน้าเมื่อตายเพราะกายแตก ก็ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกส่วนสัตว์เหล่าใดดำรงตนอยู่ด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นชอบ เบื้องหน้าเมื่อตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลก สวรรค์</span></strong></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นี่คือภาพการเห็นอย่างใหญ่ที่สุด สรุปโดยรวมคือถ้าทำดี มีความเห็นถูก สัตว์ย่อมบ่ายหน้าไปถือกำเนิดในสภาพน่าชื่นใจ แต่ถ้าทำชั่ว มีความเห็นผิด สัตว์ย่อมบ่ายหน้าไปถือกำเนิดในสภาพน่าสังเวช เมื่อเห็นการถือกำเนิดของวิญญาณแบบหนึ่งๆ ก็หมายความว่าย่อมเห็นสภาพแห่งภพภูมิซึ่งปรากฏอยู่นอกเหนือการรับรู้ของตาเนื้อด้วย อย่างเช่นโลกมนุษย์ใบอื่น หรือเช่นโลกทิพย์ของเทวดาเป็นต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เป็นอันว่าใครมีสมาธิจิตที่บริสุทธิ์ก็มีสิทธิ์ล่วงรู้เรื่องอจินไตย ทราบว่าวิสัยของผู้มีฌานมีขอบเขตประมาณไหน ทราบว่าผลของการประพฤติประกอบกรรมแบบหนึ่งๆจะออกหัวออกก้อยในวันตายท่าใดกับทั้งทราบด้วยว่าโลกอื่นมีจริงหรือไม่ มีที่มาที่ไปเพื่อรองรับวิญญาณบุญวิญญาณบาปประเภทใดบ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธองค์ยังตรัสปิดท้ายว่าการจะมีสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วได้นั้น คือต้องปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่ถูกต้องอีกด้วย และพระองค์ท่านก็ไม่ได้ตรัสลอยๆแบบคิดเองสรุปเองโดยปราศจากหลักฐานยืนยันเป็นบุคคล สมัยพุทธกาลมีพระที่เจริญสติเจริญปัญญาตามแนวทาง ‘สติปัฏฐาน ๔’ แล้วได้ผลจริงมากมาย อย่างพระผู้ทรงคุณวิเศษเป็นที่เลื่องลือเช่นท่านอนุรุทธะ ซึ่งมีตาทิพย์และล่วงรู้เรื่องกรรมวิบากได้มาก สาธยายธรรมเกี่ยวกับกรรมวิบากได้มาก พอใครสงสัยไถ่ถามว่าทำไมท่านทราบกรรมวิบากได้แจ่มแจ้งแทงตลอดนัก ท่านก็จะตอบให้หายกังขาว่า<br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">         <strong>  </strong></span><span style="font-size: small;"><strong>ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราย่อมรู้วิบากของการกระทำทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต โดยฐานะ โดยเหตุ จะแจ้งตามความเป็นจริง ก็เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔<br />
</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และการยืนยันทำนองเดียวกันก็มิได้ขึ้นอยู่กับยุคสมัย ไม่ใช่ว่าสิ้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกแวดล้อมพระองค์แล้วก็เป็นอันหมดกัน ไม่มีใครทำได้อีก ข้อเท็จจริงคือใครเจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้มาก จะเป็นสองพันปีก่อน จะเป็นสองพันปีหน้า หรือจะเป็นปีนี้ พ.ศ. นี้ ก็ย่อมมีสิทธิ์รู้เรื่องอจินไตยอย่างกรรมวิบากและภพภูมิได้เสมอกันหมด ไม่เว้นแม้แต่ผู้เขียนและผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย!<br />
<span style="text-decoration: underline;"><strong><br />
นิยามของกรรมและวิบาก</strong></span><br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><strong>กรรม</strong> แปลว่าการกระทำ แบ่งอย่างกว้างสุดเป็นทำดี (กุศลกรรม) และการทำชั่ว (อกุศลกรรม) และการกระทำนั้นย่อมไหลมาจากเจตนา จึงต้องตัดสินกันที่เจตนาว่าเป็นบวกหรือเป็นลบ คือจะเห็นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด <strong>เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดก่อน แล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ</strong> ดังนี้จะเห็นว่ากรรมมิใช่สิ่งที่ลี้ลับแต่อย่างใด ไม่ต้องใช้ความสามารถแบบผู้วิเศษที่ไหน ถ้าหากเห็นเข้าไปในขณะหนึ่งๆได้ว่าเรามีเจตนาอย่างไร ก็เรียกว่าเป็นผู้เห็นกรรมของตนเองแล้วว่าดีหรือร้าย หากเป็นไปในทางเกื้อกูลกรุณาก็ต้องว่าดี หากเป็นไปในทางเบียดเบียนให้เดือดร้อนก็ต้องว่าร้าย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ขอยกตัวอย่างง่ายที่สุด คนเราอาจร้องดังๆออกมาเป็นคำว่า ‘เฮ้ย!’ เหมือนกัน ทั้งสุ้มเสียง ทั้งระดับเสียง ทั้งความสั้นยาวของเสียง ดูเผินๆน่าจะก่อกรรมทางวาจาอันเดียวกัน แต่หากทราบว่าร้องในเหตุการณ์แบบไหนก็จะเห็นเจตนาที่อยู่เบื้องหลังวจีกรรม เช่นถ้าร้องขึ้นมาข้างหลังคนกำลังเผลอ กะให้เขาสะดุ้งตกใจขวัญหาย อันนั้นก็เรียกว่ามีความประสงค์ร้าย แต่ถ้าร้องขึ้นเตือนเพราะเห็นคนกำลังจะเดินเหม่อให้รถชน เช่นนั้นจะเรียกว่ามีความประสงค์ดี</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แม้ทางกฎหมายเวลาจะตัดสินใครก็ดูกันที่เจตนา ไม่ใช่เห็นใครฆ่าคนแล้วตัดสินไปเหมือนๆกันหมด กฎแห่งกรรมก็เช่นนั้น คือไม่ได้มองกรรมโดยความเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มองกรรมโดยความเป็นเจตนา ถ้าจำไว้อย่างนี้ก็จะสบายใจและตอบคำถามให้ตัวเองได้หลายๆเรื่อง เช่นขับรถอยู่ดีๆมีแมวโดดใส่ล้อ ไม่เปิดโอกาสให้เราเบรกใดๆทั้งสิ้น อย่างนี้เราย่อมไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าสัตว์แต่อย่างใดเลย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">อีกประเด็นหนึ่ง มีผู้เชื่อว่าคนเราเจตนาทำอะไรไปทั้งชีวิตนั้นก็เพราะการดลบันดาล หรือเพราะการควบคุมของสิ่งลี้ลับที่ทรงอำนาจเหนือมนุษย์ ความจริงการคิดทำอะไรของเราเป็นเพียงปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งกระทบเท่านั้น ดังเช่นที่พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า<strong> ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน? ผัสสะนั่นเองเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ฉะนั้นหากขาดผัสสะเช่นรูปกระทบตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสกระทบลิ้น ของกระทบตัว นามธรรมกระทบใจ จิตของเราจะว่างเฉย ไม่น้อมไปสู่ความจงใจเจตนากระทำการใดๆเลยตัวอย่างเช่นถ้าเด็กข้างถนนผู้ตกยากไม่มีความหิวโหยแตะต้องกาย น้ำลายก็จะไม่ไหลสอ ใจคอจะไม่อยากลอบขโมยข้าวและน้ำขึ้นมาได้ เป็นต้น ส่วนที่ว่าเขาจะยับยั้งชั่งใจหรือตัดสินใจลงมือขโมย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการรบกันระหว่างกิเลสและมโนธรรม ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดในบทต่อๆไป</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ในที่นี้สรุปคือโดยความเป็นมนุษย์ธรรมดาๆที่มีหูตา มีหนึ่งสมองสองมืออย่างนี้เอง สามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องกรรมได้ เพราะทั้งเหตุให้เกิดกรรม และทั้งเจตนาก่อกรรมหนึ่งๆนั้น สามารถสืบทราบตรวจสอบ และรู้จริงแก่ใจตนว่าทำสิ่งใดเพราะอะไร และเพื่ออะไร</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><strong>วิบาก </strong>แปลว่าผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ วิบากเป็นสิ่งที่รู้ไม่ได้ง่ายๆเหมือนกรรม ดังที่กล่าว แล้วแต่ต้นว่าวิบากกรรมเป็นหนึ่งในอจินไตย ไม่ควรคิดคาดเดาให้เกิดโทษทางใจเปล่าๆ อย่างเช่นเราชอบไปเร่งรัดระคนสาปแช่งให้คนเลวได้รับความวิบัติไวๆ ยิ่งถ้าใครทำร้ายเราแล้วไม่เห็นเขาถึงความวอดวายภายใน ๓ วัน ๗ วัน ก็มักบ่นว่าสงสัยวิบากกรรมไม่มีจริงกระมัง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ที่วิบากเป็นสิ่งรู้ได้ยาก หรือกระทั่งเชื่อได้ยากว่าเป็นของจริง ก็เพราะลำดับการให้ผลของกรรมนี่เอง เช่นบอกยากว่าเราร้อง ‘เฮ้ย!’ ด้วยเจตนาแกล้งคนไปแล้วเมื่อใดผลนั้นจะย้อนกลับมาหาเรา ลองตรองดูว่าถ้าร้องแกล้งเพื่อนให้ตกใจเล่นโดยทราบว่าเป็นไปเพื่อหัวเราะสนุก ก็จะมีน้ำหนักความรู้สึกที่ใส่ลงไปในการกระทำอย่างหนึ่ง แต่ถ้าร้องแกล้งคนแก่ที่เราทราบว่าเป็นโรคหัวใจ ไม่ควรตกใจมากๆอาจช็อกได้ น้ำหนักความรู้สึกที่ใส่ลงไปในการกระทำจะต่างไปเป็นคนละเรื่องทันที ด้วยความคิดนึกคาดเดาธรรมดาเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าผลสะท้อนที่ย้อนกลับมาหาตัวนั้น ระหว่างแกล้งเพื่อนเอาสนุกกับแกล้งคนแก่ให้ช็อกตายจะต่างกันขนาดไหน ที่สำคัญคือเมื่อใดจะให้ผล เมื่อให้ผลแล้วเราอาจนึกไม่ถึง หรือลืมไปแล้วว่าเคยก่อกรรมอันเป็นต้นเหตุให้โดนลงโทษแต่ปางไหน</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: right;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144460.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าตรัสว่า <strong>วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน? เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันหนึ่ง กรรมที่ให้ผลในภพที่ไปเกิดใหม่หนึ่ง กรรมที่ให้ผลในภพถัดๆไปหนึ่ง เหล่านี้แหละเรียกว่าวิบากแห่งกรรม</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ถ้าทราบว่าร่างกายนี้ก็เป็นวิบากกรรมของเรา เราจะทราบว่าแม้วินาทีที่หายใจเข้าออกในปัจจุบัน เราก็กำลังเสวยวิบากของกรรมอันทำไว้ในอดีตชาติอยู่ เช่นเมื่อเจอใครเขาให้ความชื่นชมว่าเราสวยหล่อ อันนั้นก็เรียกว่าเป็นการเสวยผลจากกุศลกรรมเก่าในอดีตที่มาให้ผลในชาติปัจจุบัน เป็นต้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นอกจากนี้ผู้คนและสรรพสิ่งในโลกทั้งใบ ก็เหมือนถูกจัดตั้งมาให้พร้อมตกรางวัลและโทษเราได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีการพักร้อนหรือวันหยุดพิเศษด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เราทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจพุ่งย้อนกลับมาสนองตอบรวดเร็วราวกับจรวดภายในชั่วโมงหรือสองชั่วโมงถัดจากนาทีที่ก่อกรรมก็ได้!</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">วิบากกรรมเป็นธรรมชาติที่มีความอัศจรรย์ และไม่มีธรรมชาติอื่นมาเปรียบเทียบ เพราะวิบากกรรมอาจทำตัวเป็นแรงดึงดูด เป็นแรงผลักดัน เป็นผู้ก่อสร้าง หรือเป็นผู้ทำลายก็ได้ทั้งนั้น และสำคัญคือการเข้าคิวให้ผลนั้น ไม่อาจประเมินหรือประมาณเอาด้วยอคติของปุถุชนธรรมดา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แต่ละคนมีฐานอำนาจที่พร้อมให้ก่อกรรมต่างกัน เช่นเศรษฐีจะให้ทรัพย์แก่ผู้ตกยากได้มากกว่าคนใจบุญที่รวยน้อยกว่า ขณะเดียวกันเศรษฐีก็มีอิทธิพลจ้างวานคนไปบุกรุกหรือทำร้ายศัตรูได้มากกว่าคนใจบาปที่รวยน้อยกว่าไปด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และฐานอำนาจที่กรรมเก่าส่งมาให้นั้น ก็เป็นเสมือนกำแพงปกป้องที่มีความหนาบางและสูงต่ำผิดกัน เช่นเศรษฐีใหญ่ต้องเล่นพนันหลายปีกว่าจะหมดตัว ในขณะที่ชาวบ้านฐานะปานกลางเล่นพนันไม่กี่วันอาจล่มจมล่อนจ้อนได้ หากกรรมเก่าในอดีตให้วิบากเป็นเรือใหญ่เอาไว้ลอยลำอย่างปลอดภัยแล้วเจ้าของเรือต้องทุบ ต้องเจาะ ต้องรื้อเรือตัวเองกันนาน กว่าที่เรือจะจม อันนี้คงพอทำให้หายสงสัยได้ว่าเหตุใดผู้ที่เราพิจารณาว่าเขาเลวสุดๆถึงไม่ได้รับการลงโทษจากกฎแห่งกรรมเสียที</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เราอาจเห็นเฉพาะเมื่อเขาสร้างอกุศลกรรมในปัจจุบัน แต่ไม่เคยเห็นเลยว่าปางก่อนปางไหนเขาสร้างอัครมหากุศลยิ่งใหญ่เกินกันเพียงใด ดังนั้นจึงควรทำใจเป็นกลาง บอกตนเองว่าเรายังไม่รู้แจ้งเรื่องวิบาก แต่หากรู้จริงๆก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธองค์ประทานไว้ กระทั่งมีสมาธิตั้งมั่น จิตมีความผ่องแผ้วจากกิเลส มีความเป็นกลางไม่ลำเอียงเข้าข้างตัวเอง ไม่มีอคติกับใครอื่น จึงค่อยน้อมจิตไปหยั่งรู้จับคู่ได้ถูกว่าวิบากนี้ไหลมาแต่กรรมอันใด หรือก่อกรรมนี้แล้วจะต้องไปเจอกับวิบากท่าไหน แนวทางปฏิบัติดังกล่าวจะแสดงไว้ต่อไปในหนังสือเล่มนี้ด้วย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ขอกล่าวถึงเกร็ดเกี่ยวกับคำว่า ‘กรรม’ อีกสักนิด นิยามของกรรมยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เป็นลบ คือ ดั้งเดิมในภาษาทมิฬหรือมลายู กรรมจะหมายถึงผลร้ายของการกระทำ ดังนั้นถ้าใครใช้คำว่ากรรมคำเดียวแทนบาปเคราะห์ หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นวิบากร้าย เช่นไทยเรามักพูดว่า ‘ไปทำเวรทำกรรมมาแต่ไหนหนอ?’ ก็ไม่ถือว่าผิดจากความหมายของต้นตำรับเสียทีเดียว เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิดหนึ่ง ว่าพุทธเรากล่าวถึงกรรมโดยความเป็นกลาง สื่อได้ทั้งทางดีและทางร้าย ถ้าเป็นกรรมดีก็เรียก‘กรรมขาว’ บ้าง หรือ ‘กุศลกรรม’ บ้าง ส่วนถ้าเป็นกรรมร้ายก็เรียก ‘กรรมดำ’ บ้าง หรือ ‘อกุศลกรรม’บ้าง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ที่ตั้งของกรรมวิบาก</strong></span><br />
</span><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">นี่เป็นปัญหาอีกข้อหนึ่งที่คนเริ่มศึกษาเรื่องกรรมมักไถ่ถามกัน คนเราเคยชินกับการเห็นรูปด้วย ตา เห็นต้นแหล่งกำเนิดเสียง กลิ่น รส และสัมผัส เลยทำให้เชื่อว่าถ้ากรรมมีจริง ก็ต้องสามารถแสดงตัวได้ หรือเราสามารถตรวจตำแหน่งที่อยู่ของวิบากซึ่งเหมือนติดตามเราเป็นเงาตามตัวได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">ทว่าพลังที่อยู่ในรูปของ ‘สัจจะ’ ไม่ได้ตรวจจับกันง่ายๆเหมือนพลังชนิดอื่น นอกจากสมาธิจิตอันบริสุทธิ์จากกิเลสชั่วคราวแล้ว ปุถุชนไม่อาจทราบได้ว่ามีสัจจะกี่ล้านเรื่องติดตามพวกเขาอยู่ และเรื่องไหนจะให้ผลก่อน เรื่องไหนจะให้ผลทีหลัง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">แต่ในเมื่อบอกว่า ‘มีอยู่’ ก็ควรจะบอกได้ถูกว่าสัมพันธ์กับสิ่งที่เราเห็นจะจะอย่างไร พระพุทธองค์ เป็นนักเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยที่ไม่มีใครเสมอเหมือน เหตุเพราะพระองค์สามารถเห็นในสิ่งที่สัตว์อื่น ไม่เห็น และเป็นการเห็นที่แจ่มแจ้งลึกซึ้งตลอดสาย ฉะนั้นจึงควรฟังพระองค์ตรัสคือ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><strong>กรรมที่อำนวยผลในขอบเขตกามธาตุมีอยู่ กามภพจึงปรากฏ และด้วยเหตุนี้ กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง </strong><br />
</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หมายความว่าเมื่อทำกรรมอันเกลือกกลั้วอยู่ด้วยกาม ไม่ได้ทำกรรมอันจะหลุดพ้นจากกามไป รวมอยู่กับพระพรหมหรือเข้าถึงนิพพาน ก็ยังต้องถูกคุมขังไว้ในอาณาเขตของกาม นั่นเองภพอันเนื่องด้วยกามจึงปรากฏ เพราะฉะนั้นกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา เป็นพื้นยืน เป็นจุดเริ่มต้นฝังเมล็ดพันธุ์ ส่วนวิญญาณเป็นพืชซึ่งอาศัยผืนนาตั้งอยู่ เป็นสิ่งที่งอกเงยขึ้นจากพื้นดินนั้น และตัณหาหรือความทะยานอยากเปรียบเหมือนยาง คือพืชนั้นถ้ายังไม่หมดยางก็แปลว่ายังไม่ตาย และเอาไปเพาะปลูกใหม่ได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">จากหลักธรรมนี้สามารถพลิกมุมมองของเราเสียใหม่ได้ประการหนึ่ง นั่นคือเราไม่อาจจินตนาการว่ามีวิญญาณอมตะเป็นดวงๆ วิญญาณไม่ได้มีรูปทรงหน้าตาอย่างหนึ่งๆเที่ยงแท้ บนส่วนยอดสุดมิได้มีเขาหรือสวมชฎาถาวร แต่ด้วยสนามพลังกุศลแห่งกรรมขาว จึงมีที่เกิดของวิญญาณซึ่งฉายรัศมีสว่างและด้วยสนามพลังอกุศลแห่งกรรมดำ จึงมีที่เกิดของวิญญาณอับแสงไสว</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">และเมื่อตั้งมุมมองไว้ใหม่ได้อย่างนี้ เราก็จะเลิกพยายามนึกคิดจินตนาการว่ากรรมมีรูปทรงอย่างไร เป็นลูกคลื่น เป็นดวงกลม หรือเป็นของทึบของโปร่งที่ดักหน้าดักหลังห่างจากเราอยู่กี่เมตร <strong>ภาพความจริงที่ใหญ่ที่สุดนั้นอยู่เหนือจินตนาการ เราต้องทราบผ่านสัมผัสรู้สึกเข้าไปตรงๆ ว่าเพราะมีสนามพลังกรรมปรากฏรองรับอยู่วิญญาณจึงได้ที่ปรากฏ</strong></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หลักธรรมชาติที่ว่า ‘เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมีได้’ เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก หากเข้าใจได้ก็จะทำลายความกังขาในข้อขัดแย้งทั้งปวงลงได้เช่นกัน เราจะเลิกสงสัยอย่างแคบจำกัดอยู่ในขอบเขตของรูปทรงสีสันของรูปธรรมหยาบๆ แต่จะเข้าไปสัมผัสถึง ‘สัจจะแห่งเหตุผล’ อันเป็นต้นแหล่งบันดาลร่างกายสิ่งแวดล้อม และเหตุการณ์ทั้งหมด คำถามเช่น ‘ที่ตั้งของกรรมวิบากอยู่ตรงไหน?’ จะกลายเป็นของตื้นๆไปในทันที</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">หากรู้สึกเหมือนจะเข้าใจอะไรเป็นเค้ารางๆ แต่ไม่กระจ่างแจ้งเต็มที่ ก็ขอให้เห็นเป็นเรื่องปกติเพราะจิตที่ยังคิดๆในแบบต้องมีรูปทรงสีสันเป็นตัวตั้งนั้น จะไม่สามารถสัมผัสนามธรรมซึ่งอยู่คนละมิติกับรูปทรงสีสัน เหมือนสมมุติให้เราอาศัยอยู่ในu3585 .ระดาษสองมิติที่มีเพียงด้านกว้างกับด้านยาว เราจะนึกไม่ออกเลยว่าด้านลึกหรืออากาศที่รองรับกระดาษอยู่นั้นเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าทำความเข้าใจผ่านสติปัญญาแบบมนุษย์ไปพลางๆ ว่ายังมีมิติแห่งความจริงที่ใหญ่กว่าห่อหุ้มเราอยู่ และภายในขอบเขตมิติดังกล่าวนั้นเองเป็นที่ตั้งของวิบากกรรมของเรา</span></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><img style="float: left;" src="http://www.vcharkarn.com/uploads/144/144461.jpg" border="0" alt="" align="undefined" /></p>
<p> </p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;">บทสำรวจตนเอง</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เมื่อทราบนิยามของกรรมและวิบาก จะเห็นว่าคนธรรมดาสามารถรู้แก่ใจว่าตนทำกรรมทางความคิด กรรมทางคำพูด และกรรมทางกายไว้อย่างไรบ้าง แต่ไม่อาจรู้เห็นแจ่มแจ้งในเรื่องวิบากของกรรมทั้ง ๓ นั้น</span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">เพื่อให้สัมผัสกับของจริงในตนเอง บทนี้จะให้ทำความรู้จักกับกรรมวิบากของแต่ละคนผ่านกรรมร้ายและกรรมดีตามลำดับ ขอให้ระลึกว่านี่เป็นการสำรวจตนเพื่อทำความรู้จักกับกรรมวิบาก ยังไม่ใช่ข้อสอบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องหวังเก็บเกี่ยวคะแนน ไม่ต้องพะวงคิดปกป้องตนเอง ไม่ต้องห่วงเรื่องภาพไม่ดี เราเอาความจริงเป็นที่ตั้งอย่างเดียวพอ</span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">อกุศลกรรม</span>   ถ้าให้นึกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ มีกรรมอันใดในชั่วชีวิตที่เรารู้สึกผิดชัด ไม่ว่าจะล่วงเลยมานานเพียงใดก็ยังนึกถึงอยู่ หรือยังจำได้อยู่ <strong>โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีเหตุการณ์ย้อนกลับมาสนอง แล้วกระตุ้นเตือนให้นึกถึงความผิดนั้นๆเสมอ</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;">ให้ถามตัวเองเป็นข้อๆอีกด้วยว่า</span></p>
<p><span style="font-size: small;">๑) เราสำนึกผิดหรือไม่?<br />
๒) เราตั้งใจไม่ทำอีกหรือไม่?<br />
๓) เรารักษาความตั้งใจไม่ทำอีกได้จริงหรือไม่?</span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;"><span style="text-decoration: underline;">กุศลกรรม </span>   ถ้าให้นึกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ มีกรรมอันใดตลอดชีวิตที่ผ่านมาซึ่งเราภาคภูมิใจเสมอทุกครั้งที่นึกถึง ไม่ว่าจะล่วงเลยมานานเพียงใดก็ยังนึกถึงอยู่ หรือยังจำได้อยู่ <strong>โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีเรื่องย้อนกลับมาตอบแทน แล้วกระตุ้นเตือนให้นึกถึงความดีนั้นๆเสมอ</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;">ให้ถามตัวเองเป็นข้อๆอีกด้วยว่า<br />
๑)    เรารู้สึกว่าบุญนั้นเป็นของดีหรือไม่ ?<br />
๒)    เรามีกำลังใจจะทำดีเช่นนั้นให้ยิ่งขึ้นไปหรือไม่ ?<br />
๓)    เรารักษาความตั้งใจทำดีได้จริงหรือไม่ ?</span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">การตอบคำถามอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองจนครบทุกข้อโดยไม่คำนึงถึงคะแนน จะเป็นชนวนให้จิตเริ่มหยั่งเข้าไปในความจริงเกี่ยวกับกรรมวิบากที่สัมผัสได้ โยงเหตุโยงผลได้ โดยเฉพาะเมื่อค่อยๆสังเกตไปเรื่อยในชีวิตจริงวันต่อวัน แม้ยังไม่มีญาณหยั่งรู้เช่นผู้มีกำลังสมาธิจิตผ่องแผ้ว แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้จิตของเราฉาบฉวย ละเลย ดูดายกับการกระทำต่างๆอย่างที่ผ่านมา ส่วนลึกต้องเริ่มถูกปลุกให้สำนึกว่ากรรมใดๆทำแล้วไม่สูญเปล่า แต่ต้องย้อนกลับมาคืนผล แม้ไม่ด้วยเหตุการณ์กระทบ ก็มาในรูปสุขทุกข์ทางใจอยู่ดี</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size: small;"><a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b"  class="st_tag internal_tag" rel="tag" title="Posts tagged with สรุป">สรุป</a></span></strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;">           </span><span style="font-size: small;">พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องกรรมและวิบากไว้แจ่มแจ้งแล้ว น่าเสียดายที่เหล่ามนุษย์ผู้มีบุญพอจะพบพุทธศาสนากลับไม่ยอมอ่านกันเองเรื่องการตัดสินว่าจะได้รับผลกรรมอย่างไรนั้น จิตไม่รู้ แต่กรรมเขารู้ เขาไม่มีอคติในการทำหน้าที่ตัดสินส่งใครไปเสวยผลใดๆ ผู้รู้แจ้งเรื่องกรรมวิบากจากจิตอันเป็นสมาธิผ่องแผ้วย่อมได้เปรียบเพราะจะไม่เพียงเชื่อตามๆกัน แต่เป็นความเห็นประจักษ์แจ้งในสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ทนโท่ต่อหน้าต่อตาทุกวินาที ชีวิตที่เหลือจะขวนขวายพยายามประกอบแต่กรรมดีให้มากที่สุด เพื่อความสุขความเจริญของตนเองโดยตรง ขอให้อ่านต่อไป จะทราบว่ามีวิธีพิสูจน์เพื่อความประจักษ์แจ้งความจริงเกี่ยวกับกรรมวิบากด้วยตนเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าประทานแนวทางไว้ชัดเจนแล้ว</span></p>
<p>ที่มา วิชาการ.คอม</p>
<p><map name='google_ad_map_533_a2dfc42446abf3d2'>
<area shape='rect' href='http://imageads.googleadservices.com/pagead/imgclick/533?pos=0' coords='1,2,367,28' />
<area shape='rect' href='http://services.google.com/feedback/abg' coords='384,10,453,23'/></map>
<img usemap='#google_ad_map_533_a2dfc42446abf3d2' border='0' src='http://imageads.googleadservices.com/pagead/ads?format=468x30_aff_img&amp;client=&amp;channel=&amp;output=png&amp;cuid=533&amp;url= http%3A%2F%2Fwww.livetogether.org%2F%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-2.html' /></p>
	Tags: <a href="http://www.livetogether.org/category/diary-by-fern" title="Diary by Fern" rel="tag">Diary by Fern</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2" title="ตอนที่ 2" rel="tag">ตอนที่ 2</a>, <a href="http://www.livetogether.org/category/gerneral" title="ทั่วไป" rel="tag">ทั่วไป</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="เสียดาย" rel="tag">เสียดาย</a>, <a href="http://www.livetogether.org/content/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad" title="ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม" rel="tag">ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม</a><br />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.livetogether.org/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- This Quick Cache file was built for (  www.livetogether.org/category/diary-by-fern/feed ) in 10.24598 seconds, on Feb 8th, 2012 at 3:58 pm UTC. -->
<!-- This Quick Cache file will automatically expire ( and be re-built automatically ) on Feb 8th, 2012 at 4:58 pm UTC -->
