Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us

หน้า 1 ถึง 1812345...Last »

Archive for the ‘Diary by Fern’ Category

สวัสดีคะทุกคน

ไม่รู้ว่ามีใครดื่มนมก่อนนอนกันบ้างคะ  และรู้ไหมว่าการดื่มนมก่อนนอนให้ประโยชน์กับเราอย่างไรบ้าง

……ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะจะได้รู้ว่าเหตุผลที่เราควรดื่มนมก่อนนอนคืออะไร

ขอบคุณข้อมูลจาก โอเคเนชั่นคะ

ทำไมต้องดื่มนมก่อนนอน?

  • ก็เพราะร่างกายจะปรับสมดุลเคมีในตอนกลางคืนหลังจากเราหลับ เพื่อทำให้ภาวะทางเคมีในร่างกายเป็นกลางเช่นที่ควรเป็นตามปกติ
  • การดึงแคลเซียมมาช่วยในกระบวนการปรับสมดุลเคมีของร่างกายนั้น เป็นสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ
  • สมดุลที่ผิดปกติ เกิดจากการที่เรารับเกลือแร่บางตัวเข้าไปมากเกินจนทำให้ภาวะกรดด่างในร่างกายผิดปกติไป แคลเซียมก็จะถูกดึงออกมามากเพื่อใช้ช่วยปรับปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่สมดุลนี้  โดยดึงจากเลือดก่อน และถ้าไม่พอก็ดึงจากกระดูกต่อไป 
  • ดังนั้นร่างกายที่มีแคลเซียมในเลือดน้อยก็จะถูกละลายออกมาจากกระดูกนั่นเองนี่คือสาเหตุที่ทำให้กระดูกพรุน
  • เกลือแร่ที่ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมออกมามากสำหรับยุคนี้ที่นับว่าอันตรายยิ่งก็คือเกลือแร่ที่อยู่ในน้ำอัดลมทั้งหลายนั่นเอง…จึงมีการรณรงค์สู่เด็กเล็กเพื่อนิยามว่า “เจ้าน้ำอัดลมเป็นสารทำให้กระดูกพรุน” เราจึงไม่ควรดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปนะคะ ….
  • แคลเซียมที่ดื่มก่อนนอนจะถูกดูดซึมและยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด ไม่ถูกขับถ่ายไปซะก่อนเหมือนตอนกลางวัน จึงยังคงได้ทันเป็นกำลังสำรองให้ร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการที่ว่านี้ในตอนกลางคืนเมื่อเราหลับไปแล้วค่ะ
แล้วคืนนี้คุณดื่มนมหรือยัง…?
Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

สวัสดีคะทุกคน

ไม่ทราบว่ามีใครเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับเนคไท และหูกระต่ายบ้างรีเปล่าคะ?

ถ้ายังไม่เคยก็ลองอ่านดูนะคะ……..ขอบคุณบทความดีๆ จาก ฮ.ฮูกดอทคอมคะ

เนคไทและหูกระต่าย
เนคไทและหูกระต่าย ประเพณีวิธีปฎิบัติต่าง ๆ ที่เราประพฤติกันมาและอธิบายว่าเพื่อ “มารยาท” นั้น หลายอย่างทีเดียวที่เกิดจาก ความเชื่อ และ ความเชื่อก็มักเกิดจากความรู้สึกกลัวต่อสิ่งที่อธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ความตายดูเหมือนจะเป็นแหล่งที่มาของความเชื่อทั้งหลายทั้งปวงมากกว่าเรื่องอื่น แม้แต่มารยาทในเรื่องการหาวฃึ่งดูไม่น่า เกี่ยวข้องอะไร แต่ก็เกี่ยวจนได้

ฝรั่งสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่างฉะนั้นเวลาหาวต้องเอามือปิดปากไว้ไม่ให้วิญญาณ หนีไปเหมือนกับที่เราเชื่อว่าขวัญหนี เพียงแต่ขวัญหรือวิญญาณของเราออกจากกระหม่อม ไม่ได้ออกทางปาก เขาให้ข้ออธิบายว่า เพราะสมัยนั้นเด็กเกิดมาแล้วมักจะเสียชีวิต เมื่อสังเกตดูจะเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด (ซึ่ง-อธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่จะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด) จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิตและแน่นอนว่าเด็กนั้นเวลาหาวแล้วปิดปากตัวเองไม่ได้ แพทย์สมัยโรมันจึงแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรก ๆ ที่คลอดออกมา เพื่อคอยปิดปากลูกน้อยของตน
ปัจจุบันมีมารยาทเรื่องการหาวเพิ่มอีกว่าให้หันหน้าไปทางอื่นแต่การแสดงความสุภาพก็มักไม่ได้บอกที่มาของประเพณีการปฏิบัติหรือการขอโทษหลังหาว ที่มาของเรื่องนี้มีว่า คนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าการหาวติดต่อ ถึงผู้อื่นได้ คนหนึ่งหาวคนที่อยู่ใกล้กันก็มักจะหาวตามดังนั้นถ้าการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาวอันตรายนี้ย่อมติดไปถึง ผู้อื่นด้วยเหมือนกับการแพร่เชื้ออหิวาตกโรค การขอโทษจึงเป็นการแสดงความเป็นญาติดีกับทูตมรณะ

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายการหาวว่า เป็นความต้องการออกซิเจนขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะตอนเพิ่งตื่น ตอนที่ร่างกายเหน็ดเหนื่ย และเวลาออกกำลังมาก ๆ ในช่วงแรก แต่สรุปไม่ได้ว่าเหตุผลด้านร่างกายจะเกี่ยวข้องกับการหาวที่ติดต่อกันด้วยเรารู้แต่เพียงว่าภาพที่เห็นคนกำลังหาวจะส่งไปยังศูนย์รับภาพของสมอง และส่งต่อไป ศูนย์รับภาพของสมองและส่งต่อไปศูนย์ประสาทการหาว แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเป็นคำถามที่ยังมืดมนในปัจจุบันเหมือนดังเช่นที่คนสมัยโบราณไม่รู้ว่าทำไมจึงหาว

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

May-25-09

ประวัติขนมไทย

posted by Bubble B

สวัสดีคะทุกคน

วันนี้เฟิร์นเอาประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของขนมไทยมาฝากคะ

ขนมไทยนอกจากจะมีสีสันน่ารับประทานแล้ว  ยังมีชื่อที่เป็นมงคลอีกด้วย

และกว่าที่จะได้ขนมแต่ละชิ้นขึ้นมาก็ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย 108 อย่าง

อยากให้ทุกคนลองหันมาสนใจขนมไทยกันบ้างนะคะ

ขอบคุณคะ

ขนมจัดเป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยใช้คำว่าสำรับกับข้าวคาว-หวาน โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมเฉพาะในงานเลี้ยง นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลและงานพิธีการ อาหารหวานที่จัดเป็นสำรับจะต้องประกอบด้วย ของหวานอย่างน้อย 5 สิ่ง ซึ่งต้องเลือกให้มีรสชาติ สีสัน ชนิด ตลอดจนลักษณะที่กลมกลืนกัน แต่ละสำรับจะต้องมีผลไม้ 10 ที่ และขนมเป็นน้ำ 1 ที่เสมอ

     ประเทศไทยครั้งยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วยต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวางไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จนทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆ และอะไร
ดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกสของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนมที่ใส่มักเป็น ของเทศเช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์ ขนมไทย เป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น ๆ

     ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่าง ๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้น ๆ งานศิริมงคลต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกัน ยืดยาวมีอายุยืน ขนมชั้น ก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู  ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก

ที่มา ฮ.ฮูก.คอม

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

มาถึงตอนสุดท้ายกันแล้ว

คิดว่าหลายๆ คนน่าจะได้ข้อคิดดีๆ จากบทความนี้บ้างนะคะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก วิชาการ.คอม มากคะ

สรุปปฐมบรรพ

ถ้าใช้สมองคิด ก็คงเห็นว่ายากเกินกว่าจะคำนวณไหว ว่าทำกรรมประมาณเท่านั้นเท่านี้แล้วจะมีสิทธิ์มาเกิดเป็นใคร แบบไหน แต่กรรมเขาไม่ต้องใช้สมองคิด เขาเป็นธรรมชาติที่ผสมสูตรบันดาลวิบากได้ทันทีทันใดโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ ทำนองเดียวกับเตรียมน้ำ เตรียมทราย เตรียมปูนไว้พร้อม ถึงเวลาผสมก็ได้อะไรออกมาอย่างหนึ่ง จะแข็งแรงหรืออ่อนเปียกเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะเจาะของส่วนประกอบ

           เมื่อสั่งสมบาปบุญมาถึงไหน วิบากกรรมก็เลือกให้มาเกิดในที่เหมาะควรทุกประการ ทั้งเครือพันธุ์ที่จะสืบทอดความงามหรือความอัปลักษณ์ ทั้งวงศ์ตระกูลที่จะมอบมรดกเป็นทรัพย์สินอลังการหรือหนี้สินจมธรณี ทั้งพันธุกรรมที่จะแสดงความปราดเปรื่องหรือความเบาปัญญา จะมีท้องแม่อยู่ท้องหนึ่งที่เหมาะเป็นถิ่นอาศัยของวิญญาณอันทรงไว้ด้วยบาปบุญต่างๆเสมอ

 

           เรามาสู่ความเป็นอย่างนี้ ก็เพราะทำกรรมไว้เหมาะกับการมาเกิดในท้องแม่คนนี้ ไม่มีความบังเอิญไม่มีการผิดฝาผิดตัว ไม่มีการลำเอียงเลือกส่งด้วยรักหรือด้วยชังจากใครคนใดคนหนึ่งทั้งสิ้น กรรมเก่าของเราเองเป็นผู้ดูแลจัดสรร

 

           เกือบทุกคนอยากเกิดเป็นชาย เกือบทุกคนอยากเป็นผู้มีรูปงาม เกือบทุกคนอยากเป็นลูกเศรษฐี เกือบทุกคนอยากมีสติปัญญาล้ำเลิศ ทุกๆคนอยากเป็นผู้มีความสุข มีความพึงใจเป็นในสิ่งที่ตนปรารถนา ทว่าเกมชีวิตจะบีบให้เราสร้างเหตุอันเป็นตรงข้ามกับสภาพน่าพึงใจทั้งหลาย เราจึงเห็นคนในโลกนี้มีหญิงมากกว่าชาย มีคนสวยหล่อน้อยกว่าคนขี้เหร่ มีคนยากจนข้นแค้นมากกว่าคนมั่งมีศรีสุขมีคนโง่มากกว่าคนฉลาด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคนที่จมทุกข์มากกว่าลอยตัวเป็นสุข

 

           เมื่อศรัทธาและมีปัญญาเห็นแจ้งในเรื่องกรรมวิบาก ต่อไปหากน้อยใจวาสนา เราจะไม่โทษใครเลยนอกจากตัวเอง และหากจะขอบคุณชะตาชีวิต เราจะไม่สรรเสริญใครเลยนอกจากตัวเองเช่นกันถ้าดูอย่างผิวเผิน เหมือนใครบางคนในโลกกำลังช่วยเหลือผู้อื่นอยู่อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แต่ที่สุดของที่สุดแห่งความจริงก็คือเขากำลังช่วยเหลือตนเองให้ได้ดีต่างหาก เมื่อเขาให้เงินคนอื่นไปหนึ่งร้อย ค่าเงินหนึ่งร้อยนั้นจะถูกใช้ไปในทางใดทางหนึ่งจนหมดสิ้นโดยไม่มีใครรักษาไว้ได้ แต่กรรมที่บริจาคทานหนึ่งร้อยเดียวกันจะติดตามไปคุ้มครอง ช่วยเหลือเกื้อกูลจิตวิญญาณผู้นั้นแม้กายจะแตกดับสาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว

 

           สิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่สะท้อนฐานกรรมที่เคยทำมา เราจะทำดีได้ง่ายต่อเมื่อเรามีฐานความดีอยู่ก่อนและจะรู้สึกเป็นสิ่งฝืดฝืนยากเย็นยิ่งถ้าต้องทำดีทั้งที่ฐานเดิมเป็นตรงข้าม แต่หากไม่มีการต่อยอดความดีความดีก็มักถล่มพัง และหากมีการกัดฟันทนสร้างฐานความดี ในที่สุดความดีก็งอกงามไพบูลย์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ณ จุดที่กำลังรู้ได้ว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก เพียงเมื่อกำหนดแน่วแน่ว่าจะทำดีเราก็กำลังบ่ายหน้าไปสู่ทิศทางที่จะทำให้เป็นสุขมากขึ้นแล้ว

ที่มา วิชาการ.คอม

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts

ตอนที่ 6 – เหตุใดจึงมีสติปัญญามาก

ถึงแม้เกิดมาเป็นคนสวยคนหล่อ หรือต่อให้มีฐานะดีปานใด หากไร้ซึ่งสติปัญญาความสามารถแล้ว ก็เรียกได้ว่า ‘มีไม่ครบสูตร’ ลองนึกดูว่าถ้ามีอะไรๆดีหมด แต่คิดอ่านไม่ทันคนก็อาจเข้าตำราสวยแล้วถูกหลอกง่าย หรือถ้ารวยแล้วไม่ทันเกมธุรกิจ รูปสมบัติและคุณสมบัติก็คงไม่ช่วยให้มีความสุขกับชีวิตใหม่เท่าใดนัก

           เป็นที่ถกเถียงกันมาช้านานว่าสติปัญญามาจากไหน ถ้าบอกว่ามาจากเชื้อของพ่อแม่หรือคนในตระกูลก็ลืมได้ เพราะนั่นจะไม่ใช่ความจริงสากล เนื่องจากบางคนฉลาดระดับอัจฉริยะในขณะที่พ่อแม่มีสติปัญญาปานกลางหรือค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำ

 

           บางคนก็บอกว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่เพิ่มพูนได้ด้วยความรู้และประสบการณ์ หรือสะกิดให้ถูกจุดความสนใจ ก็เกิดการใฝ่ใจเรียนรู้ และเป็นที่มาของการต่อยอดปัญญายิ่งๆขึ้นไปได้ แต่ความเชื่อนี้ก็ไม่ใช่สัจจะสากลอีก เพราะบางคนเรียนกี่ปีๆก็ยังคงมีไอคิวเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลย

 

           เดี๋ยวนี้เวลามนุษย์จะหาหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง ก็มักใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็ได้แก่การตรวจสอบวัตถุอันเป็นรูปธรรมต่างๆ ตั้งแต่สมองจนถึงดีเอ็นเอ ความจริงคือหยักสมองและพันธุกรรมอาจมีส่วนช่วยให้คนเราออกจากจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่สมองและพันธุกรรมเป็นเพียงวิบากชนิดหนึ่ง หากปราศจากการตกแต่งของกรรมแล้ว สมองและพันธุกรรมของทุกคนจะต้องเริ่มต้นเหมือนกันหมด ทุกคนจะฉลาดเท่ากัน เป็นดอกเตอร์ได้เหมือนๆกัน และโลกนี้ก็จะไม่มีความแตกต่างทางปัญญาหรือแม้ทางความคิดอยู่เลย

 

ความต่างระหว่างปัญญากับความฉลาด

 

           หากดูในพจนานุกรม จะเห็นว่าปัญญากับความฉลาดเป็นคำแปลของกันและกัน ปัญญาหมายถึงความฉลาดที่เกิดจากการเรียนและคิด ส่วนฉลาดหมายถึงการมีปัญญาดี เพราะฉะนั้นจะมองเป็นคนละด้านของเหรียญก็ได้ แต่เพื่อให้เป็นที่เข้าใจความหมายและมองเห็นภาพกว้างตรงกัน ก็ขอจำแนกนิยามของปัญญากับความฉลาดไว้ดังนี้

 

           ปัญญา หมายถึงความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ไม่แคบจำกัดอยู่ตรงจุดเล็กๆ ถ้ารู้มากเรื่องเดียว ถามอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้นแล้วเป็นใบ้ ก็ไม่เรียกเป็นปัญญาได้เต็มปากเต็มคำ ที่มักได้ยินกันบ่อยในโครงการพัฒนาชนบทได้แก่ ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ หาไม่ได้จากตำราทั่วไป เพราะถ้าหาได้จากตำราก็เรียกว่าลอกเลียนเขามา ไม่ต้องใช้ปัญญาคิดค้นอะไรขึ้นมาเอง

           ความฉลาด หมายเอาความมีไหวพริบดี ปฏิภาณดี พูดง่ายๆว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันการณ์ตรงนี้เรามักเทน้ำหนักให้ความสามารถในการรับข้อมูลจำนวนหนึ่งเข้ามาในหัว แล้วเห็นความเชื่อมโยงกลุ่มข้อมูลเหล่านั้นได้ตั้งแต่หนึ่งแง่มุมขึ้นไปในเวลาไม่เนิ่นช้า ยิ่งเห็นได้หลายแง่มุมโดยใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ ก็นับว่าฉลาดกว่าคนปกติมากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่นนักสืบเข้าไปในที่เกิดเหตุฆาตกรรมซึ่งไม่มีใครรู้เห็นเหตุการณ์จริง แต่นักสืบมองปราดไปโดยรอบ เห็นวัตถุต่างๆ เห็นร่องรอยการต่อสู้ รวมทั้งรับฟังการบอกเล่าจากพยาน ก็อาจสรุปได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีการต่อสู้แบบไหน คนร้ายใช้อาวุธชนิดใด ฯลฯอย่างนี้เรียกว่าความฉลาด บางทีไม่ต้องเป็นนักสืบอาวุโสที่ผ่านประสบการณ์โชกโชนหลายสิบปีเสียก่อนก็หัวไวพอจะโยงอะไรต่ออะไรเองได้

Read the rest of this entry »

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • Live
  • MySpace
  • PDF
  • Reddit
  • RSS
  • Technorati
  • Twitter

Related posts



หน้า 1 ถึง 1812345...Last »