แต่ละคนมักมี “อัตตา” เหนียวแน่น
โดยเอาความคิดของตน สรุปข้อมูลที่เห็น ที่รู้ ที่ศรัทธา
ถ้าใครไม่เห็นด้วย มักจะโต้แย้งแบบหัวชนฝา จนพังกันไปข้างหนึ่ง
นี่แหละคือประชาธิปไตยแบบไทย -ไทย
เจ็ดสิบห้าปีผ่านไปแล้ว ยังพายเรือวนอยู่ในอ่าวไทย
ดูๆ ไปก็เหมือนเรียนหนังสือไม่ว่าทางพระ หรือทางโลก
พวกหนึ่งอ่านตำรามีความรู้ แล้วมาตีความสู้กัน
ประดิษฐ์ถ้อยคำและใช้โวหารถกเถียงกัน นี่ จริง นี่ไม่จริง
แล้วก็โกรธกัน แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งภาค แบ่งสี แบ่งสถาบัน
เลยหาความสงบไม่ได้ มีแต่ร้อนอกร้อนใจ ต้องดิ้นรนอย่างหนัก
เพื่อพิสูจน์และรักษา “อหังการแห่งตน” ไว้ ด้วยความเชื่อว่า
ต้องเอาชนะให้ได้ คิดถึงตัวเองก่อน เรื่องคนอื่นทีหลัง
คนมีอัตตาสูงจึงกลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ “ตัวเอง” เท่านั้น
อีกพวกหนึ่งอ่านตำราแล้วนำมาทดลองใช้กับชีวิตจริงของตัวเอง
สู้กับความคิดของตัวเอง ลองผิดลองถูก อะไรใช้ได้ก็หยิบมาใช้
อะไรใช้ไม่ได้ ก็ปล่อยมันไป คิดเอาใหม่ หรือปรับปรุงใหม่
เพื่อให้เหมาะกับชีวิตตนเอง ที่มีแต่สภาวะเปลี่ยนไปทุกวัน
มีจิตอิสระ ไม่ติดยึดกับอะไร ย่อมสุขกาย สบายใจ สงบเย็น
จึงมีโอกาสเข้าสู่แดน นิพพานชั่วคราว ไปวันๆ
แต่ถ้าจะไปพระนิพพานแบบถาวรนั้น มีหลักการแน่นอน
สังคมที่ยึดการปฏิบัติจะบอกเกณฑ์ของการ เป็นพระโสดาบัน
ส่วนใครจะรู้ว่าผู้ใดเป็นพระโสดาบัน
ผู้นั้นต้องบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้วเช่นกัน
อย่างเช่นผู้เขียนไม่บังอาจไปพูดว่า
องค์นั้นองค์นี้หรือคนนั้นคนนี้เป็นพระโสดาบัน
เพราะเหตุว่าผู้เขียนยังไม่บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน
ที่รู้มากล่าวในบล็อกนี้ก็จดจำจากตำราเท่านั้น
เช่นวันนี้ขอกล่าวถึงสังโยชน์ข้อที่ ๓ อันเป็นสุดแดนโสดาบัน
ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงเรื่อง สีลัพพตปรามาส
คือความยึดถือศีลและวัตร
ในทำนองที่ผิดความหมายเดิม หรือความหมายที่ถูกต้อง
ข้อนี้หมายถึงการที่เข้าใจผิดในข้อปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
จนถึงกับทำสิ่งนั้นซึ่งมีความมุ่งหมายเป็นอย่างหนึ่ง
ให้กลายเป็นอย่างอื่นไป จนผิดความประสงค์ที่แท้จริง
ถึงกับทำสิ่งนั้นให้กลายเป็นของมีมลทินหรือถึงกับต่ำทรามไป
และยังหมายถึงการยึดถือในพิธีรีตองอย่างเปลือกๆ ผิวๆ
หรือที่เป็นไปอย่างโง่เขลางมงายทุกชนิด
ความหลงใหลในสิ่งที่ลึกลับอัศจรรย์ที่เข้าใจไม่ได้
มากกว่าจะนิยมชมชอบในสิ่งที่เปิดเผยชัดเจนจนเข้าใจได้นี้
ก็ทำให้เกิดการลูบคลำผิดๆ ขึ้นได้
เช่น ศีลวัตรข้อปฏิบัติต่าง ๆ ในพระศาสนา
ซึ่งที่แท้ก็มีเพื่อการขูดเกลากิเลส หาความสงบสุข
กลับยึดถือไปว่าเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ผู้นั้นกลายเป็นผู้วิเศษ
มีอำนาจกายสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เหนือคนธรรมดา
จนถึงกับปฏิบัติด้วยความลุ่มหลง
พระพุทธรูปซึ่งสร้างขึ้นบูชาตามความมุ่งหมายเดิม
ก็เพียงเพื่อเป็นอนุสาวรีย์เครื่องเตือนใจให้เกิดกุศลจิต
เป็นความระลึกความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นต่อมาความหลงอันเป็นสมบัติเดิมในใจของผู้นิยมของอัศจรรย์
ก็ทำพระพุทธรูปนั้นให้กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์
สำหรับอ้อนวอนขอสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตนปรารถนา
หรือตามแต่ที่ตนจะสมมุติให้พระพุทธรูปนั้น ๆ มีอานุภาพอย่างใด
เช่นกลายเป็นพระเครื่องราง เป็นต้น
ความหลงที่มีชื่อว่า “สีลัพพตปรามาส” นี้ นำความเสียหายมาให้
อย่างใหญ่หลวงโดยไม่รู้สึกตัว
คือ นอกจากจะลูบคลำสิ่งบริสุทธิ์ให้กลายเป็นของสกปรกไปแล้ว
ยังทำให้มนุษย์ถอยหลัง
ไกลจากความเป็นสัตว์ ผู้อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล
ไปเป็นสัตว์ที่ไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลมากเข้าเท่านั้น
มีข้อที่น่าสังเกตว่า
ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง
แล้วกล่าวปฏิเสธอย่างอื่น ก็ได้ชื่อว่า สีลัพพตปรามาส ทั้งนั้น
ในความเป็นจริง
ทุกคนได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในกระแสของสีลัพพตปรามาส
ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง จะมากหรือน้อยเท่านั้น
ถ้าตราบใดยังไม่บรรลุพระโสดาบัน
ก็ยังมีวิจิกิจฉา มีสีลัพพตปรามาสอยู่ในตน
เพราะฉะนั้นการดูถูกดูหมิ่นกันในสังคม
จึงเป็นเรื่องของสีลัพพตปรามาส
ขณะเดียวกันก็เป็นการดูหมิ่นตนเองด้วย
หากไตร่ตรองดูแล้ว
ข้อนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
เหมือนคำว่า นิพพาน
ผู้รู้ต่างตีความแตกต่างกันไปจนคนฟังรู้สึกเฝือ
และกลายเป็นอาหารจานด่วน แบบรีบๆ กิน
อาการอาหารไม่ย่อยก็เกิด ท้องอืด เฟ้อ เรอ เหม็นเปรี้ยว
สังคมพุทธศาสนิกชนในระดับรู้แต่ไม่เคยปฏิบัติ
สรุปว่าเป็นอาหารต้องห้าม
ทำให้ไม่มีใครอยากแตะต้อง
แต่ถ้าผมตีความว่า นิพพาน แปลว่า สงบเย็น
พระพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย วิหารนี้ก็ว่าง ป่าไม้นั้นก็ว่าง ที่ไม่ว่างคือภิกษุ
ผมตีความว่า ถ้าเราละ “วาง” ไม่ติดยึดกับตัวตน หรือ “อัตตา”
จิตใจก็ “ว่าง” ความสงบเย็น ย่อมตามมา
แต่ขอโทษครับ จะให้ถอนรากถอนโคน “อัตตา” ไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะแต่ละคนมี “อัตตา” ที่ฝังลึก และขยายตัวไม่สิ้นสุด
ที่มา โอเคเนชั่น





Add A Comment