“แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” วลีเด็ดที่ติดหูติดปาก และติดตรึงในความทรงจำของคนไทย!!
ด้วยอัตราเฉลี่ยการออกกำลังกายของคนไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 34% นับเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลียและอังกฤษ ซึ่งมีอัตราผู้ออกกำลังกายเป็นประจำมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด ที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบตามอายุแล้วพบว่า เมื่อมีอายุมากขึ้นอัตราการออกกำลังกายจะลดลงอย่างน่าตกใจ…!!
ผลการศึกษาที่ผ่านมายังระบุว่า ในช่วง “วัยเด็ก” คนไทยออกกำลังกายในอัตราที่สูงและมีสมรรถภาพทางกายดีเทียบเท่ากับเยาวชนของประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น สวีเดนและญี่ปุ่น
แต่เมื่อเรียนอยู่ในระดับสูงขึ้น คนไทยกลับออกกำลังกายลดลง และเมื่อจบการศึกษาออกไปทำงานก็ยิ่งห่างเหินการออกกำลังกาย เท่ากับว่า…ยิ่งโตยิ่งห่างเหิน…สาเหตุที่กลายเป็นข้ออ้างสำคัญคือ คำว่า “ไม่มีเวลา”
หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป…ปริมาณของการป่วยเป็นโรคและปัญหาอื่นๆ เช่น ความอ้วน ความขี้เกียจจะตามมาเรื่อยๆ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยวิธีการที่เหมาะสมเป็น 1 ในองค์ประกอบที่ทำให้ร่างกายเกิดพัฒนาการอย่างมีคุณภาพ และมีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว
เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย สสส.และภาคีเครือข่ายของแผนงานการส่งเสริมการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย จึงได้ทำงานรณรงค์ผ่านการสื่อสารและกิจกรรมการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ โดยมีรูปแบบการสื่อสารรณรงค์ผ่านสื่อหลักอย่างสม่ำเสมอ
บัดนี้…การสื่อสารรณรงค์ส่งเสริมการออกกำลังกาย ของ สสส. อาจเรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จในทางที่จะสร้างการรับรู้แก่ประชาชน…หากแต่ที่สุดแล้ว…ผลสำเร็จที่น่ายินดีกว่านั้นคือ “การมีสุขภาวะที่ดีของประชาชน” หาใช่การรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังไม่เกิดการ “ขยับ” หรือ “ออกกำลังกาย”
เพราะคำตอบสุดท้ายของวันนี้คือ “ความสุข” ที่ทุกคนจะได้จากการมี “สุขภาพ” ที่ดี!!
ย้อนรอย “ขยับ = ออกกำลังกาย”
ปี 2548 นับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัวแคมเปญรณรงค์การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นคนไทย
โดยเป็นการสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ด้วยการเปรียบการออกกำลังกายเป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรคทางกาย โรคทางใจ และมีผลต่อความสวยงามเปล่งปลั่งจากสุขภาพที่ดี การสื่อสารรณรงค์ผ่านสื่อสปอตโทรทัศน์ 3 ชุด ได้แก่ “จ่ายยา” “อกหัก” และ “เครื่องสำอาง”
ด้วยแนวคิดหลักการออกกำลังกายเป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุด พร้อมตั้งคำถามกับกลุ่มเป้าหมาย “วันนี้คุณออกกำลังกายหรือยัง”
ต่อมาในปี 2550 วลี “แค่ขยับ = ออกกำลังกาย” ถูกโหมผ่านหน้าสื่อโทรทัศน์ สร้างความสนใจและกระแสตอบรับดีมาก
แค่ขยับ = ออกกำลังกาย กลายเป็น 1 ในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ สสส. คือ การสนับสนุนปัจจัยเสริมของการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ การออกกำลังกาย
โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของกีฬาและการออกกำลังกาย และเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle) ให้การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญของกิจกรรมประจำวัน
โครงการสื่อสารรณรงค์แค่ขยับ = ออกกำลังกาย เกิดจากการค้นพบสาเหตุสำคัญของการไม่ออกกำลังกายของคนไทย ได้แก่ การอ้างว่า “ไม่มีเวลา” ซึ่งเป็นข้ออ้างหลักในการไม่ออกกำลังกาย
การสื่อสารรณรงค์จึงมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กลุ่มเป้าหมายหันมาออกกำลังกายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ด้วยการผนวกการออกกำลังกายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน (Physical Activity) และลดการใช้เครื่องทุ่นแรงหันมาเดิน วิ่ง มากขึ้น และกระทำบ่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัยในที่สุด
รูปแบบการสื่อสารรณรงค์ใช้แนวคิด “แค่ขยับ = ออกกำลังกาย” ผ่านสปอตโทรทัศน์ 3 ชุด คือ “ลิฟต์” “กวาดบ้าน” “ถูพื้น” ซึ่งสื่อสารให้เห็นถึงรูปแบบการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินขึ้นบันได การทำงานบ้าน
ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์





Add A Comment