Subscribe to โครงการสื่อเพื่อสังคม รายการพึ่งพาอาศัย
Technorati
del.icio.us



หน้า 1 2 3 4 5 ...91 92 ต่อไป

จากสภาพอากาศในระยะนี้ ประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงฤดูฝนพรำ ที่กระจายความเปียกชื้นไปสู่ทุกพื้นที่ของประเทศ และถือเป็นฤดูเริงร่าของเชื้อไวรัส และแบคทีเรียหลายชนิด เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะในเด็กย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้สูงมาก เพราะระบบภูมิต้านทานในร่างกายยังไม่แข็งแรง และสมบูรณ์อาจนำมาซึ่งการติดเชื้อ และเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย สังเกตได้จากโรงพยาบาลหลายแห่ง จะมีเด็กเข้ารักษาโรคในหน้าฝนจำนวนมาก เช่น โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ   

ด้วยความเสี่ยงดังกล่าว “นพ.พรเทพ สวนดอก” กุมารแพทย์สาขาโรคติดเชื้อ ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ความรู้ในประเด็นโรคเด่นหน้าฝนที่เด็กเสี่ยงเป็นมากที่สุด เพื่อเป็นข้อมูลการป้องกัน ให้กับคุณพ่อ และคุณแม่ ได้รู้เท่าทัน และลดความเสี่ยงของโรคที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานตามมาได้อย่างเข้าใจ

กับเรื่องนี้ “นพ.พรเทพ” กล่าวกับทีมงานว่า ช่วงหน้าฝนเด็กจะป่วยค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือ ปัจจุบันเชื้อไวรัส หรือเชื้ออื่นๆ ได้มีการกลายพันธุ์ ทั้งจากโรคเดิมที่กลับมาเป็นใหม่ ซึ่งมีความรุนแรง และการดื้อยามากขึ้น หรือโรคใหม่ที่เกิดจากเชื้อเดิม และเชื้อใหม่ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี คุณหมอพรเทพได้แจงโรคเด่นที่เด็กเป็นมากที่สุดในหน้าฝน พร้อมทั้งอธิบายความสำคัญ สาเหตุ และวิธีการป้องกันโรค เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ป้องกันได้ทันท่วงที และสังเกตอาการได้อย่างเท่าทัน โดยมีโรคเด่นในหน้าฝนดังต่อไปนี้ เริ่มจาก

1. โรคไข้หวัดใหญ่ – โรคฮิตในหน้าฝน

โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza เป็นโรคที่พบบ่อยในคนทุกเพศทุกวัย พบได้เกือบทั้งปี เพราะไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น แต่จะเป็นมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งบางปีอาจจะพบการระบาด ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แพทย์มักจะให้การวินิจฉัยเด็กที่มีอาการตัวร้อนมา 2 – 3 วัน โดยไม่มีอาการอย่างอื่นชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งบางครั้งก็อาจพบการผิดพลาดได้

“ไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน และอาจเป็นอันตรายถึงชิวิตได้ อาการหลักๆ เด็กจะมีไข้ ปวดหัว ปวดเมื้อยตามตัว และกล้ามเนื้อ ไอ หรือเจ็บคอ ซึ่งเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ ผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีโอกาสเสี่ยงและมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น” คุณหมอเล่าถึงอาการ

ปัจจุบันประเทศไทยพบไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยเฉพาะชนิดหลังที่คุณพ่อคุณแม่มักกังวล และกลัวว่าจะเกิดกับลูก ในเรื่องนี้คุณหมอแจงว่า เป็นเพียงโรคที่กลายพันธุ์มาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลทั่วไป เพียงแต่รับเชื้อมาจากสัตว์ เช่น นก หรือหมู ฉะนั้นความรุนแรงของโรคไม่แตกต่างกันมากนัก แต่จะติดเร็วกว่าก็เท่านั้น เนื่องจากร่างกายของคนไม่เคยมีภูมิต่อโรคดังกล่าวมาก่อน ทำให้ติดและเป็นกันง่าย

อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดประมาณ 1 – 2 เดือนก่อนฤดูกาลระบาดของโลกในทุกๆ ปี และสามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป การป้องกันที่ดีที่สุด คือ คนป่วยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่น รวมถึงใส่หน้ากาก ล้างมือ และทานอาหารให้ถูกสุขอนามัย จะเป็นการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

Read the rest of this entry »

Share this article: You can download this plugin at e4share.com
  • Zickr
  • Duocore
  • Kudd
  • Lunlala
  • Dunweb
  • Techkr
  • Bogtor
  • Kez6
  • JeedZa
  • Left Hit
  • Siam Collective
  • Technorati
  • Thai Health
  • YahooMyWeb
  • DigZa

Related posts

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึงที่นี้ เป็นช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อกลับภูมิลำเนา ทำบุญ รวมถึงท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ส่งผลให้เส้นทางในจังหวัดต่างๆ มีปริมาณรถหนาแน่น และคับคั่ง ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

           เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทยขอแนะนำการเตรียมตัวเดินทางในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา การเตรียมพร้อมด้านยานพาหนะ ตรวจสอบระบบไฟส่องสว่างทั้งไฟสูง ไฟต่ำและไฟสัญญาณต่างๆ เช่น ไฟเลี้ยวและไฟเบรก ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทุกดวง และทำความสะอาดดวงไฟให้สะอาด เพื่อให้สามารถมองเห็นเส้นทางได้ชัดเจน

           รวมทั้งตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และระดับน้ำในหม้อน้ำ ระดับน้ำกลั่นและระดับน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์ตามค่ามาตรฐานที่กำหนด หากพบว่าชำรุดให้รีบดำเนินการซ่อมแซมทันทีรวมทั้งนำอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น แม่แรง เชือกสลิงลากจูงรถ ไฟฉาย ยางอะไหล่ เป็นต้น เพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน การเตรียมความพร้อมด้านเส้นทางวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและเลือกใช้เส้นทางที่ปลอดภัยมากที่สุด เส้นทางไม่ชำรุด หรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

           รวมทั้งเตรียมเส้นทางสำรองในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือการจราจรติดขัด การเตรียมความพร้อมด้านสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ ผู้ขับขี่ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือทานยาที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการง่วงนอน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ

           หากต้องออกเดินทางในช่วงกลางคืน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ระยะทางและสิ่งกีดขวางได้ชัดเจน ส่งผลให้การตัดสินใจต่อเหตุการณ์ช้าลง เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้ขับขี่ควรเปิดไฟใหญ่ เพื่อให้ผู้ขับขี่รายอื่นสังเกตเห็นรถของเราได้ดีขึ้น ในกรณีใช้ไฟสูง

Read the rest of this entry »

Share this article: You can download this plugin at e4share.com
  • Zickr
  • Duocore
  • Kudd
  • Lunlala
  • Dunweb
  • Techkr
  • Bogtor
  • Kez6
  • JeedZa
  • Left Hit
  • Siam Collective
  • Technorati
  • Thai Health
  • YahooMyWeb
  • DigZa

Related posts

อตฺตานํ  นาติวตฺเตยฺย     ( อ่านว่า อัดตานัง  นาติวัดเตยยะ )

                                                               บุคคลไม่ควรลืมตน โดย…มรรคาสามัญ

                 สุภาษิตกล่าวไว้ว่า  คนลืมตัว  เหมือนวัวลืมตีน  เป็นการหลงมัวเมาในกิเลสตัณหาของคนเรา  หลงในสิ่งที่พึงปรารถนาที่เรียกว่า อิฏฐารมณ์ อันได้แก่  ลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  พอลุ่มหลงลืมตนแล้วย่อมอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น เกิดการยึดมั่นถือถือมั่นสำคัญตนผิด (อุปาทาน)  มีแง่คิดมุมมองต่อตนเองและคนอื่นเปลี่ยนไปเนื่องจากจิตใจถูกห่อหุ้มด้วยกิเลส  อวิชชาก็เริ่มเข้าครอบงำ จนมองเห็นสรรพสิ่งผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง  โดยหารู้ไม่ว่า มีไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณ์เสมือนหนึ่งผู้คุมกฎคอยกุมบังเหียนชักไยให้สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน  เป็นสิ่งที่คงทนอยู่ได้ยาก เนื่องจากไม่ใช่ตัวตน  สรรพสิ่งมีเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา จึงเรียกว่าสามัญลักษณะ

                 คนเราปรารถนาให้สิ่งที่สอดคล้องกับกิเลสของตนมีความจีรังยั่งยืน แต่อยากให้สิ่งที่ไม่สอดคล้องกับกิเลส เสื่อมสิ้นไปโดยเร็วแต่ความจริงทั้งความเสื่อมและความดับมีอยู่ในทุกสิ่งอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่คนเราผู้ลุ่มหลงไม่ได้พิจารณาและมองไม่เห็นเท่านั้น  มนุษย์มีกรรมเป็นของของตน  ถ้าหลงลืมตนก็รังแต่จะก่อกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี  กรรมชั่วนั้นก็จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ให้ก่อกรรมชั่วอย่างอื่นต่อเนื่องกันไปไม่สิ้นสุดเป็นสังสารวัฏ  ดังนั้นเพื่อเป็นการสกัดไฟแต่ต้นลม ควรพิจารณาพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า  อตฺตานํ  นาติวตฺเตยฺย   :  บุคคลไม่ควรลืมตน

 ที่มา  วิชาการ.คอม

Share this article: You can download this plugin at e4share.com
  • Zickr
  • Duocore
  • Kudd
  • Lunlala
  • Dunweb
  • Techkr
  • Bogtor
  • Kez6
  • JeedZa
  • Left Hit
  • Siam Collective
  • Technorati
  • Thai Health
  • YahooMyWeb
  • DigZa

Related posts

พระพุทธเจ้าทรงได้รับขนานนามจากปราชญ์ทั้งหลายว่า เป็น พระบรมศาสดา หรือ พระบรมครู ซึ่งแปลว่า พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยม หรือ ผู้เป็นยอดของครู

มองดูจากเหตุผลง่ายๆ จะเห็นว่า

  1.  ทรงอุบัติมาท่ามกลางชมพูทวีปในยุคที่มีมวลหมู่ศาสดาจารย์เจ้าลัทธิต่างๆ และปวงนักคิด ที่มีความรู้เก่งกล้าต่างๆ ทั้งมีลูกศิษย์สาวกมากมาย ล้วนเข้ามาท้าทาย ลองภูมิ  มาข่ม มาปราบ แต่ พระพุทธเจ้าก็สามารถสอนสาวก แผ่ขยายคำสอน และดำรงศาสนาของพระองค์ให้เผยแพร่ต่อไปได้ดังเป็นที่ปรากฏ
    1. คำสอนของพระองค์ก็ขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาเดิม เช่น เรื่องวรรณะ เรื่องกรรม เรื่องความไม่มีตัวตน ฯ ทั้งยังจัดตั้งระบบคำสอน และความเชื่อถือใหม่แก่สังคมได้ เรียกว่าปฏิรูปความคิดแบบ พลิก แทบหมดสิ้นเลยก็ว่าได้
    2. ขอบเขตคำสอนล้วนกว้างขวาง ใช้ได้ทุกระดับชน ทุกระดับความรู้ความเชื่อ ทุกแบบทุกชนิด ทรงสอนได้ทั้งสิ้น จนคนเหล่านั้นยอมเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า นับแต่กษัตริย์ลงมาทีเดียว
    3. พระพุทธศาสนาที่เจริญมาตลอดทุกกาลสมัย  แพร่หลายอยู่ในหลายประเทศ หลากผิวพรรณ เป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าเป็นที่ประจักษ์ชัด

(เรียบเรียงจาก หน้า 177-179 หนังสือเล่มเดียวกันกับที่จะนำมาเล่าต่อไป)

เหตุต่างๆ ดังนี้เองที่เหล่าพุทธศาสนิก หรือแม้แต่ผู้ใฝ่การศึกษาหาความรู้จะหลีกเลี่ยงไม่พยายามทำความเข้าใจในคำสอนของพระองค์ก็คงจะน่าเสียดาย

มีความตอนหนึ่งที่อยากจะนำมาบอกเล่า ไว้เป็นหลักที่เราในฐานะบล็อกเกอร์จะใช้พิจารณาในการบอกข่าวเล่าเรื่อง หรือแม้แต่ใช้พิจารณาดู รับรู้ข่าวสาร จากผู้อื่น

จากหน้า 210-211 ในหนังสือชื่อ
“รู้หลักก่อน แล้วศึกษา และ สอนให้ได้ผล” ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ISBN 9 789743 890987 สำนักพิมพ์ธรรมสภา  พ.ศ. 2551, 278 หน้า .

กล่าวถึงพระพุทธเจ้า เมื่อประทับอยู่ในป่าประดู่ลายใกล้เมืองโกสัมพี ได้หยิบใบไม้ประดู่ลายเล็กน้อยใส่กำพระหัตถ์ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในพระหัตถ์ กับ ในป่า ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ในป่ามากกว่า จึงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้แต่มิได้ทรงสอน เหมือนใบประดู่ลายในป่า ส่วนที่ทรงสั่งสอน น้อยเหมือนใบประดู่ลายในพระหัตถ์ และตรัสแสดงเหตุผลในการที่มิได้ทรงสอนทั้งหมดเท่าที่ตรัสรู้ว่า เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ มิใช่หลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ไม่ช่วยให้เกิดความรู้ถูกต้องที่จะนำไปสู่จุดหมาย คือ นิพพานได้

พระองค์ทรงมีพระเมตตา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจา ตามหลัก 6 ประการ คือ :-

  1. คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้องไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
  2. คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น ไม่ตรัส
  3. คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น- เลือกกาลตรัส
  4. คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
  5. คำพูดที่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
  6. คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส *

ลักษณะของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ คือ ทรงเป็น

  • กาลวาที 
  • สัจจวาที
  • ภูตวาที
  • อัตถวาที
  • ธรรมวาที
  • วินัยวาที

ที่มา  โอเคเนชั่น

Share this article: You can download this plugin at e4share.com
  • Zickr
  • Duocore
  • Kudd
  • Lunlala
  • Dunweb
  • Techkr
  • Bogtor
  • Kez6
  • JeedZa
  • Left Hit
  • Siam Collective
  • Technorati
  • Thai Health
  • YahooMyWeb
  • DigZa

Related posts

แต่ละคนมักมี “อัตตา” เหนียวแน่น
โดยเอาความคิดของตน สรุปข้อมูลที่เห็น ที่รู้ ที่ศรัทธา
ถ้าใครไม่เห็นด้วย มักจะโต้แย้งแบบหัวชนฝา จนพังกันไปข้างหนึ่ง
นี่แหละคือประชาธิปไตยแบบไทย -ไทย
เจ็ดสิบห้าปีผ่านไปแล้ว ยังพายเรือวนอยู่ในอ่าวไทย

ดูๆ ไปก็เหมือนเรียนหนังสือไม่ว่าทางพระ หรือทางโลก
พวกหนึ่งอ่านตำรามีความรู้ แล้วมาตีความสู้กัน
ประดิษฐ์ถ้อยคำและใช้โวหารถกเถียงกัน นี่ จริง นี่ไม่จริง
แล้วก็โกรธกัน แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งภาค แบ่งสี แบ่งสถาบัน
เลยหาความสงบไม่ได้ มีแต่ร้อนอกร้อนใจ ต้องดิ้นรนอย่างหนัก
เพื่อพิสูจน์และรักษา “อหังการแห่งตน” ไว้ ด้วยความเชื่อว่า
ต้องเอาชนะให้ได้ คิดถึงตัวเองก่อน เรื่องคนอื่นทีหลัง
คนมีอัตตาสูงจึงกลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ “ตัวเอง” เท่านั้น

อีกพวกหนึ่งอ่านตำราแล้วนำมาทดลองใช้กับชีวิตจริงของตัวเอง
สู้กับความคิดของตัวเอง ลองผิดลองถูก อะไรใช้ได้ก็หยิบมาใช้
อะไรใช้ไม่ได้ ก็ปล่อยมันไป คิดเอาใหม่ หรือปรับปรุงใหม่
เพื่อให้เหมาะกับชีวิตตนเอง ที่มีแต่สภาวะเปลี่ยนไปทุกวัน
มีจิตอิสระ ไม่ติดยึดกับอะไร ย่อมสุขกาย สบายใจ สงบเย็น
จึงมีโอกาสเข้าสู่แดน นิพพานชั่วคราว ไปวันๆ

แต่ถ้าจะไปพระนิพพานแบบถาวรนั้น มีหลักการแน่นอน
สังคมที่ยึดการปฏิบัติจะบอกเกณฑ์ของการ เป็นพระโสดาบัน
ส่วนใครจะรู้ว่าผู้ใดเป็นพระโสดาบัน
ผู้นั้นต้องบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้วเช่นกัน

อย่างเช่นผู้เขียนไม่บังอาจไปพูดว่า
องค์นั้นองค์นี้หรือคนนั้นคนนี้เป็นพระโสดาบัน
เพราะเหตุว่าผู้เขียนยังไม่บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน
ที่รู้มากล่าวในบล็อกนี้ก็จดจำจากตำราเท่านั้น

เช่นวันนี้ขอกล่าวถึงสังโยชน์ข้อที่ ๓ อันเป็นสุดแดนโสดาบัน
ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงเรื่อง สีลัพพตปรามาส
คือความยึดถือศีลและวัตร

Read the rest of this entry »

Share this article: You can download this plugin at e4share.com
  • Zickr
  • Duocore
  • Kudd
  • Lunlala
  • Dunweb
  • Techkr
  • Bogtor
  • Kez6
  • JeedZa
  • Left Hit
  • Siam Collective
  • Technorati
  • Thai Health
  • YahooMyWeb
  • DigZa

Related posts

หน้า 1 2 3 4 5 ...91 92 ต่อไป